ชินวรณั บุนยเกียรติ หารือถึงความสำคัญของการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจประเด็นสำคัญของชาติ พร้อมทั้งระบุข้อสังเกตว่าสาระของกฎหมายฉบับนี้ยังครอบคลุมไม่เพียงพอ ชินวรณั บุนยเกียรติ เสนอแก้ไขกระบวนการจัดทำประกาศเพื่อจัดทำประชามติในมาตรา 5 และ 165(1) ให้ต้องปรึกษาหารือกับประธานสภา ประธานวุฒิสภา หรือขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีก่อน เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณอย่างฟุ่มเฟือยและสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ชินวรณั บุนยเกียรติ ยืนยันหลักการหาข้อยุติกรณีออกเสียงประชามติในมาตรา 7 และ 8 ต้องใช้อัตราส่วนเสียงข้างมากของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง (50%+1) เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ป้องกันการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และชี้ให้เห็นความจำเป็นในการแยกหลักการระหว่างกรณีขอความเห็น
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... นั้น ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า จริง ๆ ก็ตามที่ทราบกันว่า เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๕๐ นั้น ได้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้จัดทําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อเสนอเข้าสู่ การพิจารณาของสภาตามมาตรา ๓๐๒ ซึ่งจะต้องดําเนินการภายในเวลา ๑ ป้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้เปึนที่สนใจของพี่น้อง ประชาชนและเปึนที่สนใจของบรรดาเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องร่วมกัน แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางพอสมควร และเข้าใจว่าวันนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งเอง ก็จะได้รับฟังประเด็นต่าง ๆ ที่เปึนข้อคิดเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมกฎหมายฉบับนี้ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานว่ามีความสําคัญและเปึนความสนใจ ของพี่น้องประชาชน ผมอยากกราบเรียนว่า การจัดทําประชามตินั้นเปึนหลักการสําคัญ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอีกหลักการหนึ่งที่เราต้องการให้พี่น้องประชาชนนั้น ได้มีส่วนในการตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง หรือเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งถ้าว่าโดยหลักแล้วการลงประชามติ หรือการออกเสียงประชามตินั้นก็ถือได้ว่าเปึนการที่ให้พี่น้องประชาชนนั้นได้ใช้ประชาธิปไตย ทางตรง ไม่ใช่ว่าหลังจากผ่านการเลือกตั้งไปแล้วตัวแทนของประชาชนจะใช้อํานาจ อย่างไรก็ได้ สิ่งที่ผมคิดว่าแนวความคิดเดิมที่เปึนประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นวันนี้เราต้อง ยอมรับความเปึนจริงนะครับว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว วันนี้พวกเราซึ่งเปึนตัวแทน ของพี่น้องประชาชน เราต้องยอมรับว่าบางปัญหาที่เปึนความเดือดร้อนและเปึนเรื่อง ที่อาจจะกระทบต่อความเสียหายของประเทศชาติบ้านเมือง วันนี้จําเปึนที่จะต้องรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน หรือจะต้องหาข้อยุติจากพี่น้องประชาชน ถ้าเราเข้าใจ หลักการอย่างนี้ ผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่พวกเราทั้งหลายได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า จริง ๆ แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งหลายคนเรียกว่าเปึนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนคือ ร่างโดยคณะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ การออกเสียงประชามติเช่นเดียวกันนะครับ ในป้ ๒๕๔๐ นั้นได้มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่สามารถที่จะให้พี่น้อง ประชาชนนั้นได้ออกเสียงประชามติ แต่โดยรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้นก็ให้ออกเสียง ประชามติเพียงแค่การให้คําปรึกษากับคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ผมคิดว่าวันนี้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๕ ที่มีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ในการที่จะให้ พี่น้องประชาชนได้ออกเสียงประชามติในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่ามีผลประโยชน์ได้เสีย ต่อประเทศชาติบ้านเมืองหรือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเพื่อที่จะหาข้อยุติ ในการที่จะดําเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ ก็คิดว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ร่างโดยสาระสําคัญ ของข้อบัญญัติ มาตรา ๑๖๕ โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้น ได้มีความก้าวหน้า ที่จะให้ส่งเสริมแนวทางที่จะทําให้ประชาชนซึ่งเปึนเจ้าของอํานาจอย่างแท้จริงนั้นได้มี อํานาจอธิปไตยโดยทางตรง ข้อสําคัญประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า วันนี้เราต้องยอมรับความเปึนจริงครับว่าในช่วง ๔-๕ ป้ที่ผ่านมานั้น การที่พรรคการเมือง มีเสียงข้างมากเด็ดขาดนั้นอาจจะไม่ใช่เปึนการสะท้อนว่านโยบายหรือแนวความคิด ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองนั้นสนองตอบต่อความต้องการแท้จริงของประชาชน หรือไม่ เพราะฉะนั้นการทําประชามติจึงเปึนเรื่องที่ผมคิดว่าเปึนสิทธิอันชอบธรรมของ ประชาชนที่จะต้องมีส่วนในการที่จะต้องออกมาลงประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ การแสดงประชามตินั้นผมคิดว่าเปึนประเด็นที่สําคัญกว่าและยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเราทั้งหลาย จะได้มาลงมติในสภานี้ด้วยซ้ําไป ปัญหาก็คือว่า การที่เราจะให้ได้ประชามติที่แท้จริงของพี่น้องประชาโดยอิสระ โดยความเปึนกลาง โดยความเข้าใจในประเด็นต่อการลงประชามตินั้นต่างหากเปึนเรื่องที่ มีความสําคัญอย่างสูงยิ่ง แน่นอนที่สุดครับ นี่คือความสนใจที่ผมคิดว่าทุกคนทุกฝ์ายได้ให้ ความสําคัญกับกฎหมายฉบับนี้ แต่บังเอิญท่านประธานที่เปึนความสนใจของพี่น้อง ประชาชนมากกว่าปกติในกฎหมายฉบับนี้ ความจริงเมื่อวานนี้เราก็พิจารณากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง วันนี้ ก็เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน แต่ที่ผมคิดว่าประชาชนให้ความสนใจ เปึนอย่างยิ่ง ก็เพราะว่าสถานการณ์ทางการเมืองของบ้านเราครับ สถานการณ์ทางการเมือง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศตัดความรําคาญ ด้วยการเตรียมที่จะขอมติคณะรัฐมนตรี อนุมัติงบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อจะทําประชามติแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ นี่ล่ะครับ จึงเปึนที่สนใจมากว่า เอ๊ะ ทําไมกฎหมายฉบับนี้มีความสําคัญอย่างไร เดิมมีข้อโต้เถียงกันว่าจะใช้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ได้หรือไม่ ต่อมามีนักกฎหมาย นักวิชาการหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท้วงติงว่าถึงแม้ว่า นายกรัฐมนตรีจะมีความต้องการตัดความรําคาญอย่างไรก็แล้วแต่ไม่สามารถที่จะดําเนินการ ที่จะใช้กฎหมายดังกล่าวนั้นได้ จําเปึนต้องร่างกฎหมายการออกเสียงประชามติขึ้นมาใหม่ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เพราะเจตนารมณ์และสาระสําคัญในมาตรา ๑๖๕ นั้น แตกต่างไปจากเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นครับ พอดีวันนี้ทาง กกต. ได้กรุณามาชี้แจงเองหลังจากท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศตัดความรําคาญ ซึ่งผม คิดว่าใช้คํานี้ก็ดูจะสับสนกับมาตรา ๑๖๕ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีจะเสนอขอทํา ประชามติได้นั้นต้องเปึนเรื่องที่กระทบต่อความเสียหายของประเทศชาติบ้านเมืองและกระทบ ต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เรื่องของการตัดความรําคาญครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นก็คือว่าเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ สัมภาษณ์แล้วปรากฏว่าทาง กกต. ขอประทานโทษต้องเอ่ยนาม ท่านสุเมธ อุปนิสากร ท่านก็ได้ชี้แจงว่า กกต. มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติที่ผ่านมา เคยจัดมาแล้ว ๒ แบบจึงมีประสบการณ์ หากรัฐบาลต้องการให้ กกต. ดําเนินการ กกต. ก็มีความพร้อม เรามีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ ส่วนกฎหมายลูก ว่าด้วยการออกเสียงประชามติขณะนี้ กกต. กําลังร่างอยู่ หากรัฐบาลต้องการให้ กกต. ออกเสียงประชามติรวดเร็วก็สามารถทําได้ อาจใช้ระเบียบเดิมหรือผลักดันร่างพระราชบัญญัติ ออกเสียงประชามติแล้วเข้าสู่สภาให้ผ่าน ๓ วาระรวดครับ นี่ล่ะครับผมคิดว่าเพื่อนที่เปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่เราทําหน้าที่นิติบัญญัติ ผมคิดว่าเราได้ฟังคําสัมภาษณ์ ดังกล่าวแล้วก็รู้สึกว่าทําไมมันช่างบังเอิญเปึนการรับลูก นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าต้องเปึนหน้าที่ของทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะต้องร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ภายในระยะเวลา ๑ ป้ ๑ ป้ก็ตั้งแต่ วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ วันสุดท้ายก็คงจะเปึนวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังเหลือเวลา ๓ เดือน ท่านก็มาเสนอเอา ๓ เดือนสุดท้าย ผมก็ไม่แน่ใจ ครับว่า จริง ๆ แล้วถ้าหากว่าทางท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไม่ผลักดันในเรื่องนี้ขึ้นมา กฎหมายฉบับนี้จะได้เข้ามาสู่สภา ซึ่งเพิ่งลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ผมมาดูกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เสนอเข้ามาตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ทางศาลยุติธรรมท่านได้มีความตั้งใจที่จะต้องเสนอกฎหมายนี้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แต่น่าแปลกใจว่า กกต. เพิ่งเสนอกฎหมายฉบับนี้หลังจากที่ทางรัฐบาล ได้มีการผลักดันที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ก็น่าดีใจว่าหลังสุดนี้ก็มีข่าวออกมาว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ทํา ประชามติกับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่น่าดีใจไปกว่านั้นคือท่านผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้ปรึกษาหารือกับท่านประธานเพื่อต้องการที่จะให้สถานการณ์ในเรื่อง ที่ต้องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นกลับมาพิจารณาศึกษาในสภาแห่งนี้แต่ถ้าองค์ประกอบ สถานการณ์ของทั้ง ๒ อย่างนี้ยังคงอยู่ วันนี้เปึนเรื่องที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากเลยครับ ท่านประธาน ว่าการเสนอร่างกฎหมายจัดทําประชามติดังกล่าวนี้เพื่อสนองตอบต่อการนําไปสู่ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญตามที่สมาชิกของพรรคพลังประชาชนได้ยื่นต่อประธานสภา หรือไม่ ถ้าเปึนเช่นนี้นี่ครับ ผมคิดว่า กกต. ต้องชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ให้เห็นชัดเจนว่า ท่านได้ ดําเนินการที่จะยกร่างกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่เมื่อไร และมีเจตนารมณ์ชัดเจนเพื่อให้ เปึนไปตามมาตรา ๓๐๒ โดยให้เปึนไปตามสาระสําคัญของมาตรา ๑๖๕ ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ วันนี้เราไม่เสียเวลาที่จะพูดไปว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับเปึนมา อย่างไรครับท่านประธาน แต่วันนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง ผมคิดว่าเราต้อง มาพูดกันว่าสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในประเด็นของการออกเสียงประชามตินั้น ผมยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นได้มีความก้าวหน้าขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่วันนี้ ผมอยากให้ทาง กกต. ได้ชี้แจงแยกออกมาให้ชัดเจนให้พี่น้องประชาชนและเพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้ได้เห็นตรงกันว่าวันนี้การร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ไม่ได้กระทําเพื่อต้องการที่จะ นําไปสู่การทําประชามติในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้เรากําลังพิจารณา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อที่จะดําเนินการให้เปึนไป ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั่นคือว่ามีเรื่องใดที่ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่า อาจจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมืองหรือเกิดความเสียหายต่อพี่น้องประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถที่จะขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะดําเนินการ ในการทําประชามติหรือคณะรัฐมนตรีต้องการที่จะขอคําปรึกษาในกรณีที่เปึนความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปหรือว่าโดยเฉพาะที่หรือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนตามที่ กฎหมายอื่น ๆ ได้บัญญัติเอาไว้ก็สามารถที่จะใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการจัดทํา ประชามติฉบับนี้ไปดําเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงกราบเรียนว่า วันนี้เราจะใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองของบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อไปแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทางการเมืองของคณะรัฐบาล หรือแม้แต่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่งย่อมกระทํามิได้เปึนอันขาดครับ เราต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ โดยเจตนารมณ์ที่สําคัญก็คือว่า ต้องทําเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองและ ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเท่านั้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อสังเกตในสาระของกฎหมายฉบับนี้ เปึนภาพรวมไม่มากนักนะครับท่านประธานเพราะมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนที่จะลงไป ในรายละเอียดแต่ละมาตรา
ประการแรก ที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า เมื่อกี้ มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงว่ากฎหมายฉบับนี้ทาง กกต. ได้เสนอเข้ามาโดยการให้เหตุผล ที่ไม่เปึนไปตามวิธีพิจารณาหรือว่าวิธีสารบัญญัติในการเสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วถ้าตัดประเด็นที่ผมพูดเปึนข้อสังเกต เบื้องต้นไป ๒ ประเด็นนั้น ผมคิดว่ามีความชัดเจนแล้วครับ เพราะเหตุผลในการเสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเปึนไปอย่างอื่นไม่ได้ เปึนไปได้อย่างเดียวเท่านั้นก็คือว่า ทาง กกต. จะต้องเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๒ ซึ่งบัญญัติเอาไว้ชัดเจนว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อให้เปึนไป ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้ นี่เหตุผลชัดเจนมันก็มีอยู่เพียงแค่นี้ ท่านประธานครับ แล้วโดยใจผมผมอยากเห็น กกต. ได้เสนอกฎหมายฉบับนี้มาล่วงหน้าเลย ผมอยากเรียนท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้กําหนดระยะเวลา ในการพิจารณากฎหมายหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ แต่ว่ารัฐบาลในขณะนั้นได้มีการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาภายในระยะเวลา ๑ ป้เท่านั้น เราก็มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ซึ่งมี ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เปึนนายกรัฐมนตรี นั่นแสดงถึงเจตนารมณ์ให้เห็นได้ อย่างชัดเจนว่า ทั้งฝ์ายนิติบัญญัติและฝ์ายบริหารได้ยอมรับหลักการสําคัญว่าการเมือง ในยุคปัจจุบันนี้ถ้าเปึนเรื่องที่มีความสําคัญกระทบต่อผลได้เสียของพี่น้องประชาชน เราจะต้องปรึกษาพี่น้องประชาชนโดยทางตรงด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้น โดยเหตุผลนั้นผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า มันเปึนเรื่องที่พวกเราทั้งหลายต้อง ยอมรับความเปึนจริงวันนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อวานนี้มีการถกเถียงเช่นเดียวกันว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีเพื่อนสมาชิกได้พูดว่าทําไมทางศาลยุติธรรมเสนอกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาก็เพราะ โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญไปกําหนดให้ทางประธานศาลฎีกา ท่านประธานศาลฎีกา เปึนผู้เสนอครับ กฎหมายฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับให้ กกต. เปึนผู้เสนอและเปึนเรื่อง ที่ผมคิดว่ามีความชอบธรรมแล้ว เพราะว่า กกต. จะต้องไปดําเนินการในฐานะที่เปึนหน่วย ที่ต้องรับผิดชอบในการออกเสียงประชามติให้เกิดความอิสระและเปึนกลาง ซึ่งผม จะตั้งประเด็นเปึนข้อสังเกตต่อไป
ประเด็นที่สองที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ในมาตรา ๕ ที่ท่านได้ร่าง ขึ้นมานั้น ในกรณีที่จะดําเนินการจัดทําประชามติตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ให้มีการออกประกาศของนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา จริง ๆ ผมคิดว่า ในรัฐธรรมนูญนั้นแน่นอนที่สุดครับได้เขียนเอาไว้ว่าอาจปรึกษาหารือกับท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภา ตรงนี้พอจะมีช่องทางไหมครับ ทาง กกต. ที่จะได้ไป ทบทวนว่าช่องทางที่คําว่า อาจจะต้องหารือนั้น ผมคิดว่าวันนี้มีความจําเปึน เพราะอย่างน้อยที่สุด ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภานั้น ผมถือว่าเปึนบุคคลสําคัญนะครับ อย่างน้อยที่สุดเมื่อวานนี้มีเพื่อนสมาชิกในสภานี้อภิปรายว่า เปึน ๓๘ อรหันต์ เปึน ๔ ตําแหน่ง สําคัญสูงสุดถ้าหากทําผิดก็ให้มีคณะไต่สวนอิสระ ในขณะเดียวกันผมคิดว่าถ้าจะมา ตัดสินใจว่าจะดําเนินการนําเรื่องใดที่จะต้องไปปรึกษากับพี่น้องประชาชนหรือหาข้อยุติกับ พี่น้องประชาชน ถ้าเราจะมีช่องทางต่อมาตรา ๕ นี้ว่า ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ปรึกษาหารือ หรือได้ขอคําเสนอแนะ ก่อนที่จะขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีจะได้หรือไม่ครับ ผมคิดว่าถ้าเปึนอย่างนี้รอบคอบขึ้นมา ไม่ใช่นึกตัดความรําคาญจะใช้งบซึ่งเปึนภาษีของ พี่น้องประชาชน ๒,๐๐๐ ล้านบาทไปดําเนินการทําประชามติตามกฎหมายนี้ผมไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะยุคนี้ถ้าเปึนอย่างนั้นจริง ๆ ท่านประธานครับ ไม่ใช่แต่ผม ผมว่าพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศคงไม่เห็นด้วย เพราะความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในยุคนี้แสนสาหัสมาก จริง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเปึนข้อสังเกตเปึนประเด็นแรก
ประเด็นที่สอง ในเรื่องของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ก็คือว่า ตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ก็คือ ท่านกําหนดว่าการกําหนดเรื่องในการจัดทํา ประชามติซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะจัดทําประชามติ ตรงนี้เปึนประเด็นที่ผมอยากจะ กราบเรียนถาม กกต. ให้ท่านได้ชี้แจงครับว่า การที่จะกําหนดข้อความที่ชัดเจนเพียงพอนั้น เปึนภาระความรับผิดชอบของฝ์ายใด หรือเปึนภาระความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี แต่เพียงคนเดียวอีก ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดครับท่านประธาน ถ้าสมมุติว่าเราจะทํา ประชามติเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ออกเสียงลงประชามติในกรณีที่จะแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นจะถามอย่างไรที่จะมีความชัดเจน เพียงพอ ถามว่าแค่เพียงเห็นชอบให้แก้ไขหรือไม่เห็นชอบให้แก้ไขเท่านั้นเพียงพอไหมครับ ผมคิดว่าถ้าถามแค่นี้บ้านเมืองและสถานการณ์ปัญหาของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ การจัดทําประชามตินี้ไม่สามารถหาข้อยุติได้ สิ้นเปลืองทั้งกระบวนการในการจัดทํา สิ้นเปลืองทั้งกระบวนการในการที่จะต้องดําเนินการให้พี่น้องประชาชนออกมาออกเสียง ประชามติ ที่สําคัญก็ต้องใช้จ่ายงบประมาณตามที่ผมกราบเรียนแล้ว ปัญหาประเด็น ที่ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนก็คือว่า ถ้าเราจะให้ประเด็นมันชัดเจนเพียงพอต่อประเด็น ที่เราจะดําเนินการออกเสียงประชามตินั้น ผมคิดว่าวันนี้เราพบความเปึนจริงว่าข้อขัดแย้ง ในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ผมกรุณายกตัวอย่างเพิ่มเติมไม่ได้อยู่ในสาระ ของข้อขัดแย้งที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บอกว่าจะเอาสาระสําคัญของป้ ๒๕๔๐ คืนมา แต่ประเด็นสําคัญมันไปอยู่ในบทเฉพาะกาล ท่านจะถามอย่างไรครับ ถ้าตามร่าง ที่ทางฝ์ายพรรค ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนาม ที่ทางพรรคพลังประชาชนเสนอต่อ ท่านประธานสภา ซึ่งตรงนี้ก็ทราบกันโดยทั่วไปว่า มาตรา ๑๔ ในบทเฉพาะกาลนั้น ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า บรรดาคําสั่ง ประกาศ กฎของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ในระบอบประชาธิปไตยให้ถือว่าไม่ชอบ ถ้าเปึนเช่นนี้ในความหมายสําคัญของพี่น้อง ประชาชนที่มีความขัดแย้งอยู่ในขณะนี้มันมีประเด็นอยู่ก็คือว่า การแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้นถ้าไปแก้ไขเพื่อดําเนินการในการที่จะให้บุคคลบางคนไม่ต้องไปเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าไม่มีใครรับได้หรอกครับ พี่น้องประชาชนก็รับไม่ได้ หรือไปแก้ไขในประเด็นที่ต้องการให้บุคคลที่มีการถูกลงโทษโดยการยุบพรรค จะโดย เปึนเหตุผลอย่างไรก็แล้วแต่ผมไม่สามารถที่จะนําคําพิพากษาของตุลาการรัฐธรรมนูญ มากราบเรียนท่านประธานได้ จะเปึนโดยเหตุผลที่ท่านบอกว่ากฎหมายการเลือกตั้งได้ถูก ยกเลิกไปแล้วหรืออย่างไรก็ตาม แต่วันนี้ถ้าเราจะมาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้ บุคคลดังกล่าวนี้พ้นผิด ถามว่าการจัดทําประชามติเพื่อให้มีความชัดเจนเพียงพอนําไปสู่ การแก้ไขปัญหาที่แท้จริงนั้นจะดําเนินการอย่างไรในกรณีอย่างนี้ ผมอยากจะให้ทาง กกต. ในฐานะผู้ยกร่างได้อธิบายครับ
ประเด็นต่อมาในมาตรา ๗ และมาตรา ๘ ประเด็นนี้ผมคิดว่ามีความสําคัญ อย่างสูงก็คือว่า การออกเสียงให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ วิธีการออกเสียงนั้น โดยร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ทาง กกต. ร่างมานั้น แบ่งวิธีการออกเสียงเปึน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือในกรณีการออกเสียงเพื่อหาข้อยุติโดยเสียงข้างมาก ตรงนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยกับทางผู้ร่างอย่างสูงยิ่งครับ เมื่อกี้มีเพื่อนสมาชิก บอกว่าการที่ให้ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจํานวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิ ถ้าไม่ถึงกึ่งหนึ่งให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบกับเรื่องที่จะทําประชามติ มีเพื่อนสมาชิกบอกว่าถ้ากําหนดเช่นนี้จะเปึนไปไม่ได้เลย แต่ผมกลับมองเห็นในทาง ตรงกันข้ามครับท่านประธาน ผมคิดว่าการหาข้อยุติโดยเสียงข้างมากนั้นเปึนเรื่องที่มี ความจําเปึนในการจัดทําประชามติโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๕ เพราะว่าการที่จะไปหาข้อยุตินั้นจะต้องคํานึงถึงเสียงข้างมาก เสียงข้างมาก หมายถึงว่าอย่างไรครับ หมายความว่า ร้อยละ ๕๐ บวก ๑ มันต้องร้อยละ ๕๐ บวก ๑ ของผู้มีสิทธิในการออกเสียงครับท่านประธาน ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่าถ้ามีประชากร ที่มีสิทธิในการออกเสียง ๔๒ ล้านคน วันนี้คนที่มาใช้สิทธิต้องไม่ต่ํากว่า ๒๑ ล้านเสียง บวก ๑ ครับ ผมถามว่าเปึนไปไม่ได้เลยอย่างไรครับท่านประธาน เรามาดูสถิติสิครับ โดยสถิติก็เห็นได้ชัดเจนครับท่านประธาน เพราะประเทศไทยเราเคยทําประชามติ ในการให้ความเห็นชอบกับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังอภิปรายอยู่นี่นะครับ ป้ ๒๕๕๐ ปรากฏว่าประเทศของเรานั้นมีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ๔๕ ล้านคนโดยประมาณ มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ๒๕ ล้าน ๙ แสนคน ร้อยละ ๕๗.๖๑ มีผู้เห็นชอบ ๑๔ ล้านคน โดยประมาณ ๕๖.๖๙ มีบัตรที่ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคน คิดเปึนร้อยละ ๔๑.๓๗ ตรงนี้แหละครับท่านประธานที่ผมกราบเรียนว่ามีความชัดเจนว่าทาง กกต. ต้องยืนยันในหลักการมาตรา ๘ นี้ไว้ให้ชัดเจน ไม่ใช่เปึนไปไม่ได้ครับ แต่ถ้าเกิดไปยกเลิก ไม่ใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงแล้วผมคิดว่า ประการที่หนึ่งทําให้ การหาข้อยุตินั้นไม่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน ประการที่สอง ผมคิดว่าเมื่อ กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๕ ไปให้อํานาจกับท่านนายกรัฐมนตรีในการที่จะขอ ความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีว่าเรื่องใดควรทําประชามติ ผมคิดว่าการใช้วิธีการกําหนด เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งคือร้อยละ ๕๐ บวก ๑ นั้นเปึนเรื่องที่จะสะท้อนกลับไปยัง ผู้ขอความเห็นชอบคือตัวนายกรัฐมนตรีเองว่าเรื่องเหล่านี้เหมาะสมที่จะขอทําประชามติ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ไม่ใช่ว่านึกว่าวันใดวันหนึ่งต้องการที่จะ สร้างกระแสทางการเมืองก็เอามาทําประชามติ นึกว่าวันใดวันหนึ่งตัดความรําคาญ ก็ออกมาใช้เสียงทําประชามติ หรือนึกว่าเปึนประเด็นที่เปึนความต้องการของกลุ่ม ผลประโยชน์ใดกลุ่มผลประโยชน์หนึ่งแล้วมาทําประชามติ ผมคิดว่าอย่างนี้ประชาชน สามารถที่จะแสดงออกได้อีกทางหนึ่งนอกจากจะไปลงคะแนนเสียงว่าเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบ แต่ว่าถ้าประเด็นที่คุณเสนอเข้ามา ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอเข้ามาพี่น้อง ประชาชนเห็นว่าเปึนเรื่องที่ไม่มีความสําคัญ เปึนเรื่องที่ไม่กระทบต่อความเสียหายของพี่น้อง ประชาชนและของประเทศชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชนก็อาจจะใช้สิทธิโดยการที่จะ ไม่ไปออกเสียงเลือกตั้งก็ได้ อย่างนี้แหละผมคิดว่าจึงเปึนเรื่องที่ทาง กกต. จะต้องยืนยัน ตรงนี้ แน่นอนครับในกรณีออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีนั้นท่านกําหนดไว้ ตามกฎหมายออกเสียงประชามติฉบับป้ ๒๕๔๑ คือ ๑ ใน ๕ ของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง ตรงนี้ผมไม่ขัดข้องนะครับ เพราะเปึนเรื่องที่ขอคําปรึกษา แต่ถ้าเปึนเรื่องที่จะต้องหาข้อยุติ แล้วผมคิดว่ามีความจําเปึนเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องดําเนินการโดยใช้เสียงเกินกว่า กึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง จึงให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากนั้นให้ความเห็นชอบ ถ้าเสียงที่มาลงนั้นให้ความเห็นชอบ เกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่มาใช้สิทธิในคราวนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะฝากเปึนข้อสังเกตก็คือว่า เปึนที่ครหากันมากนะครับในการทําประชามติ คราวที่ผ่านมา ฝ์ายหนึ่งก็กล่าวหาว่ารัฐนั้นใช้อํานาจรัฐไปดําเนินการในการประชาสัมพันธ์ หรือในการที่จะไประดมให้พี่น้องประชาชนออกมาลงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ หรือที่เรียกว่าพื้นที่สีเขียว แต่อีกฝ์ายหนึ่ง เห็นว่าในพื้นที่สีแดงนั้นก็มีพรรคการเมืองบางพรรคไปดําเนินการรณรงค์ให้พี่น้อง ประชาชนออกเสียงลงประชามติไม่เห็นชอบกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนที่สุดครับ เสียงก้ํากึ่งกัน ๑๔ ล้านเสียงกับ ๑๐ ล้านเสียง แต่พอในกรณีเช่นนั้นท่านก็บอกว่า ที่มีเสียงข้างมากเพราะไม่มีความชอบธรรม รัฐใช้อํานาจรัฐ แต่อีกฝ์ายหนึ่งบอกว่า จริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนนั้นต้องการที่จะให้ความเห็นชอบกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แต่ก็ไปกระทบต่อผลประโยชน์ได้เสียของบางพรรค จึงจําเปึนที่จะต้องดําเนินการ ออกมารณรงค์ ผมคิดว่าถ้าเปึนอย่างนี้ก็ต้องเปึนภาระกับ กกต. นะครับ เพราะ กกต. นั้น มีหน้าที่โดยตรงในการที่จะจัดทําให้การจัดทําประชามติ การแสดงความคิดเห็น การดําเนินการในการจัดทําประชามตินั้นเปึนอิสระเท่าเทียมกันทั้งผู้ที่เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ ประเด็นปัญหาที่ผมตั้งข้อสังเกตก็คือว่า ท่านจะดําเนินการอย่างไร ที่จะให้เกิดความเปึนอิสระและเท่าเทียมกัน สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ ของรัฐจะจัดสรรเวลาที่จะออกอากาศอย่างไร เพราะว่าการที่จะให้มีการออกเสียง ประชามตินั้นเริ่มต้นก็เริ่มต้นจากนายกรัฐมนตรีแล้วครับ ถ้าเปึนอย่างนี้จึงเปึนภาระ ที่ผมอยากจะฝากข้อสังเกตว่าอย่างน้อยควรจะมีแนวทางที่ชัดเจนนะครับว่าในกรณีที่ เราจะดําเนินการให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระเท่าเทียมกัน หรือมีการดําเนินการ ที่จะให้การออกเสียงประชามตินั้นเปึนไปโดยความสุจริตเที่ยงธรรม ถึงแม้ว่าจะมี ข้อกฎหมายท่านกําหนดเอาไว้ในทํานองเดียวกันกับบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย การเลือกตั้ง เช่น ให้ ให้สัญญาว่าจะให้ ข่มขู่ บังคับอะไรก็แล้วแต่ครับ แต่ว่าโดยแนวทาง ปฏิบัติในวันนี้เราต้องยอมรับความเปึนจริงว่าการนําไปสู่การแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง ไม่ว่าการเลือกตั้งหรือการลงประชามตินั้นยังเปึนสิ่งที่มืดมนในสังคมไทยอยู่ ถึงแม้ว่า ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ผมให้กําลังใจครับ ชุดนี้ส่วนหนึ่งท่านก็มีความปรารถนาดี ที่จะให้มีการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามตินั้นเปึนไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ผมคิดว่ากระบวนการเพียงแต่บทบัญญัติของกฎหมายที่ท่านล้อมาจากกฎหมาย การเลือกตั้งนั้นยังไม่เพียงพอครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน เปึนภาพรวมในเบื้องต้นและข้อสังเกตกับท่านประธานเพียงแค่นี้ และผมคิดว่า เพื่อนสมาชิกก็จะต้องลงไปในรายละเอียดตามลําดับของกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ขอบคุณครับ