อภิชาต การิกาญจน์ ระบุว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นประชาธิปไตย 3 หลัก คือ การเมืองระดับชาติ การเมืองท้องถิ่น และการเมืองภาคประชาชน และเรียกร้องให้มีการประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในทางการเมือง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มันเปึนประชาธิปไตย ที่มาสู่ประชาธิปไตย ๓ หลักครับ ก็คือการเมืองระบบสภา หรือการเมืองระดับชาติ การเมืองท้องถิ่น และการเมือง ภาคประชาชน การทําความเข้าใจกับสังคมกับพี่น้องประชาชนในเรื่องการเมือง ๓ หลักนี้ ผมคิดว่าเปึนความจําเปึนนะครับ เพราะว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสภาเปึนส่วนหนึ่ง ของความไม่เข้าใจว่าวันนี้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมันเปึนไปเช่นนั้นจริง ๆ แล้วเราก็ เชื่อว่าการทําประชามติเปึนส่วนหนึ่งของการให้โอกาสกับการเมืองภาคประชาชนให้มี ส่วนเข้ามาตัดสินใจในทางการเมืองโดยตรง เปึนการทํากิจกรรมที่เปึนรูปแบบเปึนการเมือง ที่เปึนรูปแบบที่เปึนทางการ แต่การมีกิจกรรมอย่างอื่นในทางการเมืองซึ่งเราเห็นอยู่ขณะนี้ ก็ไม่ได้ถือเปึนความขัดแย้ง และจะไม่มีปัญหาเลยถ้าทุกคนเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ซึ่งเปึนเรื่องที่เราต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจ จะเปึนส่วนหนึ่ง ของการคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ปัญหามันมีอยู่ว่าระบอบประชาธิปไตย แบบมีตัวแทนที่เราเปึนอยู่นี่เปึนการปกครองโดยการใช้เสียงข้างมาก แต่หลักของมันก็คือ ต้องไม่ละเลยเสียงข้างน้อย แต่ในบ้านเมืองของเราเราจะเห็นว่าเสียงข้างน้อยจะถูกละเลย ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ไม่ได้รับการตระหนักจากการเมืองเท่าที่ควร และสิ่งนี้จึงทํา ให้เกิดปัญหาว่าระบบรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในทางการเมืองได้อย่างเต็มรูปแบบ อย่างแท้จริง ปรากฏการณ์ที่เราพบเห็นอยู่เสมอคือลักษณะของการทําการเมืองที่เรียกว่า พวกมากลากไป หรือไม่ก็ตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนจะมีความรู้สึกว่า ตัวเองได้รับการมอบหมายอํานาจมาอย่างเต็ม ๆ แล้วกล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ โดยอ้างประชาชน บางครั้งเปึนการตัดสินใจทางการเมืองที่สวนกระแสต่อสังคม สิ่งเหล่านี้ ประชามติจึงเปึนกลไกสําคัญในทางการเมืองที่จะเข้ามามีส่วนในการช่วยคลี่คลาย สิ่งเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ความบกพร่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผมคิดว่าสิ่งนี้เปึนสิ่งที่แก้ไขได้ แต่ว่า การจัดทําประชามติเราก็จะต้องพิจารณาว่าจะดําเนินการอย่างไรที่ให้การทําประชามติ ในแต่ละครั้งเปึนไปตามวัตถุประสงค์หรือตามเปัาหมายความชัดเจนในทางการเมือง เพื่อการแก้ไขปัญหาใด ๆ ในทางการเมืองที่เกิดขึ้น คือทําแล้วต้องเปึนประเด็นที่สําคัญ เปึนประเด็นที่มีความจําเปึนต้องให้คนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง ได้เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวด้วย ปัญหาที่เราจะกําหนดให้เปึนประเด็น ในการทําประชามติ แน่นอนต้องเปึนปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งต่าง ๆ ในสังคม ย่อมมี ทั้งฝ์ายที่เห็นด้วยและฝ์ายที่ไม่เห็นด้วย มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน แต่เวลาเราลงมตินี่ คนส่วนใหญ่จะมีสิทธิเพียงลงว่ารับหรือไม่รับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะเห็นว่า เรื่องของเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยก็เปึนส่วนในการตัดสินในการทําประชามติมาก เหมือนกัน ตัวอย่างจากการลงประชามติในการรับร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะเห็นว่า เรามีฝ์ายที่ลงมติเห็นชอบและรับนี่ประมาณ ๑๔ ล้านคน เรามีฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยไม่รับ ประมาณ ๑๐ ล้านคน เทียบเปึนเปอร์เซ็นต์ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ต่อ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผม พูดถึงเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยว่าเปึนความจําเปึนที่เราจะต้องตระหนักหรือไม่ ซึ่งคิดว่าสิ่งนี้ไม่มีใครพูดมาก่อน เสียงข้างน้อยจากการรับรองรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ๑๐ ล้านเสียงถูกทิ้งไป ถูกละเลยไม่นํามาพิจารณา จําเปึนหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาถึง เสียงข้างน้อย ผมคิดว่าจําเปึน ในทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราใช้ เวลาหลายสิบป้ หลายสิบการเลือกตั้งที่จะคลี่คลายปัญหาว่าคน คนหนึ่งที่ออกจากบ้าน ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งลง ๑ เสียงเหมือนกัน ถ้าคนที่เขาเลือกแพ้นี่เขาไม่มีตัวแทนในสภานะครับ คนได้ ๕๐,๐๐๐ เปึนผู้แทนราษฎร คนได้ ๔๕,๐๐๐ สอบตกไม่ได้เปึนผู้แทนราษฎร คนที่เลือก ๔๕,๐๐๐ เสียงถูกทิ้งไป เราจึงมีการเลือกตั้ง ระบบ ๒ บัตร ว่าคนที่คุณเลือกจากเขตเลือกตั้งไม่ได้เปึนผู้แทนราษฎรคุณยังมีผู้แทนราษฎร ของคุณจากการเลือกในระบบบัญชีไม่ว่าจะบัญชีของเลือกตั้งหรือบัญชีระบบสัดส่วน ในการเลือกตั้งเราพิจารณาเปึนข้อพิจารณาของผมที่จะเสนอก็คือ เปึนไปได้หรือไม่ว่า การลงประชามติที่แน่นอนว่าเสียงจะต้องก้ํากึ่งกันทุกครั้งจะต้องมีระยะห่างของฝ์ายเห็นชอบกับ ฝ์ายไม่เห็นชอบที่มีเกณฑ์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อลด ความขัดแย้ง คลี่คลายความขัดแย้ง เราเห็นความสําคัญของเสียงทั้ง ๒ ด้านในการไปลงประชามติ ในคราวนี้ ถ้าดูจากการเลือกตั้งเที่ยวที่แล้วจะเห็นว่าระหว่าง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของผู้เห็นชอบ กับ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของผู้ไม่เห็นชอบ มันจะห่างอยู่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จะกําหนดเท่าใด ก็แล้วแต่ แต่ให้คนมีความรู้สึกว่าเมื่อคุณมาเสียงของคุณได้รับการพิจารณาอย่างเต็มที่ ทั้ง ๒ ฝ์าย อันนี้จะมีส่วนในการคลี่คลายความขัดแย้งในเรื่องของการลงประชามติ เราพูด ถึงเรื่องหลักการในการทําประชามติกันมาตั้งแต่เช้า ผมคิดว่ากระบวนการในการทําประชามติ จะเปึนเรื่องสําคัญที่เราต้องพิจารณาเพิ่มเติมเหมือนกัน เพราะความรู้สึกของคนนี่ ความรู้สึกของสังคมจะแตกต่างกัน เราเลือกตั้งผู้แทนราษฎรใช้งบประมาณ ๒๐ ล้านบาท เราเฉย ๆ แต่ถ้าบอกว่าทําประชามติใช้งบประมาณ ๒๐ ล้านบาท เรารู้สึกนะครับ อาจจะมีความสําคัญทางการเมืองไม่แตกต่างกันทั้ง ๒ เรื่องสําคัญ แต่การเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรมันมีกลไกต่อเนื่องว่าเรามีผู้แทนราษฎร ๔๐๐ คนจาก ๑๕๗ เขตเลือกตั้งเข้ามา ทําหน้าที่ แต่ว่าการลงประชามติเราได้เฉพาะข้อยุติในการรับหรือไม่รับ เราจะทําอย่างไร ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีส่วนในการดําเนินการในการลงประชามติมีส่วนในการจัด การเลือกตั้งจะได้หาแนวทางว่าเราก้าวไปสู่ผลสําเร็จของการทําประชามติ มีผลน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ แต่ลดส่วนของการดําเนินการลงไป เช่น จําเปึนหรือไม่ต้องใช้คนเท่ากับ การเลือกตั้ง เราเดินทางจากหาดใหญ่มากรุงเทพฯ คนที่มาโดยรถทัวร์นี่เขาใช้คน ๓ คน มีคนขับ มีคนบริการ แล้วก็มีคนดูแลเรื่องราวต่าง ๆ ใช้คน ๓ คนถึงกรุงเทพฯ เหมือนกัน แต่ถ้ามาโดยรถไฟเราใช้คนเปึนพันคนเพราะแต่ละสถานีจะมีเจ้าหน้าที่ ๒-๓ คนเต็มไปหมดเลย ผลเหมือนกันคือถึงกรุงเทพฯ เหมือนกัน แต่เราใช้จ่ายงบประมาณ ใช้จ่ายทรัพยากร ใช้จ่ายอะไรมากเกินความจําเปึน เพราะเราไปติดประเด็นอยู่กับเรื่องการทําทางการเมือง ที่เปึนระบบที่เปึนทางการ การลดส่วนจะทําให้คนคลายความรู้สึกว่าการทําประชามติ แม้เปึนเรื่องสําคัญเหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหมือนกับการเลือกตั้ง วุฒิสภา แต่ กกต. ในฐานะเปึนผู้จัดการสามารถลดส่วนเหล่านี้ลงมาได้ ทําอย่างไร งบประมาณที่ใช้มากลดมาให้น้อยลง ได้ผลดีเหมือนเดิม เชื่อถือได้ วางใจได้ ลดความซับซ้อน ลดความยุ่งยากของระบบงานจากมากให้น้อยลง ลดการใช้ทรัพยากรที่ใช้เต็มที่เหมือน ในการเลือกตั้งให้น้อยลง สิ่งที่ทําได้ก็คือ ๑. ระบบการจัดการจะต้องคล่องตัวแล้วให้ผลดี เหมือนเดิม ๒. ต้องทําให้ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ๓. การขอความร่วมมือ การประสานงาน กับองค์กรต่าง ๆ กับหน่วยงานต่าง ๆ กับส่วนราชการ ผมคิดว่าทุกฝ์ายยินดี แต่เราไปติดกับดักว่า เลือกตั้งแล้วต้อง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาทแล้วมันยุ่งยากมาก ผมคิดว่า ไม่ถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาทเราจัดการเรื่องแบบนี้ได้ และนี่คือประเด็นที่ผมอยากจะเสนอไว้ว่า การทําประชามติถือว่าเปึนแนวทางหนึ่งของการเมืองที่เปึนไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ แต่การจะยกร่างกฎหมายที่จะดําเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดคุ้มค่ากับทรัพยากรที่เรา จะใช้ แล้วเปึนผลในทางคลี่คลายปัญหาในทางการเมือง การทําให้คนเข้าใจในความซับซ้อน ของกฎหมายของเรื่องที่พิจารณาตามข้อคิดเห็นของหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายกันมา ตั้งแต่เช้าจะเปึนส่วนหนึ่งในการที่จะยกร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เปึนประโยชน์ที่สุดในการทํา การเมือง ในการทําประชามติที่เปึนประโยชน์อย่างแท้จริงครับ