สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑

เอกพจน์ ปานแย้ม พูดถึงการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยมองว่าไม่จำเป็นต้องมีการประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเสนอแนะให้พิจารณาความเหมาะสมของการลงประชามติในประเทศไทย เพื่อป้องกันการข่มขู่หรือการเปลี่ยนแปลงผลคะแนน และเพิ่มเวลาการคัดค้านการออกเสียงที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

นายเอกพจน์ ปานแย้ม ปทุมธานี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเอกพจน์ ปานแย้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี พรรคชาติไทย ในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เปึนผู้เสนอ ผมขออนุญาตได้ร่วมแสดงความคิดเห็นแล้วก็ร่วมตั้งข้อสังเกต เพราะผมเชื่อว่าคงไม่มีใคร ที่จะปฏิเสธว่าเราคงจะต้องรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่ออนุวัตให้เปึนไปตาม รัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลที่ทางท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ให้เหตุผลไว้ว่า เรามีความจําเปึนที่จะต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เปึนไปตาม มาตรา ๓๐๒ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งกระผมคิดว่าระยะเวลา ๑ ป้ที่จริงถ้าเริ่มนับ จากที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ประกาศใช้จะเรียกว่าอาจจะกระชั้นชิดด้วยซ้ําไป แต่ผม ก็เชื่อว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านก็มีภารกิจมากมายที่ท่านจะต้องดูแล รับผิดชอบ แม้ห้วงเวลากระชั้นชิดเช่นนี้จริง ๆ ก็ไม่ได้เปึนปัญหา เพราะว่าเราก็สามารถ ที่จะดําเนินการได้ทัน แต่ว่ามันก็เกิดประเด็นที่มีการพูดจากัน ซึ่งก็เปึนเรื่องที่โดยส่วนตัว กระผมมองว่าแทบจะแยกเรื่องกันก็ได้ไม่น่าจะสอดคล้องและสอดรับกัน ประเด็นหลังจาก ที่ได้มีแนวความคิดของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะใช้งบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อที่จะ ทําประชามติ ซึ่งความคิดนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่มีการยื่นให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีความเห็นว่าเรื่องสําคัญเช่นนี้ควรที่จะต้องมี การทําประชามติหรือไม่อย่างไร ประจวบเหมาะก็พอดีว่าหลังจากนั้นก็มีการขานรับ แล้วก็ได้มีการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาก็ทําให้ ประหนึ่งมองไปได้ว่าตรงนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันหรือไม่ ผมต้องขออนุญาตที่จะได้ กราบเรียนว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้วการทําประชามติถือเปึนเรื่องสําคัญของพี่น้องประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยเราการที่มีโอกาสได้สอบถามพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเรื่องที่ เปึนเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องสําคัญ เปึนความเห็นโดยรวม เปึนมติที่ออกมาจากประชาชน ไม่ได้หมายความว่าเราเพิ่งเริ่มต้นแต่เปึนการเริ่มต้นที่เกิดขึ้นมาช้านานแล้ว หลาย ๆ ประเทศก็ได้ทํากันมาก่อนหน้าเราหลายประเทศด้วยกันก็ถือเปึนเรื่องสําคัญ แต่ว่าการจะ ทําประชามติใด ๆ ก็ตามทีก็ต้องมีเหตุและผลพอสมควร ผมขออนุญาตได้พูดถึงเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีประเด็นข่าวเกิดขึ้น แล้วก็ทําให้เกิดความคิดว่าการเสนอร่าง เข้ามานี้เพื่อเปึนประโยชน์ต่อการที่จะรองรับในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงระยะเวลาในการที่เราจะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงจะใช้เวลานับสิบเดือน ฉะนั้นการเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนไปตามมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ โดยสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วสามารถดําเนินการได้อยู่แล้ว และต้องเรียนว่าถ้าเรามองกันตามหลักการ ความเปึนจริง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็มาจากการทําประชามติด้วย ๑๔ ล้านเสียงเศษ กับ ๑๐ ล้านเสียงเศษที่มาจากการทําประชามติ ซึ่งหมายความว่า พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ สมควรที่จะมีผลบังคับใช้ แล้วก็ต้องยอมรับว่า ในมาตรา ๒๙๑ ในเรื่องของสิทธิในการที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา ก็สามารถดําเนินการได้โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่แล้ว อาจไม่จําเปึนที่จะต้องมีการทํา ประชามติเพื่อสอบถามย้อนกลับไปอีกครั้งหนึ่ง เพราะหมายความว่าถ้าประชาชน ให้ความสําคัญมีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ สมควรบังคับใช้ ก็หมายความว่า การดําเนินการใด ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยสิทธิที่ชอบธรรมที่ถือเปึนฉันทานุมัติของพี่น้อง ประชาชนก็สามารถดําเนินการได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าเรื่องนี้น่าจะแยกจากกัน ผมเข้าใจว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านดําเนินการได้ตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว แม้อาจจะดูว่ามีความกระชั้นชิดเกินไป แต่ก็คงจะไปผูกโยงเกี่ยวกับเรื่องที่กระผม ได้กราบเรียนไปก็คงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่เราจะดําเนินการใด ๆ แม้รวมถึงในเรื่องของการที่จะดําเนินการให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญแห่งนี้จะไม่สามารถ ที่จะทําประชามติได้ในทุกเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องก็สมควรที่จะต้องดําเนินการ ที่ผมชี้เช่นนี้เพราะว่าผมเห็นว่าในมาตรา ๒๙๑ ไม่ได้บัญญัติไว้เลยว่าถ้าจะต้องมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีการทําประชามติด้วย เพราะฉะนั้นก็คงจะพูดรวมเปึนเรื่องเดียวคงไม่ใช่ ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่จําเปึนมากกว่าที่เรา ควรจะต้องได้ร่วมกันพิจารณาให้มีการตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเพื่อที่เราจะได้นําไปใช้ปฏิบัติต่อไป และผมมองว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในเรื่องการออกเสียงประชามติเอาเข้าจริง ๆ แล้วก็จะไม่ได้ แตกต่างกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภา วิธีการต่าง ๆ ในการดําเนินการต่าง ๆ ก็ไม่ถึงกับแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะมี การดําเนินการให้มีส่วนคล้ายคลึงกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ว่าจะเปึนการไปลงประชามติ การไปลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มันก็เปึนในลักษณะที่เปึนไปในทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในหลาย ๆ เรื่องที่ผมจะได้นําเรียนต่อไปนั้น หลายเรื่องที่มีส่วน คล้ายคลึงกัน แต่ว่าอาจจะยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของไม่ว่าจะเปึนเรื่องบทลงโทษ ก็ตามที เรื่องการดําเนินการวิธีการต่าง ๆ ก็ตามทีก็อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง ซึ่งกระผม คิดว่าถ้าจะให้สอดรับกันก็คงจะไม่ใช่ปัญหา เพียงแต่ว่าอาจจะจํากัดอยู่ในวงที่แคบ มากกว่ากันเท่านั้นเอง เรื่องที่กระผมจะได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ซึ่งต้องยอมรับว่า การพูดคนหลัง ๆ ประเด็นอาจจะไปซ้ํากับท่านสมาชิกที่ได้แสดงความคิดเห็นไปแล้ว แต่ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่จําเปึน เพราะว่าหลังจากที่เรารับหลักการไปแล้วเราก็จะมี คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะเข้าไปพิจารณาเรื่องนี้ แล้วก็ผู้แทนจากคณะกรรมการ การเลือกตั้งอย่างน้อย ๒ ท่าน ท่านก็จะมีโอกาสได้เข้าไปพิจารณาเรื่องนี้ ก็อยากจะได้นํา ความเห็นข้อสังเกตเหล่านี้ฝากท่านไปด้วยเพื่อที่จะเปึนประโยชน์ต่อการพิจารณา แล้วเรา ก็จะได้พิจารณาอย่างรอบคอบให้ได้กฎหมายที่มีคุณภาพ มีความสมบูรณ์ใช้บังคับต่อไป กระผมขออนุญาตได้ฝากเปึนข้อสังเกตแสดงความคิดเห็นไว้โดยเฉพาะในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สิ่งหนึ่งที่กระผมมีความเปึนห่วงว่าอาจจะต้องมีการถกเถียงกันมาก พอสมควร และเมื่อตอนช่วงต้น ๆ ก็มีท่านสมาชิกได้พูดไปบ้างแล้วเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้มีบทบัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๑ ก็คิดว่าอาจจะนําไปสู่การโต้แย้งที่เกิดขึ้น ในประเด็นนี้ได้ แม้ว่าจริง ๆ แล้วสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีคําวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้สิ้นผล ไปแล้วก็ตามทีนะครับ แต่เราต้องไปดูเนื่องจากว่ามีคําวินิจฉัยของคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญไว้ที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีสถานะทางกฎหมายเท่ากับพระราชบัญญัติ ทั่วไป การยกเลิกหรือทําให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวสิ้นผลบังคับใช้ ต้องมีกฎหมายยกเลิกหรือมีกฎหมายใหม่ออกมาบังคับใช้แทน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้ แหละครับ ถ้าจะเปึนไปได้น่าจะมีการบัญญัติไว้ว่าให้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๑ ไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ด้วยหรือไม่ อันนี้ก็เปึนความเห็นที่อยากจะฝากไว้เพื่อที่เราจะได้ลดในเรื่องของความเสี่ยง ถ้าหากว่าจะมีเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าต่อไป

อีกความเห็นหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่าเปึนเรื่องที่ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้มีการพูดจา กันไปแล้ว โดยส่วนตัวผมเห็นว่าก็ถือเปึนเรื่องสําคัญ แล้วก็ควรที่จะมีการนําเสนอ จากท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านด้วยกันเพื่อที่จะเปึนน้ําหนักในการที่เราจะได้เข้าไปดู แล้วก็พิจารณากันต่อไปในร่างมาตรา ๕ (๑) กําหนดให้เรื่องที่จัดทําประชามติจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอ มีประเด็นปัญหาว่า ข้อความที่ชัดเจนเพียงพอมีความชัดเจนในระดับไหน เพราะผมคิดว่าตรงนี้ก็ควรจะต้องมี ความชัดเจนในการที่เราจะบัญญัติไว้ว่าควรจะกําหนดขอบเขตให้ชัดเจนเพื่อมิให้มี ข้อโต้แย้ง หรือมีการคัดค้านในภายหลัง หรือควรกําหนดให้มีองค์กรที่เปึนผู้วินิจฉัยว่า การลงประชามติในเรื่องนั้นมีข้อความชัดเจนเพียงพอหรือควรกําหนดระยะเวลาในการ ที่จะคัดค้านกรณีข้อความไม่ชัดเจนเพียงพอ กรณีนี้แหละครับซึ่งก็คิดว่าควรที่จะบัญญัติ ให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องมีการตรา ขึ้นใหม่ ผมเห็นว่าเราอาจจะไม่จําเปึนที่จะต้องไปทําให้มีส่วนคล้ายคลึงกับพระราชบัญญัติอื่น ๆ หรือแม้แต่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๕๑ ด้วยซ้ําไป ถ้าเราเห็นว่าเรื่องนั้นเปึนเรื่องที่เหมาะสม และมีความจําเปึน และมีความเปึนไปได้ ที่เราสามารถดําเนินการได้ ผมก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายที่เราสามารถดําเนินการ ในส่วนมาตรา ๘ ที่หลายท่านก็พูดไปแล้ว ขออนุญาตได้เน้นย้ําสั้น ๆ ว่าก็เปึนเรื่อง ที่น่าเปึนห่วงว่าเรื่องของการกําหนดในกรณีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติไม่มากกว่า กึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่าประชาชนเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วย ผมมีความเห็น ๒ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ คือการที่ประชาชนมากกว่ากึ่งหนึ่งไม่มาใช้สิทธิออกเสียง ประชามติในเรื่องนั้น ๆ อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน อย่างเช่นว่า พี่น้องประชาชน อาจจะไม่ทราบข่าวสาร มีภารกิจที่จําเปึน เปึนต้น ดังนั้นการจะถือว่าผู้ไม่มาใช้สิทธิคือ ผู้ไม่เห็นชอบด้วย ผมคิดว่าน่าจะเปึนเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ตรงนี้ก็คงจะขออนุญาตได้นําไป ทบทวนด้วยนะครับ

ประการที่ ๒ อาจเปึนช่องทางให้มีการกลั่นแกล้งกันได้ เช่น กรณีผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ประสงค์จะให้มีการเห็นชอบเรื่องที่ทําประชามตินั้นก็อาจจะมีการประชาสัมพันธ์หรือ รณรงค์น้อยแล้วทําให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบจึงไม่ออกมาลงประชามติ เรื่องนี้ก็เปึน เรื่องที่อยากจะฝากความคิดเห็นไว้ว่าน่าจะเปึนเรื่องที่คงจะต้องทบทวนในประเด็นนี้ด้วย เพราะผมคิดว่าไม่น่าจะเปึนเรื่องที่ถูกต้องนักสําหรับคนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิจํานวนมากกว่า จะถือว่าเปึนเสียงที่มีผลที่จะทําให้เรื่องที่เราจะทําประชามตินั้นไม่สามารถดําเนินการได้

ในอีกประเด็นหนึ่ง ในร่างมาตรา ๒๓ วรรคสอง ซึ่งกําหนดให้มีการใช้สิทธิ ออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร เรื่องนี้ผมก็เห็นด้วยอย่างท่านสมาชิกบางท่าน ที่บอกว่า ที่จริงแล้วเรื่องการลงประชามติซึ่งไม่ถือเปึนหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะให้ขยายวงกว้างออกไปถึงประชาชนที่อยู่นอกราชอาณาจักรก็เกรงว่าอันนั้นอาจจะ เปึนปัญหาที่เราอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น คิดว่าในส่วนนี้ถ้าเราตัดออกไปก็น่าจะทํา ให้การสิ้นเปลืองงบประมาณน้อยลงด้วยนะครับ

ในร่างมาตรา ๒๘ กําหนดให้มีการนับคะแนน ณ ที่ออกเสียงประชามติ ซึ่งก็อาจมีประเด็นปัญหาความไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็คงจะคล้ายคลึง กับเรื่องของการใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งแต่เดิมเท่าที่จําได้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้บัญญัติ ให้การนับคะแนนของการเลือกตั้งเปึนการนับคะแนนรวมที่หน่วยกลางหน่วยเดียวนะครับ แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ให้มีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งในแต่ละหน่วย ซึ่งตรงนี้ ผมได้เคยแสดงความคิดเห็นไปแล้วว่าอันนี้อาจจะเปึนปัญหาได้ เพราะว่าการนับคะแนน ที่หน่วยนี่สามารถที่จะเช็คผลออกมาได้ เพราะฉะนั้นการใช้อิทธิพล การใช้อํานาจ ในการข่มขู่ก็สามารถดําเนินการได้ แต่ถ้าเราไปเทกองกันนับรวมที่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง เพียงหน่วยเดียว ซึ่งตรงนั้นก็จะเปึนเรื่องที่ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าในหน่วยนั้น มีการมาใช้สิทธิลงคะแนนเท่าไร แล้วผลของการใช้สิทธินั้นออกมาประการใดบ้าง ก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ แต่เอาละครับผมคิดว่าท่านก็คงจะทําให้เพื่อสอดรับกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เกี่ยวกับ วิธีการนับคะแนน ซึ่งผมคิดว่ายังมีความเห็นว่าตรงนี้ถ้าเราอาจจะไม่ดําเนินการตาม รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็สามารถทําได้ เพราะนี่ก็ถือว่าเปึนกฎหมายฉบับหนึ่งที่อาจจะ เปลี่ยนแปลงเรื่องของการนับคะแนนในการลงประชามติไปนับรวมก็ได้เพื่อปัองกันในเรื่อง ของการที่จะเช็คผลคะแนนจากผู้ที่มีอํานาจที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการที่จะทําให้ผล คะแนนนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย

อีกประการหนึ่ง เรื่องของมาตรา ๓๓ ก็เปึนความเห็นเช่นเดียวกับท่านสมาชิก หลายท่านว่า เรื่องของการกําหนดการคัดค้านการออกเสียงที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม จะต้องมีจํานวนผู้คัดค้านร้อยละ ๑๐ ซึ่งกระผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่ถ้าเราสามารถที่จะ เพิ่มเติมในช่วงเวลาให้มากกว่า ๒๔ ชั่วโมงได้ก็น่าจะเปึนประโยชน์ต่อการคัดค้าน น่าจะสามารถดําเนินการได้ทัน แม้ว่าการคัดค้านนั้นจะกระทําในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ก็ตามที ก็คิดว่าถ้าเพิ่มเวลาไปได้ก็จะเปึนเรื่องดีมาก

ในประเด็นสุดท้าย ซึ่งผมคิดว่าหลายท่านก็ยังคงไม่ได้พูดถึงนะครับ เห็นว่า ร่างฉบับนี้มีการจํากัดสิทธิของบุคคลบางประการก็สมควรที่จะกําหนดบทจํากัดสิทธิ ไว้ในร่างด้วย และนอกจากนั้นในส่วนของบทนิยามก็อยากให้ท่านได้ดูเห็นว่าไม่จําเปึน จะต้องมีนิยามคําว่า รัฐธรรมนูญ เพราะว่าการอ้างถึงรัฐธรรมนูญในร่างก็ย่อมหมายความถึง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอยู่แล้ว อันนี้ก็เปึนประเด็นในหลาย ๆ ประเด็น ที่อยากจะฝากเพิ่มเติมเอาไว้เพื่อเปึนข้อสังเกตและนําไปสู่การพิจารณาที่จะปรับปรุงแก้ไข ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อไป กระผมยังฝากความหวังว่ากฎหมายประชามตินี้ จะเปึนประโยชน์ในทางปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการที่ทําให้ประชาชนได้มี ส่วนร่วมอย่างแท้จริงในทางที่จะกําหนดทิศทางการเดินทางไปสู่อนาคตข้างหน้าร่วมกัน ของประเทศเรานะครับ ขอขอบพระคุณครับ