สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑

สถาพร มณีรัตน์ หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกเสียงประชามติ และขอให้คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้กฎหมายการออกเสียงประชามติ

นายสถาพร มณีรัตน์ ลําพูน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน จังหวัดลําพูน ซึ่งกระผม เองนั้นรู้สึกเปึนเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... เพราะว่าเฝัามองสังคม เหตุการณ์ บ้านเมืองผ่านมาจนถึงวันนี้ หลังจากที่มีการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน จนมาถึง มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม และมีรัฐบาลในห้วงเวลา ๔ เดือนที่ผ่านนั้น สังคม ของประเทศไทยค่อนข้างจะสับสน เราเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านจากการเลือกตั้งมาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ได้รับการรับรอง ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากพี่น้องประชาชน เราเห็นว่าส่วนหนึ่งก็คือ การมีส่วนร่วมในภาคประชาชนของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และพรรคพลังประชาชนเองนั้น ก็ถือว่าได้เสียงส่วนใหญ่ในการเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อมีการหาเสียงเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งก็คือการนําเสนอนโยบาย ผมเองสังเกตได้ว่าเกือบจะทุกพรรคการเมืองมีธง ในการนําเสนอนโยบายท่าทีต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ คือทุกคนอยากเห็น การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งถือว่านั่นคือสัตยาบันของแต่ละพรรคการเมือง เมื่อมีการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ฝ์ายบริหารเรียบร้อย ฝ์ายนิติบัญญัติก็ขับเคลื่อน ในเชิงนิติบัญญัติ โดยใช้สิทธิของการเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีการยื่นญัตติ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนที่สุดครับ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจน ณ ปัจจุบันนี้ เราเองก็สับสนว่าในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นได้ประกาศไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ แล้วยึดเวทีท้องถนนเข้ามาขับเคลื่อน อย่างไรก็แล้วแต่ผมเองในเบื้องต้นนั้น เห็นด้วยในหลักการที่มีกฎหมายการออกเสียงประชามติ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะตั้งข้อสังเกต ก็คือว่า กฎหมายการออกเสียงประชามติเมื่อออกมาแล้วมีประชามติแล้ว ท่าทีที่คน ส่วนหนึ่งไม่ยอมรับนั้นกฎหมายการออกเสียงประชามติจะมีบทลงโทษอย่างไร หรือจะมี สภาพบังคับอย่างไรให้สังคมยอมรับเสียงส่วนใหญ่ เพราะวันนี้สังคมพยายามอ้างเสมอว่า รับฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่โดยท่าทีส่วนหนึ่งนั้นยังไม่ตกผลึกในตรงนี้ ผมเองก็กราบเรียน ทางคณะกรรมาธิการผ่านไปยัง กกต. ว่า เนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้แน่นอนที่สุดครับ ต้องการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทุกหมู่เหล่า แต่ผลของทางปฏิบัตินั้นเราจะ ทําอย่างไร ถ้าสมมุติว่าเรามีเรื่องเรื่องหนึ่งที่จะต้องทําประชามติตามกฎหมายที่เราจะ ผ่านกันไม่กี่วันข้างหน้านี้ แล้วประชาชนอีกส่วนหนึ่งไม่ยอมรับผลตรงนั้น กระบวนการ ทางสังคม กระบวนการทางกฎหมายนั้นจะมีสภาพบังคับอย่างไร ตรงนี้ผมขอตั้งข้อสังเกต เพราะในเนื้อกฎหมายฉบับนี้นั้นไม่ได้กล่าวถึงว่าเสียงส่วนน้อยที่ไม่ยอมรับแล้วออกมา ขับเคลื่อนนอกระบบนั้น กฎหมายฉบับนี้จะใส่ตรงนี้เข้าไปอย่างไร จะมีวิธีการประณาม อย่างไร จะมีการปรามกันอย่างไร และให้สังคมเรียนรู้อย่างไรในเรื่องของกฎหมายประชามติ สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตเหมือนกับเพื่อนพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านที่ได้ อภิปรายเรื่องเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งผมเองนั้นการที่มีเสียงส่วนใหญ่ก็หมายถึงการที่มีสิทธิ ไปใช้สิทธิ แต่เสียงส่วนใหญ่ที่มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิเรียกว่านอนหลับทับสิทธิกลับมีสิทธิ ชนะคนไปใช้สิทธิ ซึ่งตรงนี้นั้นผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการเข้าไปแก้ไขว่า มีความเห็น อย่างไรที่คนนอนหลับทับสิทธิ ซึ่งหลับเปึนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่เกินครึ่งและไปใช้สิทธิ ไม่ถึงครึ่ง ปรากฏว่าคนนอนหลับทับสิทธิกลับมีสิทธิยิ่งใหญ่โดยกล่าวว่ามติตรงนั้นตกไป เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มาใช้สิทธิ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไปโดยอย่างนี้ ต่อไปในอนาคต ข้างหน้า เวลา กกต. จะประชาสัมพันธ์บอกว่าอย่านอนหลับทับสิทธิ คุณต้องไปใช้สิทธิ แต่กฎหมายฉบับนี้บอกว่านอนหลับทับสิทธิกลับได้สิทธิ บอกว่าคนส่วนใหญ่ไม่ไปใช้สิทธิ ประชามตินั้นตกไป เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบ มิฉะนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการเลือกตั้งทุกระดับ เกิดคนไปใช้สิทธิไม่ถึงครึ่งก็แสดงว่าคนเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนที่มาจากการเลือกตั้งทุกระดับเปึนโมฆะหมดเพราะไม่ไปใช้สิทธิ คนไปใช้สิทธิไม่ถึงครึ่ง ตรงนี้มันจะขัดหรือแย้งกับหลักนิติรัฐอย่างไร ก็ฝากคณะกรรมาธิการเข้าไปช่วยในการแก้ไข หรือตั้งข้อสังเกต ซึ่งผมเองนั้นปรารถนาอยากจะเห็นการทําประชามติไม่ใช่หวังผล เฉพาะเรื่องของการเมือง วันนี้ภาคส่วนของสังคมหลายเรื่องในการที่ต้องการหาจุดจบของความขัดแย้งทางสังคม ไม่ว่าโครงการของรัฐขนาดใหญ่ซึ่งมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบกับสภาพสังคม ความเปึนอยู่ของคนที่มีผลกระทบ โครงการสร้างเขื่อน โครงการสร้างอ่างเก็บน้ํา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยากจะหาจุดจบ กลไกของกฎหมายฉบับนี้นั้นผมเชื่อมั่นว่าเมื่อมีการเข้าสู่ คณะกรรมาธิการมีคณะกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิได้เรียบเรียง เรียงร้อยประเด็นปัญหา ต่าง ๆ เข้าสู่สภาวาระ ๒ วาระ ๓ แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา รัฐก็จะคงมีกลไกอีกตัวหนึ่ง กกต. ก็คงจะมีกลไกอีกตัวหนึ่งในการที่จะมีจุดทางออกของสังคม วันนี้หลายคนมุ่ง ประเด็นแต่หวังผลว่าการออกเสียงประชามติฉบับนี้เอาไว้เพื่อแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ การออกเสียงประชามติฉบับนี้มีเพื่อที่จะให้เปึนการแก้ไขประเด็นทางการเมืองของฝ์าย ต้องการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเองนั้นค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับทัศนคติอย่างนั้น ผมต้องการเห็นว่าสภาแห่งนี้กําลังพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้ประกาศไว้ และจะนําไปสู่การใช้เพื่อให้สังคมมีทางออกร่วมกัน เพราะสาระ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ให้มีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมตามมาตรา ๑๖๕ และ ขณะเดียวกันนั้นองค์ประกอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็กําหนดให้มีพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เกิดขึ้น ผมเองอยากจะเห็นว่าเราพิจารณาด้วยความเปึนธรรมและต้องการเห็น ทางออก และต้องการเห็นการมีส่วนร่วม ผมเองนั้นมีประเด็นสั้น ๆ เพื่อที่จะให้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านเข้าไปมีส่วนร่วมในการอภิปรายเพื่อเก็บเกี่ยวประเด็นเหล่านั้น ฝากให้คณะกรรมาธิการพิจารณาในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ผมเองขอขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณครับ