ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ พูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการการเลือกตั้งที่ยกร่างกฎหมายฉบับนี้
ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพรักทุกท่าน กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชนจากจังหวัดราชบุรี ท่านประธานครับ ตั้งแต่เป่ดการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในตอนเช้าได้มีสมาชิกแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ให้ข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ไปแล้ว หลาย ๆ ท่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาชิกจํานวนไม่น้อยที่มีความเห็นตรงกันว่า บทบัญญัติในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๘ เปึนเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บัญญัติไว้ว่า ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านเพียงแค่ ๒-๓ ประโยค การออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจํานวนไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ถือว่า ประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทําประชามติ ตรงนี้คงหลีกเลี่ยง ไม่พ้นที่จะทําความเข้าใจกันว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาในขณะที่กําลังจะมี การพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งกําลังใช้บังคับ อยู่ในปัจจุบัน และได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดําเนินงานทางการเมืองอย่างกว้างขวาง จนนําไปสู่ความคิดที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ ก็แน่นอนล่ะครับ อาจจะต้องมีผลกระทบไปยังผู้ดํารงตําแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามา ในช่วงของการปฏิวัติหลังวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แน่นอนที่สุดผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง มาจากคณะปฏิวัตินั้น ชุดหนึ่งก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะอยู่ในตําแหน่งต่อไปอีก ๖-๗ ป้ แล้วก็มายกร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เกี่ยวกับเรื่องการทําประชามติสําหรับการทํากิจกรรมทางการเมืองหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมไม่แน่ใจว่าผู้ยกร่างซึ่งปัจจุบันนี้เปึน กรรมการ กกต. อย่างน้อยที่สุด ๒ ท่านที่เปึนกรรมาธิการยกร่างเปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็คือ กกต. เข้าไปเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําลังสร้างปัญหา ให้แก่บ้านเมืองและมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ กกต. ๕ ท่านก็มายกร่าง กฎหมายฉบับนี้ ผมอยากเรียนถามว่าผู้ยกร่างกฎหมายฉบับนี้คือ กกต. ท่านมีผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดในหน้า ๕๐ ท่านประธานครับ หนังสือที่ผมถืออยู่ในมือนี้ก็คือ ทําเนียบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในหน้า ๕๐ ท่านประธานครับ ท่านประพันธ์ นัยโกวิท ตอนเช้าเห็นท่านอยู่ ขณะนี้ท่านอยู่ที่ใดครับ ผมมั่นใจว่าท่านคงอยู่ในบริเวณรัฐสภา และขอได้โปรดฟังสิ่งที่ผมนําเสนอหรือตั้งข้อสังเกตด้วยในหน้า ๕๐ ระบุว่าสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ชื่อ นายประพันธ์ นัยโกวิท ในขณะเดียวกันท่านก็มีตําแหน่งเปึนกรรมการ กกต. หรือกรรมการการเลือกตั้ง แล้วท่านก็มายกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อสกัดมิให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญดําเนินไปโดยปกติจะเปึนเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ถัดไปหน้า ๘๑ ท่านประธานครับ อีกท่านหนึ่งครับ คือคุณสดศรี สัตยธรรม เปึนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน แล้วขณะเดียวกันก็เปึน กกต. แน่นอนถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะส่งผลถึงการดํารงตําแหน่งของกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ได้รับแต่งตั้งโดยอํานาจคณะปฏิวัติ ดังนั้นผมขอตั้งข้อสังเกตว่านี่จะเปึนการร่างพระราชบัญญัติที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ การดํารงตําแหน่งของตัวผู้ร่างหรือไม่ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการจัดทําประชามติ ผมเชื่อว่าสมาชิกทุกท่านก็เห็นด้วย เพราะเราก็เคยมีการทําประชามติกันมาแล้ว อย่างน้อยที่สุด ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีใครบ้างครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๗๐ ท่าน มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าการทําประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านนั้นใช้จ่ายเงินงบประมาณไปถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาทกับคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ๔๕ ล้านคน แล้วมาใช้สิทธิ ออกเสียงสนับสนุน ๑๔ ล้านคน ไม่สนับสุนน ๑๐ ล้านคน รวมทั้งบางท่านที่ไม่ออกเสียง ไม่ออกความเห็น เบ็ดเสร็จก็ประมาณ ๒๖ ล้านคน ๒๖ ล้านคนใช้เงินถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท จะเปึนการฟุ์มเฟ๋อยเกินไปหรือไม่ที่จะยังปล่อยให้ กกต. จัดทําบัตรแสดงประชามติ คือจะ พิมพ์บัตรแสดงประชามติแล้วก็จัดส่งไปตามหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ ให้ประชาชนใช้สิทธิ ท่านประธานจะใช้วิธีการอย่างนี้ได้ไหมครับ ปัจจุบันนี้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. นี่มีทั่วประเทศ ในชุมชนเมืองหรือเขตที่มีความเจริญก้าวหน้าเปึนเขตเทศบาล เราก็มี เทศบาลตําบล เทศบาลเมือง เทศบาลนครครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ การทําประชามติ เปลี่ยนวิธีใหม่ได้ไหมครับท่านประธาน ให้ประชาชนผู้ที่ประสงค์จะแสดงความเห็น ในการลงประชามติไปแสดงตนต่อที่ทําการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็นําบัตร ประจําตัวประชาชนของตนไปถ่ายเอกสารทั้งหน้าหลัง เซ็นชื่อกํากับ บัตรประจําตัวประชาชน ของแต่ละท่านนั้นจะมีรายละเอียดระบุตั้งแต่เลขประจําตัวประชาชน วัน เดือน ป้เกิด ที่อยู่ ชัดเจนมาก ถ่ายทั้งหน้าทั้งหลัง เซ็นชื่อกํากับเสร็จแล้วก็เขียนไป สมมุติว่าเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบ งดออกเสียง หรือแม้แต่ตาสี ตาสาเขียนไม่เปึนก็ใช้กากบาทในกรณีไม่เห็นด้วย เขียนเครื่องหมายถูกในกรณีที่เห็นด้วย แล้วส่งมอบเอกสารที่ถ่ายสําเนาบัตรประจําตัว ใบนั้นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเปึน อบต. เทศบาล ไม่ว่าจะเปึนเทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตําบล รวบรวมส่ง กกต. จังหวัด ถือเปึนบัตรลงคะแนน มีใครปลอม ได้ครับท่านประธาน ในเมื่อบัตรประจําตัวประชาชนทุกคนมีหมด คนไทยทั้งประเทศ ถ่ายเอกสารแล้วเซ็นชื่อกําหนดแสดงความคิดเห็น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือกากบาท หรือขีดเครื่องหมายถูกเท่านี้ถือเปึนบัตรลงคะแนนแล้ว แล้วก็ส่งให้กับ กกต. จังหวัดรวบรวมส่งมา กกต. กลาง ไม่เห็นต้องไปใช้เงินต้อง ๒,๐๐๐ ล้านบาทเลย อาจจะ กําหนดไว้ด้วยว่าประชาชนในแต่ละตําบลถ้าไปใช้สิทธิต่อ อบต. นั้น ๆ สมมุติว่าในตําบล ก มีประชาชน ๘,๐๐๐ คนไปใช้สิทธิ ๖,๐๐๐ คน ก็จัดเปึนงบประมาณลงไป ตีเสียว่าใบละ ๑๐ บาท จากจํานวนบัตรประจําตัวประชาชนที่เขามาใช้สิทธิ เอาไปเลย ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท ตามจํานวนคนที่มาใช้สิทธิใบละ ๑๐ บาท หรือใบละ ๒๐ บาท ก็ ๒ เท่า รวมเบ็ดเสร็จ อย่างมากก็ใช้เงินไม่เกิน ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท ไม่เห็นจะต้องไปใช้เงินตั้ง ๒,๐๐๐ ล้านบาท เหมือนอย่างที่ทําการออกเสียงประชามติเมื่อคราวรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ลองวิธีคิดอย่างนี้ ลองไปทําอย่างนี้ เปึนการประหยัดเงิน เปึนการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน หรือเจตนา ที่จะเอาเงินจํานวน ๒,๐๐๐ ล้านบาทไปจัดสร้าง จัดซื้อ จ้างเขาพิมพ์บัตรลงประชามติ แล้วเขาก็นินทาว่ามีนอกมีในกัน เปึนคดีความกันอยู่ในขณะนี้ แม้แต่บัตรเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคมที่ผ่านมา ผมจึงขอนําเสนอว่าให้ปรับเปลี่ยน วิธีการจัดทําบัตรลงประชามติด้วยการยึดเอาบัตรประจําตัวประชาชนไปถ่ายเอกสาร โดยมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเปึน อบต. เทศบาล เปึนเจ้าภาพ แล้วรวบรวมนําส่ง กกต. จังหวัด ส่ง กกต. กลาง เท่านี้ก็เปึนการแสดงประชามติที่กว้างขวาง และแพร่หลาย และแน่นอนที่สุดผมยืนยันว่าเปึนการประหยัดเงินงบประมาณแผ่นดิน ขอขอบคุณครับ