พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พูดถึงการลงประชามติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำว่าควรใช้กระบวนการประชามติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และต้องการให้รัฐบาลพิจารณากฎหมายด้วยความรอบคอบ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างกฎหมายที่มีปัญหาข้อกฎหมายและขอให้พิจารณาให้รอบคอบเพื่อยุติปัญหา และยังพูดถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่กำลังพิจารณาร่าง โดยมีปัญหาเกี่ยวกับคำจำกัดความที่ระบุว่ารัฐธรรมนูญหมายถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 และสงสัยว่าทำไมต้องระบุปี 2550 และไม่เหมือนกับฉบับปี 2541 ที่ใช้แค่ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับว่า วันนี้ต้องนับว่าเปึนวันที่ ๒ ที่เราจะพิจารณากฎหมายที่จะมี ความสําคัญต่อบ้านเมือง เมื่อวานเราอภิปรายพิจารณากันในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับ การดําเนินคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง วันนี้เปึนเรื่องการลงประชามติ ท่านประธาน จะเห็นว่าทั้ง ๒ เรื่องจะเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองทั้งนั้นเลย แล้วก็เปึนปัญหาซึ่งวันนี้บ้านเมือง กําลังมีวิกฤติ ผมมีเรื่องที่อยากจะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายฝากท่านประธาน ผ่านไปยังเจ้าของร่างและคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือ จะเปึนเรื่องที่เกี่ยวกับสถานะหรือปัญหาเฉพาะของ ตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เอง
ประเด็นที่ ๒ ก็จะเปึนเรื่องของเนื้อหาสาระ ซึ่งผมคิดว่าอยากจะขอตั้ง ข้อสังเกตท้วงติงไว้เพื่อไปพิจารณาทบทวน
ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าจําเปึนต้องพูดก็คือเรื่องของความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยเฉพาะประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าองค์กรที่จะเข้ามาเปึนผู้ดําเนินการ เกี่ยวข้องนี้ขาดความน่าเชื่อถือ ผมคิดว่าเราทํากฎหมายกันไปเปลืองงบประมาณ เปลืองเวลา ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเปึนเบื้องต้นก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็น แต่ละประเด็นทั้ง ๓ ประเด็นก็คือว่า เรื่องของกฎหมายประชามติหรือเรื่องของการลง ประชามติเปึนเรื่องที่อยากจะใช้คําว่า เปึนดาบสองคม ถ้าใช้ในทางดีก็จะเปึนผลดีกับ บ้านเมือง แต่ถ้าหากถูกใช้ไปในทางที่เปึนเครื่องมือทางการเมืองหรือเครื่องมือ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง ผมก็คิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง จึงต้องขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปว่าเราต้องพิจารณากฎหมายฉบับนี้ทั้ง ๒ ด้าน ให้รอบคอบ คือด้านที่จะถูกใช้ไปเปึนประโยชน์กับบ้านเมืองและในด้านที่อาจจะมี ช่องโหว่และถูกนําไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือเปึนเครื่องมือที่จะสร้าง ความชอบธรรมหรือเปึนเครื่องมือที่จะสร้างความเปึนธรรม อ้างความเปึนธรรมให้กับผู้ที่มี อํานาจในการบริหารหรือดูแลองค์กรต่าง ๆ ที่จะใช้กฎหมายนี้หรือผลของการลงประชามติ ในการดําเนินการในทางที่ไม่ชอบ แล้วก็ใช้กระบวนการตรงนี้มารองรับความชอบธรรม ของสิ่งที่จะทํานั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเปึนเบื้องต้นสักนิดหนึ่งก่อนครับว่า ปัญหาของบ้านเมืองเราโดยเฉพาะเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบหลายป้ที่ผ่านมา มันพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจากการที่บอกว่ารับเงินใต้โต๊ะ เมื่อก่อนเราเรียกว่ารับเงินใต้โต๊ะ มีการโกงมีการอะไรกันเดี๋ยวนี้ก็พยายามพัฒนาไปใช้องค์กรทางกฎหมายเปึนเครื่องมือ ไม่ว่าจะเปึนองค์กรทางอนุญาโตตุลาการหรือว่าองค์กรศาล แล้วก็บอกว่านี่อย่างไร เปึนการดําเนินการตามคําพิพากษาบ้าง เปึนการดําเนินการตามคําวินิจฉัยของผู้ที่มี อํานาจตามกฎหมายบ้างแล้วจะว่าโกงกันได้อย่างไร ตรงนี้ผมอยากจะฝากท่านประธาน ไปยังเจ้าของร่าง โดยเฉพาะท่านประพันธ์ นัยโกวิท ซึ่งส่วนตัวผมรู้จักท่านแล้วก็เชื่อถือ ในความซื่อสัตย์สุจริตของท่านในการที่ดําเนินการ เพราะว่าท่านเปึนหนึ่งในการที่จะ ช่วยกันทําให้บ้านเมืองเรารอดพ้นจากคดี ๖,๒๐๐ ล้านบาทค่าโง่ทางด่วน ผมชื่นชมแล้วก็ ยังประทับใจท่านมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนของท่านที่เปึนหัวหน้าคณะนี่ผมก็ ชื่นชม แต่อยากจะฝากเอาไว้ในการพิจารณาว่าต้องดูให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดคดี อย่างนั้นแต่ว่าในรูปแบบอื่นครับ กฎหมายฉบับนี้จึงเปึนกฎหมายที่มีความสําคัญ หลายคน บอกว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ป้ที่แล้วเอง เรามีการลงประชามติในเรื่องของการรับร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ที่มีผลบังคับใช้อยู่วันนี้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าสําหรับผม ผมยังไม่อยากจะถือว่า นั่นคือกระบวนการประชามติสมบูรณ์แบบ ผมอยากจะถือว่าเปึนการทดลองครับ ให้เห็น ข้อบกพร่องหลาย ๆ อย่าง หรือว่าช่องโหว่ของกฎ ระเบียบ กฎหมาย หรือว่าระเบียบปฏิบัติ ภายในขององค์กรที่เกี่ยวข้องก็คือ กกต. เองที่จะดําเนินการ อยากจะบอกว่านั่นเปึน การลงประชามติซึ่งน่าเปึนห่วง สําหรับผมผมเรียนตรง ๆ ครับ เพราะอะไรครับ การลงประชามติผมไม่อยากให้เปึนการลงประชามติในเชิงที่เปึนเครื่องมือทางการเมืองและ อยากให้มีการให้ความรู้อย่างแท้จริง ผมเห็นร่างกฎหมายของท่านเขียนไว้ในลักษณะอย่างนี้ เอาไว้พอสมควร แต่ผมก็ยังเปึนห่วงอยู่ว่ามีความชัดเจนในเรื่องของวิธีการทํางานหรือว่า รูปแบบการดําเนินการอย่างไรที่จะให้ความรู้อย่างที่ว่าแล้วก็ลงไปอย่างทั่วถึงแล้วก็ มีความเข้าอกเข้าใจ เพราะว่าถ้าหากว่าเราใช้กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติหรือ รูปแบบการลงประชามติในเชิงที่ใช้อารมณ์เปึนที่ตั้งผลเสียหายจะเกิดขึ้นเยอะ แล้วก็จะทํา ให้เกิดกลายเปึนว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนเครื่องมือในทางที่จะนําไปสู่สิ่งที่ไม่ควรจะมี ไม่ควรจะเปึนในประเทศได้
ประการที่ ๑ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า มีข้อโต้เถียง โต้แย้งกัน พอสมควรในเรื่องของความชอบ ความถูก ความผิดของร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ทาง คณะกรรมการ กกต. นําเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเช้าผมก็ได้ยินเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ได้พูดไปแต่ว่าไม่ค่อยมีคนพูดประเด็นนี้ แต่ผมคิดว่าบางส่วนซึ่งยังไม่สมบูรณ์ที่พูดไป ผมต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะขอพูดซ้ําแต่ว่าจะให้น้อยที่สุดนะครับ ที่ผมกราบเรียน ตรงนี้ก็คือว่า ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านประธานได้กรุณาดูในหลักการ เหตุผล จะเห็นชัดเจนบอกว่า เหตุผลที่ต้องนําเสนอเข้ามา เพราะว่าเปึนบทบังคับของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๒ ที่บอกว่าให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดทําร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า เปึนปัญหาเหมือนที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อ ภาคเช้าว่าวันนี้เรายังมีกฎหมายประชามติอีกฉบับหนึ่ง คือ พ.ศ. ๒๕๔๑ มีสถานะอยู่ เท่าไรเพียงใด ผมได้ยินได้ทราบครับว่า ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แสดง ความเห็นไว้ว่ากฎหมายฉบับนั้นหมดสภาพไปแล้ว แต่ว่าท่านอย่าลืมว่า สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาเปึนที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปึนเพียงข้อแนะนําไม่ใช่บทสรุปหรือบทชี้ขาด แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราได้มีคําพิพากษา หรือคําสั่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมืองได้บอกไว้ชัดเจนเปึนหลักฐาน เปึนแนวทางว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีสถานะเหมือนกับพระราชบัญญัติ ทั่วไป จะต้องยกเลิกก็โดยพระราชบัญญัติฉบับอื่นหรือผู้ที่มีการยึดอํานาจการปกครองสั่งให้ พ้นสภาพ ตรงนี้จึงทําให้เปึนปัญหาที่ผมเองเรียนท่านประธานตรงนี้เพราะว่าถ้าหากจะดู ให้ชัดเจนเข้าไปอีกจะเห็นปัญหามากขึ้นไปอีกว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๒ ใน (๑) ถึง (๔) ได้กําหนดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไว้ ๔ ฉบับว่าให้มีผลบังคับต่อไป ซึ่งตรงนี้ทําให้ เปึนปัญหา แล้วก็พอมาวรรคสองบอกว่า ให้มีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้ บอกว่า ๔ ฉบับ หรือฉบับไหนนะครับบอกว่า ให้มีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ให้เปึนไปตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วพอมาวรรคสุดท้ายถึงได้บอกว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติเพื่อให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ โดยให้นําความ ในวรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้ามาใช้บังคับโดยอนุโลม ประเด็นที่สําคัญและเกี่ยวมาถึง มาตรา ๓๐๒ ที่อยู่ในหลักการและเหตุผลก็คือ วรรคสามครับท่านประธาน วรรคสาม ก็บอกว่า ให้ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ดําเนินการ ปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้เปึนไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ภายในหนึ่งป้นับแต่วันประกาศใช้ ตรงนี้ละครับที่เปึนประเด็นก็คือว่าสิ่งที่ท่านจะต้อง ดําเนินการก็คือว่า เราจะต้องใช้วิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือว่าแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือยกร่างใหม่ ทั้งฉบับ ถ้าหากว่าเปึนลักษณะของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็จะต้องเปึนลักษณะเหมือน กฎหมายที่เราพิจารณาไปเมื่อวานครับท่านประธานก็คือ กฎหมายที่ว่าด้วยวิธีพิจารณา คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งเราจะใช้ว่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แสดงให้ เห็นว่าเปึนการแก้ไขฉบับที่แล้ว และยอมรับว่าฉบับที่แล้วมีตัวตนอยู่ แต่ว่าฉบับนี้ที่เรา กําลังพิจารณาไม่มีคําว่า (ฉบับที่ ..) มีคําว่า พ.ศ. .... ไปเลย ก็แสดงว่ากฎหมายฉบับนี้ เปึนกฎหมายใหม่ทั้งฉบับเลยไม่ได้ไปแก้ไขฉบับป้ ๒๕๔๑ และถ้าหากว่าดูในเนื้อหา ของกฎหมายฉบับนี้ก็ไปมีการพูดถึง ป้ ๒๕๔๑ ซึ่งตามหลักก็น่าจะให้เกิดความรอบคอบ ก็บอกไปเลยว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ถือว่ายกเลิกฉบับนั้นไปเลย ลักษณะนี้มันยังเปึน ประเด็นข้อกฎหมายอยู่ว่า คําสั่งหรือคําพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ไว้ว่า กฎหมายไม่มีผลเปึนอันสิ้นสุดลง แต่ว่าคําวินิจฉัยหรือความเห็นของสํานักงานกฤษฎีกา บอกว่าจบไปแล้ว ประเด็นคือ ๒ องค์กรท่านประธานว่าใครอยู่สูงกว่ากัน ตรงนี้จึงเปึนประเด็น ข้อกฎหมายที่ผมคิดว่าต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะถ้าหากว่าในชั้นวิสามัญดําเนินการ ปรับปรุงตรงนี้ได้ก็จะเปึนการดีและจะได้ไม่ต้องมีปัญหาอะไรกันอีก ถ้าหากว่ายังดันกันไป ดันกันมาผมว่าท้ายสุดจะมีปัญหาข้อกฎหมายอีกหลายเรื่องในส่วนนี้ อย่างน้อยก็ต้อง เปึนประเด็น ผมคิดว่าวันนี้บ้านเมืองเรามีประเด็นถกเถียงกันเยอะพอท่านประธาน อะไรที่ สามารถทําให้มันยุติได้ แล้วก็ไม่ต้องมาเปึนประเด็นที่จะต้องมาถกเถียงกันอีกได้ผมว่า เปึนการดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนประเด็นที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน เจ้าของร่าง แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าในรายละเอียดพวกนี้ขอให้ไปดูให้เกิด ความชัดเจนรอบคอบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ในประการที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนอภิปรายในชั้นนี้ก็คือ ในเรื่องของเนื้อหากฎหมาย ผมอยากเรียนท่านประธานว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เรากําลังพิจารณาที่เปึนร่างตัวนี้ถ้าหากไปดูเปรียบเทียบกับกฎหมายเดิมที่เรียกว่าเปึน ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ออกตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ จะมีหลายเรื่องที่คล้ายกันและมีหลายเรื่องที่แตกต่างกัน
ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะขอทําความเข้าใจและสอบถามด้วย เพราะอยากทราบ ก็คือว่า กฎหมายฉบับนี้ร่างที่เรากําลังพิจารณาจะมีบทนิยาม มีคําที่ต้องจํากัดความเอาไว้ เยอะมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เปึนความรอบคอบแล้วก็เปึนความดีของกฎหมาย ก็ได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าถ้อยคําต่าง ๆ เหล่านี้ในกฎหมายจะให้หมายความว่าอย่างไร แต่มีอยู่อันหนึ่งครับที่เปึนคําแรกเลยที่ผมสงสัย เพราะว่าไปจํากัดความของคําว่ารัฐธรรมนูญ หมายความว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ ถ้าอย่างนี้ผมไม่เข้าใจว่า ทําไมต้องระบุว่า ๒๕๕๐ ถ้าหากว่าท่านประธานไปดูฉบับป้ ๒๕๔๑ จะไม่ใช้ว่าเปึน พ.ศ. ๒๕๔๐ จะใช้คําว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เฉย ๆ อย่างนี้ก็แปลว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง กฎหมายกันใหม่หรืออะไร แล้วก็มีเหตุผลอะไรที่ต้องระบุ พ.ศ. ของรัฐธรรมนูญในนี้ แต่ตรงนี้ เปึนประเด็นง่าย ๆ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะสอบถามก็คือว่า ถ้าท่านประธานดูในร่างกฎหมาย มาตรา ๓ ในเรื่องของคําจํากัดความจะมีในเรื่องของเขตออกเสียง มีเรื่องของจังหวัด เรื่องของอําเภอ เรื่องของเทศบาลเพื่อให้เกิดความชัดเจน ความจริงอย่างคําว่า อําเภอ เขาบอกให้รวมถึงกิ่งอําเภอ เขตออกเสียงหมายถึงว่าอะไร แต่มีอยู่คําหนึ่งครับ ซึ่งใน กฎหมายป้ ๒๕๔๑ ไม่มี แต่ว่าตามกฎหมายฉบับนี้ร่างฉบับนี้มีก็คือท่านไปให้ สามารถทําประชามติเฉพาะพื้นที่ได้ เขาแบ่งกันเปึน ๒ แบบครับ คือการทําประชามติ ตามที่ ครม. เสนอขอให้ทํากับการทําประชามติตามกฎหมาย กรณีที่ทําตามกฎหมาย ท่านก็ไปกําหนดว่า ขอโทษครับ กรณีที่ ๑ ในมาตรา ๕ (๓) กําหนดว่าการจัดให้มีการจัด ออกเสียงประชามติในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเปึนการเฉพาะ คําว่า พื้นที่ นี่หมายความว่าอะไรครับ พื้นที่นี่ครับ ถ้าในกรุงเทพมหานครของผมอย่างนี้นะครับ หมายถึงเฉพาะหมู่บ้านได้ไหมครับ หมู่บ้านจัดสรรนะครับ หรือว่าหมายถึงเฉพาะแขวงในแขวงได้ไหมครับ หรือหมายถึงอะไร เฉพาะพื้นที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนคําที่ผมคิดว่า ไหน ๆ ท่านจํากัดความข้างหน้าไว้ เยอะแยะเลยท่านประธาน ตรงนี้ทําไมไม่มี อย่างน้อยมันก็จะเกิดความชัดเจนขึ้นครับว่า การไปทําประชามติเฉพาะพื้นที่นี่หมายความว่าแค่ไหนเพียงใด พื้นที่ควรจะเปึน กว้างใหญ่สักแค่ไหน เราจะใช้เขตอะไรครับ จะใช้หมู่บ้าน จะใช้ชุมชนหรือว่าใช้อะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าน่าจะมีความชัดเจนให้มากขึ้นในส่วนของคําจํากัดความ ซึ่งอาจจะต้องดูในเนื้อหาสาระของกฎหมายก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังเจ้าของร่างในชั้น พิจารณาในชั้นวิสามัญ
อีกส่วนหนึ่งท่านประธานครับ ที่ผมได้กราบเรียนไว้เบื้องต้นก็คือในมาตรา ๙ บอกว่า เมื่อมีประกาศแล้วให้มีการลงประชามติ ให้มีการเผยแพร่กระบวนการขั้นตอน การออกเสียงให้ผู้มีสิทธิออกเสียงทราบอย่างทั่วถึงและอะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไป ตรงนี้ ผมสนใจครับ เพราะว่าการที่ดําเนินการให้ประชาชนมาลงความเห็นว่าจะรับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ มีการใช้เงินงบประมาณเยอะมากทีเดียวท่านประธาน ในหลายภาคส่วนใช้งบประมาณ แต่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ในฐานะคนที่อยู่ ในพื้นที่นี่ผลที่ออกมาไม่สมกับเงินที่จ่ายไปเลย ครั้งนั้นก็มีความพยายามจะบอกให้ไป ให้ทั่วถึงเหมือนกันครับ ไปไม่ทั่ว วันนี้ตรงนี้ก็เขียนไว้กว้าง ๆ ผมอยากจะบอกว่าในส่วนนี้ ถ้าหากชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญสามารถพิจารณาลงไปรายละเอียดวางเกณฑ์สักนิด ท่านประธานครับ เอาประสบการณ์ที่พบกันมา เจอกันมาไม่ว่าจะเปึนฝ์ายการเมือง ฝ์ายประจําทําอย่างไรจะเขียนกรอบเอาไว้เบื้องต้นสักเล็กน้อยให้เกิดความชัดเจนว่า ท่านจะดําเนินการอย่างไรตรงนี้นะครับ ให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปถึงพี่น้องประชาชน ให้มากขึ้น
ในประเด็นต่อไปในส่วนของการลงประชามติ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะมี การลงประชามติตามมาตรา ๑๖๕ (๑) กับ (๒) ๒ แบบ แบบแรกเปึนการลงประชามติตามที่ คณะรัฐมนตรีเสนอ แบบที่ ๒ ตามกฎหมาย ทั้ง ๒ แบบมีปัญหาครับ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานในแบบที่ ๑ แบ่งเปึน ๒ แบบ ก็คือว่า ลงประชามติให้ได้ข้อยุติ แบบที่ ๒ ลงประชามติเพื่อขอคําปรึกษา แต่ว่าทั้ง ๒ อย่างนี่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า เนื้อหาสาระของกฎหมายได้กําหนดไว้มีเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดไปนะครับว่า จะใช้เสียงกึ่งหนึ่ง ให้คนออกมาใช้สิทธิครึ่งหนึ่งหรือไม่ครึ่งหนึ่ง ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่า อย่าลืมนะครับว่านี่คือการลงประชามติไม่ใช่การเลือกตั้ง ไม่เหมือนกันนะครับ แม้ว่าเราจะอาศัยหลักเกณฑ์ของการเลือกตั้งคือ เอาผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปึนผู้มีสิทธิมาลงประชามติ แต่ไม่ได้แปลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลง ประชามติเท่านั้นคือเจ้าของประเทศ คนไทยอีกจํานวนหนึ่งซึ่งอาจจะยังไม่เปึนผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง จะเปึนลูก เปึนหลานเราเขาก็เปึนผู้หนึ่งที่เปึนเจ้าของประเทศ การลงมติ การทําประชามติหลายเรื่องมันจะส่งผลถึงเขาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะทํา ความเข้าใจให้ชัดเจนว่าการลงประชามติผลออกมาข้างมาก ข้างน้อยอย่างไร ไม่ได้แปลว่า ต้องดําเนินการตามนั้นทุกประการ แต่ผมอยากจะขอให้เกิดหลักการที่ชัดเจนก็คือว่า รัฐบาลหรือผู้ที่ไปลงประชามติพึงสังวรแล้วก็นําผลของการลงประชามติเปึนแนวทาง ประกอบการพิจารณาตัดสินใจ อย่าไปถือว่าการลงประชามติแปลว่าเปึนการรับรอง เพราะคนที่ไม่ได้ลงประชามติเปึนลูกหลานเรายังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง เขาเปึนผู้หนึ่งที่เปึน เจ้าของประเทศและมีส่วนมีผลกระทบกับการกระทําตรงนั้น ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัด อย่างหนึ่ง เช่น สมมุติจะบอกว่าจะทําประชามติว่าจะเป่ดบ่อนกาสิโนดีไหม เราบอกว่า เอาเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนกัน แล้วแปลว่าคนที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งเขาไม่มี สิทธิแสดงความเห็นหรือว่ามีสิทธิว่าควรจะมีหรือไม่มีหรือครับ เพียงแต่เรากําลังจะบอกว่า ผลของการลงประชามตินั้นเปึนสิ่งที่รัฐบาลหรือผู้ที่ขอประชามติพึงรับไปเปึนประกอบ อย่าไปอ้างเปึนสรณะเสมอไปว่าผลของการลงประชามติเปึนอย่างนั้นเปึนอย่างนี้ ตรงนี้เปึน สิ่งที่ผมอยากจะทําให้เกิดความชัดเจนว่านี่คือข้อแตกต่างกันระหว่างการลงประชามติกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาต่าง ๆ ไม่เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนสิ่งที่ผมอยากจะ ก่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ และโดยเฉพาะเรื่องนี้กฎหมายครั้งนี้แบ่งเปึน ๒ เรื่องไว้ ใน (๑) (๒) ของมาตรา ๕ ไปบอกว่าเรื่องที่ขอข้อยุติกับเรื่องขอคําปรึกษา ท่านประธานจะ เห็นว่าไม่เหมือนกันนะครับ ขอคําปรึกษาก็คือไหนฟังดูสิว่าเขาจะให้ความเห็นเราว่า อย่างไร แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตถามว่าเมื่อเปึนเช่นนั้นในมาตรา ๘ วรรคสอง ในเรื่องของ การขอความเห็น ในเรื่องของมาตรา ๘ บอกว่า การออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคลหรือบุคคลใดหากปรากฏว่าผู้มาออกเสียงเปึนจํานวนไม่มากกว่าหนึ่งในห้า ของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ แต่ถ้าหากว่า เกินหนึ่งในห้าให้ถือว่าเห็นชอบ ตรงนี้ละครับที่ผมอ่านแล้วสับสนเพราะว่าคําในกฎหมายนี่ ไม่ได้นะครับท่านประธาน นี่บอกว่าขอคําหารือไม่ใช่หรือครับ แล้วทําไมกลายเปึนว่า ผลของการลงประชามติในส่วนนี้ที่ขอคําหารือกลายเปึนว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เขาไม่ได้มาลงประชามติว่าให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เขามาให้คําหารือไม่ใช่หรือครับ แล้วถ้าเปึนอย่างนั้นท่านประธานย้อนไปดูในวรรคแรกของมาตรา ๘ ซึ่งเปึนการออกเสียง เพื่อให้ได้ข้อยุติ กฎหมายก็ใช้คําเดียวกันว่าผลของการลงประชามติตรงนี้เปึนเรื่องของ การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นตอนเริ่มต้นไม่เหมือนกันแต่ตอนจบ มันเหมือนกันได้อย่างไร เริ่มต้นอย่างหนึ่งเราบอกว่าเราจะไปลงประชามติเพื่อหาข้อยุติ แน่นอนครับต้องมีคนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แต่อีกเรื่องหนึ่งไปลงประชามติเพื่อขอคําปรึกษา แล้วมันเปึนเรื่องของความเห็นชอบกับไม่เห็นชอบได้อย่างไร ตรงนี้ผมก็อยากจะฝากเปึน ข้อสังเกตที่จะไปดําเนินการ และอีกเรื่องหนึ่งในส่วนนี้ครับท่านประธาน ถ้าหากว่า ท่านประธานดูในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะเห็นว่าเรื่องของการขอคําปรึกษาเปึนเรื่องของ คณะรัฐมนตรี แต่ว่าทําไมในมาตรา ๘ วรรคสอง ได้ใช้คําว่า การออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่ คณะรัฐมนตรี คณะบุคคลหรือบุคคลใด อันนี้ผมได้ยินเมื่อเช้ามีเพื่อนสมาชิกบางท่าน ได้พูดไปแล้วเหมือนกันคร่าว ๆ แต่ผมจําเปึนต้องขออนุญาตท่านประธาน เพราะผมคิดว่า เปึนเรื่องสําคัญ เพราะว่าอันนี้เกินจากสิ่งที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้หรือเปล่า และผมหารือ ผ่านท่านประธานว่าคนที่ควรจะขอคําหารือกับประชาชนได้ควรเปึนคณะบุคคลหรือบุคคลใด ได้ด้วยหรือครับ แล้วมันจะทําอย่างไรครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าอาจจะเปึนการที่ร่างเกินหรือว่าเจตนาดีอะไร ก็สุดแล้วแต่ก็อยากจะฝากเปึนข้อสังเกตเพื่อที่จะไปดําเนินการให้เกิดความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
ในส่วนมาตรา ๑๐ ท่านประธานครับ ได้กําหนดไว้บอกว่า การออกเสียง ตามมาตรา ๑๖๕ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ให้ใช้เขตจังหวัดเปึนเขตออกเสียง สําหรับการออกเสียง ตามมาตรา ๑๖๕ (๒) ก็คือการออกเสียงตามที่กฎหมายกําหนดให้ใช้เขตท้องที่ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนดเปึนเขตออกเสียง ตรงนี้ผมสับสนครับ สับสน ตรงไหนครับ สับสนตรงบอกว่า ในมาตรา ๑๖๕ (๑) เปึนการออกเสียงประชามติของรัฐบาล ซึ่งต้องเปึนประโยชน์ของประชาชนโดยรวม ของประชาชนโดยรวมนะครับ เราจึงได้ กําหนดเรื่องของการกําหนดเอาไว้ว่า ในมาตรา ๕ (๑) (๒) นะครับ แต่ว่าทําไมถึงได้ใช้เขต จังหวัดเปึนเขตออกเสียงครับ ในขณะที่ในมาตรา ๑๖๕ (๒) ซึ่งเปึนเรื่องตามกฎหมาย และอาจจะเปึนเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ตรงนี้บอกว่าให้เปึนไปตามเขตที่คณะกรรมการกําหนด ตรงนี้ผมอยากจะฝากไปเพื่อให้ไปดูถ้อยคําให้เกิดความละเอียดรอบคอบชัดเจน ในส่วนนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมอาจจะผิดก็ได้แต่ก็ตั้งข้อสังเกตให้ไปดู
ในส่วนมาตรา ๓๓ ท่านประธานครับ ตรงนี้จริง ๆ ก็เปึนเรื่องดีครับในเรื่อง ของการคัดค้านผลของการลงประชามติ แต่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเอาไว้ครับท่านประธาน เพราะว่าในมาตรา ๓๓ ไปกําหนด ผมถือว่าเปึนการจํากัดสิทธิคนครับ ท่านประธาน คงจะผ่านการเลือกตั้งมานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน ในการนับคะแนนแต่ละครั้งผมถาม ท่านประธานว่า การนับคะแนนที่มันซื่อสัตย์สุจริตหรือเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาหรือไม่ มันอยู่ที่จํานวนคนไหมครับ ถามว่าถ้าคนไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขาบอกว่ามันมีการไม่ถูกต้อง ดําเนินการผิดพลาดหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรม ถ้าไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์แปลว่าเที่ยงธรรมไหมครับท่านประธาน ผมคิดว่าความสุจริตเที่ยงธรรม ในการนับคะแนนหรือไม่มันอยู่ที่พฤติกรรมและหลักฐานที่บ่งชี้ ณ ขณะนั้นครับท่านประธาน มันไม่ได้บ่งอยู่ที่ว่าต้องมีจํานวนคนกี่คนที่คัดค้านถึงจะเปึนการไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ผมคิดว่าการเขียนลักษณะนี้เปึนการตัดสิทธิและเปึนการกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องของการนับคะแนนของการออกเสียงประชามติ ในมาตรา ๓๓ ได้กําหนดไว้บอกว่า จะต้องมีผู้มีสิทธิออกเสียงจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของผู้มาใช้สิทธิในหน่วย ออกเสียงใดเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นเปึนไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคําคัดค้านพร้อมทั้งแสดงหลักฐานว่าการออกเสียงนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วย กฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน ๒๔ ชั่วโมง ท่านประธานจะเห็นไหมครับ แต่ว่าต้องร้อยละ ๑๐ ครับ ถ้าไม่ถึงร้อยละ ๑๐ แปลว่าไม่มีสิทธิ ตรงนี้ที่ผมคิดว่าไม่ควร เขียนลักษณะนี้แต่ควรจะเขียนว่าอย่างไรครับ ควรจะเขียนลักษณะที่ว่า ถ้ามีการโต้แย้ง ต้องมีการแสดงหลักฐาน ถ้าแสดงหลักฐานได้แม้แต่ ๑ คนมันก็ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมได้ แต่ถ้าถึงขนาดร้อยละ ๑๐ กรรมการไม่ต้องวินิจฉัยแล้วครับ ท่านประธานนึกออกไหมครับ ถ้าหากว่าคนตั้งร้อยละ ๑๐ ของหน่วยเลือกตั้งซึ่งเฉลี่ยประมาณ ๕๐๐-๘๐๐ คนต่อหน่วย ๕๐-๘๐ คนเขามาบอกว่าเขาพบเห็นเขาชี้เขาเห็นว่ามันไม่สุจริตเที่ยงธรรม แล้วกรรมการ จะบอกว่าสุจริตได้อย่างไร ฉะนั้นจํานวนร้อยละ ๑๐ ผมคิดว่าน่าจะเปึนจํานวนที่ไปจํากัด อํานาจกรรมการมากกว่าว่าถ้าถึงขนาดนี้ต้องถือเลยครับ เชื่อเขาได้เลยว่ามันมีปัญหา ที่ต้องตรวจสอบ แต่อย่าไปจํากัดครับว่าถ้าไม่ถึงจํานวนนั้นจํานวนนี้ไม่ใช่เรื่องของ การไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม ๑ คนก็ต้องได้ครับท่านประธาน และผมอยากเรียนว่าอย่าไป จํากัดเฉพาะว่าต้องเปึนผู้มีสิทธิด้วยครับ เพราะประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การนับคะแนน หรือการนับผลนั้นบางคนอาจจะไม่เปึนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่เขาพบเห็นครับ นี่คือเรื่องของ กระบวนการพิสูจน์ความจริง เปึนเรื่องของพยานบุคคล เปึนเรื่องของพยานหลักฐานไม่ใช่ เรื่องของการใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมคิดว่ากระบวนการทั้งหมดจะต้องช่วยกันครับ ตรงนี้ไม่ใช่ เรื่องของการใช้สิทธิครับ เปึนเรื่องของการช่วยทําให้กระบวนการออกเสียง การนับคะแนน การนับผลมันเปึนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นต้องไม่ป่ดกั้นคนครับ อย่าไป ป่ดกั้นว่าคนนั้นไม่มีสิทธิเลือกตั้งห้ามประท้วง คนนี้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งห้ามท้วงติง ตราบใด ที่คนเหล่านั้นมีพยาน ตราบใดที่คนเหล่านั้นเขามีหลักฐาน ผมคิดว่าต้องยอมรับเขาทั้งหมด ตรงนี้ก็เปึนสิ่งที่อยากจะฝากไป
และประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนขออนุญาตท่านประธานไว้ก็คือ เรื่องของความน่าเชื่อถือขององค์กร ก่อนที่จะพูดลงไปตรงนี้นะครับ ผมอยากจะถาม ท่านประธานนิดหนึ่งว่า ผมไม่ทราบผมจะถามทางคณะเจ้าของร่างก่อนได้ไหม เพื่อให้ได้ คําตอบก่อน ถ้าได้ก็ตอบไม่ได้ท่านประธานก็วินิจฉัย ผมอยากทราบว่าในกระบวนการของ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบภายในให้เจ้าหน้าที่ต้อง ปฏิบัติเกี่ยวกับการตอบข้อหารือหรือการพิจารณาข้อหารือของบุคคลภายนอกหรือไม่อย่างไร เพราะตรงนี้จะเกี่ยวกับอะไรครับท่านประธาน จะเกี่ยวข้องกับที่ผมต้องขออนุญาตท่านประธาน พูดต่อเนื่องกันกับประเด็นที่ ๓ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานไว้คือ ในมาตรา ๓๕ เรื่องของ ความผิดและบทกําหนดโทษครับ อันนี้เปึนเรื่องสําคัญของเจ้าหน้าที่ถ้าหากว่าองค์กรของเรา ที่เปึนผู้ที่ทําหน้าที่ดําเนินการออกเสียงประชามติรวมถึงเปึนหน้าที่ที่จะต้องทําบัญชีรายชื่อ รวมไปถึงทําหน้าที่ตรวจนับคะแนน เก็บคะแนนไม่น่าเชื่อถือเจ้าหน้าที่หลุดได้หมด ความน่าเชื่อถืออยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นที่ผมอยากจะกราบเรียนถามท่านประธานว่า ท่านประธานจะอนุญาตให้ผมถามก่อนไหมว่ากระบวนการในการตอบข้อหารือเปึนอย่างไร