ประพันธ์ นัยโกวิท หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติ โดยเน้นย้ำถึงการดำเนินการตามขั้นตอนและข้อกำหนดที่กำหนดไว้ และเสนอแนะให้ใช้เสียงข้างมากมากกว่ากึ่งหนึ่งในการออกเสียงประชามติแบบมีข้อยุติ นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติในต่างประเทศ การออกเสียงประชามติในรัฐธรรมนูญ และการกำหนดสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ในการออกอากาศรายการการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงประชามติ และการออกอากาศรายการการเลือกตั้งในเวลาที่เหมาะสม
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการ การเลือกตั้ง ผู้ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ใคร่ขอขอบพระคุณทางสภา ทางท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมมาชี้แจงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติในวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอประทานอภัยท่านประธานที่ไม่ได้อยู่ ร่วมฟังตลอดระยะเวลาที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปราย เพราะว่าในช่วงบ่ายผมติด ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่ก็ได้พยายามกลับมาเพื่อมาชี้แจงในเรื่องที่ท่านซักถาม ในวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่อภิปรายให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งทําให้กระผมเองและเจ้าหน้าที่ได้รับความรู้เปึนอย่างมาก ข้อเสนอแนะของท่านในส่วนที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถนําไปปฏิบัติได้เมื่อกฎหมายนี้ออกใช้บังคับแล้ว เราก็จะรับไปดําเนินการ ผมคิดว่าคิดว่าเปึนนิมิตหมายที่ดีที่สภาแห่งนี้ได้อภิปรายกฎหมายฉบับนี้อย่างกว้างขวาง ก่อนที่ผมจะเข้าไปสู่เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมใคร่ขอชี้แจงเรื่องการพาดพิง สักเล็กน้อย ความจริงผมสามารถชี้แจงได้หมดทุกเรื่อง แต่เอาเฉพาะเรื่องที่เปึนสาระสําคัญ คือที่มีข่าวเรื่องความเปึนกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งอันนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่า ความเปึนกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนคุณสมบัติที่กําหนดในรัฐธรรมนูญ คือถ้าบอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เปึนกลางก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้กระผมขอกราบเรียนชี้แจงต่อท่านประธาน ต่อทางสภาว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเรายืนยันครับว่าจะดําเนินการจัดการเลือกตั้งด้วยความเปึนกลาง ยึดหลักกฎหมาย ยึดพยานหลักฐานเปึนหลัก ในการดําเนินการทุกเรื่องก็จะยึดอยู่ใน หลักการอันนี้ กระผมอยากจะกราบเรียน อย่างเช่น เรื่องการจัดทําประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ซึ่งมีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปรายทั้งในแง่ที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย กระผมอยากจะกราบเรียนว่า การจัดทําประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนผู้ที่ได้รับมอบหมายจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เปึนผู้จัดทํา ประชามติซึ่งเราได้ดําเนินการด้วยความเปึนกลาง ยึดหลักกฎหมาย ยึดระเบียบ ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าในการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคมนี้มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงถึง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ มีผู้เห็นชอบ ๑๔ ล้านกว่าเสียง ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านกว่าเสียง ซึ่งผมถือว่า ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ ถือว่าเปึนความงดงามมากในการออกเสียงประชามติครั้งนั้นคือ คะแนนไล่เลี่ยกันมาก ๑๐ กับ ๑๔ ล้านคน ถ้าเปึนมวยก็เรียกว่าชนะใจคนดู และเปึนที่ น่าชื่นชมว่าในหน่วยออกเสียงประชามติทั้งหมดประมาณ ๘๘,๕๐๐ หน่วย ไม่มีแม้แต่ หน่วยเดียวที่มีคนคัดค้านว่าการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคมทุจริต มีบัตรผี ไพ่ไฟ พลร่ม หรือมีการประท้วง มีการคัดค้าน ไม่มีแม้แต่หน่วยเดียว และเปึนที่น่ายินดีว่า ทุกฝ์ายที่เกี่ยวข้องออกมาประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติแม้กระทั่งฝ์าย ที่ไม่เห็นด้วย อันนี้ผมถือว่าเปึนพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยที่น่าชื่นชมมาก ส่วนในการจัดการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม เมื่อจัดการเลือกตั้งเสร็จแล้วต่างประเทศ และในประเทศประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งถ้าหากว่าการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการ การเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคมไม่เปึนกลางผมเชื่อว่าต่างประเทศเขาไม่ยอมรับหรอกครับ หลังจากที่เราจัดการวันเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม วันรุ่งขึ้นรู้ผล ทั้งอียู (EU) ประเทศในกลุ่ม ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ์นประกาศรับรองผลการเลือกตั้งว่าฟรี แอนด์ แฟร์ (Free and fair) บริสุทธิ์ยุติธรรม ฉะนั้นผมขอยืนยันว่าเราทํางานด้วยความเปึนกลางนะครับ
ผมขอกราบเรียนชี้แจงที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่อนข้างเหมือนกับ บางท่านก็ว่าเร็วไปเหมือนจะช่วยใคร บางท่านก็บอกว่าทําช้ามาก ทําไมไม่รีบมาเสนอ กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งเราได้ดําเนินตามขั้นตอนในการดําเนินการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่ว่า เร่งหรือว่าทําช้านะครับ เราทําตามขั้นตอน โดยเมื่อเดือนมีนาคม ทางสํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งก็ได้มีคําสั่งสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ ๑๐๖/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๑ แต่งตั้งคณะทํางานศึกษายกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติฉบับนี้ และความจริงก็ยกร่างเสร็จตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้วก็ นําเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่าที่ประชุมเห็นควรให้คณะที่ปรึกษา ของพรรคการเมืองรู้สึกจะมีท่านอาจารย์บุญทัน ดอกไธสง เปึนประธาน บอกว่าให้กรรมการ ชุดนี้ไปพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง ก็นําร่างนี้ไปพิจารณา ทีนี้ก็ต้องเสียเวลาไป ระยะหนึ่งครับ
- ๙๒/
๑ แล้วบังเอิญเปึนช่วงเดียวกับที่ทางท่านรัฐมนตรีได้พูดว่าจะทําประชามติ บังเอิญสอดคล้อง ประจวบเหมาะกันพอดี ฉะนั้นกระผมอยากจะกราบเรียนว่า ขั้นตอนการดําเนินการ ยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําไปตามขั้นตอนนะครับ และจริง ๆ แล้ว กฎหมายกําหนดว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอร่างกฎหมายภายใน ๑ ป้นับแต่ มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้ แต่การพิจารณาทั้งหลายทั้งสิ้นอยู่ที่รัฐสภา เพราะว่า สภาผู้แทนราษฎรมีเวลาพิจารณา ๑๒๐ วัน ส่วนวุฒิสภามีเวลาพิจารณา ๙๐ วัน กฎหมาย ฉบับนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งเพียงแต่เปึนผู้ยกร่าง แต่ต่อจากนี้ไปเปึนหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งท่านสามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ในชั้นแปรญัตติ ซึ่งเปึนดุลยพินิจของท่านโดยเอกสิทธิ์ แล้วจากที่ได้ฟังท่านอภิปรายมาส่วนมากท่านก็เห็นพ้องในรายละเอียดบางเรื่องที่จะมี การแก้ไขปรับปรุง ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ทางรัฐสภานี้จะสามารถแก้ไขปรับปรุงได้ เนื่องจากว่ามีท่านผู้อภิปรายเปึนจํานวนมาก ผมอาจจะชี้แจงไม่ได้หมดในทุกประเด็น ผมอาจจะชี้แจงในบางประเด็นที่ได้จดบันทึกเอาไว้นะครับ
ในประเด็นแรกที่บอกว่าหลักการและเหตุผลที่อ้างมาตรา ๓๐๒ เปึนการอ้าง ที่สั้นเกินไป อันนี้เราก็บัญญัติตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะต้องดําเนินการยกร่างกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติภายใน ๑ ป้ เราก็ใช้เหตุผลนี้มาไว้ในเหตุผลของการยกร่างนะครับ แต่ถ้าท่าน จะแก้ไขปรับปรุง จะเพิ่มเติมอย่างไรผมคิดว่าสามารถที่จะดําเนินการได้
ในส่วนที่ ๒ ที่มีปัญหาว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ยังมีผลใช้บังคับอยู่หรือไม่ อันนี้ก็เปึนเรื่องการตีความ ข้อกฎหมาย ซึ่งที่ทราบมาคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งรัฐบาลสอบถามความเห็นไปก็ได้มี ความเห็นมาแล้วว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ น่าจะสิ้นผลไปแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กฎหมายได้บัญญัติ การออกกฎหมายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไว้โดยเฉพาะซึ่งไม่มีในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ วิธีการออกกฎหมาย จํานวนเสียงที่ใช้ จํานวนเสียงผู้เสนอต่าง ๆ จะแตกต่างจาก พระราชบัญญัติธรรมดา ฉะนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงได้วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ไม่สอดคล้องกับการออก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กําหนดให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะมีผลใช้บังคับต่อไปมี ๔ ฉบับซึ่งไม่รวมถึง กฎหมายการออกเสียงประชามติ แล้วกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ออกก่อนจะต้อง ไม่ขัดกับกระบวนการออกกฎหมายของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ฉะนั้นความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงเห็นว่ากฎหมายนี้น่าจะสิ้นผลไปแล้ว ถ้าหากถือว่ากฎหมายนี้ สิ้นผลไปแล้ว แล้วเราไปเขียนยกเลิกกฎหมายที่ไม่มีก็อาจจะมีปัญหาทักท้วงขึ้นมาในเชิง ของการยกร่างกฎหมายได้นะครับ
ในส่วนที่มีการอภิปรายมากก็คือ ในร่างมาตรา ๘ ว่าการออกเสียงประชามติ ตามร่างฉบับนี้จะมี ๒ แบบ ซึ่งยกร่างตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เนื่องจากว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กําหนดการออกเสียงประชามติมีแบบหาข้อยุติกับแบบขอคําปรึกษา ซึ่งจาก รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึนเรื่องขอคําปรึกษาอย่างเดียว ในการยกร่างมาตรา ๘ นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ล้อมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการขอคําปรึกษา ถ้าเปึนการขอคําปรึกษาจะต้องมีผู้มีสิทธิออกเสียงมาใช้สิทธิมากกว่า ๑ ใน ๕ ถ้าหากว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงไม่มาใช้สิทธิถึง ๑ ใน ๕ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็บัญญัติไว้ทํานองเดียวกันว่าถือว่าประชาชนไม่ได้ให้ความเห็นชอบ โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่บัญญัติว่าถ้าปรากฏว่าผู้ออกเสียงประชามติโดยเสียง ข้างมาก ถ้าไม่มากกว่านี้ก็ให้ถือว่าไม่เห็นชอบนะครับ เราก็ยกร่างตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ในส่วนที่เปึนการออกเสียงประชามติแบบขอคําปรึกษาโดยใช้เสียงเกินกว่า ๑ ใน ๕ ทีนี้ในส่วนของการขอประชามติแบบมีข้อยุตินี่นะครับ อันนี้จะใช้เสียงเท่าไร ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ยกร่างขึ้นมานี่เห็นว่าควรจะใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง เพราะว่าการออกเสียงประชามติในลักษณะนี้เปึนการออกเสียงในลักษณะบังคับก็คิดว่า น่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเปึนจํานวนมากกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งในตอนทําประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ก็มีผู้มาใช้สิทธิ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเกิดเสียงข้างมากของ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เห็นอย่างไรก็ถือว่าประชาชนเห็นชอบอย่างนั้น ซึ่งเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๑๔ ล้านเสียง เห็นชอบเปึนเสียงข้างมากก็ถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้รับความเห็นชอบผ่านการทํา ประชามติ แต่อย่างไรก็ตามที่ท่านมีข้อเสนอแนะว่าน่าจะใช้เสียงให้เท่ากันเปึน ๑ ใน ๓ หรือจํานวนที่ท่านได้อภิปราย อันนี้เปึนเรื่องที่ท่านสามารถที่จะไปอภิปรายในชั้นแปรญัตติได้
ในเรื่องที่ ๔ เรื่องการออกเสียงประชามติในต่างประเทศ ซึ่งมีบางท่านก็เห็นว่า เปึนเรื่องที่น่าจะสิ้นเปลือง กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่า การที่ให้คนไทยในต่างประเทศนี่ ยังมีสิทธิออกเสียงประชามติในร่างฉบับนี้เปึนไปตามหลักการเดิม ในหลักการเดิมของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ก็ยังให้คนไทย ในต่างประเทศสามารถที่จะออกเสียงประชามติได้ เราก็ใช้กฎหมายฉบับนั้นเปึนตัวอย่าง ในการยกร่าง ซึ่งในการทําประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ในประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้สิทธิคนไทยในต่างประเทศมาออกเสียงประชามติ ท่านเชื่อไหมครับว่าคนไทย ในต่างประเทศต่อว่ามามากมาย ต่อว่ามาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านนายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้นท่านไปประชุมก็ถูกคนไทยถามว่าทําไมไม่ให้คนไทยในต่างประเทศได้มีสิทธิ ออกเสียง อันนี้เราก็ยกร่างตามหลักการกฎหมายเดิมนะครับ ถ้าหากว่าท่านเห็นว่าไม่ควร จะให้คนไทยในต่างประเทศมีสิทธิออกเสียงประชามติก็อาจจะพิจารณาในชั้นแปรญัตติได้ แต่กระผมอยากจะกราบเรียนข้อมูลว่า คนไทยในต่างประเทศให้ความสนใจการเลือกตั้ง ในประเทศมาก เมื่อการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ ๒๓ ธันวาคม คนไทยในต่างประเทศที่ลงทะเบียนไว้ แล้วมาใช้สิทธิ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด ๕๘,๘๐๗ คน คะแนนเสียง ๕๘,๘๐๗ คนสามารถเปลี่ยนตัว ส.ส. ได้เลย ซึ่งเปึนจํานวนผู้มีสิทธิที่มาลง คะแนนเสียงเปึนจํานวนค่อนข้างมาก แล้วก็ที่ท่านเปึนห่วงว่าจะใช้เงินงบประมาณในการจัด ออกเสียงประชามติสําหรับคนไทยในต่างประเทศเปึนจํานวนมากนี่ ในตอนเลือกตั้ง ส.ส. งบประมาณที่ใช้ให้คนไทยในต่างประเทศได้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งใช้ไปจํานวน ๓๙ ล้านบาท ถ้าคิดว่าเปึนคนไทยคนหนึ่ง เงินจํานวน ๓๙ ล้านบาทก็ขอให้ท่านช่วยพิจารณาด้วยว่า จะสมควรให้บุคคลเหล่านี้มีสิทธิที่จะออกเสียงประชามติด้วยหรือไม่ครับ
ในประการต่อมา ในร่างมาตรา ๘ วรรคสอง ที่ใช้ คําว่า บุคคลหรือคณะบุคคล อยู่ในร่างนี้ด้วย คือนอกจากคณะรัฐมนตรี ตัวนายกรัฐมนตรีที่ขอให้มีการจัดทําประชามติ ยังมีบุคคลหรือคณะบุคคลด้วย ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายว่าจะเปึนการบัญญัติ นอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติหรือไม่ อันนี้กระผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าในการออกเสียงประชามติ ผู้ที่จะมีอํานาจดําเนินการให้มีการออกเสียงประชามติได้ ในมาตรา ๑๖๕ (๑) หลักการ อันแรกก็คือนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเปึนผู้ดําเนินการ
ประการที่ ๒ คือกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติ เนื่องจากในปัจจุบันนี้กฎหมายที่บัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติได้นอกเหนือจาก นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คือกฎหมายบัญญัติอยู่ใน พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๓๒ ทวิ วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีกิจการอื่นใดอาจ กระทบถึงประโยชน์ได้เสียของเทศบาลหรือประชาชนในท้องถิ่น สมาชิกสภาเทศบาล จํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่หรือนายกเทศมนตรีอาจเสนอต่อ ประธานสภาเทศบาลเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติในท้องถิ่นนั้นได้ และประกาศให้ ประชาชนทราบ โดยเหตุผลนี้ในร่างมาตรา ๘ วรรคสอง จึงใส่คําว่า คณะบุคคล ซึ่งในนี้ ก็คือสมาชิกสภาเทศบาล ถ้าเปึนตามกฎหมายเทศบาลก็คือสมาชิกสภาเทศบาลจํานวน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งซึ่งเปึนคณะบุคคล หรืออาจจะเปึนนายกเทศมนตรีคือบุคคล ด้วยเหตุนี้ ถึงได้มีการบัญญัติถ้อยคํานี้ไว้ด้วย
ในประเด็นต่อมาในมาตรา ๕ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถามว่า ทําไมให้ นายกรัฐมนตรีเปึนผู้ที่ดําเนินการเสนอให้มีการออกเสียงประชามติได้ น่าจะมีการปรึกษาหารือ ก่อนทําประชามติ บางท่านก็เสนอบอกว่าน่าจะให้มีการปรึกษาหารือรัฐสภาก่อน ซึ่งในเรื่องนี้ กระผมขอกราบเรียนว่า ในการยกร่างกฎหมายเราก็ยกร่างกฎหมายโดยใช้รูปแบบของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ซึ่งในการที่ นายกรัฐมนตรีจะขอทําประชามติไม่ใช่ว่านายกรัฐมนตรีจะทําได้เอง นายกรัฐมนตรีจะต้อง ปรึกษากับประธานสภาผู้แทนราษฎร จะต้องปรึกษากับประธานวุฒิสภา และที่สําคัญคือ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีด้วย ฉะนั้นขั้นตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะเสนอให้ ทําประชามติก็ไม่ใช่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะสามารถดําเนินการเองได้ตามลําพัง ในกฎหมาย ก็มีขั้นตอนกําหนดเอาไว้อยู่แล้ว โดยเหตุนี้เราจึงยกร่างเปึนไปตามทํานองรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้วพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑
ส่วนที่บางท่านอภิปรายว่าในร่างมาตรา ๕ (๑) ที่บัญญัติว่า กําหนดเรื่อง ในการจัดทําประชามติ ซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ลงคะแนน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะจัดทําประชามติ อันนี้ก็เปึนร่างทํานองเดียวกับ ในกฎหมาย ป้ ๒๕๔๑ มาตรา ๒๔ คือเปึนดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีที่จะกําหนดข้อความว่า ข้อความอันไหนชัดเจนเพียงพอหรือไม่ คือต้องให้เกียรติหัวหน้ารัฐบาลด้วยส่วนที่บางท่าน บอกว่าน่าจะมีองค์กรชี้ขาดว่าข้อความที่นายกรัฐมนตรีกําหนดชัดเจนเพียงพอไหม อันนี้ ก็อาจจะเปึนรายละเอียด ถ้าท่านเห็นว่ามีความสําคัญจะไปปรับปรุงแก้ไขอย่างไร กระผม คิดว่าก็อยู่ในวิสัยที่จะสามารถดําเนินการได้
ส่วนในร่างมาตรา ๕ (๓) ที่ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายว่าทําไมต้อง กําหนดว่ากระทําในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเปึนการเฉพาะ ก็เนื่องจากที่ได้กราบเรียนแล้วว่า บางเรื่องถ้าเปึนเทศบาลทําเขาคงจะต้องมีพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเหมือนกัน แล้วในส่วนของ การกําหนดพื้นที่ก็คงต้องให้เกียรตินายกรัฐมนตรีซึ่งเปึนหัวหน้าฝ์ายบริหารว่าท่านจะทํา ทั่วประเทศหรือว่าท่านจะทําในเฉพาะบางพื้นที่ ก็เลยบัญญัติเอาไว้ให้นายกรัฐมนตรี เปึนผู้พิจารณาออกประกาศ
ส่วนในร่างมาตรา ๖ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านได้อภิปรายบอกว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีท่านได้ประกาศให้มีการออกเสียงประชามติแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศกําหนดวันออกเสียงประชามติ โดยวันออกเสียงต้องไม่ก่อน ๙๐ วัน แต่ไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วัน นี่เขียนให้นานเหมือนกับว่ายื้อให้นาน ระยะเวลาให้ยาว ทําไมไม่เอาสัก ๔๕ วัน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ กระผมใคร่ขอกราบเรียนว่า ระยะเวลาในการออกเสียงนี่ที่ว่าไม่ก่อน ๙๐ วัน แต่ไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วันนี้ อันนี้ก็บัญญัติทํานองเดียวกับในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั่นเอง ระยะเวลาเปึนลักษณะบัญญัติทํานองเดียวกันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไปแล้วครับ
ส่วนที่บางท่านได้อภิปรายในส่วนของมาตรา ๙ นี้ว่า การเผยแพร่กระบวนการ ขั้นตอนการออกเสียง การจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทั้งผู้เห็นชอบและ ผู้ไม่เห็นชอบ อันนี้กระผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกว่าในส่วนของ คณะกรรมการการเลือกตั้งเอง คณะกรรมการการเลือกตั้งรับผิดชอบเฉพาะกระบวนการเผยแพร่ ขั้นตอนการออกเสียง วิธีการออกเสียงไปกาบัตรอย่างไร คูหาอยู่ที่ไหนอย่างไร ส่วนเนื้อหา ในการทําประชามตินี่เปึนเรื่องที่ทางนายกรัฐมนตรีจะประกาศกําหนด และหน่วยงานที่จะ เสนอเรื่องการทําประชามติเขาจะต้องไปรณรงค์ครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะมี หน้าที่เพียงเผยแพร่กระบวนการขั้นตอนการออกเสียงเท่านั้น คือเราจะไม่ไปรณรงค์ว่า ให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งการรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเปึนหน้าที่ของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมุติว่าเมื่อกี้ท่านยกตัวอย่างว่าจะทําถนนผ่าน แหลมผักเบี้ยหรือไม่อะไรอย่างไร อันนี้ กกต. ก็จะมีหน้าที่รณรงค์เพียงว่าการไปออกเสียง ประชามตินี่ไปกาบัตรอย่างไร เมื่อไร วันไหน คูหาอยู่ที่ไหน ส่งรายชื่อไปที่บ้านอะไรต่าง ๆ ส่วนจะทําหรือไม่อย่างไรหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจจะเปึนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคมจะต้องไปรณรงค์ แล้วฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยเขาก็มีสิทธิที่จะมา คัดค้านว่าอันนี้จะกระทบสิ่งแวดล้อม กกต. ก็มีหน้าที่จัดทั้ง ๒ ฝ์ายให้มาแสดงความคิดเห็น โดยอิสระเสรีเท่าเทียมกันเท่านั้นเองนะครับ
ส่วนที่วรรคสองกําหนดให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ ของรัฐบางท่านอภิปรายว่าไม่น่าจะกําหนดเฉพาะของรัฐน่าจะรวมถึงเอกชนด้วย กระผม กราบเรียนว่า ในทางปฏิบัติคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้ง ในการจัดการเลือกตั้ง เราก็ขอความร่วมมือจากทางองค์กรเอกชนด้วย วิทยุชุมชนด้วย แต่ที่เราไม่สามารถเขียน โดยตรงในกฎหมายนี้ได้จะเปึนการบังคับเขา ซึ่งเอกชนนี่เราคงไม่สามารถจะไปบังคับเขาได้ ในมาตรานี้ถึงได้บัญญัติไว้ว่าเฉพาะสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ แต่ในทางปฏิบัติก็ได้มีการประสานงานกับทางเอกชนอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาทางเอกชนก็ให้ ความร่วมมือเปึนอย่างดี ส่วนที่บางท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่ารายการสถานีวิทยุกระจายเสียงและ สถานีวิทยุโทรทัศน์ที่ กกต. จัดให้นี่จัดเวลาซึ่งคนไม่ดู อันนี้ก็ขอรับข้อสังเกตท่านไป คือบางทีเราก็บอกเขาไปว่าให้ช่วยออกช่วงเวลานี้อะไรต่าง ๆ แต่ว่าอันนี้ก็เปึนดุลยพินิจของ สถานีเขาด้วย แต่อย่างไรก็ตามหลังสุดที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ทางพรรคการเมือง ไปหาเสียงนี่นะครับ โดยปฏิบัติตาม พ.ร.บ. พรรคการเมืองนี้ แต่เมื่อวานผมดูรายการก็เห็นออก ในเวลาที่ดีนะครับ แล้ววันนี้ก็จะมีพรรคการเมืองอีกพรรคการเมืองหนึ่งเปึนพรรคการเมืองใหญ่ ก็จะออกรายการอยู่ในเวลาไพรม์ ไทม์เหมือนกัน ก็รับข้อสังเกตท่านไปในส่วนที่ท่านตั้งข้อสังเกตว่า เวลาให้สถานีออกนี่ไม่ค่อยจะมีคนดูนะครับ
มีอีกท่านหนึ่งเสนอบอกว่า ควรให้ประชาชนเสนอทําประชามติได้ อันนี้ คงจะต้องไปอยู่ในกฎหมายอีกฉบับ เพราะว่าในการขอทําประชามตินี่ผู้ที่จะขอได้คือ ท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี กับอีกส่วนหนึ่งคือเปึนไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ ฉะนั้นถ้าท่านอยากจะให้ประชาชนเสนอทําประชามติได้ท่านอาจจะต้อง ไปออกกฎหมาย ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้ก็จะมีบทบัญญัติ ฉะนั้นถ้าท่านอยากจะให้ประชาชนเสนอทําประชามติได้ท่านอาจจะต้องไปออกฎหมาย ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็จะมีบทบัญญัติแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชน ถ้าท่านอยากจะให้ประชาชนเสนอทําประชามติได้ ท่านก็อาจจะต้องเสนอ กฎหมายเรื่องการมีส่วนร่วมอะไรที่มีข้อความเหล่านั้น ส่วนที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านหนึ่งบอกว่าทําไมไม่มีช่องงดออกเสียง อันนี้ก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เราก็เลยยกร่างไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ แล้วก็ในการทําประชามติ ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ในบัตรการออกเสียงประชามติก็จะไม่มีช่องงดออกเสียง แต่พี่น้องประชาชนนี่ ถ้าท่านจะไม่ออกเสียง ท่านก็ไม่กาเครื่องหมาย
มีท่านได้อภิปรายในส่วนของการคัดค้านการออกเสียงประชามติว่าระยะเวลา ในการคัดค้าน ๒๔ ชั่วโมงจะกระชั้นชิดมากเกินไปน่าจะเพิ่มเปึน ๓-๕ วัน แล้วก็จํานวน ผู้ที่จะลงชื่อถึง ๑ ใน ๑๐ อาจจะมากไป อันนี้ก็เปึนรายละเอียดครับ แต่ว่าอยู่ในวิสัย จะแก้ไขปรับปรุงได้ เหตุที่เราร่างยกร่างในร่างมาตรา ๓๓ ว่าต้องคัดค้านภายใน ๒๔ ชั่วโมง แล้วก็ต้องเปึนผู้มีสิทธิออกเสียง ๑ ใน ๑๐ ร้องคัดค้าน ก็เนื่องจากเปึนการยกร่างทํานองเดียวกับ ที่เราเคยจัดการออกเสียงประชามติไปเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม แต่ถ้าหากว่าท่านเห็นควร แก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม ผมคิดว่าในชั้นแปรญัตติคงสามารถที่จะพิจารณาได้ครับ
มีผู้อภิปรายในส่วนของมาตรา ๑๘ ที่บอกว่า ทําไมถึงยังกําหนดให้นับคะแนน ชื่อหน่วย ควรนับรวม เพราะว่าอาจจะมีอิทธิพลคุกคามข่มขู่ได้ รู้ว่าในหมู่บ้านนั้น ตําบลนั้น หน่วยเลือกตั้งนั้นนี่มาลงคะแนนเท่าไร และเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อันนี้ก็กราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าในร่างมาตรา ๘ นี่ก็เปึนการยกร่างทํานองเดียวกับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ กฎหมาย เมื่อป้ ๒๕๔๑ การนับคะแนนก็นับที่หน่วย แล้วก็ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. มีการนับคะแนนที่หน่วย เราก็ยังคงยกร่างทํานองเดียวกับกฎหมายเดิมครับ ซึ่งการนับคะแนนที่หน่วยกับการนับคะแนนรวมนี่มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่าน ได้อภิปรายแล้วนะครับ มีทั้งข้อดีและข้อเสียซึ่งท่านก็ได้กล่าวแล้ว ข้อดีก็มีมากนับคะแนน ที่หน่วยเพราะว่าทําได้รวดเร็ว ในการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ประมาณสัก ๔ ทุ่มครึ่ง เรารู้ผลอย่างไม่เปึนทางการหมดแล้วครับว่าใครได้ ส.ส. ในที่ไหนบ้างนะครับ คือรวดเร็ว ถ้านับรวมที่หน่วย อย่างที่บางท่านอภิปรายนี่กว่าหีบบัตรเลือกตั้งจะมาถึงพร้อมกันหมด กว่าจะได้เริ่มนับบางแห่งเที่ยงคืนยังไม่ได้เริ่มนับเลย บางจังหวัดไกล ๆ แม้กระทั่งเรื่อง การเลือกตั้งท้องถิ่นที่กระผมไปตรวจงานมา บางแห่งแบกหีบบัตร ไม่มีทางรถต้องแบก หีบบัตรข้ามน้ํากัน อันนี้ก็มีข้อดีข้อเสียทั้งคู่ ถ้าหากว่าท่านเห็นควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ก็อยู่ในวิสัยที่จะดําเนินการได้
แล้วก็อีกประการหนึ่งที่มีผู้อภิปรายบอกว่าเพราะเหตุใดในร่างนี้ถึงไม่ได้มี การเขียนว่าจะนําผลการทําประชามติไปปฏิบัติ กระผมขอกราบเรียนว่าในมาตรา ๘ การขอทําประชามติมี ๒ แบบ คือขอแบบมีมติที่มีผลเปึนข้อยุติกับแบบที่ขอเปึนคําปรึกษา การขอเปึนคําปรึกษานี่หมายความว่าถึงแม้ว่าประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง มากกว่า ๑ ใน ๕ แล้วเสียงข้างมากเห็นชอบ รัฐบาลที่ขอทําประชามติอาจจะทําหรือไม่ทําก็ได้ คือในแง่กฎหมาย หมายความว่าถึงประชาชนลงมติเห็นชอบจะทําหรือไม่ทําก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าในทางปฏิบัติ รัฐบาลที่ขอประชามติ ถ้าประชาชนออกมาออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบถูกต้องแล้ว ถ้าจะไม่ทําคงต้องคิดหนัก ส่วนถ้าเปึนการออกเสียงประชามติแบบมีข้อยุติในรัฐธรรมนูญ ก็กําหนดอยู่แล้วว่ามีข้อยุติ คือหมายความว่า เมื่อขอความเห็นของประชาชนแล้ว แล้วถ้าเปึนตามร่างที่ร่างนี้ประชาชนมากกว่ากึ่งหนึ่ง มาแล้ว แล้วเสียงข้างมากเห็นชอบ หมายความว่าผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ์ายต้องรับข้อยุติ ที่ประชาชนมาออกเสียงประชามติ คือถ้าไม่ทําตามรัฐธรรมนูญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้อง รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญ ถ้าการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญคนที่จะต้องดําเนินการให้เปึนไปตามมติไม่ทําตามก็ฝ์าฝ๋น กฎหมายคือฝ์าฝ๋นรัฐธรรมนูญ อาจจะเปึนเหตุนําไปสู่กระบวนการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ อย่างเช่น การถอดถอนหรือการดําเนินการอะไรต่าง ๆ ต่อมา ในร่างนี้ก็ไม่ได้เขียน ในรายละเอียดเอาไว้ แต่ถ้าหากท่านเห็นว่าควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงอย่างไรก็สามารถไป อภิปรายหรือว่าพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ
มีท่านหนึ่งที่ท่านเสนอในร่างมาตรา ๑๑ บอกว่า หน่วยออกเสียงใช้ ๘๐๐ คนโดยประมาณ ทีนี้บางหมู่บ้านอยู่ไกลมาก คือถ้าไปเขียน ๘๐๐ คนโดยประมาณ อาจจะเปึนภาระมากเพราะหน่วยอาจจะอยู่ไกล อันนี้กระผมขอกราบเรียนว่าในร่าง มาตรา ๑๑ เองนอกจากใช้จํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงว่า ๘๐๐ คนโดยประมาณแล้ว ยังบัญญัติว่าให้คํานึงถึงความสะดวกในการเดินทางไปใช้สิทธิออกเสียงด้วย ถ้าหากว่า มีพื้นที่ไหนห่างไกลและจําเปึนต้องตั้งหน่วยออกเสียงเพิ่มเติม อย่างเช่น ในพื้นที่ภูเขา อาจจะมีประชากรแค่ ๒๐๐-๓๐๐ คน แต่ว่าต้องเดินทางมาไกล อันนี้ก็อยู่ในวิสัย ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะจัดหน่วยออกเสียงได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ถึง ๘๐๐ คนนะครับ
ท่านประธานบอกว่าให้ช่วยชี้แจงท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ขอประทานโทษ ที่ขอเอ่ยนาม เห็นท่านประธานได้กําชับมา ความจริงในบางมาตราที่ท่านอภิปรายกระผม ได้ชี้แจงไปแล้ว อย่างร่างมาตรา ๕ (๓) ร่างมาตรา ๓๓ ที่ว่าไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ในร่าง มาตรา ๓๕ เรื่องเจ้าหน้าที่ ซึ่งในร่างที่เสนอนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องจัดทําประชามติ โดยสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งท่านได้มีการอภิปรายในร่างมาตรา ๓๕ ซึ่งกระผมใคร่ขอ กราบเรียนว่า ในร่างมาตรา ๓๕ นี้เปึนร่างที่เพิ่มเติมขึ้นมา เพิ่มเติมจากร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๔๑ ในร่างมาตรา ๓๕ นี้ ก็นํามาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ นี่เองครับ คือคณะกรรมการการเลือกตั้งยกร่างมาตรา ๓๕ นี้ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่หยิบยกเอาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. นั้นเองในมาตรา ๕๗ มาแก้ไขปรับปรุง จึงเปึนร่างที่เสนอท่านในร่างนี่
ส่วนที่ท่านสอบถามว่าเรื่องการแก้ไขฐานข้อมูลให้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนี้ ไปถึงไหนความจริงก็อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องร่างการออกเสียงประชามติโดยตรง แต่เมื่อท่านได้ สอบถาม ก็ขอกราบเรียนว่าเรื่องดังกล่าวนี้ก็ได้มีการแจ้งความดําเนินคดีไปแล้ว เรื่องของ เจ้าหน้าที่ คดีก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วเนื่องจากว่า เปึนคดีอาญา ถ้าหากว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้สอบสวนแล้วปรากฏว่ามีใครเกี่ยวข้อง กระทําผิดด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็สามารถดําเนินการสําหรับบุคคลที่เปึนเจ้าหน้าที่ ของรัฐได้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของ กกต. ด้วย ในส่วนของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ การเลือกตั้งก็ได้ไปแจ้งความดําเนินคดีไว้แล้ว ก็เปึนเรื่องที่อยู่ในอํานาจหน้าที่ของ พนักงานสอบสวนที่จะดําเนินการต่อไปสําหรับบุคคลที่ทาง กกต. ไปแจ้งความ
ในส่วนของท่านสอบถามเรื่องคดีของนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคํา ผมต้อง ขอโทษที่ไปเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก แต่ว่าเนื่องจากท่านสอบถามมาว่าเรื่องนี้ กกต. จะทําอย่างไร จะมีบทลงโทษอย่างไร อันนี้ กระผมขอกราบเรียนว่า ตัวกระผมเองก็เพิ่งทราบวันนี้เหมือนกันแล้วก็มาประชุมสภาแห่งนี้ ที่ผมไม่อยู่ตอนช่วงบ่ายผมก็กลับไปประชุมที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วก็ ได้มีวาระที่เสนอเรื่องนี้เข้ามาในที่ประชุมว่ามีการไปออกหนังสือรับรองการเปึนสมาชิก พรรคการเมืองอะไรต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีการกระทําบางส่วนที่อาจจะไม่ถูกต้องอะไรนี่ คือเรา ก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ในที่สุดแล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีมติไปในวันนี้ว่าให้ตั้งกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริงหาตัวผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการเซ็นหนังสือรับรอง ซึ่งจะมีอํานาจหรือ ไม่มีอํานาจเดี๋ยวต้องตรวจสอบอีกทีเปึนลายเซ็นปลอมหรือไม่หรืออย่างไรคงต้องตรวจสอบ อีกที โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้พิจารณาดําเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน ๗ วัน เพราะว่าคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งศาลกําหนดเอาไว้ว่า จะต้องทําคําแถลงให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ก็กราบเรียนท่านตามที่ท่านประธานได้บอกว่า ให้ช่วยชี้แจงท่าน
กระผมคิดว่ายังมีประเด็นบางเรื่องผมอาจจะตอบไม่หมด เพราะว่าท่าน อภิปรายไว้หลายท่าน อีกท่านหนึ่งได้พูดถึงร่างมาตรา ๑๓ เรื่องการเพิ่มชื่อ ถอนชื่อว่า ทําไมไม่ทําให้ถูกต้องตั้งแต่แรก คือกระผมอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องการทําบัญชีรายชื่อ จริง ๆ แล้ว กกต. เราก็มอบทางสํานักงานทะเบียนกลางเขาดําเนินการ ดังนั้นเนื่องจากว่า มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนมากและมีการเคลื่อนย้ายคนอยู่ตลอดเวลาก็อาจจะเปึนไปได้ที่ว่า ชื่ออาจจะตกหล่น ฉะนั้นถึงต้องมีการเพิ่มชื่อ ถอนชื่อ ส่วนที่ท่านสอบถามว่าทําไมตอน เลือกตั้ง ส.ส. ยังมีสิทธิอยู่เลยแต่พอไปเลือกตั้ง ส.จ. อยู่ ๆ ไม่มีชื่อ อันนี้กระผมอยากจะ ขอกราบเรียนว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส. ผู้ที่จะมีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ฉะนั้นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ๙๐ วันก็จะมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ส.ส. แต่พอการเลือกตั้งเมื่อกี้ท่านบอกว่าเปึนการเลือกตั้ง ส.จ. การเลือกตั้ง ส.จ. เปึนการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ๑ ป้ ฉะนั้นตอนที่เลือก ส.ส. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสมมุติว่า ๙๐ วันแล้วอย่างนี้มีสิทธิเลือก ส.ส. แต่พอเลือก ส.จ. ต้องอยู่ ๑ ป้ เพราะฉะนั้นเหตุนี้จึงจะไม่มีชื่ออยู่ในผู้มีสิทธิในการเลือกตั้ง ส.จ. แต่อย่างไรก็ตามสําหรับผู้ที่จะมีสิทธิลงคะแนนทางคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําเขตจะมีหนังสือแจ้งเจ้าบ้านทุกครั้ง ซึ่งอันนี้ถ้าหากว่า พี่น้องประชาชนได้รับแล้วก็ตรวจ ผมคิดว่าจะทราบทันทีว่าตัวเองมีชื่อในผู้มีสิทธิหรือไม่ แต่น่าเสียดายว่าประชาชนบางครั้งไม่ได้ตรวจ ฉะนั้นพอวันเลือกตั้งก็ไปเลยอันนี้ก็อาจจะมี ปัญหา กระผมได้ใช้เวลาของสภาเปึนเวลาพอสมควรแล้ว ผมขอขอบคุณท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติอีกครั้งหนึ่งที่ได้กรุณาเสียสละเวลาและอภิปรายให้ข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นที่เปึนประโยชน์ ผมคิดว่าเปึนพัฒนาการของสภาที่น่าชื่นชมมากนะครับ และผมขอขอบพระคุณทุกท่านครับ