จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องการลงประชามติรัฐธรรมนูญ โดยอ้างถึงบทเรียนจากการผ่านรัฐธรรมนูญปี 2534 และรัฐธรรมนูญปี 2550 และเรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้อง ทําให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกรอบ ๑๒๐ วัน วุฒิสภาอีก ๓๐ วัน เพราะฉะนั้นก็ถือว่า เปึนภาระหน้าที่ ประเด็นประชามตินั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมานั้นเปึนประเด็นหนึ่งที่ทาง สังคมของประเทศเราได้มีการหยิบเรื่องนี้มาถกปัญหากันมากมาย โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมเองเปึนคนหนึ่งที่มีความเชื่อว่าถ้าประชาชนผู้เปึนเจ้าของประเทศสามารถแสดงออก ถึงเจตนารมณ์โดยตรงโดยผ่านการลงประชามติแล้วแต่ละฝ์ายเปึนที่ยอมรับกันนั้น ปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองก็จะยุติกันโดยอย่างไม่มีปัญหาอะไร ผมขอกราบเรียน กับท่านประธานนะครับว่า การผ่านของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่อ้างว่าเรื่องการลง ประชามตินั้น ความจริงแล้วมีเงื่อนไขมากมาย แต่ผมอธิบายเรื่องกับคณะกรรมการ การเลือกตั้งผ่านท่านประธานไปครับว่า ผมเองจะไม่บอกว่าท่านมาจากคณะรัฐประหาร ผมให้ความเปึนธรรมกับท่าน เพราะความจริงท่านผ่านกระบวนการสรรหาของวุฒิสภา แล้วบังเอิญมีการยึดอํานาจในวันที่ ๑๙ กันยายน แทนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับต้องได้รับการแต่งตั้งจาก พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน แทน แต่ว่าผลพวงการไปดํารงตําแหน่งไม่ว่าจะเปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเกี่ยวข้อง กับการร่างรัฐธรรมนูญอันมีผลถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นมันก็ถูกข้อครหา อย่างที่สมาชิกบางท่านได้อธิบายความไป แต่ประเด็นที่ผมจะอธิบายความก็คือว่า บทเรียน การผ่านรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นเปึนบทเรียนเดียวกับการผ่านรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ จริงอยู่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ นั้นไม่มีการลงประชามติ แต่ท่านประธานลองถอยย้อนกลับ ไปดูสิครับว่า หลังจากมีการยึดอํานาจ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ นั้น ที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๒๑ ซึ่งโน่นก็มาจากคณะรัฐประหารเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ นั้นหลายมาตรา ผมเองก็ฝ์ายที่ไปต่อต้านบางมาตราที่เห็นว่าการใช้อํานาจ โดยไม่ชอบ แต่วันหนึ่งนี่ครับท่านประธานที่เคารพ ในช่วงกําลังจะเข้าด้ายเข้าเข็ม บรรดาแม่ทัพนายกอง บรรดาผู้นํา รสช. นําคณะออก โทรทัศน์เลยว่า ในมาตราที่คนไทยไม่สบายใจเวลานั้นคือมาตราที่ว่าด้วยนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ประธานวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งเปึนประธานรัฐสภา บรรดาแม่ทัพนายกองซึ่งเปึนผู้นําคณะรัฐประหารเวลานั้นมานั่งสัมภาษณ์ประกาศเลยว่า ให้พี่น้องคนไทยสบายใจได้ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปข้าพเจ้าและพวกที่นั่งอยู่ หน้าสลอนตรงนี้จะไม่ไปเปึนตําแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยเด็ดขาด ประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้อง เพราะไม่ได้มีความเชื่อเลยว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่านไปแล้วนั้นมันจะมีโอกาสแก้ไขหรือมี อันตรายอยู่ข้างหน้า แต่สุดท้ายเรื่องนี้มันยุติลงโดยความเชื่อของประชาชนก็มาจาก นักการเมืองอีก นักการเมืองก็อธิบายความทันทีว่าค่อยไปแก้ไขที่สภาให้เปึนเรื่องของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปว่าที่สภาแทน ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปท้ายที่สุด คนประกาศไม่รับตําแหน่ง มารับตําแหน่งกลายเปึนชนวนของเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ ท่านประธานที่เคารพ ผมเองได้ท้วงติงตอนมีการพิจารณาเพื่อลงประชามติรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ท่านประธานคงจะได้แลเห็นว่าฝ์ายที่เห็นด้วยและฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นได้แสดง ทัศนคติที่มีความแตกต่างกันและบนพื้นฐานที่มีมายาภาพ ผมเองอยู่ประเภทโหวต โน (Vote no) แปลว่าพวกไม่รับ ชัดเจน แต่ฝ์ายที่รับท่านประธานที่เคารพ ฝ์ายที่รับแต่ละองค์กรได้แสดง ความคิดเห็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญผ่านได้ คมช. ก็บอกว่าผ่านรัฐธรรมนูญแล้วจะมีการเลือกตั้ง ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวป้ ๒๕๔๙ ก็บอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติเปึนสิทธิ คมช. ที่ไปเลือกรัฐธรรมนูญฉบับใดขึ้นมาปรับปรุงและกราบบังคมทูลแล้วก็ใช้ภายใน ๓๐ วัน คนก็มีความกลัวอยู่ในระดับหนึ่ง นักการเมืองอีกนั่นละครับที่มาเพิ่มน้ําหนักบอกว่า ผ่านประชามติไปก่อนแล้วไปแก้กันภายหลัง หัวหน้าพรรคบางพรรคก็ถึงขนาดกับสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า ลองให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาลงสมัครรับเลือกตั้งดู กลุ่มคนที่ชุมนุมในพันธมิตรก็ทําองค์กรเรียกว่า สปป. รณรงค์เลยแล้วก็บอกว่าให้ผ่านไปก่อน และเขาจะเปึนแกนนําในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการเข้าชื่อของประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ แปลความกันว่าประชาชนเองก็ได้รับบริโภคข่าวสารอันนี้ แปลว่าให้รัฐธรรมนูญผ่าน มีการเลือกตั้งไปแก้ไข รัฐธรรมนูญผ่านวันที่ ๑๙ สิงหาคม ท่านประธานลงไปดูเถอะครับว่า หัวหน้าพรรคการเมืองแทบทุกพรรคพูดเหมือนกันหมด ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในปัจจุบันท่านก็บอกว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีใครแสดงความคิดเห็น เปึนอย่างอื่นเลย แต่ประเด็นที่ผมจะอธิบายความต่อไปนี้นั้นก็คือว่า วิธีการในการลง ประชามตินั้นเปึนปัญหา ถ้ากฎหมายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติมีเนื้อหาสาระเหมือนมาตรา ๘ นี่นะครับ บอกว่าการออกเสียงเพื่อมี ข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจํานวน ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบ ในเรื่องของการจัดทําประชามติ เรื่องนี้ถ้าประเทศเราเปึนประเทศที่มีอุดมคติ เหมือนอย่างกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ยกมากล่าวอ้าง แต่ประเทศไทยของเรามันมี บทเรียนมากมายครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าถ้าพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีถ้อยคําอย่างนี้มาใช้ในการรณรงค์รับหรือไม่รับในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ที่ผ่านมาที่บอกว่าคนที่นอนอยู่บ้านให้นับอยู่ฝ์ายไม่เห็นด้วยกรณีไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คนมีสิทธิ ๔๕ ล้านคนนี่นะครับ ออกเสียงประชามติ ๒๕ ล้านคน คิดเพียงแค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง เห็นด้วย ๑๔ ไม่เห็นด้วย ๑๐ ผมบอกว่าถ้าสู้กันเวลานั้นถ้ามีเนื้อหากฎหมายแบบนี้ บอกกันเลยว่าคนที่ไม่ต้องการจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สู้ง่ายที่สุดคือการไม่ไปโหวต แปลความว่าไม่ไปโหวต คนที่เห็นด้วยกับการโหวตมีเพียงแค่ ๑๔ ล้านคน ถ้ามีเนื้อหากฎหมายแบบนี้บอกกันเลยว่า คนที่ไม่ต้องการจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สู้ง่ายที่สุดคือการไม่ไปโหวตแปลความว่าไม่ไปโหวต คนที่เห็นด้วยกับการโหวตมีเพียงแค่ ๑๔ ล้านไม่ถึงครึ่ง พวกที่นอนหลับทับสิทธิบวกกับผู้ไม่เห็นด้วยเสียงเกินครึ่งกลายเปึน ฝ์ายชนะโดยฉับพลัน เห็นไหมครับท่านประธานที่เคารพ ผมจึงบอกว่าวิธีการนําเสนอของ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเปึนเรื่องที่มีปัญหาอย่างแน่นอน เหมือนกับการบอยคอท (Boycott : ต่อต้าน) การเลือกตั้ง ๒๐ เปอร์เซ็นต์บางพื้นที่เปึนเรื่องยากกันแสนสาหัส ที่หยิบยกเรื่องการเลือกตั้งโมฆะ ท่านประธานลองไปดูคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแค่เรื่องการหันก้นออกมานอกคูหาเลือกตั้งเท่านั้นเอง ไปดูเนื้อหาสาระของความผิด เถอะครับ เดิมให้หันหน้าออก ครั้งนี้หันหลังออกนั่นเปึนสาระที่เนื้อหายาวเหยียด แต่ข้อความผิด เอาเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เปึนความผิด ผมบอกกับท่านประธานตรงนี้ว่า เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงจะเปึนปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าเราต้องการประชามติให้เปึน กฎหมายแบบไม่ยึดหน้าอินทร์หน้าพรหม ต้องการฟังเสียงประชาชนตรง ๆ กันนั้น ถ้าวาง กฎกติกาตามมาตรา ๘ นี้เอาไว้ก็จะเจอเกมพรรค์อย่างนี้ ผมบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ รณรงค์เวลานี้ สมมุติว่าให้มีการลงประชามติ พวกที่ไปรณรงค์มีเสียงตุนอยู่แล้ว สมมุติว่า ต้องการจะมีคนคาดว่ามาใช้สิทธิเอามากเลย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แปลความ กันว่ามีเสียงตุนอยู่ในมือแล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไปหาอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ กลายเปึนเสียงข้างมากทันที ๔๙ เปอร์เซ็นต์เดิมเปึนเสียงข้างมาก มาใช้สิทธิ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ โดยจะเปึนเสียงข้างมาก แต่กฎหมายฉบับนี้จะทําให้กลายเปึนเสียงข้างน้อยโดยทันที เหมือนกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพ เสียงฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล นั่งประชุมกันนี่แหละครับ ถ้าบอกว่าให้นับเฉพาะฝ์ายรัฐบาลบางวันนี่ประชุมไม่ได้เลย บอกว่าองค์ประชุมไม่ครบ ผมจึงบอกว่าวิธีการนําเสนออย่างนี้จะกลายเปึนปัญหา ในอนาคตครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าเพื่อเปึนการป่ดช่อง ผมมีความเชื่อว่าถ้าไม่มีถ้อยคําอย่างนี้คนจะมาใช้สิทธิเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่พอ เป่ดช่องบอกว่าถ้าเสียงมาใช้สิทธิไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คําว่า เสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับ การลงประชามติ ท่านเป่ดช่องให้เสียงข้างน้อยได้ใช้โอกาสนี้ทันที เพราะฉะนั้นผมจึง ไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้แล้วก็จะขอแปรญัตติในทุกขั้นตอนเพราะนี่จะกลายเปึนวิกฤติใหม่ ครับท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานที่เคารพครับ วันเลือกตั้งที่กําหนดเปึนวันเดียวกัน ทั้งประเทศ ผมเชื่อว่านี่จะเปึนการเบาใจมากมาย นี่ไม่นับเรื่องบัตรเลือกตั้งที่คณะกรรมการ การเลือกตั้ง ผมเองไม่ได้มีหน้าที่จะต้องมาชมหรือให้กําลังใจ กกต. ผมมีหน้าที่ต้อง วิพากษ์วิจารณ์กันตรง ๆ ผมไม่ได้มีความรู้สึกเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับ กกต. แต่ผมมี ความรู้สึกเหมือนกับคนใน กกต. บางคนแสดงความคิดเห็นเวลานี้ว่า คนที่อยู่ใน กกต. จะรับกําลังใจไม่ได้เหมือนกับศาล เพราะวันหนึ่งตัดสินไม่ตรงก็จะได้รับอีกอย่างหนึ่ง วันหนึ่งเปึนก้อนหิน วันหนึ่งเปึนก้อนอิฐ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมจึงบอกว่า หลักการวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะเปึนองค์กรที่ลดความขัดแย้งแต่ข้อความ ในกฎหมายในมาตรา ๘ นี้จะเปึนที่มาของความขัดแย้งอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ท่านประธาน ที่เคารพ ผมจึงบอกไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าวันนี้ที่มากกว่าหลักทั้งปวงท่านต้อง ยืนหลัก หลักแข็งมากเท่าไรประเทศชาติจะเดินหน้ากันไปได้ วันจันทร์ท่านต้องรับผู้คนที่ ไปให้กําลังใจกับท่าน ๓ คน อีก ๑ คน เขาจะไปขับไล่ อีก ๑ คนเขาจะไม่ให้ความสนใจ แต่แปลความว่าท่านต้องแบกความกดดันว่าถ้าวันหนึ่งถ้าท่านไม่ทําตามความต้องการ ของเขานั้น ท่านเองก็จะอยู่ในประเภทอีก ๒ คนนั้น ผมจึงบอกว่าวันนี้สังคมไทยประเทศ ของเรานั้นมันจะต้องมีมาตรฐาน เพราะฉะนั้นกฎหมายประชามติจะเปึนทางออกทางหนึ่ง วันนี้เรื่องรัฐธรรมนูญนี่นะครับ ผมเชื่อว่าถ้ายึดแนวทางกฎหมายประชามตินั่งนับเวลา กันแล้วตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา กรณีไม่เห็นด้วยต้องกลับมาอีก ๒ เดือน หรือต้อง ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนกว่าจะประกาศใช้ ใช้แล้วจะลงประชามติเรื่องใดจะต้อง กําหนดวันลงให้เกิน ๙๐ วันแต่ไม่เกิน ๑๒๐ วัน รวมเวลาแล้วป้เศษ แปลความว่าถ้ารัฐธรรมนูญไปช่องทางนี้จะมีการแก้ไขได้ก็ประมาณ ป้เศษ ๆ ผมจึงบอกว่าวันนี้เมื่อคิดจะลงประชามติก็มีพวกเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกัน แต่สิ่งที่ ผมจะอธิบายความกับท่านประธานก็คือว่า เรื่องการลงประชามตินั้นจะเปึนการทดสอบ อะไรหลาย ๆ อย่าง การลงประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ได้มีข้อมูลหรือการดําเนินการในการระบุความผิดในการไปใช้สิทธิให้มีความชัดเจน เพราะเหมือนกับต้องการว่าให้พ้นตัวไปเหมือนกัน ผมจึงบอกว่าการลงประชามติถ้าจะมี ครั้งต่อไปคณะกรรมการการเลือกตั้งมีบทเรียนเรื่องการดูแลการเลือกตั้ง ต้องประกาศ ให้ชัดเจนก่อนเลยว่าพิมพ์บัตรเลือกตั้งจํานวนเท่าไร พิมพ์บัตรลงประชามติจํานวนเท่าไร เหตุที่พิมพ์เกินมีเหตุผลอะไรรองรับเกินจากผู้มีสิทธิร้อยเปอร์เซ็นต์ไป มันจะลดปัญหา ความเคลือบแคลงใจของผู้คน แม้กระทั่งเรื่องการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เรื่องลงประชามติ บอกวันเดียวกันทั้งประเทศ ผมเบาใจ เพราะเท่ากับเปึนการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ๒ วัน มีคนดูแลรักษาหีบ ซึ่งผู้ที่มีส่วนได้เสียนั้นไม่มีโอกาสไปเห็นนั้นมีเวลา ๗ วัน ในสมัยเรา เลือกตั้งไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ออกจากที่นับหีบรวมกันที่อําเภอนี่ละครับ หรือว่าจุดใด ที่ประกาศให้นับยังต้องตามกันไปทุกที่กลัวว่าหีบมันจะไปแวะ กลัวคนว่าจะไปยัดหีบบัตร แต่นี่ ๗ วันไม่มองเห็น ผมจึงบอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ต้องเข้าข้างใครหรอกครับ ท่านยืนเปึนกลาง วันนั้นท่านคิดหลักว่าเข้าข้างใคร วันที่ท่านเข้าข้างใคร คนนั้นก็บอกว่าท่านดี อีกฝ์ายหนึ่งที่ท่านไม่เข้าข้างเขาก็บอกว่าท่านไม่ดี นี่เปึนปรากฏการณ์มีบทเรียนกันมามากมาย ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าเส้นทางจากนี้ไปประเทศของเรา บางคน บอกว่ากําลังหาทางแก้วิกฤติอยู่ กําลังหาทางออกของวิกฤติ แต่ผมบอกว่าคนที่พูดก็ต้อง ดูว่าตัวเองเปึนทางเข้าของวิกฤติหรือเปล่าเหมือนกัน วันนี้ประชามติซึ่งจะเปึนกฎหมาย ที่จะหาทางออกให้กับสังคมตามมาตรา ๑๖๕ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใด อาจจะกระทบถึงประโยชน์การได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจจะปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและ ประธานวุฒิสภาก็ได้ที่จะมีการออกเสียงประชามติ วันนี้วิกฤติของประเทศมากมายครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ก็เปึนวิกฤติ เรื่องของการชุมนุม ที่เรียกร้องเดี๋ยวนายกรัฐมนตรีลาออก เดี๋ยวยุบสภา สารพัดสารพันนี่ก็เปึนวิกฤติอันหนึ่ง แต่ทั้งหมดผมจึงบอกว่าจะแก้ไขปัญหาอะไรนั้นประชามติมันจะตัดคําพูดว่า อ้างประชาชน แล้วประชาชนจริง ๆ เขาคิดอะไร นี่เปึนหัวใจสําคัญที่สุด เมื่ออ้างเสียงส่วนมาก อ้างประชาชน ก็ต้องไปถามประชาชน เหมือนกับแนวความคิดของรัฐบาลในอดีตบอกว่า เมื่อก่อนใครมา เปึนรัฐบาลก็บอกว่าประเทศไทยมีคนยากจนมีเรื่องความยากจน แต่ถามว่าคนจนกี่คน จนด้วยเรื่องอะไร ไม่มีใครตอบได้ ก็ต้องไปขึ้นทะเบียนคนจนก็จะได้แก้ไขปัญหาอย่างเปึน วิทยาทาน เรื่องการลงประชามตินี้ก็เปึนเช่นเดียวกันท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นจะเปึน ทางออกที่ดี แต่คนที่นั่งตรงกลางที่สุดคือคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกครั้งที่ใครมานั่ง เปึนกรรมการการเลือกตั้งที่จะต้องดูแลอย่างนี้คนก็ต้องนินทาทั้งนั้น ฝัืงผมก็ตั้งข้อสังเกต เหมือนกันว่าทําไมท่านไม่แจกใบแดงที่จังหวัดเพชรบูรณ์นั่นล้านสาม ล้านสามไม่แดง ที่ไม่ถึงล้านสามแดงก็มี เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าตาชั่งของท่านที่จะเปึนหลัก สําคัญให้คนทั้ง ๒ ฝ์ายที่นั่งอยู่ ๒ ป้กนี้สามารถเดินหน้ากันไปได้โดยไม่มีความตะขิดตะขวงใจ ผมจึงพูดบนพื้นฐานว่ากฎหมายฉบับนี้ในมาตราที่เปึนปัญหาในมาตรา ๘ นั้นควรที่จะมี การแก้ไข เพราะจะกลายเปึนช่องทางที่สําคัญ และผมฝากอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ เปึนการสรุปว่า ผมเองนั้นมีความเชื่อเลยว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งระบอบประชาธิปไตย แม้นว่าจะไม่สมบูรณ์ แต่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลง มีสิทธิที่จะมี การแก้ไข ผมมีความเชื่อว่าสิทธิเสรีภาพต้องได้มาจากการต่อสู้ ได้มาจากการร้องขอ แต่ว่าผมไม่เชื่อว่า สิทธิเสรีภาพจะได้มาจากการถูกบอกว่าคุณจงมีสิทธิเสรีภาพเหมือนวันนี้เหมือนกันก็คือว่า เราปกครองในประเทศที่อยู่ในยามเหมือนผมยกตัวอย่างว่าเหมือน ๑ ประเทศ ๒ ระบบ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง องค์กรอิสระติดค้างคามาจากคณะรัฐประหาร ผมไม่ได้บอก เรื่องตัวบุคคลท่านดีหรือไม่ดี และผมบอกที่มาของ กกต. ของท่านชัดเจนว่า ถ้าไม่ยึด อํานาจท่านก็ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ท่านจะมีสถานะความรู้สึกที่ดีกว่านี้ แต่ว่า เมื่อมีคําสั่งอื่นใดของคณะรัฐประหารอยู่ คนของคณะรัฐประหารยังอยู่ อีกส่วนหนึ่งมาจาก การเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งยังมาจากกระบอกป๋น หรือมาจากรถถัง มาจากอํานาจเผด็จการอยู่ ประเทศของเราจะมีสภาพอีหลักอีเหลื่อ แต่ทุกคนต้องมีความอดทนเพราะต้องการ ให้ประชาธิปไตยมันเดินหน้าไม่ต้องการให้มีการสะดุดกันอีก เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่า กฎหมายฉบับนี้ผ่านไปเร็วที่สุดเปึนเรื่องดี แต่ว่าเนื้อหาสาระต้องได้รับการแก้ไข คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องเอาบทเรียนของการลงประชามติวันที่ ๑๙ สิงหาคม มาตรองดูหลายพื้นที่คาใจผู้คน เช่น การลงประชามติที่จังหวัดภูเก็ต เว็บไซต์ (Web site) เผยแพร่ทั่วกันไปหมด รวมกระทั่งว่าไม่สามารถหาข้อกระทําความผิดได้ หรือการเลือกตั้ง ๒ ครั้งที่ผ่านมา ข้อที่ท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้นถ้าท่านมีหลักผมเชื่อว่าประเทศชาติจะได้ เดินหน้า แล้วก็ขอว่าวันจันทร์นี้ที่จะมีการยกโขยงท่านที่นั่งอยู่มีส่วนที่จะได้รับกําลังใจ อีก ๒ คนนั่นอยู่ในป้กที่บอกว่าไม่สนใจและถูกขับไล่ นี่จะเปึนปัญหาหัวใจ เพราะฉะนั้น ผมจึงฝากว่าในใจของท่านผมฟังจากพวกท่านแล้วว่าไม่ต้องการรับอย่างนั้นเหมือนผมได้ แสดงความคัดค้านกับคนเมื่อจะไปมอบกําลังใจให้กับศาล เพราะฉะนั้นด้วยความหวัง ก็คือว่าความที่เปึนตาชั่งที่ไม่เอียง ความที่เปึนตาชั่งที่มีความเที่ยงธรรม มีความสุจริตนั้น จะทําให้ประเทศของเรามันได้คลายวิกฤติ ขอขอบพระคุณท่านมากท่านประธาน