สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑

สุขุมพงศ์ โง่นคํา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยอธิบายถึงความสำคัญของการประชามติและวิธีการดำเนินการประชามติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการออกประชามติในประเทศไทยและเรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและฉบับปี 2540 และยังหารือเรื่องการตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และเห็นว่าเหตุผลในการตรากฎหมายไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการประชามติในประเทศไทยโดยวิจารณ์มาตรา 8 ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องและอ้างเหตุผลว่าการประชามติในประเทศไทยจะไม่สามารถผ่านได้ และจึงขอแก้ไขกฎหมายนี้ให้เป็นไปได้

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติในวันนี้นับว่าเปึนกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ ที่ผู้มีสิทธิเสนอกฎหมายที่ไม่ใช่รัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเปึน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือศาลทั้งหลายที่เปึนผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับ กกต. เองวันนี้ก็ถือว่าเปึนฉบับแรก ที่ท่านได้เสนอกฎหมายต่อสภาแห่งนี้ กฎหมายที่ว่าด้วยประชามตินี้เปึนกฎหมายสําคัญ ที่รัฐธรรมนูญเกือบจะทุกฉบับได้บัญญัติเพื่อที่จะให้เปึนเครื่องมือของประเทศชาติ โดยเฉพาะ คณะรัฐมนตรีหากเห็นว่าเรื่องใดมีความจําเปึนเปึนปัญหาของบ้านเมือง กระทบต่อประเทศชาติ กระทบต่อประชาชนซึ่งยากที่จะหาทางออกได้ ก็เปึนเครื่องมือให้รัฐบาลนํากฎหมาย ดังกล่าวนี้มาใช้เปึนประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้ ก็เช่นเดียวกัน ตลอดจนรัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๔๐ เองก็มีหลักสาระสําคัญเกือบจะเหมือนกัน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หลักในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มีเขียนไว้กว้าง ๆ อยู่ด้วยกัน ๔-๕ เรื่องครับ ท่านประธาน

เรื่องที่ ๑ ประชาชนผู้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งย่อมมีสิทธิออกเสียง ในการประชามติ โดยมีเหตุอยู่ ๒ เหตุ เหตุที่ ๑ หากคณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า บ้านเมืองเกิดปัญหา กิจการที่จะกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนยากที่จะหาทางออกได้ โดยมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะหารือท่านประธานได้ อาจจะหารือ ท่านประธานวุฒิสภาเพื่อที่จะมีความเห็นในการกําหนดประเด็นในการสอบถาม ประชาชนได้ อันนั้นเปึนเหตุที่ ๑ เหตุที่ ๒ ก็เปึนเหตุที่กําหนดไว้ในกฎหมาย กฎหมาย บางฉบับอาจจะเห็นว่าการกระทําการใด ๆ ไม่ว่าจะเปึนด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง กฎหมายเฉพาะก็กําหนดไว้เสียเลยว่าควรจะต้องให้มีการประชามติเสียก่อน

เรื่องที่ ๒ ที่มีไว้ในรัฐธรรมนูญก็คือ ประเภทในการออกประชามติ ประเภท ในการออกประชามติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแยกเปึน ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ การออกเสียงประชามติที่เปึนการหาข้อยุติให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อย่างที่ ๒ ในกรณีที่รัฐบาลต้องการมีคําปรึกษาหารือจากประชาชนก็อาจจะกําหนดให้มี การประชามติได้

เรื่องที่ ๓ คือวิธีการออกเสียงประชามติ ใช้ง่าย ๆ ครับบอกว่า ถามประชาชน เพียงแต่ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น และท้ายที่สุดรัฐบาลซึ่งเปึนผู้กําหนดประเด็น จะต้องเป่ดโอกาสให้ผู้ที่เห็นด้วย ผู้ที่เห็นชอบ หรือผู้ที่ไม่เห็นชอบได้แสดงความคิดเห็น อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้จัดให้มีการประชามติ นี่คือหลัก ทั่วไปในป้ ๒๕๕๐ ซึ่งป้ ๒๕๔๐ ก็เหมือนกันครับท่านประธาน แต่ขออนุญาตท่านประธาน ในที่ประชุมนี้พูดถึงข้อแตกต่างสักนิดหนึ่งเพราะจะได้เปึนประเด็นในการอภิปราย ในรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ ในป้ ๒๕๔๐ มีสาระสําคัญที่ต่างจากป้ ๒๕๕๐ อยู่ ๓-๔ เรื่อง ครับท่านประธาน

เรื่องที่ ๑ เหตุที่จะทําประชามติมีอยู่เรื่องเดียว กรณีที่รัฐบาลเห็นว่ามีกิจการใด จะกระทบประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเรื่องเดียวเท่านั้นที่จะทําประชามติได้ ในป้ ๒๕๔๐ อันนี้ต่างกับป้ ๒๕๕๐

เรื่องที่ ๒ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ไม่ได้กําหนดระยะเวลาไว้ว่าหลังจากที่ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วว่าจะให้มีการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๕๐ ไม่ได้ กําหนดเวลาไว้ อาจจะ ๔๕ วันอย่างน้อย ระยะเวลาอย่างมากไม่เกิน ๑๒๐ วัน หรือมาก หรือน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่ในป้ ๒๕๔๐ กําหนดไว้ชัดว่าต้องอย่างน้อย ๙๐ วัน อย่างมาก ไม่เกิน ๑๒๐ วัน อันนี้เปึนข้อต่างประการที่ ๒

เรื่องที่ ๓ จํานวนคะแนนเสียงที่มาใช้สิทธิ ในป้ ๒๕๔๐ กําหนดว่ากรณี ที่ผู้มาใช้สิทธิไม่เกิน ๑ ใน ๕ ของผู้มีสิทธิให้ถือว่า ญัตติ หรือข้อถาม หรือมตินั้น ๆ ถือว่า ไม่เห็นชอบ เปึนการบังคับในตัวว่าผู้ที่มาใช้สิทธิและคะแนนเสียงที่มาใช้สิทธิอย่างน้อยต้อง ๑ ใน ๕ ถึงจะถือว่าเห็นชอบ อันนี้คือหลักในป้ ๒๕๔๐ ป้ ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้ให้เปึนอํานาจของ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะไปกําหนด

เรื่องสุดท้ายป้ ๒๕๔๐ กับป้ ๒๕๕๐ ต่างกันคือ ป้ ๒๕๕๐ กําหนดเฉพาะ เรื่องวิธีการให้ข้อยุติและให้คําปรึกษาแก่รัฐบาลแต่ป้ ๒๕๔๐ มีอยู่เรื่องเดียวคือการขอ คําปรึกษาจากรัฐบาลเท่านั้น อันนี้ก็จะเห็นได้ว่าในป้ ๒๕๕๐ นี้ได้เป่ดกว้างที่จะให้รัฐบาล ได้ทําประชามติมากขึ้น คะแนนเสียงที่จะกําหนดว่าญัตติหรือประชามติใดจะได้รับ ความเห็นชอบ การกําหนดเสียงจะต้องเปึนไปตามกฎหมายลูกนี้ไม่ได้กําหนดไว้ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อได้มาดูเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่ กกต. เสนอเข้ามาในวันนี้ กระผมเห็นว่ามีประเด็นที่จะตั้งเปึนข้อสังเกต เปึนข้อที่จะนําไปแก้ไขหรือข้อพิจารณาว่าจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้หรือไม่ในวันนี้

ประเด็นที่ ๑ เหตุผลที่ท่านเสนอมาในครั้งแรกนี้นะครับ ท่านเขียนไว้สั้น ๆ นิดเดียวว่าเหตุผลที่ต้องตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๒ บัญญัติให้เปึนหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้งในการจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงจําเปึนต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้ โดยจะต้องเสนอภายในเวลา ๑ ป้นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ท่านเขียนไว้สั้น ๆ แค่นี้เองครับ หลักทั่วไปในการตรากฎหมายนั้นเหตุผลในการตรา กฎหมายจะต้องเขียนไว้ชัดแจ้ง แต่ท่านเขียนไว้เพียงว่าที่จําเปึนจะต้องตรากฎหมาย เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับให้ท่านเสนอกฎหมาย อันนี้เหตุผลไม่ถูกต้องและ ไม่ครบถ้วนตามแบบและวิธีการตรากฎหมายของประเทศไทย

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่กระผมมีข้อสงสัยและ เปึนประเด็นสําคัญ ขณะนี้เรามีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกฎหมายประชามติ ในป้ ๒๕๔๒ ซึ่งกฎหมายที่ออกเปึนกฎหมายที่ออกตามรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ปัญหาก็มี อยู่ว่ากฎหมายดังกล่าวนี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักของ การตรากฎหมายของประเทศเรา การจะใช้บังคับก็ต้องเขียนไว้ชัดเจน การยกเลิกก็ต้องมี การเขียนไว้ชัดเจน สภาชุดที่แล้วกระผมและท่านประธานได้มีโอกาสยกเลิกกฎหมายที่พ้นสมัย จากกาลสมัยในปัจจุบันถึงแม้ว่าบางฉบับมีตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ตาม หากไม่มีกฎหมายใดกําหนดไว้ชัดเจนหรือกําหนดยกเลิก กฎหมายนั้นยังคงมีอยู่ ซึ่งรัฐบาล ชุดนั้นเห็นว่ามีกฎหมายหลายฉบับที่พ้นกาลสมัยไม่เปึนที่ใช้บังคับในปัจจุบันแล้ว พ้นกาลสมัยแล้วแต่ไม่สามารถยกเลิกได้เพราะไม่มีกฎหมายใด ๆ ไปกําหนดให้ยกเลิก กฎหมาย ดังกล่าวนั้นก็คงมีอยู่ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ามีหลายฝ์ายเห็นว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๒ ยกเลิกไปแล้วนั่นก็เปึนความเห็น แต่ในทางปฏิบัติ ในการยกเลิกกฎหมายจะต้องเขียนชัดเจนไว้ในกฎหมายที่มีระดับเดียวกัน เช่น พระราชกฤษฎีกา ก็ต้องยกเลิกโดยพระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติก็ต้องยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่าถึงแม้ความเห็นหลายส่วนอาจจะเห็นว่ากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติจะไม่มีแล้ว แต่ในบทบัญญัติฉบับนี้ท่านก็ต้อง ระบุให้ยกเลิก ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่งหลังจากที่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร คณะปฏิวัติรัฐประหารได้ยกเลิกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้กําหนด ไว้หลายฉบับ และให้คงไว้ใช้หลายฉบับ กฎหมายที่คณะปฏิวัติรัฐประหารให้คงใช้มีอยู่ ๓-๔ ฉบับที่กระผมจําได้ เช่น กฎหมายว่าด้วย กกต. ป.ป.ช. กฎหมายว่าด้วยการตรวจเงิน แผ่นดิน และที่กฎหมายไม่ได้ให้ใช้บังคับต่อไปซึ่งถือว่ายกเลิกก็มีอยู่หลายฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยประชามติและกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. นอกจากนั้นคณะปฏิวัติรัฐประหารก็อธิบายโดยสํานักงานคณะปฏิวัติรัฐประหารว่า กฎหมายดังกล่าวที่ยังคงใช้บังคับอยู่มีอะไรบ้าง เช่น กฎหมาย ป.ป.ช. กฎหมาย กกต. กฎหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน กฎหมายผู้ตรวจเงินแผ่นดิน อันนี้ยังให้คงอยู่ เขาก็เขียน อธิบายไว้เสร็จสรรพ และนอกจากนั้นยังอธิบายต่อไปครับท่านประธานว่า กฎหมาย เลือกตั้งยกเลิกไปแล้วนะ กฎหมายประชามติยกเลิกไปแล้วนะ เราในฐานะที่เปึนประชาชน ที่ถูกเขาปฏิวัติรัฐประหารเราก็เชื่อว่ากฎหมายเลือกตั้งยกเลิกไปแล้ว กฎหมายประชามติ ยกเลิกไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่ามีคดีสําคัญคดีหนึ่งขึ้นไปสู่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคการเมือง พรรคการเมืองที่ถูกยุบเขาก็บอกว่า เหตุที่นํามายุบพรรคผมนี่เปึนเหตุที่ยกเลิกไปตามกฎหมายเลือกตั้งแล้ว กฎหมายเลือกตั้ง ยกเลิกไป เหตุทั้งหลายไม่ว่าจะทําผิดหรือทําถูกก็ยกเลิกไปด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง คดีที่ร้องการเลือกตั้ง ท่านกรรมการการเลือกตั้งนั่งอยู่ที่นี่ ท่านยุติการพิจารณาหมด ท่านบอกว่าสาเหตุที่จะต้องยุติการร้องเรียนเพราะกฎหมายเลือกตั้งได้ยกเลิกไปแล้ว ตามคําสั่งคณะปฏิวัติ ตามคําแนะนําของสํานักงานคณะปฏิวัติ ท่านอธิบายไว้เช่นนั้น ผมก็เชื่อเช่นนั้น ผมก็คิดว่าพรรคเก่าที่ผมสังกัดคงไม่ถูกยุบแน่นอนเพราะเหตุแห่งการยุบพรรค มันเลิกไป ก็ปรากฏว่าตุลาการรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยประเด็นที่ ๔ ท่านประธานลองไป อ่านดูครับ ท่านบอกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในโลกนี้โดยทั่วไปจะต้องยุติหรือเลิกไป เมื่อรัฐธรรมนูญนั้น ๆ สิ้นสุดลง แต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญประเทศไทยไม่เหมือน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของทั่วโลกอื่นเขา เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไทย กับพระราชบัญญัติไทยมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ เพราะฉะนั้นตราบใดที่พระราชบัญญัติอื่น ไม่ยกเลิก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญประเทศไทยก็ไม่ยกเลิกตามประกาศคณะปฏิวัติ ที่ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมายการเลือกตั้งก็เลยฟุ๋นขึ้นมาใหม่ ก็เปึนเหตุให้ยุบพรรคการเมือง ที่ไม่น่าจะยุบเพราะปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ กระผมจึงเห็นว่าการที่ท่านเขียน กฎหมายหรือเสนอกฎหมายโดยไม่ยกเลิกกฎหมายเดิมนั้นไม่น่าจะถูกต้องตามแนวทาง การตรากฎหมายของประเทศไทยในขณะนี้ นี่คือเปึนประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานที่เคารพ

ประเด็นที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานคือในมาตรา ๘ การที่จะ ตัดสินว่าเรื่องใดที่จะขอให้ประชาชนออกเสียงประชามติได้รับการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้น ถ้าท่านประธานได้กรุณาอ่านวรรคหนึ่งโดยชัดเจน ท่านประธานคงคิดเช่นเดียวกับผมว่า รัฐบาลจะขอให้มีการออกเสียงประชามติใด ๆ ในประเทศขณะนี้ ถ้าถือตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่มีทางทําได้ครับท่านประธาน ขอยืนยันว่าไม่มีทางทําได้ ทําไมผมกล้ายืนยันเช่นนั้น ที่ผมกล้ายืนยันเช่นนั้นก็เพราะว่าในมาตรา ๘ วรรคหนึ่งที่ท่านยกร่างมา ท่านบอกว่าญัตติ หรือข้อเสนอให้มีการประชามติใดเพื่อให้มีข้อยุติโดยถือเสียงข้างมากต้องให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าผู้มาออกเสียงลงคะแนนประชามติไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิให้ถือว่าข้อหรือกิจการ ที่เสนอให้มีประชามตินั้นถือว่าไม่เห็นชอบนั่นด่านที่ ๑ ด่านที่ ๒ เมื่อผู้มาออกเสียง ประชามติเกินกว่ากึ่งหนึ่งแล้วให้ดูว่าฝ์ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบอันไหนมากกว่ากัน มี ๒ เงื่อนไขที่จะตรวจสอบว่าประชามตินั้นได้รับความเห็นชอบหรือไม่ เงื่อนไขที่ ๑ นี่สําคัญ ครับท่านประธาน ผู้มาออกเสียงลงคะแนนเสียงประชามติจะต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าขณะนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงในประเทศไทยประมาณเท่าไร ถ้าผมจําไม่ผิด ประมาณ ๔๒ ล้านเสียงที่เห็นชอบไม่ใช่ผู้มาออกเสียงเฉย ๆ นะครับท่านประธาน เสียงที่ เห็นชอบจะต้องเกินกึ่งหนึ่งคือ ๒๒ ล้านกับ ๑ เสียง ไม่มีทางเปึนไปได้ครับท่านประธาน ผู้ที่จะออกเสียงเห็นชอบ ๒๒ ล้านกับ ๑ เสียง ไม่มีทางเปึนไปได้ คราวที่แล้วออกเสียงประชามติผู้ที่เห็นชอบ ๑๔ ล้านคน ผู้ที่ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคน ระดม ประชาสัมพันธ์กันทั้งประเทศหมดเงินงบประมาณไปหลายพันล้านบาท มีผู้เห็นชอบเพียง ๑๔ ล้านคน เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ การออกเสียงประชามติ ใด ๆ ไม่มีทางได้เห็นชอบจากประชาชนเพราะมาตรา ๘ นี่แหละท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นจําเปึนต้องแก้ไขให้มันเปึนไปได้ การตรากฎหมายเพื่อออกมาใช้บังคับ เพื่อเปึนไปไม่ได้อันนั้นไม่ใช่กฎหมาย เปึนกฎหมายที่เปึนไปไม่ได้โดยแน่แท้ถือว่าไม่ใช่ กฎหมาย อันนี้ต้องนําไปแก้ไขหากสภานี้รับหลักการครับท่านประธานที่เคารพ

ประเด็นที่ ๔ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เรื่องการออกเสียง ประชามตินอกราชอาณาจักร เรื่องนี้การออกเสียงประชามติไม่ถือว่าเปึนหน้าที่ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือว่าเปึนสิทธิ เมื่อถือว่าเปึนสิทธิก็เปึนเรื่องที่พวกเราในฐานะ สภาผู้แทนราษฎรจะกําหนดว่าให้ผู้มีสิทธิที่อยู่ต่างประเทศได้ออกเสียงหรือไม่ ทุกครั้งที่มี การเลือกตั้งทั่วไปรอบแรกจะให้มีการลงคะแนนในต่างประเทศได้ ผลที่ตามมาหมดเงิน มหาศาลแต่ผู้ใช้สิทธิน้อยมาก ทูตเกือบจะทุกประเทศทั่วโลกบอกว่าอย่าทําเลยมันเปลือง มันไม่คุ้มแต่ก็มีการกระทําเช่นนี้ตลอดมา คราวนี้เปึนโอกาสสําคัญครับท่านประธาน เมื่อไม่ใช่หน้าที่เราไม่ได้บังคับ ก็เปึนสิทธิเขาที่จะลงคะแนนเขาก็มาลงคะแนนได้ ถ้าท่าน ที่อยู่ต่างประเทศท่านใดถ้าท่านประสงค์จะลงคะแนนประชามติท่านกลับมาลงคะแนน ประชามติ ออกเสียงประชามติก็ได้ คราวนี้ก็ควรงดเสีย แต่ท่านก็ไปกําหนดไว้ในกฎหมาย ฉบับนี้เช่นเดียวกันให้มีการออกเสียงในต่างประเทศได้

ท่านประธานที่เคารพเรื่องสุดท้ายที่อยากฝากไว้กระผมเห็นว่าเปึนเรื่อง สําคัญ อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้คือ การที่จะให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีนั้นเขาให้ นํามาออกเสียงประชามติได้เฉพาะคําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า ในมาตรา ๘ วรรคสองที่ท่านไปเขียนเสนอมานี้ ท่านบอกว่าถ้าบุคคลใดคณะใดต้องการ ให้มีการออกเสียงประชามติก็สามารถให้ทําได้ ผมถามว่าคนไทย ๖๔ ล้านคน คณะบุคคล อีกสารพัดคณะถ้าเขาจําเปึนจะต้องใช้สิทธิตามมาตรา ๘ วรรคสอง เขาสามารถทําได้ หรือไม่ กกต. จะมีปัญญาไปทําให้เขาได้หรือไม่ รัฐบาลจะเอางบประมาณจากไหน มาสนองตามบทบัญญัติที่จะให้มีความเห็นในการปรึกษาแก่คณะบุคคลหรือบุคคลใด นอกจากคณะรัฐมนตรี เปึนการบัญญัติกฎหมายนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ เปึนการ บัญญัติกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กระผมเห็นว่าจะต้องมีการแก้ไขเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นว่าถึงแม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีข้อบกพร่องหลายเรื่อง เช่น ๑. การลงคะแนนเสียง ๒. การออกเสียงนอกราชอาณาจักร ๓. การกําหนดให้บุคคล หรือคณะบุคคลสามารถให้ความเห็นเพื่อแสดงเปึนประชามติได้ แม้ว่าจะเปึนเรื่อง สําคัญ ๆ ทั้งสิ้น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดว่าพวกเราที่เปึน สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน เพื่อที่จะนําไปใช้โดยเร็ว ขณะนี้ก็มีปัญหาบ้านเมืองถึงขั้นที่จะต้องมีการออกเสียงประชามติหลายเรื่องหลายราวอยู่ กระผมเห็นว่าจําเปึนที่จะต้องรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ แต่ขออนุญาตที่จะไปแก้ไข ในวาระ ๒ วาระ ๓ ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ