รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ป้ที่ ๑
ครั้งที่ ๒ (สมัยวิสามัญ) เปึนพิเศษ
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
ณ ตึกรัฐสภา
อย่าเพิ่งลุกขึ้นประท้วงอะไรเลย ขอดําเนินการต่อไปนะครับ ขอเชิญท่านประพันธ์แถลงครับ
ท่านประธานครับ ไม่ใช่ประท้วงครับ แต่เพียงหารือท่านประธานนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ เมื่อวานผมชื่นชมท่านประธาน อย่างมากเลยครับ เพราะท่านประธานต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของสภาแห่งนี้โดยให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาพร้อมเพรียงกันก่อนเริ่มการประชุม เมื่อวานท่านขอให้แสดงตน ถ้าไม่ครบนี่ท่านไม่ยอม ผมชื่นชมท่านมากครับ แต่วันนี้ไม่ทราบว่าทําไมท่านไม่ทําเหมือน เมื่อวานครับ ผมอยากให้ท่านขอแสดงตน ถ้ายังไม่ครบนี่แสดงว่าที่ประชุมยังไม่พร้อม
ถ้าอย่างนั้นผมจะดําเนินการ ที่ท่านเสนอนะครับ ช่วยแสดงตนด้วยครับ ควักบัตรออกจากกระเปิาแล้วเสียบลงไปในรู แสดงตนนะครับ เชิญทุกท่านนะครับ เชิญครับ เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมนะครับ
ท่านประธานครับ ขอความกรุณาท่านช่วย กดออดหน่อยนะครับ
ช่วยเสียบบัตรแสดงตนนะครับ ถ้าไม่ครบองค์ประชุมตามที่ท่านผู้มีเกียรติแห่งนครศรีธรรมราชท่านเรียนแล้วนะครับ เราก็อาจจะต้องพักการประชุมนะครับ ผมจะปฏิบัติอย่างนี้เสมอต้นเสมอปลายนะครับ ด้วยความขอบพระคุณที่เสนอแนะในทางที่ดีนะครับ เสร็จหรือยังครับ ให้เวลา ๑ นาทีครับ เสียบเสร็จแล้วใช่ไหมครับ ช่วยกดปุ์มแสดงตนนะครับ เชิญกดได้ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตน)
ใครขัดข้องมีไหมครับ ท่านผู้ใด ขัดข้องในเรื่องการเสียบบัตร ในเรื่องการกดปุ์มมีไหมครับ ไม่มีนะครับ ยังเหลืออีกกี่ท่าน เชิญครับ เร็วครับ เพราะตอนนี้ ๑๐.๐๐ นาฬิกาแล้วครับ กดปุ์มแสดงตนยังเหลืออีกกี่ท่าน ที่ยังไม่กดครับ เสร็จแล้วนะครับ ขอป่ดการแสดงตนนะครับ เชิญเจ้าหน้าที่รวมคะแนน ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรดูด้วยครับ ยอดเท่าไรครับ ตอนนี้นับแล้ว ๒๔๕ คน เกินไป ๑๐ คน ดําเนินการตามกฎหมายได้ครับ
เชิญ กกต. ท่านประพันธ์ครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ได้รับหมอบหมายจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเสนอชี้แจง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผลพร้อมสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวดังต่อไปนี้
หลักการ ให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
เหตุผล เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๕ บัญญัติให้การจัดการออกเสียงประชามติสามารถกระทําได้ในกรณีที่ คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติ หรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติ หรือในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติโดยการออกเสียงประชามติ อาจจัดให้เปึนการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หรือเปึน การให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีก็ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เปึนการเฉพาะ ทั้งนี้ โดยให้หลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติเปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ประกอบกับมาตรา ๓๐๒ บัญญัติให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งป้นับแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญนี้ จึงจําเปึนต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
โดยสาระสําคัญส่วนใหญ่ได้ปรับปรุงจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๑
ประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติว่าด้วย ความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐
สําหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามตินี้ มีจํานวนทั้งสิ้น ๔๒ มาตรา โดยมีสาระสําคัญดังนี้
(๑) กําหนดให้การดําเนินการจัดทําประชามติตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ของ รัฐธรรมนูญต้องมีประกาศของนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องกําหนดเรื่องในการจัดทําประชามติ กําหนดว่าการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ ออกเสียง หรือเพื่อเปึนไปเพื่อให้มีคําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี และกําหนดว่าการจัดให้มี การออกเสียงประชามติจะกระทําทั่วราชอาณาจักรหรือจะกระทําในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเปึน การเฉพาะ
สําหรับการดําเนินการจัดทําประชามติ ตามมาตรา ๑๖๕ (๒) ของรัฐธรรมนูญ การประกาศให้มีการออกเสียงประชามติให้เปึนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น พระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๓๒ ทวิ
(๒) กําหนดให้วันออกเสียงต้องกระทําไม่ก่อนเก้าสิบวัน แต่ไม่ช้ากว่า หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศกําหนดวันออกเสียงในราชกิจจานุเบกษา
(๓) กําหนดให้การออกเสียงประชามติใช้วิธีออกเสียงลงคะแนน โดยตรงและลับ
(๔) การออกเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจํานวนไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิ ออกเสียง ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทําประชามติ แต่ถ้ามีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง และปรากฏว่า ผู้ออกเสียงโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบ ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมาก เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่ขอจัดทําประชามตินั้น
การออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคล หรือบุคคลใด หากปรากฏว่าผู้มาออกเสียงเปึนจํานวนไม่มากกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทําประชามติ แต่ถ้ามี ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกินกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง และปรากฏว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบ ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมาก เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่ขอจัดทําประชามติ
(๕) กําหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอน การออกเสียง และจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่ เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทําประชามติ
(๖) กําหนดให้ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องเปึนผู้มีคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
(๗) กําหนดให้การลงคะแนนออกเสียงกระทําตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๕.๐๐ นาฬิกา
(๘) กําหนดให้กรณีการออกเสียงทั่วราชอาณาจักร ผู้มีสิทธิออกเสียงซึ่งอยู่ นอกเขตจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเปึนเวลาน้อยกว่า เก้าสิบวันนับถึงวันออกเสียง หรือผู้มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักรสามารถใช้สิทธิออกเสียง ในจังหวัดที่ตนอยู่ หรือในประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศกําหนด โดยต้องลงทะเบียนก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
(๙) กําหนดให้เมื่อป่ดการลงคะแนนออกเสียงแล้วให้นับคะแนน ณ ที่ออกเสียงนั้น โดยเป่ดเผยติดต่อกันจนแล้วเสร็จ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการออกเสียง และจํานวนผู้มาใช้สิทธิในราชกิจจานุเบกษา
(๑๐) กําหนดให้มีการคัดค้านการออกเสียงประชามติได้ และเมื่อคณะกรรมการ การเลือกตั้งได้รับคําร้องคัดค้านแล้วให้พิจารณาไต่สวน ถ้าเห็นว่าการออกเสียงในหน่วย ออกเสียงนั้นไม่สุจริตและเที่ยงธรรมให้สั่งให้ออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น ทั้งนี้ ต้องไม่ช้ากว่า สามสิบวันนับแต่วันออกเสียง เว้นแต่การออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้นจะไม่ทําให้ผล การออกเสียงรวมของทุกหน่วยเปลี่ยนแปลงไป
(๑๑) กําหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทําการใด ๆ อันเปึนการให้การออกเสียงไม่เปึนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
(๑๒) กําหนดความผิดและโทษสําหรับผู้กระทําความผิด อันเปึนเหตุให้ การออกเสียงไม่เปึนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รายละเอียดปรากฏตามร่างมาตรา ๓๖ ถึงมาตรา ๔๒ จึงขอกราบเรียนมาเพื่อเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรได้โปรดพิจารณา ดําเนินการต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
ผมขอเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า มีผู้มีความประสงค์ที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคพลังประชาชนมีรายชื่อดังต่อไปนี้ คุณสุขุมพงศ์ โง่นคํา คุณบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ คุณนิรมิต สุจารี คุณนิสิต สินธุไพร คุณชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง คุณสถาพร มณีรัตน์ คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ส่วนฝ์ายทางพรรคประชาธิปัตย์ มีท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ท่านอรรถพร พลบุตร ท่านดอกเตอร์ผุสดี ตามไท ดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า คุณรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท คุณนริศ ขํานุรักษ์ พันเอก วินัย สมพงษ์ คุณฮอชาลี ม่าเหร็ม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ดอกเตอร์อภิชาต การิกาญจน์ คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค คุณเจือ ราชสีห์ พรรคประชาธิปัตย์ ๑๓ ท่านนะครับ ส่วนพรรคอื่นยังไม่ได้รับรายชื่อ ก็แจ้งให้ ที่ประชุมทราบ เชิญคุณสุขุมพงศ์ โง่นคํา เปึนรายแรก เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติในวันนี้นับว่าเปึนกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ ที่ผู้มีสิทธิเสนอกฎหมายที่ไม่ใช่รัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเปึน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือศาลทั้งหลายที่เปึนผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับ กกต. เองวันนี้ก็ถือว่าเปึนฉบับแรก ที่ท่านได้เสนอกฎหมายต่อสภาแห่งนี้ กฎหมายที่ว่าด้วยประชามตินี้เปึนกฎหมายสําคัญ ที่รัฐธรรมนูญเกือบจะทุกฉบับได้บัญญัติเพื่อที่จะให้เปึนเครื่องมือของประเทศชาติ โดยเฉพาะ คณะรัฐมนตรีหากเห็นว่าเรื่องใดมีความจําเปึนเปึนปัญหาของบ้านเมือง กระทบต่อประเทศชาติ กระทบต่อประชาชนซึ่งยากที่จะหาทางออกได้ ก็เปึนเครื่องมือให้รัฐบาลนํากฎหมาย ดังกล่าวนี้มาใช้เปึนประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้ ก็เช่นเดียวกัน ตลอดจนรัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๔๐ เองก็มีหลักสาระสําคัญเกือบจะเหมือนกัน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หลักในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มีเขียนไว้กว้าง ๆ อยู่ด้วยกัน ๔-๕ เรื่องครับ ท่านประธาน
เรื่องที่ ๑ ประชาชนผู้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งย่อมมีสิทธิออกเสียง ในการประชามติ โดยมีเหตุอยู่ ๒ เหตุ เหตุที่ ๑ หากคณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า บ้านเมืองเกิดปัญหา กิจการที่จะกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนยากที่จะหาทางออกได้ โดยมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะหารือท่านประธานได้ อาจจะหารือ ท่านประธานวุฒิสภาเพื่อที่จะมีความเห็นในการกําหนดประเด็นในการสอบถาม ประชาชนได้ อันนั้นเปึนเหตุที่ ๑ เหตุที่ ๒ ก็เปึนเหตุที่กําหนดไว้ในกฎหมาย กฎหมาย บางฉบับอาจจะเห็นว่าการกระทําการใด ๆ ไม่ว่าจะเปึนด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง กฎหมายเฉพาะก็กําหนดไว้เสียเลยว่าควรจะต้องให้มีการประชามติเสียก่อน
เรื่องที่ ๒ ที่มีไว้ในรัฐธรรมนูญก็คือ ประเภทในการออกประชามติ ประเภท ในการออกประชามติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแยกเปึน ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ การออกเสียงประชามติที่เปึนการหาข้อยุติให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อย่างที่ ๒ ในกรณีที่รัฐบาลต้องการมีคําปรึกษาหารือจากประชาชนก็อาจจะกําหนดให้มี การประชามติได้
เรื่องที่ ๓ คือวิธีการออกเสียงประชามติ ใช้ง่าย ๆ ครับบอกว่า ถามประชาชน เพียงแต่ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น และท้ายที่สุดรัฐบาลซึ่งเปึนผู้กําหนดประเด็น จะต้องเป่ดโอกาสให้ผู้ที่เห็นด้วย ผู้ที่เห็นชอบ หรือผู้ที่ไม่เห็นชอบได้แสดงความคิดเห็น อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้จัดให้มีการประชามติ นี่คือหลัก ทั่วไปในป้ ๒๕๕๐ ซึ่งป้ ๒๕๔๐ ก็เหมือนกันครับท่านประธาน แต่ขออนุญาตท่านประธาน ในที่ประชุมนี้พูดถึงข้อแตกต่างสักนิดหนึ่งเพราะจะได้เปึนประเด็นในการอภิปราย ในรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ ในป้ ๒๕๔๐ มีสาระสําคัญที่ต่างจากป้ ๒๕๕๐ อยู่ ๓-๔ เรื่อง ครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๑ เหตุที่จะทําประชามติมีอยู่เรื่องเดียว กรณีที่รัฐบาลเห็นว่ามีกิจการใด จะกระทบประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเรื่องเดียวเท่านั้นที่จะทําประชามติได้ ในป้ ๒๕๔๐ อันนี้ต่างกับป้ ๒๕๕๐
เรื่องที่ ๒ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ไม่ได้กําหนดระยะเวลาไว้ว่าหลังจากที่ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วว่าจะให้มีการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๕๐ ไม่ได้ กําหนดเวลาไว้ อาจจะ ๔๕ วันอย่างน้อย ระยะเวลาอย่างมากไม่เกิน ๑๒๐ วัน หรือมาก หรือน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่ในป้ ๒๕๔๐ กําหนดไว้ชัดว่าต้องอย่างน้อย ๙๐ วัน อย่างมาก ไม่เกิน ๑๒๐ วัน อันนี้เปึนข้อต่างประการที่ ๒
เรื่องที่ ๓ จํานวนคะแนนเสียงที่มาใช้สิทธิ ในป้ ๒๕๔๐ กําหนดว่ากรณี ที่ผู้มาใช้สิทธิไม่เกิน ๑ ใน ๕ ของผู้มีสิทธิให้ถือว่า ญัตติ หรือข้อถาม หรือมตินั้น ๆ ถือว่า ไม่เห็นชอบ เปึนการบังคับในตัวว่าผู้ที่มาใช้สิทธิและคะแนนเสียงที่มาใช้สิทธิอย่างน้อยต้อง ๑ ใน ๕ ถึงจะถือว่าเห็นชอบ อันนี้คือหลักในป้ ๒๕๔๐ ป้ ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้ให้เปึนอํานาจของ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะไปกําหนด
เรื่องสุดท้ายป้ ๒๕๔๐ กับป้ ๒๕๕๐ ต่างกันคือ ป้ ๒๕๕๐ กําหนดเฉพาะ เรื่องวิธีการให้ข้อยุติและให้คําปรึกษาแก่รัฐบาลแต่ป้ ๒๕๔๐ มีอยู่เรื่องเดียวคือการขอ คําปรึกษาจากรัฐบาลเท่านั้น อันนี้ก็จะเห็นได้ว่าในป้ ๒๕๕๐ นี้ได้เป่ดกว้างที่จะให้รัฐบาล ได้ทําประชามติมากขึ้น คะแนนเสียงที่จะกําหนดว่าญัตติหรือประชามติใดจะได้รับ ความเห็นชอบ การกําหนดเสียงจะต้องเปึนไปตามกฎหมายลูกนี้ไม่ได้กําหนดไว้ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อได้มาดูเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่ กกต. เสนอเข้ามาในวันนี้ กระผมเห็นว่ามีประเด็นที่จะตั้งเปึนข้อสังเกต เปึนข้อที่จะนําไปแก้ไขหรือข้อพิจารณาว่าจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้หรือไม่ในวันนี้
ประเด็นที่ ๑ เหตุผลที่ท่านเสนอมาในครั้งแรกนี้นะครับ ท่านเขียนไว้สั้น ๆ นิดเดียวว่าเหตุผลที่ต้องตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๒ บัญญัติให้เปึนหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้งในการจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงจําเปึนต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้ โดยจะต้องเสนอภายในเวลา ๑ ป้นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ท่านเขียนไว้สั้น ๆ แค่นี้เองครับ หลักทั่วไปในการตรากฎหมายนั้นเหตุผลในการตรา กฎหมายจะต้องเขียนไว้ชัดแจ้ง แต่ท่านเขียนไว้เพียงว่าที่จําเปึนจะต้องตรากฎหมาย เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับให้ท่านเสนอกฎหมาย อันนี้เหตุผลไม่ถูกต้องและ ไม่ครบถ้วนตามแบบและวิธีการตรากฎหมายของประเทศไทย
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่กระผมมีข้อสงสัยและ เปึนประเด็นสําคัญ ขณะนี้เรามีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกฎหมายประชามติ ในป้ ๒๕๔๒ ซึ่งกฎหมายที่ออกเปึนกฎหมายที่ออกตามรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ปัญหาก็มี อยู่ว่ากฎหมายดังกล่าวนี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักของ การตรากฎหมายของประเทศเรา การจะใช้บังคับก็ต้องเขียนไว้ชัดเจน การยกเลิกก็ต้องมี การเขียนไว้ชัดเจน สภาชุดที่แล้วกระผมและท่านประธานได้มีโอกาสยกเลิกกฎหมายที่พ้นสมัย จากกาลสมัยในปัจจุบันถึงแม้ว่าบางฉบับมีตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ตาม หากไม่มีกฎหมายใดกําหนดไว้ชัดเจนหรือกําหนดยกเลิก กฎหมายนั้นยังคงมีอยู่ ซึ่งรัฐบาล ชุดนั้นเห็นว่ามีกฎหมายหลายฉบับที่พ้นกาลสมัยไม่เปึนที่ใช้บังคับในปัจจุบันแล้ว พ้นกาลสมัยแล้วแต่ไม่สามารถยกเลิกได้เพราะไม่มีกฎหมายใด ๆ ไปกําหนดให้ยกเลิก กฎหมาย ดังกล่าวนั้นก็คงมีอยู่ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ามีหลายฝ์ายเห็นว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๒ ยกเลิกไปแล้วนั่นก็เปึนความเห็น แต่ในทางปฏิบัติ ในการยกเลิกกฎหมายจะต้องเขียนชัดเจนไว้ในกฎหมายที่มีระดับเดียวกัน เช่น พระราชกฤษฎีกา ก็ต้องยกเลิกโดยพระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติก็ต้องยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่าถึงแม้ความเห็นหลายส่วนอาจจะเห็นว่ากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติจะไม่มีแล้ว แต่ในบทบัญญัติฉบับนี้ท่านก็ต้อง ระบุให้ยกเลิก ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่งหลังจากที่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร คณะปฏิวัติรัฐประหารได้ยกเลิกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้กําหนด ไว้หลายฉบับ และให้คงไว้ใช้หลายฉบับ กฎหมายที่คณะปฏิวัติรัฐประหารให้คงใช้มีอยู่ ๓-๔ ฉบับที่กระผมจําได้ เช่น กฎหมายว่าด้วย กกต. ป.ป.ช. กฎหมายว่าด้วยการตรวจเงิน แผ่นดิน และที่กฎหมายไม่ได้ให้ใช้บังคับต่อไปซึ่งถือว่ายกเลิกก็มีอยู่หลายฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยประชามติและกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. นอกจากนั้นคณะปฏิวัติรัฐประหารก็อธิบายโดยสํานักงานคณะปฏิวัติรัฐประหารว่า กฎหมายดังกล่าวที่ยังคงใช้บังคับอยู่มีอะไรบ้าง เช่น กฎหมาย ป.ป.ช. กฎหมาย กกต. กฎหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน กฎหมายผู้ตรวจเงินแผ่นดิน อันนี้ยังให้คงอยู่ เขาก็เขียน อธิบายไว้เสร็จสรรพ และนอกจากนั้นยังอธิบายต่อไปครับท่านประธานว่า กฎหมาย เลือกตั้งยกเลิกไปแล้วนะ กฎหมายประชามติยกเลิกไปแล้วนะ เราในฐานะที่เปึนประชาชน ที่ถูกเขาปฏิวัติรัฐประหารเราก็เชื่อว่ากฎหมายเลือกตั้งยกเลิกไปแล้ว กฎหมายประชามติ ยกเลิกไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่ามีคดีสําคัญคดีหนึ่งขึ้นไปสู่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคการเมือง พรรคการเมืองที่ถูกยุบเขาก็บอกว่า เหตุที่นํามายุบพรรคผมนี่เปึนเหตุที่ยกเลิกไปตามกฎหมายเลือกตั้งแล้ว กฎหมายเลือกตั้ง ยกเลิกไป เหตุทั้งหลายไม่ว่าจะทําผิดหรือทําถูกก็ยกเลิกไปด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง คดีที่ร้องการเลือกตั้ง ท่านกรรมการการเลือกตั้งนั่งอยู่ที่นี่ ท่านยุติการพิจารณาหมด ท่านบอกว่าสาเหตุที่จะต้องยุติการร้องเรียนเพราะกฎหมายเลือกตั้งได้ยกเลิกไปแล้ว ตามคําสั่งคณะปฏิวัติ ตามคําแนะนําของสํานักงานคณะปฏิวัติ ท่านอธิบายไว้เช่นนั้น ผมก็เชื่อเช่นนั้น ผมก็คิดว่าพรรคเก่าที่ผมสังกัดคงไม่ถูกยุบแน่นอนเพราะเหตุแห่งการยุบพรรค มันเลิกไป ก็ปรากฏว่าตุลาการรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยประเด็นที่ ๔ ท่านประธานลองไป อ่านดูครับ ท่านบอกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในโลกนี้โดยทั่วไปจะต้องยุติหรือเลิกไป เมื่อรัฐธรรมนูญนั้น ๆ สิ้นสุดลง แต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญประเทศไทยไม่เหมือน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของทั่วโลกอื่นเขา เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไทย กับพระราชบัญญัติไทยมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ เพราะฉะนั้นตราบใดที่พระราชบัญญัติอื่น ไม่ยกเลิก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญประเทศไทยก็ไม่ยกเลิกตามประกาศคณะปฏิวัติ ที่ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมายการเลือกตั้งก็เลยฟุ๋นขึ้นมาใหม่ ก็เปึนเหตุให้ยุบพรรคการเมือง ที่ไม่น่าจะยุบเพราะปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ กระผมจึงเห็นว่าการที่ท่านเขียน กฎหมายหรือเสนอกฎหมายโดยไม่ยกเลิกกฎหมายเดิมนั้นไม่น่าจะถูกต้องตามแนวทาง การตรากฎหมายของประเทศไทยในขณะนี้ นี่คือเปึนประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานที่เคารพ
ประเด็นที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานคือในมาตรา ๘ การที่จะ ตัดสินว่าเรื่องใดที่จะขอให้ประชาชนออกเสียงประชามติได้รับการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้น ถ้าท่านประธานได้กรุณาอ่านวรรคหนึ่งโดยชัดเจน ท่านประธานคงคิดเช่นเดียวกับผมว่า รัฐบาลจะขอให้มีการออกเสียงประชามติใด ๆ ในประเทศขณะนี้ ถ้าถือตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่มีทางทําได้ครับท่านประธาน ขอยืนยันว่าไม่มีทางทําได้ ทําไมผมกล้ายืนยันเช่นนั้น ที่ผมกล้ายืนยันเช่นนั้นก็เพราะว่าในมาตรา ๘ วรรคหนึ่งที่ท่านยกร่างมา ท่านบอกว่าญัตติ หรือข้อเสนอให้มีการประชามติใดเพื่อให้มีข้อยุติโดยถือเสียงข้างมากต้องให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าผู้มาออกเสียงลงคะแนนประชามติไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิให้ถือว่าข้อหรือกิจการ ที่เสนอให้มีประชามตินั้นถือว่าไม่เห็นชอบนั่นด่านที่ ๑ ด่านที่ ๒ เมื่อผู้มาออกเสียง ประชามติเกินกว่ากึ่งหนึ่งแล้วให้ดูว่าฝ์ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบอันไหนมากกว่ากัน มี ๒ เงื่อนไขที่จะตรวจสอบว่าประชามตินั้นได้รับความเห็นชอบหรือไม่ เงื่อนไขที่ ๑ นี่สําคัญ ครับท่านประธาน ผู้มาออกเสียงลงคะแนนเสียงประชามติจะต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าขณะนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงในประเทศไทยประมาณเท่าไร ถ้าผมจําไม่ผิด ประมาณ ๔๒ ล้านเสียงที่เห็นชอบไม่ใช่ผู้มาออกเสียงเฉย ๆ นะครับท่านประธาน เสียงที่ เห็นชอบจะต้องเกินกึ่งหนึ่งคือ ๒๒ ล้านกับ ๑ เสียง ไม่มีทางเปึนไปได้ครับท่านประธาน ผู้ที่จะออกเสียงเห็นชอบ ๒๒ ล้านกับ ๑ เสียง ไม่มีทางเปึนไปได้ คราวที่แล้วออกเสียงประชามติผู้ที่เห็นชอบ ๑๔ ล้านคน ผู้ที่ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคน ระดม ประชาสัมพันธ์กันทั้งประเทศหมดเงินงบประมาณไปหลายพันล้านบาท มีผู้เห็นชอบเพียง ๑๔ ล้านคน เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ การออกเสียงประชามติ ใด ๆ ไม่มีทางได้เห็นชอบจากประชาชนเพราะมาตรา ๘ นี่แหละท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นจําเปึนต้องแก้ไขให้มันเปึนไปได้ การตรากฎหมายเพื่อออกมาใช้บังคับ เพื่อเปึนไปไม่ได้อันนั้นไม่ใช่กฎหมาย เปึนกฎหมายที่เปึนไปไม่ได้โดยแน่แท้ถือว่าไม่ใช่ กฎหมาย อันนี้ต้องนําไปแก้ไขหากสภานี้รับหลักการครับท่านประธานที่เคารพ
ประเด็นที่ ๔ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เรื่องการออกเสียง ประชามตินอกราชอาณาจักร เรื่องนี้การออกเสียงประชามติไม่ถือว่าเปึนหน้าที่ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือว่าเปึนสิทธิ เมื่อถือว่าเปึนสิทธิก็เปึนเรื่องที่พวกเราในฐานะ สภาผู้แทนราษฎรจะกําหนดว่าให้ผู้มีสิทธิที่อยู่ต่างประเทศได้ออกเสียงหรือไม่ ทุกครั้งที่มี การเลือกตั้งทั่วไปรอบแรกจะให้มีการลงคะแนนในต่างประเทศได้ ผลที่ตามมาหมดเงิน มหาศาลแต่ผู้ใช้สิทธิน้อยมาก ทูตเกือบจะทุกประเทศทั่วโลกบอกว่าอย่าทําเลยมันเปลือง มันไม่คุ้มแต่ก็มีการกระทําเช่นนี้ตลอดมา คราวนี้เปึนโอกาสสําคัญครับท่านประธาน เมื่อไม่ใช่หน้าที่เราไม่ได้บังคับ ก็เปึนสิทธิเขาที่จะลงคะแนนเขาก็มาลงคะแนนได้ ถ้าท่าน ที่อยู่ต่างประเทศท่านใดถ้าท่านประสงค์จะลงคะแนนประชามติท่านกลับมาลงคะแนน ประชามติ ออกเสียงประชามติก็ได้ คราวนี้ก็ควรงดเสีย แต่ท่านก็ไปกําหนดไว้ในกฎหมาย ฉบับนี้เช่นเดียวกันให้มีการออกเสียงในต่างประเทศได้
ท่านประธานที่เคารพเรื่องสุดท้ายที่อยากฝากไว้กระผมเห็นว่าเปึนเรื่อง สําคัญ อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้คือ การที่จะให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีนั้นเขาให้ นํามาออกเสียงประชามติได้เฉพาะคําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า ในมาตรา ๘ วรรคสองที่ท่านไปเขียนเสนอมานี้ ท่านบอกว่าถ้าบุคคลใดคณะใดต้องการ ให้มีการออกเสียงประชามติก็สามารถให้ทําได้ ผมถามว่าคนไทย ๖๔ ล้านคน คณะบุคคล อีกสารพัดคณะถ้าเขาจําเปึนจะต้องใช้สิทธิตามมาตรา ๘ วรรคสอง เขาสามารถทําได้ หรือไม่ กกต. จะมีปัญญาไปทําให้เขาได้หรือไม่ รัฐบาลจะเอางบประมาณจากไหน มาสนองตามบทบัญญัติที่จะให้มีความเห็นในการปรึกษาแก่คณะบุคคลหรือบุคคลใด นอกจากคณะรัฐมนตรี เปึนการบัญญัติกฎหมายนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ เปึนการ บัญญัติกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กระผมเห็นว่าจะต้องมีการแก้ไขเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นว่าถึงแม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีข้อบกพร่องหลายเรื่อง เช่น ๑. การลงคะแนนเสียง ๒. การออกเสียงนอกราชอาณาจักร ๓. การกําหนดให้บุคคล หรือคณะบุคคลสามารถให้ความเห็นเพื่อแสดงเปึนประชามติได้ แม้ว่าจะเปึนเรื่อง สําคัญ ๆ ทั้งสิ้น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดว่าพวกเราที่เปึน สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน เพื่อที่จะนําไปใช้โดยเร็ว ขณะนี้ก็มีปัญหาบ้านเมืองถึงขั้นที่จะต้องมีการออกเสียงประชามติหลายเรื่องหลายราวอยู่ กระผมเห็นว่าจําเปึนที่จะต้องรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ แต่ขออนุญาตที่จะไปแก้ไข ในวาระ ๒ วาระ ๓ ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... นั้น ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า จริง ๆ ก็ตามที่ทราบกันว่า เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๕๐ นั้น ได้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้จัดทําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อเสนอเข้าสู่ การพิจารณาของสภาตามมาตรา ๓๐๒ ซึ่งจะต้องดําเนินการภายในเวลา ๑ ป้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้เปึนที่สนใจของพี่น้อง ประชาชนและเปึนที่สนใจของบรรดาเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องร่วมกัน แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางพอสมควร และเข้าใจว่าวันนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งเอง ก็จะได้รับฟังประเด็นต่าง ๆ ที่เปึนข้อคิดเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมกฎหมายฉบับนี้ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานว่ามีความสําคัญและเปึนความสนใจ ของพี่น้องประชาชน ผมอยากกราบเรียนว่า การจัดทําประชามตินั้นเปึนหลักการสําคัญ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอีกหลักการหนึ่งที่เราต้องการให้พี่น้องประชาชนนั้น ได้มีส่วนในการตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง หรือเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งถ้าว่าโดยหลักแล้วการลงประชามติ หรือการออกเสียงประชามตินั้นก็ถือได้ว่าเปึนการที่ให้พี่น้องประชาชนนั้นได้ใช้ประชาธิปไตย ทางตรง ไม่ใช่ว่าหลังจากผ่านการเลือกตั้งไปแล้วตัวแทนของประชาชนจะใช้อํานาจ อย่างไรก็ได้ สิ่งที่ผมคิดว่าแนวความคิดเดิมที่เปึนประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นวันนี้เราต้อง ยอมรับความเปึนจริงนะครับว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว วันนี้พวกเราซึ่งเปึนตัวแทน ของพี่น้องประชาชน เราต้องยอมรับว่าบางปัญหาที่เปึนความเดือดร้อนและเปึนเรื่อง ที่อาจจะกระทบต่อความเสียหายของประเทศชาติบ้านเมือง วันนี้จําเปึนที่จะต้องรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน หรือจะต้องหาข้อยุติจากพี่น้องประชาชน ถ้าเราเข้าใจ หลักการอย่างนี้ ผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่พวกเราทั้งหลายได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า จริง ๆ แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งหลายคนเรียกว่าเปึนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนคือ ร่างโดยคณะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ การออกเสียงประชามติเช่นเดียวกันนะครับ ในป้ ๒๕๔๐ นั้นได้มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่สามารถที่จะให้พี่น้อง ประชาชนนั้นได้ออกเสียงประชามติ แต่โดยรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้นก็ให้ออกเสียง ประชามติเพียงแค่การให้คําปรึกษากับคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ผมคิดว่าวันนี้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๕ ที่มีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ในการที่จะให้ พี่น้องประชาชนได้ออกเสียงประชามติในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่ามีผลประโยชน์ได้เสีย ต่อประเทศชาติบ้านเมืองหรือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเพื่อที่จะหาข้อยุติ ในการที่จะดําเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ ก็คิดว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ร่างโดยสาระสําคัญ ของข้อบัญญัติ มาตรา ๑๖๕ โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้น ได้มีความก้าวหน้า ที่จะให้ส่งเสริมแนวทางที่จะทําให้ประชาชนซึ่งเปึนเจ้าของอํานาจอย่างแท้จริงนั้นได้มี อํานาจอธิปไตยโดยทางตรง ข้อสําคัญประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า วันนี้เราต้องยอมรับความเปึนจริงครับว่าในช่วง ๔-๕ ป้ที่ผ่านมานั้น การที่พรรคการเมือง มีเสียงข้างมากเด็ดขาดนั้นอาจจะไม่ใช่เปึนการสะท้อนว่านโยบายหรือแนวความคิด ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองนั้นสนองตอบต่อความต้องการแท้จริงของประชาชน หรือไม่ เพราะฉะนั้นการทําประชามติจึงเปึนเรื่องที่ผมคิดว่าเปึนสิทธิอันชอบธรรมของ ประชาชนที่จะต้องมีส่วนในการที่จะต้องออกมาลงประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ การแสดงประชามตินั้นผมคิดว่าเปึนประเด็นที่สําคัญกว่าและยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเราทั้งหลาย จะได้มาลงมติในสภานี้ด้วยซ้ําไป ปัญหาก็คือว่า การที่เราจะให้ได้ประชามติที่แท้จริงของพี่น้องประชาโดยอิสระ โดยความเปึนกลาง โดยความเข้าใจในประเด็นต่อการลงประชามตินั้นต่างหากเปึนเรื่องที่ มีความสําคัญอย่างสูงยิ่ง แน่นอนที่สุดครับ นี่คือความสนใจที่ผมคิดว่าทุกคนทุกฝ์ายได้ให้ ความสําคัญกับกฎหมายฉบับนี้ แต่บังเอิญท่านประธานที่เปึนความสนใจของพี่น้อง ประชาชนมากกว่าปกติในกฎหมายฉบับนี้ ความจริงเมื่อวานนี้เราก็พิจารณากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง วันนี้ ก็เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน แต่ที่ผมคิดว่าประชาชนให้ความสนใจ เปึนอย่างยิ่ง ก็เพราะว่าสถานการณ์ทางการเมืองของบ้านเราครับ สถานการณ์ทางการเมือง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศตัดความรําคาญ ด้วยการเตรียมที่จะขอมติคณะรัฐมนตรี อนุมัติงบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อจะทําประชามติแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ นี่ล่ะครับ จึงเปึนที่สนใจมากว่า เอ๊ะ ทําไมกฎหมายฉบับนี้มีความสําคัญอย่างไร เดิมมีข้อโต้เถียงกันว่าจะใช้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ได้หรือไม่ ต่อมามีนักกฎหมาย นักวิชาการหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท้วงติงว่าถึงแม้ว่า นายกรัฐมนตรีจะมีความต้องการตัดความรําคาญอย่างไรก็แล้วแต่ไม่สามารถที่จะดําเนินการ ที่จะใช้กฎหมายดังกล่าวนั้นได้ จําเปึนต้องร่างกฎหมายการออกเสียงประชามติขึ้นมาใหม่ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เพราะเจตนารมณ์และสาระสําคัญในมาตรา ๑๖๕ นั้น แตกต่างไปจากเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นครับ พอดีวันนี้ทาง กกต. ได้กรุณามาชี้แจงเองหลังจากท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศตัดความรําคาญ ซึ่งผม คิดว่าใช้คํานี้ก็ดูจะสับสนกับมาตรา ๑๖๕ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีจะเสนอขอทํา ประชามติได้นั้นต้องเปึนเรื่องที่กระทบต่อความเสียหายของประเทศชาติบ้านเมืองและกระทบ ต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เรื่องของการตัดความรําคาญครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นก็คือว่าเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ สัมภาษณ์แล้วปรากฏว่าทาง กกต. ขอประทานโทษต้องเอ่ยนาม ท่านสุเมธ อุปนิสากร ท่านก็ได้ชี้แจงว่า กกต. มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติที่ผ่านมา เคยจัดมาแล้ว ๒ แบบจึงมีประสบการณ์ หากรัฐบาลต้องการให้ กกต. ดําเนินการ กกต. ก็มีความพร้อม เรามีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ ส่วนกฎหมายลูก ว่าด้วยการออกเสียงประชามติขณะนี้ กกต. กําลังร่างอยู่ หากรัฐบาลต้องการให้ กกต. ออกเสียงประชามติรวดเร็วก็สามารถทําได้ อาจใช้ระเบียบเดิมหรือผลักดันร่างพระราชบัญญัติ ออกเสียงประชามติแล้วเข้าสู่สภาให้ผ่าน ๓ วาระรวดครับ นี่ล่ะครับผมคิดว่าเพื่อนที่เปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่เราทําหน้าที่นิติบัญญัติ ผมคิดว่าเราได้ฟังคําสัมภาษณ์ ดังกล่าวแล้วก็รู้สึกว่าทําไมมันช่างบังเอิญเปึนการรับลูก นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าต้องเปึนหน้าที่ของทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะต้องร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ภายในระยะเวลา ๑ ป้ ๑ ป้ก็ตั้งแต่ วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ วันสุดท้ายก็คงจะเปึนวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังเหลือเวลา ๓ เดือน ท่านก็มาเสนอเอา ๓ เดือนสุดท้าย ผมก็ไม่แน่ใจ ครับว่า จริง ๆ แล้วถ้าหากว่าทางท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไม่ผลักดันในเรื่องนี้ขึ้นมา กฎหมายฉบับนี้จะได้เข้ามาสู่สภา ซึ่งเพิ่งลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ผมมาดูกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เสนอเข้ามาตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ทางศาลยุติธรรมท่านได้มีความตั้งใจที่จะต้องเสนอกฎหมายนี้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แต่น่าแปลกใจว่า กกต. เพิ่งเสนอกฎหมายฉบับนี้หลังจากที่ทางรัฐบาล ได้มีการผลักดันที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ก็น่าดีใจว่าหลังสุดนี้ก็มีข่าวออกมาว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ทํา ประชามติกับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่น่าดีใจไปกว่านั้นคือท่านผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้ปรึกษาหารือกับท่านประธานเพื่อต้องการที่จะให้สถานการณ์ในเรื่อง ที่ต้องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นกลับมาพิจารณาศึกษาในสภาแห่งนี้แต่ถ้าองค์ประกอบ สถานการณ์ของทั้ง ๒ อย่างนี้ยังคงอยู่ วันนี้เปึนเรื่องที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากเลยครับ ท่านประธาน ว่าการเสนอร่างกฎหมายจัดทําประชามติดังกล่าวนี้เพื่อสนองตอบต่อการนําไปสู่ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญตามที่สมาชิกของพรรคพลังประชาชนได้ยื่นต่อประธานสภา หรือไม่ ถ้าเปึนเช่นนี้นี่ครับ ผมคิดว่า กกต. ต้องชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ให้เห็นชัดเจนว่า ท่านได้ ดําเนินการที่จะยกร่างกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่เมื่อไร และมีเจตนารมณ์ชัดเจนเพื่อให้ เปึนไปตามมาตรา ๓๐๒ โดยให้เปึนไปตามสาระสําคัญของมาตรา ๑๖๕ ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ วันนี้เราไม่เสียเวลาที่จะพูดไปว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับเปึนมา อย่างไรครับท่านประธาน แต่วันนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง ผมคิดว่าเราต้อง มาพูดกันว่าสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในประเด็นของการออกเสียงประชามตินั้น ผมยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นได้มีความก้าวหน้าขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่วันนี้ ผมอยากให้ทาง กกต. ได้ชี้แจงแยกออกมาให้ชัดเจนให้พี่น้องประชาชนและเพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้ได้เห็นตรงกันว่าวันนี้การร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ไม่ได้กระทําเพื่อต้องการที่จะ นําไปสู่การทําประชามติในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้เรากําลังพิจารณา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อที่จะดําเนินการให้เปึนไป ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั่นคือว่ามีเรื่องใดที่ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่า อาจจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมืองหรือเกิดความเสียหายต่อพี่น้องประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถที่จะขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะดําเนินการ ในการทําประชามติหรือคณะรัฐมนตรีต้องการที่จะขอคําปรึกษาในกรณีที่เปึนความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปหรือว่าโดยเฉพาะที่หรือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนตามที่ กฎหมายอื่น ๆ ได้บัญญัติเอาไว้ก็สามารถที่จะใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการจัดทํา ประชามติฉบับนี้ไปดําเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงกราบเรียนว่า วันนี้เราจะใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองของบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อไปแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทางการเมืองของคณะรัฐบาล หรือแม้แต่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่งย่อมกระทํามิได้เปึนอันขาดครับ เราต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ โดยเจตนารมณ์ที่สําคัญก็คือว่า ต้องทําเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองและ ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเท่านั้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อสังเกตในสาระของกฎหมายฉบับนี้ เปึนภาพรวมไม่มากนักนะครับท่านประธานเพราะมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนที่จะลงไป ในรายละเอียดแต่ละมาตรา
ประการแรก ที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า เมื่อกี้ มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงว่ากฎหมายฉบับนี้ทาง กกต. ได้เสนอเข้ามาโดยการให้เหตุผล ที่ไม่เปึนไปตามวิธีพิจารณาหรือว่าวิธีสารบัญญัติในการเสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วถ้าตัดประเด็นที่ผมพูดเปึนข้อสังเกต เบื้องต้นไป ๒ ประเด็นนั้น ผมคิดว่ามีความชัดเจนแล้วครับ เพราะเหตุผลในการเสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเปึนไปอย่างอื่นไม่ได้ เปึนไปได้อย่างเดียวเท่านั้นก็คือว่า ทาง กกต. จะต้องเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๒ ซึ่งบัญญัติเอาไว้ชัดเจนว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อให้เปึนไป ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้ นี่เหตุผลชัดเจนมันก็มีอยู่เพียงแค่นี้ ท่านประธานครับ แล้วโดยใจผมผมอยากเห็น กกต. ได้เสนอกฎหมายฉบับนี้มาล่วงหน้าเลย ผมอยากเรียนท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้กําหนดระยะเวลา ในการพิจารณากฎหมายหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ แต่ว่ารัฐบาลในขณะนั้นได้มีการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาภายในระยะเวลา ๑ ป้เท่านั้น เราก็มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ซึ่งมี ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เปึนนายกรัฐมนตรี นั่นแสดงถึงเจตนารมณ์ให้เห็นได้ อย่างชัดเจนว่า ทั้งฝ์ายนิติบัญญัติและฝ์ายบริหารได้ยอมรับหลักการสําคัญว่าการเมือง ในยุคปัจจุบันนี้ถ้าเปึนเรื่องที่มีความสําคัญกระทบต่อผลได้เสียของพี่น้องประชาชน เราจะต้องปรึกษาพี่น้องประชาชนโดยทางตรงด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้น โดยเหตุผลนั้นผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า มันเปึนเรื่องที่พวกเราทั้งหลายต้อง ยอมรับความเปึนจริงวันนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อวานนี้มีการถกเถียงเช่นเดียวกันว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีเพื่อนสมาชิกได้พูดว่าทําไมทางศาลยุติธรรมเสนอกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาก็เพราะ โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญไปกําหนดให้ทางประธานศาลฎีกา ท่านประธานศาลฎีกา เปึนผู้เสนอครับ กฎหมายฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับให้ กกต. เปึนผู้เสนอและเปึนเรื่อง ที่ผมคิดว่ามีความชอบธรรมแล้ว เพราะว่า กกต. จะต้องไปดําเนินการในฐานะที่เปึนหน่วย ที่ต้องรับผิดชอบในการออกเสียงประชามติให้เกิดความอิสระและเปึนกลาง ซึ่งผม จะตั้งประเด็นเปึนข้อสังเกตต่อไป
ประเด็นที่สองที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ในมาตรา ๕ ที่ท่านได้ร่าง ขึ้นมานั้น ในกรณีที่จะดําเนินการจัดทําประชามติตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ให้มีการออกประกาศของนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา จริง ๆ ผมคิดว่า ในรัฐธรรมนูญนั้นแน่นอนที่สุดครับได้เขียนเอาไว้ว่าอาจปรึกษาหารือกับท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภา ตรงนี้พอจะมีช่องทางไหมครับ ทาง กกต. ที่จะได้ไป ทบทวนว่าช่องทางที่คําว่า อาจจะต้องหารือนั้น ผมคิดว่าวันนี้มีความจําเปึน เพราะอย่างน้อยที่สุด ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภานั้น ผมถือว่าเปึนบุคคลสําคัญนะครับ อย่างน้อยที่สุดเมื่อวานนี้มีเพื่อนสมาชิกในสภานี้อภิปรายว่า เปึน ๓๘ อรหันต์ เปึน ๔ ตําแหน่ง สําคัญสูงสุดถ้าหากทําผิดก็ให้มีคณะไต่สวนอิสระ ในขณะเดียวกันผมคิดว่าถ้าจะมา ตัดสินใจว่าจะดําเนินการนําเรื่องใดที่จะต้องไปปรึกษากับพี่น้องประชาชนหรือหาข้อยุติกับ พี่น้องประชาชน ถ้าเราจะมีช่องทางต่อมาตรา ๕ นี้ว่า ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ปรึกษาหารือ หรือได้ขอคําเสนอแนะ ก่อนที่จะขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีจะได้หรือไม่ครับ ผมคิดว่าถ้าเปึนอย่างนี้รอบคอบขึ้นมา ไม่ใช่นึกตัดความรําคาญจะใช้งบซึ่งเปึนภาษีของ พี่น้องประชาชน ๒,๐๐๐ ล้านบาทไปดําเนินการทําประชามติตามกฎหมายนี้ผมไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะยุคนี้ถ้าเปึนอย่างนั้นจริง ๆ ท่านประธานครับ ไม่ใช่แต่ผม ผมว่าพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศคงไม่เห็นด้วย เพราะความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในยุคนี้แสนสาหัสมาก จริง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเปึนข้อสังเกตเปึนประเด็นแรก
ประเด็นที่สอง ในเรื่องของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ก็คือว่า ตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ก็คือ ท่านกําหนดว่าการกําหนดเรื่องในการจัดทํา ประชามติซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะจัดทําประชามติ ตรงนี้เปึนประเด็นที่ผมอยากจะ กราบเรียนถาม กกต. ให้ท่านได้ชี้แจงครับว่า การที่จะกําหนดข้อความที่ชัดเจนเพียงพอนั้น เปึนภาระความรับผิดชอบของฝ์ายใด หรือเปึนภาระความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี แต่เพียงคนเดียวอีก ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดครับท่านประธาน ถ้าสมมุติว่าเราจะทํา ประชามติเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ออกเสียงลงประชามติในกรณีที่จะแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นจะถามอย่างไรที่จะมีความชัดเจน เพียงพอ ถามว่าแค่เพียงเห็นชอบให้แก้ไขหรือไม่เห็นชอบให้แก้ไขเท่านั้นเพียงพอไหมครับ ผมคิดว่าถ้าถามแค่นี้บ้านเมืองและสถานการณ์ปัญหาของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ การจัดทําประชามตินี้ไม่สามารถหาข้อยุติได้ สิ้นเปลืองทั้งกระบวนการในการจัดทํา สิ้นเปลืองทั้งกระบวนการในการที่จะต้องดําเนินการให้พี่น้องประชาชนออกมาออกเสียง ประชามติ ที่สําคัญก็ต้องใช้จ่ายงบประมาณตามที่ผมกราบเรียนแล้ว ปัญหาประเด็น ที่ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนก็คือว่า ถ้าเราจะให้ประเด็นมันชัดเจนเพียงพอต่อประเด็น ที่เราจะดําเนินการออกเสียงประชามตินั้น ผมคิดว่าวันนี้เราพบความเปึนจริงว่าข้อขัดแย้ง ในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ผมกรุณายกตัวอย่างเพิ่มเติมไม่ได้อยู่ในสาระ ของข้อขัดแย้งที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บอกว่าจะเอาสาระสําคัญของป้ ๒๕๔๐ คืนมา แต่ประเด็นสําคัญมันไปอยู่ในบทเฉพาะกาล ท่านจะถามอย่างไรครับ ถ้าตามร่าง ที่ทางฝ์ายพรรค ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนาม ที่ทางพรรคพลังประชาชนเสนอต่อ ท่านประธานสภา ซึ่งตรงนี้ก็ทราบกันโดยทั่วไปว่า มาตรา ๑๔ ในบทเฉพาะกาลนั้น ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า บรรดาคําสั่ง ประกาศ กฎของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ในระบอบประชาธิปไตยให้ถือว่าไม่ชอบ ถ้าเปึนเช่นนี้ในความหมายสําคัญของพี่น้อง ประชาชนที่มีความขัดแย้งอยู่ในขณะนี้มันมีประเด็นอยู่ก็คือว่า การแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้นถ้าไปแก้ไขเพื่อดําเนินการในการที่จะให้บุคคลบางคนไม่ต้องไปเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าไม่มีใครรับได้หรอกครับ พี่น้องประชาชนก็รับไม่ได้ หรือไปแก้ไขในประเด็นที่ต้องการให้บุคคลที่มีการถูกลงโทษโดยการยุบพรรค จะโดย เปึนเหตุผลอย่างไรก็แล้วแต่ผมไม่สามารถที่จะนําคําพิพากษาของตุลาการรัฐธรรมนูญ มากราบเรียนท่านประธานได้ จะเปึนโดยเหตุผลที่ท่านบอกว่ากฎหมายการเลือกตั้งได้ถูก ยกเลิกไปแล้วหรืออย่างไรก็ตาม แต่วันนี้ถ้าเราจะมาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้ บุคคลดังกล่าวนี้พ้นผิด ถามว่าการจัดทําประชามติเพื่อให้มีความชัดเจนเพียงพอนําไปสู่ การแก้ไขปัญหาที่แท้จริงนั้นจะดําเนินการอย่างไรในกรณีอย่างนี้ ผมอยากจะให้ทาง กกต. ในฐานะผู้ยกร่างได้อธิบายครับ
ประเด็นต่อมาในมาตรา ๗ และมาตรา ๘ ประเด็นนี้ผมคิดว่ามีความสําคัญ อย่างสูงก็คือว่า การออกเสียงให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ วิธีการออกเสียงนั้น โดยร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ทาง กกต. ร่างมานั้น แบ่งวิธีการออกเสียงเปึน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือในกรณีการออกเสียงเพื่อหาข้อยุติโดยเสียงข้างมาก ตรงนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยกับทางผู้ร่างอย่างสูงยิ่งครับ เมื่อกี้มีเพื่อนสมาชิก บอกว่าการที่ให้ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจํานวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิ ถ้าไม่ถึงกึ่งหนึ่งให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบกับเรื่องที่จะทําประชามติ มีเพื่อนสมาชิกบอกว่าถ้ากําหนดเช่นนี้จะเปึนไปไม่ได้เลย แต่ผมกลับมองเห็นในทาง ตรงกันข้ามครับท่านประธาน ผมคิดว่าการหาข้อยุติโดยเสียงข้างมากนั้นเปึนเรื่องที่มี ความจําเปึนในการจัดทําประชามติโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๕ เพราะว่าการที่จะไปหาข้อยุตินั้นจะต้องคํานึงถึงเสียงข้างมาก เสียงข้างมาก หมายถึงว่าอย่างไรครับ หมายความว่า ร้อยละ ๕๐ บวก ๑ มันต้องร้อยละ ๕๐ บวก ๑ ของผู้มีสิทธิในการออกเสียงครับท่านประธาน ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่าถ้ามีประชากร ที่มีสิทธิในการออกเสียง ๔๒ ล้านคน วันนี้คนที่มาใช้สิทธิต้องไม่ต่ํากว่า ๒๑ ล้านเสียง บวก ๑ ครับ ผมถามว่าเปึนไปไม่ได้เลยอย่างไรครับท่านประธาน เรามาดูสถิติสิครับ โดยสถิติก็เห็นได้ชัดเจนครับท่านประธาน เพราะประเทศไทยเราเคยทําประชามติ ในการให้ความเห็นชอบกับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังอภิปรายอยู่นี่นะครับ ป้ ๒๕๕๐ ปรากฏว่าประเทศของเรานั้นมีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ๔๕ ล้านคนโดยประมาณ มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ๒๕ ล้าน ๙ แสนคน ร้อยละ ๕๗.๖๑ มีผู้เห็นชอบ ๑๔ ล้านคน โดยประมาณ ๕๖.๖๙ มีบัตรที่ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคน คิดเปึนร้อยละ ๔๑.๓๗ ตรงนี้แหละครับท่านประธานที่ผมกราบเรียนว่ามีความชัดเจนว่าทาง กกต. ต้องยืนยันในหลักการมาตรา ๘ นี้ไว้ให้ชัดเจน ไม่ใช่เปึนไปไม่ได้ครับ แต่ถ้าเกิดไปยกเลิก ไม่ใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงแล้วผมคิดว่า ประการที่หนึ่งทําให้ การหาข้อยุตินั้นไม่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน ประการที่สอง ผมคิดว่าเมื่อ กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๕ ไปให้อํานาจกับท่านนายกรัฐมนตรีในการที่จะขอ ความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีว่าเรื่องใดควรทําประชามติ ผมคิดว่าการใช้วิธีการกําหนด เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งคือร้อยละ ๕๐ บวก ๑ นั้นเปึนเรื่องที่จะสะท้อนกลับไปยัง ผู้ขอความเห็นชอบคือตัวนายกรัฐมนตรีเองว่าเรื่องเหล่านี้เหมาะสมที่จะขอทําประชามติ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ไม่ใช่ว่านึกว่าวันใดวันหนึ่งต้องการที่จะ สร้างกระแสทางการเมืองก็เอามาทําประชามติ นึกว่าวันใดวันหนึ่งตัดความรําคาญ ก็ออกมาใช้เสียงทําประชามติ หรือนึกว่าเปึนประเด็นที่เปึนความต้องการของกลุ่ม ผลประโยชน์ใดกลุ่มผลประโยชน์หนึ่งแล้วมาทําประชามติ ผมคิดว่าอย่างนี้ประชาชน สามารถที่จะแสดงออกได้อีกทางหนึ่งนอกจากจะไปลงคะแนนเสียงว่าเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบ แต่ว่าถ้าประเด็นที่คุณเสนอเข้ามา ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอเข้ามาพี่น้อง ประชาชนเห็นว่าเปึนเรื่องที่ไม่มีความสําคัญ เปึนเรื่องที่ไม่กระทบต่อความเสียหายของพี่น้อง ประชาชนและของประเทศชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชนก็อาจจะใช้สิทธิโดยการที่จะ ไม่ไปออกเสียงเลือกตั้งก็ได้ อย่างนี้แหละผมคิดว่าจึงเปึนเรื่องที่ทาง กกต. จะต้องยืนยัน ตรงนี้ แน่นอนครับในกรณีออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีนั้นท่านกําหนดไว้ ตามกฎหมายออกเสียงประชามติฉบับป้ ๒๕๔๑ คือ ๑ ใน ๕ ของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง ตรงนี้ผมไม่ขัดข้องนะครับ เพราะเปึนเรื่องที่ขอคําปรึกษา แต่ถ้าเปึนเรื่องที่จะต้องหาข้อยุติ แล้วผมคิดว่ามีความจําเปึนเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องดําเนินการโดยใช้เสียงเกินกว่า กึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง จึงให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากนั้นให้ความเห็นชอบ ถ้าเสียงที่มาลงนั้นให้ความเห็นชอบ เกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่มาใช้สิทธิในคราวนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะฝากเปึนข้อสังเกตก็คือว่า เปึนที่ครหากันมากนะครับในการทําประชามติ คราวที่ผ่านมา ฝ์ายหนึ่งก็กล่าวหาว่ารัฐนั้นใช้อํานาจรัฐไปดําเนินการในการประชาสัมพันธ์ หรือในการที่จะไประดมให้พี่น้องประชาชนออกมาลงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ หรือที่เรียกว่าพื้นที่สีเขียว แต่อีกฝ์ายหนึ่ง เห็นว่าในพื้นที่สีแดงนั้นก็มีพรรคการเมืองบางพรรคไปดําเนินการรณรงค์ให้พี่น้อง ประชาชนออกเสียงลงประชามติไม่เห็นชอบกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนที่สุดครับ เสียงก้ํากึ่งกัน ๑๔ ล้านเสียงกับ ๑๐ ล้านเสียง แต่พอในกรณีเช่นนั้นท่านก็บอกว่า ที่มีเสียงข้างมากเพราะไม่มีความชอบธรรม รัฐใช้อํานาจรัฐ แต่อีกฝ์ายหนึ่งบอกว่า จริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนนั้นต้องการที่จะให้ความเห็นชอบกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แต่ก็ไปกระทบต่อผลประโยชน์ได้เสียของบางพรรค จึงจําเปึนที่จะต้องดําเนินการ ออกมารณรงค์ ผมคิดว่าถ้าเปึนอย่างนี้ก็ต้องเปึนภาระกับ กกต. นะครับ เพราะ กกต. นั้น มีหน้าที่โดยตรงในการที่จะจัดทําให้การจัดทําประชามติ การแสดงความคิดเห็น การดําเนินการในการจัดทําประชามตินั้นเปึนอิสระเท่าเทียมกันทั้งผู้ที่เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ ประเด็นปัญหาที่ผมตั้งข้อสังเกตก็คือว่า ท่านจะดําเนินการอย่างไร ที่จะให้เกิดความเปึนอิสระและเท่าเทียมกัน สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ ของรัฐจะจัดสรรเวลาที่จะออกอากาศอย่างไร เพราะว่าการที่จะให้มีการออกเสียง ประชามตินั้นเริ่มต้นก็เริ่มต้นจากนายกรัฐมนตรีแล้วครับ ถ้าเปึนอย่างนี้จึงเปึนภาระ ที่ผมอยากจะฝากข้อสังเกตว่าอย่างน้อยควรจะมีแนวทางที่ชัดเจนนะครับว่าในกรณีที่ เราจะดําเนินการให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระเท่าเทียมกัน หรือมีการดําเนินการ ที่จะให้การออกเสียงประชามตินั้นเปึนไปโดยความสุจริตเที่ยงธรรม ถึงแม้ว่าจะมี ข้อกฎหมายท่านกําหนดเอาไว้ในทํานองเดียวกันกับบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย การเลือกตั้ง เช่น ให้ ให้สัญญาว่าจะให้ ข่มขู่ บังคับอะไรก็แล้วแต่ครับ แต่ว่าโดยแนวทาง ปฏิบัติในวันนี้เราต้องยอมรับความเปึนจริงว่าการนําไปสู่การแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง ไม่ว่าการเลือกตั้งหรือการลงประชามตินั้นยังเปึนสิ่งที่มืดมนในสังคมไทยอยู่ ถึงแม้ว่า ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ผมให้กําลังใจครับ ชุดนี้ส่วนหนึ่งท่านก็มีความปรารถนาดี ที่จะให้มีการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามตินั้นเปึนไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ผมคิดว่ากระบวนการเพียงแต่บทบัญญัติของกฎหมายที่ท่านล้อมาจากกฎหมาย การเลือกตั้งนั้นยังไม่เพียงพอครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน เปึนภาพรวมในเบื้องต้นและข้อสังเกตกับท่านประธานเพียงแค่นี้ และผมคิดว่า เพื่อนสมาชิกก็จะต้องลงไปในรายละเอียดตามลําดับของกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ขอบคุณครับ
เชิญคุณบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติที่สภาเรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ กระผมเห็นว่าเปึนกฎหมายที่มีความสําคัญ อย่างยิ่ง เพราะเปึนกฎหมายที่จะนําไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย นั่นก็คือการสอบถามพี่น้องประชาชนในฐานะที่เขาเปึนเจ้าของประเทศว่าเรื่องที่มีความสําคัญ ๆ มีผลกระทบต่อวิถีชีวิต ต่อสิทธิเสรีภาพของเขานั้นเขาจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ท่านประธานครับ การสอบถามประชาชนหรือการทําประชามติไม่ได้จะเกิดขึ้นในยุคไม่กี่ป้ที่ผ่านมานี้ เพราะในอดีตรัฐธรรมนูญหลายฉบับได้มีการทําประชามติสอบถามพี่น้องประชาชนมาไม่ว่าจะเปึน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๔๙๒ ฉบับ ๒๕๑๑ ฉบับ ๒๕๑๗ หรือฉบับ ๒๕๓๔ ฉบับ ๒๕๓๙ ฉบับ ๒๕๔๐ ล่าสุดเปึนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของ คมช. คือ ป้ ๒๕๔๙ ก็มีกําหนดการทําประชามติ ไว้อย่างชัดเจน แล้วสิ่งที่คนไทยเห็นประจักษ์ชัดเจนในการทําประชามติก็คือการสอบถาม ประชาชนเมื่อครั้งที่ผ่านมาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เล่มเหลืองฉบับนี้ท่านประธาน นี่คือสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาในการทําประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมมี ๒ ประเด็นที่ผมยังไม่เห็นด้วย แล้วคงจะใช้สิทธิ ในกระบวนการออกกฎหมายต่อไป
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับหลักของการฟังเสียงข้างมากของ ประชาชนที่กําหนดไว้ในมาตรา ๘ ในมาตรา ๘ นั้นต้องเรียนท่านประธานที่เคารพครับ การทําประชามตินั้นให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ว่าจะเปึนวรรคหนึ่ง วรรคสองนั้น ยึดของผู้มีสิทธิออกเสียง ผมจะไม่อ่านสาระในรายละเอียด แต่เพียงอยากจะชี้ให้เห็นว่า วันนี้การทําประชามติถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงออกมาใช้สิทธิไม่เกินกึ่งหนึ่งให้แปลความว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ หลักในระบอบประชาธิปไตยนั้น ๑ คน ๑ เสียงเท่ากัน จะมีฐานะร่ํารวยขนาดไหน จะมีความรู้ขนาดไหนก็ไม่แตกต่างกับคนที่มี อาชีพทําไร่ ทํานา จริงอยู่ครับการทําประชามติเปึนสิทธิไม่ใช่หน้าที่ แต่วันนี้เมื่อมีการทํา ประชามติถ้าไปเขียนกฎหมายว่า ผู้ไม่ออกมาใช้สิทธินั้นจะมีสิทธิมากกว่าผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ผมไม่เห็นด้วย ฉะนั้นหลักของเสียงข้างมากจะต้องเปึนหลักแห่งการผู้ออกมาใช้สิทธิ ในการลงประชามติเขาเห็นอย่างไร ถ้าผู้ออกมาใช้สิทธิเห็นอย่างไรเสียงข้างมากเปึนอย่างไร ต้องยึดอย่างนั้น อย่าไปเอากรณีของผู้ที่ไม่ออกมาใช้สิทธิแล้วบอกว่าเขาไม่ออกมาใช้สิทธิเยอะ ถือว่ารัฐธรรมนูญหรือสิ่งที่ทําประชามตินั้นตกไป ประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ ฉะนั้น ในมาตรา ๘ นี้ผมเห็นเปึนอย่างยิ่งว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ เหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ในอดีตที่ผ่านมารัฐธรรมนูญตั้งแต่ ป้ ๒๔๙๒ ป้ ๒๕๑๑ ป้ ๒๕๑๗ ป้ ๒๕๓๔ ป้ ๒๕๓๙ ป้ ๒๕๔๐ หรือแม้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ คมช. เขียนขึ้นมา เขียนชัดเจน ครับว่าให้ถือเสียงข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธิ ไม่มีฉบับใดเลย ท่านประธานครับ ไม่มี ฉบับใดเลยที่เขียนบอกว่าผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิจะเหนือผู้มาใช้สิทธิ ฉะนั้นตรงนี้ผมเห็นว่าจะต้อง ทบทวนให้เกิดความชัดเจน แล้วเคารพสิทธิและเสียงผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าเขาเสียง ข้างมากเปึนอย่างไรก็ยึดตามเสียงข้างมากนั้น นี่คือประเด็นที่ ๑ ครับ
สําหรับหรับประเด็นที่ ๒ คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกเสียง ประชามติ ผมว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญมาก ที่สําคัญมากเพราะอะไรครับ เพราะมีตัวอย่าง ในอดีตที่ผ่านมาไม่กี่เดือนคือการทําประชามติรัฐธรรมนูญเล่มเหลืองนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือว่าเปึนรัฐธรรมนูญที่ผ่านเสียงประชามติ ๑๔ ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านเสียง เงื่อนไขการทําประชามติของรัฐธรรมนูญเล่มเหลืองที่ผมถืออยู่ในมือนี้อยู่บนพื้นฐานของ กฎหมายรัฐธรรมนูญชั่วคราวป้ ๒๕๔๙ เขียนชัดเจนเงื่อนเวลาว่าจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ ประชาชนผู้ออกเสียงประชามติรู้ไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน และไม่เกิน ๓๐ วัน และสิ่งที่ผู้คน ในประเทศไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามตินั่งอยู่บ้าน นอนอยู่บ้านจะถูกหรือได้รับเล่มเหลืองนี้กัน ส่งไปตามครัวเรือน บางครัวเรือนได้รับ ๒ วันสุดท้าย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๓๐๙ มาตรา ใครจะอ่านรู้เรื่องล่ะครับ นักกฎหมายจบปริญญาตรี ปริญญาโทยังอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง นี่คือเงื่อนเวลาที่ให้ไว้ไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน แต่ความจริงเล่มเหลืองนี้ ไปถึงบ้านเขา ๒ วัน ๓ วันก่อนวันหย่อนบัตรลงเสียงประชามติ ท่านประธานครับ สําคัญที่สุด ไม่ว่ากันสิ่งสําคัญคือประชาชนไม่มีส่วนร่วมไม่มีส่วนรู้เห็นเลย โดยการลงประชามติ เมื่อครั้งที่แล้วนี่หน่วยงานของรัฐถูกสั่งการอย่างเปึนระบบ ไม่ว่าจะเปึนกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงใดก็ตาม ถ้าใครอยู่พื้นที่อย่างพวกผมเปึนผู้แทนราษฎรนี่จะรู้ชัดเจนเลยครับ มีการสั่งการตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดมานายอําเภอ มากํานัน ผู้ใหญ่บ้านบอกประชาชน อย่างเดียวรับไปก่อน เห็นชอบไปก่อนแล้วไปว่ากันทีหลัง เห็นชอบไปก่อนเพื่อให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ หากประชาชนคนไหนมีความคิดแตกต่างไม่เห็นชอบก็จะถูกอํานาจรัฐขัดขวาง ข่มขู่หลายรูปแบบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ หลักแห่งการมีส่วนร่วม จึงเปึนเรื่องสําคัญมากท่านประธานที่เคารพ เพราะคนไปออกเสียงลงประชามติเขาต้อง ทราบว่าเรื่องที่เขาจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้นจะมีส่วนได้เสียกับชีวิตเขาอย่างไร จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพเขาอย่างไรตรงนี้สําคัญมาก ใครล่ะครับจะอธิบาย วันนี้กฎหมาย กําหนดชัดเจนว่าเปึนหน้าที่ของ กกต. หรือผู้แทนของ กกต. ไม่ว่าจะเปึนเผยแพร่ทาง สื่อสารมวลชนจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ออกกัน สิ่งอย่างนี้กําหนดมานานแล้วครับแต่ประชาชน ก็ยังไม่เข้าใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องเรียนว่า ในมาตรา ๔๑ ที่กระผมไม่เห็นด้วย เพราะผมถือว่าเปึนการลิดรอนจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ในมาตรา ๔๑ ขออนุญาต ที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานครับ กําหนดไว้ว่า ผู้ใดเผยแพร่ผลการสํารวจความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงในระหว่างเวลาเจ็ดวันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลา สิ้นสุดการออกเสียงในวันออกเสียงต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ท่านประธานครับ นี่แปลความว่าใครก็ตามครับที่มีส่วนร่วม ในการไปสํารวจความคิดเห็นของประชาชนและไปเผยแพร่นี่ติดคุก ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายประชามติในป้ ๒๕๔๐ นี่นะครับท่านประธาน อันนี้ ๓ วันครับ แต่ฉบับนี้ เขียนไว้ ๗ วัน ตรงนี้ล่ะครับผมเห็นว่าเปึนการลิดรอนจํากัดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเปึนสถาบันการศึกษา พี่น้องที่ทําหน้าที่สื่อสารมวลชนที่เขาจะมีหน้าที่ในการชี้ให้เห็นว่า เรื่องหรือประเด็นที่จะทําประชามติมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วก็ต้องสํารวจความคิดเห็น สอบถามประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติแล้วก็มาแสดงออกให้กับประชาชนรู้ว่า คนส่วนหนึ่งเห็นอย่างไร อีกส่วนหนึ่งเห็นอย่างไร เรื่องอย่างนี้ล่ะครับผมเห็นว่าควรให้ เขาทํา ไม่ควรมีกฎหมายไปลงโทษไปจํากัดสิทธิเสรีภาพเขา ส่วนบอกว่าจะเปึนการชี้นํา ท่านประธานครับ จะชี้นําอย่างไรก็ตามอยู่ที่วิจารณญาณของผู้ออกเสียงลงประชามติว่า เขาจะเชื่อสิ่งนั้นหรือเปล่า เชื่อสิ่งที่คุณสํารวจประชาชนกลุ่มหนึ่งแล้วมาบอกกับประชาชน อีกกลุ่มหนึ่งทางหน้าหนังสือพิมพ์ ทางทีวีเขาจะเชื่อหรือไม่ แต่อย่างน้อยผมเห็นว่าเปึนการประชาสัมพันธ์ในประเด็นหรือเรื่องต่าง ๆ ที่จะมีการออกเสียง ประชามติ ตรงนี้เองครับผมจึงถือว่าผมไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ที่จะกําหนดไว้ในร่าง กฎหมายประชามติฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามผมยังเห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้มีความสําคัญในเนื้อหาสาระ เพียงแต่มีบางประเด็นที่ผมได้ทักท้วงไว้ ผมก็คงจะใช้ สิทธิในการที่จะขอแปรญัตติต่อไป แต่โดยภาพรวมนั้นผมก็ขอให้การสนับสนุนในหลักการ ขอบคุณครับ
เชิญคุณอรรถพร พลบุตร อยู่ไหม ไม่อยู่ก็ผ่านนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต นริศ ขํานุรักษ์ จากพัทลุงขออนุญาตหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ
ผมได้อ่านรายชื่อไว้หมดแล้ว
ขอความกรุณาท่านประธานได้ใช้ทั้ง ๒ วิธี คือทั้งบัญชีที่ส่งไปกับดูคนที่ยกมือครับ เผื่อว่าเขาไม่อยู่ในที่ประชุม
ผมเอาบัญชี ผมไม่เอายกมือ หรอกครับ ท่านดูสิถ้าอย่างนั้นในห้องประชุมโหรงเหรงอย่างนี้
ถ้าท่านประธานจะยึดบัญชีแล้วก็อ่านบัญชี ในขณะที่เขาไม่อยู่ในห้องประชุม ซึ่งเขาอาจจะมีเหตุจําเปึนอยู่ข้างนอก เขาจะเกิด ความเสียหายได้ ผมอยากให้บัญชีตรงกับคนที่ยกมือ
ผ่านไปก่อนก็แล้วกันครับ เชิญท่านดอกเตอร์ผุสดี ตามไท ครับ อย่าให้เสียเวลาครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแบบสัดส่วน กลุ่มจังหวัดที่ ๖ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออนุญาตอภิปรายในเรื่องของการให้ความเห็น ต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... แม้ว่าการออกกฎหมายฉบับนี้จะต้องทําไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๐๒ และมาตรา ๑๖๕ แต่ดิฉันก็อยากจะเรียนท่านประธานว่าดิฉันสนับสนุนแล้วก็เห็นด้วย ในหลักการ เพราะถือว่าเปึนอีกกลไกหนึ่งที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย แล้วก็เปึนการส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งมีลักษณะเปึนประชาธิปไตยโดยตรง เสริมกับระบอบ ประชาธิปไตยในระบบตัวแทน ท่านประธานคะ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันมีประเด็นที่จะต้อง ขออนุญาตเรียนท่านประธานเพื่อจะผ่านไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นและรวมทั้ง ท่าน กกต. ที่นั่งอยู่ในที่นี้ด้วย
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของความชอบธรรมแล้วก็ความเหมาะสมในการที่จะ พิจารณากําหนดประเด็นที่จะทําประชามติค่ะ แม้ว่ารัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๖๕ (๑) จะกําหนดเอาไว้ว่าการออกเสียงประชามตินั้นกระทําได้ในกรณีที่ ครม. เห็นว่ากิจการในเรื่องใด อาจจะกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติและประชาชน แต่ท่านประธานคะ การใช้ดุลยพินิจที่จะตัดสินใจกําหนดประเด็นตรงนี้ล่ะค่ะเปึนเรื่องสําคัญมากเลย ประโยชน์ ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชนในเรื่องใด ระดับใดคะที่มีคุณค่าคุ้มค่าหรือว่าจําเปึน ต่อการทําประชามติ เราจะพิจารณากําหนดกันไว้บ้างได้ไหมคะในส่วนที่ ๑ ซึ่งเปึน บททั่วไปนะคะว่าเรื่องใด เรื่องสําคัญใดที่จําเปึนจะต้องออกเสียงประชามติ การทําประชามติ ทั่วไปในหลายประเทศที่เขากระทํากันมาอาจจะเปึนการกระทําตามกฎหมายซึ่งระบุไว้ ชัดเจนให้ต้องทําประชามติในบางเรื่องและเฉพาะเรื่อง เช่น เรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ หรือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการถอดถอนผู้นําประเทศ หรือการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา หรือว่าสัญญาระหว่างประเทศซึ่งในกรณีเหล่านี้เขาก็ถือว่าเปึนพันธะผูกพัน แต่ว่า นอกจากนั้นก็ยังมีการทําประชามติที่อาจริเริ่มจากผู้ที่มีอํานาจในกิจการสาธารณะ เช่น ประธานาธิบดี รัฐบาลซึ่งก็เปึนนายกรัฐมนตรี รัฐสภาหรือว่าประชาชน ในกรณีเหล่านี้อาจจะถือว่าเปึนพันธะผูกพันหรือไม่เปึนพันธะผูกพันก็ได้ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตใช้เวลายกตัวอย่างการทําประชามติในประเทศอื่น ๆ สัก ๓-๔ ประเทศ ในประเทศออสเตรเลียการทําประชามติในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ถือว่า เปึนสิ่งจําเปึนต้องทําเลยค่ะ แต่ว่าเงื่อนไขก็คือ ร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องผ่าน ความเห็นชอบของสภาเสียก่อน ประเทศแคนาดามีการทําประชามติที่ระดับประเทศ น้อยมากเลยที่ผ่านมาก็มีเพียง ๓ ครั้งเท่านั้น ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อป้ ๒๕๓๕ แล้วก็เปึน การทําประชามติในเรื่องของสาระรัฐธรรมนูญ แต่ในประเทศแคนาดาเองก็มีการทําประชามติ ที่ดําเนินการในระดับรัฐหรือว่าท้องถิ่นได้ แล้วก็การทําประชามติในประเทศแคนาดาซึ่งเปึนที่ รับรู้กันทั่วไปแล้วก็เปึนที่น่าตื่นเต้นก็คือ การทําประชามติที่เกิดขึ้นในป้ ๒๕๒๓ และป้ ๒๕๓๘ ในกรณีการแยกตัวของควิเบกหรือว่าในป้ที่แล้วที่ผ่านมาออนตาริโอก็ทําประชามติในเรื่อง การปรับแก้ระบบการเลือกตั้ง ประเทศสิงคโปร์รัฐธรรมนูญของประเทศสิงคโปร์นี่ระบุเอาไว้ เรื่องการทําประชามตินี่ให้กระทําได้น้อยมาก เช่น ในกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้จะผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้วก็ตาม แต่เมื่อไปถึงประธานาธิบดีก็ถูกปฏิเสธ อย่างนี้เขาให้ทําประชามติเลย หรือในการตัดสินใจที่เกี่ยวกับอธิปไตยของประเทศ ที่จริง ที่ผ่านมาประเทศสิงคโปร์ทําประชามติครั้งเดียวเท่านั้นเองในป้ ๒๕๐๕ เมื่อตอนที่ ตัดสินใจรวมประเทศกับประเทศมาเลเซีย แต่ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้แยกออกมาจาก ประเทศมาเลเซียในป้ ๒๕๐๘ ประเทศอิตาลีอีกประเทศหนึ่งรัฐธรรมนูญระบุให้ทํา ประชามติได้โดยถือเปึนพันธะผูกพันอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือการยกเลิก กฎหมายทั้งฉบับหรือบางส่วนที่ริเริ่มจากผู้มีสิทธิจํานวนถึง ๕ แสนคน หรือว่าสภาภูมิภาค ๕ สภา แต่ตรงนี้เขามีเงื่อนไขว่าต้องให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนนั้นออกมาใช้เสียงใช้สิทธิเกิน กว่ากึ่งหนึ่ง แต่ว่าทั้งนี้เขาก็มีระบุไว้ชัดเจนว่ากฎหมายที่จะยกเลิกกันนั้น ยกเว้นกฎหมาย ประเภทการเงิน นิรโทษกรรม หรือการทําสัตยาบัน ในส่วนที่ ๒ กรณีอีกกรณีหนึ่งก็คือเปึน เรื่องของการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญหรือเปึนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประเทศ อิตาลีเองก็ยังกําหนดไว้ชัดเจนว่าจะไปทําประชามติเรื่องนี้ก็ต้องให้สภาเห็นชอบร่างที่ แก้ไขแล้วจึงจะนําออกไปทําประชามติอย่างนี้เปึนต้น เหล่านี้ก็ถือว่าเปึนตัวอย่างของการทํา ประชามติในประเทศอื่น ๆ ท่านประธานคะ จะเห็นได้ว่าการทําประชามตินี้แม้จะมี ความหลากหลายแต่ก็มักจะจํากัดไว้กับเรื่องเฉพาะที่สําคัญมากจริง ๆ ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับ โครงสร้างความสัมพันธ์ของภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศที่กําหนดไว้ว่าจําเปึนจะต้องทํา เช่น ในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขอย่างนี้ล่ะค่ะ ซึ่งท่านก็จะเห็นว่าอย่างไรเสีย ก็จะต้องให้ร่างที่แก้ไขแล้วนั้นผ่านความเห็นชอบของสภาเสียก่อนจึงจะไปทําได้นะคะ หรือว่าเรื่องของระบบการเลือกตั้งซึ่งเขาก็ถือว่าเปึนส่วนได้ส่วนเสียของนักการเมืองโดยตรง
ประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ (๒) ที่กําหนดไว้พูดถึงเรื่องของ การออกเสียงประชามติที่อาจจัดให้เปึนการออกเสียงเพื่อให้มีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก หรือเปึนการออกเสียงเพื่อเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในกิจการหรือเรื่องนั้น อะไรคือเกณฑ์ ที่ควรนํามาพิจารณาเลือกว่าเรื่องใดจะต้องใช้ข้อยุติโดยเสียงข้างมาก เรื่องใดจะเปึน การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเพื่อให้คําปรึกษาแก่ ครม. จะกําหนดไว้ได้ไหมคะว่าเปึนเรื่อง สําคัญเฉพาะเรื่องใดบ้างที่จะต้องทําหรือเพียงให้ความเห็นชอบ
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของมาตรา ๙ ดิฉันเปึนห่วงเช่นเดียวกันกับที่ท่านสมาชิก ที่ผ่านมาแล้วได้อภิปรายกันไป เปึนห่วงว่าในเรื่องของการเผยแพร่กระบวนการขั้นตอน การออกเสียงรวมไปถึงการจัดให้แสดงความคิดเห็นตรงนี้จะทําได้อย่างไรถ้าเผื่อว่าท่านจะ กรุณาเล่าให้ฟังในทีหลังก็จะเปึนพระคุณยิ่งเลยว่า การจัดแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ ตรงนี้ดิฉันอยากจะขออนุญาตว่าเปลี่ยนได้ไหมคะ เปึนการนําเสนอข้อมูลได้ไหมคะ เพราะจริง ๆ แล้วการตัดสินใจที่รอบคอบนั้นต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อจะให้ แต่ละคนนั้นสามารถตัดสินใจได้ดีที่สุด มิใช่เพียงความคิดเห็นแต่เพียงอย่างเดียว ก็ขออนุญาตฝากไว้ตรงนี้ด้วย
สุดท้ายท่านประธานคะ ดิฉันขอเรียนอย่างนี้นะคะว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ดิฉันอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการซึ่งจะต้องตั้งขึ้นต่อไปนั้นได้คํานึงถึงแก่นสาระของ การทําประชามติในกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ประเด็นที่กําหนดสําคัญมากยิ่งไปกว่าเทคนิค เสียอีก ในกฎหมายฉบับนี้พูดเยอะเลยนะคะในเรื่องของเทคนิค เช่น เขตออกเสียง ผู้มีสิทธิ ลงคะแนน หีบบัตร การคัดค้านซึ่งก็เปึนเรื่องสําคัญนะคะไม่ใช่ไม่สําคัญ เพียงแต่ว่าเทคนิค เหล่านี้ก็จะไร้ความหมายและไร้คุณค่าทันทีถ้าเผื่อแก่นสาระคือประเด็นที่กําหนดไว้นั้น ไม่เหมาะสมหรือไม่ชอบธรรม ควรจะร่วมกันพิจารณากําหนดได้ไหมคะว่าเฉพาะเรื่องใด ที่สําคัญมากที่ต้องทําประชามติแล้วก็ต้องใช้เสียงข้างมากยุติ แล้วก็เงื่อนไขควรจะเปึนอย่างไร วันนี้ท่านประธานต้องยอมรับว่าแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งรีบก่อให้เกิดความกังวล เปึนอย่างยิ่งแล้วก็นําไปสู่ความไม่นิ่งในทางการเมือง ดิฉันก็ได้แต่หวังว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะได้รวมกันที่จะใช้พลังสร้างสรรค์พิจารณากฎหมายฉบับนี้อย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ ของประชาชนแล้วก็ประเทศชาติในอนาคต มิใช่เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองคนหนึ่งคนใด หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ สภายินดีต้อนรับ เจ้าหน้าที่ทูต สถานทูตเยอรมันีทุกท่าน ขอบคุณที่ท่านสนใจกิจการสภาของเรา ผมต้องขอ ประทานอภัยคุณอรรถพรท่านต้องไปอยู่อันดับที่ ๑๓ ร่นท่านไปอยู่ท้ายคุณเจือเพราะท่าน ไม่อยู่ แต่ไม่ได้ขาดสิทธินะครับก็เรียนให้ทราบ ส่วนท่านเอกพจน์ ปานแย้ม เพิ่งส่งหนังสือ มาเมื่อเวลา ๑๑.๒๐ นาฬิกา ก็ต้องไปอยู่ท้ายหน่อยเพราะเขาได้เรียงตามลําดับเอาไว้แล้ว ต้องประทานอภัยด้วย แล้วก็ได้เข้าไว้ในหลักอยู่แล้วเราจะพยายามสลับ เพราะท่านเปึน วิป (Whip) ท่านต้องรู้มาถึงก็ต้องรีบส่ง ถ้าอย่างนั้นเที่ยงท่านค่อยส่งมันก็ค่อยมาไล่คนที่ เขามาข้างหน้าก็น่าเกลียดต้องประทานอภัยเปึนอย่างมาก ต่อไปเชิญคุณนิรมิต สุจารี ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ท่านประธานที่เคารพ โดยส่วนตัวของกระผมเองนั้นกระผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ซึ่งกระผมใคร่ขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๒ บัญญัติให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ. .... นั้นเปึนกฎหมายที่ดีเพื่อที่จะเป่ดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มี ส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง สิ่งที่สําคัญก็คือว่าเปึนการให้การศึกษาทางด้านการเมือง แก่ประชาชนการออกเสียงประชามตินั้นพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ทางการเมืองเขาจะได้มีส่วนในการที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเปึนปัจจัยสําคัญที่จะทําการพัฒนา ทางด้านการเมืองให้เจริญทัดเทียมกับอารยประเทศซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่กระผมอยากจะตั้งเปึนข้อสังเกตในร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับนี้
เรื่องแรกก็คือ เรื่องของผู้ที่มีอํานาจในการที่จะทําการประชามติ มาตรา ๕ ในกรณีจะดําเนินการจัดทําประชามติตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ผมได้พิจารณา ดูแล้วว่าวรรคสองเปึนอํานาจหน้าที่ที่จะดําเนินการ กรณีที่จะดําเนินการจัดทําประชามติ ตามมาตรา ๑๖๕ (๒) ของรัฐธรรมนูญ การประกาศให้มีการออกเสียงให้เปึนไปตาม บทบัญญัติของกฎหมาย หรือกฎหมายมิได้บัญญัติให้เปึนไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศกําหนด ตรงนี้แหละครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะให้สิทธิของพี่น้อง ประชาชนผู้มีสิทธิประชามติสามารถที่จะเข้าชื่อกันขอให้มีการแสดงประชามติกับกฎหมาย ที่จะออกมาซึ่งมีผลประโยชน์ได้เสียกับพี่น้องประชาชนโดยตรง ซึ่งตรงนี้เปึนอํานาจของ กกต. จะเปึนคนกําหนดออกมาว่าจะดําเนินการอย่างไร ถ้าท่าน กกต. จะได้คํานึงถึงว่า รัฐธรรมนูญเจตนารมณ์ให้ประชาชนสามารถที่จะเสนอร่างกฎหมายเข้ามาในสภาได้โดยการเข้าชื่อ ในการที่จะเสนอกฎหมายที่เขามีส่วนได้เสีย หรือมีความจําเปึนที่ทางสภาไม่ได้มองเห็น ความสําคัญ โดยประชาชนสามารถเข้าชื่อกัน ๕๐,๐๐๐ รายชื่อสามารถที่จะเสนอกฎหมาย เข้ามาได้ แต่สิ่งที่ประชามติถ้าเปึนประชามติตามมาตรา ๕ ถ้าจะกรุณาให้ประชาชนได้มี สิทธิตรงนี้ในการที่จะเสนอชื่อ ใช้สิทธิในการที่จะเสนอชื่อเข้ามาเพื่อให้มีการแสดงประชามติ ได้ก็จะเปึนการเป่ดโอกาสให้พี่น้องประชาชนผู้เปึนเจ้าของสิทธิได้ใช้สิทธิตรงนี้อย่างเต็มที่
เรื่องที่สอง ที่ผมอยากจะตั้งเปึนข้อสังเกตในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือว่า ร่างมาตรา ๕ (๑) ในการที่จะกําหนดเรื่องในการจัดทําประชามติซึ่งจะต้องมี ความชัดเจนเพียงพอที่จะให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่อง ที่จะจัดทําประชามติ คําว่า ชัดเจน ตามตัวบทยกร่างขึ้นมานั้น ผมอยากจะเรียนถามว่า ใครจะเปึนคนกําหนด แล้วใครจะเปึนคนชี้ขาดว่าถ้ามีการโต้แย้งคําว่า ชัดเจน ใครจะเปึน คนชี้ขาด ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่จะทําให้เกิดการโต้แย้งกันได้ บางครั้งคนอ่านไปก็บอกว่า ชัดเจน คนที่เสนอเข้าไปก็บอกว่าชัดเจน แต่คนอ่านอีกบางคนบอกว่าไม่ชัดเจน ตรงนี้ละครับ จะเกิดเปึนปัญหาขึ้นมาในข้อกฎหมายซึ่งผมไม่ทราบว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะ ให้ใครเปึนคนชี้ขาด
เรื่องที่สาม ที่อยากจะกราบเรียนเปึนข้อสังเกตก็คือว่า ร่างมาตรา ๘ ซึ่งกําหนด จํานวนผู้มาออกเสียงในกรณีการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากต้องมีจํานวนเกิน กึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบจึงจะถือว่าเห็นชอบ ซึ่งผมดูการประชามติของกฎหมายไทยที่มีมาปรากฏว่าเขาใช้คําว่า ถือเอาเสียงข้างมาก ของผู้มาออกเสียง เพราะผมมีประสบการณ์จากการสังเกตดูว่าการประชามติทุกครั้งที่ผ่านมา ประชาชนมาใช้สิทธิน้อยมาก ถ้าสมมุติว่าคนมีสิทธิในการที่จะใช้สิทธิในการประชามติมาก แต่คนมาใช้สิทธิน้อยมันก็จะแพ้ไปโดยปริยายจะไม่สามารถบังคับใช้ตามร่างมาตรา ๘ ได้โดยเด็ดขาด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใคร่ขอเสนอว่าร่างมาตรา ๘ ได้โดยเข็ดขาด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใคร่ขอเสนอว่าร่างมาตรา ๘ นั้นจะต้องมีการปรับปรุง แล้วก็ อีกเรื่องหนึ่งมาตรา ๙ ในเรื่องของการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทํา ประชามติ ซึ่งมาตรา ๙ ได้วางหลักว่าการเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียง ให้ผู้มีเสียงออกเสียงได้รับทราบอย่างทั่วถึง ประเด็นนี้เห็นได้ชัดเจนว่า กกต. ได้ดําเนินการ เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้มีการประชาสัมพันธ์มีการเผยแพร่ขั้นตอนต่าง ๆ ไปยังพี่น้อง ประชาชน เอกสารที่ส่งไปถึงพี่น้องประชาชนช้ามาก แม้กระทั่งว่าจัดเวทีเพื่อที่จะแสดง ความคิดเห็นต่อประชาชนคนเขาก็ไม่มา ผมไม่ทราบว่าเพราะอะไรทําไมประชาชน จึงไม่ให้ความสําคัญตรงนี้น่าจะมีวิธีการที่ดี ผมอยากจะรับฟังเหมือนกันว่าท่าน กกต. จะนํา บทเรียนที่ผ่านมานั้นมาปรับปรุงแก้ไขอย่างไรในกรณีการออกเสียงประชามติ ซึ่งมันจะเปึน บทเรียนเดิม ๆ การใช้จ่าย งบลงทุนในการที่จะให้พี่น้องประชาชนมารับฟังปรากฏว่า ใช้เงินจํานวนมากแต่ไม่มีคนมาฟังโดยเฉพาะทางภาคอีสานจะเห็นชัดเจน และนอกจากนั้น การแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ถ้าการส่งเอกสารหลักฐานไปยังพี่น้อง ประชาชนช้าก็จะทําให้พี่น้องประชาชนไม่มีประเด็นหรือขาดความสนใจที่จะมาแสดง ความคิดเห็น และคําว่า แสดงความคิดเห็นโดยอิสระ โดยผ่านทางสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึน วิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ เวลาที่จัดให้ก็เปึนเวลาที่ค่อนข้างจะ ไม่เหมาะสมเท่าไร เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เปึนประเด็นสําคัญที่จะเปึนกุญแจนําเข้าไปสู่ ให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในการที่จะประชามติได้มากที่สุด ประเด็นนี้ผมก็คิดว่า อยากจะฟังความคิดเห็นของคณะผู้ยกร่างว่าจะมีวิธีการดําเนินการอย่างไรเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนได้มีส่วนร่วมกันอย่างเต็มที่
และอีกประเด็นหนึ่ง ผมใคร่จะขอฝากกับทางท่านผู้ยกร่างก็คือ ร่างกฎหมาย ฉบับนี้มิได้กําหนดให้มีการลงคะแนนโดยการงดออกเสียง ซึ่งโดยหลักทั่วไปแล้วการลงคะแนนจะ ๑. เห็นด้วย ๒. ไม่เห็นด้วย แล้วบางคนเขาไม่อยากจะใช้สิทธิทั้งไม่เห็นด้วยแล้วก็เห็นด้วย ก็คือ งดออกเสียง เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้น่าจะเป่ดโอกาสให้พี่น้อง ประชาชนเปึนการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานในการที่แสดงออกว่างดออกเสียงคือไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ขอฝากไว้ ประเด็นทั้งหมดนี้สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า เมื่อมีการประชามติเปึนที่เรียบร้อยแล้วการคัดค้าน กําหนดเวลาการร้องคัดค้านการออกเสียงนั้น บอกว่ากําหนดเวลาภายใน ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งในข้อเปึนจริงในทางปฏิบัติแล้วการที่จะรวบรวม พยานหลักฐานเพื่อที่จะมาคัดค้านการประชามติ ๒๔ ชั่วโมงนั้นคงไม่พอ ผมอยากจะให้ พิจารณาเพิ่มขึ้นไปอีกว่านับตั้งแต่การลงคะแนนเสียงสิ้นสุดลงนั้นอาจจะเพิ่มขึ้นไป ๓ วัน หรือ ๕ วัน เพื่อที่จะได้มีโอกาสในการที่จะรวบรวมพยานหลักฐานบุคคลที่จะมาคัดค้านต่อไป ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้แสดงความคิดเห็นและ โดยภาพรวมแล้วผมเห็นด้วยในการที่จะรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็ ในชั้นวาระที่ ๒ ก็คงจะต้องแสดงความคิดเห็นเพื่อที่จะแก้ไข ขอขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านศุภชัย ศรีหล้า ครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตหารือ นิดเดียวเถอะครับ
เชิญครับ
นิดเดียวครับ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เอกพจน์ ปานแย้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี พรรคชาติไทย เมื่อสักครู่นี้ก่อนที่ท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่านได้ลงจากบัลลังก์ไปโดยมีท่านประธาน ได้ขึ้นมาแทนที่ก็ได้พูดถึงประเด็นที่ผมได้ยื่นรายชื่อที่จะขออภิปรายในนามพรรคชาติไทย จริง ๆ ก็ต้องขอกราบประทานอภัยที่อาจจะเสนอรายชื่อไปช้ากว่าทั้ง ๒ พรรค ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชาชน แต่ว่าที่ผมเสนอรายชื่อไปเปึนในนามของพรรคชาติไทยก็มีเพียง ผมคนเดียวครับ
ไม่เปึนไรครับ ผมจะพิจารณาตามความเหมาะสมจะช่วยดูให้นะครับ
อย่างไรก็ขอความกรุณาท่านประธาน ด้วยครับ
เชิญครับท่านศุภชัยครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ในสภาแห่งนี้ได้พิจารณากฎหมายเปึนฉบับที่ ๒ นับเนื่องจาก เมื่อวานนี้ที่ได้พิจารณากฎหมายเปึนฉบับแรก และกฎหมายฉบับนี้ถือว่าเปึนกฎหมายที่มี ความสําคัญเปึนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งเสนอโดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ เปึนความจําเปึนที่สภาแห่งนี้จะต้อง พิจารณากฎหมายโดยละเอียดรอบคอบ เพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กระทบ ต่อการดํารงอยู่ของชาติบ้านเมือง และที่สําคัญเปึนการให้โอกาสกับพี่น้องประชาชน ในการแสดงความคิดความเห็นโดยการออกเสียงประชามติ ผมพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ทั้ง ๔๒ มาตรา ต้องขอชื่นชมที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้นําเสนอกฎหมายมีสาระ ต่าง ๆ ครบถ้วนบริบูรณ์พอสมควร แต่ในขณะเดียวกันกระผมก็ขอตั้งข้อสังเกตเพื่อประกอบให้ คณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งจะได้พิจารณากฎหมายฉบับนี้ได้ให้ความสําคัญต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ การออกเสียงประชามติมีความสําคัญ เราต้องยอมรับเปึนพื้นฐานว่า อํานาจที่แท้จริงเปึนของพี่น้องประชาชน ถ้าเผื่ออํานาจที่แท้จริงเปึนของพี่น้องประชาชน การใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ละครั้งนั่นมิได้เปึนการมอบอํานาจโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ประชาชน ขอสงวนสิทธินั้นไว้ในบางโอกาสในบางกรณี ยกตัวอย่างประชาชนขอสงวนสิทธินั้นไว้ ในกรณีการนําเสนอกฎหมายโดยประชาชนเอง ในขณะเดียวกันประชาชนก็ขอสงวนสิทธินั้น ไว้ในกรณีที่จะเพิกถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วสิทธิดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันก็ยังเป่ดช่องให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสนําเสนอหรือออกเสียงความคิดเห็น ของตนผ่านการลงประชามติ ทั้งการลงประชามติในกรณีที่เปึนการหาข้อยุติและ การลงประชามติในกรณีที่เปึนการให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี แก่คณะบุคคล หรือแก่บุคคล ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ได้เขียนไว้แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมยัง คาดหวังต่อไปอีกว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเปึนพื้นฐานอันสําคัญต่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่จะนําไปใช้ในการออกเสียงประชามติเปึนกรณี ๆ ไป ไม่ว่าจะเปึนกรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตําบล รวมถึงองค์การ บริหารส่วนตําบลต่าง ๆ เพราะว่าองค์กรเหล่านี้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งไปทําหน้าที่ บริหารก็จริง ประชาชนให้สิทธิเลือกตั้งให้ไปทําหน้าที่ตรวจสอบในสภาต่าง ๆ ก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบที่ประชาชนจะสงวนสิทธินั้นเปึนกรณี ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพื่อสภาแห่งนี้จะได้บันทึกไว้ และในขณะเดียวกันท่านกรรมาธิการต่าง ๆ จะได้นําไปประกอบการนําเสนอความคิด ความเห็นต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการต่อไป ๔ ประการดังนี้ครับ
ประการแรก ต่อกรณีการบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ วรรคสอง ที่บัญญัติความ เรื่องของการออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคล หรือบุคคลใด ความในมาตรานี้บัญญัติไว้บอกว่าเสียงอย่างน้อย ๑ ใน ๕ จึงจะมีผลต่อการนําไป เปึนบรรทัดฐาน นําไปประกอบการให้คําปรึกษาแก่คณะบุคคลอย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ในความเห็นของกระผม ๑ ใน ๕ หรือประมาณร้อยละ ๒๐ เปึนจํานวนบุคคลที่มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติค่อนข้างน้อย ในขณะที่การบริหารโดยทั่วไป คณะผู้บริหารมักจะมีอํานาจในการบริหารจัดการอยู่พอสมควร การบริหารจัดการเพื่อให้ ได้บุคคลมาออกเสียงเพียงร้อยละ ๒๐ อยู่ในวิสัยที่คณะผู้บริหาร หรือคณะรัฐมนตรี หรือคณะบุคคลจะสามารถกระทําได้ เปึนไปได้ไหมครับว่าเราจะเพิ่มจํานวนเพื่อเป่ดโอกาส ให้กับพี่น้องประชาชนมาให้ความคิดความเห็นมาออกเสียงประชามติมากขึ้น นั่นแปลว่า เราจะได้ตระหนักต่อเสียงประชาชนมากขึ้น ถ้า ๑ ใน ๕ จะขยับมาเปึน ๑ ใน ๔ เพื่อให้ เปึนร้อยละ ๒๕ แม้จะไม่ถึงกึ่งหนึ่งแต่ก็เปึนตัวเลขที่ผมขออนุญาตประทานกราบเรียนไปยัง คณะผู้นําเสนอได้โปรดพิจารณาต่อไป
ประเด็นที่สอง ท่านประธานที่เคารพครับ คือความในมาตรา ๙ ซึ่งกําหนด ไว้ว่าการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นซึ่งเปึนความคิดเห็นที่เท่าเทียมกันทั้งคนที่เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ ตามความในมาตรา ๙ บทบัญญัตินี้มุ่งที่จะนําไปสู่การให้ความคิดเห็น ของบุคคล ๒ กลุ่ม ถ้าบุคคล ๒ กลุ่มเปึนกลุ่มที่มีความสําคัญ แล้วก่อนที่เราจะออกเสียง ประชามติเราได้ตระหนักดีแล้วว่าจําเปึนจะต้องรับฟังเสียงของบุคคลให้ทั่วถึงมากที่สุด การค้นหากลุ่มบุคคลทั้ง ๒ กลุ่ม วิธีการในการค้นหาแม้กฎหมายฉบับนี้จะบัญญัติไว้ บอกว่าให้เปึนไปตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ผมก็ขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตว่าการได้มาซึ่งบุคคล ๒ กลุ่ม วิธีการที่ได้มาซึ่งบุคคล ๒ กลุ่มมีความสําคัญ และมีความหมาย กระผมขอให้ท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งได้โปรดพิจารณาที่มาของ บุคคล ๒ กลุ่มโดยละเอียด และก่อนที่เราจะประกาศให้มีการออกเสียงประชามติ ที่มาเหล่านี้ซึ่งอาจจะเปึนเฉพาะกรณี ๆ ไป ขอให้ท่านได้ประกาศให้กับพี่น้องประชาชน ได้ทราบด้วย รวมถึงวิธีการในการแสดงความคิดความเห็น ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการนอกจาก จะเป่ดเวทีให้พี่น้องได้แสดงความคิดความเห็นของบุคคลทั้ง ๒ กลุ่มแล้ว วิธีการอื่น ๆ กระผมก็ขออนุญาตให้ท่านได้โปรดแสดงก่อนที่จะมีการแสดงออกซึ่งประชามติ ในการออกเสียงประชามติในแต่ละครั้ง ๆ ควบคู่กันไปด้วย
ประเด็นที่สาม ท่านประธานที่เคารพครับ เปึนความในมาตรา ๑๒ ประเด็นนี้ ผมเห็นว่ามีความสําคัญเปึนพิเศษด้วยเหตุว่าความในมาตรา ๑๒ กําหนดไว้บอกว่าผู้มีสิทธิ ออกเสียงต้องเปึนบุคคลที่มีคุณสมบัติตามผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจหมายถึงบุคคลที่มีอายุ ๑๘ ป้บริบูรณ์ขึ้นไป ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อกรณีนี้ การออกเสียงประชามติในบางเรื่องบางราว ขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องการศึกษา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙ เรื่องของการเรียนฟรี ถ้าเรื่องของการศึกษา เรื่องของการเรียนฟรีอาจจะฟรีจริงหรืออาจจะไม่ฟรีจริง ซึ่งวันนี้พี่น้องประชาชน วิพากษ์วิจารณ์กันมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมาตรานี้ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเปึนบุคคลที่มีส่วนได้เสียโดยตรง เราจะเป่ดช่องได้ไหมครับว่า เราจะรับฟังความคิดความเห็นของกลุ่มเยาวชน กลุ่มนักศึกษา กลุ่มนักเรียนกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งโดยสิทธิแล้วเขาไม่มีสิทธิ เพราะว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้บอกว่าต้องเปึนผู้ที่มีอายุ ๑๘ ป้ บริบูรณ์ขึ้นไป แต่ถ้าบางเรื่องบางราวสิทธิของนักเรียนกลุ่มนี้เขามีสิทธิ เพราะว่าเรื่องเหล่านี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับเขา เราจะมีช่องให้เขาได้แสดงออกซึ่งประชามติในกรณีอย่างนี้ได้หรือไม่ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจบัญญัติไว้หรืออาจเขียนไว้เปึนประกาศของคณะกรรมการ การเลือกตั้งหรืออาจเขียนไว้อีกวรรคหนึ่งว่าในกรณีที่มีเหตุหรือกรณีเฉพาะสิทธิของบุคคล ซึ่งไม่เปึนไปตามรัฐธรรมนูญก็อาจแสดงออกหรืออาจแสดงออกซึ่งสิทธิของตนได้เปึนกรณีไป
ประเด็นที่สี่ ท่านประธานที่เคารพครับ เปึนประเด็นสุดท้ายตามความ ในมาตรา ๓๔ พูดถึงเรื่องการคัดค้านการออกเสียง ผมมีความกังวลใจเล็กน้อยครับท่านประธาน ความกังวลใจของกระผมคือความกังวลใจในกรณีที่การออกเสียงในบางหน่วยเลือกตั้ง แล้วเสียงนั้นมีการร้องคัดค้าน ท่านบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๔ บอกว่า ถ้าการร้องคัดค้าน ในหน่วยเลือกตั้งนั้นไม่มีผลต่อการออกเสียงลงประชามติให้มีคําสั่งยกคําคัดค้านนั้นเสีย ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อกรณีอย่างนี้ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเปึน ความคิดเห็นน้อยนิด ไม่ว่าจะเปึนความคิดเห็นบางหน่วย บางกลุ่ม บางเหล่า แล้วเสียงนั้น ขาดหายไม่เพียงพอที่จะไปคัดค้านกรณีดังกล่าว แต่ถ้าการได้มาซึ่งเสียงนั้นไม่บริสุทธิ์ ไม่ยุติธรรม ผมขออนุญาตประทานกราบเรียนว่า ชอบครับที่เราจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ชอบครับที่เราจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติใหม่เพื่อให้พี่น้องประชาชนในหน่วยนั้น ๆ ได้ตระหนักว่าเขาได้แสดงออกแล้วซึ่งสิทธิของเขา เขาได้แสดงออกแล้วซึ่งเสียงของเขา แม้จะเปึนเสียงน้อยนิด แม้จะเปึนจํานวนน้อย ผมก็ขออนุญาตประทานกราบเรียนถึง ผู้เสนอ ท่านครับให้สิทธิเขาได้จารึกสิ่งที่เปึนความคิดความเห็นของเขาเถอะครับ แล้วเสียงของเขา จะเปึนเสียงโดยสมบูรณ์ ขออนุญาตประทานกราบเรียนถึงความคิดเห็นต่อกรณีร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านนิสิตเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิสิต สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งเปึนไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญให้ กกต. ได้เสนอภายในกรอบ ๑ ป้ ท่านประธานครับ หลังจากที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้บัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั่นถือว่าเปึนความต่อเนื่องของการออกเสียงประชามติของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ เหตุที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสําคัญและเปึนที่สนใจของ ผู้คนในบ้านเมือง ก็เหตุจากว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกจํานวน ๑๖๔ ท่าน ได้ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และนําไปสู่กระบวนการที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า สมควรแก้หรือไม่สมควรแก้ และก่อนหน้านี้ก็มีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาชนได้ยื่นรายชื่อเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ๑๕๐,๐๐๐ ชื่อ แล้วก็มี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาคัดค้านและไม่เห็นด้วย แม้แต่คณะอดีต สภาร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และหลายส่วน แม้แต่ในสภาแห่งนี้ก็ไม่เห็นด้วยในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ผมกราบเรียนว่าหลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กลัวที่จะเปึน ปัญหาทางสังคม เกิดความขัดแย้งทางการเมืองและความขัดแย้งนี้น่าจะมีทางออก ก็เปึน ดําริของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ได้เสนอทางออกบอกว่าสมควรที่จะให้ ผู้คนในบ้านเมืองนี้ได้ตัดสินใจความแตกต่างทางความคิดโดยให้มีการลงประชามติ เพื่อตัดสินว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ สมควรแก้หรือไม่แก้ ซึ่งทุกฝ์ายก็มีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าน่าจะเปึนเรื่องที่เหมาะสม เพราะนําไปสู่ให้ กกต. ชุดนี้แหละครับเร่งรัดในการออกพระราชบัญญัติเพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ท่านประธานครับ การออกเสียงประชามติถามว่ามีความจําเปึนไหม มีความจําเปึน ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบ รัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ปกครองโดยประธานาธิบดี ปกครองโดย ระบอบประชาธิปไตยกึ่งประธานาธิบดีและกึ่งระบบรัฐสภาก็ใช้เครื่องมือการออกเสียง ประชามติในการยุติข้อขัดแย้ง ลดข้อขัดแย้ง และเปึนทางออกของสังคม และใช้การออกเสียง ประชามติในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ต้องยอมรับว่าระบบการเลือกตั้งประชาธิปไตย แบบตัวแทนนั้นได้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เปึนตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งโดยหลัก ประชาธิปไตยหลายอย่างก็ต้องไม่เบ็ดเสร็จในสภาผู้แทนราษฎร จึงจําเปึนต้องมีประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วม นั่นก็คือให้มีการออกเสียงประชามติให้ประชาชนตัดสินในบางเรื่อง บางกรณีไป นี่คือประชาธิปไตยสูงสุดเปึนประชาธิปไตยทางตรงให้กับประชาชน เมื่อคราวที่แล้วครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้กําหนดให้มีการออกเสียงประชามติซึ่งเปึน เรื่องที่ดี การออกเสียงประชามติคราวนั้นต้องยอมรับว่าเปึนความยากลําบากของระบอบ ประชาธิปไตย เพราะมีสิ่งที่เปึนอุปสรรคต่อกระบวนการตัดสินใจของประชาชนอย่างมาก ๑. เปึนการออกเสียงประชามติภายใต้กฎอัยการศึก ๒. เปึนการออกเสียงประชามติ ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการ ๓. เปึนการออกเสียงประชามติซึ่งมีธงนําหน้าอยู่แล้ว ซึ่งมีท่านสมาชิกอภิปรายหลายท่าน จนในที่สุดรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็มีคนที่ออกเสียง เห็นชอบ ๑๔ ล้านคนเศษ ผู้ที่คัดค้านไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคนเศษ ซึ่งก็ปรากฏว่าจังหวัด ที่มีเสียงไม่เห็นชอบสูงสุดคือ จังหวัดนครพนม อันดับที่ ๑ อันดับที่ ๒ คือ จังหวัดร้อยเอ็ด คือจังหวัดของผมเองครับ จังหวัดที่ ๓ คือ จังหวัดมุกดาหาร แล้วพื้นที่ต่าง ๆ ของอีสาน เปึนพื้นที่สีแดง นั่นก็คือบรรยากาศในการออกเสียงประชามติในคราวที่แล้วซึ่งถามว่า เมื่อมีการออกเสียงประชามติคนที่คัดค้าน ๑๐ ล้านเสียงรวมทั้งกระผมด้วยยอมรับมติ เสียงข้างมากไหม ยอมรับครับ เมื่อยอมรับพวกเราเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้ง จนในที่สุดพรรคพลังประชาชนก็ได้เสียงอันดับ ๑ ท่ามกลางปัญหาอุปสรรคอย่างมาก ในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ ๒ นั่นแสดงนัยว่า ๑๐ ล้านเสียงนั้นไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคมก็เปึนประจักษ์พยานได้ว่าพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่เห็นชอบกับนโยบายของพรรคพลังประชาชนที่ประกาศชัดเจนว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แล้วถ้ามีการออกเสียงประชามติคราวนี้อีกก็จะเปึนการตอกย้ําครั้งที่ ๓ ว่าประชาชน ต้องการอะไร ต้องการแก้ไขหรือไม่แก้ไข เพราะฉะนั้นการออกเสียงประชามติจึงมีความสําคัญ ที่จะสามารถเปึนทางออกของพี่น้องประชาชน เปึนทางออกของสังคมไทย แต่หลักการทุกคน ต้องยอมรับเสียงข้างมาก คุ้มครองเสียงข้างน้อย นี่คือหลักใหญ่ ๆ แล้วผมเองก็ไปศึกษาว่า ประเทศต่าง ๆ นี่เขาใช้กระบวนการออกเสียงประชามติเพื่อตัดสินลดความขัดแย้งแก้ปัญหา ความขัดแย้งแล้วก็นําไปสู่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงแข็งแรงได้อย่างไร ก็ปรากฏว่าหลายครั้งครับ หลายประเทศครับ ประเทศฝรั่งเศสได้มีการออกเสียงประชามติตั้งแต่ป้ ๒๓๓๖ ๒๑๕ ป้ มาแล้วครับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมันี กลุ่มเอเชียก็มีครับ ประเทศเหล่านี้ใช้การออกเสียงประชามติในการแก้ปัญหาทางการเมือง จนถึงที่สุดขณะนี้ ก็ถือว่าเปึนเรื่องหลัก ๆ สําคัญ นั่นคือป้ ๒๓๓๖ ประเทศฝรั่งเศสได้ให้พี่น้องประชาชน ออกมายืนยันสัตยาบันรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส จนกระทั่งว่าขณะนี้ก็มีการออกเสียง ประชามติมากครับ ประเทศฟ่ลิปป่นส์ข้าง ๆ เราก็ใช้กระบวนการออกเสียงประชามติ ๗ ครั้ง ประเทศอียิปต์ ๑๓ ครั้ง ล่าสุดประเทศพม่าก็ทําครับ อยู่ในบรรยากาศเผด็จการ ประเทศเวียดนามก็มี โชคดีประเทศไทยไม่หลุดมีครั้งเดียว จะมีรอบสองปรากฏว่า เสียดายเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นกระบวนการประชามติของกลุ่มประเทศที่มี การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยถือเปึนเรื่องปกติ ถือเปึนเรื่องสวยงาม ถือเปึนเรื่องที่ดีงาม ในการแก้ปัญหา แม้แต่ระดับท้องถิ่น ระดับมลรัฐ ระดับประเทศเขาใช้กันอย่างมาก เพื่อเปึนการเสริมระบบตัวแทน นั่นคือ ส.ส. หรือ ส.ว. และรัฐสภา นี่คือสิ่งที่มีความจําเปึน เพราะฉะนั้นการออกเสียงประชามติในสังคมไทยจําเปึนต้องเอามาใช้อย่างบ่อยครั้ง เพื่อเปึนการเรียนรู้ของประชาชน เมื่อมาเจอต้องขอบคุณครับ ต้องขอบคุณเปึนพิเศษ ที่ท่านจัด ต้องยอมรับ กกต. ท่านก็จัดได้ดีพอสมควร แต่ท่านเองก็อยู่ภายใต้ระบอบ เผด็จการก็เปึนปัญหา ต้องยอมรับตรง ๆ แต่คราวหน้าก็กราบเรียนท่านว่าจัดให้ดี เปึนกลาง ขอให้ท่านเปึนกลางทางการเมือง ท่านจะมาจาก คมช. ก็ตามไม่เปึนไรครับ ที่แล้วก็แล้วกันไปอันที่ใหม่ก็ให้มันเปึนกลางอย่างนี้พอใจครับ เปึนกลางบ้างก็ยังดี เพราะมันมีผลต่อกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองและนําไปสู่บรรทัดฐานทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ผมเองมีข้อสังเกตอยู่ ๒-๓ ประเด็น และหลายคนก็บอกว่ากฎหมายประชามติมันจะใช้เร็วหรือใช้ช้า ผมไปนั่งคํานวณดู ในรัฐธรรมนูญ คํานวณดูระยะเวลาในการแก้ไขโดยระบบรัฐสภาเปึนป้ครับ ประมาณป้หน้า เดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ จึงจะใช้กฎหมายฉบับนี้ได้ เพราะอะไรครับ เพราะในกฎหมาย รัฐธรรมนูญต้องพิจารณาในสภาไม่น้อยกว่า ๑๒๐ วัน ๔ เดือน พวกผมจะเร่งเต็มที่เลย วุฒิสภา ๓ เดือน เผื่อวุฒิสภาจะมีการแก้ไขอีก ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมประมาณ ๒ เดือน เมื่อพิจารณาเสร็จส่งศาลรัฐธรรมนูญอีกก่อนลงพระปรมาภิไธย ๑ เดือน รวมแล้ว ๑๐ เดือน ธุรการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาอีก ๒ เดือน ๑ ป้ครับ เพราะฉะนั้นคนที่ยื่นญัตติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ บอกว่าจะรอฟังผลประชามติก็ป้หน้า เดือนมิถุนายน เพราะฉะนั้นเรื่องปัญหาความขัดแย้งของรัฐธรรมนูญ กลุ่มพันธมิตรก็ควรหยุดได้แล้ว ป้หน้ารอฟังผลถ้าบริสุทธิ์ใจต้องหยุดแล้ว เพราะฉะนั้น ๑ ป้ก็จะนําไปสู่การยื่นญัตติศึกษา แก้ปัญหารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เร็ว ๆ นี้ เพราะฉะนั้นความขัดแย้งในการแก้ไข รัฐธรรมนูญน่าจะหมดไป ต้องรอฟังผลประชามติป้หนึ่งครับ ไม่รู้สภาแห่งนี้จะอยู่ถึงป้ หรือเปล่า นี่คือเงื่อนไขที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความล่าช้าประมาณ ๑ ป้ ประเด็นที่ ๒ ผมเองไม่เห็นด้วยกับสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คือมาตรา ๘ ซึ่งกําหนดให้การออกเสียงประชามติของประชาชนต้องเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิ จึงจะมีความสมบูรณ์ ซึ่งคราวที่แล้วมีพี่น้องประชาชนมีสิทธิออกเสียงประชามติ ๔๕ ล้านคนเศษ มีผู้มาออกเสียงประชามติ ๒๕ ล้านคนเศษ ถ้ากึ่งหนึ่ง ๒๒ ล้าน ๕ แสนคน ซึ่งผมไปดูร่าง พระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติเทียบเคียงหลายประเทศไม่ได้กําหนดอย่างนี้ครับ เขากําหนดให้รับรองเสียงผู้มาใช้สิทธิไม่ใช่รับรองเสียงผู้ไม่มาใช้สิทธินอนอยู่บ้าน ทั่วโลก เขากําหนดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ต้องมีการแก้ไขเพราะอะไรครับ เพราะเปึน การกําหนดขัดหลักประชาธิปไตย เพราะเสียงทุกเสียงต้องนับเสียงที่มาใช้สิทธิไม่ได้นับเสียง ซึ่งนอนอยู่บ้านสละสิทธิ อันนี้ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ การออกเสียงประชามติกรณีผู้มาใช้ สิทธิออกเสียงไม่มากกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนผู้มีสิทธิให้ถือว่าประชาชนเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบกับเรื่องที่ขอจัดทําประชามติ อันนี้ก็ไปรับรองสิทธิของผู้ไม่มาใช้สิทธิ โดยหลัก ๑ ใน ๕ ผมเห็นด้วยครับ แต่ว่าเราต้องไปรับรองผู้มาใช้สิทธิไม่ใช่ไปรับรองผู้สละสิทธิ ประเด็นที่ ๓ มาตรา ๓๓ ส่วนที่ ๙ การคัดค้านการออกเสียง ซึ่งท่านกําหนดให้คัดค้าน การออกเสียงประชามติภายใน ๒๔ ชั่วโมง แล้วก็มีลงลายมือชื่อ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิ ในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ กระผมไม่เห็นด้วย กระผมเองอยากจะให้มีการไม่กําหนดจํานวน ผู้ลงลายมือชื่อ คนเดียวก็ได้ ๒ คนก็ได้ โดยใช้หลักของการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เอาหลักเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ถือหลัก ระบบการเลือกตั้งไม่ว่าคนจะมาออกใช้สิทธิ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เปึนต้น เอา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของระบบเลือกตั้งเหมือนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ได้ เพราะฉะนั้นก็ขอฝากท่าน กกต. ที่เคารพว่าประเด็นต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนมานี้เหนือสิ่งอื่นใดก็คือความเปึนกลางทางการเมือง ของท่าน กกต. ซึ่งจะทําให้การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐจะทําให้ การแก้ไขปัญหาทางการเมืองเปึนไปด้วยดี ถ้า กกต. เปึนกลางทุกเรื่อง ผมมีความเชื่อมั่นว่า บรรยากาศประชาธิปไตยนั้นจะนําไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงแข็งแรง และผมมีความเชื่อมั่นว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เราต้องร่วมกันแก้ไข เราต้องพัฒนารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ให้เปึน ประชาธิปไตย เพื่อให้สังคมไทยได้อยู่ในกระบวนการประชาธิปไตยและหลักประชาธิปไตย ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัชฎาภรณ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มที่ ๓ ดิฉัน มีความเห็นต่อกฎหมายประชามติว่าดิฉันเห็นด้วยกับท่านผู้อภิปรายที่ผ่านไปแล้ว หลายท่าน แล้วก็มีข้อเห็นต่างอยู่เปึนบางเรื่อง
ประเด็นแรก ดิฉันเห็นด้วยว่าการจะลงประชามติเปึนการให้อํานาจกับประชาชน เพราะฉะนั้นในการเริ่มต้นนอกจากจะบอกเอาไว้ว่าให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรีแล้ว มันน่าจะมีที่มาจากเจตนารมณ์ของประชาชนด้วย เหมือนมีท่านผู้มีเกียรติบางท่านบอกว่า ประชาชนเข้าชื่อกันจํานวนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ ชื่อที่สามารถจะขอแก้รัฐธรรมนูญได้นี้ อาจจะเสนอขอให้มีการออกเสียงประชามติก็ได้ แล้วนอกจากท่านนายกรัฐมนตรีจะเปึน ผู้ประกาศให้จัดทําประชามติแล้ว ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๕ ที่พูดในเรื่องนี้ แล้วมี มาตรา ๒๘๗ ที่บอกว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถ้าทํากิจกรรมใดก็ตามที่มีผลกระทบ ต่อชีวิตความเปึนอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น ในสาระที่สําคัญนี้นะคะ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๑. ต้องแจ้งรายละเอียดให้ประชาชนทราบ รับฟังความเห็นหรือประชาชน ขอให้รับฟังก็ได้ หรืออาจจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติเพื่อตัดสินใจก็ได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันก็เลยคิดว่าในอันดับแรกนี้ที่มาที่ไปก่อนที่จะมีการประกาศจัดทําประชามตินอกจาก นายกรัฐมนตรีคนเดียวแล้วนะคะ เราจะบอกได้ไหมว่า หรือผู้นําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนายกรัฐมนตรีเห็นว่าควรแล้ว หรือผู้นําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะต้อง ให้คําปรึกษามาก็ได้ แต่ถ้าเราไม่ให้อํานาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๒๘๗ มันจะเกิดขึ้นยาก สมมุติว่า กทม. มีโครงการอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วรัฐบาลกลาง อาจจะไม่เห็นด้วย ถ้า กทม. อยากจะทําประชามติแล้วต้องให้นายกรัฐมนตรีเท่านั้นเปึน คนประกาศ มันก็จะลิดรอนสิทธิขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดิฉันเสนอประเด็นนี้ ประชาชนเข้าชื่อกันขอเสนอต่อนายกรัฐมนตรีได้ไหม แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถที่จะตัดสินใจได้ เพราะว่ามันอยู่ในขอบเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว อยู่ในภารกิจของท้องถิ่นอยู่แล้ว
สําหรับประเด็นที่สอง มีหลายท่านพูดถึงในมาตรา ๘ ดิฉันเห็นว่าในมาตรา ๘ เมื่อการลงประชามติในครั้งนี้จะต่างจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ป้ ๒๕๔๐ ลงประชามติ แล้วไม่มีผลบังคับไม่มีผลต่อรัฐบาลเพียงแต่เอามาประกอบการพิจารณา แต่ครั้งนี้แบ่งออกเปึน ๒ อย่าง แบบแรก ถ้าลงประชามติเพื่อหาข้อยุติดิฉันเห็นด้วย หลายท่านยกมาท่านก็บอกว่า ตอนที่ออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ผู้มีสิทธิออกมาลงคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง อยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าถ้าเปึนการหาข้อยุติอย่างนี้ผู้มาลงคะแนนควรจะเห็นด้วยเกินกึ่งหนึ่ง เพียงแต่ไม่เห็นด้วยในประเด็นที่บอกว่า ถ้าคนออกมาลงไม่ถึงกึ่งหนึ่งถือว่าเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบ ดิฉันว่าตรงนี้ไม่ได้เหมือนกัน ไปรับรองสิทธิเหมือนท่านที่พูดเมื่อกี้นี้ ไปรับรอง สิทธิคนที่อยู่บ้านเฉย ๆ เพราะในการลงมติเราก็ยังจะบอกเขาว่าเห็นชอบกับไม่เห็นชอบ ถ้ามีคนไม่มาเราจะถือว่าคนไม่มาไม่เห็นชอบ ดิฉันว่าตรงนี้ต้องแก้ไขค่ะ ดีนะคะว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ทําให้เรามีบทเรียนในการออกเสียงประชามติแล้วเราเอามาเปึน บทเรียนในการที่จะทํากฎหมายอันนี้ได้ นอกจากกรณีแรกที่บอกว่าเปึนการลงประชามติ เพื่อหาข้อยุตินี้นะคะ ดิฉันเห็นด้วยว่าผู้มาลงคะแนนต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่เห็นด้วยที่ท่านบอกว่า ถ้าคนมาลงไม่ถึงครึ่งถือว่าส่วนมากไม่เห็นชอบนี่ ตรงนี้ ไม่เห็นด้วยนะคะ ในประเด็นที่ ๒ ก็เหมือนกัน ถ้าเราบอกว่าเปึนการหารือแล้วก็ใช้เสียง มาลงคะแนนไม่เกินกว่า ๑ ใน ๕ อันนี้ดิฉันก็เห็นด้วยว่า ๑ใน ๕ ก็พอ แต่ไม่เห็นด้วยในข้อ ถัดไปแค่นั้นแหละว่า ถ้าคนมาลงคะแนนไม่ถึง ๑ ใน ๕ ให้ถือว่าเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย อันนี้ดิฉันก็ขอแย้งตรงนี้นะคะ
สําหรับประเด็นที่ ๓ หลายท่านพูดถึงมาตรา ๙ ดิฉันอยากจะเรียนเสนอ สั้น ๆ ว่ามาตรา ๙ เมื่อเราบอกว่าก่อนที่จะลงประชามตินี้ ๑. ประเด็นต้องชัดเจน ๒. การให้ข้อมูลทั้ง ๒ ฝ์ายต้องเพียงพอแล้วก็บอกว่าต้องให้เท่า ๆ กันด้วย ที่ผ่านมา กกต. อาจจะบอกว่าท่านมีหน้าที่จัดสื่อทั้งหลาย ให้มีการรณรงค์ผ่านสื่ออย่างเท่าเทียมกัน แล้ว ก็อยากจะเรียนว่าที่ผ่านมานี้แล้วยิ่งถ้ามีการออกเสียงประชามติถ้าผู้มีอํานาจรัฐ อยู่ในมืออาจจะใช้สื่อหลาย ๆ อย่างได้ เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าถึงเวลาที่ประกาศลงประชามติ ถ้าทําอย่างไรให้ กกต. เมื่อท่านบอกว่า ท่านจะจัดสื่อให้เท่าเทียมกัน ท่านก็ต้องห้ามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์หรือชี้แจง อะไรนอกเหนือจากเวลาที่ท่านจัดให้ จะบอกว่าเปึนหน่วยงานของรัฐแล้วมีเวลาอื่น ต่างหากอย่างนี้ก็น่าจะไม่ถูกต้องนะคะ เพราะจะทําให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ แล้วอยากจะเสนออีกว่าถ้าอย่างนั้นท่านบอกว่าทั้ง ๒ ฝ์ายนี่ต้องไปรณรงค์อย่างไรก็ได้ ให้ทั่วถึง เพราะฉะนั้นดิฉันก็เสนออีกข้อหนึ่งก็คือน่าจะเสนอให้รัฐจัดงบประมาณให้ใกล้เคียงกัน ทั้ง ๒ ฝ์ายด้วย เพราะไม่อย่างนั้นตอนที่รณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็อาจจะมี ทั้งส่วนที่ได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องงบประมาณ
สําหรับประเด็นที่ ๔ ในมาตรา ๑๐ ที่กําหนดเอาไว้ว่า การออกเสียงประชามติ ถ้าเปึนแบบแรกหาข้อยุติ ท่านบอกว่าเขตการออกเสียงเปึนทั้งประเทศ แต่ถ้าออกเสียงเพื่อที่จะ เปึนการหารือก็ให้จํากัดเฉพาะพื้นที่ ซึ่งดิฉันเห็นว่าเขตออกเสียงมันคงไม่อยู่ที่ผลที่ออกมาว่า จะเปึนการหารือหรือว่าจะเปึนการหาข้อยุติ แต่ประเด็นที่จะกําหนดเขตออกเสียงประชามติ มันน่าจะอยู่ที่ประเด็นของเรื่องแล้วก็จะอยู่ที่พื้นที่
แล้วประเด็นถัดไปประเด็นที่ ๕ ที่พูดถึงเรื่องการคัดค้าน มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ ท่านบอกว่า ถ้าหน่วยใดมีเหตุให้เชื่อว่าจะไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรมก็ให้คัดค้าน เฉพาะหน่วย ดิฉันยังเสนอว่าถ้านอกจากคัดค้านเฉพาะหน่วยได้ควรจะคัดค้านได้ทั้ง กระบวนการด้วย เช่น ถ้าเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ มีการฝ์าฝ๋นในการใช้สื่อในการทําผิด กติกาเสียตั้งแต่แรกมันก็ควรจะเปึนการผิดที่ไม่ใช่เฉพาะหน่วยเท่านั้น
สําหรับประเด็นสุดท้าย อยากจะเรียนว่า มาตรา ๔๐ (๖) ที่จริงวงเล็บแรก ๆ ท่านก็บอกว่าใครให้ จัดให้ หาให้ ตั้งใจจะให้ จัดเตรียมผิดทั้งนั้น แล้ว (๖) ท่านบอกว่า ถ้าผู้ใด เรียก รับ หรือยอมรับเงินทรัพย์สินอื่นใดเพื่อจูงใจอย่างนี้ กระทําหรือไม่กระทําก็ผิดด้วย ดิฉันก็อยากจะเรียนว่าตอนสมัยรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ เรากําหนดกติกาว่า ถ้ามีการซื้อเสียงแจกเงินแจกของอย่างนี้คนให้ผิด คนรับไม่ผิด ถ้าท่านเจตนาจะให้ประชาชนที่รับแจกเงินแจกของรับประโยชน์อื่นใดในการที่จะให้มา เปึนพยานให้ท่าน ถ้าผิดทั้งคนให้ทั้งคนรับ แม้ท่านจะบอกว่าถ้ามาแจ้งภายใน ๗ วัน จะไม่มีความผิดก็เปึนไปไม่ได้ แต่ถ้าท่านกําหนดว่าคนให้ผิด คนรับไม่ผิด บางทีมันอาจจะ ต้องกําหนดจากผู้กระทําไม่ใช่กําหนดจากผู้ถูกกระทํา แล้วในมาตรา ๔๐ ในที่นี้ท่านพูดถึง แต่บุคคล ดิฉันเห็นด้วยกับกฎหมายเลือกตั้งที่บอกว่าไม่ว่าจะให้กับบุคคลหรือให้ สถานองค์กร สมาคมใด ๆ ก็ตาม เพราะว่าในการลงประชามติคราวที่แล้วดิฉันก็ออก ตระเวนไปพบพี่น้องประชาชนมากแล้วก็พบเห็นการทําทุจริตเหล่านี้ การให้ผลประโยชน์อื่นใด เพื่อที่จะให้ลงหรือไม่ลงประชามติดิฉันก็โทรศัพท์ที่จริงโทรศัพท์ไปเรียนท่านเลขาธิการ กกต. อยู่หลายครั้งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแทนที่จะกําหนดแต่เฉพาะผู้รับประโยชน์นั้น เปึนตัวบุคคลก็อยากจะให้เปึนรวมทั้งองค์กรและสมาคมเหมือนกฎหมายเลือกตั้งด้วย ดิฉันมี ๖ ประเด็นสั้น ๆ ค่ะ ขอบพระคุณ
เชิญครับท่านเอกพจน์
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเอกพจน์ ปานแย้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี พรรคชาติไทย ในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เปึนผู้เสนอ ผมขออนุญาตได้ร่วมแสดงความคิดเห็นแล้วก็ร่วมตั้งข้อสังเกต เพราะผมเชื่อว่าคงไม่มีใคร ที่จะปฏิเสธว่าเราคงจะต้องรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่ออนุวัตให้เปึนไปตาม รัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลที่ทางท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ให้เหตุผลไว้ว่า เรามีความจําเปึนที่จะต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เปึนไปตาม มาตรา ๓๐๒ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งกระผมคิดว่าระยะเวลา ๑ ป้ที่จริงถ้าเริ่มนับ จากที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ประกาศใช้จะเรียกว่าอาจจะกระชั้นชิดด้วยซ้ําไป แต่ผม ก็เชื่อว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านก็มีภารกิจมากมายที่ท่านจะต้องดูแล รับผิดชอบ แม้ห้วงเวลากระชั้นชิดเช่นนี้จริง ๆ ก็ไม่ได้เปึนปัญหา เพราะว่าเราก็สามารถ ที่จะดําเนินการได้ทัน แต่ว่ามันก็เกิดประเด็นที่มีการพูดจากัน ซึ่งก็เปึนเรื่องที่โดยส่วนตัว กระผมมองว่าแทบจะแยกเรื่องกันก็ได้ไม่น่าจะสอดคล้องและสอดรับกัน ประเด็นหลังจาก ที่ได้มีแนวความคิดของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะใช้งบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อที่จะ ทําประชามติ ซึ่งความคิดนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่มีการยื่นให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีความเห็นว่าเรื่องสําคัญเช่นนี้ควรที่จะต้องมี การทําประชามติหรือไม่อย่างไร ประจวบเหมาะก็พอดีว่าหลังจากนั้นก็มีการขานรับ แล้วก็ได้มีการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาก็ทําให้ ประหนึ่งมองไปได้ว่าตรงนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันหรือไม่ ผมต้องขออนุญาตที่จะได้ กราบเรียนว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้วการทําประชามติถือเปึนเรื่องสําคัญของพี่น้องประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยเราการที่มีโอกาสได้สอบถามพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเรื่องที่ เปึนเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องสําคัญ เปึนความเห็นโดยรวม เปึนมติที่ออกมาจากประชาชน ไม่ได้หมายความว่าเราเพิ่งเริ่มต้นแต่เปึนการเริ่มต้นที่เกิดขึ้นมาช้านานแล้ว หลาย ๆ ประเทศก็ได้ทํากันมาก่อนหน้าเราหลายประเทศด้วยกันก็ถือเปึนเรื่องสําคัญ แต่ว่าการจะ ทําประชามติใด ๆ ก็ตามทีก็ต้องมีเหตุและผลพอสมควร ผมขออนุญาตได้พูดถึงเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีประเด็นข่าวเกิดขึ้น แล้วก็ทําให้เกิดความคิดว่าการเสนอร่าง เข้ามานี้เพื่อเปึนประโยชน์ต่อการที่จะรองรับในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงระยะเวลาในการที่เราจะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงจะใช้เวลานับสิบเดือน ฉะนั้นการเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนไปตามมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ โดยสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วสามารถดําเนินการได้อยู่แล้ว และต้องเรียนว่าถ้าเรามองกันตามหลักการ ความเปึนจริง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็มาจากการทําประชามติด้วย ๑๔ ล้านเสียงเศษ กับ ๑๐ ล้านเสียงเศษที่มาจากการทําประชามติ ซึ่งหมายความว่า พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ สมควรที่จะมีผลบังคับใช้ แล้วก็ต้องยอมรับว่า ในมาตรา ๒๙๑ ในเรื่องของสิทธิในการที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา ก็สามารถดําเนินการได้โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่แล้ว อาจไม่จําเปึนที่จะต้องมีการทํา ประชามติเพื่อสอบถามย้อนกลับไปอีกครั้งหนึ่ง เพราะหมายความว่าถ้าประชาชน ให้ความสําคัญมีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ สมควรบังคับใช้ ก็หมายความว่า การดําเนินการใด ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยสิทธิที่ชอบธรรมที่ถือเปึนฉันทานุมัติของพี่น้อง ประชาชนก็สามารถดําเนินการได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าเรื่องนี้น่าจะแยกจากกัน ผมเข้าใจว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านดําเนินการได้ตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว แม้อาจจะดูว่ามีความกระชั้นชิดเกินไป แต่ก็คงจะไปผูกโยงเกี่ยวกับเรื่องที่กระผม ได้กราบเรียนไปก็คงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่เราจะดําเนินการใด ๆ แม้รวมถึงในเรื่องของการที่จะดําเนินการให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญแห่งนี้จะไม่สามารถ ที่จะทําประชามติได้ในทุกเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องก็สมควรที่จะต้องดําเนินการ ที่ผมชี้เช่นนี้เพราะว่าผมเห็นว่าในมาตรา ๒๙๑ ไม่ได้บัญญัติไว้เลยว่าถ้าจะต้องมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีการทําประชามติด้วย เพราะฉะนั้นก็คงจะพูดรวมเปึนเรื่องเดียวคงไม่ใช่ ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่จําเปึนมากกว่าที่เรา ควรจะต้องได้ร่วมกันพิจารณาให้มีการตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเพื่อที่เราจะได้นําไปใช้ปฏิบัติต่อไป และผมมองว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในเรื่องการออกเสียงประชามติเอาเข้าจริง ๆ แล้วก็จะไม่ได้ แตกต่างกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภา วิธีการต่าง ๆ ในการดําเนินการต่าง ๆ ก็ไม่ถึงกับแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะมี การดําเนินการให้มีส่วนคล้ายคลึงกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ว่าจะเปึนการไปลงประชามติ การไปลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มันก็เปึนในลักษณะที่เปึนไปในทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในหลาย ๆ เรื่องที่ผมจะได้นําเรียนต่อไปนั้น หลายเรื่องที่มีส่วน คล้ายคลึงกัน แต่ว่าอาจจะยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของไม่ว่าจะเปึนเรื่องบทลงโทษ ก็ตามที เรื่องการดําเนินการวิธีการต่าง ๆ ก็ตามทีก็อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง ซึ่งกระผม คิดว่าถ้าจะให้สอดรับกันก็คงจะไม่ใช่ปัญหา เพียงแต่ว่าอาจจะจํากัดอยู่ในวงที่แคบ มากกว่ากันเท่านั้นเอง เรื่องที่กระผมจะได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ซึ่งต้องยอมรับว่า การพูดคนหลัง ๆ ประเด็นอาจจะไปซ้ํากับท่านสมาชิกที่ได้แสดงความคิดเห็นไปแล้ว แต่ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่จําเปึน เพราะว่าหลังจากที่เรารับหลักการไปแล้วเราก็จะมี คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะเข้าไปพิจารณาเรื่องนี้ แล้วก็ผู้แทนจากคณะกรรมการ การเลือกตั้งอย่างน้อย ๒ ท่าน ท่านก็จะมีโอกาสได้เข้าไปพิจารณาเรื่องนี้ ก็อยากจะได้นํา ความเห็นข้อสังเกตเหล่านี้ฝากท่านไปด้วยเพื่อที่จะเปึนประโยชน์ต่อการพิจารณา แล้วเรา ก็จะได้พิจารณาอย่างรอบคอบให้ได้กฎหมายที่มีคุณภาพ มีความสมบูรณ์ใช้บังคับต่อไป กระผมขออนุญาตได้ฝากเปึนข้อสังเกตแสดงความคิดเห็นไว้โดยเฉพาะในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สิ่งหนึ่งที่กระผมมีความเปึนห่วงว่าอาจจะต้องมีการถกเถียงกันมาก พอสมควร และเมื่อตอนช่วงต้น ๆ ก็มีท่านสมาชิกได้พูดไปบ้างแล้วเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้มีบทบัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๑ ก็คิดว่าอาจจะนําไปสู่การโต้แย้งที่เกิดขึ้น ในประเด็นนี้ได้ แม้ว่าจริง ๆ แล้วสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีคําวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้สิ้นผล ไปแล้วก็ตามทีนะครับ แต่เราต้องไปดูเนื่องจากว่ามีคําวินิจฉัยของคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญไว้ที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีสถานะทางกฎหมายเท่ากับพระราชบัญญัติ ทั่วไป การยกเลิกหรือทําให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวสิ้นผลบังคับใช้ ต้องมีกฎหมายยกเลิกหรือมีกฎหมายใหม่ออกมาบังคับใช้แทน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้ แหละครับ ถ้าจะเปึนไปได้น่าจะมีการบัญญัติไว้ว่าให้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๑ ไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ด้วยหรือไม่ อันนี้ก็เปึนความเห็นที่อยากจะฝากไว้เพื่อที่เราจะได้ลดในเรื่องของความเสี่ยง ถ้าหากว่าจะมีเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าต่อไป
อีกความเห็นหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่าเปึนเรื่องที่ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้มีการพูดจา กันไปแล้ว โดยส่วนตัวผมเห็นว่าก็ถือเปึนเรื่องสําคัญ แล้วก็ควรที่จะมีการนําเสนอ จากท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านด้วยกันเพื่อที่จะเปึนน้ําหนักในการที่เราจะได้เข้าไปดู แล้วก็พิจารณากันต่อไปในร่างมาตรา ๕ (๑) กําหนดให้เรื่องที่จัดทําประชามติจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอ มีประเด็นปัญหาว่า ข้อความที่ชัดเจนเพียงพอมีความชัดเจนในระดับไหน เพราะผมคิดว่าตรงนี้ก็ควรจะต้องมี ความชัดเจนในการที่เราจะบัญญัติไว้ว่าควรจะกําหนดขอบเขตให้ชัดเจนเพื่อมิให้มี ข้อโต้แย้ง หรือมีการคัดค้านในภายหลัง หรือควรกําหนดให้มีองค์กรที่เปึนผู้วินิจฉัยว่า การลงประชามติในเรื่องนั้นมีข้อความชัดเจนเพียงพอหรือควรกําหนดระยะเวลาในการ ที่จะคัดค้านกรณีข้อความไม่ชัดเจนเพียงพอ กรณีนี้แหละครับซึ่งก็คิดว่าควรที่จะบัญญัติ ให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องมีการตรา ขึ้นใหม่ ผมเห็นว่าเราอาจจะไม่จําเปึนที่จะต้องไปทําให้มีส่วนคล้ายคลึงกับพระราชบัญญัติอื่น ๆ หรือแม้แต่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๕๑ ด้วยซ้ําไป ถ้าเราเห็นว่าเรื่องนั้นเปึนเรื่องที่เหมาะสม และมีความจําเปึน และมีความเปึนไปได้ ที่เราสามารถดําเนินการได้ ผมก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายที่เราสามารถดําเนินการ ในส่วนมาตรา ๘ ที่หลายท่านก็พูดไปแล้ว ขออนุญาตได้เน้นย้ําสั้น ๆ ว่าก็เปึนเรื่อง ที่น่าเปึนห่วงว่าเรื่องของการกําหนดในกรณีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติไม่มากกว่า กึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่าประชาชนเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วย ผมมีความเห็น ๒ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ คือการที่ประชาชนมากกว่ากึ่งหนึ่งไม่มาใช้สิทธิออกเสียง ประชามติในเรื่องนั้น ๆ อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน อย่างเช่นว่า พี่น้องประชาชน อาจจะไม่ทราบข่าวสาร มีภารกิจที่จําเปึน เปึนต้น ดังนั้นการจะถือว่าผู้ไม่มาใช้สิทธิคือ ผู้ไม่เห็นชอบด้วย ผมคิดว่าน่าจะเปึนเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ตรงนี้ก็คงจะขออนุญาตได้นําไป ทบทวนด้วยนะครับ
ประการที่ ๒ อาจเปึนช่องทางให้มีการกลั่นแกล้งกันได้ เช่น กรณีผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ประสงค์จะให้มีการเห็นชอบเรื่องที่ทําประชามตินั้นก็อาจจะมีการประชาสัมพันธ์หรือ รณรงค์น้อยแล้วทําให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบจึงไม่ออกมาลงประชามติ เรื่องนี้ก็เปึน เรื่องที่อยากจะฝากความคิดเห็นไว้ว่าน่าจะเปึนเรื่องที่คงจะต้องทบทวนในประเด็นนี้ด้วย เพราะผมคิดว่าไม่น่าจะเปึนเรื่องที่ถูกต้องนักสําหรับคนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิจํานวนมากกว่า จะถือว่าเปึนเสียงที่มีผลที่จะทําให้เรื่องที่เราจะทําประชามตินั้นไม่สามารถดําเนินการได้
ในอีกประเด็นหนึ่ง ในร่างมาตรา ๒๓ วรรคสอง ซึ่งกําหนดให้มีการใช้สิทธิ ออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร เรื่องนี้ผมก็เห็นด้วยอย่างท่านสมาชิกบางท่าน ที่บอกว่า ที่จริงแล้วเรื่องการลงประชามติซึ่งไม่ถือเปึนหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะให้ขยายวงกว้างออกไปถึงประชาชนที่อยู่นอกราชอาณาจักรก็เกรงว่าอันนั้นอาจจะ เปึนปัญหาที่เราอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น คิดว่าในส่วนนี้ถ้าเราตัดออกไปก็น่าจะทํา ให้การสิ้นเปลืองงบประมาณน้อยลงด้วยนะครับ
ในร่างมาตรา ๒๘ กําหนดให้มีการนับคะแนน ณ ที่ออกเสียงประชามติ ซึ่งก็อาจมีประเด็นปัญหาความไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็คงจะคล้ายคลึง กับเรื่องของการใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งแต่เดิมเท่าที่จําได้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้บัญญัติ ให้การนับคะแนนของการเลือกตั้งเปึนการนับคะแนนรวมที่หน่วยกลางหน่วยเดียวนะครับ แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ให้มีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งในแต่ละหน่วย ซึ่งตรงนี้ ผมได้เคยแสดงความคิดเห็นไปแล้วว่าอันนี้อาจจะเปึนปัญหาได้ เพราะว่าการนับคะแนน ที่หน่วยนี่สามารถที่จะเช็คผลออกมาได้ เพราะฉะนั้นการใช้อิทธิพล การใช้อํานาจ ในการข่มขู่ก็สามารถดําเนินการได้ แต่ถ้าเราไปเทกองกันนับรวมที่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง เพียงหน่วยเดียว ซึ่งตรงนั้นก็จะเปึนเรื่องที่ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าในหน่วยนั้น มีการมาใช้สิทธิลงคะแนนเท่าไร แล้วผลของการใช้สิทธินั้นออกมาประการใดบ้าง ก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ แต่เอาละครับผมคิดว่าท่านก็คงจะทําให้เพื่อสอดรับกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เกี่ยวกับ วิธีการนับคะแนน ซึ่งผมคิดว่ายังมีความเห็นว่าตรงนี้ถ้าเราอาจจะไม่ดําเนินการตาม รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็สามารถทําได้ เพราะนี่ก็ถือว่าเปึนกฎหมายฉบับหนึ่งที่อาจจะ เปลี่ยนแปลงเรื่องของการนับคะแนนในการลงประชามติไปนับรวมก็ได้เพื่อปัองกันในเรื่อง ของการที่จะเช็คผลคะแนนจากผู้ที่มีอํานาจที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการที่จะทําให้ผล คะแนนนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย
อีกประการหนึ่ง เรื่องของมาตรา ๓๓ ก็เปึนความเห็นเช่นเดียวกับท่านสมาชิก หลายท่านว่า เรื่องของการกําหนดการคัดค้านการออกเสียงที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม จะต้องมีจํานวนผู้คัดค้านร้อยละ ๑๐ ซึ่งกระผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่ถ้าเราสามารถที่จะ เพิ่มเติมในช่วงเวลาให้มากกว่า ๒๔ ชั่วโมงได้ก็น่าจะเปึนประโยชน์ต่อการคัดค้าน น่าจะสามารถดําเนินการได้ทัน แม้ว่าการคัดค้านนั้นจะกระทําในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ก็ตามที ก็คิดว่าถ้าเพิ่มเวลาไปได้ก็จะเปึนเรื่องดีมาก
ในประเด็นสุดท้าย ซึ่งผมคิดว่าหลายท่านก็ยังคงไม่ได้พูดถึงนะครับ เห็นว่า ร่างฉบับนี้มีการจํากัดสิทธิของบุคคลบางประการก็สมควรที่จะกําหนดบทจํากัดสิทธิ ไว้ในร่างด้วย และนอกจากนั้นในส่วนของบทนิยามก็อยากให้ท่านได้ดูเห็นว่าไม่จําเปึน จะต้องมีนิยามคําว่า รัฐธรรมนูญ เพราะว่าการอ้างถึงรัฐธรรมนูญในร่างก็ย่อมหมายความถึง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอยู่แล้ว อันนี้ก็เปึนประเด็นในหลาย ๆ ประเด็น ที่อยากจะฝากเพิ่มเติมเอาไว้เพื่อเปึนข้อสังเกตและนําไปสู่การพิจารณาที่จะปรับปรุงแก้ไข ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อไป กระผมยังฝากความหวังว่ากฎหมายประชามตินี้ จะเปึนประโยชน์ในทางปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการที่ทําให้ประชาชนได้มี ส่วนร่วมอย่างแท้จริงในทางที่จะกําหนดทิศทางการเดินทางไปสู่อนาคตข้างหน้าร่วมกัน ของประเทศเรานะครับ ขอขอบพระคุณครับ
เชิญครับท่านนริศ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเห็นด้วยกับหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ กกต. ได้เสนอเข้ามาให้สภาพิจารณาอยู่ในขณะนี้ เหตุเพราะว่าทั้งร่างพระราชบัญญัติแล้วก็ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๕ ต่างมีเจตนารมณ์ที่ดีที่จะให้เกิดออกเสียงการประชามติจาก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สําหรับการออกเสียงประชามตินั้นผมคิดว่าเปึนสิ่งดี เพราะว่า การออกเสียงประชามติจะเปึนเครื่องมือสําหรับทุกคน สําหรับทุกฝ์ายที่จะต่อสู้เพื่อบรรลุ ความเห็น เพื่อบรรลุความต้องการ เพื่อปกปัองผลเสีย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อตนเอง ฝ์ายตนเอง นี่เปึนประการถัดมานะครับ ต่อไปผมคิดว่าการออกเสียงประชามติจะเปึน ประโยชน์ เพราะว่าสังคมไทยจะมีความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น และความขัดแย้งเหล่านั้นจะ แหลมคมมากยิ่งขึ้น การออกเสียงประชามติจะเปึนข้อยุติของความขัดแย้งเหล่านั้น เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ที่ให้มีการออกเสียง ประชามติเกิดขึ้นภายหลังร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านนั้น จึงเปึนเจตนารมณ์ที่ดี ที่กระผมพร้อมที่จะรับหลักการแห่งกฎหมายฉบับนี้ แต่ว่ากระผมมีข้อสังเกตอยู่ บางประการที่จะกราบเรียนท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงและไปยังคณะกรรมาธิการที่จะ เกิดขึ้นต่อไปก็คือ ผมกลัวว่าจะไม่มีการนําผลจากการออกเสียงประชามติไปสู่การปฏิบัติ ที่แท้จริง เพราะว่าไม่มีบทกําหนดโทษบัญญัติเอาไว้ว่าถ้าไม่นําผลไปสู่การปฏิบัติจะมีโทษ อย่างไร ไม่ได้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน ผมกลัวมากครับ เพราะว่าบทเรียนที่พวกเราได้พบก็คือคนขณะที่มีอํานาจนี่ฟังคนอื่นน้อยมาก ชอบที่จะใช้ อํานาจมากกว่าที่จะฟังความคิดเห็นคนอื่นก่อนมาใช้อํานาจ แม้ว่าความคิดเห็นคนอื่นจะ ถูกต้องแค่ไหนอย่างไรก็ตาม แต่ว่าฟังน้อยหรือไม่ฟังเลยใช้อํานาจ ผมมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ ๒-๓ ตัวอย่าง กรณีแหลมผักเบี้ย โครงการก่อสร้างเส้นทางลัดภาคใต้ สมุทรสาคร แหลมผักเบี้ย ชะอํา เปึนโครงการก่อนป้ ๒๕๔๘ รัฐบาลในขณะนั้นบอกว่าทําเลย มีงบประมาณอยู่แล้ว ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จ้างอาจารย์มหาวิทยาลัย ๓-๔ มหาวิทยาลัย ออกแบบเลย ยังไม่มีการศึกษาความเปึนไปได้ ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบ ประชาชน ในพื้นที่โครงการคัดค้านแต่ว่ารัฐบาลไม่ฟังสั่งเดินหน้า จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่าห่วงใยและให้ไปดูโครงการนี้ให้รอบคอบโครงการนี้จึงยุติ นี่เปึนตัวอย่างที่ให้เห็นว่า การรับฟังความเห็นคนอื่นผู้มีอํานาจไม่ค่อยรับฟัง สิ่งนี้เปึนอุปสรรคต่อกฎหมายประชามติ
อีกตัวอย่างหนึ่งท่านประธานครับ กรณีเขื่อนแก่งเสือเต้น ผมไม่แน่ใจว่า ศึกษากันไปแค่ไหนอย่างไร แต่พบว่าผู้มีอํานาจโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน มีทัศนคติที่เปึนปัญหาต่อการก่อสร้างเขื่อนหรือไม่ก่อสร้างเขื่อนที่นั่น ท่านพูดบอกว่าที่มี คนคัดค้านเพราะว่ามีนกยูงโง่อยู่ ๓ ตัว แล้วก็มีคุณพ่อเอ็นจีโอ (NGO) คัดค้านอยู่ ที่จริง ผู้มีอํานาจควรจะรับฟังมากกว่านี้ไม่ควรไปชี้นํา และหนําซ้ําไม่เพียงแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ออกมาสนับสนุนให้สร้างเขื่อน ตามแนวคิดนายกรัฐมนตรี ทรรศนะเหล่านี้เปึนทรรศนะที่มีปัญหาต่อการออกเสียงประชามติ ทั้งสิ้น และรายการนายกรัฐมนตรีพบประชาชนช่วงเช้าวันหนึ่งพูดถึงเรื่องการรายงาน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมว่าสิ่งนี้เปึนอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ สิ่งนี้เปึนปัญหา
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง ผู้อภิปรายครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส. ชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน ผมฟังท่าน อยู่นานนะครับ คิดว่าท่านจะเข้าเรื่องกฎหมายการออกเสียงประชามติ ผมยังไม่เห็นว่า มันอยู่ตรงไหนเลยในกฎหมาย ท่านโจมตีตลอดนะครับพูดอย่างนี้ ผมฝากท่านประธาน ให้ท่านประธานควบคุมการประชุมหน่อย ไม่ใช่เอานิดเอาหน่อย ตอดเล็กตอดน้อยตลอด มันดูไม่ดีเลยครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยครับ
ท่านนริศให้ระมัดระวังนิดครับ อยากให้ตรงประเด็นด้วย
ครับท่านประธาน ผมกําลังนําไปสู่ว่าความคิด บางความคิด ทรรศนะบางทรรศนะจะมีปัญหาต่อการออกเสียงประชามติได้ เพราะว่า ในกฎหมายประชามติไม่มีแม้แต่มาตราเดียวที่กําหนดว่าจะนําผลของการออกเสียง ประชามติไปสู่การปฏิบัติครับท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๒ ที่เปึนข้อสังเกตจากกระผมก็คือ ผมกลัวว่าฝ์ายบริหาร ฝ์ายบริหาร ในความหมายผมไม่ได้หมายถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ ชุดไหนก็ได้ครับ ชุดในอนาคต ผมกลัวว่ารัฐบาลจะใช้การออกเสียงประชามติเปึนเครื่องมือของรัฐบาลสร้างความชอบธรรม ให้กับรัฐบาล รัฐบาลอยากทําอะไรก็ใช้การออกเสียงประชามติบอกว่าการออกเสียง ประชามติเห็นด้วย เพราะว่ายากมากครับที่สิ่งที่รัฐบาลอยากทําแล้วจะแพ้การออกเสียง ประชามตินี่ผมคิดว่ายากมาก เพราะว่ารัฐบาลมีกลไกข้าราชการอยู่ในมือ กลไกของ ราชการอยู่ครอบคลุมทุกหน่วยงาน ทุกพื้นที่โดยเฉพาะกํานัน ผู้ใหญ่บ้านครอบคลุมติด ๒. กลไกสื่อ รัฐบาลสามารถเข้าไปควบคุม แทรกแซง กํากับสื่อ สื่อมีผลต่อการทําประชามติ ทําให้การออกเสียงประชามติไม่เปึนอิสระได้ ๓. กลไกในทางการเมือง รัฐบาลมีกลไก ในทางการเมือง เปึนนักการเมือง เปึนพรรคการเมืองอยู่ในมือ พรรคการเมือง นักการเมือง มีผู้บริหาร มีรัฐบาลเปึนผู้มีอิทธิพลเหนือพรรคการเมือง ทําให้ประชามติของประชาชน ไม่เปึนอิสระได้ ผมจึงเรียนท่านประธานว่าผมห่วงเรื่องความไม่เปึนอิสระของการออกเสียง ประชามติว่ารัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงการทําประชามติ
ข้อสังเกตข้อที่ ๓ เรื่องขอบเขตการทําประชามติเฉพาะพื้นที่ตามมาตรา ๕ (๒) ผมเห็นด้วยที่จะให้มีการทําประชามติเฉพาะพื้นที่ แต่ผมคิดว่าสิ่งนี้จะมีปัญหา ในอนาคตมาก เพราะว่ากรณีปัญหาหนึ่ง ๆ ผมคิดว่ายากที่จะกําหนดว่าควรทําประชามติ ในพื้นที่ใด เช่น กรณีแก่งเสือเต้น ถามว่าพื้นที่เฉพาะของแก่งเสือเต้นที่รัฐบาลจับมาทํา ประชามติ กี่พื้นที่ กี่จังหวัด ตั้งแต่ต้นน้ําหรือเปล่า ตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่หรือเปล่า จนมาถึงกําแพงเพชร และเลยถึงกรุงเทพมหานครหรือเปล่า เลยถึงนนทบุรีหรือเปล่า เพราะว่าการสร้างแก่งเสือเต้นอาจจะทําให้น้ําจากเหนือลดน้อยลง น้ําทะเลหนุน พื้นที่ เฉพาะเหล่านี้มีปัญหาในการกําหนดมากนะครับ ผมขออนุญาตฝากข้อสังเกตไปไว้ว่าสิ่งนี้ จะมีปัญหาในวันข้างหน้า อยากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้วางขอบเขตเรื่องนี้เอาไว้เสีย ตั้งแต่ต้น
เรื่องที่ ๔ เรื่องคัดค้านให้ทําได้เฉพาะหน่วย ผมอยากให้มีกลไกในการคัดค้าน การทําประชามติทั้งหมด คือให้มีกลไกใดขึ้นมาคัดค้านผลของการทําประชามติทั้งหมด ไม่ใช่การทําประชามติเฉพาะหน่วย คือเมื่อคนไม่เห็นด้วย เมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วยกับ การออกเสียงประชามติ ขอให้เขาได้มีโอกาสโต้แย้ง ให้เขาได้ส่งข้อมูลเข้ามาว่าเขาได้ พบเห็นสิ่งที่ผิดปกติโดยรวม หรือพบเห็นว่าจะมีความเสียหายเลวร้ายจากการออกเสียง ประชามติให้เขาได้มีโอกาสอุทธรณ์หรือเขาได้มีโอกาสคัดค้านอีกสักครั้งหนึ่งก่อนที่จะ นําไปสู่การปฏิบัตินะครับ
เรื่องสุดท้าย เรื่องคณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อวานก่อนที่จบกฎหมายวิธี พิจารณาคดีอาญาสําหรับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเรามีปัญหาในเรื่องสัดส่วนของ คณะกรรมาธิการวิสามัญทางข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ก็คือสัดส่วนของรัฐบาล ๕ คน ในขณะที่ สัดส่วนของเจ้าของกฎหมายวันนี้คือ กกต. ไม่มี ก็อยากให้ทางผู้ชี้แจงซึ่งเปึน กกต. ได้ไปขอ สัดส่วนเพื่อที่จะให้ กกต. ๕ คนได้ไปอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งเปึนเจ้าของกฎหมาย ฉบับนี้ และผมคิดว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญจะได้ประโยชน์จากที่ กกต. ๕ คน หรือจาก ตัวแทน กกต. จํานวนหลายคนไปอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่าผมเห็นด้วยในหลักการสําหรับกฎหมายฉบับนี้เพราะมีเจตนารมณ์ที่ดีที่จะ ให้มีการออกเสียงประชามติเกิดขึ้นหลังที่กฎหมายฉบับนี้ผ่าน และผมขออนุญาตฝาก ข้อสังเกตไว้เพียงบางประการเท่านั้น กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านเชาวรินครับ
ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพรักทุกท่าน กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชนจากจังหวัดราชบุรี ท่านประธานครับ ตั้งแต่เป่ดการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในตอนเช้าได้มีสมาชิกแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ให้ข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ไปแล้ว หลาย ๆ ท่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาชิกจํานวนไม่น้อยที่มีความเห็นตรงกันว่า บทบัญญัติในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๘ เปึนเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บัญญัติไว้ว่า ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านเพียงแค่ ๒-๓ ประโยค การออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจํานวนไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ถือว่า ประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทําประชามติ ตรงนี้คงหลีกเลี่ยง ไม่พ้นที่จะทําความเข้าใจกันว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาในขณะที่กําลังจะมี การพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งกําลังใช้บังคับ อยู่ในปัจจุบัน และได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดําเนินงานทางการเมืองอย่างกว้างขวาง จนนําไปสู่ความคิดที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ ก็แน่นอนล่ะครับ อาจจะต้องมีผลกระทบไปยังผู้ดํารงตําแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามา ในช่วงของการปฏิวัติหลังวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แน่นอนที่สุดผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง มาจากคณะปฏิวัตินั้น ชุดหนึ่งก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะอยู่ในตําแหน่งต่อไปอีก ๖-๗ ป้ แล้วก็มายกร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เกี่ยวกับเรื่องการทําประชามติสําหรับการทํากิจกรรมทางการเมืองหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมไม่แน่ใจว่าผู้ยกร่างซึ่งปัจจุบันนี้เปึน กรรมการ กกต. อย่างน้อยที่สุด ๒ ท่านที่เปึนกรรมาธิการยกร่างเปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็คือ กกต. เข้าไปเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําลังสร้างปัญหา ให้แก่บ้านเมืองและมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ กกต. ๕ ท่านก็มายกร่าง กฎหมายฉบับนี้ ผมอยากเรียนถามว่าผู้ยกร่างกฎหมายฉบับนี้คือ กกต. ท่านมีผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดในหน้า ๕๐ ท่านประธานครับ หนังสือที่ผมถืออยู่ในมือนี้ก็คือ ทําเนียบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในหน้า ๕๐ ท่านประธานครับ ท่านประพันธ์ นัยโกวิท ตอนเช้าเห็นท่านอยู่ ขณะนี้ท่านอยู่ที่ใดครับ ผมมั่นใจว่าท่านคงอยู่ในบริเวณรัฐสภา และขอได้โปรดฟังสิ่งที่ผมนําเสนอหรือตั้งข้อสังเกตด้วยในหน้า ๕๐ ระบุว่าสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ชื่อ นายประพันธ์ นัยโกวิท ในขณะเดียวกันท่านก็มีตําแหน่งเปึนกรรมการ กกต. หรือกรรมการการเลือกตั้ง แล้วท่านก็มายกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อสกัดมิให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญดําเนินไปโดยปกติจะเปึนเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ถัดไปหน้า ๘๑ ท่านประธานครับ อีกท่านหนึ่งครับ คือคุณสดศรี สัตยธรรม เปึนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน แล้วขณะเดียวกันก็เปึน กกต. แน่นอนถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะส่งผลถึงการดํารงตําแหน่งของกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ได้รับแต่งตั้งโดยอํานาจคณะปฏิวัติ ดังนั้นผมขอตั้งข้อสังเกตว่านี่จะเปึนการร่างพระราชบัญญัติที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ การดํารงตําแหน่งของตัวผู้ร่างหรือไม่ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการจัดทําประชามติ ผมเชื่อว่าสมาชิกทุกท่านก็เห็นด้วย เพราะเราก็เคยมีการทําประชามติกันมาแล้ว อย่างน้อยที่สุด ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีใครบ้างครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๗๐ ท่าน มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าการทําประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านนั้นใช้จ่ายเงินงบประมาณไปถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาทกับคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ๔๕ ล้านคน แล้วมาใช้สิทธิ ออกเสียงสนับสนุน ๑๔ ล้านคน ไม่สนับสุนน ๑๐ ล้านคน รวมทั้งบางท่านที่ไม่ออกเสียง ไม่ออกความเห็น เบ็ดเสร็จก็ประมาณ ๒๖ ล้านคน ๒๖ ล้านคนใช้เงินถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท จะเปึนการฟุ์มเฟ๋อยเกินไปหรือไม่ที่จะยังปล่อยให้ กกต. จัดทําบัตรแสดงประชามติ คือจะ พิมพ์บัตรแสดงประชามติแล้วก็จัดส่งไปตามหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ ให้ประชาชนใช้สิทธิ ท่านประธานจะใช้วิธีการอย่างนี้ได้ไหมครับ ปัจจุบันนี้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. นี่มีทั่วประเทศ ในชุมชนเมืองหรือเขตที่มีความเจริญก้าวหน้าเปึนเขตเทศบาล เราก็มี เทศบาลตําบล เทศบาลเมือง เทศบาลนครครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ การทําประชามติ เปลี่ยนวิธีใหม่ได้ไหมครับท่านประธาน ให้ประชาชนผู้ที่ประสงค์จะแสดงความเห็น ในการลงประชามติไปแสดงตนต่อที่ทําการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็นําบัตร ประจําตัวประชาชนของตนไปถ่ายเอกสารทั้งหน้าหลัง เซ็นชื่อกํากับ บัตรประจําตัวประชาชน ของแต่ละท่านนั้นจะมีรายละเอียดระบุตั้งแต่เลขประจําตัวประชาชน วัน เดือน ป้เกิด ที่อยู่ ชัดเจนมาก ถ่ายทั้งหน้าทั้งหลัง เซ็นชื่อกํากับเสร็จแล้วก็เขียนไป สมมุติว่าเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบ งดออกเสียง หรือแม้แต่ตาสี ตาสาเขียนไม่เปึนก็ใช้กากบาทในกรณีไม่เห็นด้วย เขียนเครื่องหมายถูกในกรณีที่เห็นด้วย แล้วส่งมอบเอกสารที่ถ่ายสําเนาบัตรประจําตัว ใบนั้นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเปึน อบต. เทศบาล ไม่ว่าจะเปึนเทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตําบล รวบรวมส่ง กกต. จังหวัด ถือเปึนบัตรลงคะแนน มีใครปลอม ได้ครับท่านประธาน ในเมื่อบัตรประจําตัวประชาชนทุกคนมีหมด คนไทยทั้งประเทศ ถ่ายเอกสารแล้วเซ็นชื่อกําหนดแสดงความคิดเห็น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือกากบาท หรือขีดเครื่องหมายถูกเท่านี้ถือเปึนบัตรลงคะแนนแล้ว แล้วก็ส่งให้กับ กกต. จังหวัดรวบรวมส่งมา กกต. กลาง ไม่เห็นต้องไปใช้เงินต้อง ๒,๐๐๐ ล้านบาทเลย อาจจะ กําหนดไว้ด้วยว่าประชาชนในแต่ละตําบลถ้าไปใช้สิทธิต่อ อบต. นั้น ๆ สมมุติว่าในตําบล ก มีประชาชน ๘,๐๐๐ คนไปใช้สิทธิ ๖,๐๐๐ คน ก็จัดเปึนงบประมาณลงไป ตีเสียว่าใบละ ๑๐ บาท จากจํานวนบัตรประจําตัวประชาชนที่เขามาใช้สิทธิ เอาไปเลย ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท ตามจํานวนคนที่มาใช้สิทธิใบละ ๑๐ บาท หรือใบละ ๒๐ บาท ก็ ๒ เท่า รวมเบ็ดเสร็จ อย่างมากก็ใช้เงินไม่เกิน ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท ไม่เห็นจะต้องไปใช้เงินตั้ง ๒,๐๐๐ ล้านบาท เหมือนอย่างที่ทําการออกเสียงประชามติเมื่อคราวรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ลองวิธีคิดอย่างนี้ ลองไปทําอย่างนี้ เปึนการประหยัดเงิน เปึนการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน หรือเจตนา ที่จะเอาเงินจํานวน ๒,๐๐๐ ล้านบาทไปจัดสร้าง จัดซื้อ จ้างเขาพิมพ์บัตรลงประชามติ แล้วเขาก็นินทาว่ามีนอกมีในกัน เปึนคดีความกันอยู่ในขณะนี้ แม้แต่บัตรเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคมที่ผ่านมา ผมจึงขอนําเสนอว่าให้ปรับเปลี่ยน วิธีการจัดทําบัตรลงประชามติด้วยการยึดเอาบัตรประจําตัวประชาชนไปถ่ายเอกสาร โดยมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเปึน อบต. เทศบาล เปึนเจ้าภาพ แล้วรวบรวมนําส่ง กกต. จังหวัด ส่ง กกต. กลาง เท่านี้ก็เปึนการแสดงประชามติที่กว้างขวาง และแพร่หลาย และแน่นอนที่สุดผมยืนยันว่าเปึนการประหยัดเงินงบประมาณแผ่นดิน ขอขอบคุณครับ
ท่านวินัย สมพงษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมใคร่ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องการลง ประชามติ ซึ่งเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แต่กระผมจะพยายามพูด ในสิ่งที่จะไม่ซ้ําประเด็นกับสมาชิกท่านอื่นที่ได้กรุณาอภิปรายไปแล้วเพื่อเปึนการประหยัดเวลา ท่านครับ กระผมเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เปึนอย่างยิ่ง แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบ ให้เกิดความสมบูรณ์ กระผมก็ใคร่ที่จะเสนอข้อคิดความเห็นเปึนการเพิ่มเติมเพื่อเปึนการป่ด ช่องว่างที่อาจจะเกิดขึ้นในประเด็นใดประเด็นหนึ่งโดยย่อ ๆ และกระผมขออภิปราย เพียงประเด็นเดียวครับ ซึ่งก็หวังว่าประเด็นนี้ยังไม่มีท่านใดได้สัมผัสได้แตะ นั่นก็คือ ประเด็นหลักการที่ว่าการออกเสียงประชามตินั้นกระทําได้ทั้งแบบทั่วราชอาณาจักร และกระทําในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเปึนการเฉพาะ ท่านประธานสภาครับ ปัญหามีอยู่ว่า ถ้ามีการทําประชามติเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเปึนการเฉพาะได้ และถ้าผลแห่งการทํา ประชามตินั้น ผลแห่งการปฏิบัติตามประชามตินั้นส่งผลกระทบกับคนทั้งประเทศกับคนอื่น ที่อยู่นอกเหนือพื้นที่ทําประชามตินั้นจะทําอย่างไร ซึ่งกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นได้ง่าย ในสังคมไทยในปัจจุบัน ทําในพื้นที่หนึ่งประชามติแต่ผลการปฏิบัตินั้นกระทบไป ทั่วทั้งประเทศ เรื่องอย่างนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร จะเขียนกฎหมายฉบับนี้ให้ปัองกันไว้อย่างไร นั่นคือประเด็นที่ผมอยากจะขอกราบเรียนหารือแล้วก็ให้ข้อคิดความเห็นต่อสภา ท่านประธานสภาครับ โดยหลักการแล้วการทําประชามตินั้นเราก็จะทํากันในเรื่องที่มี ความสําคัญเปึนเรื่องใหญ่ ๆ เปึนเรื่องที่มีการตัดสินใจค่อนข้างยาก เปึนเรื่องที่มี ความสําคัญ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบกระเทือนมีประโยชน์ได้เสียต่อเรื่อง นั้น ๆ อย่างไรก็แล้วแต่ท่านประธานครับ สังคมไทยในวันนี้ยังมีอีกหลายเรื่องหลายประเด็น ที่ยังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ไม่รู้จบ แปลว่ายังก้ํากึ่งกันในทางความคิดความเห็นว่า จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เสียงก้ํากึ่งกัน ยังไม่ตกผลึกว่าจะตัดสินใจอย่างไร ยัง ๕๐:๕๐ ครึ่งต่อครึ่ง กรณีดังกล่าวนั้นกระผมอยากจะขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น การเป่ดบ่อน การพนันเสรีหรือว่าฟรีกาสิโน ท่านประธานครับ พูดเรื่องนี้มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และก็ก้ํากึ่งกันมาก อย่างเช่นอีกเรื่องหนึ่ง การทําแท้งเสรีซึ่งก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ มีการอภิปรายกัน มีข้อโต้แย้งกันมากมายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แนวความคิด ในการที่จะแยกดินแดนบางส่วน บางจังหวัด บางพื้นที่ออกไปเปึนพื้นที่ปกครองตนเอง ให้เปึนอิสระหรือภาษาอังกฤษเรียกว่าออโตโนมี่ (Autonomy) ท่านประธานสภาที่เคารพครับ แม้กระทั่งเรื่องที่กําลังเปึนประเด็นอยู่ในปัจจุบันคือเรื่องพลังงาน แนวความคิดที่ว่าวันนี้ สังคมไทยควรจะมีพลังงานนิวเคลียร์ มีโรงไฟฟัานิวเคลียร์หรือไม่ เรื่องทํานองอย่างนี้ ล้วนเปึนเรื่องที่ยังก้ํากึ่ง ๕๐:๕๐ เปึนเรื่องที่น่าเอามาทําประชามติด้วยกันทั้งสิ้น แต่ถ้า เผื่อเอาเรื่องอย่างนี้ไปทําประชามติในพื้นที่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง กระผมคิดว่า ผลแห่งการทําประชามตินั้นเรื่องทํานองนี้จะกระทบไปกับคนทั้งประเทศ แล้วเราจะ แก้ปัญหานั้นอย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น สมมุติว่ารัฐบาลครับ ไม่ว่ารัฐบาลนี้ รัฐบาลหน้า หรือรัฐบาลไหนอยากจะเป่ดบ่อนการพนันเสรีในจังหวัดภูเก็ต ยกตัวอย่างครับ ในจังหวัด ชลบุรี ในจังหวัดเชียงใหม่หรือว่าจังหวัดขอนแก่นที่ใดก็แล้วแต่ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เมื่อเราเป่ดช่องทางให้มีการไปทําประชามติเฉพาะพื้นที่และถ้าเผื่อรัฐบาลไปทําประชามติ เฉพาะพื้นที่นั้น ๆ ในจังหวัดที่กระผมได้ยกตัวอย่างเปึนการสมมุตินั้น และถ้าสมมุติว่า ผลการออกเสียงประชามติชนะให้มีการเป่ดบ่อนการพนันเสรี ผลจากการกระทําอันเนื่องจากการทําประชามตินั้นมิได้จํากัดวงกระทบกระเทือนอยู่ หรือว่ามีผลเฉพาะอยู่ในพื้นที่นั้นเท่านั้น เพราะประเทศไทยเปึนอาณาจักรอันหนึ่ง อันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ คนไปมาหาสู่กันเป่ดฟรีกาสิโนในจังหวัดหนึ่งแต่ผลกระทบ ต่อสังคมไทยทั้งประเทศเปึนส่วนรวม เรื่องอย่างนี้ผมอยากจะฝากให้กับคณะกรรมาธิการ วิสามัญหรือว่า กกต. ได้โปรดพิจารณาหาทางปัองกันและแก้ไขเอาไว้ ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นเปึนรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ได้เป่ดโอกาสให้พี่น้องประชาชนนั้นมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครองมากกว่า รัฐธรรมนูญฉบับใดในอดีตท่านลองอ่านดูนะครับ ไม่ว่าจะเปึนมาตรา ๘๗ มาตรา ๑๖๓ มาตรา ๑๖๔ มาตรา ๑๖๕ ล้วนได้กล่าวถึงบทบาทอํานาจหน้าที่ การมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมดีใจครับ ไม่ได้ถือเขาถือเรา ไม่ได้ถือว่าเปึนฝ์ายรัฐบาลเปึนฝ์ายค้าน พี่ ๆ น้อง ๆ ในสภาพูดถึงบทบาทการมีส่วนร่วม ของประชาชนด้วยความภาคภูมิใจ ท่านประธานครับ มันเปึนปรากฏการณ์จริง ๆ ของ ทุกประเทศในระบอบประชาธิปไตยครับ ที่เมื่อการเมืองของประเทศนั้น ๆ พัฒนาไปถึง ระดับหนึ่ง การเมืองภาคประชาชนจะมีความสําคัญ มีบทบาทควบคู่กับการเมือง ภาคตัวแทนอย่างพวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ การเมืองภาคประชาชนไม่ว่าจะอยู่ริมถนน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็แล้วแต่เราปฏิเสธไม่ได้ เราห้ามไม่ได้ มันเปึนเส้นทางที่ต้องผ่านว่าเขาจะ มีบทบาท มีความสําคัญมากขึ้น ๆ เหมือนพวกเราที่ทํากฎหมายอยู่ในสภา ท่านประธานสภา ประชาชนมีบทบาทมีอํานาจหน้าที่ มีส่วนร่วมในการทํานโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร สารพัดอย่าง มีอํานาจช่วยเราตัดสินใจและมีหน้าที่ในการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ การจัดตั้งเปึนกลุ่มของสังคมของชุมชน การพัฒนาการเมือง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เปึนเรื่องที่เราปฏิเสธไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่เราได้เตรียมกฎหมายฉบับนี้คือ การทําประชามติไว้เท่ากับเปึนการเตรียมเครื่องมือเปึนมาตรการรองรับให้ประชาชน เหล่านั้นมามีบทบาทหน้าที่มีทางออกในทางสังคมและการเมือง มีคํากล่าวว่า พระศาสดา ปรัชญาเมธีคือผู้กําหนดกรอบทางศีลธรรม ทางการเมือง ทางคุณธรรมจริยธรรม และพวกเรา ในสภาสถาบันนิติบัญญัติอย่างนี้เปึนคนกําหนดกฎหมาย เปึนคนทํากฎหมาย แต่คนที่ บังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ตัวกระตุ้น ตัวบีบให้ปฏิบัติตามกฎหมายนั้นไม่เพียงแต่ รัฐบาล แต่ปัจจุบันในสังคมที่เจริญส่วนสําคัญที่สุดพลังทางสังคมคือ การเมือง ภาคประชาชนนั่นเองเปึนตัวสําคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมจึงหวังเปึนอย่างยิ่งว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปึน เครื่องมือที่สําคัญทั้งซีกรัฐบาลไม่ว่าจะใช้เพื่อเปึนคําแนะนํา เปึนข้อยุติหรือเปึนทางออก ของพลังทางสังคมที่เรียกว่าการเมืองภาคพลเมือง กระผมจึงขอฝากประเด็นว่าจะ แก้ปัญหาอย่างไรถ้ามีการทําประชามติในเฉพาะพื้นที่ แต่ผลของประชามตินั้นไปกระทบ ต่อคนทั้งประเทศเปึนส่วนรวม เพราะฉะนั้นกระผมอยากจะให้มีการเขียนเรื่องนี้ไว้ อย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อไม่ให้เกิดผลดังกล่าวครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
เชิญท่านสถาพรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน จังหวัดลําพูน ซึ่งกระผม เองนั้นรู้สึกเปึนเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... เพราะว่าเฝัามองสังคม เหตุการณ์ บ้านเมืองผ่านมาจนถึงวันนี้ หลังจากที่มีการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน จนมาถึง มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม และมีรัฐบาลในห้วงเวลา ๔ เดือนที่ผ่านนั้น สังคม ของประเทศไทยค่อนข้างจะสับสน เราเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านจากการเลือกตั้งมาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ได้รับการรับรอง ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากพี่น้องประชาชน เราเห็นว่าส่วนหนึ่งก็คือ การมีส่วนร่วมในภาคประชาชนของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และพรรคพลังประชาชนเองนั้น ก็ถือว่าได้เสียงส่วนใหญ่ในการเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อมีการหาเสียงเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งก็คือการนําเสนอนโยบาย ผมเองสังเกตได้ว่าเกือบจะทุกพรรคการเมืองมีธง ในการนําเสนอนโยบายท่าทีต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ คือทุกคนอยากเห็น การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งถือว่านั่นคือสัตยาบันของแต่ละพรรคการเมือง เมื่อมีการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ฝ์ายบริหารเรียบร้อย ฝ์ายนิติบัญญัติก็ขับเคลื่อน ในเชิงนิติบัญญัติ โดยใช้สิทธิของการเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีการยื่นญัตติ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนที่สุดครับ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจน ณ ปัจจุบันนี้ เราเองก็สับสนว่าในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นได้ประกาศไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ แล้วยึดเวทีท้องถนนเข้ามาขับเคลื่อน อย่างไรก็แล้วแต่ผมเองในเบื้องต้นนั้น เห็นด้วยในหลักการที่มีกฎหมายการออกเสียงประชามติ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะตั้งข้อสังเกต ก็คือว่า กฎหมายการออกเสียงประชามติเมื่อออกมาแล้วมีประชามติแล้ว ท่าทีที่คน ส่วนหนึ่งไม่ยอมรับนั้นกฎหมายการออกเสียงประชามติจะมีบทลงโทษอย่างไร หรือจะมี สภาพบังคับอย่างไรให้สังคมยอมรับเสียงส่วนใหญ่ เพราะวันนี้สังคมพยายามอ้างเสมอว่า รับฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่โดยท่าทีส่วนหนึ่งนั้นยังไม่ตกผลึกในตรงนี้ ผมเองก็กราบเรียน ทางคณะกรรมาธิการผ่านไปยัง กกต. ว่า เนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้แน่นอนที่สุดครับ ต้องการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทุกหมู่เหล่า แต่ผลของทางปฏิบัตินั้นเราจะ ทําอย่างไร ถ้าสมมุติว่าเรามีเรื่องเรื่องหนึ่งที่จะต้องทําประชามติตามกฎหมายที่เราจะ ผ่านกันไม่กี่วันข้างหน้านี้ แล้วประชาชนอีกส่วนหนึ่งไม่ยอมรับผลตรงนั้น กระบวนการ ทางสังคม กระบวนการทางกฎหมายนั้นจะมีสภาพบังคับอย่างไร ตรงนี้ผมขอตั้งข้อสังเกต เพราะในเนื้อกฎหมายฉบับนี้นั้นไม่ได้กล่าวถึงว่าเสียงส่วนน้อยที่ไม่ยอมรับแล้วออกมา ขับเคลื่อนนอกระบบนั้น กฎหมายฉบับนี้จะใส่ตรงนี้เข้าไปอย่างไร จะมีวิธีการประณาม อย่างไร จะมีการปรามกันอย่างไร และให้สังคมเรียนรู้อย่างไรในเรื่องของกฎหมายประชามติ สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตเหมือนกับเพื่อนพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านที่ได้ อภิปรายเรื่องเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งผมเองนั้นการที่มีเสียงส่วนใหญ่ก็หมายถึงการที่มีสิทธิ ไปใช้สิทธิ แต่เสียงส่วนใหญ่ที่มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิเรียกว่านอนหลับทับสิทธิกลับมีสิทธิ ชนะคนไปใช้สิทธิ ซึ่งตรงนี้นั้นผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการเข้าไปแก้ไขว่า มีความเห็น อย่างไรที่คนนอนหลับทับสิทธิ ซึ่งหลับเปึนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่เกินครึ่งและไปใช้สิทธิ ไม่ถึงครึ่ง ปรากฏว่าคนนอนหลับทับสิทธิกลับมีสิทธิยิ่งใหญ่โดยกล่าวว่ามติตรงนั้นตกไป เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มาใช้สิทธิ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไปโดยอย่างนี้ ต่อไปในอนาคต ข้างหน้า เวลา กกต. จะประชาสัมพันธ์บอกว่าอย่านอนหลับทับสิทธิ คุณต้องไปใช้สิทธิ แต่กฎหมายฉบับนี้บอกว่านอนหลับทับสิทธิกลับได้สิทธิ บอกว่าคนส่วนใหญ่ไม่ไปใช้สิทธิ ประชามตินั้นตกไป เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบ มิฉะนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการเลือกตั้งทุกระดับ เกิดคนไปใช้สิทธิไม่ถึงครึ่งก็แสดงว่าคนเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนที่มาจากการเลือกตั้งทุกระดับเปึนโมฆะหมดเพราะไม่ไปใช้สิทธิ คนไปใช้สิทธิไม่ถึงครึ่ง ตรงนี้มันจะขัดหรือแย้งกับหลักนิติรัฐอย่างไร ก็ฝากคณะกรรมาธิการเข้าไปช่วยในการแก้ไข หรือตั้งข้อสังเกต ซึ่งผมเองนั้นปรารถนาอยากจะเห็นการทําประชามติไม่ใช่หวังผล เฉพาะเรื่องของการเมือง วันนี้ภาคส่วนของสังคมหลายเรื่องในการที่ต้องการหาจุดจบของความขัดแย้งทางสังคม ไม่ว่าโครงการของรัฐขนาดใหญ่ซึ่งมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบกับสภาพสังคม ความเปึนอยู่ของคนที่มีผลกระทบ โครงการสร้างเขื่อน โครงการสร้างอ่างเก็บน้ํา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยากจะหาจุดจบ กลไกของกฎหมายฉบับนี้นั้นผมเชื่อมั่นว่าเมื่อมีการเข้าสู่ คณะกรรมาธิการมีคณะกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิได้เรียบเรียง เรียงร้อยประเด็นปัญหา ต่าง ๆ เข้าสู่สภาวาระ ๒ วาระ ๓ แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา รัฐก็จะคงมีกลไกอีกตัวหนึ่ง กกต. ก็คงจะมีกลไกอีกตัวหนึ่งในการที่จะมีจุดทางออกของสังคม วันนี้หลายคนมุ่ง ประเด็นแต่หวังผลว่าการออกเสียงประชามติฉบับนี้เอาไว้เพื่อแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ การออกเสียงประชามติฉบับนี้มีเพื่อที่จะให้เปึนการแก้ไขประเด็นทางการเมืองของฝ์าย ต้องการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเองนั้นค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับทัศนคติอย่างนั้น ผมต้องการเห็นว่าสภาแห่งนี้กําลังพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้ประกาศไว้ และจะนําไปสู่การใช้เพื่อให้สังคมมีทางออกร่วมกัน เพราะสาระ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ให้มีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมตามมาตรา ๑๖๕ และ ขณะเดียวกันนั้นองค์ประกอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็กําหนดให้มีพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เกิดขึ้น ผมเองอยากจะเห็นว่าเราพิจารณาด้วยความเปึนธรรมและต้องการเห็น ทางออก และต้องการเห็นการมีส่วนร่วม ผมเองนั้นมีประเด็นสั้น ๆ เพื่อที่จะให้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านเข้าไปมีส่วนร่วมในการอภิปรายเพื่อเก็บเกี่ยวประเด็นเหล่านั้น ฝากให้คณะกรรมาธิการพิจารณาในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ผมเองขอขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านฮอชาลีแล้วตามด้วยท่านประเสริฐนะครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ซึ่งทาง กกต. ได้นําเสนอเข้าสู่ สภาในวันนี้ แล้วกระผมเองก็ขอถือโอกาสในการที่จะให้ข้อสังเกต แล้วก็ข้อเสนอแนะ ตลอดจนความเห็นเพื่อที่ทําให้กระบวนการในการจัดทํากฎหมายฉบับนี้ได้มีความครบถ้วน สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ท่านประธานครับ ประเด็นแรกที่ผมอยากจะขอตั้งเปึนคําถาม ซึ่งเพื่อนสมาชิก หลายคนก็ได้ตั้งคําถามไปยังทาง กกต. ผ่านท่านประธานไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเปึนภารกิจของ กกต. ในการเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ในเรื่องของการทําประชามติ ทาง กกต. ได้มีการเตรียมการ ทาง กกต. ได้มีการวางกรอบ ทาง กกต. ได้มีการเริ่มต้น ในการเตรียมการจัดทําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาก่อน ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ สัมภาษณ์ว่าจะมีการทําประชามติเพื่อแก้ไขวิกฤติในสังคมความขัดแย้งในสังคมตอนนี้ หรือท่านเพิ่งเริ่มมาคิดในการที่จะเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสภาเมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ได้สัมภาษณ์ในทํานองนั้น นั่นคือเปึนประเด็นที่ ๑
ท่านประธานสภาที่เคารพ กฎหมายฉบับนี้นั้นเมื่อผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ของเราไปแล้ว แล้วก็มีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็มีการบังคับใช้กฎหมาย อย่างสมบูรณ์แล้วนั้น ในความเห็นของกระผมในฐานะซึ่งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เปึน กลไกหนึ่งในการที่จะได้ช่วยมองสภาวะของความขัดแย้งในสังคมตอนนี้อย่างน่าเปึนห่วง เปึนอย่างยิ่ง ผมมองว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นเปึนได้ทั้งเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤติความขัดแย้ง ของสังคมในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งในเรื่องของความเห็นในการแก้ไข หรือไม่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ และกฎหมายฉบับนี้นั้นก็ยังอาจจะเปึนเครื่องมือ อาจจะเปึนเชื้อเพลิงในการที่จะทําให้ วิกฤติซึ่งมีอยู่ ณ ขณะนี้นั้นโหมแรงหนักมากยิ่งขึ้น ซึ่งนี่คือมุมมองของ ส.ส. คนหนึ่ง ซึ่งมองว่ากฎหมายฉบับนี้เมื่อผ่านสภาไปแล้วเปึนได้ทั้งเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤติ และเปึนได้ทั้งเครื่องมือในการที่จะโหมให้วิกฤติรุนแรงมากยิ่งขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าช่วงจังหวะ เวลาในการที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ ในการที่จะใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ในช่วงไหนท่ามกลาง ความขัดแย้งในสังคมซึ่งมีอยู่ ๒ ฝ์าย ฝ์ายที่ ๑ อยู่ที่เวทีสนามหลวง ได้มีมุมมอง มีความเห็นในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญว่ามีความจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไข อย่างรีบด่วน เพราะเปึนผลผลิตของการปฏิวัติของ คมช. และเนื้อหาสาระต่าง ๆ นั้นก็มี จิตวิญญาณของความเปึนปฏิวัติอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั่นก็คือมุมมองของ อีกเวทีหนึ่ง ซึ่งเราก็มองได้ว่าเขาก็มีสิทธิที่จะคิดในมุมมองของเขา แต่ในขณะอีกมุมมอง หนึ่ง อีกเวทีหนึ่งซึ่งอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์นั้นเขาก็มองว่ามีความจําเปึนอย่างยิ่ง ที่ประชาชนคนไทยจะต้องร่วมกันปกปัองกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กฎหมายป้ ๒๕๕๐ และไม่มีความจําเปึนในการที่จะเอากฎหมายป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึนกฎหมายรัฐธรรมนูญมาใช้ แทนป้ ๒๕๕๐ เพราะป้ ๒๕๔๐ ก็มีจิตวิญญาณมาจากการปฏิวัติสมัย รสช. (คณะรักษา ความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) เช่นกัน แล้วก็มีการตั้ง สสร. ๑ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๕๐ ก็มาจากการปฏิวัติของ คมช. แล้วก็มี สสร. ๒ ซึ่งมีที่มาในทํานองคล้าย ๆ กัน ตรงนี้คือมุมมองของแต่ละฝ์าย แล้วก็ฝ์ายที่อยู่ที่เวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์ ณ ตอนนี้เขาก็ มีมุมมองว่าจะต้องให้มีการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไป เพื่อที่จะให้วิกฤติต่าง ๆ นั้นคลี่คลายตามกระบวนการของมัน ทําให้ตัวบุคคลซึ่งสังคมมองว่าเปึนปัญหาในการ เกิดวิกฤติได้มีโอกาสได้พิสูจน์ตัวของเขาเองในกระบวนการของศาล ในกระบวนการของ ความยุติธรรม ให้โอกาส ให้กลไกของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้ใช้สิ้นสุดตามกระบวนการ แล้ววิกฤติก็จะคลี่คลาย นี่คือมุมมอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดไว้ตอนต้นว่ากฎหมายฉบับนี้ นั้นเปึนได้ทั้งการแก้ไขวิกฤติ แล้วก็เปึนได้ทั้งการโหมให้วิกฤติรุนแรงมากยิ่งขึ้นนั้นอยู่ที่ว่า เราจะใช้มันอย่างไร ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมมองว่าการที่เราจะให้กฎหมายฉบับนี้ มีส่วนในการที่จะแก้ไขวิกฤตินั้นทุกอย่างจะต้องดึงเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรของเรา ซึ่งเปึนเวทีในการที่จะคลี่คลายวิกฤติ ผมดีใจแล้วก็เห็นด้วยที่ทั้ง ๒ ฝ์าย ก็คือซีกของ ฝ์ายตรวจสอบรัฐบาลแล้วก็ซีกของรัฐบาลได้มาคุยกันในนามของวิป แล้วก็มีข้อสรุป ความเห็นร่วมกันในการที่จะให้มีการเสนอญัตติ เพื่อที่จะศึกษาการบังคับใช้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แล้วก็มีการเตรียมการในการที่จะให้มีกรรมาธิการตัวแทนของ แต่ละสัดส่วนของพรรคเข้ามาอยู่ในที่นั่งของคณะกรรมาธิการ แล้วก็อาจจะมีมุมมองจาก คนข้างนอกซึ่งเปึนนักวิชาการเข้ามาอยู่ในคณะกรรมาธิการตรงนี้ด้วย มีกรอบระยะเวลา ในการทํางาน นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด แล้วก็เมื่อคณะกรรมาธิการได้ทํางานในระยะหนึ่ง ในห้วง เวลาหนึ่งนั้นจะเปึน ๖๐ วัน จะเปึน ๙๐ วัน หรือจะเปึน ๑๒๐ วันก็ตามแต่ แล้วแต่มติของ ที่ประชุม ก็อาจจะมีเพื่อนสมาชิกอาจจะเปึนข้อสรุปของคณะกรรมาธิการในการที่จะเสนอ ทางออกผ่าทางตันเพื่อที่จะมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ เพื่อที่จะเพิ่มผู้ซึ่งมีส่วนในการที่จะร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญก็คือให้มีองค์กรผู้ร่าง รัฐธรรมนูญ หรือให้มี สสร. ๓ ขึ้นมา ซึ่งข้อเสนอทํานองนี้ก็เปึนข้อเสนอซึ่งในซีกของ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ในซีกของฝ์ายรัฐบาลก็เคยเสนอมาก่อน ก่อนที่จะเกิดวิกฤติ ในป้ ๒๕๔๙ ในทางซีกของฝ์ายซ้าย ในทางซีกซึ่งนั่งอยู่ซ้ายมือของที่ประชุมในตอนนี้ ซึ่งเดิมหลายคนก็อยู่ในพรรคไทยรักไทยก็คงจําได้ เปึนข้อเสนอของทางท่านที่จะให้มี สภาปฏิรูปการเมืองขึ้นมา ๑๒๐ คน เพื่อที่จะเปึนองค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ตัวแทนจากภาคประชาชน จากภาคเอกชน จากภาควิชาชีพต่าง ๆ และตัวแทนของ พรรคการเมืองเข้ามาอยู่ในตรงนี้ และมีกรอบระยะเวลาในการทํางานจํานวนประมาณ ๖ เดือน และก็ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยมีข้อเสนอในการผ่าวิกฤติในทํานองนี้ ก็คือให้มี คณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ นั่นคือข้อเสนอที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเมื่อเราสามารถที่จะหาหนทางในการที่จะแก้ไข วิกฤติโดยให้กระบวนการดําเนินตามขั้นตอนที่ว่า แล้วก็มีช่วงเวลาในการทํางาน แล้วก็ใช้ กฎหมายฉบับนี้ซึ่งเปึนกฎหมายที่ทาง กกต. ได้เสนอเข้าสภาเปึนเครื่องมือในการที่จะให้ ประชาชนได้ทําประชาพิจารณ์ว่าความเห็นที่ตัวแทนของแต่ละฝ์ายที่มานั่งร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้นมีความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบในทํานองไหน ก็จะเปึนกลไก จะเปึนเครื่องมือ ในการที่จะทําให้วิกฤติของบ้านเมืองของเรานั้นสงบเย็นลงมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนี้ ผ่านสภาไปอีก ๑ เดือน ท่านนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายซึ่งมีอํานาจในการที่จะออก ประกาศบอกว่าให้มีการลงประชามติว่าจะให้แก้หรือไม่ให้แก้ให้ประชาชนคนไทย ทั่วทั้งประเทศซึ่งอาจจะมีข้อมูลครบถ้วน ไม่ครบถ้วนให้แก้หรือไม่ให้แก้ เปึนคําถามป่ด ทั้ง ๒ ด้าน ให้รับหรือไม่รับ แก้หรือไม่แก้ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าจากประสบการณ์ในทาง การเมืองที่ผ่านมาของทุกท่านก็คงจะเห็นว่านี่คือไม่ใช่วิธีการในการแก้ไขวิกฤติ และก็จะ ทําให้วิกฤติของบ้านเมืองนั้นจะโหมหนักมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดในสภา ในวันนี้นั้นก็คือเปึนความเห็นส่วนหนึ่ง เปึนความเห็นเล็ก ๆ อย่างหนึ่งในการที่อยากจะให้ บ้านเมืองของเรานั้นเกิดความสมานฉันท์ กฎหมายฉบับนี้จะเปึนเครื่องมือที่ดีในการที่จะแก้ไข ปัญหาวิกฤติตรงนี้ รายละเอียดในเนื้อหาในมาตราต่าง ๆ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคน ก็คงจะได้พูดในหลาย ๆ ประเด็นแล้ว แต่อยากจะขอมองในมุมที่เราจะช่วยกันเพื่อที่จะให้ บ้านเมืองของเรานั้นซึ่งถือว่าเปึนวิกฤติที่สุดในโลก ณ ตอนนี้นั้นได้มีโอกาสคลี่คลาย สถานการณ์ด้วยความจริงใจของทุกฝ์ายต่อไป ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ต่อไปคุณประเสริฐ จันทรรวงทอง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมนั้นมีความเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งในหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าร่างกฎหมายฉบับนี้นั้นจะเปึนการที่มอบหมายให้พี่น้องประชาชนทุกคนนั้นได้ใช้ อํานาจทางตรงในการตัดสินใจในทางใดทางหนึ่ง นั่นหมายถึงการสนับสนุนเรื่องอํานาจ อธิปไตยของพี่น้องประชาชนในขณะที่สังคมในปัจจุบันนี้อาจจะเปึนสังคมที่มีความคิดเห็น ที่มีความแตกต่างกันในหลาย ๆ เรื่อง เพราะฉะนั้นการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้จึงมิได้มุ่งเน้น ในเรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ในเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ มากมาย หลายอย่างนั้น ผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปึนเครื่องมือที่สําคัญในการที่จะเปึนข้อยุติ กรณีพิพาทต่าง ๆ ตามที่ปรากฏขึ้นในสังคมแต่ละขณะและห้วงเวลาในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เวลามีความกระชับ ผมมีข้อสังเกตและข้อคิดเห็น ๒-๓ ประการที่อยากกราบเรียน ท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้
เรื่องแรกนั้นกฎหมายในอดีตที่ผ่านมาในเรื่องการทําประชามตินั้นก็คือ กฎหมายร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เมื่อพูดถึงเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว กฎหมาย ฉบับนี้เปึนกฎหมายที่มีความซ้ําซ้อนอย่างยิ่ง หลายบทบัญญัติในมาตราในกฎหมายฉบับนี้นั้น ยากเกินกว่าที่ประชาชนจะทําความเข้าใจ ผมเรียนว่าในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ นั้น มีถึง ๓๐๙ มาตรา ตอนที่มีการทําประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้ส่งเอกสาร ได้ส่ง ร่างฉบับนี้ไปให้พี่น้องประชาชนตามที่ต่าง ๆ ได้ศึกษาดู ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่ามีพี่น้องประชาชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งที่ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่ผ่านการทําประชามติเลย เมื่อไม่ได้อ่านแล้ว หรืออ่านแล้วมีความไม่เข้าใจทําให้ประชาชนนั้น ได้ขาดความรู้ในการใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจว่าจะรับร่างหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในเมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น สภาพการเมืองในขณะนั้นก็มีการเบี่ยงประเด็นบอกว่า ถ้ามีการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะส่งผลให้ประเทศในขณะนั้นมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว นอกจากนั้นยังกล่าวอ้างบอกว่า ผ่านไปก่อนเถอะ แล้วค่อยไปแก้ภายหลังก็ยังสามารถกระทําได้ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีถึง ๓๐๙ มาตรา เมื่อเทียบกับการทําประชามติในต่างประเทศ ตัวอย่าง เช่น ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อป้ ๒๕๓๔ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นเขาไม่ได้ทําประชามติ ในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่เขายกบางประเด็นเรื่องการทําประชามติในป้ ๒๕๓๔ นั้น เขาให้ประชาชนมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการใช้สิทธิออกเสียงของพี่น้อง ประชาชนที่มีอายุ ๑๘ ป้ นอกจากนั้นแล้วในอีกหลายประเทศในประเทศออสเตรเลีย เคยมีการทําประชามติในเรื่องของการแสดงความคิดเห็น ในเรื่องของสิทธิในการทําแท้ง โดยถูกกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า การทําประชามตินั้น ควรจะมีการเผยแพร่ มีการส่งผ่านข้อมูลความรู้ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเพียงพอ แล้วก็อย่างเปึนธรรมไม่ใช่มีการเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว
ประเด็นถัดมาในเรื่องข้อสังเกตเรื่องที่ ๒ ผมเองต้องกราบเรียนว่าเปึนประเด็น ที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านได้ให้ความสนใจก็คือการใช้หลักข้อยุติในเรื่อง เสียงข้างมาก สมมุติว่าถ้าร่างการออกเสียงประชามติฉบับนี้ผ่านการพิจารณาแล้ว เปึนร่างเดิม และเอาร่างนี้ไปใช้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในอดีตที่ผ่านมา ผมเองกราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นก็ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบแต่อย่างไร เพราะว่ามีผู้มาใช้สิทธิ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ผู้มีสิทธิ ๔๕ ล้านคน เห็นชอบ ๑๔ ล้านคน คิดเปึนเปอร์เซ็นต์ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในขณะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องนี้ผมอยากจะนําเสนอ ข้อคิดเห็นบางประการว่าประเด็นนี้เปึนประเด็นที่จะต้องเข้าสู่การทบทวนเปึนอย่างมาก ๒ เรื่องที่สําคัญ เรื่องแรกนั้นถ้าท่านยืนยันในหลักการของร่างเดิมแล้วสาระสําคัญเรื่องหนึ่ง ก็คือว่า ผู้ที่มีสิทธิออกเสียงนั้นต้องถือได้ว่าเปึนคนที่มาใช้สิทธิตามหน้าที่ที่กฎหมายได้กําหนด เอาไว้ แล้วถ้าไม่มาใช้สิทธินั้นจะต้องมีบทลงโทษตามกฎหมายที่กําหนดไว้เช่นเดียวกัน หรืออีกประเด็นหนึ่ง ถ้าไม่กําหนดจํานวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ท่านต้องใช้เกณฑ์การเลือกตั้งในระดับอื่น ๆ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่กําหนดให้ผู้มาใช้สิทธิเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ผู้ได้รับคะแนนเสียงกรณีลงเพียง คนเดียวนั้นเปึนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง เปึนผู้ที่ได้รับคะแนนในการที่จะได้รับการรับรอง ในอนาคต เพราะฉะนั้นแล้วแนวทางนี้จะเปึนทางออกทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าประเด็นนี้ถ้าไม่มีการแก้ไขแล้ว ร่างการออกเสียงประชามติหรือเมื่อการทํา ประชามติมีผลบังคับแล้ว จะส่งผลอย่างยิ่งต่อการทําประชามติในเรื่องของความเห็นชอบ ที่สําคัญนั้นจะเปึนบรรทัดฐานในการทําประชาพิจารณ์ก็ดี ทําประชาสังคมก็ดี ในองค์กร ระดับเล็ก ๆ ลงมาเพียงแต่ระดับหมู่บ้านหรือระดับจังหวัดในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องสุดท้าย ผมอยากจะกราบเรียนว่าข้อสังเกต ในนิยามของคําว่า ผู้มีสิทธิออกเสียง คําว่า ผู้มีสิทธิออกเสียง นั้นท่านได้ล้อในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ผมกราบเรียนว่าในการเลือกตั้งในประเทศของเราในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบ จะมีการเลือกตั้งใหญ่อยู่ ๓ อย่าง อย่างแรกนั้นก็คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างที่ ๒ คือการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา อย่างที่ ๓ คือการออกเสียงในการลงคะแนน ในการออกเสียงใช้เสียงประชามติเปึนการเลือกตั้งทั่วประเทศ การเลือกตั้ง ๒ อย่างแรกนั้น เปึนการเลือกตั้งเพื่อสรรหาบุคคลเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมือง แต่การเลือกตั้งประเภทที่ ๓ ก็คือการใช้สิทธิลงคะแนนประชามตินั้นเปึนการเลือกเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านได้มีบทบัญญัติที่จํากัดสิทธิ ในเรื่องผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ว่าจะเปึนการจํากัดเรื่องอายุของผู้มาใช้สิทธิต้อง ๑๘ ป้ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องระยะเวลาตามทะเบียนบ้านซึ่งต้องใช้เวลา ๓๐ วัน หรือแม้กระทั่งบุคคล หลายคนที่โดนตัดสิทธิทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมาก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิเหล่านี้ได้ ในการไปลงประชามติ สิทธิเหล่านี้ผมเชื่อว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ นั้นเขาบอกว่า บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นแล้วอยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการแปรญัตติในอนาคตว่าประเด็นนี้จะเปึนประเด็น ที่น่าสนใจเปึนอย่างยิ่ง ตัวอย่าง สมมุติว่ามีการทําประชามติในเรื่องของการบรรจุ พระพุทธศาสนาลงในรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม ผมถามว่าเรื่องนี้จะมีความจําเปึน อย่างยิ่งไหมที่ต้องให้พระภิกษุสงฆ์ได้สามารถแสดงความคิดเห็นผ่านร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติในการไปโหวตเสียงในแต่ละครั้ง ท่านประธานที่เคารพ ผมมี ๒-๓ ประเด็นที่ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว คิดว่าเปึน ประเด็นที่สําคัญและเปึนประโยชน์ ในชั้นต้นนี้ผมเห็นชอบในหลักการต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็จะขอแสดงความคิดเห็นในชั้นต่อไปตามสิทธิและหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอขอบคุณครับ
เชิญนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก วันนี้ผมรู้สึกเห็นใจทาง กกต. ส่วนหนึ่ง เจอบรรยากาศของ กกต. ในวันนี้ ก็คิดถึงศาลเมื่อวานนี้ที่อาจจะมีความรู้สึกของท่านสมาชิกบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต. ชุดนี้มาจากการปฏิวัติ ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับว่า ในฐานะที่เราเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราทุกคนยืนยันว่าอํานาจทุกอย่างต้องมาจากประชาชน การเปึนผู้แทนราษฎรถือว่าประชาชนได้มอบอาณัติเข้ามาทําหน้าที่อย่างนี้ แต่นั่นไม่ได้ หมายความว่าสิ่งไหนจะดีกว่ากัน ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าความรู้สึกผมในช่วงที่เปึน ส.ส. ผมเริ่มมองเปรียบเทียบ ๒ สิ่ง ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือ ผลพวงของการทําหน้าที่ของสภา ที่มาจากประชาชน และอย่างที่ ๒ ผลพวงที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติ ทําให้ผมคิดได้ อย่างหนึ่งมันไม่ได้เปึนหลักประกันอะไรเลยว่าอะไรนั้นดีกว่ากัน ที่ผมบอกว่าไม่ได้ เปึนหลักประกันว่าของที่เกิดจากปฏิวัติกับของที่เกิดจากสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา อันไหนดีกว่ากัน เพราะว่าผมเห็น กกต. ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปึนผลพวงจาก คมช. หรือปฏิวัติ เปรียบเทียบกับ กกต. ในสมัยที่ผ่านมาปรากฏว่าขณะนี้ กกต. ที่เกิดจาก การปฏิวัติของ คมช. วันนี้ท่านยังทําหน้าที่ได้ดีครับ ท่านยังทําหน้าที่ได้อย่างเปึนกลาง ที่พวกเรายังชื่นชมท่าน แต่ กกต. ที่เกิดจากสภาผู้แทนราษฎรในสมัยก่อนที่ผ่านมานั้น ติดคุก ดังนั้นทําให้ผมได้เกิดความรู้สึกว่าไม่แน่เสมอไปสิ่งที่เกิดจากความเปึนตัวแทน ประชาชนนั้นจะถูกต้องเสมอไป และเรื่องต่อไปที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า วันนี้ กกต. ได้เอาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ ผมถือว่า พ.ร.บ. นี้เปึนสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เปึนโอกาสที่ทําให้ประชาชน เปึนการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง เปึนอํานาจที่แท้จริงของประชาชน ในการแสดงซึ่งว่าต้องการให้ภาพของประเทศไปในทิศทางใด ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการทําประชามตินั้นไม่ใช่เปึนสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เขากําหนดไว้ ๒ ข้อคือ
ข้อที่ ๑ การทําประชามติจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่า กิจการ เรื่องใดอาจจะกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน ย้ํานะครับ การทําประชามติไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ครับ จะเกิดต่อเมื่อคิดว่ากิจการนั้นกระทบต่อ ประโยชน์หรือความได้เสียของประเทศชาติและประชาชน แสดงว่าสําคัญอย่างยิ่งครับ ไม่ใช่นึกอยากจะทําวันไหนก็ทํา และการที่จะทําประชามติได้นั้นนายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีอาจจะต้องปรึกษาหารือประธานสภาผู้แทนราษฎรและ ประธานวุฒิสภา ซึ่งวรรคนี้ยิ่งชี้ให้เห็นได้เลยว่าการทําประชามติแต่ละครั้งนั้นเปึนเรื่องใหญ่ ดังนั้นอยากจะกราบเรียนนะครับว่าวันนี้ผมดีใจ ทาง กกต. ได้เอาร่าง พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาเสนอกับสภาผู้แทนราษฎร ผมจําคําพูดของ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไว้ว่าจะตัดความรําคาญจะเสียเงินสัก ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อทําประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ ทําให้ผมหลังจากพลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ชี้ชัดเจนเลยว่าความเห็น ของท่านนายกรัฐมนตรีจะลงประชามติว่าด้วยรัฐธรรมนูญเสียเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าจะตัดรําคาญนั้นขัดรัฐธรรมนูญครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องชี้ให้เห็นว่า การทําประชามติครั้งนี้นั้นมีประโยชน์ได้เสียต่อประเทศชาติหรือประชาชนอย่างแท้จริง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กกต. ซึ่งเปึนผู้เสนอร่างในข้อสังเกต ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติมีทั้งหมดประมาณ ๖ ประเด็นดังต่อไปนี้ครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๑ มันเปึนจังหวะความบังเอิญพอดีที่การเสนอร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติครั้งนี้สอดคล้องกับปัญหาเรื่อง การที่จะลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมย้ํานะครับมันเปึนเหตุบังเอิญ ซึ่งมีคนจํานวนไม่น้อย ไม่เข้าใจครับ คิดว่าการที่ กกต. เสนอร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ ซึ่งเปึนร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเสนอเข้ามาเพื่อที่จะทํารัฐธรรมนูญ เท่านั้น อันนั้นผมถือว่าเปึนโจทย์ข้อใหญ่ข้อหนึ่งของทาง กกต. ที่จะต้องชี้ให้ประชาชน เห็นว่าไม่ว่าจะมีวิกฤติรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้หรือไม่ พ.ร.บ. นี้ต้องเกิดขึ้น นี่ถือว่า เปึนหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องทําความเข้าใจกับประชาชน
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ในมาตรา ๕ ได้มีการเขียนไว้ว่าการที่จะทําประชามตินั้น จะต้องออกเปึนประกาศของนายกรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะต้องมี รายละเอียดใน (๑) สําคัญนะครับ (๑) เขียนไว้ว่า กําหนดเรื่องในการจัดทําประชามติ ซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ผมจะต้องย้ําตรงนี้เนื่องจากว่าข้อความที่ชัดเจนเพียงพอนั้นออกโดย นายกรัฐมนตรี เพราะว่าในมาตรา ๕ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า การออกประกาศของนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะต้องมีรายละเอียดคือมีข้อความที่ชัดเจน ผมอยากจะต้อง ย้ําว่าเปึนไปได้ไหมว่า กกต. เอาข้อนี้ไปสังเกตนิดหนึ่งครับ ในการที่จะต้องเขียนให้ขยาย ออกไปมากกว่านี้ ลําพังเขียนแค่นี้อํานาจนี้อยู่ที่รัฐบาลครับ หรืออยู่ที่นายกรัฐมนตรี ในการที่จะเขียนข้อความที่ชัดเจนลงไป การลงข้อความที่ชัดเจนในการให้ประชาชนกากบาท ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้นมีนัยครับ เพราะข้อความในการลงประชามติมันก็เหมือนกับ การทําโพล (Poll : การสํารวจความคิดเห็น) มันสามารถชี้นําประชาชนได้ ผมจึง อยากจะย้ําว่าเปึนไปได้ไหมว่าข้อความที่ชัดเจนเพียงพอที่ให้ประชาชนเลือกว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบนั้นควรจะได้รับความเห็นชอบของคนทั้ง ๒ กลุ่มครับ คือควรจะได้รับ ความเห็นชอบจากตัวแทนของคนที่เห็นด้วย คือตัวแทนของคนที่เห็นชอบ และมีตัวแทน คนที่ไม่เห็นชอบมามีส่วนในการกําหนดข้อความที่ชัดเจนอันนี้ต้องย้ําครับ เพราะไม่อย่างนั้น อย่างไรครับ เกิดถ้าอยู่ ๆ รัฐบาลจะประกาศทําประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบผมว่าโจทย์แค่นี้มันเหมือนเปึนการขอใช้เปล่าจากประชาชน เรายังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้ามีการแก้ไขแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชนบ้าง ดังนั้นผมถึงเห็นความสําคัญว่าการที่จะลงข้อความที่มี ความชัดเจนให้ประชาชนลงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจะต้องมีตัวแทนจากทั้ง ๒ ส่วน มามีส่วนในการกําหนดร่วมกันครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเปึนธรรมกับประชาชน ในการที่ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
ข้อสังเกตข้อที่ ๓ ที่ผมถือว่าข้อนี้ผมเห็นกับทาง กกต. ผู้ร่างเปึนอย่างยิ่งครับ ในการกําหนดช่วงระยะเวลาที่ชัดเจนลงไป โดยกําหนดไว้ประมาณในช่วง ๙๐ วัน ถึง ๑๒๐ วัน นั่นหมายความว่า การลงประชามติต้องไม่ลงเร็วกว่า ๙๐ วันที่ประกาศ ลงประชามติและไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วัน พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ คือ ๓-๔ เดือน เหตุผล ที่ผมจะต้องสนับสนุน ท่าน กกต. อย่างจริงใจเนื่องจากว่าประชามติเปึนเรื่องที่สําคัญ เปึนเรื่องที่หมายถึงผลกระทบต่อประเทศชาติประชาชน จําเปึนจะต้องเสียเวลาพอสมควร ในช่วงประมาณ ๓ เดือนถึง ๔ เดือนเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งครับ ดังนั้นข้อนี้ผมสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่ครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๔ เท่าที่ผมฟังมาแล้ววันนี้มีการถกข้อนี้มากครับ ข้อนี้คือ มาตรา ๘ ที่ได้มีการกําหนด ผมจะสรุปประเด็นสั้น ๆ อย่างนี้ว่า มาตรา ๘ ได้แบ่งรูปแบบ ของประชามติแบ่งเปึน ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือการลงเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก และแบบที่ ๒ คือการลงเสียงประชามติเพื่อขอคําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคล หรือบุคคลใด ดังนั้นประชามติในรูปแบบนี้จะมี ๒ อย่าง คือเพื่อขอมีข้อยุติกับเพื่อขอคําปรึกษา โดยที่ในมาตรา ๘ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก เมื่อเช้า และเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้พูด ผมมีความรู้สึกว่าท่าน เข้าใจผิดครับ มีสมาชิกหลายท่านเข้าใจผิดคิดว่าการตัดสินว่าประชาชนเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบมีสมาชิกหลายคนเข้าใจว่าจะต้องใช้เสียงมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของผู้มีสิทธิซึ่งไม่ใช่ครับ วันนี้ผมพยายามตั้งใจฟังฟังได้แล้วประมาณ ๓ คนที่พูดอย่างนี้ และสมาชิกหลายท่านบอกไม่เห็นด้วย ซึ่งบอกว่ามันเปึนไปไม่ได้เลยประชามติแบบนี้จะผ่าน ซึ่งผมเข้าใจว่าสมาชิกหลายท่านจะเข้าใจผิด ที่เข้าใจคิดว่าการลงประชามติจะผ่าน ความเห็นชอบจะต้องมีผู้มีสิทธิมาลงเห็นชอบมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงในมาตรา ๘ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการออกเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติ โดยเสียงข้างมาก เขากําหนดไว้ว่าหากปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจํานวน ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ ก็เท่ากับว่าถ้าการลงประชามตินี้ถ้ามีคนมาใช้สิทธิไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ อย่างผม ยกตัวอย่างว่า เมื่อการลงประชามติที่ผ่านผู้มีสิทธิออกเสียงประมาณ ๔๐ คิดง่าย ๆ ๔๒ ล้านคน ถ้าไม่ถึง ๒๑ ล้านคนถือว่าตกไป ขณะเดียวกันเขาบอกว่าถ้าผู้มาใช้สิทธิออกเสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงและปรากฏว่าผู้ออกเสียงโดยเสียงข้างมากให้ ความเห็นชอบให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากเห็นชอบ ข้อนี้กําลังจะชี้ให้เห็นว่า การผ่านความเห็นชอบนอกจากว่าประชาชนต้องมามากกว่ากึ่งหนึ่งแล้วเอาแค่คนที่มา ใช้สิทธิมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มาใช้สิทธิก็ถือว่าประชามติผ่าน ดังนั้นผมอยากจะย้ํากับทาง กกต. ว่าจําเปึนอย่างยิ่งที่ กกต. จะต้องยืนมาตรา ๘ นี้ไว้ จําเปึนต้องยืนครับ เหตุผลที่ ผมบอกว่าจําเปึนต้องยืนว่า ๑. การทําประชามติไม่ใช่เปึนสิ่งเล่น ๆ ๒. การทําประชามติ เปึนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ประโยชน์ของประชาชนหรือประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งนาน ๆ จะทําสักครั้งหนึ่ง ดังนั้นคนที่จะทําให้มีส่วนตัดสินว่าประชามติผ่านหรือไม่ผ่าน ประชาชนควรจะมาใช้สิทธิอย่างน้อยกึ่งหนึ่งขึ้นไปครับ แล้วก็ผู้ใช้สิทธิ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หรือว่าชนะกันมากกว่ากึ่งหนึ่งขึ้นไปถือว่าผ่าน ผมอยากจะยกตัวอย่างต่างประเทศครับ พอดีมีเอกสารของทางสภาได้แจกไว้ ผมอ่านดูแล้วการผ่านเสียงประชามติของเขา ยากกว่าของไทยเยอะครับ ประเทศที่ผมจะยกตัวอย่างคือการลงประชามติของประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการลงประชามติที่จะถือว่าผ่านจะต้องได้รับ การลงคะแนนเสียงสนับสนุนโดยเสียงข้างมากของประชาชนชาวสวิตเซอร์แลนด์ทั้งประเทศครับ เขาเขียนไว้ชัดเจนครับ จะต้องได้รับการลงคะแนนเสียงสนับสนุนโดยเสียงข้างมากของ ประชาชนชาวสวิตเซอร์แลนด์ทั้งหมดทั้งประเทศแค่นั้นยังไม่พอครับ ยังบอกว่าจะต้องมี เสียงข้างมากของประชาชนในรัฐมากกว่าครึ่งหนึ่งของจํานวน ๒๓ รัฐครับ เท่ากับเขา วางหมากไว้ ๒ หมาก ของประเทศไทยเราเองเรายังนับแค่ผู้มีสิทธิให้มาใช้สิทธิ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป แล้วก็ในจํานวน ๕๐ เปอร์เซ็นต์นี้เสียงข้างมากถือว่าชนะ เท่ากับว่าการลงประชามติ ที่ผ่านมาผมจะขออนุญาตดูตัวเลขคร่าว ๆ ครับ การลงประชามติที่ผ่านมาผู้มีสิทธิออกเสียง ประชามติ ๔๕ ล้านคนครับตัวเลขกลม ๆ มีผู้มาใช้สิทธิ ๒๕ ล้านคน ก็ถือว่าประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าขณะนี้ยอดนี้ผ่านแล้ว และดูว่ามีบัตรเห็นชอบ ๑๔ ล้าน ๗ แสนคน คือ ๕๖.๖๙ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าถ้าตามกติกานี้ประชามติชุดนี้ก็ผ่านครับ ฉะนั้นอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกหลายท่านที่เข้าใจผิดครับว่า การผ่านนั้นไม่ยากเลยครับ และผมถือว่าการที่ทาง กกต. ยืนตัวเลขไว้ขณะนี้ตามมาตรา ๘ ถือว่าชอบแล้วครับ
และอีกกรณีหนึ่งที่มีการพูดถึงการออกเสียงประชามติในกรณีที่ให้คําปรึกษา แก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคลหรือบุคคลใดซึ่งผู้มาใช้สิทธิต้องมาใช้สิทธิ ๑ ใน ๕ ขึ้นไป หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แล้วก็เสียงข้างมากถือว่าผ่านอันนี้ผมไม่ติดใจ แต่ในมาตรา ๘ ผมมีประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตฝากไปทาง กกต. อยู่ ๓ ประเด็นครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๑ ผมมองว่าการออกเสียงประชามติแค่ขอคําปรึกษาหารือ แก่คณะรัฐมนตรี บุคคลใดหรือคณะบุคคล ท่านลองนึกภาพนะครับว่า ไหน ๆ รัฐลงทุน ทีหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพียงแค่ปรึกษาหารือผมมองว่าไม่คุ้มครับ ไหน ๆ จะลง ประชามติทั้งทีแล้วซึ่งนาน ๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง ควรจะมีข้อยุติทันทีครับ ประชาชน อุตส่าห์มาแสดงสิทธิเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้ว เพียงแค่ปรึกษาหารือแล้วไม่รู้ว่า คณะรัฐมนตรีจะเอาไปปฏิบัติในด้านใดหรือทิศทางใด ผมมองว่าไม่คุ้มครับ เปึนข้อสังเกตครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ของมาตรา ๘ คือ เนื่องจากว่า กกต. ได้กําหนดการออกเสียง ประชามติไว้ ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือแบบเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก และแบบที่ ๒ คือเพื่อปรึกษาหารือแก่คณะรัฐมนตรี ผมมองว่าจุดนี้จะเปึนช่องว่างที่รัฐบาลจะเอาเปรียบ ประชาชน เช่น วันดีคืนดีรัฐบาลอาจจะออกเสียงประชามติเพื่อจะสร้างหรือว่าจะทําบ่อนเสรี หรือไม่ รัฐบาลเกรงว่าถ้าจะเปึนการออกเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก ต้องใช้คนเยอะ รัฐบาลอาจจะใช้เทคนิคนี้หลบไปใช้ในหัวข้อที่ว่าขอคําปรึกษาหารือแก่ คณะรัฐมนตรี ซึ่งใช้ผู้มีสิทธิออกเสียงประมาณ ๑ ใน ๕ ขึ้นไป หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่างกันเยอะครับ ซึ่งจุดนี้เองมันไม่มีจุดวัดครับว่าเมื่อไรรัฐบาลจะใช้ข้อยุติ โดยเสียงข้างมาก หรือเมื่อไรจะใช้ข้อแค่คําปรึกษาหารือ ดังนั้นผมมองว่าจุดนี้เองเปึนจุดละเอียดอ่อน ในการที่รัฐบาลจะเอาเปรียบประชาชนที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล
ข้อสังเกตข้อที่ ๓ ที่ผมอยากจะย้ํากับทาง กกต. เปึนประเด็นคือให้ท่านมั่นใจ ผมเชื่อว่าร่างนี้ท่านคิดไม่ผิดหรอกครับ ในการที่กําหนดว่าผู้มาใช้สิทธิต้อง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไปหรือมากกว่ากึ่งหนึ่ง ผมคิดว่าประเด็นนี้ท่านคิดถูกต้องครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๔ เปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดแสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่จัดทําประชามติในมาตรา ๙ ในมาตรา ๙ ที่แบ่งตามเนื้อหา ผมจะแบ่งเนื้อหา เปึน ๒ ประเด็นครับ กําหนดไว้ว่าให้ กกต. คือคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่ง กกต. มอบหมายทําหน้าที่ ๒ อย่างครับ ข้อที่ ๑ เผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียง ประชามติให้ผู้มีสิทธิออกเสียงรับทราบอย่างทั่วถึง อันนี้ธรรมดาครับ ผมเห็นด้วยครับ ผมเข้าใจดีว่าในมาตรา ๙ กกต. ได้ล้อมาจากรัฐธรรมนูญ ผมดูในรัฐธรรมนูญต้นแบบ ในมาตรา ๑๖๕ แล้วผมยังชอบใจมากกว่าถ้าเปึนไปได้ กกต. เปลี่ยนภาษาคําพูดนิดเดียว น้ําหนักจะเปลี่ยนไปทันที ในมาตรา ๙ ของ กกต. ได้เอามาจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๕ ซึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ก่อนการออกเสียงประชามติ รัฐต้องดําเนินการให้ข้อมูล อย่างเพียงพอ ผมใช้คําว่า รัฐ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ รัฐต้องดําเนินการให้ข้อมูล อย่างเพียงพอ และให้บุคคลฝ์ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับกิจกรรมนั้นมีโอกาสแสดง ความคิดเห็นของตนได้อย่างเท่าเทียมกัน น้ําหนักต่างกันครับ ถ้าลําพัง กกต. เปึนคน ดําเนินการให้ข้อมูล จัดสรรข้อมูล จัดสรรเวลา น้ําหนักมันอย่างหนึ่ง แต่ถ้าบอกว่าอันนี้คือ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องดําเนินการให้ข้อมูลอย่างเพียงพอ และให้บุคคล ฝ์ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับกิจกรรมนั้นมีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนได้ อย่างเท่าเทียมกัน ถ้าออกมาในรูปนี้แล้วไม่ว่าจะเกิดอย่างไรก็แล้วแต่รัฐจะทําได้แค่นี้ก็คือ แบ่งกันทั้ง ๒ ฝ์าย ทั้งฝ์ายที่เห็นชอบและฝ์ายที่ไม่เห็นชอบจะต้องได้อย่างเสมอภาค หน่วยงานรัฐจะอภิสิทธิ์อย่างไรก็แล้วแต่ในการซื้อเวลาเพิ่มเติม รัฐก็ต้องจัดสรรให้ฝ์าย ที่ไม่เห็นชอบได้เวลาอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นตรงจุดนี้ผมเปึนข้อสังเกตให้กับทาง กกต. ว่าเปึนไปได้ไหมภาษาขอให้ท่านเปลี่ยนเปึนคําว่า รัฐ เพื่อไม่ให้รัฐเอาเปรียบประชาชน ฝ์ายที่ไม่เห็นด้วย นี่คือข้อสังเกตข้อที่ ๕
และข้อสังเกตข้อสุดท้าย ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติคือ การคัดค้านการออกเสียง ในส่วนที่ ๙ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ กกต. ได้เสนอแนวคิดในการคัดค้านการออกเสียงได้ มีอยู่กรณีเดียวครับ คือกรณีที่เห็นท่าทางแล้วการออกเสียงในหน่วยนั้นไม่สุจริต จะต้องมี ประชาชนผู้มีสิทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของหน่วยนั้นมาร้องภายใน ๒๔ ชั่วโมง ผมมีข้อสังเกตว่าการร้องภายใน ๒๔ ชั่วโมงมันรวดเร็วมากครับท่าน กกต. พวกผมเคยผ่านการเลือกตั้งมาก่อน วันเลือกตั้งเสร็จแล้ววันนั้นวันแรกเราก็มัววุ่นวายอะไร ไม่รู้ การเก็บข้อมูลไม่ใช่เก็บได้ง่าย ๆ ในการที่ กกต. จะกําหนดระยะเวลาร้องเรียนได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมง ผมว่ามันน้อยเกินไป เปึนไปได้ไหมว่าควรจะเพิ่มระยะการร้องเรียนอาจจะเปึน ๓ วัน หรือ ๗ วัน เพื่อให้ประชาชนที่มองว่ามันมีการทุจริตเกิดขึ้นในการรวบรวมข้อมูลที่จะ ร้องกับ กกต. ต่อไป และประเด็นเพิ่มเติมที่ผมอยากจะเรียนกับทาง กกต. ว่า ในการคัดค้าน การออกเสียงไม่มีคําว่า ให้การลงประชามติครั้งนี้เปึนโมฆะ ท่านอาจจะคิดว่ามันไม่น่า เปึนไปได้ที่เมืองไทย ประเทศไทยเราใหญ่โตมโหฬารแล้วคนจะโกงการลงประชามติ แต่ท่านคงเห็นแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเปึนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เรา คิดว่าไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยของเราตั้งมานานยังมีการโกงการเลือกตั้งถึงขนาดที่ศาลสั่ง ให้การเลือกตั้งเปึนโมฆะ ดังนั้นข้อนี้เปึนอุทาหรณ์กับ กกต. ในฐานะผู้ออกร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติว่า เปึนไปได้ไหมว่าท่านจะต้องเพิ่มเติม จะต้องเพิ่มเติมให้ได้ว่ามีช่องทางไหนที่คิดว่าอันนี้เปึนปัญหาใหญ่ของประเทศ และจะต้อง ให้ประชาชนมีส่วนในการเสนอว่าการลงประชามติครั้งนี้เปึนโมฆะ ท่านคงจะทราบว่า การลงประชามติครั้งที่ผ่านมา ครั้งที่ผ่านมาพวกเราเองไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมมากเท่าที่ควร บางส่วนก็จะโจมตีว่ารัฐใช้อํานาจรัฐเข้าไปแทรกแซงด้วยการบอกว่าให้ผ่านไปก่อน แล้วค่อยกลับมาแก้ แต่ขณะเดียวกันท่านก็คงจะทราบว่ามีพรรคการเมืองบางส่วนใช้อํานาจ ของพรรคการเมืองเข้าไปแทรกแซงอย่างมหาศาล เข้าไปบิดเบือนประชาชนด้วยเอกสาร ต่าง ๆ นานา ผมจําได้ว่ามีคนเอาเอกสารแปลก ๆ มาให้ผมเจอเยอะครับ และเอกสาร เหล่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่จังหวัดพิษณุโลก แต่เอกสารเหล่านี้เกิดขึ้นเกือบทั้งประเทศไทย ไม่ว่าบิดเบือนว่าประเทศไทยจะถูกปกครองด้วยระบอบอีกระบอบหนึ่ง อาจจะมีการบิดเบือนว่า ประเทศไทยจะมีศาสนามุสลิมเข้ามาครอบงําประเทศ มีการบิดเบือนว่าโครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรคจะไม่เกิดขึ้น อะไรก็แล้วแต่นี่คือการบิดเบือนที่เกิดขึ้นจริง ๆ ดังนั้นอยากจะ กราบเรียนท่าน กกต. ครับ เรามีอุทาหรณ์ไว้ชัดเจนในการเลือกตั้งล่าสุดว่าการเลือกตั้ง ครั้งนั้นสุดท้ายศาลท่านได้สั่งให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเปึนโมฆะ ดังนั้นท่านน่าจะต้องมีจุด อย่าปล่อยเลยไป วันนี้การเมืองไทยมันเปลี่ยนไปเยอะ ต้องมีจุดที่ชี้ให้เห็นเลยว่าถ้าอะไร ก็แล้วแต่ที่มันรุนแรงผ่านจุดจุดหนึ่งจะต้องมีช่องทางให้ประชาชนสามารถฟัองร้องได้ว่า การลงประชามติครั้งนี้เปึนโมฆะ และท้ายที่สุดนี้ผมอยากจะกราบเรียนจากท่านประธาน ไปยัง กกต. ว่าผมเห็นใจครับ วันนี้องค์กรอิสระหลาย ๆ องค์กรมีสิทธิในการเสนอร่าง พ.ร.บ. แต่ท่านไม่มีฐานเสียง ส.ส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร แต่พวกเรายืนบนความถูกต้อง ความเที่ยงธรรม สิ่งที่องค์กรอิสระเสนอมาในสภาผู้แทนราษฎร สิ่งไหนที่เปึนประโยชน์กับ ประเทศครับ พวกเราจะช่วยท่านครับ ช่วยเปึนปากเปึนเสียงให้กับท่านในการดูแลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นในภาพรวมของประเทศต่อไป วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่าน กกต. และให้กําลังใจ ท่านขอบคุณครับ
เชิญคุณชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคพลังประชาชน วันนี้ต้องบอกกับทางผู้เสนอนะครับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติต้องถือว่าการออกกฎหมายเพื่อลงประชามตินั้นต้องถือเปึนหลัก ที่ต้องคํานึงถึงอย่างยิ่งแล้วก็ควรมี ประเทศไทยของเรานั้นมีการออกกฎหมายลงประชามตินั้น ผมเองต้องถือว่าเปึนเรื่องที่ให้ความสําคัญกับผู้ที่อยู่ใต้การปกครองของประเทศถือว่า เปึนเรื่องสําคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องบอกอย่างนี้ครับว่าการออกกฎหมายประชามติ เปึนเรื่องดี แต่เมื่อเปึนเรื่องดีแล้วเราจะต้องออกกฎหมายนั้นเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความคิดเห็น ที่แตกแยก ต้องถือว่าการออกกฎหมายใดนั้นก็เพื่อที่จะให้การบริหารกิจการรัฐ หรือเปึน เครื่องมือของรัฐซึ่งเปึนประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นอยู่ร่วมกันในประเทศในสังคม อย่างสันติสุขแล้วก็มีความสุข นั่นก็คือการเคารพซึ่งกันและกัน ในประเทศของเรานั้น ต้องบอกว่าบางครั้งนี่จะเปึนเรื่องใดก็ตามแต่ก็จะเห็นว่ามีการร้องเรียนกันอยู่เนือง ๆ แล้วก็เปึนการเดินขบวน การเดินขบวนก็ต้องถือว่าเปึนเรื่องที่ไม่ดีก็ไม่ใช่เปึนเรื่องที่น่าจะ แสดงออกถึงในเรื่องของการที่ประเทศหรือสังคมเรานั้นมีอิสระ มีเสรีภาพ มีการแสดง ความคิดเห็นได้ แล้วก็ในขณะเดียวกันก็ได้มีช่องทางในการที่จะแสดงออกซึ่งความต้องการ ของผู้ร้องเรียน ผมเองต้องเรียนต่อท่านประธานที่เคารพครับว่าผมเองนั้นมีโอกาสได้ศึกษา ในดุษฎีบัณฑิต รัฐประศาสนศาสตร์ แล้วก็ทําในเรื่องของการวิจัย ในเรื่องของความขัดแย้ง ต้องบอกกันตรง ๆ ในที่นี้ว่าประเทศไทยของเรานั้นเรามีความขัดแย้งกันไม่ใช่วันนี้ เรามี ความขัดแย้งกันมาก่อนหน้านี้จะมากบ้าง น้อยบ้าง แสดงออกรุนแรงบ้าง ผ่อนเบาบ้าง หนักบ้างเปึนบางครั้งคราวขึ้นกับช่วงโอกาสระยะเวลาว่าจะเปึนอย่างใด ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานครับว่า ในหลายเรื่องที่กฎหมายในบ้านเมืองของเรานั้นต้องบอกกัน ตรง ๆ ว่าเราได้ออกกฎหมายกันมากมายเหลือเกิน สภาแห่งนี้ก็มีทั้งมีหน้าที่ในการที่จะ ออกกฎหมายแล้วก็แก้ไขกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ไปดูว่ากฎหมายนั้นชราภาพ มากน้อยขนาดไหน เพราะว่าบ้านเมืองนั้นต้องบอกกันตรง ๆ ว่าวุ่นวายเหลือเกิน ผมเชื่อว่า ทุกคนทุกท่านอยากจะเห็นความสงบและสันติสุขในชาติบ้านเมือง แต่ในขณะเดียวกัน การออกกฎหมายแล้วก็การที่จะฟังความคิดเห็นนั้นต้องถือว่าเปึนเรื่องสําคัญอย่างใหญ่หลวง ในขณะนี้ร่างกฎหมายที่ผมมีโอกาสได้ถืออยู่ในมือนี้ มาตรา ๑ ลงมาในส่วนของมาตรา ๓ มาตรา ๓ ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามตินี้ ผมขอจุดเดียวก็คือ การออกเสียงหมายความว่า การออกเสียงประชามติตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่า การออกเสียงครั้งนี้ของพี่น้องประชาชนนั้นรัฐธรรมนูญ ได้ออกไว้ให้จะทํานอกเหนือกว่าที่รัฐธรรมนูญกําหนดนั้นก็คงไม่ได้เช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกัน ต้องบอกกันตรง ๆ อย่างนี้ครับว่า ในข้อที่ได้ให้เหตุผลของการออก การร่างกฎหมายหรือ การที่จะยื่นกฎหมายในครั้งนี้มาเพื่อที่จะตราเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการลงประชามตินั้นก็บอกชัดครับว่า เหตุผลของการที่จะออกครั้งนี้เปึนเพราะรัฐธรรมนูญ ให้ออก เหตุผลก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๒ บัญญัติให้คณะกรรมาธิการการเลือกตั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเพื่อให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จ ภายในหนึ่งป้นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ จึงจําเปึนต้องตราพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้ นั่นหมายความว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่กําหนดไว้เราก็คงไม่ต้องทํากัน ที่ทํา เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นกําหนดให้ต้องทํา สิ่งที่สําคัญผมเองได้เรียนว่ามิใช่ติติง ท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ยกร่าง แต่ก็อยากให้คํานึงถึงในสิ่งต่าง ๆ ที่มีหรือที่เกิด ผมเองต้องเรียนต่อท่านประธานครับว่า ผมเองได้มีโอกาสเขียนงานวิจัยและศึกษางานวิจัย ต้องบอกว่าบางครั้งในเรื่องของความขัดแย้งเขียนไปนั้นตรง ๆ ก็ไม่ได้ ต้องบอกกันตรง ๆ ตรงนี้ บางครั้งเราเขียนตรงไม่ได้ อ้อมก็ไม่ได้ คือสิ่งที่มีก็คือไม่เขียน นี่คือสิ่งที่มันมีอยู่ใน ชาติบ้านเมืองเรา เพราะฉะนั้นคนที่รู้ก็คือรู้ คนที่ไม่รู้ก็ว่ากันไป ต้องยอมรับนะครับ ท่านประธานว่ากฎหมายเปึนเรื่องสําคัญในการที่จะทําให้ชาติบ้านเมืองเราสงบสุข หรือสันติสุขไม่ แต่โดยลําพังของกฎหมายอย่างเดียวนั้นไม่สามารถที่จะทําให้ชาติบ้านเมือง ของเรานั้นสงบหรือสันติสุขได้ การมีกฎหมายรองรับเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่สิ่งสําคัญ ก็คือสิ่งที่มันจะประกอบไปในเรื่องของแต่ละมาตราที่เรามานําใช้และส่งผลต่อพี่น้องประชาชน หรือคนในสังคมต้องถือเปึนส่วนใหญ่ เราจะบอกว่าเรามีกฎหมายฉบับนี้ดังที่ผมกล่าว ตอนต้นว่าผมเห็นด้วย แล้วก็เปึนเรื่องดีที่ประเทศชาติของเราได้มีกฎหมายในเรื่องของ การลงประชามติ ถือเปึนเรื่องถูกต้องและสําคัญ แต่สิ่งสําคัญในกฎหมายก็คือในเรื่องของ ทําอย่างไรให้บ้านเมืองของเรานั้นไม่แตกแยกหรือแบ่งแยก นี่คือสิ่งที่ต้องคิดคํานึงถึง ระยะเวลา ของการออกกฎหมาย การออกกฎหมายคงต้องคํานึงถึงสภาวการณ์ด้วย เพราะฉะนั้น สภาวการณ์ของบ้านเมืองเราอยู่อย่างไร เราคงต้องออกกฎหมายให้มีจิตวิญญาณเพื่อ ถ่ายทอดแนวคิดของคนออกกฎหมายในการทํากฎหมายเพื่อรวมแผ่นดินนี้ รวมความคิด ของพี่น้องประชาชนให้คนทุกคนในหมู่เหล่าของสังคมนั้นอยู่กันด้วยสันติสุข มีความรัก ในผืนแผ่นดินนี้ แล้วมีความรักในเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน ต้องถ่ายทอดวิญญาณนั้นลงไป นี่คือสิ่งที่อยากจะปรารภหรืออยากจะเรียนต่อท่านประธานไว้ว่านี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคน ต้องคํานึงถึง เพราะฉะนั้นเปึนไปได้ไหมว่ากฎหมายคงไม่ใช่กฎหมายประชามติฉบับเดียวครับ ท่านประธานครับ ทุกฉบับหรือทุกส่วนในสังคมเราที่เราตราไปแล้ว ที่เราออกไปแล้วมันมี กฎหมายใดบ้างที่มันตราไปแล้วมันไร้จิตวิญญาณที่จะทําให้พวกเรานี่รักกัน ดีต่อกัน เอื้ออาทรต่อกัน นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะว่าโดยลําพังกฎหมายนั้นมันไม่ได้ เพราะเนื้อหา กฎหมายนั้นไม่สามารถที่จะทําให้คนที่จะตรานั้นได้ นอกจากผู้ตรานั้นได้คํานึงถึงสิ่งเหล่านี้ เปึนที่ตั้งไว้ด้วย เพราะฉะนั้นผมก็เรียนต่อท่านประธานไว้ว่านี่คือสิ่งที่สําคัญอย่างใหญ่หลวง ผมเองอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าในระยะเวลาของการออกเสียงประชามตินี่ก็บอกว่า หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือขบวนการใด ๆ ก็ตามแต่ให้มีการลงประชามติ แล้วหลัง ๗ วันจะต้องดําเนินการ ในขณะเดียวกันนั้นการหาเสียงกันหรือการที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้กล่าวไปในส่วนหนึ่งก็คือ เปึนลักษณะของการหาเสียง หรือการจะชักจูง ชักโน้ม ชักเอียงอย่างไรก็ตามแต่เถอะให้คนเห็นด้วยหรือประชาชน ผู้มีสิทธิเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ตามแต่ไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๑๒๐ วันมากไปไหม เยอะไปไหม นี่คือคําถามที่อยากจะถามว่าเหตุผลเปึนอย่างไร ถึงกําหนดถึง ๙๐ วัน แล้วก็ถึง ๑๒๐ วัน ไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนะครับท่านประธาน ๙๐ วัน ๓ เดือน ๑๒๐ วัน ๔ เดือน มากกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากมาย การระดมความคิด การชักจูง ชักโน้ม ชักเอียงพี่น้องประชาชนอย่างไรนั้นต้องบอกในที่นี้ว่า เปึนเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องสําคัญ เปึนเรื่องสําคัญมากเพราะในระยะเวลานั้นมันเปึนตัวแปร ส่วนหนึ่งในตัวสําคัญเลยที่จะเปึนอย่างไรในอนาคต นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าเราต้องคํานึงถึงไหมว่าตรงนี้มากไปหรือไม่อย่างไร ในการลงประชามติกฎหมายฉบับอื่น ๆ นั้นเราใช้กันเท่าไรอย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องพูดถึง ดังที่ผมกล่าวนะครับท่านประธานว่า การที่จะออกกฎหมายใดนั้นเราต้องคํานึงถึงสภาวะ ของสังคมเราด้วยว่าประเทศชาติของเราตอนนี้อยู่ในสภาวะอย่างไร พี่น้องประชาชน แตกแยกไหม พี่น้องประชาชนรวมความคิดเปึนหนึ่งเดียวหรือไม่ แน่นอนที่สุดครับ ถ้าเราเอาความคิดเปึนหนึ่งเดียวนั้นเราใช้ระยะเวลามาก ๆ นั้นดีครับ เราได้วิเคราะห์ สังฆกรรม สังคายนา สังอะไรก็ตามแต่ของความคิดนั้นตกผลึกออกมาแล้วก็เปึนเรื่องที่ดี แต่ในภาวการณ์ที่บ้านเมืองเราพี่น้องประชาชนยังไม่เปึนหนึ่งเดียวอย่างนี้ ผมพูดคงไม่ผิด นะครับท่านประธาน เพราะว่าอย่างเกิดสภาวการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ระยะเวลาที่มาก ไม่เหมาะสมครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมได้มีโอกาสได้รับการศึกษานี่ แม้จะออกสิ่งใดสักเรื่องหนึ่ง บางเรื่องจะต้องทํางานวิจัยก่อน ต้องทํางานวิจัยก่อน งานนั้น ต้องวิจัยก่อน ข้อดี ข้อเสียเปึนอย่างไร ตรงนี้เปึนอย่างไร ตรงนั้นเปึนอย่างไร ทุกอย่างต้อง วิจัยคิดค้นหมดครับ เพราะว่าผลแต่ละเรื่องแต่ละอย่างนั้นแม้เราเปลี่ยนไปบางเรื่องบางอย่างนั้น มันก็ต่างออกไป ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ ในเรื่องของการศึกษา การออกข้อสอบ ก็เช่นเดียวกัน หรือการทําข้อสอบก็เช่นเดียวกัน คําถาม คําตอบที่ยาวกว่ากัน สั้นกว่ากัน ส่งผลต่างกันในการตอบ คนที่ตอบถูกอาจจะตอบผิดเลยก็ได้เมื่อถามคําถามที่ยาวขึ้น ในขณะเดียวกันคนที่เคยตอบถูกในคําถามที่ยาว เมื่อคําถามสั้นลงตอบผิดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องเรียนต่อท่านประธานครับว่า นี่คือเนื้อหาสาระที่สําคัญว่าบางครั้ง บางเรื่อง บางจุดอยากจะพูดในที่นี้ ไม่ใช่กล่าวกับท่านกรรมการการเลือกตั้ง แต่มีโอกาส ได้ขึ้นพูดในฐานะที่เปึนพระราชบัญญัติฉบับแรกที่ผมมีโอกาสได้ขึ้นพูดในที่นี้ เมื่อวานนี้ไม่มีโอกาสได้พูดเพราะว่าคิวอยู่วันนี้ก็เลยขอโอกาสที่จะพูดในที่นี้ว่า หลักการนั้น อยากจะให้ทุกท่านเมื่อออกกฎหมายต้องคํานึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยเปึนเรื่องสําคัญ โดยเฉพาะ ผู้รู้ในสังคมของเราในความรู้ที่เรามีอยู่ว่าอะไรบ้างที่มันเปึนจุดล่อแหลมทําให้พี่น้องประชาชน คนในสังคมของเรานี่แตกแยกต้องคํานึงครับ ถามถึงผู้รู้ครับ บางครั้งเราเรียนหนังสือกันมา เราศึกษากันมากมายก่ายกองแต่เราไม่เคยระดมความคิดของผู้รู้เหล่านั้นมาเลยครับ มาใช้ให้เปึนองค์ความรู้ที่จะผลักดันประเทศชาติของเรา หรือเดินประเทศชาติของเรา ให้มันเกิดภาวการณ์ที่ดี เราปล่อยคนที่เรียนมาก็เรียนไป เรียนมาอย่างไรก็เรียนไป คนส่วนหนึ่งก็ทําไปอย่างนี้หรือ ถ้าอย่างนี้ไม่ได้ครับท่าน ผมเรียนกับท่านประธานไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็อยากจะเรียนต่อท่านประธานครับว่าเปึนหัวใจสําคัญอย่างใหญ่หลวง เรื่องระยะเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ในภาวการณ์ที่บ้านเมืองต่างไป เพราะฉะนั้นผมเห็น เปึนส่วนหนึ่งข้อหนึ่งที่เปึนส่วนสําคัญยิ่งในบ้านเมืองของเราในการตรากฎหมาย เพราะฉะนั้น ไม่ใช่คํานึงถึงว่าวันหนึ่งเราใช้กฎหมายว่า ๓๐ วันอีกวันหนึ่งใช้ ๖๐ วันไม่แตกต่างครับ ถ้าภาวการณ์มันต่างกัน ภาวการณ์ที่มันเร่งร้อนหรือมันเปลี่ยนไปมันก็ต้องอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนท่านประธานครับว่า อยากจะให้ผู้ตรากฎหมายทุกคนทุกท่าน ได้คํานึงถึงสิ่งเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่คิดว่าน่าจะเปึนส่วนหนึ่งที่อยากจะกล่าวไว้ในที่นี้ ในขณะเดียวกัน การออกเสียงประชามติในครั้งนี้ให้แบ่งเปึนหน่วยเลือกตั้งในเขตพื้นที่ พื้นที่หนึ่งนั้นถ้าผม จําไม่ผิดนั้นก็คือ ๘๐๐ เสียง ๘๐๐ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เปึนหน่วยเลือกตั้งหนึ่ง แล้วก็ให้มี การนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ผมกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับว่า ทําอย่างนี้บ้านเมืองจะแตกแยกขึ้นไหม การทําอย่างนี้นี่บ้านเมืองเราอยู่ในภาวการณ์ ที่จะทําได้ไหมอย่างนั้น เหมือนกับการทําประชามติคราวที่แล้วครั้งที่ผ่านไป เราแบ่งประเทศ ของเราออกเปึนภาคเลยใช่ไหม คนในภาคใต้เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ คนภาคอีสาน ภาคเหนือไม่เห็นด้วย คนภาคกลางนี่กลาง ๆ เอาด้วยไม่เอาด้วยใกล้เคียงกัน เรากําลัง จะแบ่งแยกประเทศใช่ไหม แบ่งความคิดของพี่น้องประชาชนใช่ไหม นี่คือคําถามที่ต้องหา คําตอบร่วมกันในวันนี้ว่าเราจะทําอย่างไร ยิ่งเราออกมา แต่ละหน่วยเลือกตั้งออกมาเปึนหน่วย ๆ หมู่บ้านนี้กับหมู่บ้านนั้นต้องตีกันแน่ครับ แล้วคนที่มีความใกล้ชิดในหมู่บ้านในชุมชน ตําบลเดียวกันยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น ขัดแย้งกันมากขึ้นเพราะฉะนั้นผมว่าภาวการณ์ อย่างนี้บ้านเมืองผมไม่เห็นด้วยครับ แม้ว่าพี่น้องประชาชนหรือคนในส่วนหนึ่งจะเห็นว่า การลงประชามติการออกคะแนนเสียงเปึนลักษณะของการที่จะนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เพื่อเห็นว่าการนับคะแนนแบบนี้ ด้วยเหตุใดก็ตามแต่บางท่านก็อาจจะบอกว่าเพราะไม่อยาก ให้มีการโกง บางคนก็บอกว่ายิ่งหน่วยเลือกตั้งก็โกงง่าย ซื้อง่ายอะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า มันขึ้นอยู่กับภาวการณ์ว่าสังคมของเรา ภาวการณ์ของเราในขณะนี้เราควรจะใช้แบบไหน รูปแบบไหนถึงจะมีความเหมาะสม ประกาศให้พี่น้องประชาชน ทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทุกคนทุกท่านให้รับทราบว่า เพราะอย่างนี้กับบ้านเมืองจึงจําเปึนต้องใช้แบบนี้ วันนี้ท่านประธานครับ เราทําไมไม่ซื้อ รถเบนซ์ให้ลูกขี่ครับ เพราะเราไม่มีสตางค์ใช่ไหมครับ วันนี้ประเทศไทยทําไมถึงต้อง เปลี่ยนน้ํามันไปใช้แก๊สครับ เพราะเราไม่มีเงินจะซื้อ นี่คือภาวการณ์ นี่คือสิ่งที่เปึนจริง เราต้องอยู่บนพื้นฐานของความเปึนจริงในสังคมเราถึงแก้ปัญหาความแตกแยกคนในชาติ คนในแผ่นดินได้ รังแต่ถ้าเราทําเข้าไปเรื่อย ๆ ก็ตอกลิ่มกันไปเรื่อย ๆ ความแตกแยกของคนในสังคมก็จะมากขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรี ขอกล่าวนิดหนึ่งท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช จริง ๆ แล้วก็ต้อง บอกว่าเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่จะไปใช้ในการทําประชามติเปึนเงินของพี่น้องประชาชน ถามว่าเสียดายไหม ก็คงต้องบอกว่ามันอยู่ในแผ่นดินนี้ไม่ได้หายไปไหน เราไม่ได้ซื้อของ ไม่ได้ไปไหนก็วนอยู่ในนี้ครับ เพราะฉะนั้นเงินไม่ได้สูญหาย ท่านเสียดายไหม ก็ต้องบอกว่า จริง ๆ ท่านอาจจะบอกกับพี่น้องประชาชนโดยตรงก็อาจจะไม่ได้ประชามติยิ่งทําเท่าไร ก็ตามแต่ถ้าผลออกมาอย่างนี้ ถ้าแบ่งออกมาเปึนหน่วยเลือกตั้งแบ่งออกมาเปึนจังหวัด มาเปึนอําเภอหรืออะไรก็ตามแต่ หรือเปึนภาคที่มองเห็นคะแนนเสียงยิ่งรังแต่จะแตกแยก ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านมองตรงนั้น เงินไม่ไปไหนก็อยู่ในประเทศ พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ก็มาจากพี่น้องประชาชนด้วยกันก็คือข้าราชการจริงอยู่มันเปึนภาษีของพี่น้อง ประชาชนก็จากกระเปิาของราชการก็ออกไปอยู่ในกระเปิาของพี่น้องประชาชนก็เท่านั้นเอง แต่เงินยังอยู่ในประเทศ แต่สิ่งที่สําคัญบาดหมางไว้ในหัวใจของพี่น้องประชาชนก็คือสิ่งที่ หลังจากทําประชามติแล้วก็คือ แต่ละภาค แต่ละตอน แต่ละหมู่บ้านชุมชนนั้นคนละส่วนครับ นี่คือสิ่งที่ต้องคํานึงถึงแล้วก็สิ่งที่ต้องคิด วันนี้ผมเองเปึนคนหนึ่งที่อยากจะเห็นชาติ เห็นแผ่นดินเรามีความรักความปรองดอง มีความผูกพันซึ่งกันและกัน การเกิดมาในชาตินี้ การเกิดมาในแผ่นดินนี้คือเอาดีให้กัน วันนี้คนเปึนหมอมีความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถ เอาความดีของหมอ เอาความรู้ของหมอมาบริการคนอื่นที่พึงจะควรได้ ควรมี ควรรับ วันนี้ คงไม่มีใครสักคนหนึ่งไปเรียนหมอหรือไปศึกษาวิชาหมอทั้งชีวิตเพื่อเอามารักษาตัวเอง หรือดูแลตัวเอง แล้วพรุ่งนี้เราต้องไปทํานาแล้วเอาข้าวมา ไปเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาเพื่อ ทําอาหารในมื้อหนึ่งของเรา แต่เราต้องมีกุ๊กหรือเราต้องมีผู้บริการด้านทําอาหารที่อร่อยอันโอชะ สําหรับดูแลพวกเรา นั่นคือการที่อยากจะบอกว่าเราเอาดีให้กัน ท่านประธานครับ นี่คือ สิ่งที่ผมอยากจะเห็นในสังคมนี้ มีคนส่วนหนึ่งในสังคมประเทศชาติของเราใช้เงินกันเยอะ ๆ ไม่ใช่ใช้เงินซื้อเสียงนะครับ ซื้อเสียงไม่อยากจะพูดในที่นี้ หาไว้ให้ลูก หาไว้ให้หลาน คําถามก็คือ หาไว้ให้ตีกันหรือว่าหาไว้ให้ทะเลาะกัน แบ่งแยกกัน หรือให้เขารักกัน ก็ต้องบอกว่าตระกูลไหน ก็ตามแต่ คนไหนก็ตามแต่มีเงินให้เยอะเท่าไรก็ตามแต่ปัญหาก็ต่างกับคนอื่น แน่นอนที่สุด ได้รับที่ไม่เท่ากัน ไม่เพียงพอไม่เหมือนกันก็ทะเลาะกัน ผมยกตัวอย่างท่านประธาน คนเปึนพี่ ก็บอกว่าดูแลสมบัติมาคอยช่วยพ่อแม่มา คนเล็กก็บอกว่าอย่างไร คนโตเรียนหนังสือไปเยอะ ใช้ไปเยอะแล้ว เกิดมาก่อนใช้ไปเยอะ คนเล็กก็จะเอาเยอะกว่า นี่คือสิ่งที่มันมีอยู่ในสังคมเรา เพราะฉะนั้นผมสรุปก็คือนั่นคือความคิดของมนุษย์ นั่นคือความคิดของแต่ละคนที่มันเกิดขึ้น ในแผ่นดินนี้ ในโลกนี้ก็ว่าได้ ในคนเราทุกคนก็ว่าได้ แต่สิ่งที่เราอยากจะให้เปึนไปสิ่งที่สําคัญ ก็คือเราต้องตระหนักส่งเสริมการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชน วันนี้ไม่ใช่ให้คนเรียนหนังสือให้รู้ อย่างเดียว แต่ต้องให้เข้าใจในหลักสูตรวิชาด้วยว่าอยู่ร่วมกันในสังคมนี้อยู่กันอย่างไรให้มี ความสุขสอนกันหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่อยากจะให้ทํา ว่าเราต้องหาแนวทางที่จะอยู่ร่วมกัน ในสังคมนี้ให้มีความสุข เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนต่อท่านประธานครับว่านี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น
อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากแล้วก็อยากที่จะให้คํานึงถึง ผมอยากจะกราบเรียน ด้วยความเคารพ ไม่ใช่ยกพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯ มากล่าวในที่นี้ แต่ก็คงต้องเรียน ต่อท่านทั้งหลายครับว่า เนื่องจากว่ากรุงเทพมหานครเปึนจุดที่มีประชากรส่วนใหญ่แล้วก็มาก ก็อยากจะเรียนต่อท่านประธานในที่นี้ พอดียกมาเปึนที่หนึ่งด้วย ข้อมูลเขาขึ้นมาเปึนจังหวัดแรก เพราะว่า ก ไก่ ในขณะเดียวกันก็อยู่ในอันดับแรกด้วยพอดีมีข้อมูลที่อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า กรุงเทพมหานครมีผู้มีสิทธิทั้งหมด ๔,๑๕๙,๐๔๐ คน ที่ผมต้องอ่านอย่างนี้เพื่อให้ได้ตัวเลข ที่แน่นอน จะได้ไม่มาบอกว่าผมยกเมฆนะครับ ผมประเภทเดียวกับท่านหัวหน้าผมนะครับ เพราะฉะนั้นต้องบอกให้เป็ะเลยครับ ผู้มาใช้สิทธิ ๒,๒๘๒,๔๘๐ คน นี่ก็คือถ้าผมกล่าวอย่างนี้ ถ้าใครติดตามแล้วก็ศึกษาข้อมูลดูก็คงพอจะบอกได้ว่านี่คือคะแนนเสียงหรือผู้มาใช้สิทธิ ในการลงคะแนนเสียงประชามติเมื่อคราวที่แล้วในการรับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ผมยกมาอย่างนี้กล่าวอย่างนี้ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า มีผู้มาใช้สิทธินั้น ๕๔ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่บอกไว้ว่าต้องมีผู้มาใช้สิทธิ เกินกว่ากึ่งหนึ่งนั้นเปึนเรื่องที่สําคัญมากท่านประธาน อย่างที่ผมกล่าวนะครับว่าขึ้นอยู่กับ ภาวการณ์ของบ้านเมืองว่าบ้านเมืองของเราภาวการณ์เปึนอย่างไรในช่วงนั้น บางคน อาจจะไม่มาใช้สิทธิ ใช้เสียงเพราะว่าไม่อยากแสดงออกไปฝัืงใดฝัืงหนึ่ง ฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง เพราะว่าผลนับคะแนนออกมาแล้วอยู่ในหมู่บ้านเหมือนการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กํานัน หรือเลือกตั้ง อบต. หรือเทศบาลไปลงคะแนนเสียงแล้วก็ไม่อยากจะให้ใครมาบอกว่าลงคะแนนเสียง ให้ใครต้องป่ดกัน ยกเว้นญาติพี่น้อง พรรคพวกเพื่อนฝูงจริง ๆ ซึ่งไม่บอกก็รู้อยู่แล้วว่า ลงให้ใคร แต่ถ้าโดยคนทั่วไปเขาก็จะไม่บอกกัน แต่ก็มีคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่อยากไป ไม่อยากไป ท่านประธาน ที่ไม่อยากไปเพราะว่าอะไร ไม่อยากให้ใครมาว่าเขาอยู่ฝัืงใดฝัืงหนึ่งหรือมี ความคิดใดความคิดหนึ่ง แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาว่าด้วยเมื่อลงผิดพลาดหรือลงอย่างไร นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ ใช้เสียงนั้น
คุณชัยวัฒน์กรุณารวบรัดด้วยครับ ท่านใช้เวลาไป ๒๗ นาทีแล้วครับ
จะหมดแล้วท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนท่านประธานครับว่า คะแนนเสียงที่จะได้รับหรือว่าผู้ใช้สิทธิ เลือกตั้งที่จะมาใช้สิทธิเลือกตั้งก็ต้องบอกว่าเปึนสิ่งหนึ่งที่ต้องคํานึงถึงอีกเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับเมื่อสักครู่ที่ผมกล่าวไปว่าระยะเวลาเปึนเรื่องสําคัญ เพราะว่ามันมีความสัมพันธ์กัน ถ้าเรารณรงค์ยิ่งมากเท่าไรผู้มาใช้สิทธิก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันจะสร้าง ความแตกแยกในแผ่นดินของเราหรือเปล่าอย่างไร นี่คือสิ่งที่จะต้องคํานึงถึง และการออก กฎหมายก็เช่นเดียวกันก็ขอสรุปนะครับว่า ต้องคํานึงถึงด้วยว่ากฎหมายใด มาตราใดที่ทํา ให้พี่น้องประชาชนเรา คนในชาติของเรานั้นแตกแยกต้องคํานึงถึงครับ แล้วก็ฝากไว้ในที่นี้ เลยครับว่ามันมีกฎหมายฉบับไหน มาตราไหนต้องมาศึกษาทั้งหมดครับ เพื่อให้เรารวมชาติ ให้ได้ ให้พี่น้องประชาชนเปึนหนึ่งเดียวให้ได้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ เรายังมีผู้ประสงค์จะอภิปรายอยู่จํานวนมากขอความกรุณาอภิปราย กระชับด้วยใช้เวลาประมาณสัก ๑๐ นาทีกําลังดีครับ ต่อไปดอกเตอร์อภิชาต การิกาญจน์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มันเปึนประชาธิปไตย ที่มาสู่ประชาธิปไตย ๓ หลักครับ ก็คือการเมืองระบบสภา หรือการเมืองระดับชาติ การเมืองท้องถิ่น และการเมือง ภาคประชาชน การทําความเข้าใจกับสังคมกับพี่น้องประชาชนในเรื่องการเมือง ๓ หลักนี้ ผมคิดว่าเปึนความจําเปึนนะครับ เพราะว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสภาเปึนส่วนหนึ่ง ของความไม่เข้าใจว่าวันนี้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมันเปึนไปเช่นนั้นจริง ๆ แล้วเราก็ เชื่อว่าการทําประชามติเปึนส่วนหนึ่งของการให้โอกาสกับการเมืองภาคประชาชนให้มี ส่วนเข้ามาตัดสินใจในทางการเมืองโดยตรง เปึนการทํากิจกรรมที่เปึนรูปแบบเปึนการเมือง ที่เปึนรูปแบบที่เปึนทางการ แต่การมีกิจกรรมอย่างอื่นในทางการเมืองซึ่งเราเห็นอยู่ขณะนี้ ก็ไม่ได้ถือเปึนความขัดแย้ง และจะไม่มีปัญหาเลยถ้าทุกคนเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ซึ่งเปึนเรื่องที่เราต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจ จะเปึนส่วนหนึ่ง ของการคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ปัญหามันมีอยู่ว่าระบอบประชาธิปไตย แบบมีตัวแทนที่เราเปึนอยู่นี่เปึนการปกครองโดยการใช้เสียงข้างมาก แต่หลักของมันก็คือ ต้องไม่ละเลยเสียงข้างน้อย แต่ในบ้านเมืองของเราเราจะเห็นว่าเสียงข้างน้อยจะถูกละเลย ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ไม่ได้รับการตระหนักจากการเมืองเท่าที่ควร และสิ่งนี้จึงทํา ให้เกิดปัญหาว่าระบบรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในทางการเมืองได้อย่างเต็มรูปแบบ อย่างแท้จริง ปรากฏการณ์ที่เราพบเห็นอยู่เสมอคือลักษณะของการทําการเมืองที่เรียกว่า พวกมากลากไป หรือไม่ก็ตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนจะมีความรู้สึกว่า ตัวเองได้รับการมอบหมายอํานาจมาอย่างเต็ม ๆ แล้วกล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ โดยอ้างประชาชน บางครั้งเปึนการตัดสินใจทางการเมืองที่สวนกระแสต่อสังคม สิ่งเหล่านี้ ประชามติจึงเปึนกลไกสําคัญในทางการเมืองที่จะเข้ามามีส่วนในการช่วยคลี่คลาย สิ่งเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ความบกพร่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผมคิดว่าสิ่งนี้เปึนสิ่งที่แก้ไขได้ แต่ว่า การจัดทําประชามติเราก็จะต้องพิจารณาว่าจะดําเนินการอย่างไรที่ให้การทําประชามติ ในแต่ละครั้งเปึนไปตามวัตถุประสงค์หรือตามเปัาหมายความชัดเจนในทางการเมือง เพื่อการแก้ไขปัญหาใด ๆ ในทางการเมืองที่เกิดขึ้น คือทําแล้วต้องเปึนประเด็นที่สําคัญ เปึนประเด็นที่มีความจําเปึนต้องให้คนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง ได้เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวด้วย ปัญหาที่เราจะกําหนดให้เปึนประเด็น ในการทําประชามติ แน่นอนต้องเปึนปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งต่าง ๆ ในสังคม ย่อมมี ทั้งฝ์ายที่เห็นด้วยและฝ์ายที่ไม่เห็นด้วย มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน แต่เวลาเราลงมตินี่ คนส่วนใหญ่จะมีสิทธิเพียงลงว่ารับหรือไม่รับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะเห็นว่า เรื่องของเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยก็เปึนส่วนในการตัดสินในการทําประชามติมาก เหมือนกัน ตัวอย่างจากการลงประชามติในการรับร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะเห็นว่า เรามีฝ์ายที่ลงมติเห็นชอบและรับนี่ประมาณ ๑๔ ล้านคน เรามีฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยไม่รับ ประมาณ ๑๐ ล้านคน เทียบเปึนเปอร์เซ็นต์ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ต่อ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผม พูดถึงเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยว่าเปึนความจําเปึนที่เราจะต้องตระหนักหรือไม่ ซึ่งคิดว่าสิ่งนี้ไม่มีใครพูดมาก่อน เสียงข้างน้อยจากการรับรองรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ๑๐ ล้านเสียงถูกทิ้งไป ถูกละเลยไม่นํามาพิจารณา จําเปึนหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาถึง เสียงข้างน้อย ผมคิดว่าจําเปึน ในทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราใช้ เวลาหลายสิบป้ หลายสิบการเลือกตั้งที่จะคลี่คลายปัญหาว่าคน คนหนึ่งที่ออกจากบ้าน ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งลง ๑ เสียงเหมือนกัน ถ้าคนที่เขาเลือกแพ้นี่เขาไม่มีตัวแทนในสภานะครับ คนได้ ๕๐,๐๐๐ เปึนผู้แทนราษฎร คนได้ ๔๕,๐๐๐ สอบตกไม่ได้เปึนผู้แทนราษฎร คนที่เลือก ๔๕,๐๐๐ เสียงถูกทิ้งไป เราจึงมีการเลือกตั้ง ระบบ ๒ บัตร ว่าคนที่คุณเลือกจากเขตเลือกตั้งไม่ได้เปึนผู้แทนราษฎรคุณยังมีผู้แทนราษฎร ของคุณจากการเลือกในระบบบัญชีไม่ว่าจะบัญชีของเลือกตั้งหรือบัญชีระบบสัดส่วน ในการเลือกตั้งเราพิจารณาเปึนข้อพิจารณาของผมที่จะเสนอก็คือ เปึนไปได้หรือไม่ว่า การลงประชามติที่แน่นอนว่าเสียงจะต้องก้ํากึ่งกันทุกครั้งจะต้องมีระยะห่างของฝ์ายเห็นชอบกับ ฝ์ายไม่เห็นชอบที่มีเกณฑ์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อลด ความขัดแย้ง คลี่คลายความขัดแย้ง เราเห็นความสําคัญของเสียงทั้ง ๒ ด้านในการไปลงประชามติ ในคราวนี้ ถ้าดูจากการเลือกตั้งเที่ยวที่แล้วจะเห็นว่าระหว่าง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของผู้เห็นชอบ กับ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของผู้ไม่เห็นชอบ มันจะห่างอยู่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จะกําหนดเท่าใด ก็แล้วแต่ แต่ให้คนมีความรู้สึกว่าเมื่อคุณมาเสียงของคุณได้รับการพิจารณาอย่างเต็มที่ ทั้ง ๒ ฝ์าย อันนี้จะมีส่วนในการคลี่คลายความขัดแย้งในเรื่องของการลงประชามติ เราพูด ถึงเรื่องหลักการในการทําประชามติกันมาตั้งแต่เช้า ผมคิดว่ากระบวนการในการทําประชามติ จะเปึนเรื่องสําคัญที่เราต้องพิจารณาเพิ่มเติมเหมือนกัน เพราะความรู้สึกของคนนี่ ความรู้สึกของสังคมจะแตกต่างกัน เราเลือกตั้งผู้แทนราษฎรใช้งบประมาณ ๒๐ ล้านบาท เราเฉย ๆ แต่ถ้าบอกว่าทําประชามติใช้งบประมาณ ๒๐ ล้านบาท เรารู้สึกนะครับ อาจจะมีความสําคัญทางการเมืองไม่แตกต่างกันทั้ง ๒ เรื่องสําคัญ แต่การเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรมันมีกลไกต่อเนื่องว่าเรามีผู้แทนราษฎร ๔๐๐ คนจาก ๑๕๗ เขตเลือกตั้งเข้ามา ทําหน้าที่ แต่ว่าการลงประชามติเราได้เฉพาะข้อยุติในการรับหรือไม่รับ เราจะทําอย่างไร ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีส่วนในการดําเนินการในการลงประชามติมีส่วนในการจัด การเลือกตั้งจะได้หาแนวทางว่าเราก้าวไปสู่ผลสําเร็จของการทําประชามติ มีผลน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ แต่ลดส่วนของการดําเนินการลงไป เช่น จําเปึนหรือไม่ต้องใช้คนเท่ากับ การเลือกตั้ง เราเดินทางจากหาดใหญ่มากรุงเทพฯ คนที่มาโดยรถทัวร์นี่เขาใช้คน ๓ คน มีคนขับ มีคนบริการ แล้วก็มีคนดูแลเรื่องราวต่าง ๆ ใช้คน ๓ คนถึงกรุงเทพฯ เหมือนกัน แต่ถ้ามาโดยรถไฟเราใช้คนเปึนพันคนเพราะแต่ละสถานีจะมีเจ้าหน้าที่ ๒-๓ คนเต็มไปหมดเลย ผลเหมือนกันคือถึงกรุงเทพฯ เหมือนกัน แต่เราใช้จ่ายงบประมาณ ใช้จ่ายทรัพยากร ใช้จ่ายอะไรมากเกินความจําเปึน เพราะเราไปติดประเด็นอยู่กับเรื่องการทําทางการเมือง ที่เปึนระบบที่เปึนทางการ การลดส่วนจะทําให้คนคลายความรู้สึกว่าการทําประชามติ แม้เปึนเรื่องสําคัญเหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหมือนกับการเลือกตั้ง วุฒิสภา แต่ กกต. ในฐานะเปึนผู้จัดการสามารถลดส่วนเหล่านี้ลงมาได้ ทําอย่างไร งบประมาณที่ใช้มากลดมาให้น้อยลง ได้ผลดีเหมือนเดิม เชื่อถือได้ วางใจได้ ลดความซับซ้อน ลดความยุ่งยากของระบบงานจากมากให้น้อยลง ลดการใช้ทรัพยากรที่ใช้เต็มที่เหมือน ในการเลือกตั้งให้น้อยลง สิ่งที่ทําได้ก็คือ ๑. ระบบการจัดการจะต้องคล่องตัวแล้วให้ผลดี เหมือนเดิม ๒. ต้องทําให้ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ๓. การขอความร่วมมือ การประสานงาน กับองค์กรต่าง ๆ กับหน่วยงานต่าง ๆ กับส่วนราชการ ผมคิดว่าทุกฝ์ายยินดี แต่เราไปติดกับดักว่า เลือกตั้งแล้วต้อง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาทแล้วมันยุ่งยากมาก ผมคิดว่า ไม่ถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาทเราจัดการเรื่องแบบนี้ได้ และนี่คือประเด็นที่ผมอยากจะเสนอไว้ว่า การทําประชามติถือว่าเปึนแนวทางหนึ่งของการเมืองที่เปึนไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ แต่การจะยกร่างกฎหมายที่จะดําเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดคุ้มค่ากับทรัพยากรที่เรา จะใช้ แล้วเปึนผลในทางคลี่คลายปัญหาในทางการเมือง การทําให้คนเข้าใจในความซับซ้อน ของกฎหมายของเรื่องที่พิจารณาตามข้อคิดเห็นของหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายกันมา ตั้งแต่เช้าจะเปึนส่วนหนึ่งในการที่จะยกร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เปึนประโยชน์ที่สุดในการทํา การเมือง ในการทําประชามติที่เปึนประโยชน์อย่างแท้จริงครับ
คุณภราดร ปริศนานันทกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทย เรื่องแรกต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ร่วมแสดงความคิดเห็น กับประเด็นที่เรากําลังหารือกันในขณะนี้ ผมต้องบอกในประการแรกว่าผมเห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ผมเห็นว่า ในหลักการแล้วในระบอบประชาธิปไตยเปึนเรื่องที่ถูกต้องครับที่จะให้อํานาจกับประชาชน ในการที่จะตัดสินว่าเราควรจะเดินไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่สําคัญ ๆ อย่างเช่น ประเด็นเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ว่าเราจะมีการแก้ไขหรือไม่แก้ไข อย่างไร เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยในหลักการในการทําประชามติ เพราะถ้าหากว่า ๒ ฝ์ายมีความขัดแย้ง มีความคิดเห็นในทิศทางที่ตรงกันข้ามอย่างชัดเจน คนหนึ่งเห็นด้วย อีกคนหนึ่งไม่เห็นด้วย คนที่จะมีอํานาจตัดสินเราควรที่จะโยนอํานาจกลับคืนให้สู่ประชาชน เราควรที่จะหยิบพวงมาลัยรถกลับคืนสู่มือของประชาชน ให้ประชาชนเปึนคนกําหนด ทิศทางว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือจะเลี้ยวขวานั่นคือในหลักการ แต่โดยทางปฏิบัติแล้วผมมี ข้อสังเกต ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก การทําประชามติในเรื่องใด ๆ ก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าจะต้องเปึน เรื่องใหญ่ถึงจะมีการหยิบยกขึ้นมาทําประชามติ เพราะฉะนั้นในเมื่อเปึนเรื่องใหญ่ ประชาชนผู้ที่จะเปึนคนกําหนดทิศทางว่าจะก้าวเดินไปในทางไหนจําเปึนอย่างยิ่งครับ ที่จะต้องมีความรู้ มีความรู้ว่าสิ่งที่กําลังจะตัดสินใจข้างหน้าว่าจะตัดสินใจเอาหรือไม่เอา รับหรือไม่รับ เขาต้องมีความรู้อย่างชัดเจนและถ่องแท้ว่าสิ่งที่เขากําลังตัดสินใจ ข้อดีและ ข้อเสียคืออะไร จากสิ่งที่เคยเห็นจากการทําประชามติครั้งล่าสุดและเปึนครั้งแรกของ ประเทศไทยนั่นก็คือ การทําประชามติ รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ประชาชนจํานวน มากยังไม่รู้ครับ ยังไม่รู้ในเนื้อหา ยังไม่รู้ในสาระที่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญ ยังไม่รู้ว่าข้อดี ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร ถูกผู้นําชุมชน ถูกกลุ่มการเมือง ถูกกลุ่ม ผลประโยชน์ชักนําให้เปึนไปในทิศทางนั้นเปึนไปในทิศทางนี้ บางคนก็ชักนําให้กับ ประชาชนว่าควรที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น อีกกลุ่มหนึ่งก็ไปชี้นําประชาชน อีกเหมือนกันว่าอย่าไปรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น เนื่องจากข้อดี ข้อเสีย ๑ ๒ ๓ ๔ จะเห็นว่าเนื้อหาเดียวกัน แต่พูดกันไปคนละทิศคนละทาง ประชาชนก็ตัดสินออกมา ในทิศทางที่แตกต่างกัน ผมอยากจะเห็นการตัดสินใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็แล้วแต่ที่เปึน ความสําคัญตัดสินบนความรู้ที่เท่าเทียมกันระหว่างประชาชนและนักการเมือง ระหว่าง ประชาชนและฝ์ายรัฐบาลและทางฝ์าย กกต.
ประเด็นที่สอง เรื่องความเปึนกลางของการให้ข้อมูลข่าวสาร เมื่อสักครู่นี้ ผมได้บอกไปว่าประชาชนได้ถูกชักนําจากกลุ่มคน ๒ กลุ่ม หรือ ๓ กลุ่ม หรือ ๔ กลุ่ม ผมอยากจะบอกว่าการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน การให้ความรู้กับประชาชนจะต้อง ไม่ป่ดกั้นประชาชน เราจะต้องเอาความรู้ เอาข้อเท็จจริง เอาเนื้อหา เอาสาระที่เปึนเรื่องจริง และเปึนเรื่องเท็จเอามาบอกให้ประชาชนได้รับทราบ ไม่ใช่ว่าบอกเพียงแต่ข้อมูล ด้านเดียว ส่วนอีกด้านหนึ่งไม่บอก อย่างนั้นคงจะเปึนการทําประชามติที่ไม่สมบูรณ์แบบ
ประเด็นที่สาม ผมคิดว่าสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นก็คือการทํา ประชามติเราจะแบ่งชัดเจนเลยครับ แบ่งออกเปึน ๒ พวกด้วยกัน ๑. คือเห็นด้วย และ ๒. คือไม่เห็นด้วย แต่บนความเห็นด้วยและบนความไม่เห็นด้วยนี่ในเนื้อหาสาระ ผมยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญอีกเหมือนกัน รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ บางคน บางท่าน ก็เห็นด้วยกับบางมาตรา อย่างเช่น สิทธิเสรีภาพของประชาชน เอาล่ะเพิ่มขึ้น ประชาชน บางส่วนก็เห็นด้วยว่าส่วนนี้เปึนส่วนที่ดีของรัฐธรรมนูญ แต่อีกส่วนหนึ่งที่เปึนส่วนที่ ประชาชนรับไม่ได้ เปึนส่วนที่บางคนรับไม่ได้ อย่างเช่น ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนนี้ จะเห็นว่ามีทั้งส่วนที่เห็นด้วยและส่วนที่ไม่เห็นด้วย แต่ถึงเวลาที่จะต้องลงประชามติ จะเลือกว่ารับหรือไม่รับ เราเลือกไม่ได้ครับว่าจะรับเพียงแต่เฉพาะมาตรานี้ แต่ไม่รับ มาตรานั้น ผมจึงเห็นว่าเราน่าจะมีการทําประชามติโดยแยกเปึนส่วนออกมาว่าในหมวดนี้ ในส่วนนี้ประชาชนเห็นอย่างไร ในหมวดถัดไปประชาชนเห็นอย่างไรโดยแยกหมวดแยกหมู่ออก ชัดเจนเพื่อที่จะให้แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้นได้อย่างตรงไปตรงมา
ประเด็นที่สี่ ประเด็นเรื่องของการนับคะแนนประชามติ มีผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักการเมืองถกกันมากเกี่ยวกับประเด็นนี้ เปึนปัญหาสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หลายคน หลายพรรคการเมืองก็ได้ให้ความเห็นในทิศทางที่แตกต่างกันสําหรับการนับคะแนน ที่หน่วยเลือกตั้ง และการนับคะแนนที่หน่วยกลาง ซึ่งผมยอมรับว่าการนับคะแนนทั้ง ๒ แบบนั้น มีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันไป การนับคะแนนที่หน้าหน่วยเลือกตั้งผู้คนก็มักจะบอกว่า อาจจะมีการทุจริตกันได้เนื่องจากว่ากาบัตรที่ไหนนับคะแนนที่นั่น ระบบหัวคะแนนยังคง ใช้ได้ผล ผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้าน ในชุมชนยังเข้าไปมีบทบาทในการตัดสินใจของประชาชน นั่นคือข้อเสียของการนับคะแนนที่หน่วย ตรงกันข้ามครับการนับคะแนนในส่วนกลางก็มี ข้อเสียเหมือนกัน ผมยกตัวอย่างการเลือกตั้งเมื่อครั้ง ป้ ๒๕๔๘ การนับคะแนนเปึนไป ในทิศทางที่ว่าการนับคะแนนในส่วนกลาง หมายความว่ากาบัตรที่ไหนทุกหน่วยก็เอามา รวมกันนับคะแนนที่เดียวเกิดข้อครหามากมายครับ ครหาว่าเมื่อกาบัตรที่หน่วยนี้ แล้วต้องย้ายไปนับคะแนนในหน่วยอื่น ในที่นับคะแนนกลาง เปึนปัญหาที่ว่าเราไม่รู้ เราไม่รู้ว่าระหว่างขั้นตอนการขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งไปสู่หน่วยเลือกตั้งกลางจะมีการทุจริต จะมีการเปลี่ยนหีบเลือกตั้งกันหรือไม่อย่างไร และกระบวนการนับคะแนนที่ใช้เวลาเนิ่นนาน ใช้เวลาขยับออกไป บางหน่วยถึงเช้า บางหน่วยถึงเที่ยงอีกวันหนึ่งก็ยังนับกันไม่เสร็จ ตรงนี้จะทําให้เกิดการครหาในสังคมขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าทั้งนับหน้าหน่วย และนับที่หน่วยกลางก็มีปัญหาด้วยกันทั้งคู่ จึงเปึนสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการที่กําลังจะตั้งต่อไปต้องไปศึกษาและหาข้อสรุปในเรื่อง ของการนับคะแนนในส่วนนี้ด้วย นี่คือ ๒-๓ ประเด็นที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเอาไว้ สุดท้ายต้องบอกอย่างนี้ครับว่า กฎหมายฉบับนี้ถือว่าเปึนกฎหมายที่สําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าจะเปึนกฎหมายที่ใช้ในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ ของประเทศ ตัดสินใจว่าเราจะ ไปในทิศทางไหน เพราะฉะนั้นอยากให้ผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้มองถึงผลประโยชน์ของ ประเทศเปึนหลัก อย่ามองว่าใช้เพื่อรองรับความต้องการของคนใดคนหนึ่ง ใช้เพื่อรองรับ ความต้องการของกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง กฎหมายฉบับนี้ร่างขึ้นมาเพื่อเปึนการหา ข้อยุติให้กับปัญหา เพราะฉะนั้นผมจึงไม่อยากจะเห็นกฎหมายฉบับเดียวกันนี้สร้างปัญหา เปึนการเติมน้ํามันเข้าใส่ในกองเพลิงเพื่อที่จะปลุกเร้าให้เกิดปัญหามากขึ้น ผมอยากจะ เห็นกฎหมายฉบับนี้แก้ปัญหาให้กับประเทศอย่างแท้จริงครับ กราบขอบพระคุณครับ
คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้อง ทําให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกรอบ ๑๒๐ วัน วุฒิสภาอีก ๓๐ วัน เพราะฉะนั้นก็ถือว่า เปึนภาระหน้าที่ ประเด็นประชามตินั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมานั้นเปึนประเด็นหนึ่งที่ทาง สังคมของประเทศเราได้มีการหยิบเรื่องนี้มาถกปัญหากันมากมาย โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมเองเปึนคนหนึ่งที่มีความเชื่อว่าถ้าประชาชนผู้เปึนเจ้าของประเทศสามารถแสดงออก ถึงเจตนารมณ์โดยตรงโดยผ่านการลงประชามติแล้วแต่ละฝ์ายเปึนที่ยอมรับกันนั้น ปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองก็จะยุติกันโดยอย่างไม่มีปัญหาอะไร ผมขอกราบเรียน กับท่านประธานนะครับว่า การผ่านของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่อ้างว่าเรื่องการลง ประชามตินั้น ความจริงแล้วมีเงื่อนไขมากมาย แต่ผมอธิบายเรื่องกับคณะกรรมการ การเลือกตั้งผ่านท่านประธานไปครับว่า ผมเองจะไม่บอกว่าท่านมาจากคณะรัฐประหาร ผมให้ความเปึนธรรมกับท่าน เพราะความจริงท่านผ่านกระบวนการสรรหาของวุฒิสภา แล้วบังเอิญมีการยึดอํานาจในวันที่ ๑๙ กันยายน แทนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับต้องได้รับการแต่งตั้งจาก พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน แทน แต่ว่าผลพวงการไปดํารงตําแหน่งไม่ว่าจะเปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเกี่ยวข้อง กับการร่างรัฐธรรมนูญอันมีผลถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นมันก็ถูกข้อครหา อย่างที่สมาชิกบางท่านได้อธิบายความไป แต่ประเด็นที่ผมจะอธิบายความก็คือว่า บทเรียน การผ่านรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นเปึนบทเรียนเดียวกับการผ่านรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ จริงอยู่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ นั้นไม่มีการลงประชามติ แต่ท่านประธานลองถอยย้อนกลับ ไปดูสิครับว่า หลังจากมีการยึดอํานาจ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ นั้น ที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๒๑ ซึ่งโน่นก็มาจากคณะรัฐประหารเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ นั้นหลายมาตรา ผมเองก็ฝ์ายที่ไปต่อต้านบางมาตราที่เห็นว่าการใช้อํานาจ โดยไม่ชอบ แต่วันหนึ่งนี่ครับท่านประธานที่เคารพ ในช่วงกําลังจะเข้าด้ายเข้าเข็ม บรรดาแม่ทัพนายกอง บรรดาผู้นํา รสช. นําคณะออก โทรทัศน์เลยว่า ในมาตราที่คนไทยไม่สบายใจเวลานั้นคือมาตราที่ว่าด้วยนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ประธานวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งเปึนประธานรัฐสภา บรรดาแม่ทัพนายกองซึ่งเปึนผู้นําคณะรัฐประหารเวลานั้นมานั่งสัมภาษณ์ประกาศเลยว่า ให้พี่น้องคนไทยสบายใจได้ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปข้าพเจ้าและพวกที่นั่งอยู่ หน้าสลอนตรงนี้จะไม่ไปเปึนตําแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยเด็ดขาด ประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้อง เพราะไม่ได้มีความเชื่อเลยว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่านไปแล้วนั้นมันจะมีโอกาสแก้ไขหรือมี อันตรายอยู่ข้างหน้า แต่สุดท้ายเรื่องนี้มันยุติลงโดยความเชื่อของประชาชนก็มาจาก นักการเมืองอีก นักการเมืองก็อธิบายความทันทีว่าค่อยไปแก้ไขที่สภาให้เปึนเรื่องของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปว่าที่สภาแทน ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปท้ายที่สุด คนประกาศไม่รับตําแหน่ง มารับตําแหน่งกลายเปึนชนวนของเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ ท่านประธานที่เคารพ ผมเองได้ท้วงติงตอนมีการพิจารณาเพื่อลงประชามติรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ท่านประธานคงจะได้แลเห็นว่าฝ์ายที่เห็นด้วยและฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นได้แสดง ทัศนคติที่มีความแตกต่างกันและบนพื้นฐานที่มีมายาภาพ ผมเองอยู่ประเภทโหวต โน (Vote no) แปลว่าพวกไม่รับ ชัดเจน แต่ฝ์ายที่รับท่านประธานที่เคารพ ฝ์ายที่รับแต่ละองค์กรได้แสดง ความคิดเห็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญผ่านได้ คมช. ก็บอกว่าผ่านรัฐธรรมนูญแล้วจะมีการเลือกตั้ง ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวป้ ๒๕๔๙ ก็บอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติเปึนสิทธิ คมช. ที่ไปเลือกรัฐธรรมนูญฉบับใดขึ้นมาปรับปรุงและกราบบังคมทูลแล้วก็ใช้ภายใน ๓๐ วัน คนก็มีความกลัวอยู่ในระดับหนึ่ง นักการเมืองอีกนั่นละครับที่มาเพิ่มน้ําหนักบอกว่า ผ่านประชามติไปก่อนแล้วไปแก้กันภายหลัง หัวหน้าพรรคบางพรรคก็ถึงขนาดกับสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า ลองให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาลงสมัครรับเลือกตั้งดู กลุ่มคนที่ชุมนุมในพันธมิตรก็ทําองค์กรเรียกว่า สปป. รณรงค์เลยแล้วก็บอกว่าให้ผ่านไปก่อน และเขาจะเปึนแกนนําในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการเข้าชื่อของประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ แปลความกันว่าประชาชนเองก็ได้รับบริโภคข่าวสารอันนี้ แปลว่าให้รัฐธรรมนูญผ่าน มีการเลือกตั้งไปแก้ไข รัฐธรรมนูญผ่านวันที่ ๑๙ สิงหาคม ท่านประธานลงไปดูเถอะครับว่า หัวหน้าพรรคการเมืองแทบทุกพรรคพูดเหมือนกันหมด ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในปัจจุบันท่านก็บอกว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีใครแสดงความคิดเห็น เปึนอย่างอื่นเลย แต่ประเด็นที่ผมจะอธิบายความต่อไปนี้นั้นก็คือว่า วิธีการในการลง ประชามตินั้นเปึนปัญหา ถ้ากฎหมายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติมีเนื้อหาสาระเหมือนมาตรา ๘ นี่นะครับ บอกว่าการออกเสียงเพื่อมี ข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจํานวน ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบ ในเรื่องของการจัดทําประชามติ เรื่องนี้ถ้าประเทศเราเปึนประเทศที่มีอุดมคติ เหมือนอย่างกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ยกมากล่าวอ้าง แต่ประเทศไทยของเรามันมี บทเรียนมากมายครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าถ้าพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีถ้อยคําอย่างนี้มาใช้ในการรณรงค์รับหรือไม่รับในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ที่ผ่านมาที่บอกว่าคนที่นอนอยู่บ้านให้นับอยู่ฝ์ายไม่เห็นด้วยกรณีไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คนมีสิทธิ ๔๕ ล้านคนนี่นะครับ ออกเสียงประชามติ ๒๕ ล้านคน คิดเพียงแค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง เห็นด้วย ๑๔ ไม่เห็นด้วย ๑๐ ผมบอกว่าถ้าสู้กันเวลานั้นถ้ามีเนื้อหากฎหมายแบบนี้ บอกกันเลยว่าคนที่ไม่ต้องการจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สู้ง่ายที่สุดคือการไม่ไปโหวต แปลความว่าไม่ไปโหวต คนที่เห็นด้วยกับการโหวตมีเพียงแค่ ๑๔ ล้านคน ถ้ามีเนื้อหากฎหมายแบบนี้บอกกันเลยว่า คนที่ไม่ต้องการจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สู้ง่ายที่สุดคือการไม่ไปโหวตแปลความว่าไม่ไปโหวต คนที่เห็นด้วยกับการโหวตมีเพียงแค่ ๑๔ ล้านไม่ถึงครึ่ง พวกที่นอนหลับทับสิทธิบวกกับผู้ไม่เห็นด้วยเสียงเกินครึ่งกลายเปึน ฝ์ายชนะโดยฉับพลัน เห็นไหมครับท่านประธานที่เคารพ ผมจึงบอกว่าวิธีการนําเสนอของ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเปึนเรื่องที่มีปัญหาอย่างแน่นอน เหมือนกับการบอยคอท (Boycott : ต่อต้าน) การเลือกตั้ง ๒๐ เปอร์เซ็นต์บางพื้นที่เปึนเรื่องยากกันแสนสาหัส ที่หยิบยกเรื่องการเลือกตั้งโมฆะ ท่านประธานลองไปดูคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแค่เรื่องการหันก้นออกมานอกคูหาเลือกตั้งเท่านั้นเอง ไปดูเนื้อหาสาระของความผิด เถอะครับ เดิมให้หันหน้าออก ครั้งนี้หันหลังออกนั่นเปึนสาระที่เนื้อหายาวเหยียด แต่ข้อความผิด เอาเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เปึนความผิด ผมบอกกับท่านประธานตรงนี้ว่า เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงจะเปึนปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าเราต้องการประชามติให้เปึน กฎหมายแบบไม่ยึดหน้าอินทร์หน้าพรหม ต้องการฟังเสียงประชาชนตรง ๆ กันนั้น ถ้าวาง กฎกติกาตามมาตรา ๘ นี้เอาไว้ก็จะเจอเกมพรรค์อย่างนี้ ผมบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ รณรงค์เวลานี้ สมมุติว่าให้มีการลงประชามติ พวกที่ไปรณรงค์มีเสียงตุนอยู่แล้ว สมมุติว่า ต้องการจะมีคนคาดว่ามาใช้สิทธิเอามากเลย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แปลความ กันว่ามีเสียงตุนอยู่ในมือแล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไปหาอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ กลายเปึนเสียงข้างมากทันที ๔๙ เปอร์เซ็นต์เดิมเปึนเสียงข้างมาก มาใช้สิทธิ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ โดยจะเปึนเสียงข้างมาก แต่กฎหมายฉบับนี้จะทําให้กลายเปึนเสียงข้างน้อยโดยทันที เหมือนกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพ เสียงฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล นั่งประชุมกันนี่แหละครับ ถ้าบอกว่าให้นับเฉพาะฝ์ายรัฐบาลบางวันนี่ประชุมไม่ได้เลย บอกว่าองค์ประชุมไม่ครบ ผมจึงบอกว่าวิธีการนําเสนออย่างนี้จะกลายเปึนปัญหา ในอนาคตครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าเพื่อเปึนการป่ดช่อง ผมมีความเชื่อว่าถ้าไม่มีถ้อยคําอย่างนี้คนจะมาใช้สิทธิเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่พอ เป่ดช่องบอกว่าถ้าเสียงมาใช้สิทธิไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คําว่า เสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับ การลงประชามติ ท่านเป่ดช่องให้เสียงข้างน้อยได้ใช้โอกาสนี้ทันที เพราะฉะนั้นผมจึง ไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้แล้วก็จะขอแปรญัตติในทุกขั้นตอนเพราะนี่จะกลายเปึนวิกฤติใหม่ ครับท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานที่เคารพครับ วันเลือกตั้งที่กําหนดเปึนวันเดียวกัน ทั้งประเทศ ผมเชื่อว่านี่จะเปึนการเบาใจมากมาย นี่ไม่นับเรื่องบัตรเลือกตั้งที่คณะกรรมการ การเลือกตั้ง ผมเองไม่ได้มีหน้าที่จะต้องมาชมหรือให้กําลังใจ กกต. ผมมีหน้าที่ต้อง วิพากษ์วิจารณ์กันตรง ๆ ผมไม่ได้มีความรู้สึกเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับ กกต. แต่ผมมี ความรู้สึกเหมือนกับคนใน กกต. บางคนแสดงความคิดเห็นเวลานี้ว่า คนที่อยู่ใน กกต. จะรับกําลังใจไม่ได้เหมือนกับศาล เพราะวันหนึ่งตัดสินไม่ตรงก็จะได้รับอีกอย่างหนึ่ง วันหนึ่งเปึนก้อนหิน วันหนึ่งเปึนก้อนอิฐ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมจึงบอกว่า หลักการวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะเปึนองค์กรที่ลดความขัดแย้งแต่ข้อความ ในกฎหมายในมาตรา ๘ นี้จะเปึนที่มาของความขัดแย้งอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ท่านประธาน ที่เคารพ ผมจึงบอกไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าวันนี้ที่มากกว่าหลักทั้งปวงท่านต้อง ยืนหลัก หลักแข็งมากเท่าไรประเทศชาติจะเดินหน้ากันไปได้ วันจันทร์ท่านต้องรับผู้คนที่ ไปให้กําลังใจกับท่าน ๓ คน อีก ๑ คน เขาจะไปขับไล่ อีก ๑ คนเขาจะไม่ให้ความสนใจ แต่แปลความว่าท่านต้องแบกความกดดันว่าถ้าวันหนึ่งถ้าท่านไม่ทําตามความต้องการ ของเขานั้น ท่านเองก็จะอยู่ในประเภทอีก ๒ คนนั้น ผมจึงบอกว่าวันนี้สังคมไทยประเทศ ของเรานั้นมันจะต้องมีมาตรฐาน เพราะฉะนั้นกฎหมายประชามติจะเปึนทางออกทางหนึ่ง วันนี้เรื่องรัฐธรรมนูญนี่นะครับ ผมเชื่อว่าถ้ายึดแนวทางกฎหมายประชามตินั่งนับเวลา กันแล้วตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา กรณีไม่เห็นด้วยต้องกลับมาอีก ๒ เดือน หรือต้อง ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนกว่าจะประกาศใช้ ใช้แล้วจะลงประชามติเรื่องใดจะต้อง กําหนดวันลงให้เกิน ๙๐ วันแต่ไม่เกิน ๑๒๐ วัน รวมเวลาแล้วป้เศษ แปลความว่าถ้ารัฐธรรมนูญไปช่องทางนี้จะมีการแก้ไขได้ก็ประมาณ ป้เศษ ๆ ผมจึงบอกว่าวันนี้เมื่อคิดจะลงประชามติก็มีพวกเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกัน แต่สิ่งที่ ผมจะอธิบายความกับท่านประธานก็คือว่า เรื่องการลงประชามตินั้นจะเปึนการทดสอบ อะไรหลาย ๆ อย่าง การลงประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ได้มีข้อมูลหรือการดําเนินการในการระบุความผิดในการไปใช้สิทธิให้มีความชัดเจน เพราะเหมือนกับต้องการว่าให้พ้นตัวไปเหมือนกัน ผมจึงบอกว่าการลงประชามติถ้าจะมี ครั้งต่อไปคณะกรรมการการเลือกตั้งมีบทเรียนเรื่องการดูแลการเลือกตั้ง ต้องประกาศ ให้ชัดเจนก่อนเลยว่าพิมพ์บัตรเลือกตั้งจํานวนเท่าไร พิมพ์บัตรลงประชามติจํานวนเท่าไร เหตุที่พิมพ์เกินมีเหตุผลอะไรรองรับเกินจากผู้มีสิทธิร้อยเปอร์เซ็นต์ไป มันจะลดปัญหา ความเคลือบแคลงใจของผู้คน แม้กระทั่งเรื่องการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เรื่องลงประชามติ บอกวันเดียวกันทั้งประเทศ ผมเบาใจ เพราะเท่ากับเปึนการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ๒ วัน มีคนดูแลรักษาหีบ ซึ่งผู้ที่มีส่วนได้เสียนั้นไม่มีโอกาสไปเห็นนั้นมีเวลา ๗ วัน ในสมัยเรา เลือกตั้งไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ออกจากที่นับหีบรวมกันที่อําเภอนี่ละครับ หรือว่าจุดใด ที่ประกาศให้นับยังต้องตามกันไปทุกที่กลัวว่าหีบมันจะไปแวะ กลัวคนว่าจะไปยัดหีบบัตร แต่นี่ ๗ วันไม่มองเห็น ผมจึงบอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ต้องเข้าข้างใครหรอกครับ ท่านยืนเปึนกลาง วันนั้นท่านคิดหลักว่าเข้าข้างใคร วันที่ท่านเข้าข้างใคร คนนั้นก็บอกว่าท่านดี อีกฝ์ายหนึ่งที่ท่านไม่เข้าข้างเขาก็บอกว่าท่านไม่ดี นี่เปึนปรากฏการณ์มีบทเรียนกันมามากมาย ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าเส้นทางจากนี้ไปประเทศของเรา บางคน บอกว่ากําลังหาทางแก้วิกฤติอยู่ กําลังหาทางออกของวิกฤติ แต่ผมบอกว่าคนที่พูดก็ต้อง ดูว่าตัวเองเปึนทางเข้าของวิกฤติหรือเปล่าเหมือนกัน วันนี้ประชามติซึ่งจะเปึนกฎหมาย ที่จะหาทางออกให้กับสังคมตามมาตรา ๑๖๕ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใด อาจจะกระทบถึงประโยชน์การได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจจะปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและ ประธานวุฒิสภาก็ได้ที่จะมีการออกเสียงประชามติ วันนี้วิกฤติของประเทศมากมายครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ก็เปึนวิกฤติ เรื่องของการชุมนุม ที่เรียกร้องเดี๋ยวนายกรัฐมนตรีลาออก เดี๋ยวยุบสภา สารพัดสารพันนี่ก็เปึนวิกฤติอันหนึ่ง แต่ทั้งหมดผมจึงบอกว่าจะแก้ไขปัญหาอะไรนั้นประชามติมันจะตัดคําพูดว่า อ้างประชาชน แล้วประชาชนจริง ๆ เขาคิดอะไร นี่เปึนหัวใจสําคัญที่สุด เมื่ออ้างเสียงส่วนมาก อ้างประชาชน ก็ต้องไปถามประชาชน เหมือนกับแนวความคิดของรัฐบาลในอดีตบอกว่า เมื่อก่อนใครมา เปึนรัฐบาลก็บอกว่าประเทศไทยมีคนยากจนมีเรื่องความยากจน แต่ถามว่าคนจนกี่คน จนด้วยเรื่องอะไร ไม่มีใครตอบได้ ก็ต้องไปขึ้นทะเบียนคนจนก็จะได้แก้ไขปัญหาอย่างเปึน วิทยาทาน เรื่องการลงประชามตินี้ก็เปึนเช่นเดียวกันท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นจะเปึน ทางออกที่ดี แต่คนที่นั่งตรงกลางที่สุดคือคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกครั้งที่ใครมานั่ง เปึนกรรมการการเลือกตั้งที่จะต้องดูแลอย่างนี้คนก็ต้องนินทาทั้งนั้น ฝัืงผมก็ตั้งข้อสังเกต เหมือนกันว่าทําไมท่านไม่แจกใบแดงที่จังหวัดเพชรบูรณ์นั่นล้านสาม ล้านสามไม่แดง ที่ไม่ถึงล้านสามแดงก็มี เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าตาชั่งของท่านที่จะเปึนหลัก สําคัญให้คนทั้ง ๒ ฝ์ายที่นั่งอยู่ ๒ ป้กนี้สามารถเดินหน้ากันไปได้โดยไม่มีความตะขิดตะขวงใจ ผมจึงพูดบนพื้นฐานว่ากฎหมายฉบับนี้ในมาตราที่เปึนปัญหาในมาตรา ๘ นั้นควรที่จะมี การแก้ไข เพราะจะกลายเปึนช่องทางที่สําคัญ และผมฝากอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ เปึนการสรุปว่า ผมเองนั้นมีความเชื่อเลยว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งระบอบประชาธิปไตย แม้นว่าจะไม่สมบูรณ์ แต่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลง มีสิทธิที่จะมี การแก้ไข ผมมีความเชื่อว่าสิทธิเสรีภาพต้องได้มาจากการต่อสู้ ได้มาจากการร้องขอ แต่ว่าผมไม่เชื่อว่า สิทธิเสรีภาพจะได้มาจากการถูกบอกว่าคุณจงมีสิทธิเสรีภาพเหมือนวันนี้เหมือนกันก็คือว่า เราปกครองในประเทศที่อยู่ในยามเหมือนผมยกตัวอย่างว่าเหมือน ๑ ประเทศ ๒ ระบบ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง องค์กรอิสระติดค้างคามาจากคณะรัฐประหาร ผมไม่ได้บอก เรื่องตัวบุคคลท่านดีหรือไม่ดี และผมบอกที่มาของ กกต. ของท่านชัดเจนว่า ถ้าไม่ยึด อํานาจท่านก็ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ท่านจะมีสถานะความรู้สึกที่ดีกว่านี้ แต่ว่า เมื่อมีคําสั่งอื่นใดของคณะรัฐประหารอยู่ คนของคณะรัฐประหารยังอยู่ อีกส่วนหนึ่งมาจาก การเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งยังมาจากกระบอกป๋น หรือมาจากรถถัง มาจากอํานาจเผด็จการอยู่ ประเทศของเราจะมีสภาพอีหลักอีเหลื่อ แต่ทุกคนต้องมีความอดทนเพราะต้องการ ให้ประชาธิปไตยมันเดินหน้าไม่ต้องการให้มีการสะดุดกันอีก เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่า กฎหมายฉบับนี้ผ่านไปเร็วที่สุดเปึนเรื่องดี แต่ว่าเนื้อหาสาระต้องได้รับการแก้ไข คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องเอาบทเรียนของการลงประชามติวันที่ ๑๙ สิงหาคม มาตรองดูหลายพื้นที่คาใจผู้คน เช่น การลงประชามติที่จังหวัดภูเก็ต เว็บไซต์ (Web site) เผยแพร่ทั่วกันไปหมด รวมกระทั่งว่าไม่สามารถหาข้อกระทําความผิดได้ หรือการเลือกตั้ง ๒ ครั้งที่ผ่านมา ข้อที่ท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้นถ้าท่านมีหลักผมเชื่อว่าประเทศชาติจะได้ เดินหน้า แล้วก็ขอว่าวันจันทร์นี้ที่จะมีการยกโขยงท่านที่นั่งอยู่มีส่วนที่จะได้รับกําลังใจ อีก ๒ คนนั่นอยู่ในป้กที่บอกว่าไม่สนใจและถูกขับไล่ นี่จะเปึนปัญหาหัวใจ เพราะฉะนั้น ผมจึงฝากว่าในใจของท่านผมฟังจากพวกท่านแล้วว่าไม่ต้องการรับอย่างนั้นเหมือนผมได้ แสดงความคัดค้านกับคนเมื่อจะไปมอบกําลังใจให้กับศาล เพราะฉะนั้นด้วยความหวัง ก็คือว่าความที่เปึนตาชั่งที่ไม่เอียง ความที่เปึนตาชั่งที่มีความเที่ยงธรรม มีความสุจริตนั้น จะทําให้ประเทศของเรามันได้คลายวิกฤติ ขอขอบพระคุณท่านมากท่านประธาน
เชิญคุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเองมีความเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งว่าจะต้อง มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับนี้ เพราะว่าเปึนกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญครับ มันชัดเหลือเกินว่าภายใน ๑ ป้นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญก็ต้องมี กฎหมายฉบับนี้ แต่วันนี้ผมมีปัญหานิดหนึ่งครับว่ามันรีบเกินไปหรือเปล่า มันรีบเกินไป หรือเปล่าคําถามนี้สําคัญครับ เพราะวันนี้สังคมเรากําลังแตกแยก มีคนกลุ่มหนึ่งมองว่า การที่รัฐบาลนั้นรีบที่จะเอาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติฉบับนี้เข้าสู่สภาก็เปึนเพราะว่าต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๕๐ แบบเร่งด่วน กล่าวกันไปไกลถึงขนาดที่เรียกว่าแก้เพื่อปัองกันการยุบพรรค แก้เพื่อปัองกัน การปกปัองผลประโยชน์ในทางคดีให้กับท่านอดีตนายกรัฐมนตรี วันนี้บ้านเมืองคิดไป อย่างนี้ครับ แล้วก็มีความเปึนห่วงในความเร่งรีบ ผมเรียนอย่างนี้เถอะครับว่าเราชะลอ สักนิดหนึ่ง มองให้ถี่ถ้วนว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นเปึนประโยชน์ต่อประเทศชาติจริงหรือไม่ แล้วปล่อยครับ ปล่อยให้การพิจารณาคดีนั้นเปึนเรื่องของศาล เปึนเรื่องการใช้อํานาจของ ฝ์ายตุลาการ ผมเชื่อครับศาลจะแก้วิกฤตินี้ได้แล้วจะไม่ทําให้บ้านเมืองประเทศชาตินี้ พังซ้ําสอง ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมผมถึงบอกว่าอยากจะให้ช้าและตรองดูสักนิดครับ ผมได้มาดูครับ พบว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นเกิดขึ้นโดยการนํามาผสมรวมกันระหว่าง กฎหมายฉบับที่แล้วเรื่องของประชามติที่สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วก็ประกาศ แล้วก็ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับของคณะปฏิวัติที่เห็นอยู่นะครับ เปึนการรวมกันนะครับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ๒๕๔๑ แล้วก็เปึนการรวมกันกับประกาศ สภาร่างรัฐธรรมนูญเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและ การออกเสียงประชามติ ๒๕๕๐ กับ พ.ร.บ. ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้วก็ยํารวมมาเปึนกฎหมายฉบับนี้ มีอยู่หมวดหนึ่งครับ แล้วเปึนข้อดีของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ต้องบอกว่าในส่วนตัวผมเองแล้ว คัดค้านรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มาตั้งแต่ต้นครับ แล้วก็ค้านตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ครับ เพราะเชื่อว่า บ้านเมืองนั้นมีกฎเกณฑ์อยู่ และการที่เคารพกฎเกณฑ์ที่เปึนธรรมนูญสูงสุดในการปกครอง ประเทศนั้นเปึนเรื่องสําคัญ แต่ด้วยความที่เอาล่ะครับรับกันมาแล้วแล้วก็ผ่านประชามติ มาด้วย ผมไปศึกษาพบว่ารัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ นั้นให้โอกาสกับประชาชนในฐานราก ได้ดีมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดเรื่องเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครับ ในหมวด ๑๔ เรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานครับ ในหมวดนี้มีการพัฒนา เยอะแยะมากมายเลยครับ แล้วที่พัฒนามาถึงที่สุดก็คือว่า ในมาตรา ๒๘๗ วรรคสอง หมวด ๑๔ ในรัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๕๐ นั้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. อบจ. นี่ล่ะครับสามารถที่จะจัดทําประชามติได้ด้วย พอเข้ามาถึงประเด็นนี้ก็พลิกไปดูกฎหมาย รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๘๗ วรรคสองก็บอกว่าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ถ้าเรื่องไหนที่คิดว่ามีผลกระทบต่อชีวิตและความเปึนอยู่ของประชาชนในท้องถิ่นในสาระ ก็สามารถที่จัดทําประชามติเพื่อตัดสินใจก็ได้ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายกําหนด กฎหมายไหน ท่านประธานครับ ก็กฎหมายฉบับนี้ล่ะครับ ก็กฎหมายประชามติฉบับนี้ล่ะที่จะต้องเปึน กฎหมายแม่บทให้กับระดับท้องถิ่นด้วย พอมาอ่านดูร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็พบว่า ไม่ได้ให้ความสําคัญกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๗ ที่ให้สิทธิองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอาไว้เท่าที่ควร ส่วนมากจะเปึนเรื่องการทําประชามติในระดับที่ท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. เห็นชอบร่วมกันให้จัดทําโดยผ่านการปรึกษาท่านประธานหรือปรึกษาท่านประธาน วุฒิสภานะครับ จะอิงไปแนวนั้นเสียส่วนมาก ซึ่งลืมไปเลยครับว่าเรามีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปกเกล้ารัชกาลที่ ๗ นั้น พระองค์ท่าน ก็มีการวางแนวพระราชดําริเอาไว้ครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบนี้ล่ะครับ ที่ท่านเรียกว่าเทศบาลนั้นเปึนรากฐานในระบอบประชาธิปไตย แต่วันนี้ท่านก็ลืม ไม่ครบถ้วนที่จะใส่ลงไป ผมย้อนอดีตสักนิดหนึ่งว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีความสําคัญอย่างไรกับบ้านเมือง เมื่อสมัยรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขาเน้นย้ําเรื่องของ รายได้ครับว่าจะให้มีการกระจายรายได้ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงต้องมี พระราชบัญญัติ ๑ ฉบับขึ้นมา เขาเรียกว่าแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจการปกครอง ส่วนท้องถิ่น ป้ ๒๕๔๒ ว่าในเรื่องของการกระจายรายได้ให้กระจายรายได้นั้นในป้ ๒๕๔๙ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นต้องมีรายได้เปึน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่รัฐจะต้องได้ และแล้วรัฐบาลที่ผ่านมาก็ทําไม่สําเร็จ เพราะท่านเลือกที่จะใช้งบประมาณจากส่วนกลาง ให้เห็นรัฐบาลเปึนพระเจ้าในการที่จะส่งเงินลงไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง ๆ ที่ท่านมีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องทําอยู่ในพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจ ป้ ๒๕๔๒ วันนี้ก็อีกเช่นกันครับ ท่านก็ลืมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมไม่โทษท่านผู้ชี้แจง คณะกรรมการ กกต. นะครับ แต่ผมเปึนห่วงเรื่องของความเร่งรีบ เรื่องของความถูกต้อง ผมฝากไว้ในประเด็นแรกของผมในเรื่องของการทําประชามติ ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องที่เปึนห่วงครับ เมื่อวานนี้ผมเองก็ได้มีการอภิปรายนะครับ ในตัวร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงแหน่ง ทางการเมืองแล้วก็เปึนห่วงในรูปแบบว่าความมีอยู่ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น มีหรือไม่แค่ไหนเพียงใด ในความคิดของผมนั้นทราบดีครับว่ามีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๒ บอกเอาไว้ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวนั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่มันมีการถกเถียงกัน เรื่องจริงครับว่าเมื่อทําการปฏิวัติแล้ว ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทั้งหมด จากนั้นไม่ทราบ ด้วยเหตุผลกลใด อาจจะเปึนเพราะว่าคณะปฏิรูปอาจจะเพิ่งนึกออกเลยเริ่มมีการแก้ไขให้ แต่ละตัวนั้นกลับขึ้นมามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ จนกระทั่งมาตรา ๓๐๒ นั้นบอกว่าเอากลับมาได้ ซึ่งมันจะปลอดภัยกว่าหรือเปล่าครับถ้าเราใส่ถ้อยคําที่บอกว่ายกเลิกพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ผ่านมาเมื่อป้ ๒๕๔๐ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะบอก สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เมื่อการประชุมเมื่อวานนี้ในวาระที่แล้ว แต่ในวาระนี้มันหนักกว่านั้นครับ เพราะว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามตินั้นวันนี้ขาดหายในหัวข้อเรื่องของการยกเลิกฉบับเก่าซึ่งยังเปึน ข้อถกเถียงครับ เพราะว่าในมุมมองกฤษฎีกามุมหนึ่งก็บอกว่าถ้ากฎหมายแม่คือ รัฐธรรมนูญนั้นหายไป กฎหมายลูกซึ่งเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นต้องหายไปด้วย แต่อีกมุมหนึ่งครับ มุมวิชาการอีกมุมหนึ่งเขาก็มองว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ศักดิ์มันเท่ากับพระราชบัญญัติปกติ ที่มาและการยกเลิกต้องคล้ายคลึงกัน วันนี้ถ้าเราใส่ เข้าไปสักมาตราหนึ่งจะได้ไหมครับว่าให้ยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับที่แล้วไม่ว่าจะออกโดย สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หรือออกโดยสืบเนื่องจากประกาศคณะปฏิรูปก็แล้วแต่ แล้วก็ให้ใช้ฉบับนี้เปึนฉบับแม่มีแบบนี้จะปลอดภัยกว่าไหมครับ นั่นคือข้อที่ผมกังวลใจ เมื่อวานนี้ แล้วก็กังวลใจเพิ่มขึ้นในวันนี้ในวาระนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็ฝากไว้ ใน ๒ ประเด็นด้วยกัน ก็คือเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของผมอย่าลืมให้ความสําคัญ กับเขาด้วย แล้วก็เรื่องรูปแบบกฎหมายวันนี้ช้าสักนิดความชอบธรรมจะมี ช้าสักนิดบ้านเมือง เราไปได้ เพราะว่าวันนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาแน่นว่ารัฐบาลต้องเร่งสุดขีดเลยครับ ให้ประชามติออกเพราะกลัวคดีในศาล อย่าให้เกิดภาพนั้นครับ สร้างความชอบธรรมให้กับ คดีที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณท่านมีด้วย เพราะฉะนั้นขอเถอะครับ อย่ารีบครับ ขอบคุณครับ
คุณทองดี มนิสสาร ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ กระผมขอกราบขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่มีโอกาสได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ สถานการณ์ทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เกิดจากการไม่เข้าใจหรือว่าเข้าใจระบบทางการเมืองนั้น การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขก็คือการเลือกตั้ง คือเข้ามาสู่ระบบทางการเมือง เพราะฉะนั้นอีกภาคส่วนหนึ่งก็ไปต่อสู้ทางการเมืองอยู่นอกรัฐสภาหรือนอกสภาผู้แทนราษฎร พอเกิดตรงนี้ขึ้นมาภาคส่วนตรงนี้ก็หาทางออกทางสังคมให้ดีที่สุดก็คือเกี่ยวกับการมี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพราะฉะนั้นผมขอตั้ง ข้อสังเกตตามที่มีหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว มาตรา ๘ เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ถ้าผู้มาใช้สิทธิไม่เกินกึ่งหนึ่งนั้นก็ถือว่าการออกเสียงประชามติตกไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ ขออนุญาตชัดเจนว่าที่ออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ นั้นที่ผ่านมาแล้ว ภาคอีสาน ภาคเหนือตอนบน ๑๗ จังหวัดแล้วก็บวกภาคเหนืออีกนั้นที่ไม่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ก็เปึนพื้นที่สีแดงของทางสังคมที่ตราหน้าว่าเปึนพื้นที่ที่มี การปลุกระดมปลุกเร้าให้พี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิใช้เสียงประชามติไม่เห็นด้วยกับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านที่เคารพครับ การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นนั้นไม่ว่าความคิดเห็น จากฝ์ายใดนั้นคงไม่ใช่เปึนประเด็นหลักของทางด้านระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น หลายฝ์ายที่ออกมาแสดงความคิดเห็นนั้นเปึนส่วนที่คิดว่าท่านทําถูกต้องแล้ว พวกผมก็ทํา ถูกต้องในส่วนนี้ การเอาความรู้สึกเรื่องส่วนตัวนําออกมาอภิปรายในสภานั้นก็ถือว่าท่าน ได้นําเอาความรู้สึกที่มีอยู่ของท่านว่าให้แนวโน้มของการหยั่งเสียงประชามติหรือว่า ความคิดเห็นของท่านออกไปในทางนี้ แต่สําหรับตัวผมแล้วเห็นว่าการออกเสียงประชามติหรือว่าเปึนการแสดงออกของพี่น้อง ประชาชนให้มีส่วนร่วมในการที่ประชาธิปไตยนั้นถ้าพี่น้องประชาชนภาคส่วนประชาชน มีส่วนร่วม ทุกภาคส่วนนั้นก็จะมีอะไรที่เกิดความขัดแย้งกันอยู่ ในส่วนใดที่ไม่เห็นด้วย ในส่วนนี้ก็จะออกมาสู่ระบบ เพราะฉะนั้นที่ให้ทิศทางของระบบการเมืองหรือประชาธิปไตย ให้มันไปได้ก็คือเกี่ยวกับพี่น้องทุกภาคส่วนเราได้มีสติตั้งมั่นให้ดีว่า ขอกราบขอบพระคุณ ที่ทาง กกต. นะครับ ที่เปึนส่วนกลางเปึนผู้ประสานงานในส่วนนี้ได้ทําร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเข้าสู่สภาเพื่อแก้ปัญหาให้สังคมกับพวกเราหาทางออก ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นมาตรา ๘ ตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเราทําเหมือนที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ๒๕๕๐ นั้น จะเปึนเรื่องที่สมบูรณ์ แล้วก็เปึนกลางที่สุดในส่วนนั้น ผมคนหนึ่งนะครับที่ได้ออกไปอยู่ฝ์ายปฏิบัติในส่วนที่ เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือการออกเสียงประชามตินั้น ผมอยู่พื้นที่ชนบทรู้ข้อมูล ในส่วนนี้อยู่ในฝ์ายปฏิบัติมารู้ดีในส่วนนี้คือมาตรา ๘ และมาตรา ๑๑ ส่วนมาตรา ๑๑ นั้น เกี่ยวกับเขตการออกเสียงประชามตินะครับ ขอตั้งข้อสังเกตว่าให้แต่ละหน่วยในการออกเสียง ประชามติ ๘๐๐ คนของผู้มีสิทธิขึ้นไปนั้นถ้าเขตชุมชนหรือหมู่บ้าน เพราะฉะนั้น ชุมชนชนบทนะครับ หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านมันจะห่างกันมากกว่า ๒ กิโลเมตรขึ้นไปนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าท่านไม่ดําเนินการในส่วนที่แก้ไขปัญหาชุมชนหรือชุมชนเมืองครับ เปึนเขตหนาแน่นของชุมชนแต่ชนบทนั้นหมู่บ้านในชนบทจะห่างไกลกัน เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการที่พี่น้องประชาชนจะไปออกเสียงประชามตินั้น ก็ถือว่า ในหมวดนี้ไม่มีการบังคับหรือว่าไม่มีการที่ถ้าไม่ไปแล้วเสียสิทธิอะไรบ้างตรงนี้เราไม่ได้ กําหนดไว้ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนที่อยากจะออกไปนั้นก็ถือว่าออกไปด้วยความสมัครใจ แล้วก็เห็นว่าบ้านเมืองมีทางออกว่า เห็นด้วยไหมกับการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือที่เกี่ยวกับ การลงประชามติอย่างอื่นนั้น เพราะฉะนั้นส่วนนี้ มาตรา ๘ กับ มาตรา ๑๑ จะมีการโยงประเด็น ตรงนี้กันครับ เพราะฉะนั้นในการนับคะแนนที่หน่วยถือว่าถูกต้องแล้ว ท่านที่เคารพครับ หลายฝ์ายข้างต้นบอกว่าการลงคะแนนเสียงแล้วถ้านับที่หน่วยเลือกตั้งหรือหน่วยนะครับ การประชามตินั้นกลัวจะมีฝ์ายที่ไปดําเนินการให้ผิดกฎหมายในส่วนนี้แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าเอาคะแนนไปรวมกันแล้วนับที่เดียวตรงนั้นจะมีปัญหา มากกว่า ในส่วนนี้ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพื่อไม่ให้เปึนการเสียเวลาของสภาเรานะครับ เพราะฉะนั้นขอฝากว่ามาตรา ๑๑ ในส่วนที่ถ้าไม่มาออกเสียงประชามติไม่เกินกึ่งหนึ่งแล้ว ถือว่าการหยั่งเสียงประชามติตกไปนั้น ถือว่าความชอบธรรมในตรงนี้มันเปึนเหตุที่จะต้องดูว่า เปึนไปได้ไหมถ้าทําประชามติแล้วพี่น้องเสียงส่วนมากเห็นว่าควรแก้ไข ควรปรับปรุงตรงนี้ ตรงนี้ แต่เสียงส่วนน้อยไม่เห็นด้วยก็ถือว่าไม่ใช่เพราะเสียงส่วนใหญ่ให้ตกไปตามที่ท่าน เขียนไว้ในตรงประเด็น มาตรา ๘ นี้ก็แสดงว่า ขอให้ถ้าปรับปรุงตรงนี้ได้นะครับ ก็จะเปึน ประเด็นที่จะเข้าหลักที่ว่าระบอบประชาธิปไตย ระบอบในการออกเสียงประชามติของ พี่น้องประชาชนนั้นจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นนะครับ และมาตรา ๑๑ ก็ขออนุญาตฝากด้วยว่า การที่หมู่บ้านนั้น ชุมชนนั้นก็ขออย่าไปกําหนดให้เปึนตายตัวว่า ๘๐๐ เสียงขึ้นไป เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตว่าให้นับจํานวนหมู่บ้านหรือชุมชนที่ใกล้เคียงที่สุดนะครับ ที่จะได้มีการออกมาให้พี่น้องประชาชนมาในตรงนี้ เพราะฉะนั้นทุกภาคส่วนในการที่ ออกเสียงประชามตินั้นก็ถือว่าเปึนหลักแห่งประชาธิปไตยแล้วทางออกของสังคมนั้น เรามีทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ให้เสียงส่วนมาก ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการที่เราทําอะไรไปที่มีทางตันหรือว่ามัน ไปไม่ได้ก็ต้องให้เสียงส่วนใหญ่มีการแสดงความคิดเห็น เสียงส่วนใหญ่เอาอย่างไร สภาแห่งนี้เปึนสภานิติบัญญัติ สภาที่ออกกฎหมาย แต่จริง ๆ แล้วเดี๋ยวนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้เขียนชัดเจนว่าศาลก็สามารถเสนอกฎหมายออกมาได้เหมือนเมื่อวานนี้ และวันนี้ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญคือกฎหมายเกี่ยวกับการลงประชามติก็เปึนอํานาจของ กกต. องค์กรกลางที่จะต้องมาเปึนเจ้าภาพในส่วนนี้ ก็ขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งที่กระผม ส.ส. ทองดี มนิสสาร ที่ได้แสดงออกว่า ๒ ประเด็นหลักที่ผมขอ ตั้งข้อสังเกตนะครับ มาตรา ๑๑ กับมาตรา ๘ ขอกราบขอบคุณด้วยความเคารพ สวัสดีครับ
เชิญท่านพีระพันธุ์ครับ อยู่ไหมครับท่านพีระพันธุ์ ท่านพีระพันธุ์ไม่อยู่ ก็เปึนท่านเจือ ราชสีห์ ครับ เชิญครับ ท่านเจือก่อนก็ได้ ท่านพีระพันธุ์ทีหลังก็ได้ ท่านลุกขึ้นแล้ว
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้พวกเรา ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ผมเองได้นั่งฟังแต่เช้าครับท่านประธาน ผมคิดว่าประเด็นหลายประเด็นคงจะเริ่มซ้ํากันบ้าง แล้วผมคงไม่ใช้เวลาของสภาให้มาก เพียงแต่ว่าจะใช้เวลาให้เปึนประโยชน์มากที่สุด ผมสนใจอยู่หลายประเด็น แต่ว่าเห็นเวลามันเย็นมากแล้วครับท่านประธาน ผมมาดู มาตรา ๙ พวกเราก็ได้อภิปรายกันไปหลายคน มาตรา ๙ ผู้ร่างได้ให้ความสําคัญในเรื่อง การแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันแต่สําคัญกว่านั้นก็คือว่า เรามีกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ได้เขียนกํากับไว้เลยว่า ก่อนการออกเสียงประชามติ รัฐต้อง ดําเนินการให้ข้อมูลอย่างเพียงพอ นั่นผมคิดว่าเปึนหัวใจที่สําคัญมาก ในการออกเสียง ประชามติหลายคนได้ออกมาให้ความเห็นว่าเรื่องข้อมูลเปึนเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องสําคัญ คราวที่แล้วเราได้จัดการออกเสียงประชามติมาครั้งหนึ่ง แต่ว่าเท่าที่ได้เห็นได้มีการสรุปว่า กกต. หรือรัฐยังไม่ได้ให้ข้อมูลเท่าที่ควร คราวนี้สมมุติกฎหมายประชามติผ่านสภาไป คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. จะจัดการทําประชามติซึ่งรัฐบาลเองตั้งใจอยากจะ ทําเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองเสนอ ส.ส. ในสภาเสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เพื่อมาใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ถ้าเปึนจริงอย่างนี้นะครับท่านประธาน อยากจะฝากให้คณะกรรมการผู้จัดการทําประชามติ ในครั้งนี้ต้องให้ข้อมูลประชาชนให้เพียงพอ อย่างเช่น ต้องให้ข้อมูลว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มันมีปัญหาอย่างไร เราต้องแก้ มันมีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร เรามีจุดอ่อน เพราะว่าองค์กรอิสระของเราโดนแทรกแซง ส.ว. สามารถซื้อได้ เมื่อ ส.ว. ซื้อได้แล้ว องค์กรอิสระเราโดนแทรกแซง แทรกแซงไปที่ กกต. จัดการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แทรกแซงไปที่ ป.ป.ช. แทรกแซงไปที่สื่อ ทําให้บ้านเมืองมีปัญหา ทําให้บ้านเมืองมีวิกฤติ ข้อมูลเหล่านี้ผู้จัดการประชามติต้องบอก ให้กับประชาชนได้รับทราบ บ้านเมืองมีวิกฤติจนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสรับสั่งว่า บ้านเมืองมีวิกฤติที่สุดในโลก นั่นคือสิ่งที่สําคัญครับ นั่นคือสิ่งที่ กกต. ต้องมาเปึนบทเรียน กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้งคราวที่แล้วต้องโดนฟัองติดคุก ติดตะราง การจัดการเลือกตั้ง คราวก่อนโน้นเปึนโมฆะ เราต้องบอกประชาชนให้หมดครับ ข้อมูลเหล่านี้คณะกรรมการ จัดการทําประชามติต้องบอกให้หมด เราอย่าบอกข้อมูลด้านเดียว แล้วถามว่ากฎหมาย รัฐธรรมนู็ู ป้ ๒๕๕๐ ทําไมเราต้องเอากฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ต้องบอกประชาชน ต้องมาเปรียบเทียบ ข้อมูลสําคัญมากครับท่าน ถ้าข้อมูลไม่พอจะถือว่าล้มเหลว ต้องมา เปรียบเทียบเพราะว่าป้ ๒๕๕๐ นั้นมันไม่มีเรื่องกฎหมายยุบพรรค ถ้าคณะกรรมการ บริหารพรรคทําความผิดมันไม่มีกฎหมาย ป้ ๒๕๔๐ ใครได้ประโยชน์ ป้ ๒๕๕๐ เรามี คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินถ้าไปใช้ ป้ ๒๕๔๐ ไม่มีคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ตรงนี้ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ครับ กกต. ต้องจัดการข้อมูลให้เพียงพอ กกต. อย่าให้รัฐชี้นําต้องขอเรียนตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ว่าอย่าให้รัฐชี้นํา เพราะว่าคนที่เปึน รัฐบาลจะมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมมาก พวกเราอภิปรายมาทั้งวันแล้ว ผมอยากจะเรียนย้ําว่า ให้กําลังใจ กกต. ให้จัดการทําประชามติให้เรียบร้อย ให้เท่าเทียมข้อมูลทั้ง ๒ ด้าน ทั้งผู้สนับสนุนทั้งเห็นด้วย อย่าให้รัฐมาชี้นํา ผมเพียงแต่ฝากประเด็นสั้น ๆ ตรงนี้ครับ จริง ๆ มีหลายประเด็นแต่เห็นว่าเวลาค่อนข้างจะเย็นมากแล้วต้องขอให้กําลังใจทาง กกต. แล้วก็ ผมเองเห็นด้วยในกฎหมายฉบับนี้ แล้วคงจะต้องฝากคณะกรรมาธิการที่จะต้องไปจัดทํา กฎหมายนี้ขอกราบขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ถ้าทําเวลา ได้ขนาดนี้เราก็จะได้พักเร็วขึ้น ขอบพระคุณมากครับ คุณสุชาติอยู่ไหมครับ คุณพงษ์ศักดิ์ คุณประเสริฐ คุณคมเดช เชิญครับ คนที่ไม่มาก็ถือว่าสละสิทธินะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. กาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคพลังประชาชน ตามร่าง พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ซึ่งเปึนข้อมูลส่วนหนึ่งสามารถที่จะดําเนินการ แก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งของประเทศ ท่านประธานครับ ในการเลือกตั้งเพื่อให้เข้ามาแก้ไข ปัญหาในระบบสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่ง มันก็มีปัญหาเล็ก กลาง ใหญ่ ปัญหาเล็กก็แก้ได้ ฝ์ายบริหาร ปัญหากลางแก้ได้ ปัญหาใหญ่ซึ่งเปึนสิ่งที่กระทบสําหรับประชาชนทั่วประเทศ มันมีการแก้ไขปัญหาอยู่ ๒ แนวด้วยกัน การวางมาตรการต่าง ๆ ถ้าเราวางมาตรการแล้วก็ แก้ไขปัญหา ถ้าแก้ไม่ถูกจุดมันจะเปึนการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมา การบริหารจัดการมีอยู่ ๔ หลักใหญ่ ๆ ด้วยกันครับ คน งาน เงิน เวลา ตัวเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่ามันไม่ใช่ เปึนการสิ้นเปลือง เพราะว่าเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทมันเปึนค่าจัดการทั้งหมด ไม่ว่าการประชาสัมพันธ์ ค่ายานพาหนะ ค่าคน แล้วอีกอย่างหนึ่งเปึนการใช้จ่ายเงิน ในประเทศ ตรงนี้คงไม่ติดใจอะไร ส่วนเกี่ยวกับตัวคนซึ่งเปึนสิ่งหนึ่งที่คาบลูกคาบดอก เพราะว่าท่านองค์กรกลาง กกต. เข้าไปผูกพันกับการออกกฎหมาย ป้ ๒๕๕๐ การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มันมีเงื่อนไข ตัวเงื่อนไขตัวหนึ่งที่มันไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็คือถ้ากฎหมายลงประชามติไม่ผ่าน ประธาน คมช. สามารถที่จะเอากฎหมายฉบับไหน ก็ได้มาใช้ มันก็เปึนลักษณะกึ่งบังคับ อันนี้สําหรับแนวทางการประชามติ ป้ ๒๕๕๐ แล้วอีกอย่างหนึ่งครับท่าน ตามมาตรา ๘ ถ้าท่านใช้เงื่อนไขตรงนี้สําหรับกฎหมาย ลงประชามติ ป้ ๒๕๕๐ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี่แท้เลยนะครับท่าน เพราะว่า ตามที่ท่านร่างกฎหมาย มาตรา ๘ การออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ การออกเสียง หากปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจํานวนไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของ จํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่อง ที่จัดทําประชามติ เพราะฉะนั้นการลงประชามติกฎหมาย ป้ ๒๕๕๐ เห็นชอบ ๕๐ กว่า ไม่เห็นชอบ ๔๐ กว่า เฉลี่ยแล้วประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็แสดงว่า ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าเอาไปบวกกับ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ซึ่งเปึนตัวตั้ง ถ้าเอามาตรา ๘ นี่ไปใช้นะครับ เราไม่ได้ใช้ กฎหมาย ป้ ๒๕๕๐ หรอกครับ เพราะฉะนั้นนี่คือตัวงานตัวหนึ่งที่เปึนจุดอ่อน มันเปึนจุดอ่อน เพราะว่าตัวบุคคลที่นําเสนอมานี้มีผลเกี่ยวกับการได้เสียของกฎหมายที่ออกมา ผมคง ไม่ตําหนิเกี่ยวกับการที่ท่านมีที่มาในการเปึน กกต. แต่จุดหนึ่งที่เปึนจุดที่อยากตําหนิก็คือ การมีผลได้เสียเกี่ยวกับเงื่อนเวลา องค์กรกลางอยู่ ๗ ป้ ๘ ป้ ๙ ป้ ในด้านการเมืองแล้วอยู่ ๔ ป้ ๒ ครั้ง ก็ ๘ ป้ เปึน ๒ สมัย ถ้าไม่มีการยุบสภานี่เลือกตั้ง ๓ ครั้งครับ ถ้ามีการยุบสภา อาจจะเปึน ๔ หรือ ๕ ครั้ง อันนี้มันเกิดเปึนประเด็นปัญหาครับ ตรงนี้ต้องมีการแก้ไข ไม่อย่างนั้นตาชั่งของท่านจะไม่มีความเปึนกลาง อีกจุดหนึ่งครับท่านที่บอกว่า ให้ใช้ จํานวนคนเปึนตัวตั้งโดยคํานึงถึงจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงในแต่ละหน่วยออกเสียง จํานวน ๘๐๐ คนเปึนประมาณ และความสะดวกในการเดินทาง ความจริงแล้วความสะดวก ในการเดินทางมันก็เกี่ยวเนื่องกันไปเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในยุคน้ํามันแพง ท่านครับ ถ้าจะไปวางมาตรการให้คนต้องเสียค่ารถค่าเรือไปลงคะแนน ลงประชามติ นี่เปึนการเพิ่มปัญหาครับ ผมอยากนําเสนอให้ใช้หมู่บ้านเปึนหลักไปเลย คล้าย ๆ กันกับเลือก ส.ส. เลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เดินไปลงคะแนนได้ต้องเซฟ (Save) ค่าใช้จ่ายตรงนี้ครับ ไม่อย่างนั้นผลในการลงประชามติถ้ามันเปลืองมากจนเกินไปก็ไม่มีใครอยากจะไปทํา หน้าที่ตรงนี้ อีกส่วนหนึ่งครับท่าน เกี่ยวกับเงื่อนเวลา เงื่อนเวลาที่ท่านวางไว้นี้มันเปึน ๙๐ วันถึง ๑๒๐ วัน ๙๐ วันถึง ๑๒๐ วันนี้ผมว่าถ้าไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้ง ส.ส. ถ้ายุบสภาใช้เวลาประมาณ ๖๐ วัน ถ้าไม่ยุบสภา ๔๕ วัน ผมว่าในลักษณะที่ในสังคมไทยเกิดข้อขัดแย้งขึ้นมา ถ้าเราใช้เวลามากจนเกินไปมันเปึน การสร้างปัญหาขึ้นมา สร้างปัญหาให้คนทะเลาะกันครับ ยืดยาวจนเกินไปในลักษณะ เทคโนโลยีสังคมยุคใหม่ ประเทศไทยเรามีการสื่อสารใช้โทรศัพท์มือถือประมาณ ๔๘ ล้านเครื่อง ผมว่าข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ไม่เกินอาทิตย์หนึ่งคนรู้จักหมดแล้วเดี๋ยวนี้ มันไม่มีความจําเปึน ต้องใช้เวลา ๙๐-๑๒๐ วัน แล้วอีกอย่างหนึ่งเวลากับค่าใช้จ่ายมันเปึนตัวเดียวกัน ถ้าเราตัดสั้น ทอนลงมาประมาณ ๔๕-๖๐ วันเท่ากันกับมาตรการในการเลือก ส.ส. ผมคิดว่าคงจะ อยู่ในจุดที่พอดี เพราะฉะนั้นแนวทางในการร่างกฎหมายประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติ ๑. คน ๒. งาน ๓. เงิน ๔. เวลา ตัวงานตัวมาตรา ๘ ตรงนี้ถ้าทําอย่างนี้ มันไม่ใช่เปึนการแก้ไขปัญหาครับ เปึนการสร้างปัญหาเพิ่มตัวตั้งขึ้นมาเลยในทางการเมือง คนร้อยคนมาลงคะแนนประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี่ก็มากพอที่สุดแล้ว อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เปึนตัวตั้งของคนที่ไม่เห็นด้วย อันนี้จบเลยครับ ก็หาอีก ๒๑ เสียง ก็คล้าย ๆ กันกับกฎหมาย ป้ ๒๕๕๐ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว. ส.ว. เลือกสรรมาครึ่งหนึ่ง คัดสรรครึ่งหนึ่ง ไปเลือกตั้ง ครึ่งหนึ่ง เลือกครึ่งหนึ่งก็ไปเอาเลือกตั้งมาอีกคนหนึ่งมันยึดสภาสูงได้แล้วครับอย่างนั้น นี่คือการออกกฎหมายที่มันมีเงื่อนงํา มันไม่มีความเปึนธรรมตรงนี้ แล้วสภาสูงเอาอํานาจ เข้าไปเต็มเลยถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ อันนี้มันเปึนเผด็จการสภาสูงนะครับท่าน ตัวกฎหมายต่าง ๆ ถ้าเราไม่มีความเปึนกลางมันพังตั้งแต่แรก ผมดูประเทศไทยแล้วมันไม่ใช่ เปึนปัญหาที่ตัวบุคคล มันเปึนปัญหาที่ระบบ สภาสูงเลือกองค์กรกลาง ๓ ป้องค์กรกลาง ตั้งกรรมการขึ้นมา มาเลือกสภาสูงคัดสรรแล้วก็เลือก ส.ว. อีก ๒ คนก็จบแล้วครับ แล้วก็เกิดข้อขัดแย้งกันระหว่างสภาล่าง สภาสูงกับองค์กรกลาง เพราะว่ากฎหมาย ป้ ๒๕๕๐ ยึดไปหมดแล้ว ยึดกลางกับสภาสูง นี่เปึนตัวอย่างตัวหนึ่งที่ผมเห็นว่าเราจะต้องบอกความจริง ให้พี่น้องประชาชนฟังว่ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้น แล้วแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ คงต้อง กราบเรียนท่านว่า ถ้าแก้ไขปัญหาไม่ถูกแล้วมันจะเปึนการเพิ่มปัญหาให้บ้านเมืองครับ
จบแล้ว ขอบคุณครับ เชิญท่านพีระพันธุ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับว่า วันนี้ต้องนับว่าเปึนวันที่ ๒ ที่เราจะพิจารณากฎหมายที่จะมี ความสําคัญต่อบ้านเมือง เมื่อวานเราอภิปรายพิจารณากันในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับ การดําเนินคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง วันนี้เปึนเรื่องการลงประชามติ ท่านประธาน จะเห็นว่าทั้ง ๒ เรื่องจะเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองทั้งนั้นเลย แล้วก็เปึนปัญหาซึ่งวันนี้บ้านเมือง กําลังมีวิกฤติ ผมมีเรื่องที่อยากจะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายฝากท่านประธาน ผ่านไปยังเจ้าของร่างและคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือ จะเปึนเรื่องที่เกี่ยวกับสถานะหรือปัญหาเฉพาะของ ตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เอง
ประเด็นที่ ๒ ก็จะเปึนเรื่องของเนื้อหาสาระ ซึ่งผมคิดว่าอยากจะขอตั้ง ข้อสังเกตท้วงติงไว้เพื่อไปพิจารณาทบทวน
ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าจําเปึนต้องพูดก็คือเรื่องของความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยเฉพาะประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าองค์กรที่จะเข้ามาเปึนผู้ดําเนินการ เกี่ยวข้องนี้ขาดความน่าเชื่อถือ ผมคิดว่าเราทํากฎหมายกันไปเปลืองงบประมาณ เปลืองเวลา ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเปึนเบื้องต้นก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็น แต่ละประเด็นทั้ง ๓ ประเด็นก็คือว่า เรื่องของกฎหมายประชามติหรือเรื่องของการลง ประชามติเปึนเรื่องที่อยากจะใช้คําว่า เปึนดาบสองคม ถ้าใช้ในทางดีก็จะเปึนผลดีกับ บ้านเมือง แต่ถ้าหากถูกใช้ไปในทางที่เปึนเครื่องมือทางการเมืองหรือเครื่องมือ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง ผมก็คิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง จึงต้องขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปว่าเราต้องพิจารณากฎหมายฉบับนี้ทั้ง ๒ ด้าน ให้รอบคอบ คือด้านที่จะถูกใช้ไปเปึนประโยชน์กับบ้านเมืองและในด้านที่อาจจะมี ช่องโหว่และถูกนําไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือเปึนเครื่องมือที่จะสร้าง ความชอบธรรมหรือเปึนเครื่องมือที่จะสร้างความเปึนธรรม อ้างความเปึนธรรมให้กับผู้ที่มี อํานาจในการบริหารหรือดูแลองค์กรต่าง ๆ ที่จะใช้กฎหมายนี้หรือผลของการลงประชามติ ในการดําเนินการในทางที่ไม่ชอบ แล้วก็ใช้กระบวนการตรงนี้มารองรับความชอบธรรม ของสิ่งที่จะทํานั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเปึนเบื้องต้นสักนิดหนึ่งก่อนครับว่า ปัญหาของบ้านเมืองเราโดยเฉพาะเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบหลายป้ที่ผ่านมา มันพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจากการที่บอกว่ารับเงินใต้โต๊ะ เมื่อก่อนเราเรียกว่ารับเงินใต้โต๊ะ มีการโกงมีการอะไรกันเดี๋ยวนี้ก็พยายามพัฒนาไปใช้องค์กรทางกฎหมายเปึนเครื่องมือ ไม่ว่าจะเปึนองค์กรทางอนุญาโตตุลาการหรือว่าองค์กรศาล แล้วก็บอกว่านี่อย่างไร เปึนการดําเนินการตามคําพิพากษาบ้าง เปึนการดําเนินการตามคําวินิจฉัยของผู้ที่มี อํานาจตามกฎหมายบ้างแล้วจะว่าโกงกันได้อย่างไร ตรงนี้ผมอยากจะฝากท่านประธาน ไปยังเจ้าของร่าง โดยเฉพาะท่านประพันธ์ นัยโกวิท ซึ่งส่วนตัวผมรู้จักท่านแล้วก็เชื่อถือ ในความซื่อสัตย์สุจริตของท่านในการที่ดําเนินการ เพราะว่าท่านเปึนหนึ่งในการที่จะ ช่วยกันทําให้บ้านเมืองเรารอดพ้นจากคดี ๖,๒๐๐ ล้านบาทค่าโง่ทางด่วน ผมชื่นชมแล้วก็ ยังประทับใจท่านมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนของท่านที่เปึนหัวหน้าคณะนี่ผมก็ ชื่นชม แต่อยากจะฝากเอาไว้ในการพิจารณาว่าต้องดูให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดคดี อย่างนั้นแต่ว่าในรูปแบบอื่นครับ กฎหมายฉบับนี้จึงเปึนกฎหมายที่มีความสําคัญ หลายคน บอกว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ป้ที่แล้วเอง เรามีการลงประชามติในเรื่องของการรับร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ที่มีผลบังคับใช้อยู่วันนี้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าสําหรับผม ผมยังไม่อยากจะถือว่า นั่นคือกระบวนการประชามติสมบูรณ์แบบ ผมอยากจะถือว่าเปึนการทดลองครับ ให้เห็น ข้อบกพร่องหลาย ๆ อย่าง หรือว่าช่องโหว่ของกฎ ระเบียบ กฎหมาย หรือว่าระเบียบปฏิบัติ ภายในขององค์กรที่เกี่ยวข้องก็คือ กกต. เองที่จะดําเนินการ อยากจะบอกว่านั่นเปึน การลงประชามติซึ่งน่าเปึนห่วง สําหรับผมผมเรียนตรง ๆ ครับ เพราะอะไรครับ การลงประชามติผมไม่อยากให้เปึนการลงประชามติในเชิงที่เปึนเครื่องมือทางการเมืองและ อยากให้มีการให้ความรู้อย่างแท้จริง ผมเห็นร่างกฎหมายของท่านเขียนไว้ในลักษณะอย่างนี้ เอาไว้พอสมควร แต่ผมก็ยังเปึนห่วงอยู่ว่ามีความชัดเจนในเรื่องของวิธีการทํางานหรือว่า รูปแบบการดําเนินการอย่างไรที่จะให้ความรู้อย่างที่ว่าแล้วก็ลงไปอย่างทั่วถึงแล้วก็ มีความเข้าอกเข้าใจ เพราะว่าถ้าหากว่าเราใช้กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติหรือ รูปแบบการลงประชามติในเชิงที่ใช้อารมณ์เปึนที่ตั้งผลเสียหายจะเกิดขึ้นเยอะ แล้วก็จะทํา ให้เกิดกลายเปึนว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนเครื่องมือในทางที่จะนําไปสู่สิ่งที่ไม่ควรจะมี ไม่ควรจะเปึนในประเทศได้
ประการที่ ๑ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า มีข้อโต้เถียง โต้แย้งกัน พอสมควรในเรื่องของความชอบ ความถูก ความผิดของร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ทาง คณะกรรมการ กกต. นําเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเช้าผมก็ได้ยินเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ได้พูดไปแต่ว่าไม่ค่อยมีคนพูดประเด็นนี้ แต่ผมคิดว่าบางส่วนซึ่งยังไม่สมบูรณ์ที่พูดไป ผมต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะขอพูดซ้ําแต่ว่าจะให้น้อยที่สุดนะครับ ที่ผมกราบเรียน ตรงนี้ก็คือว่า ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านประธานได้กรุณาดูในหลักการ เหตุผล จะเห็นชัดเจนบอกว่า เหตุผลที่ต้องนําเสนอเข้ามา เพราะว่าเปึนบทบังคับของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๒ ที่บอกว่าให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดทําร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า เปึนปัญหาเหมือนที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อ ภาคเช้าว่าวันนี้เรายังมีกฎหมายประชามติอีกฉบับหนึ่ง คือ พ.ศ. ๒๕๔๑ มีสถานะอยู่ เท่าไรเพียงใด ผมได้ยินได้ทราบครับว่า ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แสดง ความเห็นไว้ว่ากฎหมายฉบับนั้นหมดสภาพไปแล้ว แต่ว่าท่านอย่าลืมว่า สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาเปึนที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปึนเพียงข้อแนะนําไม่ใช่บทสรุปหรือบทชี้ขาด แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราได้มีคําพิพากษา หรือคําสั่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมืองได้บอกไว้ชัดเจนเปึนหลักฐาน เปึนแนวทางว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีสถานะเหมือนกับพระราชบัญญัติ ทั่วไป จะต้องยกเลิกก็โดยพระราชบัญญัติฉบับอื่นหรือผู้ที่มีการยึดอํานาจการปกครองสั่งให้ พ้นสภาพ ตรงนี้จึงทําให้เปึนปัญหาที่ผมเองเรียนท่านประธานตรงนี้เพราะว่าถ้าหากจะดู ให้ชัดเจนเข้าไปอีกจะเห็นปัญหามากขึ้นไปอีกว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๒ ใน (๑) ถึง (๔) ได้กําหนดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไว้ ๔ ฉบับว่าให้มีผลบังคับต่อไป ซึ่งตรงนี้ทําให้ เปึนปัญหา แล้วก็พอมาวรรคสองบอกว่า ให้มีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้ บอกว่า ๔ ฉบับ หรือฉบับไหนนะครับบอกว่า ให้มีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ให้เปึนไปตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วพอมาวรรคสุดท้ายถึงได้บอกว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติเพื่อให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ โดยให้นําความ ในวรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้ามาใช้บังคับโดยอนุโลม ประเด็นที่สําคัญและเกี่ยวมาถึง มาตรา ๓๐๒ ที่อยู่ในหลักการและเหตุผลก็คือ วรรคสามครับท่านประธาน วรรคสาม ก็บอกว่า ให้ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ดําเนินการ ปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้เปึนไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ภายในหนึ่งป้นับแต่วันประกาศใช้ ตรงนี้ละครับที่เปึนประเด็นก็คือว่าสิ่งที่ท่านจะต้อง ดําเนินการก็คือว่า เราจะต้องใช้วิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือว่าแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือยกร่างใหม่ ทั้งฉบับ ถ้าหากว่าเปึนลักษณะของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็จะต้องเปึนลักษณะเหมือน กฎหมายที่เราพิจารณาไปเมื่อวานครับท่านประธานก็คือ กฎหมายที่ว่าด้วยวิธีพิจารณา คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งเราจะใช้ว่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แสดงให้ เห็นว่าเปึนการแก้ไขฉบับที่แล้ว และยอมรับว่าฉบับที่แล้วมีตัวตนอยู่ แต่ว่าฉบับนี้ที่เรา กําลังพิจารณาไม่มีคําว่า (ฉบับที่ ..) มีคําว่า พ.ศ. .... ไปเลย ก็แสดงว่ากฎหมายฉบับนี้ เปึนกฎหมายใหม่ทั้งฉบับเลยไม่ได้ไปแก้ไขฉบับป้ ๒๕๔๑ และถ้าหากว่าดูในเนื้อหา ของกฎหมายฉบับนี้ก็ไปมีการพูดถึง ป้ ๒๕๔๑ ซึ่งตามหลักก็น่าจะให้เกิดความรอบคอบ ก็บอกไปเลยว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ถือว่ายกเลิกฉบับนั้นไปเลย ลักษณะนี้มันยังเปึน ประเด็นข้อกฎหมายอยู่ว่า คําสั่งหรือคําพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ไว้ว่า กฎหมายไม่มีผลเปึนอันสิ้นสุดลง แต่ว่าคําวินิจฉัยหรือความเห็นของสํานักงานกฤษฎีกา บอกว่าจบไปแล้ว ประเด็นคือ ๒ องค์กรท่านประธานว่าใครอยู่สูงกว่ากัน ตรงนี้จึงเปึนประเด็น ข้อกฎหมายที่ผมคิดว่าต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะถ้าหากว่าในชั้นวิสามัญดําเนินการ ปรับปรุงตรงนี้ได้ก็จะเปึนการดีและจะได้ไม่ต้องมีปัญหาอะไรกันอีก ถ้าหากว่ายังดันกันไป ดันกันมาผมว่าท้ายสุดจะมีปัญหาข้อกฎหมายอีกหลายเรื่องในส่วนนี้ อย่างน้อยก็ต้อง เปึนประเด็น ผมคิดว่าวันนี้บ้านเมืองเรามีประเด็นถกเถียงกันเยอะพอท่านประธาน อะไรที่ สามารถทําให้มันยุติได้ แล้วก็ไม่ต้องมาเปึนประเด็นที่จะต้องมาถกเถียงกันอีกได้ผมว่า เปึนการดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนประเด็นที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน เจ้าของร่าง แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าในรายละเอียดพวกนี้ขอให้ไปดูให้เกิด ความชัดเจนรอบคอบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ในประการที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนอภิปรายในชั้นนี้ก็คือ ในเรื่องของเนื้อหากฎหมาย ผมอยากเรียนท่านประธานว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เรากําลังพิจารณาที่เปึนร่างตัวนี้ถ้าหากไปดูเปรียบเทียบกับกฎหมายเดิมที่เรียกว่าเปึน ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ออกตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ จะมีหลายเรื่องที่คล้ายกันและมีหลายเรื่องที่แตกต่างกัน
ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะขอทําความเข้าใจและสอบถามด้วย เพราะอยากทราบ ก็คือว่า กฎหมายฉบับนี้ร่างที่เรากําลังพิจารณาจะมีบทนิยาม มีคําที่ต้องจํากัดความเอาไว้ เยอะมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เปึนความรอบคอบแล้วก็เปึนความดีของกฎหมาย ก็ได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าถ้อยคําต่าง ๆ เหล่านี้ในกฎหมายจะให้หมายความว่าอย่างไร แต่มีอยู่อันหนึ่งครับที่เปึนคําแรกเลยที่ผมสงสัย เพราะว่าไปจํากัดความของคําว่ารัฐธรรมนูญ หมายความว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ ถ้าอย่างนี้ผมไม่เข้าใจว่า ทําไมต้องระบุว่า ๒๕๕๐ ถ้าหากว่าท่านประธานไปดูฉบับป้ ๒๕๔๑ จะไม่ใช้ว่าเปึน พ.ศ. ๒๕๔๐ จะใช้คําว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เฉย ๆ อย่างนี้ก็แปลว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง กฎหมายกันใหม่หรืออะไร แล้วก็มีเหตุผลอะไรที่ต้องระบุ พ.ศ. ของรัฐธรรมนูญในนี้ แต่ตรงนี้ เปึนประเด็นง่าย ๆ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะสอบถามก็คือว่า ถ้าท่านประธานดูในร่างกฎหมาย มาตรา ๓ ในเรื่องของคําจํากัดความจะมีในเรื่องของเขตออกเสียง มีเรื่องของจังหวัด เรื่องของอําเภอ เรื่องของเทศบาลเพื่อให้เกิดความชัดเจน ความจริงอย่างคําว่า อําเภอ เขาบอกให้รวมถึงกิ่งอําเภอ เขตออกเสียงหมายถึงว่าอะไร แต่มีอยู่คําหนึ่งครับ ซึ่งใน กฎหมายป้ ๒๕๔๑ ไม่มี แต่ว่าตามกฎหมายฉบับนี้ร่างฉบับนี้มีก็คือท่านไปให้ สามารถทําประชามติเฉพาะพื้นที่ได้ เขาแบ่งกันเปึน ๒ แบบครับ คือการทําประชามติ ตามที่ ครม. เสนอขอให้ทํากับการทําประชามติตามกฎหมาย กรณีที่ทําตามกฎหมาย ท่านก็ไปกําหนดว่า ขอโทษครับ กรณีที่ ๑ ในมาตรา ๕ (๓) กําหนดว่าการจัดให้มีการจัด ออกเสียงประชามติในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเปึนการเฉพาะ คําว่า พื้นที่ นี่หมายความว่าอะไรครับ พื้นที่นี่ครับ ถ้าในกรุงเทพมหานครของผมอย่างนี้นะครับ หมายถึงเฉพาะหมู่บ้านได้ไหมครับ หมู่บ้านจัดสรรนะครับ หรือว่าหมายถึงเฉพาะแขวงในแขวงได้ไหมครับ หรือหมายถึงอะไร เฉพาะพื้นที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนคําที่ผมคิดว่า ไหน ๆ ท่านจํากัดความข้างหน้าไว้ เยอะแยะเลยท่านประธาน ตรงนี้ทําไมไม่มี อย่างน้อยมันก็จะเกิดความชัดเจนขึ้นครับว่า การไปทําประชามติเฉพาะพื้นที่นี่หมายความว่าแค่ไหนเพียงใด พื้นที่ควรจะเปึน กว้างใหญ่สักแค่ไหน เราจะใช้เขตอะไรครับ จะใช้หมู่บ้าน จะใช้ชุมชนหรือว่าใช้อะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าน่าจะมีความชัดเจนให้มากขึ้นในส่วนของคําจํากัดความ ซึ่งอาจจะต้องดูในเนื้อหาสาระของกฎหมายก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังเจ้าของร่างในชั้น พิจารณาในชั้นวิสามัญ
อีกส่วนหนึ่งท่านประธานครับ ที่ผมได้กราบเรียนไว้เบื้องต้นก็คือในมาตรา ๙ บอกว่า เมื่อมีประกาศแล้วให้มีการลงประชามติ ให้มีการเผยแพร่กระบวนการขั้นตอน การออกเสียงให้ผู้มีสิทธิออกเสียงทราบอย่างทั่วถึงและอะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไป ตรงนี้ ผมสนใจครับ เพราะว่าการที่ดําเนินการให้ประชาชนมาลงความเห็นว่าจะรับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ มีการใช้เงินงบประมาณเยอะมากทีเดียวท่านประธาน ในหลายภาคส่วนใช้งบประมาณ แต่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ในฐานะคนที่อยู่ ในพื้นที่นี่ผลที่ออกมาไม่สมกับเงินที่จ่ายไปเลย ครั้งนั้นก็มีความพยายามจะบอกให้ไป ให้ทั่วถึงเหมือนกันครับ ไปไม่ทั่ว วันนี้ตรงนี้ก็เขียนไว้กว้าง ๆ ผมอยากจะบอกว่าในส่วนนี้ ถ้าหากชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญสามารถพิจารณาลงไปรายละเอียดวางเกณฑ์สักนิด ท่านประธานครับ เอาประสบการณ์ที่พบกันมา เจอกันมาไม่ว่าจะเปึนฝ์ายการเมือง ฝ์ายประจําทําอย่างไรจะเขียนกรอบเอาไว้เบื้องต้นสักเล็กน้อยให้เกิดความชัดเจนว่า ท่านจะดําเนินการอย่างไรตรงนี้นะครับ ให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปถึงพี่น้องประชาชน ให้มากขึ้น
ในประเด็นต่อไปในส่วนของการลงประชามติ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะมี การลงประชามติตามมาตรา ๑๖๕ (๑) กับ (๒) ๒ แบบ แบบแรกเปึนการลงประชามติตามที่ คณะรัฐมนตรีเสนอ แบบที่ ๒ ตามกฎหมาย ทั้ง ๒ แบบมีปัญหาครับ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานในแบบที่ ๑ แบ่งเปึน ๒ แบบ ก็คือว่า ลงประชามติให้ได้ข้อยุติ แบบที่ ๒ ลงประชามติเพื่อขอคําปรึกษา แต่ว่าทั้ง ๒ อย่างนี่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า เนื้อหาสาระของกฎหมายได้กําหนดไว้มีเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดไปนะครับว่า จะใช้เสียงกึ่งหนึ่ง ให้คนออกมาใช้สิทธิครึ่งหนึ่งหรือไม่ครึ่งหนึ่ง ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่า อย่าลืมนะครับว่านี่คือการลงประชามติไม่ใช่การเลือกตั้ง ไม่เหมือนกันนะครับ แม้ว่าเราจะอาศัยหลักเกณฑ์ของการเลือกตั้งคือ เอาผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปึนผู้มีสิทธิมาลงประชามติ แต่ไม่ได้แปลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลง ประชามติเท่านั้นคือเจ้าของประเทศ คนไทยอีกจํานวนหนึ่งซึ่งอาจจะยังไม่เปึนผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง จะเปึนลูก เปึนหลานเราเขาก็เปึนผู้หนึ่งที่เปึนเจ้าของประเทศ การลงมติ การทําประชามติหลายเรื่องมันจะส่งผลถึงเขาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะทํา ความเข้าใจให้ชัดเจนว่าการลงประชามติผลออกมาข้างมาก ข้างน้อยอย่างไร ไม่ได้แปลว่า ต้องดําเนินการตามนั้นทุกประการ แต่ผมอยากจะขอให้เกิดหลักการที่ชัดเจนก็คือว่า รัฐบาลหรือผู้ที่ไปลงประชามติพึงสังวรแล้วก็นําผลของการลงประชามติเปึนแนวทาง ประกอบการพิจารณาตัดสินใจ อย่าไปถือว่าการลงประชามติแปลว่าเปึนการรับรอง เพราะคนที่ไม่ได้ลงประชามติเปึนลูกหลานเรายังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง เขาเปึนผู้หนึ่งที่เปึน เจ้าของประเทศและมีส่วนมีผลกระทบกับการกระทําตรงนั้น ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัด อย่างหนึ่ง เช่น สมมุติจะบอกว่าจะทําประชามติว่าจะเป่ดบ่อนกาสิโนดีไหม เราบอกว่า เอาเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนกัน แล้วแปลว่าคนที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งเขาไม่มี สิทธิแสดงความเห็นหรือว่ามีสิทธิว่าควรจะมีหรือไม่มีหรือครับ เพียงแต่เรากําลังจะบอกว่า ผลของการลงประชามตินั้นเปึนสิ่งที่รัฐบาลหรือผู้ที่ขอประชามติพึงรับไปเปึนประกอบ อย่าไปอ้างเปึนสรณะเสมอไปว่าผลของการลงประชามติเปึนอย่างนั้นเปึนอย่างนี้ ตรงนี้เปึน สิ่งที่ผมอยากจะทําให้เกิดความชัดเจนว่านี่คือข้อแตกต่างกันระหว่างการลงประชามติกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาต่าง ๆ ไม่เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนสิ่งที่ผมอยากจะ ก่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ และโดยเฉพาะเรื่องนี้กฎหมายครั้งนี้แบ่งเปึน ๒ เรื่องไว้ ใน (๑) (๒) ของมาตรา ๕ ไปบอกว่าเรื่องที่ขอข้อยุติกับเรื่องขอคําปรึกษา ท่านประธานจะ เห็นว่าไม่เหมือนกันนะครับ ขอคําปรึกษาก็คือไหนฟังดูสิว่าเขาจะให้ความเห็นเราว่า อย่างไร แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตถามว่าเมื่อเปึนเช่นนั้นในมาตรา ๘ วรรคสอง ในเรื่องของ การขอความเห็น ในเรื่องของมาตรา ๘ บอกว่า การออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคลหรือบุคคลใดหากปรากฏว่าผู้มาออกเสียงเปึนจํานวนไม่มากกว่าหนึ่งในห้า ของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ แต่ถ้าหากว่า เกินหนึ่งในห้าให้ถือว่าเห็นชอบ ตรงนี้ละครับที่ผมอ่านแล้วสับสนเพราะว่าคําในกฎหมายนี่ ไม่ได้นะครับท่านประธาน นี่บอกว่าขอคําหารือไม่ใช่หรือครับ แล้วทําไมกลายเปึนว่า ผลของการลงประชามติในส่วนนี้ที่ขอคําหารือกลายเปึนว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เขาไม่ได้มาลงประชามติว่าให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เขามาให้คําหารือไม่ใช่หรือครับ แล้วถ้าเปึนอย่างนั้นท่านประธานย้อนไปดูในวรรคแรกของมาตรา ๘ ซึ่งเปึนการออกเสียง เพื่อให้ได้ข้อยุติ กฎหมายก็ใช้คําเดียวกันว่าผลของการลงประชามติตรงนี้เปึนเรื่องของ การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นตอนเริ่มต้นไม่เหมือนกันแต่ตอนจบ มันเหมือนกันได้อย่างไร เริ่มต้นอย่างหนึ่งเราบอกว่าเราจะไปลงประชามติเพื่อหาข้อยุติ แน่นอนครับต้องมีคนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แต่อีกเรื่องหนึ่งไปลงประชามติเพื่อขอคําปรึกษา แล้วมันเปึนเรื่องของความเห็นชอบกับไม่เห็นชอบได้อย่างไร ตรงนี้ผมก็อยากจะฝากเปึน ข้อสังเกตที่จะไปดําเนินการ และอีกเรื่องหนึ่งในส่วนนี้ครับท่านประธาน ถ้าหากว่า ท่านประธานดูในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะเห็นว่าเรื่องของการขอคําปรึกษาเปึนเรื่องของ คณะรัฐมนตรี แต่ว่าทําไมในมาตรา ๘ วรรคสอง ได้ใช้คําว่า การออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่ คณะรัฐมนตรี คณะบุคคลหรือบุคคลใด อันนี้ผมได้ยินเมื่อเช้ามีเพื่อนสมาชิกบางท่าน ได้พูดไปแล้วเหมือนกันคร่าว ๆ แต่ผมจําเปึนต้องขออนุญาตท่านประธาน เพราะผมคิดว่า เปึนเรื่องสําคัญ เพราะว่าอันนี้เกินจากสิ่งที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้หรือเปล่า และผมหารือ ผ่านท่านประธานว่าคนที่ควรจะขอคําหารือกับประชาชนได้ควรเปึนคณะบุคคลหรือบุคคลใด ได้ด้วยหรือครับ แล้วมันจะทําอย่างไรครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าอาจจะเปึนการที่ร่างเกินหรือว่าเจตนาดีอะไร ก็สุดแล้วแต่ก็อยากจะฝากเปึนข้อสังเกตเพื่อที่จะไปดําเนินการให้เกิดความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
ในส่วนมาตรา ๑๐ ท่านประธานครับ ได้กําหนดไว้บอกว่า การออกเสียง ตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ให้ใช้เขตจังหวัดเปึนเขตออกเสียง สําหรับการออกเสียง ตามมาตรา ๑๖๕ (๒) ก็คือการออกเสียงตามที่กฎหมายกําหนดให้ใช้เขตท้องที่ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนดเปึนเขตออกเสียง ตรงนี้ผมสับสนครับ สับสน ตรงไหนครับ สับสนตรงบอกว่า ในมาตรา ๑๖๕ (๑) เปึนการออกเสียงประชามติของรัฐบาล ซึ่งต้องเปึนประโยชน์ของประชาชนโดยรวม ของประชาชนโดยรวมนะครับ เราจึงได้ กําหนดเรื่องของการกําหนดเอาไว้ว่า ในมาตรา ๕ (๑) (๒) นะครับ แต่ว่าทําไมถึงได้ใช้เขต จังหวัดเปึนเขตออกเสียงครับ ในขณะที่ในมาตรา ๑๖๕ (๒) ซึ่งเปึนเรื่องตามกฎหมาย และอาจจะเปึนเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ตรงนี้บอกว่าให้เปึนไปตามเขตที่คณะกรรมการกําหนด ตรงนี้ผมอยากจะฝากไปเพื่อให้ไปดูถ้อยคําให้เกิดความละเอียดรอบคอบชัดเจน ในส่วนนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมอาจจะผิดก็ได้แต่ก็ตั้งข้อสังเกตให้ไปดู
ในส่วนมาตรา ๓๓ ท่านประธานครับ ตรงนี้จริง ๆ ก็เปึนเรื่องดีครับในเรื่อง ของการคัดค้านผลของการลงประชามติ แต่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเอาไว้ครับท่านประธาน เพราะว่าในมาตรา ๓๓ ไปกําหนด ผมถือว่าเปึนการจํากัดสิทธิคนครับ ท่านประธาน คงจะผ่านการเลือกตั้งมานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน ในการนับคะแนนแต่ละครั้งผมถาม ท่านประธานว่า การนับคะแนนที่มันซื่อสัตย์สุจริตหรือเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาหรือไม่ มันอยู่ที่จํานวนคนไหมครับ ถามว่าถ้าคนไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขาบอกว่ามันมีการไม่ถูกต้อง ดําเนินการผิดพลาดหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรม ถ้าไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์แปลว่าเที่ยงธรรมไหมครับท่านประธาน ผมคิดว่าความสุจริตเที่ยงธรรม ในการนับคะแนนหรือไม่มันอยู่ที่พฤติกรรมและหลักฐานที่บ่งชี้ ณ ขณะนั้นครับท่านประธาน มันไม่ได้บ่งอยู่ที่ว่าต้องมีจํานวนคนกี่คนที่คัดค้านถึงจะเปึนการไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ผมคิดว่าการเขียนลักษณะนี้เปึนการตัดสิทธิและเปึนการกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องของการนับคะแนนของการออกเสียงประชามติ ในมาตรา ๓๓ ได้กําหนดไว้บอกว่า จะต้องมีผู้มีสิทธิออกเสียงจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของผู้มาใช้สิทธิในหน่วย ออกเสียงใดเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นเปึนไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคําคัดค้านพร้อมทั้งแสดงหลักฐานว่าการออกเสียงนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วย กฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน ๒๔ ชั่วโมง ท่านประธานจะเห็นไหมครับ แต่ว่าต้องร้อยละ ๑๐ ครับ ถ้าไม่ถึงร้อยละ ๑๐ แปลว่าไม่มีสิทธิ ตรงนี้ที่ผมคิดว่าไม่ควร เขียนลักษณะนี้แต่ควรจะเขียนว่าอย่างไรครับ ควรจะเขียนลักษณะที่ว่า ถ้ามีการโต้แย้ง ต้องมีการแสดงหลักฐาน ถ้าแสดงหลักฐานได้แม้แต่ ๑ คนมันก็ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมได้ แต่ถ้าถึงขนาดร้อยละ ๑๐ กรรมการไม่ต้องวินิจฉัยแล้วครับ ท่านประธานนึกออกไหมครับ ถ้าหากว่าคนตั้งร้อยละ ๑๐ ของหน่วยเลือกตั้งซึ่งเฉลี่ยประมาณ ๕๐๐-๘๐๐ คนต่อหน่วย ๕๐-๘๐ คนเขามาบอกว่าเขาพบเห็นเขาชี้เขาเห็นว่ามันไม่สุจริตเที่ยงธรรม แล้วกรรมการ จะบอกว่าสุจริตได้อย่างไร ฉะนั้นจํานวนร้อยละ ๑๐ ผมคิดว่าน่าจะเปึนจํานวนที่ไปจํากัด อํานาจกรรมการมากกว่าว่าถ้าถึงขนาดนี้ต้องถือเลยครับ เชื่อเขาได้เลยว่ามันมีปัญหา ที่ต้องตรวจสอบ แต่อย่าไปจํากัดครับว่าถ้าไม่ถึงจํานวนนั้นจํานวนนี้ไม่ใช่เรื่องของ การไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม ๑ คนก็ต้องได้ครับท่านประธาน และผมอยากเรียนว่าอย่าไป จํากัดเฉพาะว่าต้องเปึนผู้มีสิทธิด้วยครับ เพราะประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การนับคะแนน หรือการนับผลนั้นบางคนอาจจะไม่เปึนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่เขาพบเห็นครับ นี่คือเรื่องของ กระบวนการพิสูจน์ความจริง เปึนเรื่องของพยานบุคคล เปึนเรื่องของพยานหลักฐานไม่ใช่ เรื่องของการใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมคิดว่ากระบวนการทั้งหมดจะต้องช่วยกันครับ ตรงนี้ไม่ใช่ เรื่องของการใช้สิทธิครับ เปึนเรื่องของการช่วยทําให้กระบวนการออกเสียง การนับคะแนน การนับผลมันเปึนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นต้องไม่ป่ดกั้นคนครับ อย่าไป ป่ดกั้นว่าคนนั้นไม่มีสิทธิเลือกตั้งห้ามประท้วง คนนี้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งห้ามท้วงติง ตราบใด ที่คนเหล่านั้นมีพยาน ตราบใดที่คนเหล่านั้นเขามีหลักฐาน ผมคิดว่าต้องยอมรับเขาทั้งหมด ตรงนี้ก็เปึนสิ่งที่อยากจะฝากไป
และประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนขออนุญาตท่านประธานไว้ก็คือ เรื่องของความน่าเชื่อถือขององค์กร ก่อนที่จะพูดลงไปตรงนี้นะครับ ผมอยากจะถาม ท่านประธานนิดหนึ่งว่า ผมไม่ทราบผมจะถามทางคณะเจ้าของร่างก่อนได้ไหม เพื่อให้ได้ คําตอบก่อน ถ้าได้ก็ตอบไม่ได้ท่านประธานก็วินิจฉัย ผมอยากทราบว่าในกระบวนการของ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบภายในให้เจ้าหน้าที่ต้อง ปฏิบัติเกี่ยวกับการตอบข้อหารือหรือการพิจารณาข้อหารือของบุคคลภายนอกหรือไม่อย่างไร เพราะตรงนี้จะเกี่ยวกับอะไรครับท่านประธาน จะเกี่ยวข้องกับที่ผมต้องขออนุญาตท่านประธาน พูดต่อเนื่องกันกับประเด็นที่ ๓ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานไว้คือ ในมาตรา ๓๕ เรื่องของ ความผิดและบทกําหนดโทษครับ อันนี้เปึนเรื่องสําคัญของเจ้าหน้าที่ถ้าหากว่าองค์กรของเรา ที่เปึนผู้ที่ทําหน้าที่ดําเนินการออกเสียงประชามติรวมถึงเปึนหน้าที่ที่จะต้องทําบัญชีรายชื่อ รวมไปถึงทําหน้าที่ตรวจนับคะแนน เก็บคะแนนไม่น่าเชื่อถือเจ้าหน้าที่หลุดได้หมด ความน่าเชื่อถืออยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นที่ผมอยากจะกราบเรียนถามท่านประธานว่า ท่านประธานจะอนุญาตให้ผมถามก่อนไหมว่ากระบวนการในการตอบข้อหารือเปึนอย่างไร
ผมว่าถามในประเด็นที่อภิปราย เดี๋ยวทางท่าน กกต. ท่านจะตอบสรุปตอนหลัง ไม่ต้องห่วงท่านจดไว้หมดแล้วครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านในมาตรา ๓๕ วรรคแรกก่อน บอกว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ ของรัฐใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทําการใด ๆ อันเปึนเหตุให้การออกเสียง ไม่เปึนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แน่นอนถูกต้องเลยครับ วรรคสองบอกว่า การใช้ตําแหน่ง หน้าที่โดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง มิได้หมายความรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่พึงต้อง ปฏิบัติในตําแหน่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น หรือการแนะนํา หรือช่วยเหลือในการดําเนินการ ที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียง โดยมิได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่าการกระทําจะเปึน คุณหรือโทษแก่ฝ์ายหนึ่งฝ์ายใด ท่านประธานครับ ท่านประธานคิดว่าอันตรายไหมตรงนี้ อันตรายไหม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเปึน เจ้าหน้าที่ของ กกต. หรือหน่วยงานอื่นที่เผอิญเข้ามาเกี่ยวข้องจะอาศัยประตูตรงนี้ละครับ หลุดออกไปหมด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนที่จะเปึนความผิด แบบไหนที่ไม่เปึนความผิด ท่านประธานเปึนนักการเมืองมานาน กฎหมายที่เขียนลักษณะนี้คนที่ตีความอํานาจตัวเอง ก่อนคือใคร คือคนถือกฎหมายใช่ไหมครับ ประชาชนที่จะต้องมาต่อกรกับการวินิจฉัยนั้นใช้เวลา เท่าไร ท้ายที่สุดมีกี่คนที่ยอมไปขึ้นศาล เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเปึนอันตรายและท้ายที่สุด ก็จะมีการลุแก่อํานาจหรือใช้อํานาจหน้าที่ในทางไม่ชอบไม่ควร ผมขออนุญาตยกตัวอย่างครับ ในสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเขาแบ่งเปึนสํานักต่าง ๆ เยอะเปึนฝ์าย ๆ ก็แล้วกัน ไม่ใช่เปึนฝักเปึนฝ์ายนะครับ ผมเชื่อว่ามี ๒ ฝ์ายเท่านั้นแหละคือฝ์ายเก่ากับฝ์ายใหม่ แต่ผม เรียนท่านประธานว่าเขาแบ่งเปึนสํานัก สํานักที่มีผลเกี่ยวข้องและมีผลมากจริง ๆ สําหรับผม คนอื่นอาจจะคิดไม่ตรงกัน ก็คือสํานักที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ เพราะอะไรครับ เพราะผมทราบว่าสํานักนี้กับอีก ๒ สํานักที่เกี่ยวข้องกันจะเปึนคนดูแล บัญชีหรือเปึนคนดูเว็บไซต์ของ กกต. ท่านประธานสามารถเข้าไปได้ ไปตรวจได้ว่า นายชัย ชิดชอบ เปึนสมาชิกพรรคไหนตั้งแต่เมื่อไร ตรงนี้ละครับที่ใช้เปึนเครื่องมือสําหรับ ตรวจสอบเวลาที่พวกเราไปลงสมัครรับเลือกตั้งกัน หรือว่า ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาที่เขา ไปลงสมัคร เวลาที่ท่านประธานไปยื่นใบสมัคร กระบวนการก็ต้องมาอยู่ตรงนี้ก่อน เขาจะเอา ชื่อท่านประธาน เอาเลขบัตรประชาชนอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีเลขสมาชิกพรรคก็ใส่ลงไป เขาจะเข้าไปในเว็บไซต์ในคอมพิวเตอร์แล้วก็จะปรากฏมาว่าท่านประธานหรือใครเปึน สมาชิกพรรคนี้ถูกต้องไหม เปึนมาตั้งแต่เมื่อไร ตรงนี้ครับท่านประธานเปึนเรื่องที่เคยทําให้เกิด ปัญหาในอดีตนํามาสู่การยุบพรรค คดียุบพรรค ถ้าท่านประธานจําได้การเลือกตั้ง เมื่อหลายป้ที่ผ่านมาครั้งสุดท้ายก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งที่พวกเราได้เข้ามานั่งในสภา มีประเด็นปัญหาว่าคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งซ้ําแล้วซ้ําอีกเปึนสมาชิกหรือเปล่าผมเปึนผู้หนึ่ง ที่ไปตรวจสอบแล้วก็พบว่ามีการแก้ไขฐานข้อมูลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรงนี้ แล้วก็มีการแก้ไข ฐานข้อมูลย้อนหลังให้หลายคนมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคนั้น ๆ ได้ ในส่วนนี้ท้ายที่สุดท่านประธานครับ นําไปสู่คดีซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของ ประเทศไทย คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกศาลสั่งจําคุกครับ ผมไม่คิดหรอกครับว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้จะมีพฤติกรรมหรือว่ามีอะไรลักษณะนั้น แต่สิ่งที่ผมเปึนห่วง คืออะไรครับ ท่านที่ได้ติดคุกตามคําพิพากษา ตอนนี้ยังไม่ติดนะครับ ตามคําพิพากษา ให้จําคุก ท่านประธานครับ ท่านทํางานเองได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ มีคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องตรงนั้นก็คือ บรรดาเจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งนั่นเอง และบรรดาเจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ยังคงมีตัวตนและลอยนวลอยู่ใน สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านประพันธ์กับคณะ อยู่ ณ ขณะนี้ ประเด็นที่ผมอยากสอบถามตรงนี้ก็คือว่า หลังจากที่มีการเป่ดโปงคดีเรื่องนี้ ขึ้นมาและนําไปสู่คดีที่เปึนประวัติศาสตร์ของประเทศที่ผมเรียนท่านประธานแล้วนั้น ในส่วนของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเองไปถึงไหนครับมีการสอบสวนหาตัว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการแก้ไขฐานข้อมูลพวกนี้ไปถึงไหนแล้วสมัยนั้นผมเรียน ท่านประธานครับว่า ผมได้มีโอกาสไปพบท่านอดีตประธาน กกต. คือ ท่าน พลตํารวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ และได้เคยทักท้วงท่านหลาย ๆ เรื่อง ท่านได้เคยเรียกเจ้าหน้าที่มาพบกันต่อหน้า หลายคนก็ยืนยันกันเลยครับท่านประธาน ปรับไม่ได้แก้ไม่ได้ เปึนไปไม่ได้ ท้ายที่สุดก็พบ ข้อเท็จจริงอย่างที่เปึนข่าว ที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานตรงนี้และถาม ท่านประธานเมื่อสักครู่ว่าขออนุญาตถามท่านประธาน ท่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เปึนเจ้าของร่างซึ่งผมเคารพท่านเปึนการส่วนตัวและเชื่อว่าท่านไม่ได้ทราบรายละเอียด แต่เปึนห่วงอยากให้ท่านไปดําเนินการ เพราะกระบวนการที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ยังอยู่ครับและวันนี้ก็ยังทําหน้าที่อยู่ แล้วท้ายที่สุดคนเหล่านั้นจะมาบั่นทอนท่านอีก แล้วท้ายที่สุดก็ยังมาบั่นทอนองค์กร แล้วเมื่อบั่นทอนองค์กรก็คือประเด็นที่ผมเรียน ท่านประธานว่าต้องพูดเปึนประเด็นสุดท้ายคือประเด็นข้อที่ ๓ ก็คือว่าความน่าเชื่อของ องค์กร แล้วถ้าหากว่าเราเขียนกฎหมายไว้ไม่ดี เขียนกฎหมายเปึนช่องโหว่ มาตรา ๓๕ ย่อหน้า ๒ หรือวรรคสอง ที่ผมเรียนท่านประธาน นี่ละครับคือช่องทางที่เขาใช้หนีออกจาก บ้านกัน ผมขอยกตัวอย่างให้ท่านประธานดูเปึนประเด็นในเรื่องนี้ว่าทําไมผมถึงบอกว่า ยังอยู่ครับ เราเปลี่ยนคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่บรรดาคณะเจ้าหน้าที่ที่เปึนลูกมือ เปึนลูกหาบของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดที่แล้วยังอยู่ครับ นี่คือตัวอย่าง ผมขออนุญาต ท่านประธานได้ไหมครับ ให้อ่านประกอบนะครับ
ผมว่าไม่ต้องครับ มันยาวไป พอสมควร
ไม่ได้ยาวครับ ผมพูดไปเรื่อย ๆ
มันนอกเรื่องของประชามติ ถามไปเลยครับว่าอีกสํานักหนึ่งที่เปึนคนตรวจบอกว่านายคนนี้เปึนสมาชิกพรรคพลังประชาชน หรือเปล่า เปึนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือเปล่า เปึนสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตยหรือเปล่า มาจากไหนครับท่านประธาน อ้ายพรรคมัชฌิมาธิปไตยนี่มันมาจากไหน เขาไม่ได้ถาม เมื่อถามเสร็จวันที่ ๘ วันที่ ๘ เหมือนกันครับ ตอบมาอย่างรวดเร็วสํานักพรรคการเมือง และประชามติ บอกว่านายคนนี้เปึนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และในวันนั้นถ้าท่านประธาน ตรวจเว็บไซต์ที่ผมเรียนท่านประธานก็ปรากฏนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคํา เปึนสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นครับ แล้วประเด็นก็คือ ที่ผมต้องเรียนสอบถามเพราะว่า ผอ. สํานักนี้ ทําหนังสือตอบทนายคนนั้นล่ะครับว่าตรวจพบแล้วเปึนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นครับ แต่ใช้บันทึกข้อความภายในครับ ท่านประธานเคยเห็นไหมครับ องค์กรระดับอย่างนี้ที่ดูแล การเลือกตั้งดูแลสมาชิกทั่วประเทศ จะมาดูแลประชามติตามกฎหมายนี้ ตอบข้อหารือ โดยพลการไม่ผ่านเลขาธิการได้หรือ ที่ผมเรียนท่านประธานเพราะว่าในสมัยที่ผมตรวจสอบ เรื่องของพรรคเล็กพรรคน้อยไม่ได้เลยครับท่านเลขาธิการ บอกจดหมายทุกฉบับต้องผ่าน เลขาธิการเปึนคนเซ็น ให้สํานักตอบไปเองตั้งแต่วันที่ ๘ ทุกอย่างจบสิ้นแล้วใช้กระดาษแผ่นเดียว ท่านประธานครับ ผมไม่พูดแต่ให้ประธานดูเปึนบันทึกข้อความภายในตอบคนภายนอก ผมถามว่าท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งวางระเบียบแบบนี้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ท่านทํางานแบบนี้ได้หรือครับ และที่สําคัญท่านประธานครับ หลังจากวันที่ ๑๔ ที่มี การเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ขึ้นศาลเว็บไซต์เปลี่ยนใหม่แล้วครับ วันนี้ปรากฏว่านายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคํา นอกจากเปึนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เมื่อป้ ๒๕๔๗ เปึนสมาชิกพรรคไทยรักไทย เมื่อป้ ๒๕๔๘-๒๕๕๐ ครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ ลักษณะอย่างนี้ผมอยากเรียนถาม ท่านประธาน
ท่านพีระพันธุ์ครับ เรื่องนี้ เข้ากระบวนการยุติธรรมแล้วกระผมว่า
ยังไม่เข้าครับ ที่ผมเรียน ท่านประธาน
เรามาพูดถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ดีกว่านะครับ เรื่องนี้ขอความกรุณานะครับ ผมว่าพอผ่านไปได้นะครับ ขอความกรุณา เถอะครับ
ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ที่ท่านประธานบอกเข้ากระบวนการยุติธรรมแล้วนั่นมันอีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องนี้ต่างหากครับที่ควรจะต้องเข้ากระบวนการยุติธรรมในอนาคต ที่ผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานผ่านไปก็คือว่า ถ้าหากว่าเรื่องนี้ท่านกรรมการการเลือกตั้งที่นั่งอยู่ตรงนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่นั่งอยู่ตรงนี้ ท่านต้องตอบให้ได้ตรงนี้ว่าท่านจะกลับไปทําอย่างไร เพราะว่ามันมีตัวอย่างสแตนดาร์ด (Standard) มาตรฐานในอดีตครับว่าไม่ได้ทําแบบนี้ การสอบสวนคดีเก่าไปถึงไหน วันนี้ยังปล่อยให้เกิดคดีแบบนี้ขึ้น ตรงนี้ผมเปึนห่วง ที่ขออนุญาตท่านประธานคือว่า ผมเห็นด้วยท่านประธานแต่ยังไม่ถึงต้องเอาเรื่องนี้ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ต้องถามผ่านไปทางนี้ครับ ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าผมเชื่อ ในเกียติยศศักดิ์ศรีของท่านประพันธ์ นัยโกวิท และคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เอ่ยนี่ ไม่ได้เสียหาย ผมเชื่อท่านและท่านเปึนกําลังสําคัญในการช่วยบ้านเมืองเรื่องค่าโง่ทางด่วน ท่านประพันธ์กับคณะของท่าน ผมต้องขอถือโอกาสนี้ชื่นชมท่านด้วย ฉะนั้นผมก็ต้องฝาก ท่านไปดําเนินการเรื่องนี้ให้จบอย่าให้เปึนตัวอย่าง และกรณีนี้ครับท่านประธาน มาตรา ๓๕ วรรคสอง ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการที่จะไปดําเนินการพิจารณาขอให้พิจารณาให้ละเอียด รอบคอบอย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะอย่างนี้ขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึน สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานเปึนประเด็นสําคัญฝากเอาไว้ แล้วก็ยังมีอีก หลายเรื่องครับในตัวกฎหมายที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าในหมวดที่เกี่ยวกับ ความผิดและบทกําหนดโทษ ถ้าหากว่าท่านประธานได้กรุณาไปเป่ดดูตั้งแต่มาตรา ๓๖ ไล่ลงไปนี่ ทีนี้มันกลายเปึนเรื่องอะไรครับท่านประธาน เปึนเรื่องเอาผิดเอาโทษคนอื่น หมดเลยครับ แต่ส่วนของเจ้าหน้าที่ที่พวกเราหลายคนอภิปรายไปว่าจะไปทําไม่ดี ไม่ชอบ หรือไปชี้นํา ไปชักจูงอะไรไม่มีรายละเอียดอีกเลย ตรงนี้ผมคิดว่าอันตรายครับ คนที่จะเข้ามา มีส่วนตรงนี้นี่ ต้องมีส่วนที่มีอํานาจและมีโทษด้วยครับ ก็อยากจะฝากท่านประธานถึง คณะกรรมาธิการ ถึงท่านเจ้าของร่างว่าในชั้นวิสามัญนี่ขอความกรุณาช่วยพิจารณาทบทวน และปรับปรุงในส่วนของบทกําหนดโทษและความผิดนะครับ เพราะว่าตรงนี้คืออะไรครับ คือส่วนที่จะสร้างความเชื่อถือกับองค์กรของท่านเอง แล้วก็จะทําให้กฎหมายฉบับนี้บรรลุ วัตถุประสงค์อย่างที่พวกเราทุกคนตั้งใจให้เปึนประโยชน์ของประชาชนไม่ใช่เปึนเครื่องมือ ทางการเมืองของใคร ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปก็มี ท่านสุชาติอยู่ไหมครับ ท่านพงษ์ศักดิ์อยู่ไหมครับ เชิญคุณสุชาติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคพลังประชาชน จังหวัดลพบุรี เขต ๑ ก่อนอื่นต้องขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ขึ้นมาอภิปรายเรื่องกฎหมายการออกเสียงประชามติที่จะใช้กับ คนไทยทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ก็ได้นั่งฟังผู้ร่วมอภิปรายมาตั้งแต่เช้า แล้วทางท่าน กกต. ก็ได้มานั่งฟังอยู่ ก่อนอื่นก็ต้องฝากชื่นชมทาง กกต. ผ่านท่านประธานไปถึงทาง กกต. ครั้งที่ผ่านมาได้ช่วยกันทําการเลือกตั้งมาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมจนได้มีผู้แทนราษฎร ที่มาจากประชาธิปไตยมานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ก็อยากจะฝากให้ท่านได้ดูกฎหมายการออกเสียง ประชามติต่อไปว่ากฎหมายการออกเสียงประชามติฉบับนี้จะออกไปใช้กับคนไทยทั้งประเทศ จะออกไปใช้กับคนที่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่เขาบอกว่าอย่างเปึนกลางนะครับ มีเพื่อนหลาย ๆ คน ได้พูดออกไปแล้วว่ากฎหมายการออกเสียงประชามติจะใช้อย่างไร จะมีมาตราใดบ้างที่อยู่กับ ประชาชน มีมาตราอะไรบ้างที่ใช้กับคน มีอยู่มาตราหนึ่งที่อยากจะฝากท่านไว้พิจารณาก็คือ การที่ออกเสียงประชามติว่าจะต้องใช้กับคนต่างประเทศด้วยหรือไม่ ก็มีคนบอกว่าในเมื่อเขา เปึนคนไทยถ้ามีการทําประชามติก็ขอให้เขามีสิทธิมีเสียงในการออกเสียงประชามติตรงนี้ด้วย ฝากท่าน กกต. ไปไว้พิจารณา แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ผมจะพูดอีกสักนิดหนึ่งก็คือหลาย ๆ ท่าน คงจะเห็นหลายคนถกเถียงว่ากฎหมายการออกเสียงประชามตินี้จะทําให้เกิดแตกแยก หรือไม่ จะมีการแบ่งพวกแบ่งชั้นหรือไม่ วันนี้ก็ต้องฝากท่าน กกต. ว่ากฎหมายการออกเสียง ประชามติ คําว่า ประชา ประชา แปลว่า คนส่วนมาก ก็ต้องตอบว่าเปึนมติส่วนมากอีก เหมือนกัน ถ้าเสียงส่วนมากออกมาแล้วว่าจะต้องเปึนแบบนี้ จะต้องเปึนแบบนั้นมันต้อง ยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับกันก็ต้องมีขบวนการที่ไปเคลื่อนไหวเคลื่อนทัพอยู่ข้างนอกอยู่ตลอดเวลา วันนี้ กกต. จะคิดอย่างไรคิดว่ากฎหมายการออกเสียงประชามติก็แล้วแต่ร่าง พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติก็แล้วแต่ที่ท่านออกมานี้ถ้าเอาไปใช้กับเขาแล้วทุกคนต้องยอมรับ เพราะนี่คุณเปึนคนไทย ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่ไม่พอใจกันก็ไปตั้งเวที พอเลือกแล้วก็ไม่ยอมจบ แล้วคนที่เลือกแล้วบางคนก็บอกว่ากฎหมายการออกเสียงประชามติดี บางคนก็บอกไม่ดี พอคนที่บอกว่าไม่ดีพอไปลงเลือกตั้งสอบตกก็ไปตั้งเวทีข้างนอกโจมตีกันแบบแหลกลาญ ให้ประเทศมันเดินหน้าไม่ได้ วันนี้หลายคนบอกว่ากฎหมายการออกเสียงประชามติฉบับนี้ จะเอาไปใช้กับอย่างอื่น อาจจะไปใช้ช่วงกรณีฉุกเฉิน อาจจะไปใช้ช่วงการเลือกตั้งหรือพูดถึง ขนาดการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไป เมื่อเช้าผมนั่งฟังเพื่อนอภิปรายอยู่ว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญต้องมี พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติก่อน ผมว่ามันไม่น่าใช่ ในเมื่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญถ้ามันดี ถ้ามันเปึนกลาง แล้วประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงก็คงไม่มีใครที่จะต้อง ลุกมาแก้ไข ลุกมาหารือ หรือตอบโต้กันไปมา แต่นี่เพียงว่า ๑. ครั้งที่ไปที่มาของมันไม่มีตรงนี้ เกิดขึ้น การมาของกฎหมายการออกเสียงประชามติหรือว่ามาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไป เพิ่มเติมในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ผมเปึนวิปรัฐบาลได้พูดกันเรื่องนี้ว่ามันเหมือนกับ กฎหมายฉบับนี้เข้ามาใหม่ แล้วเพิ่มอํานาจเข้าไปให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ที่จริง จะต้องหาคนเปึนกลาง หาคนบริสุทธิ์ยุติธรรมมาเปึนคนเขียนมาเปึนคนร่าง กฎหมายใด ก็แล้วแต่ พ.ร.บ. ใดก็แล้วแต่ บางครั้งคนเขียนไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้เขียน ท่านประธานครับ ฝากท่านประธานไปบอกว่าถ้าคนไปร่างมาแล้วจิตใจเปึนกลางนะครับ จิตใจเปึนกลาง มันต้องไม่มีเรื่องเกิดขึ้น ผมถึงย้ําว่าประชาธิปไตยก็คือเสียงส่วนมาก คําว่า ประชามติ มันก็ คล้ายกับประชาธิปไตย ท่านครับ ประชามติ ประชาเปึนคนลงมติ ประชามติแล้วก็ไม่ยอม เลิกไม่ยอมลา นี่ครับก็เหมือนกับประชาธิปไตย ในเมื่อคุณเลือกเอาคนส่วนมากมานั่งแล้วก็ ไม่ยอมรับกันแล้วจะเอาไปใช้ได้อย่างไรครับท่านประธาน ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ หลายคนลุกขึ้นมาพูด หลายคนลุกขึ้นมาติติง หลายคนมาให้ความคิดเห็น ผมว่ากฎหมาย ฉบับนี้ถามผมว่าจะต้องรับไหม ผมรับแน่นอนครับ เพราะว่ามันจะต้องเปึน พ.ร.บ. ที่จะต้อง ตราไว้ในแผ่นดิน เพราะทําตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าตราแล้วถามว่าความเปึนกลาง อยู่ตรงไหน ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน จริยธรรมอยู่ตรงไหน นี่แหละครับท่านประธาน ก็ถึงจะบอกว่าฝากท่านไปเปึนข้อสังเกตจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมจะมาพูดถึง มาตราหนึ่งทําอย่างไร ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะได้ให้คนหลากหลายคนที่เอาไปเขียนไปร่าง ถ้าแก้ได้เปึนบางส่วนก็อาจจะผ่านไป แล้วก็อาจจะไปขอแก้อีกครั้งหนึ่งในวาระ ๒ หรือ วาระ ๓ ที่จะให้มีส่วนร่วมของคนหลาย ๆ คน ความคิดหลาย ๆ ความคิด แต่ที่ผมอ่าน มาแล้วก็เห็นความชื่นชมหลายข้อหลายมาตราที่ตัดออกจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ วันนี้ ยังมีคนบางพวกบอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ การออกเสียงประชามติเอามาใช้กับนักการเมือง บางคนขึ้นอยู่บนเวทีตรงไหนก็แล้วแต่ ไม่ขอเอ่ยนาม ทุกคนออกไปบอกว่านักการเมืองชั่ว นักการเมืองเลว ผมถามว่า กติกาที่เขียนไปแล้วพอคุณเอามาใช้พอใช้แล้วสู้ไม่ได้คุณก็ไปบอกว่านักการเมืองชั่ว คนที่บอกว่านักการเมืองชั่ว นักการเมืองเลวแต่คนก็อยากจะมาเปึนนักการเมืองกัน ไม่มีหรอกครับที่ไม่อยากเปึนนักการเมือง ผมถึงอยากจะฝากท่านประธาน กกต. หรือ ท่าน กกต. ว่าในเมื่อนักการเมืองมาเล่นตามกติกา มาเดินตามกติกาที่ท่านเขียนไว้ ถ้าประสบความสําเร็จก็ชื่นชม ถ้าไม่ประสบความสําเร็จก็ออกไปด่าชาวบ้านเขา นี่นะครับ ถึงบอกท่านว่าถูกแล้วครับที่จะได้นําพาองค์กรแห่งนี้ออก พ.ร.บ. ไปกําชับว่านักการเมือง จะเดินตามแบบนี้หรือไม่ นักการเมืองจะเดินตามกติกาที่วางไว้หรือไม่ว่า ยกตัวอย่างครับท่าน มันเหมือนเล่นฟุตบอล ๑๑ คนในสนาม กติกาเขาเขียนให้ไปเล่น ๑๑ คน ท่านก็ไปเล่นกับเขา พอแพ้แล้วถ้าอยากชนะก็ต้องไปซ้อมใหม่แล้วมาแข่งใหม่ ไม่ใช่วันนี้พอบอกแพ้แพ้อยู่ไม่ได้ ไปแข่งอีกก็สู้ไม่ไหวก็ต้องล้มมันเสีย กติกาเล่มนี้ล้มมัน นี่คือเปึนแนวที่ทําให้มีการปฏิวัติ รัฐประหารในเมืองไทย ท่านครับ เหตุผลที่ปฏิวัติก็เหมือนกับที่ผมพูดเมื่อกี้เหมือนเล่น ฟุตบอลหรือว่ามีการเปรียบเสมือนกับการเล่นสนุกเกอร์ สู้เขาไม่ได้อ้ายคนนี้มันเก่งกว่า ไปบอกลูกพี่บอกว่าลูกพี่แข่งสู้ไม่ได้มีอย่างเดียวล้มโต๊ะมันเสีย อย่าไปเล่นเลยกติกาแบบนี้ ไปหากติกาใหม่มาเล่นกัน ท่านประธานครับ ก็ต้องฝากว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่จะมาใช้กับคน มากํากับนักการเมือง มากํากับหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยก็ขอฝาก ท่านไว้ แล้วก็ต้องขอว่าให้การสนับสนุนขอบคุณมากครับ
เชิญคุณอรรถพร พลบุตร อยู่ไหมครับ ถ้าไม่อยู่ก็คุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้สภา ใช้เวลาเกือบ ๗ ชั่วโมงในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติก็ได้พิจารณากันเกือบทุกแง่ทุกมุมแล้ว แล้วก็คิดว่ายังมีในวาระ ๒ ที่ยังจะต้องพูดจาในประเด็นที่ใกล้เคียงกันนี้อีก แต่อย่างไรก็ตามผมจะขอใช้เวลาของสภา เพียงเล็กน้อยที่จะตั้งข้อสังเกตเพื่อนําไปให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นพิจารณา ในวาระ ๒ ต่อไปใน ๒ ประเด็นเท่านั้นเองนะครับ
ท่านประธานครับมีอยู่ ๒ มาตราที่จําเปึนจะต้องพูดถึงในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ก็คือ มาตรา ๕ ซึ่งคณะผู้ร่างก็ได้ร่างไว้โดยล้อตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ (๑) ที่ให้การออกเสียงประชามติเปึนดําริเปึนอํานาจของ นายกรัฐมนตรีที่จะตัดสินใจทําหรือไม่ทํา อํานาจที่นายกรัฐมนตรีให้นี้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ (๑) ก็บอกว่า ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอาจจะ ไปขอหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีการออกเสียงประชามติได้ ประเด็นคําถามซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายไป ก็บอกว่าความคิดที่จะลงประชามติมันควรจะมาจากไหน แน่นอนเมื่อรัฐธรรมนูญให้อํานาจ นายกรัฐมนตรีไว้เช่นนี้แล้ว ถามว่าเพียงพอหรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีผุดความคิดขึ้นมาแล้ว ไปปรึกษาหารือกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ความเห็นชอบกับนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แล้วก็อาจจะไปขอความเห็นจากประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาซึ่งอาจจะ ไม่ไปขอความเห็นชอบก็ได้ คุยกับ ครม. เสร็จแล้วก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มี การออกเสียงประชามติได้เลย ถามว่ากลไกแค่นี้เพียงพอหรือไม่สําหรับการให้คนทั้งประเทศ ต้องมาออกเสียงลงประชามติ ในทรรศนะของผมผมคิดว่าไม่เพียงพอ ทําไมเราไม่เพิ่ม ความละเอียดรอบคอบในการให้ประชาชนตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศด้วยการนําเรื่องนี้ เข้ามาหารือในรัฐสภาเสียก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐสภานี่เปึนที่ยอมรับว่าเปึน ที่รวมของความหลากหลายอยู่แล้ว หลากหลายทั้งจากพรรคการเมืองต่าง ๆ หลากหลาย ทั้งคนที่เปึนกลางจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในวุฒิสภา ซึ่งเปึนหลักประกันอันหนึ่งที่จะบอกกับ พี่น้องประชาชน บอกกับรัฐบาลได้ว่าแนวความคิดซึ่งจะบอกว่ารัฐบาลกําลังเกิดปัญหา ความตีบตันที่จะหาทางออกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ ผมเชื่อมั่นว่าหากใช้กลไกของ รัฐสภาแล้วจะสามารถทําให้ปัญหาทุกปัญหาที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเผชิญอยู่ มีทางออกได้ในระดับหนึ่ง ยกเว้นว่าเมื่อนําเรื่องเข้าหารือในรัฐสภาแล้ว พบว่าปัญหามัน จําเปึนต้องไปถามประชาชนทั้งประเทศจริง ๆ นั่นถึงจะให้นายกรัฐมนตรีไปประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติ กระบวนการเช่นนี้แหละครับจะทําให้ เกิดความรอบคอบมีความละเอียดต่อปัญหา ไม่เปึนการใช้ความคิดของใครคนใดคนหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเฉพาะหน้าโดยไม่คิดถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา ในวันข้างหน้า ประเด็นปัญหาก็คือว่าเราให้ความสําคัญ เราเห็นว่ากลไกรัฐสภา มีความสําคัญมีความจําเปึนจริงหรือไม่ ตรงนี้เปึนเรื่องที่นายกรัฐมนตรีในฐานะเปึนผู้ออก ประกาศออกเสียงประชามติต้องกลับไปทบทวน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อการทํา ประชามติเปึนเรื่องใหญ่ผมอยากจะนําเสนอการแก้ไขอย่างเปึนรูปธรรมอยู่ในมาตรา ๕ นี้ ฝากไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จัดตั้งขึ้น โดยเราน่าจะเพิ่มเติมข้อความลงไปใน มาตรา ๕ นี้ว่าน่าจะให้นายกรัฐมนตรีนําเรื่องมาหารือรัฐสภาก่อนที่จะตัดสินใจประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาให้ออกเสียงประชามติ ซึ่งประเด็นนี้ผมก็จะสงวนความเห็นไว้แล้วก็ จะนําไปสู่การแปรญัตติต่อไป
ประเด็นที่สอง ในมาตรา ๙ ซึ่งถือเปึนหัวใจสําคัญสูงสุด ความในมาตรานี้ มีเนื้อหาสําคัญที่ให้ กกต. ดําเนินการใน ๓ ประเด็นก็คือ ๑. จัดให้มีการเผยแพร่ กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง ๒. จัดให้มี การแสดงความเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทั้งผู้เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่อง การจัดทําประชามติ ๓. ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ จัดสรรเวลาออกอากาศในเรื่องที่เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพื่อให้บรรลุในเนื้อหาสําคัญใน ๓ ประเด็นที่ กกต. ตั้งไว้ในมาตรา ๙ นี้ ผมคิดว่าการใช้ สื่อมวลชนเปึนสิ่งที่มีความสําคัญมากต่อการทําประชามติในแต่ละครั้ง สื่อมวลชนจะเข้ามา มีบทบาทใน ๓ เรื่องในการทําประชามติก็คือ
ประเด็นที่ ๑ คือการสร้างกระแสความรู้สึกร่วมของคนในสังคมที่ทําให้ เห็นว่าปัญหาที่เขาจะต้องมาออกเสียงลงประชามตินั้นเปึนเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องที่มีความสําคัญ เปึนเรื่องที่เขาจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับท่านประธาน ถ้าท่านสังเกต เห็นว่าการเลือกตั้งทั่วไป เลือกตั้งผู้แทนราษฎรแต่ละครั้งในช่วงกลางของการหาเสียงเลือกตั้ง มีโพลหลายสํานักไปสํารวจว่าพี่น้องประชาชนทราบการเลือกตั้งนี้กี่เปอร์เซ็นต์ เกินครึ่งมา ไม่เท่าไรหรอกครับ แม้ว่าจะเปึนการเลือกตั้งทั่วไปก็ตาม นี่การลงประชามติซึ่งเปึนเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องสําคัญและเปึนเรื่องที่ถ้าเกิดว่าไม่ใช้สื่อมวลชนเข้าไปสร้างกระแสความรู้สึก แล้วประชาชนก็จะรู้สึกห่างไกลและไม่รับรู้เรื่องของการลงประชามติ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ในการทําประชามติทุกครั้งจําเปึนต้องให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้อย่างครบถ้วนรอบด้านและเพียงพอต่อการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งผม คิดว่าถ้าสื่อลงไปไม่ถึงพี่น้องประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ทั่วทุกเขตเลือกตั้ง ทั่วทุกหน่วยเลือกตั้ง ที่เขาจะต้องมาใช้สิทธิลงประชามติแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ปล่อยให้พี่น้องประชาชน ไปลงประชามติในความมืดซึ่งเปึนผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองอย่างแน่นอน
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่า สื่อมวลชนต้องเข้ามามีบทบาทในการสร้างดุลระหว่าง ฝ์ายที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ๒ ส่วนนี้สําคัญมาก เพราะถ้าสื่อมวลชนถูกใช้เปึนเครื่องมือ หรือเปึนกระบอกเสียงของฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งแล้วจะเปึนอันตรายมาก เราพบว่าถ้าใครกุม อํานาจรัฐได้เขาก็ใช้สื่อมวลชนไปในทิศทางที่บอกกล่าวกับประชาชนให้ไปสนับสนุน ในประเด็นที่ตัวเองต้องการ อันนี้เปึนสิ่งที่ผมเองมีความวิตกกังวล หน้าที่ของรัฐเอง ก็ต้องส่งเสริมให้สื่อมวลชนในส่วนนี้ทําหน้าที่อย่างเปึนกลางอย่างรอบด้านให้มากที่สุด ท่านประธานครับ ในวรรคสองของมาตรา ๙ บอกไว้ว่า ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและ สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐจัดสรรเวลาออกอากาศตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด คําถามก็คือว่า กกต. ไปเอาอํานาจอะไรที่จะไปบังคับให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและ สถานีวิทยุโทรทัศน์จัดสรรเวลาให้ตามที่ตัวเองกําหนดได้ ปัจจุบันวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ ทั้งหลายถูกแปรไปเปึนสัมปทานของเอกชนไปเกือบหมดแล้วครับ ไม่เว้นแม้แต่สื่อของ กรมประชาสัมพันธ์ที่ท่านยังคิดว่าเปึนสื่อของรัฐอยู่ถูกแปรไปเปึนของเอกชนเกินกว่า ครึ่งหนึ่งแล้ว และจะเต็มรูปแบบในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เงื่อนไข การใช้เวลาของสื่อของรัฐในเวลานี้จะทําได้ก็คือต้องซื้อเวลา ขอฟรีกันไม่ได้แล้วครับ เขาอ้างอยู่เสมอครับว่าเขาให้สัมปทานกับเอกชนไปแล้วอยู่ในความรับผิดชอบของเอกชน ไปแล้ว และการขอเวลาในแต่ละช่วงเวลาซึ่งพี่น้องประชาชนให้ความสนใจดู หรือชม หรือฟังมากที่สุดก็เปึนช่วงเวลาเรียกว่าไพรม์ ไทม์ (Prime time) เปึนช่วงเวลาเงินเวลาทอง ซึ่งเขาไม่ให้อยู่แล้ว ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็เหมือนกันหรือหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา กกต. จัดสรรเวลาให้พรรคการเมืองแต่ละช่วงเวลาโน่นแหละครับ ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่มไปฟังดู เอาเอง ซึ่งไม่มีทางที่จะถึงพี่น้องประชาชนได้ วันนี้แม้แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ของท่านประธานเองนี่ ถามว่ามีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทั่วถึง ตามข้อบังคับนี้หรือเปล่าก็ทําไม่ได้ครับ ท่านทําได้เฉพาะวิทยุรัฐสภาของท่านเท่านั้นเอง แล้วก็วิทยุโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมซึ่งหาดูที่ไหนก็ไม่รู้ได้เท่านั้นเองครับ ท่านบอกว่าให้ กรมประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดสดหรือครับ เขาบอกเดี๋ยวนี้ไม่มีนโยบายแล้วครับ ไม่มี นโยบายถ่ายทอดสด ไปถาม อสมท (องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย) อสมท บอกว่าเดี๋ยวนี้เปึนของบริษัทมหาชนไปแล้ว ไม่มีสิทธิที่รัฐจะเข้าไปสั่งการได้ หมดแล้วครับ สื่อมวลชนของรัฐ ๓ ๕ ๗ ๙ เรียบร้อย ไม่สามารถที่จะมาสนองตอบในข้อนี้ได้ ท่านประธานครับ ทําอย่างไรให้ประเด็น ๓ ประเด็นของ กกต. ซึ่งผมได้เรียนในตอนต้น ที่จะทําให้ได้ผล นั่นก็คือต้องใช้สื่อมวลชนให้กว้างขวาง เมื่อสื่อมวลชนของรัฐมีปัญหา มีอุปสรรค และไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง ท่านต้องคิดถึงสื่อมวลชนของเอกชน ท่านต้องนึกถึง สื่อมวลชนที่สามารถจะแพร่กระจายข่าวสารไปถึงพี่น้องประชาชนได้ สื่อในชุมชน วิทยุชุมชน เคเบิลทีวีท้องถิ่น โทรทัศน์ท้องถิ่นทั้งหลาย ท่านจะต้องขยายส่วนนี้ออกไปไม่ใช่จํากัด เฉพาะสื่อมวลชนของรัฐ ดังที่เขียนไว้ในมาตรา ๙ ปัญหาก็คือว่า กกต. ต้องใช้เงินจํานวนมาก ในการไปซื้อสื่อเหล่านี้ ท่านต้องไปชั่งใจ ท่านต้องไปดูถึงความเหมาะสม ท่านไปดูว่าท่าน มีความพร้อมที่จะทําตรงนี้ได้หรือไม่
ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องเนื้อหาของการให้ความรู้ กับพี่น้องประชาชนตามที่ กกต. จัดสรรให้ฝ์ายสนับสนุนกับฝ์ายคัดค้าน ท่านจะเอาอะไร มานําเสนอในช่วงเวลาที่ กกต. กําหนด ซึ่งอาจจะเปึนเรื่องของอนาคต แต่ผมอยากจะ ย้อนให้เห็นในอดีตที่ผ่านมาซึ่งจัดสรรเวลาให้กับพรรคการเมืองเปึนรูปแบบรายการ ที่น่าเบื่อ เชย และล้าหลังที่สุด นอกจากให้เวลาที่ไม่เหมาะสมแล้วยังกําหนดรูปแบบของ รายการที่ไม่น่าสนใจ ไม่ชวนให้ดู ไม่ชวนให้เสพเลย เหล่านี้เปึนเรื่องที่ควรจะเปึนการบ้าน ที่ กกต. ต้องกลับไปคิด ไปทําให้เกิดความเหมาะสม เพราะฉะนั้นเพื่อให้ในมาตรา ๙ นี้ มีความสมบูรณ์ที่สุด ผมคิดว่าควรจะเพิ่มเติมรายละเอียดในแง่ของการปฏิบัติที่เปึนจริงด้วย ผมอยากจะยกประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๕๐ เขามีรายละเอียดค่อนข้างชัดเจน พูดถึงบทบาทของการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้น ผมคิดว่าน่าจะสามารถ นํามาปรับใช้เติมลงในมาตรา ๙ นี้ได้ ก็คือเขาให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งขึ้นมา กกต. เองอาจจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อที่จะทําหน้าที่ โดยสาระสําคัญก็คือเขาบอกว่าอย่างนี้ครับ บอกว่านอกจากการจัดทําเอกสารเผยแพร่ แล้วให้พิจารณารูปแบบ แนวทางและวิธีการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยประสาน ความร่วมมือกับสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เปึนไปอย่างกว้างขวางและทั่วถึง ทั้งนี้อาจมอบหมายให้บุคคล หรือคณะบุคคลคณะหนึ่ง หรือหลายคณะดําเนินการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้วยก็ได้ เพราะฉะนั้นในการใช้ สื่อมวลชนในการจัดสรรเวลาให้ทั้งฝ์ายสนับสนุนและฝ์ายค้านจําเปึนที่จะต้องใช้สื่อ ที่หลากหลายและกว้างขวางมากขึ้น ท่านประธานครับ ผมจะนําข้อคิดเห็นที่ผมได้นําเรียนกับ ที่ประชุมสภาแห่งนี้นําไปแปรญัตติไว้ในมาตรา ๙ นี้เพิ่มเติมด้วยในวาระ ๒ ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เพราะว่า เราจะต้องไปแปรญัตติอีก เชิญนายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน ผมคงไม่รบกวนเวลามาก ความจริงคิดว่าท่านประธานจะไม่เรียกนะครับ อยากเรียนว่า
คือชื่อที่มีอยู่ในทะเบียนนี้ ต้องเรียกหมดครับ นอกจากไม่อยู่เท่านั้นครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมอยากฝาก ข้อสังเกต จริง ๆ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับการออกเสียงประชามตินี้มีเพื่อนสมาชิก บางท่านบอกว่าเปึนการร้อนรน จริง ๆ ไม่ใช่ร้อนรนเลย กฎหมายฉบับนี้ชัดเจนครับ หลักการและเหตุผลนี่ท่านก็บอกว่าต้องใช้ ต้องรีบทําให้เสร็จภายใน ๑ ป้ หลังจากประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านก็ทําไปประมาณเกือบ ๑๐ เดือน วันนี้ เหลืออีก ๒ เดือนกว่า ๆ ถ้าท่านไม่รีบส่งเข้ามามันก็จะเปึนการผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ และ กระผมไม่เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะไปช่วยใครได้ ช่วยใครคนหนึ่งคนใดนี่ช่วยไม่ได้แน่นอน แต่กฎหมายฉบับนี้ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ประเทศชาติของเราเดินไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ และมีความเปึนธรรมเกิดขึ้น ผมอยากเรียนมีข้อท้วงติงมากมายแต่เรื่องข้อกฎหมาย ที่มีปัญหาที่เพื่อนสมาชิกพูดกันมากที่สุด
นั่นคือ มาตรา ๘ มาตรา ๘ นี่มีปัญหาค่อนข้างเยอะ เพราะว่าอะไรครับ ท่านประธาน ไม่ว่าจะมีเรื่องแรกคือเรื่องข้อยุติ เรื่องที่ ๒ คือให้คําปรึกษา ๒ ข้อนี้ก็เปึน ๒ มาตรฐาน อันแรกคือว่าต้องเกินกึ่งหนึ่ง อันที่ ๒ บอก ๑ ใน ๕ ทําไมเราไม่ทําให้เปึน มาตรฐานเดียวกันครับ เอาสัก ๑ ใน ๓ ผมว่ามันจะเปึนสิ่งที่ดี เพราะว่าอะไรครับท่านประธาน ตอนประชามติ ป้ ๒๕๕๐ เรื่องรับรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกก็พูดกันหมดแล้วครับท่านประธาน ประชาชนได้รัฐธรรมนูญมาบางคนยังไม่เคยเป่ดเลย ผมไปรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าบางคนยังไม่รู้เลยว่าอะไรเปึนอะไร แล้วประชาชนบางคนยังอ่านหนังสือไม่ออกก็มี ก็มีการพูดกันง่าย ๆ ทั้งบังคับทั้งอะไรต่ออะไรทุกอย่างที่อํานาจรัฐตอนนั้นมี ปรากฏว่า เฉลี่ยได้แค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าถ้าเราให้เปึนสิทธินะครับ เปึนเพียงสิทธิในการออกเสียง ประชามติ ถ้าเราไปบังคับว่าถ้าไม่ถึงครึ่งหนึ่งประชามติที่เราทํานั้นตกไป ผมว่าการทํา ประชามติหลาย ๆ อย่างที่กําลังจะต้องมี เช่น เรื่องพลังงานนิวเคลียร์ เรื่องออกหวยออนไลน์ (On line) ทั้งหลายอาจจะต้องใช้การทําประชามติ ผมว่าตกไปหมดเลยครับ ครึ่งหนึ่งไม่ใช่ง่าย ถ้าให้เขาออกมาใช้สิทธิไม่ใช่เปึนหน้าที่ ถ้าไม่มีการบังคับผมว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์เปึนเรื่อง ที่ค่อนข้างยาก ถึงอยากฝากและติงเรื่องนี้ผ่านไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนไปได้ไหมว่า เราเอาสัก ๑ ใน ๓ ทั้ง ๒ อย่างให้เปึนมาตรฐานเดียวกัน ถ้า ๑ ใน ๓ แล้วเปึนมาตรฐาน เดียวกัน ไม่เปึน ๒ มาตรฐานแบบนี้ ผมเชื่อว่าในแนวทางการปฏิบัติมันเปึนไปได้
แล้วอีกเรื่องหนึ่งคือมาตรา ๙ ที่ว่าจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ และเท่าเทียมกันของทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในการจัดทําประชามติ จัดนะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายจัดตรงนี้ล่ะครับ ผมว่าอันตราย ถ้าท่านจัด ถ้าท่านไม่จัดล่ะครับ ถ้าเกิดท่านไม่จัดแล้วจะทําอย่างไร ในรัฐธรรมนูญเขาบอกให้รัฐบาลต้องให้มีการออกความเห็นได้ทั้ง ๒ ฝ์ายอย่างกว้างขวาง แต่อันนี้บอกคนที่จะจัดคือคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง มอบหมาย แต่ถ้าไม่จัดจะทําอย่างไรครับ ผมว่าตรงนี้เปึนคําพูดที่อันตราย พี่น้องที่สมัคร ส.ส. รู้ว่าถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการอภิปรายไม่มีคนครับ ไม่มีคนเลย ท่านจัดที่ไหนผมอยากเรียนฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดที่ไหนไม่มีคนฟังครับ มีแต่ลูกน้องของทั้ง ๒ ฝ์ายไปฟัง ประชาชนทั่วไปไม่มีใครไปฟัง มีน้อยมาก ยกเว้นพรรคการเมืองเปึนผู้จัด ผมถึงอยากฝากว่าตัดออกได้ไหมครับ ขอให้มี การแสดงความคิดเห็นโดยเสมอภาคและเท่าเทียมกันคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด ผมว่าที่สุดมันจะล้มเหลว ก็ฝากข้อคิดเห็นไว้แค่นี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ใช้ระยะเวลา ยิ่งได้เนื้อหาสั้น ๆ และดีที่สุด เชิญคุณสาธิต ป่ตุเตชะ และคุณอรรถพรก็ตามหลังช่วยกรุณา อย่าออกจากที่ประชุม เชิญครับ คุณสาธิตอยู่ไหมครับ คุณสาธิตไม่ติดใจ ขอบคุณมากครับ เชิญคุณอรรถพร
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จากเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เวลาก็ได้ล่วงเลยมานานพอสมควร ผมก็จะใช้เวลาของสภาแห่งนี้ โดยสั้นที่สุด แต่ตลอดช่วงระยะเวลาทั้งวันที่มีการพิจารณา
ก็ท่านอภิปรายไปสิครับ ไม่มีใครเขาขัดข้องเลย
เห็นยกมือครับ
คนอื่นยกมือ คุณอย่าไปสนใจสิ สนใจตัวเองที่จะอภิปรายปัญหาเรื่องนี้ เชิญครับ
ตลอดทั้งวันมีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่านก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือการเห็นด้วยกับ หลักการของกฎหมายฉบับนี้ อาจจะมีความห่วงใยในบางเรื่องบางประเด็นซึ่งก็เปึนเรื่องที่ จะต้องดําเนินการในวาระต่อไป ผมเองก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านว่าเราไม่มีสิทธิเลยที่จะคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยต่อกฎหมายนี้ เพราะว่ากฎหมายนี้ เปึนกระบวนการประชาธิปไตยในทางตรงของพี่น้องประชาชนซึ่งเปึนเจ้าของอํานาจอธิปไตย เราซึ่งเปึนตัวแทนของเจ้าของบ้านย่อมไม่มีสิทธิเหนือกว่าเจ้าของบ้าน และถ้าหากว่า ฝ์ายบริหารได้ใช้กลไกตรงนี้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อแสวงหาทางออกหรือแนวทางที่ดีที่สุด ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง เปึนคุณูปการที่สําคัญอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ใน โลกประชาธิปไตยก็มี ๒ ด้านนะครับ ในทางกลับกันถ้าหากฝ์ายบริหารได้ใช้กลไกการจัดทํา ประชามติ เพื่อตอบสนองต่อเปัาหมายที่มีการกําหนดไว้ล่วงหน้าเหมือนการเขียนโจทย์ สําหรับคําตอบที่กําหนดเอาไว้แล้ว กฎหมายฉบับนี้ก็จะเปึนต้นเหตุของวิกฤติหรือ เปึนการกระหน่ําซ้ําเติมวิกฤติของประเทศที่มีอยู่แล้วให้มีการขยายตัวลุกลามมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นข้อพิจารณาถึงรายละเอียดหรือการบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างจริงจังเมื่อวันที่ถูกตราเปึน กฎหมายอย่างสมบูรณ์แล้วจึงเปึนเรื่องที่ต้องให้ความสําคัญ ไม่ว่าจะมีตัวบทที่พูดถึง การจัดทําประชามติตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ และรัฐธรรมนูญหลังจากนั้นอีก ๕ ฉบับ แต่ว่าการจัดทําประชามติครั้งแรกในประเทศไทย ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคมป้ที่ผ่านมา คือการทําประชามติการรับหรือไม่รับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้เกิดปรากฏการณ์มากมายจากการจัดทําประชามติครั้งแรก ของประเทศไทยเมื่อป้ที่แล้ว ซึ่งจะเปึนภาพสะท้อนชี้ให้เราเห็นถึงว่าในอนาคตข้างหน้า ถ้ามีการจัดทําประชามติมันจะเกิดปัญหาหรือเกิดวิกฤติอะไรที่ติดตามมา ถ้าอยู่บนโลก ของข้อเท็จจริงก็ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ จะตัดสินใจลงมติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้มีการใช้อํานาจของแรงจูงใจต่าง ๆ ที่ทําให้ประเด็นการตัดสินใจในช่วงสุดท้ายของพี่น้องประชาชนนั้นห่างไกลไปจากสาระ ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเปึนอันมาก ในหลายพื้นที่ของประเทศมีการจูงใจบอกว่า รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเถอะแล้วเมืองไทยจะได้พ้นวิกฤติ เรื่องราววุ่นวายที่ท้องสนามหลวง จะได้จบลงจะได้มีการเลือกตั้ง ประเทศจะได้เข้าสู่ประชาธิปไตยที่บริบูรณ์เสียที ในบางพื้นที่ ในการสร้างแรงจูงใจว่าถ้าใครรับรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ก็เปึนทาสของเผด็จการ แต่ถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เปึนพระเอกวีรบุรุษแห่งประชาธิปไตย บางพื้นที่เกินเลยไป ถึงขนาดบอกว่า ถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อดีตผู้นําบางคนก็จะได้กลับบ้านเสียที ซึ่งมันไกลต่อสาระซึ่งเปึนหัวใจของรัฐธรรมนูญไป เปึนอันมาก ท่านประธานคงเคยได้ยินข่าวเหมือนที่ผมได้ยินว่าบางพื้นที่มีการออกใบปลิว บอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติ สวัสดิการของประชาชนหลายเรื่องหลายราว จะถูกยุบเลิกลงไป และแน่นอนครับข่าวที่เราได้ยินหนาหูก็คือมีการแจกจ่ายเงินในเขต เลือกตั้งบางเขต เขตละ ๕ แสนบาท ซึ่งก็เปึนข่าวที่เกิดขึ้นสับสนวุ่นวายไปหมดตรงนั้น ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้มันทําให้สาระที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญนั้นถูกบิดเบือนออกไป เปึนการต่อสู้ของอํานาจหลายขั้วหลายฝ์าย แล้วก็เปึนต้นเหตุของวิกฤติการณ์ในบ้านเมือง วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันอาจจะต้องมีการลงประชามติอีกครั้งหนึ่งก็เปึนได้ นั่นสะท้อน ให้เห็นว่าการทําประชามติถ้าไม่อยู่ในรูปแบบที่ถูกต้องเหมาะสม หรือการใช้อํานาจ อย่างไม่เหมาะสม บิดเบือนต่อเจตนารมณ์ไปแล้ว ไม่ได้เปึนการหาข้อยุติของวิกฤติการณ์บ้านเมือง แต่เปึนการเริ่มต้น ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดซึ่งเปึนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในการทําประชามติครั้งที่แล้ว เกิดขึ้นในขณะที่เรามีกฎหมายควบคุม เรามีประกาศของ สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับในขณะนั้นเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐ (๓) ซึ่งระบุ บอกว่า หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลคุกคาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิ ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง รวมทั้งให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ ทรัพย์สินเพื่อจูงใจไม่ให้ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีโทษนะครับ ศาลอาจจะสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือว่ามีโทษจําคุกไม่เกิน ๑๐ ป้ หรือปรับไม่เกิน ๒ แสนบาท แต่เราไม่เคยหาตัวผู้กระทําผิดได้เลย ตรงนี้จึงนําไปสู่คําถามซึ่งท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่นี้ได้อภิปรายถึงความน่าเชื่อถือขององค์กร ผมจึงคิดว่าการปรับปรุง ตัวบทกฎหมายให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย จะเปึนทางที่ทําให้กฎหมายจัดทําประชามติตรงนี้เปึนทางออกวิกฤติของบ้านเมืองได้ ไม่อย่างนั้นก็เปึนทิศทางตรงข้าม ท่านประธานครับ ผมรบกวนเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อจะได้ อภิปรายถึงประเด็นที่ผมมีความห่วงใยเปึนพิเศษ นั่นก็คือการจัดทําประชามติเฉพาะเขต ซึ่งกําหนดไว้ในมาตรา ๑๐ แล้วก็ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๕ (๒) ในตัวบท กฎหมายตรงนี้กําหนดไว้ว่าให้ กกต. เปึนผู้ดําเนินการจัดการพื้นที่เขตเลือกตั้งในการลง ประชามติแบบนี้จะเปึนเขตอย่างไร ก็เปึนอํานาจที่ กกต. หรือจะมอบหมายให้บุคคลใด เปึนผู้ดําเนินการ ตรงนี้ต้องมีความชัดเจน เพราะการจัดทําประชามติเฉพาะเขตมักจะเปึน ปัญหาซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของผู้คน วิถีชีวิตของชุมชน เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องทาง กายภาพของพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งปัญหาในลักษณะแบบนี้จะมีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง พื้นที่ ซึ่งเปึนที่ตั้งโครงการประชาชนมักจะได้รับผลกระทบสูงสุด แต่พื้นที่ที่ห่างโครงการออกมา ก็จะได้รับผลกระทบน้อยหรือว่าได้ประโยชน์มากกว่าผลกระทบที่ได้รับ ฉะนั้นพื้นที่ ความใกล้ ความไกล ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ ผลกระทบที่ได้รับจากโครงการจะมี ผลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงมติ ฉะนั้นการกําหนดเขตลงประชามติในมาตรา ๑๐ อย่างนี้ การกําหนดพื้นที่จะเปึนตัวแปรที่ชี้ผลล่วงหน้าได้เลยว่าผลการออกเสียงประชามติจะออกมา เปึนอย่างไร เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากพัทลุง คุณนริศ ขํานุรักษ์ พูดถึงโครงการ ข้ามทะเลที่เพชรบุรี จากมหาชัยไปแหลมผักเบี้ย ๖๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้วก็ล้มลงไป กรณี แบบนี้ถ้ากฎหมายการออกเสียงประชามติมีผลบังคับใช้อาจจะนําไปสู่การจัดทําประชามติ ถ้าไปถามพื้นที่เพชรบุรี ผมเปึนหนึ่งในคณะทํางานในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพชรบุรี ร้อยละ ๙๐ ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราไปถามคนกรุงเทพฯ หรือคนภาคใต้ซึ่งได้ประโยชน์ จากเส้นทางลัดที่ลัดลงไม่มากนักแต่ว่าได้ประโยชน์ตรงนี้ส่วนใหญ่คงเห็นด้วยครับ จึงเห็นว่าการจํากัดเขตหรือการกําหนดกรอบของเขตตรงนี้จะมีผลอย่างยิ่ง ผมไม่อยากให้ การดําเนินการตรงนี้ทําให้คนส่วนใหญ่ซึ่งได้ประโยชน์ไปลิดรอนสิทธิของคนเล็ก ๆ ส่วนเล็ก ที่ได้รับผลกระทบหรือเสียประโยชน์ ขณะเดียวกันคนกลุ่มเล็กที่ได้รับผลกระทบก็ไม่ควรจะ ลิดรอนประโยชน์ของส่วนรวม ความสมดุลของปัญหาหรือความสมดุลของชุมชนจึงเปึน หัวใจสําคัญอย่างยิ่ง ผมอยากให้มีการกําหนดอย่างชัดเจนว่า กกต. จะมีกระบวนการอย่างไรในการกําหนดเขตในการลงประชามติแบบกําหนดเขตตาม มาตรา ๑๐ สิ่งเหล่านี้ก็จะได้ฝากไว้เปึนประเด็นซึ่งจะไปดําเนินการในวาระต่อไป
สุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ พวกเราก็หวังกันทุกคนว่ากฎหมาย ฉบับนี้เมื่อมีการบังคับใช้ ฝ์ายบริหารก็คงจะใช้ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เปึนทางออก ของปัญหาในบ้านเมือง เปึนการถ่วงดุลอํานาจของเสียงข้างมาก เปึนการให้อํานาจกับ ประชาชนซึ่งเปึนเจ้าของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงให้เขาได้มีโอกาสใช้สิทธิในการตัดสินใจ ในปัญหาที่สําคัญ เจตนารมณ์และวิธีการของการใช้กฎหมายตรงนี้มีความสําคัญเปึนอย่างยิ่ง ผมไม่อยากให้กระบวนการที่เกิดขึ้นจากกฎหมายการจัดทําประชามติได้มีส่วนซ้ําเติม วิกฤติการณ์ของบ้านเมืองซึ่งวันนี้วิกฤติเปึนอย่างยิ่ง วันนี้ไปถาม ส.ส. สมัยแรก หรือ ส.ส. ที่มีอาวุโสสูงสุดในสภาก็ไม่มีใครตอบได้ว่าอีก ๒ เดือนข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบนถนน ประชาธิปไตย แต่ทุกคนก็เห็นเหมือนกันหมดว่าวันนี้มันมืดมน มันมืดดําจริง ๆ มันอาจจะดํา เหมือนมดดําบนก้อนหินสีดําในคืนแรม ๑๕ ค่ําเหมือนที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งอภิปรายไป เมื่อวานก็อาจเปึนได้ ขอให้กระบวนการของกฎหมายการจัดทําประชามติได้เปึนแสงสว่าง ให้ประชาธิปไตยของเราพ้นจากความล่มสลาย และก้าวไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ และประชาชนสืบไป ขอขอบคุณครับ
ต่อไปก็เปึนรายสุดท้าย คือคุณไมตรี สอยเหลือง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายไมตรี สอยเหลือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้สภาของเรากําลังประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เปึนพิเศษ ครั้งที่ ๒ และ กําลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมเองก็จะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ อภิปรายให้อยู่ภายใต้ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมได้อ่านร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ซึ่งมี ๔๒ มาตรา มีประเด็นสําคัญ ๆ ซึ่งสมาชิกผู้มีเกียรติก็ได้อภิปรายกันไปน่าจะ ครบทุกมาตราแล้ว ผมก็ไม่อยากจะอภิปรายซ้ําให้เสียเวลา แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่น่าจะ ยังไม่มีผู้ใดได้อภิปราย คือในมาตรา ๑๓ วรรคสอง ขออนุญาตท่านประธานอ่าน ให้นําบทบัญญัติ เกี่ยวกับการขอเพิ่มชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาใช้บังคับกับการเพิ่มชื่อและการถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิออกเสียง โดยอนุโลม ท่านประธานครับ การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งไม่ว่าจะเปึนระดับไหน หรือการลงประชามติ วัตถุประสงค์ก็ต้องการที่จะให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิกันมาก ๆ บางครั้งบางจังหวัด ถึงกับมีรางวัลแจกหน่วยงานหรือจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุด แต่ว่าการที่จะให้ประชาชน ออกมาใช้สิทธิกันมาก ๆ นั้น ฝ์ายผู้จัดการเลือกตั้งน่าจะอํานวยความสะดวกให้กับประชาชน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มาก ๆ ไม่ควรจะไปลิดรอนสิทธิบางประการ มีระยะเวลาในกฎหมาย ดังกล่าว มีการเพิ่มชื่อผู้มีสิทธิและการถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธินั้น ในกฎหมายจะมีการกําหนด ระยะเวลาไว้ให้ประชาชนมาใช้สิทธิได้ภายในระยะเวลาจํากัด หากพ้นกําหนดระยะเวลา ดังกล่าวแล้วก็ไม่มีสิทธิที่จะเลือกตั้งหรือจะใช้สิทธิลงประชามติ ทําไมจึงต้องยกภาระ ดังกล่าวเหล่านี้ให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้มีสิทธิลงประชามติ ทําไมผู้มีส่วน เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งจึงไม่ทําบัญชีการเลือกตั้งให้ถูกต้องโดยที่ไม่ต้องให้ประชาชน รับภาระดังกล่าว มีข้อเท็จจริงที่ไปเลือกตั้งไม่ว่าจะเปึน ส.ส. หรือ ส.ว. หรือท้องถิ่นไปเลือกตั้ง ครั้งแรกเลือก ส.ส. มีสิทธิใช้สิทธิเลือกตั้งได้แต่ต่อมาอีก ๓-๔ เดือนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.จ. ปรากฏว่าไม่มีชื่อที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ประชาชนไม่ได้ไปใช้สิทธิในการตรวจบัญชี เลือกตั้งก่อนตามที่กฎหมายกําหนดซึ่งเปึนภาระของประชาชนที่ไม่ได้รับความสะดวก ผมอยากจะฝากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเปึนผู้มีส่วน เกี่ยวข้องในการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้โปรดนําความคิดเห็นของผมไปพิจารณา ในขั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อไป ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ได้เวลา เนื้อหาชัดครับ ต่อไปก็เรียนเชิญทางท่านประพันธ์ กกต. ช่วยชี้แจง แล้วอย่าลืมคําถามของ คุณพีระพันธุ์ด้วยครับเดี๋ยวจะมีปัญหา ตอบให้ชัดเลยครับไม่ต้องห่วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการ การเลือกตั้ง ผู้ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ใคร่ขอขอบพระคุณทางสภา ทางท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมมาชี้แจงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติในวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอประทานอภัยท่านประธานที่ไม่ได้อยู่ ร่วมฟังตลอดระยะเวลาที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปราย เพราะว่าในช่วงบ่ายผมติด ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่ก็ได้พยายามกลับมาเพื่อมาชี้แจงในเรื่องที่ท่านซักถาม ในวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่อภิปรายให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งทําให้กระผมเองและเจ้าหน้าที่ได้รับความรู้เปึนอย่างมาก ข้อเสนอแนะของท่านในส่วนที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถนําไปปฏิบัติได้เมื่อกฎหมายนี้ออกใช้บังคับแล้ว เราก็จะรับไปดําเนินการ ผมคิดว่าคิดว่าเปึนนิมิตหมายที่ดีที่สภาแห่งนี้ได้อภิปรายกฎหมายฉบับนี้อย่างกว้างขวาง ก่อนที่ผมจะเข้าไปสู่เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมใคร่ขอชี้แจงเรื่องการพาดพิง สักเล็กน้อย ความจริงผมสามารถชี้แจงได้หมดทุกเรื่อง แต่เอาเฉพาะเรื่องที่เปึนสาระสําคัญ คือที่มีข่าวเรื่องความเปึนกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งอันนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่า ความเปึนกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนคุณสมบัติที่กําหนดในรัฐธรรมนูญ คือถ้าบอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เปึนกลางก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้กระผมขอกราบเรียนชี้แจงต่อท่านประธาน ต่อทางสภาว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเรายืนยันครับว่าจะดําเนินการจัดการเลือกตั้งด้วยความเปึนกลาง ยึดหลักกฎหมาย ยึดพยานหลักฐานเปึนหลัก ในการดําเนินการทุกเรื่องก็จะยึดอยู่ใน หลักการอันนี้ กระผมอยากจะกราบเรียน อย่างเช่น เรื่องการจัดทําประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ซึ่งมีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปรายทั้งในแง่ที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย กระผมอยากจะกราบเรียนว่า การจัดทําประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้ที่ได้รับมอบหมายจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เปึนผู้จัดทํา ประชามติซึ่งเราได้ดําเนินการด้วยความเปึนกลาง ยึดหลักกฎหมาย ยึดระเบียบ ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าในการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคมนี้มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงถึง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ มีผู้เห็นชอบ ๑๔ ล้านกว่าเสียง ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านกว่าเสียง ซึ่งผมถือว่า ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ ถือว่าเปึนความงดงามมากในการออกเสียงประชามติครั้งนั้นคือ คะแนนไล่เลี่ยกันมาก ๑๐ กับ ๑๔ ล้านคน ถ้าเปึนมวยก็เรียกว่าชนะใจคนดู และเปึนที่ น่าชื่นชมว่าในหน่วยออกเสียงประชามติทั้งหมดประมาณ ๘๘,๕๐๐ หน่วย ไม่มีแม้แต่ หน่วยเดียวที่มีคนคัดค้านว่าการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคมทุจริต มีบัตรผี ไพ่ไฟ พลร่ม หรือมีการประท้วง มีการคัดค้าน ไม่มีแม้แต่หน่วยเดียว และเปึนที่น่ายินดีว่า ทุกฝ์ายที่เกี่ยวข้องออกมาประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติแม้กระทั่งฝ์าย ที่ไม่เห็นด้วย อันนี้ผมถือว่าเปึนพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยที่น่าชื่นชมมาก ส่วนในการจัดการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม เมื่อจัดการเลือกตั้งเสร็จแล้วต่างประเทศ และในประเทศประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งถ้าหากว่าการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการ การเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคมไม่เปึนกลางผมเชื่อว่าต่างประเทศเขาไม่ยอมรับหรอกครับ หลังจากที่เราจัดการวันเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม วันรุ่งขึ้นรู้ผล ทั้งอียู (EU) ประเทศในกลุ่ม ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ์นประกาศรับรองผลการเลือกตั้งว่าฟรี แอนด์ แฟร์ (Free and fair) บริสุทธิ์ยุติธรรม ฉะนั้นผมขอยืนยันว่าเราทํางานด้วยความเปึนกลางนะครับ
ผมขอกราบเรียนชี้แจงที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่อนข้างเหมือนกับ บางท่านก็ว่าเร็วไปเหมือนจะช่วยใคร บางท่านก็บอกว่าทําช้ามาก ทําไมไม่รีบมาเสนอ กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งเราได้ดําเนินตามขั้นตอนในการดําเนินการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่ว่า เร่งหรือว่าทําช้านะครับ เราทําตามขั้นตอน โดยเมื่อเดือนมีนาคม ทางสํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งก็ได้มีคําสั่งสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ ๑๐๖/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๑ แต่งตั้งคณะทํางานศึกษายกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติฉบับนี้ และความจริงก็ยกร่างเสร็จตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้วก็ นําเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่าที่ประชุมเห็นควรให้คณะที่ปรึกษา ของพรรคการเมืองรู้สึกจะมีท่านอาจารย์บุญทัน ดอกไธสง เปึนประธาน บอกว่าให้กรรมการ ชุดนี้ไปพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง ก็นําร่างนี้ไปพิจารณา ทีนี้ก็ต้องเสียเวลาไป ระยะหนึ่งครับ
- ๙๒/
๑ แล้วบังเอิญเปึนช่วงเดียวกับที่ทางท่านรัฐมนตรีได้พูดว่าจะทําประชามติ บังเอิญสอดคล้อง ประจวบเหมาะกันพอดี ฉะนั้นกระผมอยากจะกราบเรียนว่า ขั้นตอนการดําเนินการ ยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําไปตามขั้นตอนนะครับ และจริง ๆ แล้ว กฎหมายกําหนดว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอร่างกฎหมายภายใน ๑ ป้นับแต่ มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้ แต่การพิจารณาทั้งหลายทั้งสิ้นอยู่ที่รัฐสภา เพราะว่า สภาผู้แทนราษฎรมีเวลาพิจารณา ๑๒๐ วัน ส่วนวุฒิสภามีเวลาพิจารณา ๙๐ วัน กฎหมาย ฉบับนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งเพียงแต่เปึนผู้ยกร่าง แต่ต่อจากนี้ไปเปึนหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งท่านสามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ในชั้นแปรญัตติ ซึ่งเปึนดุลยพินิจของท่านโดยเอกสิทธิ์ แล้วจากที่ได้ฟังท่านอภิปรายมาส่วนมากท่านก็เห็นพ้องในรายละเอียดบางเรื่องที่จะมี การแก้ไขปรับปรุง ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ทางรัฐสภานี้จะสามารถแก้ไขปรับปรุงได้ เนื่องจากว่ามีท่านผู้อภิปรายเปึนจํานวนมาก ผมอาจจะชี้แจงไม่ได้หมดในทุกประเด็น ผมอาจจะชี้แจงในบางประเด็นที่ได้จดบันทึกเอาไว้นะครับ
ในประเด็นแรกที่บอกว่าหลักการและเหตุผลที่อ้างมาตรา ๓๐๒ เปึนการอ้าง ที่สั้นเกินไป อันนี้เราก็บัญญัติตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะต้องดําเนินการยกร่างกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติภายใน ๑ ป้ เราก็ใช้เหตุผลนี้มาไว้ในเหตุผลของการยกร่างนะครับ แต่ถ้าท่าน จะแก้ไขปรับปรุง จะเพิ่มเติมอย่างไรผมคิดว่าสามารถที่จะดําเนินการได้
ในส่วนที่ ๒ ที่มีปัญหาว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ยังมีผลใช้บังคับอยู่หรือไม่ อันนี้ก็เปึนเรื่องการตีความ ข้อกฎหมาย ซึ่งที่ทราบมาคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งรัฐบาลสอบถามความเห็นไปก็ได้มี ความเห็นมาแล้วว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ น่าจะสิ้นผลไปแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กฎหมายได้บัญญัติ การออกกฎหมายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไว้โดยเฉพาะซึ่งไม่มีในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ วิธีการออกกฎหมาย จํานวนเสียงที่ใช้ จํานวนเสียงผู้เสนอต่าง ๆ จะแตกต่างจาก พระราชบัญญัติธรรมดา ฉะนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงได้วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ไม่สอดคล้องกับการออก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กําหนดให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะมีผลใช้บังคับต่อไปมี ๔ ฉบับซึ่งไม่รวมถึง กฎหมายการออกเสียงประชามติ แล้วกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ออกก่อนจะต้อง ไม่ขัดกับกระบวนการออกกฎหมายของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ฉะนั้นความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงเห็นว่ากฎหมายนี้น่าจะสิ้นผลไปแล้ว ถ้าหากถือว่ากฎหมายนี้ สิ้นผลไปแล้ว แล้วเราไปเขียนยกเลิกกฎหมายที่ไม่มีก็อาจจะมีปัญหาทักท้วงขึ้นมาในเชิง ของการยกร่างกฎหมายได้นะครับ
ในส่วนที่มีการอภิปรายมากก็คือ ในร่างมาตรา ๘ ว่าการออกเสียงประชามติ ตามร่างฉบับนี้จะมี ๒ แบบ ซึ่งยกร่างตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เนื่องจากว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กําหนดการออกเสียงประชามติมีแบบหาข้อยุติกับแบบขอคําปรึกษา ซึ่งจาก รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึนเรื่องขอคําปรึกษาอย่างเดียว ในการยกร่างมาตรา ๘ นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ล้อมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการขอคําปรึกษา ถ้าเปึนการขอคําปรึกษาจะต้องมีผู้มีสิทธิออกเสียงมาใช้สิทธิมากกว่า ๑ ใน ๕ ถ้าหากว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงไม่มาใช้สิทธิถึง ๑ ใน ๕ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็บัญญัติไว้ทํานองเดียวกันว่าถือว่าประชาชนไม่ได้ให้ความเห็นชอบ โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่บัญญัติว่าถ้าปรากฏว่าผู้ออกเสียงประชามติโดยเสียง ข้างมาก ถ้าไม่มากกว่านี้ก็ให้ถือว่าไม่เห็นชอบนะครับ เราก็ยกร่างตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ในส่วนที่เปึนการออกเสียงประชามติแบบขอคําปรึกษาโดยใช้เสียงเกินกว่า ๑ ใน ๕ ทีนี้ในส่วนของการขอประชามติแบบมีข้อยุตินี่นะครับ อันนี้จะใช้เสียงเท่าไร ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ยกร่างขึ้นมานี่เห็นว่าควรจะใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง เพราะว่าการออกเสียงประชามติในลักษณะนี้เปึนการออกเสียงในลักษณะบังคับก็คิดว่า น่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเปึนจํานวนมากกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งในตอนทําประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ก็มีผู้มาใช้สิทธิ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเกิดเสียงข้างมากของ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เห็นอย่างไรก็ถือว่าประชาชนเห็นชอบอย่างนั้น ซึ่งเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๑๔ ล้านเสียง เห็นชอบเปึนเสียงข้างมากก็ถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้รับความเห็นชอบผ่านการทํา ประชามติ แต่อย่างไรก็ตามที่ท่านมีข้อเสนอแนะว่าน่าจะใช้เสียงให้เท่ากันเปึน ๑ ใน ๓ หรือจํานวนที่ท่านได้อภิปราย อันนี้เปึนเรื่องที่ท่านสามารถที่จะไปอภิปรายในชั้นแปรญัตติได้
ในเรื่องที่ ๔ เรื่องการออกเสียงประชามติในต่างประเทศ ซึ่งมีบางท่านก็เห็นว่า เปึนเรื่องที่น่าจะสิ้นเปลือง กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่า การที่ให้คนไทยในต่างประเทศนี่ ยังมีสิทธิออกเสียงประชามติในร่างฉบับนี้เปึนไปตามหลักการเดิม ในหลักการเดิมของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ก็ยังให้คนไทย ในต่างประเทศสามารถที่จะออกเสียงประชามติได้ เราก็ใช้กฎหมายฉบับนั้นเปึนตัวอย่าง ในการยกร่าง ซึ่งในการทําประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ในประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้สิทธิคนไทยในต่างประเทศมาออกเสียงประชามติ ท่านเชื่อไหมครับว่าคนไทย ในต่างประเทศต่อว่ามามากมาย ต่อว่ามาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านนายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้นท่านไปประชุมก็ถูกคนไทยถามว่าทําไมไม่ให้คนไทยในต่างประเทศได้มีสิทธิ ออกเสียง อันนี้เราก็ยกร่างตามหลักการกฎหมายเดิมนะครับ ถ้าหากว่าท่านเห็นว่าไม่ควร จะให้คนไทยในต่างประเทศมีสิทธิออกเสียงประชามติก็อาจจะพิจารณาในชั้นแปรญัตติได้ แต่กระผมอยากจะกราบเรียนข้อมูลว่า คนไทยในต่างประเทศให้ความสนใจการเลือกตั้ง ในประเทศมาก เมื่อการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ ๒๓ ธันวาคม คนไทยในต่างประเทศที่ลงทะเบียนไว้ แล้วมาใช้สิทธิ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด ๕๘,๘๐๗ คน คะแนนเสียง ๕๘,๘๐๗ คนสามารถเปลี่ยนตัว ส.ส. ได้เลย ซึ่งเปึนจํานวนผู้มีสิทธิที่มาลง คะแนนเสียงเปึนจํานวนค่อนข้างมาก แล้วก็ที่ท่านเปึนห่วงว่าจะใช้เงินงบประมาณในการจัด ออกเสียงประชามติสําหรับคนไทยในต่างประเทศเปึนจํานวนมากนี่ ในตอนเลือกตั้ง ส.ส. งบประมาณที่ใช้ให้คนไทยในต่างประเทศได้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งใช้ไปจํานวน ๓๙ ล้านบาท ถ้าคิดว่าเปึนคนไทยคนหนึ่ง เงินจํานวน ๓๙ ล้านบาทก็ขอให้ท่านช่วยพิจารณาด้วยว่า จะสมควรให้บุคคลเหล่านี้มีสิทธิที่จะออกเสียงประชามติด้วยหรือไม่ครับ
ในประการต่อมา ในร่างมาตรา ๘ วรรคสอง ที่ใช้ คําว่า บุคคลหรือคณะบุคคล อยู่ในร่างนี้ด้วย คือนอกจากคณะรัฐมนตรี ตัวนายกรัฐมนตรีที่ขอให้มีการจัดทําประชามติ ยังมีบุคคลหรือคณะบุคคลด้วย ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายว่าจะเปึนการบัญญัติ นอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติหรือไม่ อันนี้กระผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าในการออกเสียงประชามติ ผู้ที่จะมีอํานาจดําเนินการให้มีการออกเสียงประชามติได้ ในมาตรา ๑๖๕ (๑) หลักการ อันแรกก็คือนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเปึนผู้ดําเนินการ
ประการที่ ๒ คือกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติ เนื่องจากในปัจจุบันนี้กฎหมายที่บัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติได้นอกเหนือจาก นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คือกฎหมายบัญญัติอยู่ใน พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๓๒ ทวิ วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีกิจการอื่นใดอาจ กระทบถึงประโยชน์ได้เสียของเทศบาลหรือประชาชนในท้องถิ่น สมาชิกสภาเทศบาล จํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่หรือนายกเทศมนตรีอาจเสนอต่อ ประธานสภาเทศบาลเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติในท้องถิ่นนั้นได้ และประกาศให้ ประชาชนทราบ โดยเหตุผลนี้ในร่างมาตรา ๘ วรรคสอง จึงใส่คําว่า คณะบุคคล ซึ่งในนี้ ก็คือสมาชิกสภาเทศบาล ถ้าเปึนตามกฎหมายเทศบาลก็คือสมาชิกสภาเทศบาลจํานวน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งซึ่งเปึนคณะบุคคล หรืออาจจะเปึนนายกเทศมนตรีคือบุคคล ด้วยเหตุนี้ ถึงได้มีการบัญญัติถ้อยคํานี้ไว้ด้วย
ในประเด็นต่อมาในมาตรา ๕ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถามว่า ทําไมให้ นายกรัฐมนตรีเปึนผู้ที่ดําเนินการเสนอให้มีการออกเสียงประชามติได้ น่าจะมีการปรึกษาหารือ ก่อนทําประชามติ บางท่านก็เสนอบอกว่าน่าจะให้มีการปรึกษาหารือรัฐสภาก่อน ซึ่งในเรื่องนี้ กระผมขอกราบเรียนว่า ในการยกร่างกฎหมายเราก็ยกร่างกฎหมายโดยใช้รูปแบบของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ซึ่งในการที่ นายกรัฐมนตรีจะขอทําประชามติไม่ใช่ว่านายกรัฐมนตรีจะทําได้เอง นายกรัฐมนตรีจะต้อง ปรึกษากับประธานสภาผู้แทนราษฎร จะต้องปรึกษากับประธานวุฒิสภา และที่สําคัญคือ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีด้วย ฉะนั้นขั้นตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะเสนอให้ ทําประชามติก็ไม่ใช่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะสามารถดําเนินการเองได้ตามลําพัง ในกฎหมาย ก็มีขั้นตอนกําหนดเอาไว้อยู่แล้ว โดยเหตุนี้เราจึงยกร่างเปึนไปตามทํานองรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้วพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑
ส่วนที่บางท่านอภิปรายว่าในร่างมาตรา ๕ (๑) ที่บัญญัติว่า กําหนดเรื่อง ในการจัดทําประชามติ ซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ลงคะแนน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะจัดทําประชามติ อันนี้ก็เปึนร่างทํานองเดียวกับ ในกฎหมาย ป้ ๒๕๔๑ มาตรา ๒๔ คือเปึนดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีที่จะกําหนดข้อความว่า ข้อความอันไหนชัดเจนเพียงพอหรือไม่ คือต้องให้เกียรติหัวหน้ารัฐบาลด้วยส่วนที่บางท่าน บอกว่าน่าจะมีองค์กรชี้ขาดว่าข้อความที่นายกรัฐมนตรีกําหนดชัดเจนเพียงพอไหม อันนี้ ก็อาจจะเปึนรายละเอียด ถ้าท่านเห็นว่ามีความสําคัญจะไปปรับปรุงแก้ไขอย่างไร กระผม คิดว่าก็อยู่ในวิสัยที่จะสามารถดําเนินการได้
ส่วนในร่างมาตรา ๕ (๓) ที่ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายว่าทําไมต้อง กําหนดว่ากระทําในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเปึนการเฉพาะ ก็เนื่องจากที่ได้กราบเรียนแล้วว่า บางเรื่องถ้าเปึนเทศบาลทําเขาคงจะต้องมีพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเหมือนกัน แล้วในส่วนของ การกําหนดพื้นที่ก็คงต้องให้เกียรตินายกรัฐมนตรีซึ่งเปึนหัวหน้าฝ์ายบริหารว่าท่านจะทํา ทั่วประเทศหรือว่าท่านจะทําในเฉพาะบางพื้นที่ ก็เลยบัญญัติเอาไว้ให้นายกรัฐมนตรี เปึนผู้พิจารณาออกประกาศ
ส่วนในร่างมาตรา ๖ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านได้อภิปรายบอกว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีท่านได้ประกาศให้มีการออกเสียงประชามติแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศกําหนดวันออกเสียงประชามติ โดยวันออกเสียงต้องไม่ก่อน ๙๐ วัน แต่ไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วัน นี่เขียนให้นานเหมือนกับว่ายื้อให้นาน ระยะเวลาให้ยาว ทําไมไม่เอาสัก ๔๕ วัน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ กระผมใคร่ขอกราบเรียนว่า ระยะเวลาในการออกเสียงนี่ที่ว่าไม่ก่อน ๙๐ วัน แต่ไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วันนี้ อันนี้ก็บัญญัติทํานองเดียวกับในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั่นเอง ระยะเวลาเปึนลักษณะบัญญัติทํานองเดียวกันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไปแล้วครับ
ส่วนที่บางท่านได้อภิปรายในส่วนของมาตรา ๙ นี้ว่า การเผยแพร่กระบวนการ ขั้นตอนการออกเสียง การจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทั้งผู้เห็นชอบและ ผู้ไม่เห็นชอบ อันนี้กระผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกว่าในส่วนของ คณะกรรมการการเลือกตั้งเอง คณะกรรมการการเลือกตั้งรับผิดชอบเฉพาะกระบวนการเผยแพร่ ขั้นตอนการออกเสียง วิธีการออกเสียงไปกาบัตรอย่างไร คูหาอยู่ที่ไหนอย่างไร ส่วนเนื้อหา ในการทําประชามตินี่เปึนเรื่องที่ทางนายกรัฐมนตรีจะประกาศกําหนด และหน่วยงานที่จะ เสนอเรื่องการทําประชามติเขาจะต้องไปรณรงค์ครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะมี หน้าที่เพียงเผยแพร่กระบวนการขั้นตอนการออกเสียงเท่านั้น คือเราจะไม่ไปรณรงค์ว่า ให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งการรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเปึนหน้าที่ของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมุติว่าเมื่อกี้ท่านยกตัวอย่างว่าจะทําถนนผ่าน แหลมผักเบี้ยหรือไม่อะไรอย่างไร อันนี้ กกต. ก็จะมีหน้าที่รณรงค์เพียงว่าการไปออกเสียง ประชามตินี่ไปกาบัตรอย่างไร เมื่อไร วันไหน คูหาอยู่ที่ไหน ส่งรายชื่อไปที่บ้านอะไรต่าง ๆ ส่วนจะทําหรือไม่อย่างไรหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจจะเปึนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคมจะต้องไปรณรงค์ แล้วฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยเขาก็มีสิทธิที่จะมา คัดค้านว่าอันนี้จะกระทบสิ่งแวดล้อม กกต. ก็มีหน้าที่จัดทั้ง ๒ ฝ์ายให้มาแสดงความคิดเห็น โดยอิสระเสรีเท่าเทียมกันเท่านั้นเองนะครับ
ส่วนที่วรรคสองกําหนดให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ ของรัฐบางท่านอภิปรายว่าไม่น่าจะกําหนดเฉพาะของรัฐน่าจะรวมถึงเอกชนด้วย กระผม กราบเรียนว่า ในทางปฏิบัติคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้ง ในการจัดการเลือกตั้ง เราก็ขอความร่วมมือจากทางองค์กรเอกชนด้วย วิทยุชุมชนด้วย แต่ที่เราไม่สามารถเขียน โดยตรงในกฎหมายนี้ได้จะเปึนการบังคับเขา ซึ่งเอกชนนี่เราคงไม่สามารถจะไปบังคับเขาได้ ในมาตรานี้ถึงได้บัญญัติไว้ว่าเฉพาะสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ แต่ในทางปฏิบัติก็ได้มีการประสานงานกับทางเอกชนอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาทางเอกชนก็ให้ ความร่วมมือเปึนอย่างดี ส่วนที่บางท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่ารายการสถานีวิทยุกระจายเสียงและ สถานีวิทยุโทรทัศน์ที่ กกต. จัดให้นี่จัดเวลาซึ่งคนไม่ดู อันนี้ก็ขอรับข้อสังเกตท่านไป คือบางทีเราก็บอกเขาไปว่าให้ช่วยออกช่วงเวลานี้อะไรต่าง ๆ แต่ว่าอันนี้ก็เปึนดุลยพินิจของ สถานีเขาด้วย แต่อย่างไรก็ตามหลังสุดที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ทางพรรคการเมือง ไปหาเสียงนี่นะครับ โดยปฏิบัติตาม พ.ร.บ. พรรคการเมืองนี้ แต่เมื่อวานผมดูรายการก็เห็นออก ในเวลาที่ดีนะครับ แล้ววันนี้ก็จะมีพรรคการเมืองอีกพรรคการเมืองหนึ่งเปึนพรรคการเมืองใหญ่ ก็จะออกรายการอยู่ในเวลาไพรม์ ไทม์เหมือนกัน ก็รับข้อสังเกตท่านไปในส่วนที่ท่านตั้งข้อสังเกตว่า เวลาให้สถานีออกนี่ไม่ค่อยจะมีคนดูนะครับ
มีอีกท่านหนึ่งเสนอบอกว่า ควรให้ประชาชนเสนอทําประชามติได้ อันนี้ คงจะต้องไปอยู่ในกฎหมายอีกฉบับ เพราะว่าในการขอทําประชามตินี่ผู้ที่จะขอได้คือ ท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี กับอีกส่วนหนึ่งคือเปึนไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ ฉะนั้นถ้าท่านอยากจะให้ประชาชนเสนอทําประชามติได้ท่านอาจจะต้อง ไปออกกฎหมาย ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้ก็จะมีบทบัญญัติ ฉะนั้นถ้าท่านอยากจะให้ประชาชนเสนอทําประชามติได้ท่านอาจจะต้องไปออกฎหมาย ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็จะมีบทบัญญัติแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชน ถ้าท่านอยากจะให้ประชาชนเสนอทําประชามติได้ ท่านก็อาจจะต้องเสนอ กฎหมายเรื่องการมีส่วนร่วมอะไรที่มีข้อความเหล่านั้น ส่วนที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านหนึ่งบอกว่าทําไมไม่มีช่องงดออกเสียง อันนี้ก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เราก็เลยยกร่างไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ แล้วก็ในการทําประชามติ ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ในบัตรการออกเสียงประชามติก็จะไม่มีช่องงดออกเสียง แต่พี่น้องประชาชนนี่ ถ้าท่านจะไม่ออกเสียง ท่านก็ไม่กาเครื่องหมาย
มีท่านได้อภิปรายในส่วนของการคัดค้านการออกเสียงประชามติว่าระยะเวลา ในการคัดค้าน ๒๔ ชั่วโมงจะกระชั้นชิดมากเกินไปน่าจะเพิ่มเปึน ๓-๕ วัน แล้วก็จํานวน ผู้ที่จะลงชื่อถึง ๑ ใน ๑๐ อาจจะมากไป อันนี้ก็เปึนรายละเอียดครับ แต่ว่าอยู่ในวิสัย จะแก้ไขปรับปรุงได้ เหตุที่เราร่างยกร่างในร่างมาตรา ๓๓ ว่าต้องคัดค้านภายใน ๒๔ ชั่วโมง แล้วก็ต้องเปึนผู้มีสิทธิออกเสียง ๑ ใน ๑๐ ร้องคัดค้าน ก็เนื่องจากเปึนการยกร่างทํานองเดียวกับ ที่เราเคยจัดการออกเสียงประชามติไปเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม แต่ถ้าหากว่าท่านเห็นควร แก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม ผมคิดว่าในชั้นแปรญัตติคงสามารถที่จะพิจารณาได้ครับ
มีผู้อภิปรายในส่วนของมาตรา ๑๘ ที่บอกว่า ทําไมถึงยังกําหนดให้นับคะแนน ชื่อหน่วย ควรนับรวม เพราะว่าอาจจะมีอิทธิพลคุกคามข่มขู่ได้ รู้ว่าในหมู่บ้านนั้น ตําบลนั้น หน่วยเลือกตั้งนั้นนี่มาลงคะแนนเท่าไร และเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อันนี้ก็กราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าในร่างมาตรา ๘ นี่ก็เปึนการยกร่างทํานองเดียวกับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ กฎหมาย เมื่อป้ ๒๕๔๑ การนับคะแนนก็นับที่หน่วย แล้วก็ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. มีการนับคะแนนที่หน่วย เราก็ยังคงยกร่างทํานองเดียวกับกฎหมายเดิมครับ ซึ่งการนับคะแนนที่หน่วยกับการนับคะแนนรวมนี่มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่าน ได้อภิปรายแล้วนะครับ มีทั้งข้อดีและข้อเสียซึ่งท่านก็ได้กล่าวแล้ว ข้อดีก็มีมากนับคะแนน ที่หน่วยเพราะว่าทําได้รวดเร็ว ในการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ประมาณสัก ๔ ทุ่มครึ่ง เรารู้ผลอย่างไม่เปึนทางการหมดแล้วครับว่าใครได้ ส.ส. ในที่ไหนบ้างนะครับ คือรวดเร็ว ถ้านับรวมที่หน่วย อย่างที่บางท่านอภิปรายนี่กว่าหีบบัตรเลือกตั้งจะมาถึงพร้อมกันหมด กว่าจะได้เริ่มนับบางแห่งเที่ยงคืนยังไม่ได้เริ่มนับเลย บางจังหวัดไกล ๆ แม้กระทั่งเรื่อง การเลือกตั้งท้องถิ่นที่กระผมไปตรวจงานมา บางแห่งแบกหีบบัตร ไม่มีทางรถต้องแบก หีบบัตรข้ามน้ํากัน อันนี้ก็มีข้อดีข้อเสียทั้งคู่ ถ้าหากว่าท่านเห็นควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ก็อยู่ในวิสัยที่จะดําเนินการได้
แล้วก็อีกประการหนึ่งที่มีผู้อภิปรายบอกว่าเพราะเหตุใดในร่างนี้ถึงไม่ได้มี การเขียนว่าจะนําผลการทําประชามติไปปฏิบัติ กระผมขอกราบเรียนว่าในมาตรา ๘ การขอทําประชามติมี ๒ แบบ คือขอแบบมีมติที่มีผลเปึนข้อยุติกับแบบที่ขอเปึนคําปรึกษา การขอเปึนคําปรึกษานี่หมายความว่าถึงแม้ว่าประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง มากกว่า ๑ ใน ๕ แล้วเสียงข้างมากเห็นชอบ รัฐบาลที่ขอทําประชามติอาจจะทําหรือไม่ทําก็ได้ คือในแง่กฎหมาย หมายความว่าถึงประชาชนลงมติเห็นชอบจะทําหรือไม่ทําก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าในทางปฏิบัติ รัฐบาลที่ขอประชามติ ถ้าประชาชนออกมาออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบถูกต้องแล้ว ถ้าจะไม่ทําคงต้องคิดหนัก ส่วนถ้าเปึนการออกเสียงประชามติแบบมีข้อยุติในรัฐธรรมนูญ ก็กําหนดอยู่แล้วว่ามีข้อยุติ คือหมายความว่า เมื่อขอความเห็นของประชาชนแล้ว แล้วถ้าเปึนตามร่างที่ร่างนี้ประชาชนมากกว่ากึ่งหนึ่ง มาแล้ว แล้วเสียงข้างมากเห็นชอบ หมายความว่าผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ์ายต้องรับข้อยุติ ที่ประชาชนมาออกเสียงประชามติ คือถ้าไม่ทําตามรัฐธรรมนูญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้อง รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญ ถ้าการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญคนที่จะต้องดําเนินการให้เปึนไปตามมติไม่ทําตามก็ฝ์าฝ๋น กฎหมายคือฝ์าฝ๋นรัฐธรรมนูญ อาจจะเปึนเหตุนําไปสู่กระบวนการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ อย่างเช่น การถอดถอนหรือการดําเนินการอะไรต่าง ๆ ต่อมา ในร่างนี้ก็ไม่ได้เขียน ในรายละเอียดเอาไว้ แต่ถ้าหากท่านเห็นว่าควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงอย่างไรก็สามารถไป อภิปรายหรือว่าพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ
มีท่านหนึ่งที่ท่านเสนอในร่างมาตรา ๑๑ บอกว่า หน่วยออกเสียงใช้ ๘๐๐ คนโดยประมาณ ทีนี้บางหมู่บ้านอยู่ไกลมาก คือถ้าไปเขียน ๘๐๐ คนโดยประมาณ อาจจะเปึนภาระมากเพราะหน่วยอาจจะอยู่ไกล อันนี้กระผมขอกราบเรียนว่าในร่าง มาตรา ๑๑ เองนอกจากใช้จํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงว่า ๘๐๐ คนโดยประมาณแล้ว ยังบัญญัติว่าให้คํานึงถึงความสะดวกในการเดินทางไปใช้สิทธิออกเสียงด้วย ถ้าหากว่า มีพื้นที่ไหนห่างไกลและจําเปึนต้องตั้งหน่วยออกเสียงเพิ่มเติม อย่างเช่น ในพื้นที่ภูเขา อาจจะมีประชากรแค่ ๒๐๐-๓๐๐ คน แต่ว่าต้องเดินทางมาไกล อันนี้ก็อยู่ในวิสัย ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะจัดหน่วยออกเสียงได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ถึง ๘๐๐ คนนะครับ
ท่านประธานบอกว่าให้ช่วยชี้แจงท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ขอประทานโทษ ที่ขอเอ่ยนาม เห็นท่านประธานได้กําชับมา ความจริงในบางมาตราที่ท่านอภิปรายกระผม ได้ชี้แจงไปแล้ว อย่างร่างมาตรา ๕ (๓) ร่างมาตรา ๓๓ ที่ว่าไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ในร่าง มาตรา ๓๕ เรื่องเจ้าหน้าที่ ซึ่งในร่างที่เสนอนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องจัดทําประชามติ โดยสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งท่านได้มีการอภิปรายในร่างมาตรา ๓๕ ซึ่งกระผมใคร่ขอ กราบเรียนว่า ในร่างมาตรา ๓๕ นี้เปึนร่างที่เพิ่มเติมขึ้นมา เพิ่มเติมจากร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ในร่างมาตรา ๓๕ นี้ ก็นํามาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ นี่เองครับ คือคณะกรรมการการเลือกตั้งยกร่างมาตรา ๓๕ นี้ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่หยิบยกเอาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. นั้นเองในมาตรา ๕๗ มาแก้ไขปรับปรุง จึงเปึนร่างที่เสนอท่านในร่างนี่
ส่วนที่ท่านสอบถามว่าเรื่องการแก้ไขฐานข้อมูลให้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนี้ ไปถึงไหนความจริงก็อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องร่างการออกเสียงประชามติโดยตรง แต่เมื่อท่านได้ สอบถาม ก็ขอกราบเรียนว่าเรื่องดังกล่าวนี้ก็ได้มีการแจ้งความดําเนินคดีไปแล้ว เรื่องของ เจ้าหน้าที่ คดีก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วเนื่องจากว่า เปึนคดีอาญา ถ้าหากว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้สอบสวนแล้วปรากฏว่ามีใครเกี่ยวข้อง กระทําผิดด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็สามารถดําเนินการสําหรับบุคคลที่เปึนเจ้าหน้าที่ ของรัฐได้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของ กกต. ด้วย ในส่วนของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ การเลือกตั้งก็ได้ไปแจ้งความดําเนินคดีไว้แล้ว ก็เปึนเรื่องที่อยู่ในอํานาจหน้าที่ของ พนักงานสอบสวนที่จะดําเนินการต่อไปสําหรับบุคคลที่ทาง กกต. ไปแจ้งความ
ในส่วนของท่านสอบถามเรื่องคดีของนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคํา ผมต้อง ขอโทษที่ไปเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก แต่ว่าเนื่องจากท่านสอบถามมาว่าเรื่องนี้ กกต. จะทําอย่างไร จะมีบทลงโทษอย่างไร อันนี้ กระผมขอกราบเรียนว่า ตัวกระผมเองก็เพิ่งทราบวันนี้เหมือนกันแล้วก็มาประชุมสภาแห่งนี้ ที่ผมไม่อยู่ตอนช่วงบ่ายผมก็กลับไปประชุมที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วก็ ได้มีวาระที่เสนอเรื่องนี้เข้ามาในที่ประชุมว่ามีการไปออกหนังสือรับรองการเปึนสมาชิก พรรคการเมืองอะไรต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีการกระทําบางส่วนที่อาจจะไม่ถูกต้องอะไรนี่ คือเรา ก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ในที่สุดแล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีมติไปในวันนี้ว่าให้ตั้งกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริงหาตัวผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการเซ็นหนังสือรับรอง ซึ่งจะมีอํานาจหรือ ไม่มีอํานาจเดี๋ยวต้องตรวจสอบอีกทีเปึนลายเซ็นปลอมหรือไม่หรืออย่างไรคงต้องตรวจสอบ อีกที โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้พิจารณาดําเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน ๗ วัน เพราะว่าคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งศาลกําหนดเอาไว้ว่า จะต้องทําคําแถลงให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ก็กราบเรียนท่านตามที่ท่านประธานได้บอกว่า ให้ช่วยชี้แจงท่าน
กระผมคิดว่ายังมีประเด็นบางเรื่องผมอาจจะตอบไม่หมด เพราะว่าท่าน อภิปรายไว้หลายท่าน อีกท่านหนึ่งได้พูดถึงร่างมาตรา ๑๓ เรื่องการเพิ่มชื่อ ถอนชื่อว่า ทําไมไม่ทําให้ถูกต้องตั้งแต่แรก คือกระผมอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องการทําบัญชีรายชื่อ จริง ๆ แล้ว กกต. เราก็มอบทางสํานักงานทะเบียนกลางเขาดําเนินการ ดังนั้นเนื่องจากว่า มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนมากและมีการเคลื่อนย้ายคนอยู่ตลอดเวลาก็อาจจะเปึนไปได้ที่ว่า ชื่ออาจจะตกหล่น ฉะนั้นถึงต้องมีการเพิ่มชื่อ ถอนชื่อ ส่วนที่ท่านสอบถามว่าทําไมตอน เลือกตั้ง ส.ส. ยังมีสิทธิอยู่เลยแต่พอไปเลือกตั้ง ส.จ. อยู่ ๆ ไม่มีชื่อ อันนี้กระผมอยากจะ ขอกราบเรียนว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส. ผู้ที่จะมีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ฉะนั้นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ๙๐ วันก็จะมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ส.ส. แต่พอการเลือกตั้งเมื่อกี้ท่านบอกว่าเปึนการเลือกตั้ง ส.จ. การเลือกตั้ง ส.จ. เปึนการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ๑ ป้ ฉะนั้นตอนที่เลือก ส.ส. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสมมุติว่า ๙๐ วันแล้วอย่างนี้มีสิทธิเลือก ส.ส. แต่พอเลือก ส.จ. ต้องอยู่ ๑ ป้ เพราะฉะนั้นเหตุนี้จึงจะไม่มีชื่ออยู่ในผู้มีสิทธิในการเลือกตั้ง ส.จ. แต่อย่างไรก็ตามสําหรับผู้ที่จะมีสิทธิลงคะแนนทางคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําเขตจะมีหนังสือแจ้งเจ้าบ้านทุกครั้ง ซึ่งอันนี้ถ้าหากว่า พี่น้องประชาชนได้รับแล้วก็ตรวจ ผมคิดว่าจะทราบทันทีว่าตัวเองมีชื่อในผู้มีสิทธิหรือไม่ แต่น่าเสียดายว่าประชาชนบางครั้งไม่ได้ตรวจ ฉะนั้นพอวันเลือกตั้งก็ไปเลยอันนี้ก็อาจจะมี ปัญหา กระผมได้ใช้เวลาของสภาเปึนเวลาพอสมควรแล้ว ผมขอขอบคุณท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติอีกครั้งหนึ่งที่ได้กรุณาเสียสละเวลาและอภิปรายให้ข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นที่เปึนประโยชน์ ผมคิดว่าเปึนพัฒนาการของสภาที่น่าชื่นชมมากนะครับ และผมขอขอบพระคุณทุกท่านครับ
เราใช้เวลาพอสมควร ๘ ชั่วโมง ท่านพีระพันธุ์มีอะไรเชิญครับ
ขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ ผมจะใช้เวลาไม่มาก ท่านประธานครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประพันธ์ นัยโกวิท ขออภัยที่เอ่ยนาม ผ่านทางท่านประธานที่ได้กรุณาตอบข้อชี้แจงให้เกิดความชัดเจน เพิ่มขึ้นครับ แต่ผมคิดว่าต้องขออนุญาตท่านประธานบันทึกไว้ในที่ประชุม เพราะว่าคงจะต้อง เปึนเกณฑ์ที่จะใช้ในการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญด้วยนะครับ ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่ากฎหมายฉบับเดิมป้ ๒๕๔๑ ได้พ้นสภาพไปแล้ว แต่ไม่ทราบรายละเอียดชัดเจนว่าด้วยเหตุผลเรื่องอะไรกันแน่ แต่เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านประพันธ์ ขออภัยเอ่ยนามครับ ที่ท่านได้กรุณาอธิบายว่าเขาให้เหตุผลว่าเนื่องจากว่าตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ได้กําหนดเรื่องของการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไว้ต่างหาก แล้วก็เปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานบันทึกไว้ว่าจะได้ เปึนประเด็นนี้ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าให้เหตุผลลักษณะนี้จะทําให้เปึนปัญหาครับ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ การร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญกับ พระราชบัญญัติทั่วไปจะอยู่ด้วยกัน แต่ว่าฉบับปัจจุบันนี้แยกไว้เปึนคนละส่วน อยู่ในส่วนที่ ๖ กับส่วนที่ ๗ เหตุผลที่ร่างแยกกันนี้ ผมคิดว่าสาเหตุสําคัญคือ ไม่ต้องการให้มีการยกร่าง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจนไม่มีขอบเขตจํากัด กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จึงได้กําหนดว่า ให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกี่ฉบับบ้าง เพื่อให้เกิดความชัดเจน อันที่ ๒ ก็ให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของการเสนอกฎหมายครับว่าการเสนอกฎหมาย รัฐธรรมนูญกับกฎหมายเปึนพระราชบัญญัติทั่วไปนั้นไม่เหมือนกัน เนื่องจากพระราชบัญญัติ ทั่วไปเราจะให้ประชาชนเพิ่มขึ้นใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงจําเปึนต้องแยก แต่สาระ วิธีการตราไม่เปลี่ยนครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่า ในมาตรา ๑๔๐ วรรคท้าย บอกว่า ให้นําหลักเณฑ์การตราพระราชบัญญัติในหมวดนี้ของพระราชบัญญัติทั่วไปที่อยู่ในส่วนที่ ๗ มาใช้บังคับกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วย จะเห็นว่า การตราพระราชบัญญัติจะเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนส่วนที่อยากจะกราบเรียน ให้ทราบว่าแตกต่างกัน แต่ถ้าหากว่าเราใช้หลักเกณฑ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปลี่ยนแปลง รูปแบบการตราพระราชบัญญัติ แล้วทําให้พระราชบัญญัติที่ได้เคยออกไว้แล้วซึ่งไม่สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีผลเปึนอันพ้นสภาพ ผมเกรงว่าจะทําให้เกิดปัญหากับพระราชบัญญัติ ด้วยครับ เพราะถ้าใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เปึน พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติทั่วไปก็จะเหมือนกันครับ วิธีการตราพระราชบัญญัติของ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้แตกต่างจากป้ ๒๕๔๐ ท่านประธาน ที่เห็นได้ชัดเจน มีอยู่ ๒ ประเด็นครับ ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานอยู่ในมาตรา ๑๔๒ วรรคห้า กับวรรคหก วรรคห้าบอกว่า กรณีที่กฎหมายที่เสนอเข้าที่เรียกว่าพระราชบัญญัตินี้จะต้องมี บทบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติเสนอด้วย แต่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่มี แล้วพวกเราก็ไม่เคยทํา แล้วนอกจากนั้นในวรรคท้ายของมาตรา ๑๔๒ บอกว่า ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต่อสภาจะต้องเป่ดเผยให้ประชาชนได้มีโอกาสรับทราบและเข้ามา มีส่วนเข้าถึงข้อมูลด้วย เปึนตัวอย่างจะเห็นว่า ๒ เรื่องนี้ก็แตกต่างจากการตราพระราชบัญญัติ ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้๒๕๔๐ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไปใช้หลักเกณฑ์ทํานองนั้น จะทําให้พระราชบัญญัติทั้งหมดที่อยู่วันนี้พ้นสภาพหมดเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็เลย อยากจะกราบเรียนท่านประธานไว้เปึนข้อสังเกตจะได้เปึนแนวทาง
ประการที่ ๒ ผมอยากกราบเรียนให้เกิดความชัดเจนในเรื่องมาตรา ๓๕ เดี๋ยวท่าน จะเข้าใจผิด ผมไม่ได้บอกว่าท่านไปยกขึ้นมาเองหรือทําขึ้นมาใหม่ แล้วก็ไม่ได้บอกว่า จะเอามาจากไหน ประเด็นสําคัญอยู่ที่ว่าตรงนั้นมันอาจจะเกิดช่องโหว่ที่ทําให้เกิดปัญหา พ้นความรับผิดได้ต่างหากต้องไปพิจารณา ไม่ได้แปลว่าเมื่อมันพ้นความรับผิดได้เปึน ช่องโหว่ในกฎหมายอื่นแล้วกฎหมายนี้ก็ตามเลยได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนข้อสังเกตไว้
สุดท้ายท่านประธานครับ สุดท้ายก็คือเรื่องของการที่ผมได้สอบถามเมื่อสักครู่นี้ ที่ท่านตอบเปึนประเด็นสุดท้ายในคําถามของผม ประเด็นหลักนี่ต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกท่าน รวมถึงท่านประพันธ์ด้วย ที่บอกว่าจะตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ แต่ว่าประเด็นหลักเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผมกราบเรียน ไม่ใช่ประเด็นที่ว่ามีการไปรับรองอะไรนะครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่ามีการแก้ฐานข้อมูลเหมือน คดีเดิม ผมถึงไปอ้างคดีเดิม ท่านประธานครับ ที่อยู่ในมือผมเปึนฐานข้อมูล ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคํา เปึนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ในเว็บไซต์ของ กรรมการเลือกตั้ง หลังจากที่เปึนปัญหาจบสิ้นแล้ววันนี้เว็บไซต์ของกรรมการการเลือกตั้ง ปรากฏว่านายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคํา เปึนสมาชิกพรรคไทยรักไทย เมื่อป้ ๒๕๔๘ ถึงป้ ๒๕๕๐ ด้วย เห็นไหมครับ แบบเดิมอีกแล้วครับ แก้ฐานข้อมูลนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะไปตรวจสอบ สอบเรื่องนี้ด้วยครับ ไม่ใช่เพียงไปสอบเรื่องว่าไปรับรองกันได้โดยพลการหรือเปล่าครับ ต้องสอบเรื่องการแก้ฐานข้อมูลซึ่งเหมือนเดิม ผมจึงบอกว่ากรณีของอดีต กกต. นั้นจบไปแล้ว แต่ลูกมือลูกไม้ของท่านที่ทําหน้าที่อยู่ในปัจจุบันนี้ทีมงานท่านยังอยู่และยังปฏิบัติหน้าที่ ฝากท่านไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านเชาวรินครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธิศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชนจากจังหวัดราชบุรี ท่านประธานครับ ตอนประมาณบ่ายโมงเศษ ๆ ผมขึ้นอภิปราย ผมมีความรู้สึกว่าผมบุญน้อยเหลือเกินเพิ่งทราบเมื่อกี้ว่าท่านประพันธ์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านสักนิดหนึ่ง ท่านกลับไปประชุมที่สํานักงาน กกต. เปึนเหตุให้ท่าน ไม่ได้มีโอกาสได้รับฟังที่ผมอภิปรายไว้แล้วท่านก็เลยไม่ได้ชี้แจง ซึ่งผมได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การที่ กกต. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๘ ซึ่งจะทําให้ การลงประชามติเปึนไปด้วยความไม่น่าจะสมเหตุสมผลเหมือนอย่างสมาชิกหลาย ๆ ท่าน อภิปราย ผมเกรงว่ามันจะเปึนการซ่อนอะไรไว้บางอย่าง เพราะท่านเปึนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านเปึนคนร่าง เสร็จแล้วท่านก็มาเปึนคนร่าง พระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการออกเสียงประชามติอีก แล้วก็เลยออกกติกาให้มันยุ่งยาก เข้าไว้คือให้มันทําได้ยากเพื่อจะปกปัองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้แก้ไขลําบาก เปึนการรักษา ตําแหน่งของท่านหรือเปล่า เปึนการทําให้ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เข้าลักษณะทํานอง ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
แล้วเรื่องที่ ๒ ผมได้นําเสนอว่าการพิมพ์บัตรแสดงประชามติซึ่งใช้เงินถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่ท่านบอกว่ามีผู้มาใช้สิทธิ เห็นด้วย ๑๔ ล้านคนเศษ ไม่เห็นด้วย ๑๐ ล้านคนเศษ ท่านกรุณาเปรียบเทียบว่าเปึนมวยถูกคู่อะไรประมาณนั้น ใกล้เคียงกันมาก คิดดูเถอะ ๒๐ กว่าล้านคนมาลงออกเสียงประชามติใช้เงินถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมจึงได้ เสนอเมื่อเช้านี้ว่ากําหนดวิธีใหม่ได้ไหม ให้ประชาชนผู้จะมาแสดงประชามติลงความเห็น แสดงประชามติเอาบัตรประจําตัวประชาชนของตนเองไปถ่ายที่สํานักงานปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึนองค์การบริหารส่วนตําบล เทศบาล ซึ่งมีกระจายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เสร็จแล้วก็ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนําส่งนายอําเภอ นายอําเภอก็นําส่ง กกต. จังหวัด โดยใช้บัตรประจําตัวประชาชนซึ่งไม่มีทางที่จะปลอมได้เลย เพราะมันมีของใครของมัน อยู่แล้วให้เซ็นชื่อกํากับไว้ ถ้าผู้เฒ่าผู้แก่เซ็นชื่อไม่เปึนก็เอาพิมพ์ลายนิ้วมือกํากับไว้ แล้วเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย รับหรือไม่รับ หรือถ้าหากว่าเขียนหนังสือไม่เปึนเครื่องหมายถูก ก็แปลว่าเห็นด้วย กากบาทก็แปลว่าไม่เห็นด้วย ทั่วทั้งประเทศประชากรที่มีสิทธิประมาณ ๔๕ ล้านคน ท่านใช้เงินสมมุติว่าให้ อบต. ใบละ ๑๐ บาท ท่านใช้เงินก็ประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านบาท กกต. ต้องคิดแล้วเวลานี้ข้าราชการหรือองค์กรต่าง ๆ ต้องคิดว่าเราจะทําอย่างไรช่วยกัน ประหยัดงบประมาณแผ่นดินแล้วให้ประชาชนได้ใช้สิทธิโดยง่าย ๆ
สุดท้ายท่านประธานครับ เมื่อเช้าผมไม่ได้ถามเนื่องจากท่านประพันธ์จริง ๆ ส่วนตัวผมชอบท่านเวลาท่านชี้แจงอะไรผ่านสื่อต่าง ๆ ดูแล้วบุคลิกโหงวเฮ้งน่าชื่นชมครับ ดีกว่าอาแปะอีกคนหนึ่งที่หน้าเหี่ยว ๆ ย่น ๆ ที่ผมเคยสงสัยเรื่องอายุ นั่นผมเรียกอาแปะ ๆ หน้าแกก็เหมือนผม ตาไม่มีเหล่าเต๊งท่านประธาน แต่ท่านประพันธ์นี่หน้าตาก็ดี ชี้แจงอะไรก็ดี ผมสงสัยแล้วต้องถามเรียกว่าถามกันต่อหน้าเลย เพราะผมเปึนคนความรู้น้อยครับ จบปริญญาตรีก็ไปทํางานเลยแล้วไม่มีโอกาสเรียนเหมือนท่านได้เนติบัณฑิตอะไร ผมสงสัยว่าที่จังหวัดที่จับได้เงิน ๑ ล้าน ๓ แสนกว่าบาท ทําไมถึงแจกใบเหลือง ตรงนี้เก็บ ความสงสัยตายไปก็นอนไม่หลับ เจอยมบาลมาถามผมก็ตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอถาม ท่านต่อหน้าเลยว่าที่อื่นจับไม่ได้หลักฐานอย่างนี้กลับได้ใบแดง แล้วได้ ๑,๓๗๐,๐๐๐ บาท ได้ใบเหลือง ชาวบ้านเขาก็ถามผมบอก กกต. เอามาตรฐานไหนตัดสิน ผมก็ตอบไม่ได้ วันนี้ ขอได้โปรดเอาบุญหน่อยเถอะครับชี้แจงให้ผมได้เข้าใจสักนิดเผื่อผมจะได้ไปตอบชาวบ้านได้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุวโรชครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุวโรช พะลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขออนุญาตกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังผู้แทนของคณะกรรมการการเลือกตั้งคือท่านประพันธ์ที่ได้กรุณาเรียนต่อ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรื่องเกี่ยวกับการจัดทําฐานข้อมูล แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ของ กกต. ว่าอยู่ในระหว่างการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ตํารวจนั้น ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนต่อ ท่านประธานเพื่อที่จะให้มีการบันทึกไว้เปึนหลักฐาน เพราะเรื่องดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้น ในช่วงที่คณะกรรมการ กกต. ชุดปัจจุบัน แต่เปึนเรื่องของสามหนา ห้าห่วงที่ติดคุกไปแล้ว แต่ว่าเจ้าหน้าที่ที่เปึนเครือข่ายที่อยู่ในขบวนการในการจัดทําฐานข้อมูลที่ผิดกฎหมาย ที่ทํากันแบบพูดกันง่าย ๆ ว่าไม่มีที่ไหนกล้าทํานอกจากใน กกต. เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยังอยู่ใน ตําแหน่งทุกคน และเรื่องดังกล่าวนี้ผมได้ไปกล่าวโทษยังสถานีตํารวจนครบาลในพื้นที่ เกิดเหตุ แล้วก็ได้รับแจ้งมาจากพนักงานสอบสวนครับว่าไม่สามารถดําเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ เหล่านี้ได้ เพราะทาง กกต. ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้มอบอํานาจให้เจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบไปแจ้งความร้องทุกข์ดําเนินคดี ขณะนี้คดีสั่งยุติไปแล้วแต่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ กับการจัดทําฐานข้อมูลเหล่านี้ยังลอยนวลแล้วก็อยู่ใน กกต. ทุกประการ เพราะฉะนั้น กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านประพันธ์ให้ได้รับทราบและหาทางแก้ไขเพื่อให้เกิด การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ สมควรนะครับ ท่านจะตอบหน่อยไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ความจริงผมต้องขอขอบคุณที่ท่านได้สอบถามเรื่องเหล่านี้ ซึ่งความจริงผมได้ชี้แจงตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่าจริง ๆ มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ แต่ว่าที่ท่านพีระพันธุ์ ประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ที่ผมต้องชี้แจงท่านในรายละเอียดเหล่านั้นด้วยเนื่องจากว่าท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรท่านบอกให้ผมชี้แจงไม่อย่างนั้นผมก็คงจะไม่อภิปรายเพราะว่ามันไม่ได้ เกี่ยวในประเด็นในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติมากนัก ผมอยากจะกราบเรียน ท่านพีระพันธุ์ว่าในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ จะสิ้นผลหรือไม่สิ้นผล อันนี้เราก็ต้องยอมรับว่ามันเปึนความเห็นทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ตีความให้รัฐบาลแล้วเห็นว่าสิ้นผลไปแล้ว ทีนี้ ในร่างนี้ท่านอยากจะเพิ่มมาตราว่าให้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ อันนี้เดี๋ยวผมคิดว่าอยู่ในวิสัย ที่จะพิจารณาได้ในชั้นแปรญัตติในวาระ ๒
ในร่างมาตรา ๓๕ กระผมก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าได้มีการปรับปรุงนํามาจาก กฎหมาย พ.ร.บ. ส.ส. ซึ่งถ้าหากท่านเห็นว่าร่างมาตรา ๓๕ นี้ยังไม่ครบถ้วนอย่างไรคงจะ สามารถปรับปรุงได้เช่นเดียวกันในวาระ ๒ ส่วนเรื่องการแก้ไขฐานข้อมูลวันที่ ๑๓ พฤษภาคมอะไรที่ท่านพูด ผมได้เรียนแล้วตั้งแต่แรกว่า ความจริงแล้วผมก็เพิ่งทราบวันนี้เรื่องทั้งหมดที่ว่ามีการเซ็นรับรองความเปึนสมาชิกพรรค อะไรทั้งหลายแหล่นี่ ผมก็เพิ่งทราบวันนี้เหมือนกันนะครับ แล้วก็อย่างที่ได้กราบเรียนแล้ว ว่าผมก็กลับไปประชุมในวันนี้ก็ได้ทราบเรื่องนี้ แล้ว กกต. ก็มีมติตั้งคณะกรรมการสอบ ข้อเท็จจริงไปแล้วว่าเรื่องราวเปึนอย่างไร ในส่วนที่ท่านพูดนี้ผมก็คิดว่าทางคณะกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริงเขาก็คงอาจจะนําไปพิจารณาด้วย ผมคิดว่าวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ กกต. คงฟังการอภิปรายของท่านอยู่ คิดว่าเขาคงจะนําไปพิจารณานะครับ
ในส่วนที่ท่านเชาวริน ประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่บอกว่าผมไม่ได้ฟังท่าน ผมก็เลยไม่ได้มีโอกาสชี้แจง ความจริงนี่ผมฟังท่านโดยตลอด เพียงแต่ว่าผมเดินทางกลับไป ประชุมแล้วผมก็ฟังวิทยุจากมือถือผมตลอดแต่ว่าวิ่งกลับมาไม่ทัน แต่ว่าก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ก่อนที่ท่านจะได้เข้ามา ทีนี้ความจริงท่านเชาวรินกับผมคนบ้านเดียวกัน คนราชบุรีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นที่ท่านอภิปรายนี่ผมก็เข้าใจนะครับ แต่ที่ท่านบอกว่าในร่างมาตรา ๘ มันเหมือนกับว่า กกต. รักษาตําแหน่งหรือเปล่า มายกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติซ่อนอะไรบางอย่างหรือไม่ อันนี้กระผมขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในการทํางานของกระผมเอง และผมคิดว่าของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จริง ๆ แล้ว บอกตรง ๆ ไม่ได้อยากเข้ามาเปึน มันเปึนเหตุการณ์จําเปึนเข้ามา ไหน ๆ พูดก็พูดแล้ว เขาก็พาดพิงอย่างนี้ ความจริงผมเปึนรองอัยการสูงสุด ผมสบายดีอยู่แล้ว ผมยังไม่เกษียณด้วย ผมอยู่ในตําแหน่งรองอีกประมาณป้กว่า แล้วผมสามารถเปึนอัยการอาวุโสได้อีก ๑๐ ป้ แล้วเหตุที่มาก็เปึนความจําเปึน แล้วก็คิดว่า กกต. ชุดนี้ก็มาตระหนักหน้าที่ของตัวเองนะครับ แล้วความเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่บ้าง ผมคิดว่าเปึนความเห็นโดยสุจริต ไม่ว่าท่านใดผมคิดว่า กกต. ชุดนี้ตั้งใจทํางานอย่างที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว ถ้า กกต. ชุดนี้ไม่เปึนกลาง การออกเสียง ประชามติคงจะต้องมีการประท้วงวุ่นวาย วันที่ ๑๙ สิงหาคม เพราะก่อนหน้านั้นก็มีคน อภิปรายทํานองนี้ นายประพันธ์ นัยโกวิท เปึนกรรมาธิการร่าง เปึน กกต. เดี๋ยวต้องมีไพ่ไฟ แล้วเปึนอย่างไรครับ มีผู้มาเห็นชอบ ๑๔ ล้านคน ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคน ผมถือว่าสวยงาม มากนะครับ ถ้าเปึนมวยไม่มีใครแพ้ใครชนะ ถ้า กกต. ไม่เปึนกลาง มีไพ่ไฟ พลร่ม ไม่อย่างนี้ หรอกครับ แล้วไม่มีใครคัดค้านแม้แต่หน่วยเลือกตั้งเดียวหน่วยออกเสียงเดียว ถ้าหากว่า กกต. ไม่เปึนกลางไม่สุจริต ผมเชื่อเลย ๘๘,๕๐๐ หน่วยต้องมีคนประท้วงแต่ไม่มีคนประท้วง รวมทั้งคนที่คัดค้านไม่เห็นด้วย ผมถือว่าอันนี้เปึนการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง อันนี้ ผมต้องขอชมเชยเลย แล้วถ้า กกต. ไม่เปึนกลาง บังเอิญไม่ทราบว่าผมชี้แจงท่านอยู่หรือเปล่า วันที่ ๒๓ ธันวาคมผมยังไม่ทราบเลยว่าจะมีเลือกตั้งหรือเปล่า กกต. จัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ถูกฟัอง คือพูดง่าย ๆ อยากจะให้มันพ้นไปเสียที ถ้าเราไม่ยืนหยัดอยู่ ผมไม่ทราบนะครับว่า เราจะมีวันที่ ๒๓ ธันวาคมหรือเปล่า แล้วจะมีสภาวันนี้หรือไม่ มีรัฐบาลวันนี้หรือไม่ แล้วถ้าไม่เปึนกลางผมยังไม่เห็นมีพรรคไหนเลยที่ว่าจัดการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคมเสร็จ มีพรรคไหนออกมาประท้วงคณะกรรมการการเลือกตั้ง วันรุ่งขึ้นพอทราบผล ๔ ทุ่มครึ่ง เราให้ผลอย่างไม่เปึนทางการออกมา วันรุ่งขึ้นอียู (EU : สหภาพยุโรป) ซึ่งอียูคอยจ้อง ตามตลอด เขาให้เราทําเอ็มโอยู (MOU) กกต. ยืนหยัดมาว่าเราตั้งองค์กรมา ๙ ป้ เราไม่เคยทําเอ็มโอยูกับใคร เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ทํากับอียู ผมเปึนห่วงที่สุดว่าอียู จะไม่รับรองการเลือกตั้ง ปรากฏวันรุ่งขึ้นอียูแถลงยอมรับว่าฟรีแอนด์แฟร์มีแล้ว สหรัฐอเมริกาแถลงยอมรับฟรีแอนด์แฟร์ ญี่ปุ์นแถลงยอมรับและให้เงินกู้รถไฟสายสีม่วง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเขาน่าจะอนุมัติตั้งนานแล้ว ออสเตรเลียประกาศยอมรับมีหนังสือ ชมเชยมาที่ กกต. คือถ้าบอกว่าทําอะไรมีซ่อนหรือเปล่า ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า ผมก็ต้องชี้แจง
ส่วนที่ท่านบอกว่าทําประชามติต้องใช้เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ความจริง ประชามติคราวนั้นก็รู้สึกจะใช้ประมาณสัก ๑,๘๐๐ ล้านบาท แต่เหตุที่มันใช้มากท่านไปดู รายการได้ รายจ่ายส่วนมากมันจะเปึนเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ เดิมเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ให้วันละ ๑๕๐ บาท วันทําประชามติรู้สึกเราจะเพิ่มให้ ๒๕๐ บาท เจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งแต่ละครั้ง รวมทั้งออกเสียงประชามติ ๘๘,๕๐๐ หน่วย มีเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งหน่วยหนึ่งประมาณ เกือบ ๑๐ คน มีคนมาจัดเลือกตั้งประมาณ ๑ ล้านหรือ ๑ ล้าน ๑ แสนคน เพิ่มเงินอีกวันละ ๑๐๐ บาท เท่าไรครับ เพิ่มเงินอีกวันละ ๑๐๐ บาทเท่ากับเพิ่มอีกวันละ ๑๐๐ กว่าล้านบาท แล้วจะต้องมีการอบรม มีการรับหีบบัตรมาทํางานวันออกเสียงประชามติ เงินที่เพิ่มมันจะ เปึนพวกรายจ่ายเหล่านี้ทั้งสิ้น และเปึนเงินที่เจ้าหน้าที่เขาได้รับทั้งสิ้น แล้วที่ท่านบอกว่า น่าจะหาวิธีการอื่นให้ อบต. ทํา การออกประชามติมันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ การออกเสียงประชามติ เปึนการใช้อํานาจอธิปไตยทางตรงของประชาชนอย่างที่เขาเรียกว่า ไดเรคท์ ดิโมเครซี (Direct democracy) ตอนที่จะทําประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคมก็เหมือนกัน มีคนบอกว่า อย่าให้ กกต. ทําเลย ใช้วิธีการแบบเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็ได้ หมู่บ้านหนึ่งก็เรียกประชาชนมา แล้วใครเห็นชอบก็ยืนฝัืงหนึ่ง ใครไม่เห็นชอบก็ยืนอีกฝัืงหนึ่ง ใช้เงินไม่ถึง ๕๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าทําแบบนั้นผมถามว่าต่างประเทศจะเชื่อท่านไหมครับ การออกเสียงประชามติ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ถ้าทําแบบนั้นคนจะเชื่อไหม แล้วท่านเสนอไปทําลักษณะทํานอง เดียวกันอย่างนี้ความเชื่อถือจะอยู่ที่ไหน ผมคิดว่าผมใช้เวลาอภิปรายเรื่องนี้มาพอสมควร ท่านประธานก็มองหน้าอยู่นะครับ
แต่ทีนี้พอท่านพูดถึงว่าจับเงิน ๑ ล้าน ๓ แสนบาททําไมได้ใบเหลือง ผมเรียนท่านตรง ๆ ผมให้ใบแดง ถ้าท่านอยากรู้ แต่มันไม่ได้เสียงข้างมาก คือผมคิดว่า ในระบอบประชาธิปไตยต้องยอมรับความเห็น จะเปึนความเห็นโดยสุจริตและไม่มีผลประโยชน์ แอบแฝงแล้วสามารถอธิบายชี้แจงได้ แล้วใบเหลืองที่ให้ไป คนได้ใบเหลืองไม่ได้กลับมานะครับ แล้วเห็นพูดอยู่อย่างนี้ ผมอยากจะเรียนว่าถ้าท่านสงสัยผมเองก็ให้ใบแดงเหมือนกัน
สําหรับท่านสุวโรชผมก็ได้เรียนแล้ว ผมได้สอบถามแล้วก็ได้ความว่า ในเรื่องของการแก้ไขฐานข้อมูล ป.ป.ช. รับไปดําเนินการแล้ว แล้วมันเปึนคดีอาญา ป.ป.ช. สอบสวนถึงใครก็คงจะสามารถดําเนินการไปได้ ก็คิดว่าคงจะอยู่ในขั้นตอนกระบวนการของ ป.ป.ช. ผมขอขอบคุณท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอบคุณครับ
ท่านเชาวรินเปึนกรรมาธิการด้วยไปว่าต่อในกรรมาธิการดีไหมครับ
เดี๋ยวผมขอนิดเดียว
เชิญครับ
คือขอบคุณที่ท่านประพันธ์ นัยโกวิท ได้ชี้แจงมาทําให้ผมเคลียร์ (Clear) แล้วทําให้ผมภูมิใจด้วยว่าผมคือคนราชบุรี ท่านทํางานได้รับคําชมจากทั่วโลกเลย นี่แหละครับคุณสมบัติของคนราชบุรีเมืองดีของ พระราชาครับ
ขอบคุณครับ ขออนุญาตขอมติเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านเสียบบัตรแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตน)
เรียบร้อยนะครับ ป่ดการแสดงตน เชิญเจ้าหน้าที่ครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๓๑๑ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ ผมขออนุญาตขอมติครับ ขอถามมติที่ประชุมจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ หรือไม่ ใช้สิทธิได้เลย เชิญครับ จะรับหลักการหรือไม่ใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
ขออนุญาตป่ดการลงคะแนน มติผู้เข้าประชุม ๓๑๘ คน เห็นด้วย ๓๑๘ คน ถือว่าที่ประชุม มีมติรับหลักการนะครับ
ขอเชิญตั้งกรรมาธิการ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคพลังประชาชน ขอเสนอ คณะกรรมาธิการวิสามัญจํานวน ๓๖ ท่าน ขอผู้รับรองครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ๓๖ ท่าน ไม่มีท่านใดเห็นเปึนอย่างอื่น
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามนี้ สัดส่วนของรัฐบาล เชิญท่านรัฐมนตรี ๕ ท่านครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ในส่วนของรัฐบาลจํานวน ๕ ท่าน ดังมีรายนามต่อไปนี้ ๑. นายวิทยา บุรณศิริ ๒. นายยุวรัตน์ กมลเวชช ๓. นายอัชพร จารุจินดา ๔. นายสุทธิพล ทวีชัยการ และ ๕. นายสมศักดิ์ สุริยมงคล
พรรคพลังประชาชน ๑๕ ท่าน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชนจากจังหวัด ขอนแก่น ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน จํานวน ๑๕ คนดังนี้ครับ ๑. พันตํารวจโท กานต์ เทียนแก้ว ๒. ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ๓. นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ๔. นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ๕. นายพินิจ จันทร์สมบูรณ์ ๖. นางสาวอรุณี ชํานาญยา ๗. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๘. นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ๙. นายนิสิต สินธุไพร ๑๐. นายศุภชัย โพธิ์สุ ๑๑. นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ๑๒. นายสุทิน คลังแสง ๑๓. นายภิรมย์ พลวิเศษ ๑๔. นายพีระเพชร ศิริกุล ๑๕. นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ถูกต้องครับ พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่านครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุโขทัย ขอเสนอรายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ คน ดังนี้ครับ ๑. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ๒. นายนริศ ขํานุรักษ์ ๓. นายอิสสระ สมชัย ๔. นายอภิชาต การิกาญจน์ ๕. นายเจือ ราชสีห์ ๖. นายอรรถพร พลบุตร ๗. นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ๘. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๙. นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๑๐. นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล และ ๑๑. นายนราพัฒน์ แก้วทอง ขอผู้รับรองด้วยครับ
ถูกต้องครับ พรรคชาติไทย ๒ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เอกพจน์ ปานแย้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี พรรคชาติไทย ขอเสนอคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยดังนี้ครับ ๑. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ๒. นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ขอผู้รับรองด้วยครับ
ถูกต้องครับ พรรคเพื่อแผ่นดิน ๑ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต ๒ พรรคเพื่อแผ่นดิน ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน คือ ท่านนพดล พลซื่อ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
ถูกต้องครับ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ๑ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคมัชฌิมาธิปไตย ๑ ท่าน คือนายอารยะ ชุมดวง ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
ถูกต้องครับ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคประชาราช ๑ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ สมาชิกพรรคประชาราช ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ขอผู้รับรองครับ
ถูกต้องครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ๑. นายวิทยา บุรณศิริ ๒. นายยุวรัตน์ กมลเวชช ๓. นายอัชพร จารุจินดา ๔. นายสุทธิพล ทวีชัยการ ๕. นายสมศักดิ์ สุริยมงคล ๖. พันตํารวจโท กานต์ เทียนแก้ว ๗. ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ๘. นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ๙. นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ๑๐. นายพินิจ จันทร์สมบูรณ์ ๑๑. นางสาวอรุณี ชํานาญยา ๑๒. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๑๓. นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ๑๔. นายนิสิต สินธุไพร ๑๕. นายศุภชัย โพธิ์สุ ๑๖. นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ๑๗. นายสุทิน คลังแสง ๑๘. นายภิรมย์ พลวิเศษ ๑๙. นายพีระเพชร ศิริกุล ๒๐. นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ๒๑. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ๒๒. นายนริศ ขํานุรักษ์ ๒๓. นายอิสสระ สมชัย ๒๔. นายอภิชาต การิกาญจน์ ๒๕. นายเจือ ราชสีห์ ๒๖. นายอรรถพร พลบุตร ๒๗. นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ๒๘. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๒๙. นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๓๐. นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ๓๑. นายนราพัฒน์ แก้วทอง ๓๒. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ๓๓. นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ๓๔. นายนพดล พลซื่อ ๓๕. นายอารยะ ชุมดวง และ ๓๖. นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ
ขอเวลาแปรญัตติครับ เชิญท่านสามารถ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย จังหวัดเชียงราย พรรคพลังประชาชน ขอเสนอ ๗ วันตามข้อบังคับครับ ขอผู้รับรอง ด้วยครับ
ไม่มีท่านใดเห็นเปึนอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วย ๗ วันตามข้อบังคับครับ ป่ดประชุมครับ