วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเกี่ยวกับการจัดประชามติ และวิธีการดำเนินการ โดยเน้นย้ำว่า การจัดประชามติเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ และไม่ใช่แค่การกระทำที่ง่าย ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา วรงค์ เดชกิจวิกรม ยืนยันว่า การออกเสียงประชามติเป็นเรื่องที่สำคัญ และต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยชี้ให้เห็นว่าในมาตรา 8 ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการออกเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก หากปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ และหากผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงและปรากฏว่าผู้ออกเสียงโดยเสียงข้างมาก ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากเห็นชอบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก วันนี้ผมรู้สึกเห็นใจทาง กกต. ส่วนหนึ่ง เจอบรรยากาศของ กกต. ในวันนี้ ก็คิดถึงศาลเมื่อวานนี้ที่อาจจะมีความรู้สึกของท่านสมาชิกบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต. ชุดนี้มาจากการปฏิวัติ ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับว่า ในฐานะที่เราเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราทุกคนยืนยันว่าอํานาจทุกอย่างต้องมาจากประชาชน การเปึนผู้แทนราษฎรถือว่าประชาชนได้มอบอาณัติเข้ามาทําหน้าที่อย่างนี้ แต่นั่นไม่ได้ หมายความว่าสิ่งไหนจะดีกว่ากัน ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าความรู้สึกผมในช่วงที่เปึน ส.ส. ผมเริ่มมองเปรียบเทียบ ๒ สิ่ง ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือ ผลพวงของการทําหน้าที่ของสภา ที่มาจากประชาชน และอย่างที่ ๒ ผลพวงที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติ ทําให้ผมคิดได้ อย่างหนึ่งมันไม่ได้เปึนหลักประกันอะไรเลยว่าอะไรนั้นดีกว่ากัน ที่ผมบอกว่าไม่ได้ เปึนหลักประกันว่าของที่เกิดจากปฏิวัติกับของที่เกิดจากสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา อันไหนดีกว่ากัน เพราะว่าผมเห็น กกต. ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปึนผลพวงจาก คมช. หรือปฏิวัติ เปรียบเทียบกับ กกต. ในสมัยที่ผ่านมาปรากฏว่าขณะนี้ กกต. ที่เกิดจาก การปฏิวัติของ คมช. วันนี้ท่านยังทําหน้าที่ได้ดีครับ ท่านยังทําหน้าที่ได้อย่างเปึนกลาง ที่พวกเรายังชื่นชมท่าน แต่ กกต. ที่เกิดจากสภาผู้แทนราษฎรในสมัยก่อนที่ผ่านมานั้น ติดคุก ดังนั้นทําให้ผมได้เกิดความรู้สึกว่าไม่แน่เสมอไปสิ่งที่เกิดจากความเปึนตัวแทน ประชาชนนั้นจะถูกต้องเสมอไป และเรื่องต่อไปที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า วันนี้ กกต. ได้เอาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ ผมถือว่า พ.ร.บ. นี้เปึนสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เปึนโอกาสที่ทําให้ประชาชน เปึนการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง เปึนอํานาจที่แท้จริงของประชาชน ในการแสดงซึ่งว่าต้องการให้ภาพของประเทศไปในทิศทางใด ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการทําประชามตินั้นไม่ใช่เปึนสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เขากําหนดไว้ ๒ ข้อคือ
ข้อที่ ๑ การทําประชามติจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่า กิจการ เรื่องใดอาจจะกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน ย้ํานะครับ การทําประชามติไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ครับ จะเกิดต่อเมื่อคิดว่ากิจการนั้นกระทบต่อ ประโยชน์หรือความได้เสียของประเทศชาติและประชาชน แสดงว่าสําคัญอย่างยิ่งครับ ไม่ใช่นึกอยากจะทําวันไหนก็ทํา และการที่จะทําประชามติได้นั้นนายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีอาจจะต้องปรึกษาหารือประธานสภาผู้แทนราษฎรและ ประธานวุฒิสภา ซึ่งวรรคนี้ยิ่งชี้ให้เห็นได้เลยว่าการทําประชามติแต่ละครั้งนั้นเปึนเรื่องใหญ่ ดังนั้นอยากจะกราบเรียนนะครับว่าวันนี้ผมดีใจ ทาง กกต. ได้เอาร่าง พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาเสนอกับสภาผู้แทนราษฎร ผมจําคําพูดของ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไว้ว่าจะตัดความรําคาญจะเสียเงินสัก ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อทําประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ ทําให้ผมหลังจากพลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ชี้ชัดเจนเลยว่าความเห็น ของท่านนายกรัฐมนตรีจะลงประชามติว่าด้วยรัฐธรรมนูญเสียเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าจะตัดรําคาญนั้นขัดรัฐธรรมนูญครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องชี้ให้เห็นว่า การทําประชามติครั้งนี้นั้นมีประโยชน์ได้เสียต่อประเทศชาติหรือประชาชนอย่างแท้จริง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กกต. ซึ่งเปึนผู้เสนอร่างในข้อสังเกต ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติมีทั้งหมดประมาณ ๖ ประเด็นดังต่อไปนี้ครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๑ มันเปึนจังหวะความบังเอิญพอดีที่การเสนอร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติครั้งนี้สอดคล้องกับปัญหาเรื่อง การที่จะลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมย้ํานะครับมันเปึนเหตุบังเอิญ ซึ่งมีคนจํานวนไม่น้อย ไม่เข้าใจครับ คิดว่าการที่ กกต. เสนอร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ ซึ่งเปึนร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเสนอเข้ามาเพื่อที่จะทํารัฐธรรมนูญ เท่านั้น อันนั้นผมถือว่าเปึนโจทย์ข้อใหญ่ข้อหนึ่งของทาง กกต. ที่จะต้องชี้ให้ประชาชน เห็นว่าไม่ว่าจะมีวิกฤติรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้หรือไม่ พ.ร.บ. นี้ต้องเกิดขึ้น นี่ถือว่า เปึนหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องทําความเข้าใจกับประชาชน
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ในมาตรา ๕ ได้มีการเขียนไว้ว่าการที่จะทําประชามตินั้น จะต้องออกเปึนประกาศของนายกรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะต้องมี รายละเอียดใน (๑) สําคัญนะครับ (๑) เขียนไว้ว่า กําหนดเรื่องในการจัดทําประชามติ ซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ผมจะต้องย้ําตรงนี้เนื่องจากว่าข้อความที่ชัดเจนเพียงพอนั้นออกโดย นายกรัฐมนตรี เพราะว่าในมาตรา ๕ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า การออกประกาศของนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะต้องมีรายละเอียดคือมีข้อความที่ชัดเจน ผมอยากจะต้อง ย้ําว่าเปึนไปได้ไหมว่า กกต. เอาข้อนี้ไปสังเกตนิดหนึ่งครับ ในการที่จะต้องเขียนให้ขยาย ออกไปมากกว่านี้ ลําพังเขียนแค่นี้อํานาจนี้อยู่ที่รัฐบาลครับ หรืออยู่ที่นายกรัฐมนตรี ในการที่จะเขียนข้อความที่ชัดเจนลงไป การลงข้อความที่ชัดเจนในการให้ประชาชนกากบาท ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้นมีนัยครับ เพราะข้อความในการลงประชามติมันก็เหมือนกับ การทําโพล (Poll : การสํารวจความคิดเห็น) มันสามารถชี้นําประชาชนได้ ผมจึง อยากจะย้ําว่าเปึนไปได้ไหมว่าข้อความที่ชัดเจนเพียงพอที่ให้ประชาชนเลือกว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบนั้นควรจะได้รับความเห็นชอบของคนทั้ง ๒ กลุ่มครับ คือควรจะได้รับ ความเห็นชอบจากตัวแทนของคนที่เห็นด้วย คือตัวแทนของคนที่เห็นชอบ และมีตัวแทน คนที่ไม่เห็นชอบมามีส่วนในการกําหนดข้อความที่ชัดเจนอันนี้ต้องย้ําครับ เพราะไม่อย่างนั้น อย่างไรครับ เกิดถ้าอยู่ ๆ รัฐบาลจะประกาศทําประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบผมว่าโจทย์แค่นี้มันเหมือนเปึนการขอใช้เปล่าจากประชาชน เรายังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้ามีการแก้ไขแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชนบ้าง ดังนั้นผมถึงเห็นความสําคัญว่าการที่จะลงข้อความที่มี ความชัดเจนให้ประชาชนลงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจะต้องมีตัวแทนจากทั้ง ๒ ส่วน มามีส่วนในการกําหนดร่วมกันครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเปึนธรรมกับประชาชน ในการที่ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
ข้อสังเกตข้อที่ ๓ ที่ผมถือว่าข้อนี้ผมเห็นกับทาง กกต. ผู้ร่างเปึนอย่างยิ่งครับ ในการกําหนดช่วงระยะเวลาที่ชัดเจนลงไป โดยกําหนดไว้ประมาณในช่วง ๙๐ วัน ถึง ๑๒๐ วัน นั่นหมายความว่า การลงประชามติต้องไม่ลงเร็วกว่า ๙๐ วันที่ประกาศ ลงประชามติและไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วัน พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ คือ ๓-๔ เดือน เหตุผล ที่ผมจะต้องสนับสนุน ท่าน กกต. อย่างจริงใจเนื่องจากว่าประชามติเปึนเรื่องที่สําคัญ เปึนเรื่องที่หมายถึงผลกระทบต่อประเทศชาติประชาชน จําเปึนจะต้องเสียเวลาพอสมควร ในช่วงประมาณ ๓ เดือนถึง ๔ เดือนเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งครับ ดังนั้นข้อนี้ผมสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่ครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๔ เท่าที่ผมฟังมาแล้ววันนี้มีการถกข้อนี้มากครับ ข้อนี้คือ มาตรา ๘ ที่ได้มีการกําหนด ผมจะสรุปประเด็นสั้น ๆ อย่างนี้ว่า มาตรา ๘ ได้แบ่งรูปแบบ ของประชามติแบ่งเปึน ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือการลงเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก และแบบที่ ๒ คือการลงเสียงประชามติเพื่อขอคําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคล หรือบุคคลใด ดังนั้นประชามติในรูปแบบนี้จะมี ๒ อย่าง คือเพื่อขอมีข้อยุติกับเพื่อขอคําปรึกษา โดยที่ในมาตรา ๘ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก เมื่อเช้า และเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้พูด ผมมีความรู้สึกว่าท่าน เข้าใจผิดครับ มีสมาชิกหลายท่านเข้าใจผิดคิดว่าการตัดสินว่าประชาชนเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบมีสมาชิกหลายคนเข้าใจว่าจะต้องใช้เสียงมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของผู้มีสิทธิซึ่งไม่ใช่ครับ วันนี้ผมพยายามตั้งใจฟังฟังได้แล้วประมาณ ๓ คนที่พูดอย่างนี้ และสมาชิกหลายท่านบอกไม่เห็นด้วย ซึ่งบอกว่ามันเปึนไปไม่ได้เลยประชามติแบบนี้จะผ่าน ซึ่งผมเข้าใจว่าสมาชิกหลายท่านจะเข้าใจผิด ที่เข้าใจคิดว่าการลงประชามติจะผ่าน ความเห็นชอบจะต้องมีผู้มีสิทธิมาลงเห็นชอบมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงในมาตรา ๘ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการออกเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติ โดยเสียงข้างมาก เขากําหนดไว้ว่าหากปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจํานวน ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ ก็เท่ากับว่าถ้าการลงประชามตินี้ถ้ามีคนมาใช้สิทธิไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ อย่างผม ยกตัวอย่างว่า เมื่อการลงประชามติที่ผ่านผู้มีสิทธิออกเสียงประมาณ ๔๐ คิดง่าย ๆ ๔๒ ล้านคน ถ้าไม่ถึง ๒๑ ล้านคนถือว่าตกไป ขณะเดียวกันเขาบอกว่าถ้าผู้มาใช้สิทธิออกเสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงและปรากฏว่าผู้ออกเสียงโดยเสียงข้างมากให้ ความเห็นชอบให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากเห็นชอบ ข้อนี้กําลังจะชี้ให้เห็นว่า การผ่านความเห็นชอบนอกจากว่าประชาชนต้องมามากกว่ากึ่งหนึ่งแล้วเอาแค่คนที่มา ใช้สิทธิมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มาใช้สิทธิก็ถือว่าประชามติผ่าน ดังนั้นผมอยากจะย้ํากับทาง กกต. ว่าจําเปึนอย่างยิ่งที่ กกต. จะต้องยืนมาตรา ๘ นี้ไว้ จําเปึนต้องยืนครับ เหตุผลที่ ผมบอกว่าจําเปึนต้องยืนว่า ๑. การทําประชามติไม่ใช่เปึนสิ่งเล่น ๆ ๒. การทําประชามติ เปึนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ประโยชน์ของประชาชนหรือประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งนาน ๆ จะทําสักครั้งหนึ่ง ดังนั้นคนที่จะทําให้มีส่วนตัดสินว่าประชามติผ่านหรือไม่ผ่าน ประชาชนควรจะมาใช้สิทธิอย่างน้อยกึ่งหนึ่งขึ้นไปครับ แล้วก็ผู้ใช้สิทธิ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หรือว่าชนะกันมากกว่ากึ่งหนึ่งขึ้นไปถือว่าผ่าน ผมอยากจะยกตัวอย่างต่างประเทศครับ พอดีมีเอกสารของทางสภาได้แจกไว้ ผมอ่านดูแล้วการผ่านเสียงประชามติของเขา ยากกว่าของไทยเยอะครับ ประเทศที่ผมจะยกตัวอย่างคือการลงประชามติของประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการลงประชามติที่จะถือว่าผ่านจะต้องได้รับ การลงคะแนนเสียงสนับสนุนโดยเสียงข้างมากของประชาชนชาวสวิตเซอร์แลนด์ทั้งประเทศครับ เขาเขียนไว้ชัดเจนครับ จะต้องได้รับการลงคะแนนเสียงสนับสนุนโดยเสียงข้างมากของ ประชาชนชาวสวิตเซอร์แลนด์ทั้งหมดทั้งประเทศแค่นั้นยังไม่พอครับ ยังบอกว่าจะต้องมี เสียงข้างมากของประชาชนในรัฐมากกว่าครึ่งหนึ่งของจํานวน ๒๓ รัฐครับ เท่ากับเขา วางหมากไว้ ๒ หมาก ของประเทศไทยเราเองเรายังนับแค่ผู้มีสิทธิให้มาใช้สิทธิ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป แล้วก็ในจํานวน ๕๐ เปอร์เซ็นต์นี้เสียงข้างมากถือว่าชนะ เท่ากับว่าการลงประชามติ ที่ผ่านมาผมจะขออนุญาตดูตัวเลขคร่าว ๆ ครับ การลงประชามติที่ผ่านมาผู้มีสิทธิออกเสียง ประชามติ ๔๕ ล้านคนครับตัวเลขกลม ๆ มีผู้มาใช้สิทธิ ๒๕ ล้านคน ก็ถือว่าประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าขณะนี้ยอดนี้ผ่านแล้ว และดูว่ามีบัตรเห็นชอบ ๑๔ ล้าน ๗ แสนคน คือ ๕๖.๖๙ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าถ้าตามกติกานี้ประชามติชุดนี้ก็ผ่านครับ ฉะนั้นอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกหลายท่านที่เข้าใจผิดครับว่า การผ่านนั้นไม่ยากเลยครับ และผมถือว่าการที่ทาง กกต. ยืนตัวเลขไว้ขณะนี้ตามมาตรา ๘ ถือว่าชอบแล้วครับ
และอีกกรณีหนึ่งที่มีการพูดถึงการออกเสียงประชามติในกรณีที่ให้คําปรึกษา แก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคลหรือบุคคลใดซึ่งผู้มาใช้สิทธิต้องมาใช้สิทธิ ๑ ใน ๕ ขึ้นไป หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แล้วก็เสียงข้างมากถือว่าผ่านอันนี้ผมไม่ติดใจ แต่ในมาตรา ๘ ผมมีประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตฝากไปทาง กกต. อยู่ ๓ ประเด็นครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๑ ผมมองว่าการออกเสียงประชามติแค่ขอคําปรึกษาหารือ แก่คณะรัฐมนตรี บุคคลใดหรือคณะบุคคล ท่านลองนึกภาพนะครับว่า ไหน ๆ รัฐลงทุน ทีหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพียงแค่ปรึกษาหารือผมมองว่าไม่คุ้มครับ ไหน ๆ จะลง ประชามติทั้งทีแล้วซึ่งนาน ๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง ควรจะมีข้อยุติทันทีครับ ประชาชน อุตส่าห์มาแสดงสิทธิเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้ว เพียงแค่ปรึกษาหารือแล้วไม่รู้ว่า คณะรัฐมนตรีจะเอาไปปฏิบัติในด้านใดหรือทิศทางใด ผมมองว่าไม่คุ้มครับ เปึนข้อสังเกตครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ของมาตรา ๘ คือ เนื่องจากว่า กกต. ได้กําหนดการออกเสียง ประชามติไว้ ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือแบบเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก และแบบที่ ๒ คือเพื่อปรึกษาหารือแก่คณะรัฐมนตรี ผมมองว่าจุดนี้จะเปึนช่องว่างที่รัฐบาลจะเอาเปรียบ ประชาชน เช่น วันดีคืนดีรัฐบาลอาจจะออกเสียงประชามติเพื่อจะสร้างหรือว่าจะทําบ่อนเสรี หรือไม่ รัฐบาลเกรงว่าถ้าจะเปึนการออกเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก ต้องใช้คนเยอะ รัฐบาลอาจจะใช้เทคนิคนี้หลบไปใช้ในหัวข้อที่ว่าขอคําปรึกษาหารือแก่ คณะรัฐมนตรี ซึ่งใช้ผู้มีสิทธิออกเสียงประมาณ ๑ ใน ๕ ขึ้นไป หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่างกันเยอะครับ ซึ่งจุดนี้เองมันไม่มีจุดวัดครับว่าเมื่อไรรัฐบาลจะใช้ข้อยุติ โดยเสียงข้างมาก หรือเมื่อไรจะใช้ข้อแค่คําปรึกษาหารือ ดังนั้นผมมองว่าจุดนี้เองเปึนจุดละเอียดอ่อน ในการที่รัฐบาลจะเอาเปรียบประชาชนที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล
ข้อสังเกตข้อที่ ๓ ที่ผมอยากจะย้ํากับทาง กกต. เปึนประเด็นคือให้ท่านมั่นใจ ผมเชื่อว่าร่างนี้ท่านคิดไม่ผิดหรอกครับ ในการที่กําหนดว่าผู้มาใช้สิทธิต้อง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไปหรือมากกว่ากึ่งหนึ่ง ผมคิดว่าประเด็นนี้ท่านคิดถูกต้องครับ
ข้อสังเกตข้อที่ ๔ เปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดแสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่จัดทําประชามติในมาตรา ๙ ในมาตรา ๙ ที่แบ่งตามเนื้อหา ผมจะแบ่งเนื้อหา เปึน ๒ ประเด็นครับ กําหนดไว้ว่าให้ กกต. คือคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่ง กกต. มอบหมายทําหน้าที่ ๒ อย่างครับ ข้อที่ ๑ เผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียง ประชามติให้ผู้มีสิทธิออกเสียงรับทราบอย่างทั่วถึง อันนี้ธรรมดาครับ ผมเห็นด้วยครับ ผมเข้าใจดีว่าในมาตรา ๙ กกต. ได้ล้อมาจากรัฐธรรมนูญ ผมดูในรัฐธรรมนูญต้นแบบ ในมาตรา ๑๖๕ แล้วผมยังชอบใจมากกว่าถ้าเปึนไปได้ กกต. เปลี่ยนภาษาคําพูดนิดเดียว น้ําหนักจะเปลี่ยนไปทันที ในมาตรา ๙ ของ กกต. ได้เอามาจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๕ ซึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ก่อนการออกเสียงประชามติ รัฐต้องดําเนินการให้ข้อมูล อย่างเพียงพอ ผมใช้คําว่า รัฐ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ รัฐต้องดําเนินการให้ข้อมูล อย่างเพียงพอ และให้บุคคลฝ์ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับกิจกรรมนั้นมีโอกาสแสดง ความคิดเห็นของตนได้อย่างเท่าเทียมกัน น้ําหนักต่างกันครับ ถ้าลําพัง กกต. เปึนคน ดําเนินการให้ข้อมูล จัดสรรข้อมูล จัดสรรเวลา น้ําหนักมันอย่างหนึ่ง แต่ถ้าบอกว่าอันนี้คือ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องดําเนินการให้ข้อมูลอย่างเพียงพอ และให้บุคคล ฝ์ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับกิจกรรมนั้นมีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนได้ อย่างเท่าเทียมกัน ถ้าออกมาในรูปนี้แล้วไม่ว่าจะเกิดอย่างไรก็แล้วแต่รัฐจะทําได้แค่นี้ก็คือ แบ่งกันทั้ง ๒ ฝ์าย ทั้งฝ์ายที่เห็นชอบและฝ์ายที่ไม่เห็นชอบจะต้องได้อย่างเสมอภาค หน่วยงานรัฐจะอภิสิทธิ์อย่างไรก็แล้วแต่ในการซื้อเวลาเพิ่มเติม รัฐก็ต้องจัดสรรให้ฝ์าย ที่ไม่เห็นชอบได้เวลาอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นตรงจุดนี้ผมเปึนข้อสังเกตให้กับทาง กกต. ว่าเปึนไปได้ไหมภาษาขอให้ท่านเปลี่ยนเปึนคําว่า รัฐ เพื่อไม่ให้รัฐเอาเปรียบประชาชน ฝ์ายที่ไม่เห็นด้วย นี่คือข้อสังเกตข้อที่ ๕
และข้อสังเกตข้อสุดท้าย ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติคือ การคัดค้านการออกเสียง ในส่วนที่ ๙ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ กกต. ได้เสนอแนวคิดในการคัดค้านการออกเสียงได้ มีอยู่กรณีเดียวครับ คือกรณีที่เห็นท่าทางแล้วการออกเสียงในหน่วยนั้นไม่สุจริต จะต้องมี ประชาชนผู้มีสิทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของหน่วยนั้นมาร้องภายใน ๒๔ ชั่วโมง ผมมีข้อสังเกตว่าการร้องภายใน ๒๔ ชั่วโมงมันรวดเร็วมากครับท่าน กกต. พวกผมเคยผ่านการเลือกตั้งมาก่อน วันเลือกตั้งเสร็จแล้ววันนั้นวันแรกเราก็มัววุ่นวายอะไร ไม่รู้ การเก็บข้อมูลไม่ใช่เก็บได้ง่าย ๆ ในการที่ กกต. จะกําหนดระยะเวลาร้องเรียนได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมง ผมว่ามันน้อยเกินไป เปึนไปได้ไหมว่าควรจะเพิ่มระยะการร้องเรียนอาจจะเปึน ๓ วัน หรือ ๗ วัน เพื่อให้ประชาชนที่มองว่ามันมีการทุจริตเกิดขึ้นในการรวบรวมข้อมูลที่จะ ร้องกับ กกต. ต่อไป และประเด็นเพิ่มเติมที่ผมอยากจะเรียนกับทาง กกต. ว่า ในการคัดค้าน การออกเสียงไม่มีคําว่า ให้การลงประชามติครั้งนี้เปึนโมฆะ ท่านอาจจะคิดว่ามันไม่น่า เปึนไปได้ที่เมืองไทย ประเทศไทยเราใหญ่โตมโหฬารแล้วคนจะโกงการลงประชามติ แต่ท่านคงเห็นแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเปึนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เรา คิดว่าไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยของเราตั้งมานานยังมีการโกงการเลือกตั้งถึงขนาดที่ศาลสั่ง ให้การเลือกตั้งเปึนโมฆะ ดังนั้นข้อนี้เปึนอุทาหรณ์กับ กกต. ในฐานะผู้ออกร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติว่า เปึนไปได้ไหมว่าท่านจะต้องเพิ่มเติม จะต้องเพิ่มเติมให้ได้ว่ามีช่องทางไหนที่คิดว่าอันนี้เปึนปัญหาใหญ่ของประเทศ และจะต้อง ให้ประชาชนมีส่วนในการเสนอว่าการลงประชามติครั้งนี้เปึนโมฆะ ท่านคงจะทราบว่า การลงประชามติครั้งที่ผ่านมา ครั้งที่ผ่านมาพวกเราเองไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมมากเท่าที่ควร บางส่วนก็จะโจมตีว่ารัฐใช้อํานาจรัฐเข้าไปแทรกแซงด้วยการบอกว่าให้ผ่านไปก่อน แล้วค่อยกลับมาแก้ แต่ขณะเดียวกันท่านก็คงจะทราบว่ามีพรรคการเมืองบางส่วนใช้อํานาจ ของพรรคการเมืองเข้าไปแทรกแซงอย่างมหาศาล เข้าไปบิดเบือนประชาชนด้วยเอกสาร ต่าง ๆ นานา ผมจําได้ว่ามีคนเอาเอกสารแปลก ๆ มาให้ผมเจอเยอะครับ และเอกสาร เหล่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่จังหวัดพิษณุโลก แต่เอกสารเหล่านี้เกิดขึ้นเกือบทั้งประเทศไทย ไม่ว่าบิดเบือนว่าประเทศไทยจะถูกปกครองด้วยระบอบอีกระบอบหนึ่ง อาจจะมีการบิดเบือนว่า ประเทศไทยจะมีศาสนามุสลิมเข้ามาครอบงําประเทศ มีการบิดเบือนว่าโครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรคจะไม่เกิดขึ้น อะไรก็แล้วแต่นี่คือการบิดเบือนที่เกิดขึ้นจริง ๆ ดังนั้นอยากจะ กราบเรียนท่าน กกต. ครับ เรามีอุทาหรณ์ไว้ชัดเจนในการเลือกตั้งล่าสุดว่าการเลือกตั้ง ครั้งนั้นสุดท้ายศาลท่านได้สั่งให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเปึนโมฆะ ดังนั้นท่านน่าจะต้องมีจุด อย่าปล่อยเลยไป วันนี้การเมืองไทยมันเปลี่ยนไปเยอะ ต้องมีจุดที่ชี้ให้เห็นเลยว่าถ้าอะไร ก็แล้วแต่ที่มันรุนแรงผ่านจุดจุดหนึ่งจะต้องมีช่องทางให้ประชาชนสามารถฟัองร้องได้ว่า การลงประชามติครั้งนี้เปึนโมฆะ และท้ายที่สุดนี้ผมอยากจะกราบเรียนจากท่านประธาน ไปยัง กกต. ว่าผมเห็นใจครับ วันนี้องค์กรอิสระหลาย ๆ องค์กรมีสิทธิในการเสนอร่าง พ.ร.บ. แต่ท่านไม่มีฐานเสียง ส.ส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร แต่พวกเรายืนบนความถูกต้อง ความเที่ยงธรรม สิ่งที่องค์กรอิสระเสนอมาในสภาผู้แทนราษฎร สิ่งไหนที่เปึนประโยชน์กับ ประเทศครับ พวกเราจะช่วยท่านครับ ช่วยเปึนปากเปึนเสียงให้กับท่านในการดูแลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นในภาพรวมของประเทศต่อไป วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่าน กกต. และให้กําลังใจ ท่านขอบคุณครับ