บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว แต่ยังมีประเด็นที่ยังไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการลงประชามติที่อาจลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขอให้ปรับปรุงแก้ไขมาตรา 8 เพื่อให้สิทธิและเสียงของผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งได้รับการเคารพ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติที่สภาเรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ กระผมเห็นว่าเปึนกฎหมายที่มีความสําคัญ อย่างยิ่ง เพราะเปึนกฎหมายที่จะนําไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย นั่นก็คือการสอบถามพี่น้องประชาชนในฐานะที่เขาเปึนเจ้าของประเทศว่าเรื่องที่มีความสําคัญ ๆ มีผลกระทบต่อวิถีชีวิต ต่อสิทธิเสรีภาพของเขานั้นเขาจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ท่านประธานครับ การสอบถามประชาชนหรือการทําประชามติไม่ได้จะเกิดขึ้นในยุคไม่กี่ป้ที่ผ่านมานี้ เพราะในอดีตรัฐธรรมนูญหลายฉบับได้มีการทําประชามติสอบถามพี่น้องประชาชนมาไม่ว่าจะเปึน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๔๙๒ ฉบับ ๒๕๑๑ ฉบับ ๒๕๑๗ หรือฉบับ ๒๕๓๔ ฉบับ ๒๕๓๙ ฉบับ ๒๕๔๐ ล่าสุดเปึนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของ คมช. คือ ป้ ๒๕๔๙ ก็มีกําหนดการทําประชามติ ไว้อย่างชัดเจน แล้วสิ่งที่คนไทยเห็นประจักษ์ชัดเจนในการทําประชามติก็คือการสอบถาม ประชาชนเมื่อครั้งที่ผ่านมาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เล่มเหลืองฉบับนี้ท่านประธาน นี่คือสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาในการทําประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมมี ๒ ประเด็นที่ผมยังไม่เห็นด้วย แล้วคงจะใช้สิทธิ ในกระบวนการออกกฎหมายต่อไป
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับหลักของการฟังเสียงข้างมากของ ประชาชนที่กําหนดไว้ในมาตรา ๘ ในมาตรา ๘ นั้นต้องเรียนท่านประธานที่เคารพครับ การทําประชามตินั้นให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ว่าจะเปึนวรรคหนึ่ง วรรคสองนั้น ยึดของผู้มีสิทธิออกเสียง ผมจะไม่อ่านสาระในรายละเอียด แต่เพียงอยากจะชี้ให้เห็นว่า วันนี้การทําประชามติถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงออกมาใช้สิทธิไม่เกินกึ่งหนึ่งให้แปลความว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ หลักในระบอบประชาธิปไตยนั้น ๑ คน ๑ เสียงเท่ากัน จะมีฐานะร่ํารวยขนาดไหน จะมีความรู้ขนาดไหนก็ไม่แตกต่างกับคนที่มี อาชีพทําไร่ ทํานา จริงอยู่ครับการทําประชามติเปึนสิทธิไม่ใช่หน้าที่ แต่วันนี้เมื่อมีการทํา ประชามติถ้าไปเขียนกฎหมายว่า ผู้ไม่ออกมาใช้สิทธินั้นจะมีสิทธิมากกว่าผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ผมไม่เห็นด้วย ฉะนั้นหลักของเสียงข้างมากจะต้องเปึนหลักแห่งการผู้ออกมาใช้สิทธิ ในการลงประชามติเขาเห็นอย่างไร ถ้าผู้ออกมาใช้สิทธิเห็นอย่างไรเสียงข้างมากเปึนอย่างไร ต้องยึดอย่างนั้น อย่าไปเอากรณีของผู้ที่ไม่ออกมาใช้สิทธิแล้วบอกว่าเขาไม่ออกมาใช้สิทธิเยอะ ถือว่ารัฐธรรมนูญหรือสิ่งที่ทําประชามตินั้นตกไป ประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ ฉะนั้น ในมาตรา ๘ นี้ผมเห็นเปึนอย่างยิ่งว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ เหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ในอดีตที่ผ่านมารัฐธรรมนูญตั้งแต่ ป้ ๒๔๙๒ ป้ ๒๕๑๑ ป้ ๒๕๑๗ ป้ ๒๕๓๔ ป้ ๒๕๓๙ ป้ ๒๕๔๐ หรือแม้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ คมช. เขียนขึ้นมา เขียนชัดเจน ครับว่าให้ถือเสียงข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธิ ไม่มีฉบับใดเลย ท่านประธานครับ ไม่มี ฉบับใดเลยที่เขียนบอกว่าผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิจะเหนือผู้มาใช้สิทธิ ฉะนั้นตรงนี้ผมเห็นว่าจะต้อง ทบทวนให้เกิดความชัดเจน แล้วเคารพสิทธิและเสียงผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าเขาเสียง ข้างมากเปึนอย่างไรก็ยึดตามเสียงข้างมากนั้น นี่คือประเด็นที่ ๑ ครับ
สําหรับหรับประเด็นที่ ๒ คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกเสียง ประชามติ ผมว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญมาก ที่สําคัญมากเพราะอะไรครับ เพราะมีตัวอย่าง ในอดีตที่ผ่านมาไม่กี่เดือนคือการทําประชามติรัฐธรรมนูญเล่มเหลืองนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือว่าเปึนรัฐธรรมนูญที่ผ่านเสียงประชามติ ๑๔ ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านเสียง เงื่อนไขการทําประชามติของรัฐธรรมนูญเล่มเหลืองที่ผมถืออยู่ในมือนี้อยู่บนพื้นฐานของ กฎหมายรัฐธรรมนูญชั่วคราวป้ ๒๕๔๙ เขียนชัดเจนเงื่อนเวลาว่าจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ ประชาชนผู้ออกเสียงประชามติรู้ไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน และไม่เกิน ๓๐ วัน และสิ่งที่ผู้คน ในประเทศไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามตินั่งอยู่บ้าน นอนอยู่บ้านจะถูกหรือได้รับเล่มเหลืองนี้กัน ส่งไปตามครัวเรือน บางครัวเรือนได้รับ ๒ วันสุดท้าย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๓๐๙ มาตรา ใครจะอ่านรู้เรื่องล่ะครับ นักกฎหมายจบปริญญาตรี ปริญญาโทยังอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง นี่คือเงื่อนเวลาที่ให้ไว้ไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน แต่ความจริงเล่มเหลืองนี้ ไปถึงบ้านเขา ๒ วัน ๓ วันก่อนวันหย่อนบัตรลงเสียงประชามติ ท่านประธานครับ สําคัญที่สุด ไม่ว่ากันสิ่งสําคัญคือประชาชนไม่มีส่วนร่วมไม่มีส่วนรู้เห็นเลย โดยการลงประชามติ เมื่อครั้งที่แล้วนี่หน่วยงานของรัฐถูกสั่งการอย่างเปึนระบบ ไม่ว่าจะเปึนกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงใดก็ตาม ถ้าใครอยู่พื้นที่อย่างพวกผมเปึนผู้แทนราษฎรนี่จะรู้ชัดเจนเลยครับ มีการสั่งการตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดมานายอําเภอ มากํานัน ผู้ใหญ่บ้านบอกประชาชน อย่างเดียวรับไปก่อน เห็นชอบไปก่อนแล้วไปว่ากันทีหลัง เห็นชอบไปก่อนเพื่อให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ หากประชาชนคนไหนมีความคิดแตกต่างไม่เห็นชอบก็จะถูกอํานาจรัฐขัดขวาง ข่มขู่หลายรูปแบบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ หลักแห่งการมีส่วนร่วม จึงเปึนเรื่องสําคัญมากท่านประธานที่เคารพ เพราะคนไปออกเสียงลงประชามติเขาต้อง ทราบว่าเรื่องที่เขาจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้นจะมีส่วนได้เสียกับชีวิตเขาอย่างไร จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพเขาอย่างไรตรงนี้สําคัญมาก ใครล่ะครับจะอธิบาย วันนี้กฎหมาย กําหนดชัดเจนว่าเปึนหน้าที่ของ กกต. หรือผู้แทนของ กกต. ไม่ว่าจะเปึนเผยแพร่ทาง สื่อสารมวลชนจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ออกกัน สิ่งอย่างนี้กําหนดมานานแล้วครับแต่ประชาชน ก็ยังไม่เข้าใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องเรียนว่า ในมาตรา ๔๑ ที่กระผมไม่เห็นด้วย เพราะผมถือว่าเปึนการลิดรอนจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ในมาตรา ๔๑ ขออนุญาต ที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานครับ กําหนดไว้ว่า ผู้ใดเผยแพร่ผลการสํารวจความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงในระหว่างเวลาเจ็ดวันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลา สิ้นสุดการออกเสียงในวันออกเสียงต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ท่านประธานครับ นี่แปลความว่าใครก็ตามครับที่มีส่วนร่วม ในการไปสํารวจความคิดเห็นของประชาชนและไปเผยแพร่นี่ติดคุก ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายประชามติในป้ ๒๕๔๐ นี่นะครับท่านประธาน อันนี้ ๓ วันครับ แต่ฉบับนี้ เขียนไว้ ๗ วัน ตรงนี้ล่ะครับผมเห็นว่าเปึนการลิดรอนจํากัดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเปึนสถาบันการศึกษา พี่น้องที่ทําหน้าที่สื่อสารมวลชนที่เขาจะมีหน้าที่ในการชี้ให้เห็นว่า เรื่องหรือประเด็นที่จะทําประชามติมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วก็ต้องสํารวจความคิดเห็น สอบถามประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติแล้วก็มาแสดงออกให้กับประชาชนรู้ว่า คนส่วนหนึ่งเห็นอย่างไร อีกส่วนหนึ่งเห็นอย่างไร เรื่องอย่างนี้ล่ะครับผมเห็นว่าควรให้ เขาทํา ไม่ควรมีกฎหมายไปลงโทษไปจํากัดสิทธิเสรีภาพเขา ส่วนบอกว่าจะเปึนการชี้นํา ท่านประธานครับ จะชี้นําอย่างไรก็ตามอยู่ที่วิจารณญาณของผู้ออกเสียงลงประชามติว่า เขาจะเชื่อสิ่งนั้นหรือเปล่า เชื่อสิ่งที่คุณสํารวจประชาชนกลุ่มหนึ่งแล้วมาบอกกับประชาชน อีกกลุ่มหนึ่งทางหน้าหนังสือพิมพ์ ทางทีวีเขาจะเชื่อหรือไม่ แต่อย่างน้อยผมเห็นว่าเปึนการประชาสัมพันธ์ในประเด็นหรือเรื่องต่าง ๆ ที่จะมีการออกเสียง ประชามติ ตรงนี้เองครับผมจึงถือว่าผมไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ที่จะกําหนดไว้ในร่าง กฎหมายประชามติฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามผมยังเห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้มีความสําคัญในเนื้อหาสาระ เพียงแต่มีบางประเด็นที่ผมได้ทักท้วงไว้ ผมก็คงจะใช้ สิทธิในการที่จะขอแปรญัตติต่อไป แต่โดยภาพรวมนั้นผมก็ขอให้การสนับสนุนในหลักการ ขอบคุณครับ