สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑

ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง หารือเรื่องการออกเสียงประชามติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายที่จะช่วยให้ชาติบ้านเมืองสงบสุขและไม่แบ่งแยก และเรียกร้องการให้มีการรณรงค์ให้ประชาชนมีสิทธิในการใช้เสียงในการลงคะแนนเสียงประชามติ

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ชัยนาท

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคพลังประชาชน วันนี้ต้องบอกกับทางผู้เสนอนะครับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติต้องถือว่าการออกกฎหมายเพื่อลงประชามตินั้นต้องถือเปึนหลัก ที่ต้องคํานึงถึงอย่างยิ่งแล้วก็ควรมี ประเทศไทยของเรานั้นมีการออกกฎหมายลงประชามตินั้น ผมเองต้องถือว่าเปึนเรื่องที่ให้ความสําคัญกับผู้ที่อยู่ใต้การปกครองของประเทศถือว่า เปึนเรื่องสําคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องบอกอย่างนี้ครับว่าการออกกฎหมายประชามติ เปึนเรื่องดี แต่เมื่อเปึนเรื่องดีแล้วเราจะต้องออกกฎหมายนั้นเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความคิดเห็น ที่แตกแยก ต้องถือว่าการออกกฎหมายใดนั้นก็เพื่อที่จะให้การบริหารกิจการรัฐ หรือเปึน เครื่องมือของรัฐซึ่งเปึนประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นอยู่ร่วมกันในประเทศในสังคม อย่างสันติสุขแล้วก็มีความสุข นั่นก็คือการเคารพซึ่งกันและกัน ในประเทศของเรานั้น ต้องบอกว่าบางครั้งนี่จะเปึนเรื่องใดก็ตามแต่ก็จะเห็นว่ามีการร้องเรียนกันอยู่เนือง ๆ แล้วก็เปึนการเดินขบวน การเดินขบวนก็ต้องถือว่าเปึนเรื่องที่ไม่ดีก็ไม่ใช่เปึนเรื่องที่น่าจะ แสดงออกถึงในเรื่องของการที่ประเทศหรือสังคมเรานั้นมีอิสระ มีเสรีภาพ มีการแสดง ความคิดเห็นได้ แล้วก็ในขณะเดียวกันก็ได้มีช่องทางในการที่จะแสดงออกซึ่งความต้องการ ของผู้ร้องเรียน ผมเองต้องเรียนต่อท่านประธานที่เคารพครับว่าผมเองนั้นมีโอกาสได้ศึกษา ในดุษฎีบัณฑิต รัฐประศาสนศาสตร์ แล้วก็ทําในเรื่องของการวิจัย ในเรื่องของความขัดแย้ง ต้องบอกกันตรง ๆ ในที่นี้ว่าประเทศไทยของเรานั้นเรามีความขัดแย้งกันไม่ใช่วันนี้ เรามี ความขัดแย้งกันมาก่อนหน้านี้จะมากบ้าง น้อยบ้าง แสดงออกรุนแรงบ้าง ผ่อนเบาบ้าง หนักบ้างเปึนบางครั้งคราวขึ้นกับช่วงโอกาสระยะเวลาว่าจะเปึนอย่างใด ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานครับว่า ในหลายเรื่องที่กฎหมายในบ้านเมืองของเรานั้นต้องบอกกัน ตรง ๆ ว่าเราได้ออกกฎหมายกันมากมายเหลือเกิน สภาแห่งนี้ก็มีทั้งมีหน้าที่ในการที่จะ ออกกฎหมายแล้วก็แก้ไขกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ไปดูว่ากฎหมายนั้นชราภาพ มากน้อยขนาดไหน เพราะว่าบ้านเมืองนั้นต้องบอกกันตรง ๆ ว่าวุ่นวายเหลือเกิน ผมเชื่อว่า ทุกคนทุกท่านอยากจะเห็นความสงบและสันติสุขในชาติบ้านเมือง แต่ในขณะเดียวกัน การออกกฎหมายแล้วก็การที่จะฟังความคิดเห็นนั้นต้องถือว่าเปึนเรื่องสําคัญอย่างใหญ่หลวง ในขณะนี้ร่างกฎหมายที่ผมมีโอกาสได้ถืออยู่ในมือนี้ มาตรา ๑ ลงมาในส่วนของมาตรา ๓ มาตรา ๓ ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามตินี้ ผมขอจุดเดียวก็คือ การออกเสียงหมายความว่า การออกเสียงประชามติตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่า การออกเสียงครั้งนี้ของพี่น้องประชาชนนั้นรัฐธรรมนูญ ได้ออกไว้ให้จะทํานอกเหนือกว่าที่รัฐธรรมนูญกําหนดนั้นก็คงไม่ได้เช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกัน ต้องบอกกันตรง ๆ อย่างนี้ครับว่า ในข้อที่ได้ให้เหตุผลของการออก การร่างกฎหมายหรือ การที่จะยื่นกฎหมายในครั้งนี้มาเพื่อที่จะตราเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการลงประชามตินั้นก็บอกชัดครับว่า เหตุผลของการที่จะออกครั้งนี้เปึนเพราะรัฐธรรมนูญ ให้ออก เหตุผลก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๒ บัญญัติให้คณะกรรมาธิการการเลือกตั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเพื่อให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จ ภายในหนึ่งป้นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ จึงจําเปึนต้องตราพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้ นั่นหมายความว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่กําหนดไว้เราก็คงไม่ต้องทํากัน ที่ทํา เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นกําหนดให้ต้องทํา สิ่งที่สําคัญผมเองได้เรียนว่ามิใช่ติติง ท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ยกร่าง แต่ก็อยากให้คํานึงถึงในสิ่งต่าง ๆ ที่มีหรือที่เกิด ผมเองต้องเรียนต่อท่านประธานครับว่า ผมเองได้มีโอกาสเขียนงานวิจัยและศึกษางานวิจัย ต้องบอกว่าบางครั้งในเรื่องของความขัดแย้งเขียนไปนั้นตรง ๆ ก็ไม่ได้ ต้องบอกกันตรง ๆ ตรงนี้ บางครั้งเราเขียนตรงไม่ได้ อ้อมก็ไม่ได้ คือสิ่งที่มีก็คือไม่เขียน นี่คือสิ่งที่มันมีอยู่ใน ชาติบ้านเมืองเรา เพราะฉะนั้นคนที่รู้ก็คือรู้ คนที่ไม่รู้ก็ว่ากันไป ต้องยอมรับนะครับ ท่านประธานว่ากฎหมายเปึนเรื่องสําคัญในการที่จะทําให้ชาติบ้านเมืองเราสงบสุข หรือสันติสุขไม่ แต่โดยลําพังของกฎหมายอย่างเดียวนั้นไม่สามารถที่จะทําให้ชาติบ้านเมือง ของเรานั้นสงบหรือสันติสุขได้ การมีกฎหมายรองรับเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่สิ่งสําคัญ ก็คือสิ่งที่มันจะประกอบไปในเรื่องของแต่ละมาตราที่เรามานําใช้และส่งผลต่อพี่น้องประชาชน หรือคนในสังคมต้องถือเปึนส่วนใหญ่ เราจะบอกว่าเรามีกฎหมายฉบับนี้ดังที่ผมกล่าว ตอนต้นว่าผมเห็นด้วย แล้วก็เปึนเรื่องดีที่ประเทศชาติของเราได้มีกฎหมายในเรื่องของ การลงประชามติ ถือเปึนเรื่องถูกต้องและสําคัญ แต่สิ่งสําคัญในกฎหมายก็คือในเรื่องของ ทําอย่างไรให้บ้านเมืองของเรานั้นไม่แตกแยกหรือแบ่งแยก นี่คือสิ่งที่ต้องคิดคํานึงถึง ระยะเวลา ของการออกกฎหมาย การออกกฎหมายคงต้องคํานึงถึงสภาวการณ์ด้วย เพราะฉะนั้น สภาวการณ์ของบ้านเมืองเราอยู่อย่างไร เราคงต้องออกกฎหมายให้มีจิตวิญญาณเพื่อ ถ่ายทอดแนวคิดของคนออกกฎหมายในการทํากฎหมายเพื่อรวมแผ่นดินนี้ รวมความคิด ของพี่น้องประชาชนให้คนทุกคนในหมู่เหล่าของสังคมนั้นอยู่กันด้วยสันติสุข มีความรัก ในผืนแผ่นดินนี้ แล้วมีความรักในเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน ต้องถ่ายทอดวิญญาณนั้นลงไป นี่คือสิ่งที่อยากจะปรารภหรืออยากจะเรียนต่อท่านประธานไว้ว่านี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคน ต้องคํานึงถึง เพราะฉะนั้นเปึนไปได้ไหมว่ากฎหมายคงไม่ใช่กฎหมายประชามติฉบับเดียวครับ ท่านประธานครับ ทุกฉบับหรือทุกส่วนในสังคมเราที่เราตราไปแล้ว ที่เราออกไปแล้วมันมี กฎหมายใดบ้างที่มันตราไปแล้วมันไร้จิตวิญญาณที่จะทําให้พวกเรานี่รักกัน ดีต่อกัน เอื้ออาทรต่อกัน นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะว่าโดยลําพังกฎหมายนั้นมันไม่ได้ เพราะเนื้อหา กฎหมายนั้นไม่สามารถที่จะทําให้คนที่จะตรานั้นได้ นอกจากผู้ตรานั้นได้คํานึงถึงสิ่งเหล่านี้ เปึนที่ตั้งไว้ด้วย เพราะฉะนั้นผมก็เรียนต่อท่านประธานไว้ว่านี่คือสิ่งที่สําคัญอย่างใหญ่หลวง ผมเองอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าในระยะเวลาของการออกเสียงประชามตินี่ก็บอกว่า หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือขบวนการใด ๆ ก็ตามแต่ให้มีการลงประชามติ แล้วหลัง ๗ วันจะต้องดําเนินการ ในขณะเดียวกันนั้นการหาเสียงกันหรือการที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้กล่าวไปในส่วนหนึ่งก็คือ เปึนลักษณะของการหาเสียง หรือการจะชักจูง ชักโน้ม ชักเอียงอย่างไรก็ตามแต่เถอะให้คนเห็นด้วยหรือประชาชน ผู้มีสิทธิเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ตามแต่ไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๑๒๐ วันมากไปไหม เยอะไปไหม นี่คือคําถามที่อยากจะถามว่าเหตุผลเปึนอย่างไร ถึงกําหนดถึง ๙๐ วัน แล้วก็ถึง ๑๒๐ วัน ไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนะครับท่านประธาน ๙๐ วัน ๓ เดือน ๑๒๐ วัน ๔ เดือน มากกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากมาย การระดมความคิด การชักจูง ชักโน้ม ชักเอียงพี่น้องประชาชนอย่างไรนั้นต้องบอกในที่นี้ว่า เปึนเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องสําคัญ เปึนเรื่องสําคัญมากเพราะในระยะเวลานั้นมันเปึนตัวแปร ส่วนหนึ่งในตัวสําคัญเลยที่จะเปึนอย่างไรในอนาคต นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าเราต้องคํานึงถึงไหมว่าตรงนี้มากไปหรือไม่อย่างไร ในการลงประชามติกฎหมายฉบับอื่น ๆ นั้นเราใช้กันเท่าไรอย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องพูดถึง ดังที่ผมกล่าวนะครับท่านประธานว่า การที่จะออกกฎหมายใดนั้นเราต้องคํานึงถึงสภาวะ ของสังคมเราด้วยว่าประเทศชาติของเราตอนนี้อยู่ในสภาวะอย่างไร พี่น้องประชาชน แตกแยกไหม พี่น้องประชาชนรวมความคิดเปึนหนึ่งเดียวหรือไม่ แน่นอนที่สุดครับ ถ้าเราเอาความคิดเปึนหนึ่งเดียวนั้นเราใช้ระยะเวลามาก ๆ นั้นดีครับ เราได้วิเคราะห์ สังฆกรรม สังคายนา สังอะไรก็ตามแต่ของความคิดนั้นตกผลึกออกมาแล้วก็เปึนเรื่องที่ดี แต่ในภาวการณ์ที่บ้านเมืองเราพี่น้องประชาชนยังไม่เปึนหนึ่งเดียวอย่างนี้ ผมพูดคงไม่ผิด นะครับท่านประธาน เพราะว่าอย่างเกิดสภาวการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ระยะเวลาที่มาก ไม่เหมาะสมครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมได้มีโอกาสได้รับการศึกษานี่ แม้จะออกสิ่งใดสักเรื่องหนึ่ง บางเรื่องจะต้องทํางานวิจัยก่อน ต้องทํางานวิจัยก่อน งานนั้น ต้องวิจัยก่อน ข้อดี ข้อเสียเปึนอย่างไร ตรงนี้เปึนอย่างไร ตรงนั้นเปึนอย่างไร ทุกอย่างต้อง วิจัยคิดค้นหมดครับ เพราะว่าผลแต่ละเรื่องแต่ละอย่างนั้นแม้เราเปลี่ยนไปบางเรื่องบางอย่างนั้น มันก็ต่างออกไป ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ ในเรื่องของการศึกษา การออกข้อสอบ ก็เช่นเดียวกัน หรือการทําข้อสอบก็เช่นเดียวกัน คําถาม คําตอบที่ยาวกว่ากัน สั้นกว่ากัน ส่งผลต่างกันในการตอบ คนที่ตอบถูกอาจจะตอบผิดเลยก็ได้เมื่อถามคําถามที่ยาวขึ้น ในขณะเดียวกันคนที่เคยตอบถูกในคําถามที่ยาว เมื่อคําถามสั้นลงตอบผิดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องเรียนต่อท่านประธานครับว่า นี่คือเนื้อหาสาระที่สําคัญว่าบางครั้ง บางเรื่อง บางจุดอยากจะพูดในที่นี้ ไม่ใช่กล่าวกับท่านกรรมการการเลือกตั้ง แต่มีโอกาส ได้ขึ้นพูดในฐานะที่เปึนพระราชบัญญัติฉบับแรกที่ผมมีโอกาสได้ขึ้นพูดในที่นี้ เมื่อวานนี้ไม่มีโอกาสได้พูดเพราะว่าคิวอยู่วันนี้ก็เลยขอโอกาสที่จะพูดในที่นี้ว่า หลักการนั้น อยากจะให้ทุกท่านเมื่อออกกฎหมายต้องคํานึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยเปึนเรื่องสําคัญ โดยเฉพาะ ผู้รู้ในสังคมของเราในความรู้ที่เรามีอยู่ว่าอะไรบ้างที่มันเปึนจุดล่อแหลมทําให้พี่น้องประชาชน คนในสังคมของเรานี่แตกแยกต้องคํานึงครับ ถามถึงผู้รู้ครับ บางครั้งเราเรียนหนังสือกันมา เราศึกษากันมากมายก่ายกองแต่เราไม่เคยระดมความคิดของผู้รู้เหล่านั้นมาเลยครับ มาใช้ให้เปึนองค์ความรู้ที่จะผลักดันประเทศชาติของเรา หรือเดินประเทศชาติของเรา ให้มันเกิดภาวการณ์ที่ดี เราปล่อยคนที่เรียนมาก็เรียนไป เรียนมาอย่างไรก็เรียนไป คนส่วนหนึ่งก็ทําไปอย่างนี้หรือ ถ้าอย่างนี้ไม่ได้ครับท่าน ผมเรียนกับท่านประธานไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็อยากจะเรียนต่อท่านประธานครับว่าเปึนหัวใจสําคัญอย่างใหญ่หลวง เรื่องระยะเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ในภาวการณ์ที่บ้านเมืองต่างไป เพราะฉะนั้นผมเห็น เปึนส่วนหนึ่งข้อหนึ่งที่เปึนส่วนสําคัญยิ่งในบ้านเมืองของเราในการตรากฎหมาย เพราะฉะนั้น ไม่ใช่คํานึงถึงว่าวันหนึ่งเราใช้กฎหมายว่า ๓๐ วันอีกวันหนึ่งใช้ ๖๐ วันไม่แตกต่างครับ ถ้าภาวการณ์มันต่างกัน ภาวการณ์ที่มันเร่งร้อนหรือมันเปลี่ยนไปมันก็ต้องอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนท่านประธานครับว่า อยากจะให้ผู้ตรากฎหมายทุกคนทุกท่าน ได้คํานึงถึงสิ่งเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่คิดว่าน่าจะเปึนส่วนหนึ่งที่อยากจะกล่าวไว้ในที่นี้ ในขณะเดียวกัน การออกเสียงประชามติในครั้งนี้ให้แบ่งเปึนหน่วยเลือกตั้งในเขตพื้นที่ พื้นที่หนึ่งนั้นถ้าผม จําไม่ผิดนั้นก็คือ ๘๐๐ เสียง ๘๐๐ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เปึนหน่วยเลือกตั้งหนึ่ง แล้วก็ให้มี การนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ผมกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับว่า ทําอย่างนี้บ้านเมืองจะแตกแยกขึ้นไหม การทําอย่างนี้นี่บ้านเมืองเราอยู่ในภาวการณ์ ที่จะทําได้ไหมอย่างนั้น เหมือนกับการทําประชามติคราวที่แล้วครั้งที่ผ่านไป เราแบ่งประเทศ ของเราออกเปึนภาคเลยใช่ไหม คนในภาคใต้เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ คนภาคอีสาน ภาคเหนือไม่เห็นด้วย คนภาคกลางนี่กลาง ๆ เอาด้วยไม่เอาด้วยใกล้เคียงกัน เรากําลัง จะแบ่งแยกประเทศใช่ไหม แบ่งความคิดของพี่น้องประชาชนใช่ไหม นี่คือคําถามที่ต้องหา คําตอบร่วมกันในวันนี้ว่าเราจะทําอย่างไร ยิ่งเราออกมา แต่ละหน่วยเลือกตั้งออกมาเปึนหน่วย ๆ หมู่บ้านนี้กับหมู่บ้านนั้นต้องตีกันแน่ครับ แล้วคนที่มีความใกล้ชิดในหมู่บ้านในชุมชน ตําบลเดียวกันยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น ขัดแย้งกันมากขึ้นเพราะฉะนั้นผมว่าภาวการณ์ อย่างนี้บ้านเมืองผมไม่เห็นด้วยครับ แม้ว่าพี่น้องประชาชนหรือคนในส่วนหนึ่งจะเห็นว่า การลงประชามติการออกคะแนนเสียงเปึนลักษณะของการที่จะนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เพื่อเห็นว่าการนับคะแนนแบบนี้ ด้วยเหตุใดก็ตามแต่บางท่านก็อาจจะบอกว่าเพราะไม่อยาก ให้มีการโกง บางคนก็บอกว่ายิ่งหน่วยเลือกตั้งก็โกงง่าย ซื้อง่ายอะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า มันขึ้นอยู่กับภาวการณ์ว่าสังคมของเรา ภาวการณ์ของเราในขณะนี้เราควรจะใช้แบบไหน รูปแบบไหนถึงจะมีความเหมาะสม ประกาศให้พี่น้องประชาชน ทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทุกคนทุกท่านให้รับทราบว่า เพราะอย่างนี้กับบ้านเมืองจึงจําเปึนต้องใช้แบบนี้ วันนี้ท่านประธานครับ เราทําไมไม่ซื้อ รถเบนซ์ให้ลูกขี่ครับ เพราะเราไม่มีสตางค์ใช่ไหมครับ วันนี้ประเทศไทยทําไมถึงต้อง เปลี่ยนน้ํามันไปใช้แก๊สครับ เพราะเราไม่มีเงินจะซื้อ นี่คือภาวการณ์ นี่คือสิ่งที่เปึนจริง เราต้องอยู่บนพื้นฐานของความเปึนจริงในสังคมเราถึงแก้ปัญหาความแตกแยกคนในชาติ คนในแผ่นดินได้ รังแต่ถ้าเราทําเข้าไปเรื่อย ๆ ก็ตอกลิ่มกันไปเรื่อย ๆ ความแตกแยกของคนในสังคมก็จะมากขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรี ขอกล่าวนิดหนึ่งท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช จริง ๆ แล้วก็ต้อง บอกว่าเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่จะไปใช้ในการทําประชามติเปึนเงินของพี่น้องประชาชน ถามว่าเสียดายไหม ก็คงต้องบอกว่ามันอยู่ในแผ่นดินนี้ไม่ได้หายไปไหน เราไม่ได้ซื้อของ ไม่ได้ไปไหนก็วนอยู่ในนี้ครับ เพราะฉะนั้นเงินไม่ได้สูญหาย ท่านเสียดายไหม ก็ต้องบอกว่า จริง ๆ ท่านอาจจะบอกกับพี่น้องประชาชนโดยตรงก็อาจจะไม่ได้ประชามติยิ่งทําเท่าไร ก็ตามแต่ถ้าผลออกมาอย่างนี้ ถ้าแบ่งออกมาเปึนหน่วยเลือกตั้งแบ่งออกมาเปึนจังหวัด มาเปึนอําเภอหรืออะไรก็ตามแต่ หรือเปึนภาคที่มองเห็นคะแนนเสียงยิ่งรังแต่จะแตกแยก ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านมองตรงนั้น เงินไม่ไปไหนก็อยู่ในประเทศ พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ก็มาจากพี่น้องประชาชนด้วยกันก็คือข้าราชการจริงอยู่มันเปึนภาษีของพี่น้อง ประชาชนก็จากกระเปิาของราชการก็ออกไปอยู่ในกระเปิาของพี่น้องประชาชนก็เท่านั้นเอง แต่เงินยังอยู่ในประเทศ แต่สิ่งที่สําคัญบาดหมางไว้ในหัวใจของพี่น้องประชาชนก็คือสิ่งที่ หลังจากทําประชามติแล้วก็คือ แต่ละภาค แต่ละตอน แต่ละหมู่บ้านชุมชนนั้นคนละส่วนครับ นี่คือสิ่งที่ต้องคํานึงถึงแล้วก็สิ่งที่ต้องคิด วันนี้ผมเองเปึนคนหนึ่งที่อยากจะเห็นชาติ เห็นแผ่นดินเรามีความรักความปรองดอง มีความผูกพันซึ่งกันและกัน การเกิดมาในชาตินี้ การเกิดมาในแผ่นดินนี้คือเอาดีให้กัน วันนี้คนเปึนหมอมีความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถ เอาความดีของหมอ เอาความรู้ของหมอมาบริการคนอื่นที่พึงจะควรได้ ควรมี ควรรับ วันนี้ คงไม่มีใครสักคนหนึ่งไปเรียนหมอหรือไปศึกษาวิชาหมอทั้งชีวิตเพื่อเอามารักษาตัวเอง หรือดูแลตัวเอง แล้วพรุ่งนี้เราต้องไปทํานาแล้วเอาข้าวมา ไปเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาเพื่อ ทําอาหารในมื้อหนึ่งของเรา แต่เราต้องมีกุ๊กหรือเราต้องมีผู้บริการด้านทําอาหารที่อร่อยอันโอชะ สําหรับดูแลพวกเรา นั่นคือการที่อยากจะบอกว่าเราเอาดีให้กัน ท่านประธานครับ นี่คือ สิ่งที่ผมอยากจะเห็นในสังคมนี้ มีคนส่วนหนึ่งในสังคมประเทศชาติของเราใช้เงินกันเยอะ ๆ ไม่ใช่ใช้เงินซื้อเสียงนะครับ ซื้อเสียงไม่อยากจะพูดในที่นี้ หาไว้ให้ลูก หาไว้ให้หลาน คําถามก็คือ หาไว้ให้ตีกันหรือว่าหาไว้ให้ทะเลาะกัน แบ่งแยกกัน หรือให้เขารักกัน ก็ต้องบอกว่าตระกูลไหน ก็ตามแต่ คนไหนก็ตามแต่มีเงินให้เยอะเท่าไรก็ตามแต่ปัญหาก็ต่างกับคนอื่น แน่นอนที่สุด ได้รับที่ไม่เท่ากัน ไม่เพียงพอไม่เหมือนกันก็ทะเลาะกัน ผมยกตัวอย่างท่านประธาน คนเปึนพี่ ก็บอกว่าดูแลสมบัติมาคอยช่วยพ่อแม่มา คนเล็กก็บอกว่าอย่างไร คนโตเรียนหนังสือไปเยอะ ใช้ไปเยอะแล้ว เกิดมาก่อนใช้ไปเยอะ คนเล็กก็จะเอาเยอะกว่า นี่คือสิ่งที่มันมีอยู่ในสังคมเรา เพราะฉะนั้นผมสรุปก็คือนั่นคือความคิดของมนุษย์ นั่นคือความคิดของแต่ละคนที่มันเกิดขึ้น ในแผ่นดินนี้ ในโลกนี้ก็ว่าได้ ในคนเราทุกคนก็ว่าได้ แต่สิ่งที่เราอยากจะให้เปึนไปสิ่งที่สําคัญ ก็คือเราต้องตระหนักส่งเสริมการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชน วันนี้ไม่ใช่ให้คนเรียนหนังสือให้รู้ อย่างเดียว แต่ต้องให้เข้าใจในหลักสูตรวิชาด้วยว่าอยู่ร่วมกันในสังคมนี้อยู่กันอย่างไรให้มี ความสุขสอนกันหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่อยากจะให้ทํา ว่าเราต้องหาแนวทางที่จะอยู่ร่วมกัน ในสังคมนี้ให้มีความสุข เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนต่อท่านประธานครับว่านี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากแล้วก็อยากที่จะให้คํานึงถึง ผมอยากจะกราบเรียน ด้วยความเคารพ ไม่ใช่ยกพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯ มากล่าวในที่นี้ แต่ก็คงต้องเรียน ต่อท่านทั้งหลายครับว่า เนื่องจากว่ากรุงเทพมหานครเปึนจุดที่มีประชากรส่วนใหญ่แล้วก็มาก ก็อยากจะเรียนต่อท่านประธานในที่นี้ พอดียกมาเปึนที่หนึ่งด้วย ข้อมูลเขาขึ้นมาเปึนจังหวัดแรก เพราะว่า ก ไก่ ในขณะเดียวกันก็อยู่ในอันดับแรกด้วยพอดีมีข้อมูลที่อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า กรุงเทพมหานครมีผู้มีสิทธิทั้งหมด ๔,๑๕๙,๐๔๐ คน ที่ผมต้องอ่านอย่างนี้เพื่อให้ได้ตัวเลข ที่แน่นอน จะได้ไม่มาบอกว่าผมยกเมฆนะครับ ผมประเภทเดียวกับท่านหัวหน้าผมนะครับ เพราะฉะนั้นต้องบอกให้เป็ะเลยครับ ผู้มาใช้สิทธิ ๒,๒๘๒,๔๘๐ คน นี่ก็คือถ้าผมกล่าวอย่างนี้ ถ้าใครติดตามแล้วก็ศึกษาข้อมูลดูก็คงพอจะบอกได้ว่านี่คือคะแนนเสียงหรือผู้มาใช้สิทธิ ในการลงคะแนนเสียงประชามติเมื่อคราวที่แล้วในการรับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ผมยกมาอย่างนี้กล่าวอย่างนี้ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า มีผู้มาใช้สิทธินั้น ๕๔ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่บอกไว้ว่าต้องมีผู้มาใช้สิทธิ เกินกว่ากึ่งหนึ่งนั้นเปึนเรื่องที่สําคัญมากท่านประธาน อย่างที่ผมกล่าวนะครับว่าขึ้นอยู่กับ ภาวการณ์ของบ้านเมืองว่าบ้านเมืองของเราภาวการณ์เปึนอย่างไรในช่วงนั้น บางคน อาจจะไม่มาใช้สิทธิ ใช้เสียงเพราะว่าไม่อยากแสดงออกไปฝัืงใดฝัืงหนึ่ง ฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง เพราะว่าผลนับคะแนนออกมาแล้วอยู่ในหมู่บ้านเหมือนการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กํานัน หรือเลือกตั้ง อบต. หรือเทศบาลไปลงคะแนนเสียงแล้วก็ไม่อยากจะให้ใครมาบอกว่าลงคะแนนเสียง ให้ใครต้องป่ดกัน ยกเว้นญาติพี่น้อง พรรคพวกเพื่อนฝูงจริง ๆ ซึ่งไม่บอกก็รู้อยู่แล้วว่า ลงให้ใคร แต่ถ้าโดยคนทั่วไปเขาก็จะไม่บอกกัน แต่ก็มีคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่อยากไป ไม่อยากไป ท่านประธาน ที่ไม่อยากไปเพราะว่าอะไร ไม่อยากให้ใครมาว่าเขาอยู่ฝัืงใดฝัืงหนึ่งหรือมี ความคิดใดความคิดหนึ่ง แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาว่าด้วยเมื่อลงผิดพลาดหรือลงอย่างไร นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ ใช้เสียงนั้น