อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ พูดถึงการประชุมสภาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติ และมีข้อสังเกตเพื่อนําไปให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องการออกเสียงประชามติ การเผยแพร่ข้อมูลและข่าวสาร และบทบาทสื่อมวลชนในการสร้างกระแสความรู้สึกให้กับประชาชน และยังเสนอแนะเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติที่จริงจังในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้สภา ใช้เวลาเกือบ ๗ ชั่วโมงในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติก็ได้พิจารณากันเกือบทุกแง่ทุกมุมแล้ว แล้วก็คิดว่ายังมีในวาระ ๒ ที่ยังจะต้องพูดจาในประเด็นที่ใกล้เคียงกันนี้อีก แต่อย่างไรก็ตามผมจะขอใช้เวลาของสภา เพียงเล็กน้อยที่จะตั้งข้อสังเกตเพื่อนําไปให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นพิจารณา ในวาระ ๒ ต่อไปใน ๒ ประเด็นเท่านั้นเองนะครับ
ท่านประธานครับมีอยู่ ๒ มาตราที่จําเปึนจะต้องพูดถึงในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ก็คือ มาตรา ๕ ซึ่งคณะผู้ร่างก็ได้ร่างไว้โดยล้อตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ (๑) ที่ให้การออกเสียงประชามติเปึนดําริเปึนอํานาจของ นายกรัฐมนตรีที่จะตัดสินใจทําหรือไม่ทํา อํานาจที่นายกรัฐมนตรีให้นี้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ (๑) ก็บอกว่า ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอาจจะ ไปขอหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีการออกเสียงประชามติได้ ประเด็นคําถามซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายไป ก็บอกว่าความคิดที่จะลงประชามติมันควรจะมาจากไหน แน่นอนเมื่อรัฐธรรมนูญให้อํานาจ นายกรัฐมนตรีไว้เช่นนี้แล้ว ถามว่าเพียงพอหรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีผุดความคิดขึ้นมาแล้ว ไปปรึกษาหารือกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ความเห็นชอบกับนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แล้วก็อาจจะไปขอความเห็นจากประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาซึ่งอาจจะ ไม่ไปขอความเห็นชอบก็ได้ คุยกับ ครม. เสร็จแล้วก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มี การออกเสียงประชามติได้เลย ถามว่ากลไกแค่นี้เพียงพอหรือไม่สําหรับการให้คนทั้งประเทศ ต้องมาออกเสียงลงประชามติ ในทรรศนะของผมผมคิดว่าไม่เพียงพอ ทําไมเราไม่เพิ่ม ความละเอียดรอบคอบในการให้ประชาชนตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศด้วยการนําเรื่องนี้ เข้ามาหารือในรัฐสภาเสียก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐสภานี่เปึนที่ยอมรับว่าเปึน ที่รวมของความหลากหลายอยู่แล้ว หลากหลายทั้งจากพรรคการเมืองต่าง ๆ หลากหลาย ทั้งคนที่เปึนกลางจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในวุฒิสภา ซึ่งเปึนหลักประกันอันหนึ่งที่จะบอกกับ พี่น้องประชาชน บอกกับรัฐบาลได้ว่าแนวความคิดซึ่งจะบอกว่ารัฐบาลกําลังเกิดปัญหา ความตีบตันที่จะหาทางออกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ ผมเชื่อมั่นว่าหากใช้กลไกของ รัฐสภาแล้วจะสามารถทําให้ปัญหาทุกปัญหาที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเผชิญอยู่ มีทางออกได้ในระดับหนึ่ง ยกเว้นว่าเมื่อนําเรื่องเข้าหารือในรัฐสภาแล้ว พบว่าปัญหามัน จําเปึนต้องไปถามประชาชนทั้งประเทศจริง ๆ นั่นถึงจะให้นายกรัฐมนตรีไปประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติ กระบวนการเช่นนี้แหละครับจะทําให้ เกิดความรอบคอบมีความละเอียดต่อปัญหา ไม่เปึนการใช้ความคิดของใครคนใดคนหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเฉพาะหน้าโดยไม่คิดถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา ในวันข้างหน้า ประเด็นปัญหาก็คือว่าเราให้ความสําคัญ เราเห็นว่ากลไกรัฐสภา มีความสําคัญมีความจําเปึนจริงหรือไม่ ตรงนี้เปึนเรื่องที่นายกรัฐมนตรีในฐานะเปึนผู้ออก ประกาศออกเสียงประชามติต้องกลับไปทบทวน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อการทํา ประชามติเปึนเรื่องใหญ่ผมอยากจะนําเสนอการแก้ไขอย่างเปึนรูปธรรมอยู่ในมาตรา ๕ นี้ ฝากไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จัดตั้งขึ้น โดยเราน่าจะเพิ่มเติมข้อความลงไปใน มาตรา ๕ นี้ว่าน่าจะให้นายกรัฐมนตรีนําเรื่องมาหารือรัฐสภาก่อนที่จะตัดสินใจประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาให้ออกเสียงประชามติ ซึ่งประเด็นนี้ผมก็จะสงวนความเห็นไว้แล้วก็ จะนําไปสู่การแปรญัตติต่อไป
ประเด็นที่สอง ในมาตรา ๙ ซึ่งถือเปึนหัวใจสําคัญสูงสุด ความในมาตรานี้ มีเนื้อหาสําคัญที่ให้ กกต. ดําเนินการใน ๓ ประเด็นก็คือ ๑. จัดให้มีการเผยแพร่ กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง ๒. จัดให้มี การแสดงความเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทั้งผู้เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่อง การจัดทําประชามติ ๓. ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ จัดสรรเวลาออกอากาศในเรื่องที่เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพื่อให้บรรลุในเนื้อหาสําคัญใน ๓ ประเด็นที่ กกต. ตั้งไว้ในมาตรา ๙ นี้ ผมคิดว่าการใช้ สื่อมวลชนเปึนสิ่งที่มีความสําคัญมากต่อการทําประชามติในแต่ละครั้ง สื่อมวลชนจะเข้ามา มีบทบาทใน ๓ เรื่องในการทําประชามติก็คือ
ประเด็นที่ ๑ คือการสร้างกระแสความรู้สึกร่วมของคนในสังคมที่ทําให้ เห็นว่าปัญหาที่เขาจะต้องมาออกเสียงลงประชามตินั้นเปึนเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องที่มีความสําคัญ เปึนเรื่องที่เขาจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับท่านประธาน ถ้าท่านสังเกต เห็นว่าการเลือกตั้งทั่วไป เลือกตั้งผู้แทนราษฎรแต่ละครั้งในช่วงกลางของการหาเสียงเลือกตั้ง มีโพลหลายสํานักไปสํารวจว่าพี่น้องประชาชนทราบการเลือกตั้งนี้กี่เปอร์เซ็นต์ เกินครึ่งมา ไม่เท่าไรหรอกครับ แม้ว่าจะเปึนการเลือกตั้งทั่วไปก็ตาม นี่การลงประชามติซึ่งเปึนเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องสําคัญและเปึนเรื่องที่ถ้าเกิดว่าไม่ใช้สื่อมวลชนเข้าไปสร้างกระแสความรู้สึก แล้วประชาชนก็จะรู้สึกห่างไกลและไม่รับรู้เรื่องของการลงประชามติ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ในการทําประชามติทุกครั้งจําเปึนต้องให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้อย่างครบถ้วนรอบด้านและเพียงพอต่อการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งผม คิดว่าถ้าสื่อลงไปไม่ถึงพี่น้องประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ทั่วทุกเขตเลือกตั้ง ทั่วทุกหน่วยเลือกตั้ง ที่เขาจะต้องมาใช้สิทธิลงประชามติแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ปล่อยให้พี่น้องประชาชน ไปลงประชามติในความมืดซึ่งเปึนผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองอย่างแน่นอน
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่า สื่อมวลชนต้องเข้ามามีบทบาทในการสร้างดุลระหว่าง ฝ์ายที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ๒ ส่วนนี้สําคัญมาก เพราะถ้าสื่อมวลชนถูกใช้เปึนเครื่องมือ หรือเปึนกระบอกเสียงของฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งแล้วจะเปึนอันตรายมาก เราพบว่าถ้าใครกุม อํานาจรัฐได้เขาก็ใช้สื่อมวลชนไปในทิศทางที่บอกกล่าวกับประชาชนให้ไปสนับสนุน ในประเด็นที่ตัวเองต้องการ อันนี้เปึนสิ่งที่ผมเองมีความวิตกกังวล หน้าที่ของรัฐเอง ก็ต้องส่งเสริมให้สื่อมวลชนในส่วนนี้ทําหน้าที่อย่างเปึนกลางอย่างรอบด้านให้มากที่สุด ท่านประธานครับ ในวรรคสองของมาตรา ๙ บอกไว้ว่า ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและ สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐจัดสรรเวลาออกอากาศตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด คําถามก็คือว่า กกต. ไปเอาอํานาจอะไรที่จะไปบังคับให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและ สถานีวิทยุโทรทัศน์จัดสรรเวลาให้ตามที่ตัวเองกําหนดได้ ปัจจุบันวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ ทั้งหลายถูกแปรไปเปึนสัมปทานของเอกชนไปเกือบหมดแล้วครับ ไม่เว้นแม้แต่สื่อของ กรมประชาสัมพันธ์ที่ท่านยังคิดว่าเปึนสื่อของรัฐอยู่ถูกแปรไปเปึนของเอกชนเกินกว่า ครึ่งหนึ่งแล้ว และจะเต็มรูปแบบในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เงื่อนไข การใช้เวลาของสื่อของรัฐในเวลานี้จะทําได้ก็คือต้องซื้อเวลา ขอฟรีกันไม่ได้แล้วครับ เขาอ้างอยู่เสมอครับว่าเขาให้สัมปทานกับเอกชนไปแล้วอยู่ในความรับผิดชอบของเอกชน ไปแล้ว และการขอเวลาในแต่ละช่วงเวลาซึ่งพี่น้องประชาชนให้ความสนใจดู หรือชม หรือฟังมากที่สุดก็เปึนช่วงเวลาเรียกว่าไพรม์ ไทม์ (Prime time) เปึนช่วงเวลาเงินเวลาทอง ซึ่งเขาไม่ให้อยู่แล้ว ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็เหมือนกันหรือหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา กกต. จัดสรรเวลาให้พรรคการเมืองแต่ละช่วงเวลาโน่นแหละครับ ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่มไปฟังดู เอาเอง ซึ่งไม่มีทางที่จะถึงพี่น้องประชาชนได้ วันนี้แม้แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ของท่านประธานเองนี่ ถามว่ามีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทั่วถึง ตามข้อบังคับนี้หรือเปล่าก็ทําไม่ได้ครับ ท่านทําได้เฉพาะวิทยุรัฐสภาของท่านเท่านั้นเอง แล้วก็วิทยุโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมซึ่งหาดูที่ไหนก็ไม่รู้ได้เท่านั้นเองครับ ท่านบอกว่าให้ กรมประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดสดหรือครับ เขาบอกเดี๋ยวนี้ไม่มีนโยบายแล้วครับ ไม่มี นโยบายถ่ายทอดสด ไปถาม อสมท (องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย) อสมท บอกว่าเดี๋ยวนี้เปึนของบริษัทมหาชนไปแล้ว ไม่มีสิทธิที่รัฐจะเข้าไปสั่งการได้ หมดแล้วครับ สื่อมวลชนของรัฐ ๓ ๕ ๗ ๙ เรียบร้อย ไม่สามารถที่จะมาสนองตอบในข้อนี้ได้ ท่านประธานครับ ทําอย่างไรให้ประเด็น ๓ ประเด็นของ กกต. ซึ่งผมได้เรียนในตอนต้น ที่จะทําให้ได้ผล นั่นก็คือต้องใช้สื่อมวลชนให้กว้างขวาง เมื่อสื่อมวลชนของรัฐมีปัญหา มีอุปสรรค และไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง ท่านต้องคิดถึงสื่อมวลชนของเอกชน ท่านต้องนึกถึง สื่อมวลชนที่สามารถจะแพร่กระจายข่าวสารไปถึงพี่น้องประชาชนได้ สื่อในชุมชน วิทยุชุมชน เคเบิลทีวีท้องถิ่น โทรทัศน์ท้องถิ่นทั้งหลาย ท่านจะต้องขยายส่วนนี้ออกไปไม่ใช่จํากัด เฉพาะสื่อมวลชนของรัฐ ดังที่เขียนไว้ในมาตรา ๙ ปัญหาก็คือว่า กกต. ต้องใช้เงินจํานวนมาก ในการไปซื้อสื่อเหล่านี้ ท่านต้องไปชั่งใจ ท่านต้องไปดูถึงความเหมาะสม ท่านไปดูว่าท่าน มีความพร้อมที่จะทําตรงนี้ได้หรือไม่
ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องเนื้อหาของการให้ความรู้ กับพี่น้องประชาชนตามที่ กกต. จัดสรรให้ฝ์ายสนับสนุนกับฝ์ายคัดค้าน ท่านจะเอาอะไร มานําเสนอในช่วงเวลาที่ กกต. กําหนด ซึ่งอาจจะเปึนเรื่องของอนาคต แต่ผมอยากจะ ย้อนให้เห็นในอดีตที่ผ่านมาซึ่งจัดสรรเวลาให้กับพรรคการเมืองเปึนรูปแบบรายการ ที่น่าเบื่อ เชย และล้าหลังที่สุด นอกจากให้เวลาที่ไม่เหมาะสมแล้วยังกําหนดรูปแบบของ รายการที่ไม่น่าสนใจ ไม่ชวนให้ดู ไม่ชวนให้เสพเลย เหล่านี้เปึนเรื่องที่ควรจะเปึนการบ้าน ที่ กกต. ต้องกลับไปคิด ไปทําให้เกิดความเหมาะสม เพราะฉะนั้นเพื่อให้ในมาตรา ๙ นี้ มีความสมบูรณ์ที่สุด ผมคิดว่าควรจะเพิ่มเติมรายละเอียดในแง่ของการปฏิบัติที่เปึนจริงด้วย ผมอยากจะยกประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๕๐ เขามีรายละเอียดค่อนข้างชัดเจน พูดถึงบทบาทของการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้น ผมคิดว่าน่าจะสามารถ นํามาปรับใช้เติมลงในมาตรา ๙ นี้ได้ ก็คือเขาให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งขึ้นมา กกต. เองอาจจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อที่จะทําหน้าที่ โดยสาระสําคัญก็คือเขาบอกว่าอย่างนี้ครับ บอกว่านอกจากการจัดทําเอกสารเผยแพร่ แล้วให้พิจารณารูปแบบ แนวทางและวิธีการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยประสาน ความร่วมมือกับสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เปึนไปอย่างกว้างขวางและทั่วถึง ทั้งนี้อาจมอบหมายให้บุคคล หรือคณะบุคคลคณะหนึ่ง หรือหลายคณะดําเนินการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้วยก็ได้ เพราะฉะนั้นในการใช้ สื่อมวลชนในการจัดสรรเวลาให้ทั้งฝ์ายสนับสนุนและฝ์ายค้านจําเปึนที่จะต้องใช้สื่อ ที่หลากหลายและกว้างขวางมากขึ้น ท่านประธานครับ ผมจะนําข้อคิดเห็นที่ผมได้นําเรียนกับ ที่ประชุมสภาแห่งนี้นําไปแปรญัตติไว้ในมาตรา ๙ นี้เพิ่มเติมด้วยในวาระ ๒ ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ