รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ป้ที่ ๑
ครั้งที่ ๑ (สมัยวิสามัญ) เปึนพิเศษ
วันอังคารที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๗
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุม จำนวน ๒๕๗ ท่านแล้ว ถือว่าครบ องค์ประชุม ผมขอเป่ดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม วันนี้ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม
เรื่องแรก รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราช กฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๗
ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๗ ผมจึงขอเชิญท่านสมาชิกทุกท่านโปรดยืน ขึ้นรับฟังพระบรมราชโองการ และขอเชิญท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่าน พระบรมราชโองการครับ
พระบรมราชโองการ
“พระราชกฤษฎีกา
เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๖๗
______________
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๗
เปึนป้ที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่มีความจำเปึนเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภา เปึนการประชุมสมัยวิสามัญ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
เศรษฐา ทวีสิน
นายกรัฐมนตรี”
เชิญนั่งครับ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมต่อไปครับ คือ
เรื่องที่ ๑ รับทราบประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้สมาชิกผู้ที่อยู่ในบัญชี รายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง
ตามที่ นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ เปึนเหตุให้สมาชิกภาพ สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๑ (๓) ของรัฐธรรมนูญ นั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงได้มี ประกาศสภาผู้แทนราษฎรประกาศให้ผู้ที่มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เลื่อนขึ้นมาเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตามมาตรา ๑๐๕ (๒) ของรัฐธรรมนูญ คือ ท่านนายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ซึ่งอยู่ในลำดับ ๓๕ ของพรรคเพื่อไทย จึงแจ้งมาให้ ที่ประชุมทราบ
เรื่องถัดไป ก็คือเรื่องขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกบัญชีรายชื่อ ที่ได้แจ้งเมื่อสักครู่ ได้เข้ามาปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา ๑๑๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ ซึ่งกำหนดให้ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ นั้น ซึ่งขณะนี้ท่านสมาชิก ท่านรองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ เข้ามาแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ ได้กล่าวปฏิญาณตนโดยที่ผมจะกล่าวนำนะครับ ท่านก็ปฏิญาณช้า ๆ เปึนวรรคไปนะครับ เดี๋ยวเชิญเราจะได้ปฏิญาณต่อไป ขอปฏิญาณตามที่ผมจะกล่าวนำ
(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลื่อนลำดับได้ยืนขึ้นและกล่าวคำ ปฏิญาณตนต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนำ)
“ข้าพเจ้า รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
ขอบคุณครับ ขอแสดงความยินดีด้วยครับ เชิญนั่งครับ ดังนั้น จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่ เปึนอยู่ในปัจจุบันนี้เท่ากับ ๕๐๐ คน ครึ่งหนึ่งของสมาชิกก็คือ ๒๕๐ ท่าน
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ต่อไปเปึนการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ
ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เปึนผู้เสนอ) และเนื่องจากมีร่างพระบัญญัติทำนองเดียวกันนี้อีก ๓ ฉบับ ได้แก่
๑. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ เปึนผู้เสนอ)
๒. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ เปึนผู้เสนอ) ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระที่ ๖.๑ นะครับ
๓. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เปึนผู้เสนอ) ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระที่ ๖.๒ ซึ่งผมเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๔ ฉบับนี้สามารถจะพิจารณารวมกันได้นะครับ
ถ้าไม่มีผู้ใด เห็นเปึนอย่างอื่นก็ถือว่าเราจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๔ ฉบับนี้รวมกันนะครับ
โดยที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอรายงานการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกฎหมายเพื่อประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ส่วนร่างฉบับของ รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์และร่างของคุณพริษฐ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก พระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ และได้ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็นอันนี้แล้ว สำหรับฉบับของท่านอนุทิน เนื่องจากเปึนร่างที่มีหลักการทำนองเดียวกันกับร่างที่ได้เสนอรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่ได้จัดทำความคิดเห็นออกไป เพราะว่าเปึน กฎหมายที่มีหลักการในทำนองเดียวกันแล้วนะครับ โดยทางรัฐบาลก็ได้อนุญาตให้ท่านนิกร จำนง ได้มาร่วมเปึนคณะชี้แจงในนามของรัฐบาลด้วยนะครับ ผมจึงขอเชิญคณะรัฐมนตรี ได้เข้ามาเพื่อนำเสนอหลักการและเหตุผลของพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรผู้ทรงเกียรติ ผม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เห็นแตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ จากการที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ผมขอกล่าวสาระสำคัญ ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังนี้
เหตุผลและความจำเปึนในการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติจะต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง เปึนจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามติ ซึ่งการกำหนดให้การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติ มีจำนวนคะแนนการออกเสียงมากเกินไปจะทำให้ได้ข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติยากขึ้น การออกเสียงในแต่ละครั้งอาจไม่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับการจัดให้มีการออกเสียง ประชามติในแต่ละเรื่องแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก นอกจากนี้การที่ กฎหมายเดิมไม่ได้กำหนดให้วันออกเสียงสามารถกำหนดเปึนวันเดียวกันกับวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีการเลือกตั้งทั่วไปหรือวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระ ทำให้ต้องกำหนดวันออกเสียงแยกต่างหากจากวันเลือกตั้ง ทั้งที่อาจอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ย่อมเปึนการเพิ่มภาระงานและงบประมาณแผ่นดินในการจัดการออกเสียง อีกทั้งเปึนภาระ กับประชาชนที่ต้องมาใช้สิทธิออกเสียงหลายครั้ง
ประการต่อมา วิธีการออกเสียงเดิม กำหนดให้การออกเสียงกระทำโดยบัตร ออกเสียงเปึนหลัก อาจจะไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมี การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สามารถช่วยอำนวย ความสะดวกให้ประชาชนในการเข้าถึงการออกเสียงได้โดยสะดวก รวดเร็ว และลดภาระ ค่าใช้จ่ายมากขึ้น
ประการสุดท้าย กฎหมายเดิมกำหนดเพียงให้จัดให้มีการแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงอย่างรอบด้าน อย่างเท่าเทียมกันเท่านั้น ซึ่งอาจ ไม่ชัดเจนว่าความเห็นของผู้ที่ไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทำประชามติ จะได้รับการรับฟัง อย่างทั่วถึงหรือไม่ และอาจนำไปสู่การโต้แย้งผลการทำประชามติได้ คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่า มีความจำเปึนที่ต้องแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคณะรัฐมนตรี มีหลักการสาระสำคัญและเนื้อหา ดังต่อไปนี้
๑. ชื่อร่างพระราชบัญญัติ (ร่างมาตรา ๑)
๒. วันใช้บังคับ กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปึนต้นไป (ร่างมาตรา ๒)
๓. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดให้หากมีการกำหนด วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เปึนการเลือกตั้งทั่วไป หรือหากมีการกำหนด วันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระในช่วงเวลา ใกล้เคียงกับการออกเสียง อาจกำหนดให้วันออกเสียงเปึนวันเดียวกับวันเลือกตั้ง (ร่างมาตรา ๓)
๔. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑ วรรคสาม กำหนดให้หากมีการกำหนด วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เปึนการเลือกตั้งทั่วไปหรือหากมีการกำหนด วันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระในช่วงเวลา ใกล้เคียงกับการออกเสียง อาจกำหนดให้วันออกเสียงเปึนวันเดียวกับวันเลือกตั้ง (ร่างมาตรา ๔)
๕. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๒ กำหนดให้การออกเสียงให้กระทำโดยใช้บัตร ออกเสียง หรือการออกเสียงทางไปรษณีย์ หรือออกเสียงโดยเครื่องลงคะแนนออกเสียง อิเล็กทรอนิกส์ หรือทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือโดยวิธีอื่น โดยวิธีการนั้นสามารถ ปัองกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก และอาจใช้วิธี ลงคะแนนวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธี และใช้ในเขตออกเสียงหนึ่งหรือหลายเขตออกเสียง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา ๕)
๖. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓ กำหนดให้การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติ ในเรื่องที่จัดทำประชามติ ให้ถือเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมาก ต้องมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงและต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดง ความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น (ร่างมาตรา ๖)
๗. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง กำหนดให้เมื่อได้ประกาศกำหนด วันออกเสียงแล้ว ให้คณะกรรมการเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ได้รับอย่างทั่วถึง และให้คณะกรรมการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องการจัดทำประชามติตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (ร่างมาตรา ๗)
๘. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๘ กำหนดให้การออกเสียงจะใช้เขตประเทศ เขตจังหวัด เขตอำเภอ เขตเทศบาล เขตตำบล เขตหมู่บ้าน หรือเขตอื่นเปึนเขตออกเสียงก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา ๑๘)
๙. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง กำหนดให้มีการกำหนดหน่วย ออกเสียงและที่ออกเสียง ให้เปึนไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ กำหนด ในกรณีที่พื้นที่ใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เปึนการเลือกตั้งทั่วไป หรือมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระ ในวันเดียวกับการออกเสียง ให้ถือว่าหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งของการเลือกตั้งนั้น เปึนหน่วยออกเสียงและที่ออกเสียงตามพระราชบัญญัตินี้ในพื้นที่ดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา ๙)
ท่านประธานสภาที่เคารพ การแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ เปึนเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการทำ ประชามติ ทำให้ประชาชนเกิดความสะดวก ประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งยังเปึนการประหยัด งบประมาณ รวมทั้งเปึนการเป่ดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในการทำประชามติ โดยอิสระได้มากขึ้น จึงหวังว่าสภาแห่งนี้จะให้การสนับสนุนร่างแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ เปึนอย่างดี ขอขอบพระคุณท่านประธานสภาและท่านสมาชิกผู้แทนราษฎรไว้ในโอกาสนี้ครับ
ขอบคุณท่าน รองนายกรัฐมนตรีครับ ต่อไปก็จะให้ผู้ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติอีก ๓ ฉบับ เปึนผู้นำเสนอ ซึ่งอย่างที่เราเคยปฏิบัติครับ ผู้เสนอก็คงจะใช้เวลาฉบับละประมาณ ๑๐ นาทีนะครับ แล้วหลังจากนั้นก็จะให้ผู้ที่อยากจะขออภิปรายเพิ่มเติมสามารถอภิปรายได้ สำหรับผู้ที่จะ อภิปรายซึ่งไม่ใช่ผู้เสนอขอให้ช่วยกันมาลงชื่อข้างหน้านี้ด้วยนะครับ ซึ่งผมจะได้เรียก ตามลำดับที่มาขอเสนอ ซึ่งก็จะอนุญาตอย่างที่เราเคยปฏิบัตินะครับ ก็คือสำหรับผู้ที่ เสนอสนับสนุนเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยนะครับ คนละ ๗ นาทีนะครับ ขอเชิญผู้เสนอ กฎหมาย ฉบับที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติว่าการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ) เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออภัยครับ
ขออนุญาต ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ก่อนครับ ทางนี้จะขอปรึกษา เชิญครับ
ขออภัยท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ด้วยนะครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานวิปฝ์ายค้านนะครับ สิ่งที่ท่านประธานได้แจ้งเมื่อสักครู่อาจจะไม่ตรงกับ ข้อตกลงของวิปทั้ง ๒ ฝ์าย สักนิดหนึ่งนะครับ คือทางผู้เสนอจริง ๆ แล้วก็มีเวลาไม่จำกัด แต่ว่าทางคุณพริษฐ์ คงไม่ได้ใช้เวลาเกิน ๑๐ นาทีไปมากนักนะครับ ในส่วนของผู้อภิปราย ทางวิปรัฐบาลกับวิปฝ์ายค้านได้ตกลงกันว่าคงจะใช้เวลาฝัืงละไม่เกินราว ๆ ๓ ชั่วโมง โดยประมาณนะครับ ซึ่งแต่ละท่านบางท่านอาจจะ ๗ นาที บางท่านอาจจะมากกว่านั้น แต่โดยรวมทั้งหมดแล้วทางฝัืงฝ์ายค้านก็จะใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงครับ บางท่านอาจจะ ไม่ใช่ ๗ นาที ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
อันนี้เปึนข้อเสนอ ข้อตกลงของวิปทั้ง ๒ ฝ์าย เชิญวิปรัฐบาลครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคนที่ประสานงาน ระหว่าง ๒ ฝ์ายครับ ผมยืนยันครับว่าเราไม่ได้คุยกันว่าแต่ละคนจะใช้เวลาเท่าไร แต่ว่า เราคุยกันว่าแต่ละฝัืงนั้นจะใช้เวลาราว ๓ ชั่วโมง แล้วก็เวลาของท่านประธานประมาณ ๑ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะใช้เวลากันประมาณ ๗ ชั่วโมง แล้วก็จะโหวตและทำการ ประชุมวันนี้ให้สำเร็จเรียบร้อย แต่ว่าไม่มีการกำหนดว่าแต่ละคนจะใช้เวลาเท่าไรครับ
ขอบคุณมาก ต้องขออภัย ผมเอาข้อตกลงสมัยประชุมที่แล้วมาพูด แต่ว่าเฉพาะกฎหมายฉบับนี้ทางวิป ได้ตกลงกันแล้วว่าจะใช้เวลาฝ์ายละไม่เกิน ๓ ชั่วโมง ก็ขอให้วิปแต่ละฝ์ายนะครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่สภาจะบันทึกไว้ด้วยนะครับ แต่ละฝ์ายเมื่อครบ ๓ ชั่วโมงแล้วก็จะเปึนการจบ การประชุม ๓ ชั่วโมงนี้รวมทั้งกล่าวสรุปของผู้นำเสนอด้วยหรือเปล่าครับวิป เพราะผู้เสนอมี ๓ ท่าน จะมีการสรุปอยู่ใน ๓ ชั่วโมงนี้ด้วยหรือเปล่าหรือว่านอกจาก ๓ ชั่วโมงนี้
เรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ วิปฝ์ายค้านครับ ก็ไม่รวมครับท่าน
ไม่รวมนะครับ คิดว่าเมื่อเราได้อภิปรายกันตามสมควรแล้วสรุปก็คงไม่ยาก และบางฉบับคงจะมีผู้สรุป เพียงท่านเดียว หรืออาจจะไม่สรุปเลยก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็ดำเนินการตามนี้นะครับ ตามที่วิปทั้ง ๒ ฝ์ายได้ตกลงนะครับ ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เปึนผู้เสนอ ฉบับแรกครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ขอนำเสนอบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเปึนร่างของพรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่นำเสนอในวันนี้วัตถุประสงค์สำคัญก็คือ เพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ใช้อยู่ในขณะนี้ โดยมีหลักการและเหตุผลดังที่ผมจะกราบเรียน ต่อท่านประธานและที่ประชุม ดังต่อไปนี้
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ดังนี้
๑. กำหนดให้หากมีการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนการ เลือกตั้งทั่วไป หรือหากมีการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการออกเสียง อาจกำหนดให้วัน ออกเสียงเปึนวันเดียวกับวันเลือกตั้ง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๑ วรรคสาม)
๒. กำหนดให้การออกเสียงให้กระทำโดยใช้บัตรออกเสียง หรือการออกเสียง ทางไปรษณีย์ หรือการออกเสียงโดยเครื่องลงคะแนนออกเสียงอิเล็กทรอนิกส์ หรือทางระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือโดยวิธีอื่น (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๒)
๓. กำหนดให้การออกเสียงให้ถือเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนน เสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามติ (แก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๓)
๔. กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการแสดงความคิดเห็น โดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะทำประชามติ (แก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง)
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอแสดงเหตุผลของการแก้ไขเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้
โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ไม่ได้ กำหนดให้วันออกเสียงสามารถกำหนดเปึนวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีการเลือกตั้งทั่วไป หรือวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นเนื่องจาก ครบวาระได้ ทำให้ต้องกำหนดวันออกเสียงแยกต่างหากจากวันเลือกตั้งทั้งที่อาจอยู่ใน ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เปึนการเพิ่มภาระงานและงบประมาณแผ่นดินในการจัดการออกเสียง อีกทั้งเปึนภาระกับประชาชนที่ต้องออกมาใช้สิทธิออกเสียงหลายครั้ง ดังนั้น จึงอาจ กำหนดให้วันออกเสียงเปึนวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ และวิธีการออกเสียงจากเดิมที่ กำหนดให้การออกเสียงกระทำโดยใช้บัตรออกเสียงเปึนหลัก ส่วนวิธีการออกเสียงโดยวิธีอื่น เปึนเพียงทางเลือกที่คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีได้ เปึนการกำหนดวิธีการออกเสียงที่ สามารถกระทำได้โดยวิธีการต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อความสะดวกของประชาชนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง นอกจากนั้นยังให้มีการแก้ไขเรื่องผล ของการออกเสียงที่ถือว่ามีข้อยุติ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเต็มจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีจำนวนเสียงเกิน กึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามติ ซึ่งเห็นว่าไม่ควรแยกประเภท การออกเสียงเปึนการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติ หรือเปึนเพียงการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษา แก่คณะรัฐมนตรี เนื่องจากกระบวนการจัดการออกเสียงเปึนกระบวนการเดียวกันและใช้ งบประมาณจำนวนมาก เปึนการไม่คุ้มค่ากับงบประมาณหากจะจัดการออกเสียงเพียงเพื่อให้ การปรึกษา และหากกำหนดให้ผลออกเสียงต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจำนวนเกิน กึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และต้องมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ในเรื่องที่จะทำประชามตินั้น (เสียงข้างมากเด็ดขาด) เห็นว่าเปึนไปได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากการออกเสียงประชามติต่างกับการเลือกตั้งที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเปึนตัวแปรในการ หาเสียงและรณรงค์ ให้คนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง (ซึ่งหลายครั้งยังพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) แต่การออกเสียงประชามติเปึนเพียงการสอบถามความเห็น ของประชาชนในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ซึ่งประเด็นนั้นอาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของ ประชาชนโดยทั่วไป จึงไม่มาใช้สิทธิออกเสียง ดังนั้น จึงไม่ควรนำจำนวนประชาชนส่วนนี้ มาเปึนผลต่อการออกเสียง และควรแก้ไขให้การออกเสียงถือเพียงเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามติ ซึ่งสอดคล้องกับการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ที่ใช้เพียงเสียงข้างมากธรรมดา และสุดท้ายคือการกำหนดให้เปึนหน้าที่ของ คณะกรรมการที่ต้องจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่จัดทำประชามติ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๑
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะกราบเรียน เพิ่มเติมโดยสังเขปเล็กน้อย ดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประชามติทั้งของรัฐบาล และของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคก้าวไกล รวมทั้งพรรคภูมิใจไทยที่เสนอมาในวันนี้ ๔ ร่าง วัตถุประสงค์หลักของการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือเรื่องการที่กำหนดเสียงชี้ขาด เสียงข้างมากเด็ดขาดตามที่กำหนด ไว้แต่เดิมในมาตรา ๑๓ ของกฎหมายประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ทุกร่างจึงขอแก้ไขในมาตรานี้ แล้วก็มีลักษณะเหมือน ๆ กันว่าต้องการลดขนาดของการออกเสียงที่เปึนเสียงข้างมาก เด็ดขาดลงมา เพียงว่าการลดขนาดลงมานั้นจะลดลงมากน้อยเพียงใดก็สุดแต่ความคิดของ แต่ละพรรค ความคิดของคณะรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ก็กราบเรียนว่าไม่เหมือนกันทีเดียวนัก แต่เดิมในร่างมาตรา ๑๓ ของกฎหมายประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ผมขอเรียนท่านประธานโดย สรุปเล็กน้อยว่า เสียงชี้ขาดนั้นต้องมีเสียงที่เขาเรียกว่า Double Majority ที่เรียกว่า เสียงข้างมากเด็ดขาด ๒ ชั้น คือ ข้อที่ ๑ ผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง หลังจากนั้นก็ต้องไปดูข้อที่ ๒ ว่าจำนวนเสียงเห็นชอบต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิออกเสียง ความหมายก็คือว่า เช่น ผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ๔๐ ล้านคน สมมุติตัวเลขกลม ๆ แบบนั้น ผู้มาใช้สิทธิต้อง ๒๐ ล้านขึ้น และเสียงชี้ขาดต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ ๒๐ ล้านขึ้น เขาจึง เรียกว่าเปึน Double Majority ตัวอย่างเช่นนี้ถ้าผมยกเมื่อป้ ๒๕๕๐ มีผู้ไม่เห็นชอบ ๑๐.๗ ล้านคน มีผู้เห็นชอบ ๑๔.๗ ล้านคนโดยประมาณ กล่าวเช่นนี้ ก็หมายความว่าถ้าเสียงของประชาชนประมาณ ๓ ล้านเศษ ๆ ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง การลงประชามติในคราวที่แล้วป้ ๒๕๕๐ ถ้าใช้ Double Majority ถือว่าไม่ผ่าน ถ้าคนประมาณ ๓ ล้านเศษ ๆ เขาไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง ป้ ๒๕๖๐ ผู้ใช้สิทธิ ๕๐ ล้านคน ออกมาใช้สิทธิ ๒๙.๗ เห็นชอบ ๑๖.๘ ไม่เห็นชอบ ๑๐.๕ ถ้าประมาณ ๔ ล้านเศษ ๆ ไม่ออกมาใช้สิทธิแปลว่า Double Majority ตามมาตรา ๑๓ ไม่ผ่าน เหตุนี้ก็ด้วยเหตุผลว่าเราจึงควรจะแก้มาตรานี้ เสีย เหตุผลสำคัญก็คือเนื่องจากการออกเสียงประชามตินั้นมีเหตุผลความจำเปึนต้องการ สอบถามความเห็นของประชาชน ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งไปรณรงค์กัน แม้ขนาดจะรณรงค์แล้วผลของการเลือกตั้งบางจังหวัด ผู้ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็มี แต่ก็ชนะการเลือกตั้ง ตามกฎกติกาที่ว่าไว้ โดยเหตุนี้ผมเข้าใจโดยสรุปครับท่านประธานว่า หลายพรรคการเมือง รัฐบาลก็ดีก็คิดว่าเรื่องนี้อาจจะเปึนปัญหาในการทำประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำ ประชามติสำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จึงสมควรที่จะแก้ไขในเรื่องนี้เสียให้เปึนสิ่งที่ปฏิบัติได้ ไม่ใช้คะแนนเสียงจนเกินมากไป ส่วนจะลดลงมาเท่าไรอันนั้นเปึนเรื่องที่คงไปพูดกันในชั้นกรรมาธิการ นอกเหนือจาก การแก้ไขเรื่องของมาตรา ๑๓ จึงถือโอกาสแก้ไขเรื่องอื่น ๆ พร้อมกันไป เช่น แก้ไขเรื่อง วันออกเสียง ถ้ามันใกล้เคียงกับการเลือกตั้งทั่วไป ใกล้เคียงกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็อาจจะ จัดเปึนวันเดียวกันเพื่อประหยัดงบประมาณ เพื่อไม่ต้องสิ้นเปลืองเวลาของพี่น้องประชาชน เมื่อก่อนการใช้บัตรออกเสียงถือเปึนหลัก ส่วนจะใช้วิธีอื่นหรือไม่ก็เปึนข้อยกเว้นที่กรรมการ กำหนด เราก็คิดว่าน่าจะใช้วิธีการอื่น ๆ พร้อมกันไปได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งมีความจำเปึนตามกฎหมายที่จะต้องเผยแพร่และเป่ดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น โดยทั่วหน้า ก็เปึนที่ทราบกันดีรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ในคราวก่อนนี้ไม่เป่ด โอกาสให้วิพากษ์วิจารณ์ ไม่เป่ดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น เราก็คิดว่าควรจะแก้ไขเรื่องนี้ ไปพร้อม ๆ กัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เปึนเรื่องของรัฐบาลที่เสนอเพิ่มเติมเข้ามา เช่น เขตออกเสียง ถ้าพร้อมกันให้ใช้เขตออกเสียงตามที่กำหนดไว้ของการเลือกตั้ง อย่างนี้เปึนต้น อันนี้ก็กล่าว โดยสรุปครับท่านประธานที่เคารพครับว่าเปึนเหตุผลความจำเปึนที่ควรจะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ กระผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย ก็น่าจะได้รับหลักการร่างทั้งหมดทั้ง ๔ ร่างไปพร้อมกัน พร้อมกับการตั้งกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาในรายละเอียดต่อไป กราบเรียนด้วยความเคารพครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ต่อไปเปึนร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ ขอเชิญครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตนำเสนอและอภิปรายหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ฉบับของ พรรคก้าวไกลในฐานะผู้เสนอร่าง ท่านประธานครับ แม้ในช่วงหนึ่งป้ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง การแก้ไข พ.ร.บ. ประชามตินั้น มักจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องของกระบวนการ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมต้องขออนุญาตเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกครับว่า ผมเห็นว่าเราจำเปึนที่ต้องพิจารณาความเชื่อมโยงของ ๒ ประเด็น ดังกล่าวนั้นด้วยความระมัดระวังและด้วยความรอบคอบ เพราะในมุมหนึ่ง พ.ร.บ. ประชามตินั้น ก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะส่งผลต่อกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในอีกมุมหนึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ไม่ควรจะเปึนทุกสิ่งทุกอย่างที่ไปกำหนดว่าเราจะออกแบบ พ.ร.บ. ประชามติกันอย่างไร ที่ผมพูดว่า พ.ร.บ. ประชามตินั้นไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่งผลต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ครับ ก็เพราะว่าหลายประเด็นที่จะเปึนตัวแปรสำคัญที่ไปกำหนดว่า เราจะได้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เร็วแค่ไหน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แค่ไหนนั้น ล้วนเปึนประเด็นที่อยู่นอกเหนือจากเนื้อหาในกฎหมายประชามติ ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของจำนวนประชามติที่ผมก็ต้องขออนุญาตเห็นต่างกับท่านประธานนะครับ คือผมเห็นว่า ๒ ครั้งก็เพียงพอแล้วในเชิงของกฎหมาย หรือไม่ว่าจะเปึนเรื่องของคำถามประชามติสำหรับ การทำประชามติครั้งแรก ซึ่งผมก็ยังเห็นต่างกับรัฐบาล แล้วก็เรียกร้องให้รัฐบาลนั้นทบทวน ให้หันมาใช้คำถามที่เป่ดกว้างขึ้น เพื่อทำให้ประชาชนทุกคนที่อยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นสามารถลงคะแนนเห็นชอบอย่างเปึนเอกภาพได้ หรือไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ รูปแบบและการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตอนนี้ทั้งร่างของพรรคก้าวไกลและร่าง ของพรรคเพื่อไทยที่ยื่นเข้าสู่รัฐสภานั้น ก็ยืนยันหลักการว่า สสร. นั้นจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนหลักการที่นับถึงวันนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็ยังคงไม่ยืนยัน แต่ท่านประธานครับ เหตุผลที่ พ.ร.บ. ประชามตินั้นถูกดึงเข้ามามีความเชื่อมโยงกับ กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างใกล้ชิดขึ้น เหตุผลที่ทำให้การแก้ไข พ.ร.บ. ประชามตินั้น มีความจำเปึนเร่งด่วนมากขึ้น ก็เพราะว่ามติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ที่ผ่านมาที่เขียนไว้ชัดครับว่า รัฐบาลนั้นจะยังคงไม่เดินหน้าในการจัดทำประชามติครั้งแรก จนกว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติเสร็จเปึนที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเปึนการยืนยันนะครับว่า คำพูดของโฆษกรัฐบาลที่ได้แถลงไว้หลังวันประชุมวันนั้นว่า ประชามติครั้งแรกนั้นจะเกิดขึ้น ในช่วงระหว่าง ๒๑ กรกฎาคม ถึง ๒๒ สิงหาคมนั้นไม่เปึนความจริงครับท่านประธาน นับถึงวันนี้ผมก็ยังไม่ได้รับคำตอบชัด ๆ ว่าหาก ครม. มีความประสงค์ว่าจะต้องแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติให้เสร็จก่อนจะเดินหน้าในการจัดทำประชามติครั้งแรก แล้วเหตุใดครับ ครม. ถึงรอมาถึงวันนี้ถึงเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๆ ที่ทั้งร่างของพรรคเพื่อไทยและร่างของพรรคก้าวไกลก็ถูกยื่นเข้าสู่สภาตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ไม่เปึนไรครับอย่างน้อยผมก็ดีใจครับที่วันนี้เราทุกฝ์ายเห็นตรงกัน ในการเป่ดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อมาเร่งแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ แต่อีกมุมหนึ่งครับ ท่านประธาน นอกจาก พ.ร.บ. ประชามติจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่งผลต่อการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ปัจจัยเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่ควรที่จะเปึน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามาใช้กำหนดว่าเราจะออกแบบ พ.ร.บ. ประชามติกันอย่างไร มีเหตุผล ๒ ประการด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเราไม่เคย มีการจัดทำประชามติในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของรัฐธรรมนูญ แต่ความจริงแล้วประชามติ ไม่จำเปึนต้องถามเฉพาะเรื่องของรัฐธรรมนูญเท่านั้นครับ แต่ประชามติสามารถถูกใช้ เปึนเครื่องมือในการสอบถามความเห็นของประชาชนในประเด็นอื่น ๆ ที่เราเห็นว่าสำคัญได้
แต่อีกประการหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือในเมื่อพวกเราแต่ละฝ์าย โดยเฉพาะ ในสภาแห่งนี้ก็ล้วนมีจุดยืนที่ชัดเจน มีธงที่ชัดเจนว่าเราอยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่อยู่หรือไม่ นั่นหมายความว่าหากเราออกแบบ พ.ร.บ. ประชามติโดยคำนึง ถึงเพียงแค่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผลลัพธ์ของประชามติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราก็อาจจะถูกตั้งคำถามได้ง่ายครับว่า ตกลงแล้วเรากำลังพยายาม จะแก้กติกาเกี่ยวกับประชามติเพียงเพื่อให้ฝ์ายที่เราสนับสนุนนั้นได้เปรียบใช่หรือไม่
ด้วยเหตุผล ๒ ประการนี้ท่านประธาน ผมเลยจะขออนุญาตนำเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติฉบับของพรรคก้าวไกล และเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนมาร่วมกัน พิจารณาเนื้อหาในร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติทุกฉบับในวันนี้ โดยไม่คำนึงถึงเพียงแค่ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ แต่คำนึงถึงเปัาหมาย ที่เรามีร่วมกันในการออกแบบกติกาประชามติให้มีความเหมาะสม ให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความเปึนธรรม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าประชามติจะเกี่ยวข้อง กับเรื่องรัฐธรรมนูญหรือไม่ และไม่ว่าเราจะสนับสนุนฝ์ายที่เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ กับประเด็นที่ถูกถามในประชามติ
เข้าสู่เนื้อหาสาระครับท่านประธาน เปัาหมายของร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ ของพรรคก้าวไกลมีการเสนอทั้งหมด ๔ ประเด็นสำคัญครับ พยายามจะทำให้กติกา ประชามตินั้นมีความเปึนธรรม มีความยืดหยุ่น มีความทันสมัยและมีความหลากหลาย มากขึ้น แต่หากจะมองกว้างกว่าแค่ร่างของพรรคก้าวไกลและมองถึงเนื้อหาสาระที่อยู่ ในทั้ง ๔ ร่าง ผมพยายามสรุปให้เห็นภาพชัดเจนครับ ดังที่ปรากฏในสไลด์
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
ว่าทั้ง ๔ ร่างนั้น มีการนำเสนอ รวมกันทั้งหมด ๗ ประเด็นครับ แบ่งออกเปึน ๒ ประเด็น ที่พรรคก้าวไกลเสนอในร่างของเรา แล้วก็มีร่างอื่นที่เสนอแก้ไขในทิศทางที่สอดคล้องกัน มี ๒ ประเด็นครับ เปึนประเด็นที่อยู่ใน ร่างของพรรคก้าวไกลแต่ไม่ปรากฏอยู่ในร่างอื่น ๆ แล้วก็มี ๓ ประเด็นที่พรรคก้าวไกลไม่ได้เสนอ แต่ปรากฏอยู่ในร่างอื่นและเรายินดีไปพูดคุยเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการ มาเข้าสู่หมวดหมู่แรกครับ นั่นก็คือ ๒ ประเด็น ที่พรรคก้าวไกลเราเสนอในร่างของเรา แล้วก็ปรากฏอยู่ในร่างอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
ประเด็นที่ ๑ เปึนการพยายามจะทำให้กติกานั้นมีความเปึนธรรมมากขึ้น โดยการเปลี่ยนจากการเปึน Double Majority มาเปึน Single Majority ท่านประธานครับ ผมออกตัวไว้ก่อนว่าส่วนตัวแล้วผมคิดว่ากติกา Double Majority หรือเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้นนั้นมีเจตนาที่ดีครับ เปึนเจตนาที่พยายามจะบอกว่าในเมื่อประชามติมักจะถูกจัดสำหรับ ประเด็นที่มันมีความสำคัญต่อบ้านเมือง ประชามตินั้นก็จะถือว่าผ่านความเห็นชอบของ ประชาชนก็ต่อเมื่อผ่าน ๒ เกณฑ์ด้วยกันครับ เกณฑ์ที่ ๑ คือจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงจะต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่มีสิทธิออกเสียง อันนี้ผมขอเรียกว่าเกณฑ์ชั้นบน ซึ่งเปึนการวัดความสนใจที่ประชาชนมีต่อประเด็นดังกล่าว เกณฑ์ที่ ๒ ครับท่านประธาน นั่นคือจำนวนคนที่ลงคะแนนเห็นชอบนั้นจะต้องมีมากกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง ผมขอเรียกเกณฑ์นี้ว่าเกณฑ์ชั้นล่าง ซึ่งเปึนการ วัดทิศทางความเห็นของประชาชนต่อประเด็นที่ถูกถามในประชามติ ความจริงการมีเกณฑ์แบบ Double Majority หรือเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้นแบบนี้ก็ไม่ได้เปึนอะไรที่ผิดครับ จริงอยู่ครับว่า ประเทศส่วนใหญ่ที่เปึนรัฐเดี่ยวมักจะไม่เลือกใช้กติกาแบบนี้ แต่ก็มีบางประเทศที่เปึนรัฐเดี่ยว ที่ก็ใช้กติกาแบบ Double Majority ยกตัวอย่างเช่น โปรตุเกสครับที่ใช้กติกา Double Majority สำหรับประชามติทุกประเภท หรืออิตาลีที่มีการใช้กติกา Double Majority สำหรับประชามติที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าอยากจะให้ท่านประธาน เห็นภาพมากขึ้นว่า Double Majority มันส่งผลลัพธ์ต่อการทำประชามติอย่างไร ขออนุญาต ยกเปึนตัวอย่างให้เห็นภาพครับ สมมุติครับ ประเทศเรามีการจัดประชามติเพื่อสอบถาม ประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร สมมุติประเทศเรามีจำนวนผู้ที่ มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศทั้งหมด ๑๐๐ คน สมมุติจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงมีอยู่ ๗๕ คน หรือว่าคิดเปึน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วสมมุติว่าใน ๗๕ คนนั้นมีคนที่ออกมาลงคะแนน เห็นชอบอยู่ที่ ๔๐ คน และคนที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบอยู่ที่ ๓๕ คน ถ้าเปึนเช่นนี้ดังภาพ ที่ปรากฏด้านซ้ายมือของสไลด์ก็จะถือว่าประชามตินั้น ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ตามเกณฑ์ Double Majority เพราะว่าในเกณฑ์ชั้นบนจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงนั้น ซึ่งอยู่ที่ ๗๕ คนนั้นมีมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง หรือว่ากึ่งหนึ่งของ ๑๐๐ คน ก็คือ ๕๐ คน และในส่วนของเกณฑ์ชั้นล่างครับ จำนวนคนที่ออกมาลงคะแนนเห็นชอบมีอยู่ ๔๐ คน ซึ่งก็มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง หรือมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของ ๗๕ คน นั่นก็คือ ๓๗.๕ คน ดังนั้นครับท่านประธาน หากประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิ อย่างตรงไปตรงมาตามความเห็นที่ตนเองมี ตามความสนใจที่ตัวเองมี กติกา Double Majority ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ แต่ปัญหามันจะเกิดขึ้นครับท่านประธาน ถ้าเกิดภาพมันกลายเปึน ภาพด้านขวาของสไลด์นี้ ปัญหาจะเกิดขึ้นหาก ๓๕ คน ที่ความจริงแล้วสนใจในประเด็นเรื่อง การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และมีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั้น ตัดสินใจไม่ออกมาลงคะแนนเสียงครับ แต่ตัดสินใจนอนอยู่บ้านไม่ออกมาใช้สิทธิเลย และรณรงค์ให้ทุกคนทั้ง ๓๕ คนนั้นนอนอยู่บ้านและไม่ออกมาลงคะแนนเสียง หากพวกเขา รณรงค์แบบนี้และทำสำเร็จครับ นั่นหมายความว่า ๓๕ คนในกลุ่มพวกเขา ที่ความจริงแล้ว มีความเห็นเรื่องการเกณฑ์ทหารนะครับ แต่ใช้วิธีนอนอยู่บ้านเพื่อไม่ออกมาใช้สิทธิ จะถูกไป รวมกับ ๒๕ คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องการเกณฑ์ทหารและไม่ได้ตั้งใจจะออกมาใช้สิทธิอยู่แล้ว รวมกันเปึน ๖๐ คน ทำให้จำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงนั้นจะถูกกดลงมาเหลือแค่ ๔๐ คน ซึ่งน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงหรือว่าน้อยกว่า ๕๐ คนนั่นเอง แล้วก็จะทำ ให้ประชามตินั้นถูกคว่ำไป หรือนับว่าไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ทั้ง ๆ ที่คนที่ เห็นด้วยกับการยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั้นมีมากกว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการเกณฑ์ ทหารด้วยซ้ำ ดังนั้นครับ ไม่ว่าประเด็นที่ถูกถามจะเปึนเรื่องเกณฑ์ทหารหรือเปึนเรื่องอื่น การที่เรามีกติกา Double Majority นั้นมันกลายเปึนทำให้ฝ์ายที่ไม่เห็นชอบกับประเด็น ที่ถูกถามหรือประชามตินั้นมีความได้เปรียบอย่างไม่เปึนธรรม และไปเป่ดช่องที่ทำให้ฝ์าย ที่ไม่เห็นชอบกับประเด็นที่ถูกถามในประชามตินั้น สามารถเลือกใช้วิธีนอนอยู่บ้านเพื่อกด จำนวนคนหรือสัดส่วนคนที่ออกมาใช้สิทธิลง และหวังจะคว่ำประชามติโดยที่ไม่ให้ผ่านเกณฑ์ ชั้นบน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วประชามตินั้นเปึนประชามติเกี่ยวกับประเด็นที่คนให้ความสนใจ เปึนจำนวนมาก และเปึนประเด็นที่ความจริงคนที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่ถูกถามนั้นมีน้อยกว่า คนที่เห็นด้วยกับประเด็นที่ถูกนำเสนอในประชามติเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นครับท่านประธาน เพื่อปัองกันความไม่เปึนธรรมดังกล่าวครับ ร่างของพรรคก้าวไกล ร่างของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ร่างของ ครม. ครับ ก็เลยเสนอให้ปรับกติกาจาก Double Majority มาเปึน Single Majority โดยยกเลิกเกณฑ์ชั้นบนที่เกี่ยวกับสัดส่วนการออกมาใช้สิทธิ และเหลือเพียงแค่ เกณฑ์ชั้นล่างครับที่เกี่ยวกับสัดส่วนการลงคะแนนของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง ความแตกต่างก็จะมีอยู่เล็กน้อยครับ ตรงที่ว่าในขณะที่ร่างของพรรคเพื่อไทยนั้นเขียนเกณฑ์ชั้นล่างในลักษณะที่บอกว่า ประชามติ จะมีผลก็ต่อเมื่อคนที่ลงคะแนนเห็นชอบเปึนเสียงข้างมาก พูดง่าย ๆ คือว่ามีคนที่ลงคะแนน เห็นชอบมากกว่าคนที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ และมีคนที่ลงคะแนนเห็นชอบมากกว่าคนที่กา ในช่องไม่ออกความเห็น แต่ร่างของพรรคก้าวไกลกับร่างของ ครม. เราเขียนเกณฑ์ชั้นล่างต่างไป เล็กน้อยครับ เราเขียนว่าประชามติจะมีผลก็ต่อเมื่อคนที่มาลงคะแนนเห็นชอบนั้นมีมากกว่า กึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ พูดง่าย ๆ คือต้องมีมากกว่าจำนวนคนที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ และคนที่กาช่องไม่ออกความเห็นรวมกันนะครับ
มาสู่ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานที่อยู่ในร่างของพรรคก้าวไกล แล้วก็ ร่างอื่นนั้นก็มีการเสนอแก้ไขในทิศทางเดียวกันครับ นั่นก็คือการพยายามจะทำให้กติกา ประชามตินั้นมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการปลดล็อกให้ กกต. นั้นสามารถจัดประชามติ วันเดียวกับวันเลือกตั้งระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นอย่างสะดวกมากขึ้น ผมคิดว่าผมไม่ต้อง พูดถึงเยอะครับถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้จากการแก้ไขตรงนี้ หากประชามติถูกจัด ในวันเดียวกับการเลือกตั้งจะไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ประหยัดเวลา ให้กับประชาชน ออกมาคูหาครั้งเดียวก็ลงคะแนนได้หลายเรื่อง แต่จะยังเปึนการประหยัด งบประมาณให้กับรัฐด้วยในการจัดทำประชามติและจัดการเลือกตั้ง แต่ผมต้องเรียนกับ ท่านประธานว่าความจริงแล้วกฎหมายประชามติปัจจุบันก็ไม่ได้ห้ามนะครับ ไม่ได้ห้ามไม่ให้ จัดประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง แต่ถ้าเราจำได้ครับ เมื่อ ๒ ป้ที่แล้วเพื่อนสมาชิกของผม จากพรรคก้าวไกลเคยมาเสนอญัตติในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เสนอให้จัดประชามติ ครั้งที่ ๑ เกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้น ๑๔ พฤษภาคม เมื่อป้ ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา หากจำกันได้ครับ ถึงแม้ทุกพรรคการเมือง ณ เวลานั้น ในสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบกันอย่างเปึนเอกฉันท์ แต่พอเดินทางไปสู่วุฒิสภาครับ ญัตติดังกล่าวถูกปัดตกโดยวุฒิสภา โดยมี สว. บางคนครับก็ให้เหตุผลโดยไปยกข้อกังวลของ กกต. มา เปึนข้อกังวลของ กกต. ที่บอกว่ากฎหมายประชามติปัจจุบันนั้นอาจจะทำให้การ ดำเนินการจัดประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งนั้นมีความท้าทายมากขึ้น ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สิ่งที่ผมทำครับโดยได้ใช้กลไกของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ส่งหนังสือไปที่ กกต. ถามเลยครับว่า กฎหมายประชามติปัจจุบันมันมีมาตราไหนบ้างที่เปึน อุปสรรคต่อการจัดประชามติวันเดียวกับการเลือกตั้ง และให้ส่งรายละเอียดมาทั้งหมด พอ กกต. ส่งรายละเอียดทั้งหมดกลับมาในเดือนพฤศจิกายนเมื่อป้ที่แล้วครับ ก็มีการระบุไว้ กับทุกมาตราที่มีข้อกังวล ไม่ว่าจะเปึนมาตรา ๑๐ ถึงมาตรา ๑๑ ครับ เกี่ยวกับกรอบในการ กำหนดวันออกเสียง มาตรา ๑๘ เกี่ยวกับการกำหนดเขตออกเสียง มาตรา ๑๙ เกี่ยวกับ การกำหนดหน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง มาตรา ๒๙ เกี่ยวการกำหนดผู้อำนวยการ การออกเสียง รวมไปถึงประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายซึ่งตอนนี้ไม่อยู่ ในมาตราใดในกฎหมายประชามติปัจจุบัน กกต. ขอมาผมก็จัดให้ครับท่านประธาน ผมก็เลย แก้ไขทุกมาตราเลยครับ และตอนนี้ทำให้ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติของพรรคก้าวไกลนั้น ปลดล็อกทุกอุปสรรค ไม่มีเหตุผลอื่นใดอีกแล้วที่ กกต. จะไม่สามารถจัดประชามติ ในวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ ไม่ว่าจะเปึนเลือกตั้งระดับชาติ ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึนเลือกตั้ง ในวันที่ครบวาระหรือเลือกตั้งก่อนครบวาระก็ตาม
ขยับมาสู่หมวดหมู่ที่ ๒ ครับท่านประธาน นั่นก็คือประเด็นที่อยู่ในร่างของ พรรคก้าวไกล แต่ไม่มีร่างอื่นเสนอ ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเด็นสั้น ๆ ด้วยกันครับ
ประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธานคือความพยายามในการทำให้กติกาประชามติ นั้นมีความทันสมัยมากขึ้น โดยการรับประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อผ่านช่องทาง Online เพื่อเสนอคำถามประชามติไปที่คณะรัฐมนตรี ตามกฎหมายปัจจุบันครับประชาชน ก็มีสิทธิอยู่แล้วในการเข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อเสนอคำถามไปให้คณะรัฐมนตรีนั้น พิจารณาดำเนินการ แต่ปัจจุบัน กกต. กลับไปกำหนดกระบวนการที่ทำให้การเข้าชื่อนั้น ไม่สามารถทำผ่านช่องทาง Online ได้ แต่ต้องพิมพ์เอกสารมาเปึนแผ่น ๆ เหมือนที่เราเห็น ใน Campaign ของกลุ่ม Con for All เมื่อเดือนสิงหาคมป้ที่แล้ว ดังนั้นท่านประธาน สิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติของเราก็คือ การแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อผ่านช่องทาง Online ได้ ซึ่งก็เปึนกลไก มาตรฐาน แล้วก็กระบวนการเดียวกันกับที่มีอยู่แล้วในพระราชบัญญัติเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ป้ ๒๕๖๔ ซึ่งรับประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อ ๑๐,๐๐๐ คน ผ่านช่องทาง Online เพื่อเสนอการแก้กฎหมายมาที่สภา แล้วก็สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ผ่านช่องทาง Online เพื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาที่รัฐสภา
ส่วนประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ที่อยู่ในร่างของพรรคก้าวไกล แล้วไม่ปรากฏในร่างอื่น คือการพยายามจะทำให้ประชามตินั้นมีความหลากหลายมากขึ้น โดยการเป่ดกว้างให้ประชามตินั้นสามารถมีคำตอบ ขออภัยครับ มีคำถามและชุดคำตอบ ที่มากกว่าแค่เห็นชอบกับไม่เห็นชอบได้ ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาเราจะคุ้นเคยกับการจัด ประชามติที่มีคำถามเปึนลักษณะที่มีคำตอบแค่ ๒ ตัวเลือกก็คือ Yes เห็นด้วย กับ No ไม่เห็นด้วย ซึ่งกรอบคิดแบบนี้ครับมันก็ถูกล็อกไว้ในหลายมาตราในกฎหมายประชามติ ปัจจุบัน ดังนั้นสิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องการเสนอคือ การแก้ไขมาตราดังกล่าวเพื่อเป่ด ความเปึนไปได้ใหม่ ๆ ในการออกแบบคำถาม แล้วก็ชุดคำตอบให้มีความหลากหลายมากขึ้น ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพแค่ ๒ ตัวอย่างครับ ตัวอย่างที่ ๑ คือเราอยากจะเป่ดช่อง ให้ประชามตินั้นสามารถมีตัวเลือกคำตอบได้มากกว่า ๒ ตัวเลือก ยกตัวอย่างเช่น การทำ ประชามติที่นิวซีแลนด์เมื่อป้ ๒๐๑๑ เกี่ยวกับเรื่องของระบบเลือกตั้งที่มีการถามประชาชน ในนิวซีแลนด์ว่าหากจะมีการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งนั้นอยากจะใช้ระบบเลือกตั้งแบบไหน และในตัวเลือกคำตอบนั้นก็มีทั้งหมด ๔ ตัวเลือก หรือ ๔ ระบบให้เลือกได้ในตัวบัตร ลงคะแนนเสียงประชามติดังที่ปรากฏในภาพ ส่วนตัวอย่างที่ ๒ ครับท่านประธาน คือการพยายามจะเป่ดช่องว่าถึงแม้จะมีแค่ ๒ ตัวเลือก แต่เปึนไปได้หรือไม่ที่จะทำให้ข้อความที่อยู่ใน ๒ ตัวเลือกนั้นไม่ใช่ข้อความที่เขียนแค่ว่า เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ประเด็นนี้ฟังผิวเผินอาจจะดูเหมือนเปึนเรื่องเล็ก แต่ผมยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพว่ามันเปึนข้อถกเถียงที่สำคัญพอสมควรในการจัดประชามติที่สหราชอาณาจักร เมื่อป้ ๒๐๑๖ เกี่ยวกับเรื่อง Brexit หรือว่าการออกจากสหภาพยุโรป เพราะตอนแรก คำถามประชามติที่ถูกออกแบบมาจะเปึนดังภาพที่อยู่ข้างบน คือเปึนการถามคำถามว่า สหราชอาณาจักรนั้นควรจะยังคงเปึนสมาชิกของสหภาพยุโรปอยู่หรือไม่ แล้วก็ให้มีตัวเลือก คำตอบ ๒ ตัวเลือก คือ Yes เห็นชอบ กับ No ไม่เห็นชอบ ก็ฟังดูตรงไปตรงมาดีครับ แต่ต้องบอกว่าชุดคำถามคำตอบนี้ถูกทักท้วงนะครับท่านประธาน ว่ามันอาจจะเกิดความ ไม่เปึนธรรมเกิดขึ้นโดยมีบางคนยกเหตุผลขึ้นมาว่า ประชาชนที่อาจจะมีความลังเลใจ ไม่แน่ใจว่าจะลงคะแนนด้านไหน อาจจะมีแนวโน้มจะไปเลือกคำตอบในเชิงบวก ก็คือ Yes มากกว่าคำตอบในเชิงลบก็คือ No ดังนั้นครับ ผมไม่รู้หรอกครับว่าเหตุผลนี้ฟังขึ้นแค่ไหน ถ้าเกิดขึ้นจริงจะส่งผลต่อการลงคะแนนของคนมากน้อยแค่ไหน แต่เขาก็มีการรับฟัง ทุกข้อทักท้วง แล้วก็มีการปรับคำถาม แล้วก็ชุดหรือว่าตัวเลือกคำตอบของประชามติครั้งนั้น ให้เปึนที่ยอมรับของทุกฝ์ายมากขึ้น จนออกมาเปึนคำถามและคำตอบที่ปรากฏด้านล่าง ของภาพ ก็คือเปึนการถามครับว่า คุณคิดว่าสหราชอาณาจักรนั้นควรจะยังคงเปึนสมาชิก ของสหภาพยุโรป หรือออกจากสหภาพยุโรป และตัวเลือกคำตอบก็ไม่ได้เปึน Yes กับ No แล้วครับ แต่เปึนตัวเลือกคำตอบที่เขียนข้อความเต็ม ๆ ไปเลยว่า เห็นควรว่ายังคงเปึนสมาชิก ของสหภาพยุโรปอยู่ หรือเห็นควรว่าจะออกจากสหภาพยุโรป
ส่วนท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธานขอขยับมาที่ประเด็นที่พรรคก้าวไกลไม่ได้ เสนอในร่างของเรา แต่ว่าปรากฏอยู่ในร่างอื่นซึ่งมี ๓ ประเด็นครับ
ข้อที่ ๑ ก็คือการเพิ่มความเปึนไปได้ในอนาคตที่อาจจะกำหนดวิธีออกเสียง โดยไม่จำเปึนต้องใช้คูหาเลือกตั้งแบบดั้งเดิม ซึ่งถูกเสนอในร่างของพรรคเพื่อไทย
ประเด็นที่ ๒ คือการเพิ่มความรับผิดชอบของ กกต. ในการจัดให้มีการแสดง ความเห็นต่อประเด็นที่ถูกถามในประชามติโดยอิสระและเท่าเทียมกันทุกฝ์าย ซึ่งอยู่ในทั้งร่าง ของพรรคเพื่อไทยและร่างของพรรคภูมิใจไทย
ประเด็นที่ ๓ คือการจำแนกระหว่างประชามติที่มีผลบังคับทางกฎหมาย กับประชามติที่เปึนเพียงแค่การปรึกษาหารือ ซึ่งอยู่ในร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งใน ๓ ประเด็นนี้พรรคก้าวไกลเราก็ยินดีหารือและแลกเปลี่ยนร่วมกันเพิ่มเติมกับทุกฝ์ายในชั้น ของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นครับท่านประธาน หากกล่าวโดยสรุปแม้ว่าผมกับท่านประธาน อาจจะยังเห็นต่างกันอยู่เรื่องของจำนวนประชามติขั้นต่ำที่ต้องทำตามกฎหมาย แม้เราอาจจะ เห็นต่างกับรัฐบาลเรื่องการออกแบบคำถามประชามติครั้งแรก และแม้เรายังไม่แน่ใจว่า รัฐบาลเห็นตรงกับเราหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องการยืนยันหลักการว่า สสร. ควรจะมาจากการ เลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เพื่อเร่งให้เรามีการแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติให้เสร็จเรียบร้อย โดยเร็ว และเพื่อให้เรามีกติกาประชามติที่มีความเปึนธรรม มีความยืดหยุ่น มีความทันสมัย และมีความหลากหลาย ผมและพรรคก้าวไกลเรายินดีร่วมกันกับ สส. ทุกพรรค และคณะรัฐมนตรีในการรับหลักการทุกร่างเพื่อไปทำงานร่วมกันต่อในชั้นกรรมาธิการ และหาข้อสรุปในเชิงรายละเอียดที่เปึนที่ยอมรับของทุกฝ์าย ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณ คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ต่อไปเปึนร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ซึ่งทางท่านอนุทินได้มอบให้คุณภราดร ปริศนานันทกุล เปึนผู้เสนอหลักการและเหตุผลแทน เชิญคุณภราดรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตท่านประธานเปึนตัวแทนของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมทั้งสมาชิก พรรคภูมิใจไทย ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนอื่นผมขออนุญาตท่านประธานอ่านในตัวหลักการและเหตุผลที่ได้นำเสนอ ต่อสภา แต่หลังจากนั้นก็จะขอเวลาท่านประธานอีกสักเล็กน้อยในการอธิบายความ ต่อไปนะครับ อันดับแรกขออนุญาตท่านประธานอ่านเอกสารนะครับ
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ดังนี้
๑. กำหนดให้มีการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติและการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษา แก่คณะรัฐมนตรี (เพิ่มมาตรา ๙/๑)
๒. กำหนดให้หากมีการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เปึนการทั่วไป หรือหากมีการกำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ให้กำหนดวันออกเสียง เปึนวันเดียวกัน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๑ วรรคสาม)
๓. กำหนดคะแนนการออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติและคะแนนการออกเสียง เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี (แก้ไขมาตรา ๑๓)
๔. กำหนดการจัดทำและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔ วรรคสาม)
เหตุผล โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้การออกเสียงตามมาตรา ๙ ต้องถือว่ามีข้อยุติและต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง เปึนจำนวนกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามติ ซึ่งการกำหนดให้การออกเสียงทุกประเภทต้องถือว่า มีข้อยุติและการกำหนดคะแนนการออกเสียงดังกล่าวมีจำนวนมากเกินไป จึงยากที่จะได้ข้อยุติ ในเรื่องที่จะมีการจัดทำประชามติ ทำให้การออกเสียงประชามติอาจไม่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติแต่ละเรื่องแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณ จำนวนมาก ดังนั้น จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยกำหนดให้การออกเสียงตามมาตรา ๙ มีทั้งกรณีที่มีการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติ หรือบางกรณีควรกำหนดให้มีการออกเสียง เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีตามที่คณะรัฐมนตรี ได้กำหนด และกำหนดคะแนนการออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติ และการออกเสียงเพื่อให้ คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี มีคะแนนการออกเสียงที่แตกต่างกัน รวมทั้งกำหนดกรณีหากมี การกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เปึนการทั่วไป หรือหากมีการกำหนด วันเลือกตั้งท้องถิ่นแล้วแต่กรณี ให้กำหนดวันออกเสียงเปึนวันเดียวกัน นอกจากนี้ ควรกำหนดให้มีการจัดทำและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียง ต้องมุ่งให้ ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียง และต้องดำเนินการให้ข้อมูล เกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดทำประชามติแก่ประชาชนได้รับทราบอย่างเพียงพอ จึงจำเปึนต้องตรา พระราชบัญญัตินี้
นี่คือหลักการและเหตุผลในร่างพระราชบัญญัติที่พวกผมได้นำเสนอต่อ สภาแห่งนี้ ร่วมกับอีก ๓ ร่างที่เหลือ เปึนร่างของคณะรัฐมนตรี เปึนร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ และเปึนร่างของพรรคก้าวไกล คือของคุณพริษฐ์ ผมขออนุญาตนำเสนอในส่วนของเหตุผล เพิ่มเติมว่า เหตุผลใดจึงเสนอร่างนี้ขึ้นมา ซึ่งมีรายละเอียดในบางประเด็น บางเรื่องที่แตกต่าง จากอีก ๓ ร่างที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขในเรื่องของมาตรา ๑๓ ในเรื่องของเสียงชี้ขาด หรือเรื่องของการหาข้อยุติ เมื่อสักครู่นี้ทางคณะรัฐมนตรีเอง ทางอาจารย์ชูศักดิ์เอง และทาง คุณพริษฐ์เอง ได้อธิบายความในประเด็นสำคัญของการแก้ไขกฎหมายประชามติฉบับนี้ ผมเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลักของทุกพรรคการเมืองและทุกร่างนี้เหมือนกัน และเห็นถึงข้อจำกัด ของกฎหมายประชามติฉบับ ๒๕๖๔ เหมือนกัน นั่นคือการกำหนดในมาตรา ๑๓ การหาข้อยุติ หรือการหาข้อชี้ขาด กฎหมายนี้กำหนดให้มีการทำ Double Majority หมายความว่าถ้าหากว่า จะให้มีการผ่านในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะต้องถามประชาชน จะต้องมีเกณฑ์ถึง ๒ ชั้นอย่างที่ คุณพริษฐ์ แล้วก็ทางอาจารย์ชูศักดิ์ได้อธิบาย นั่นคือเกณฑ์แรกจะต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดออกมาใช้สิทธิ ในขั้นที่ ๒ จะต้องผ่านเกณฑ์ คือจะต้องมีผู้เห็นชอบมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิด้วย นี่คือล็อกที่ยากมากในการที่จะทำให้การทำประชามติเปึนผลสัมฤทธิ์ในทางใดทางหนึ่ง หรือมีผลสัมฤทธิ์ที่เปึนไปในทิศทางบวกกับการทำประชามติในครั้งนั้น เพราะการหาผู้ที่มี ความสนใจในประเด็นนั้น ๆ เพื่อที่จะออกมาทำประชามติ เพื่อที่จะมาแสดงความคิดเห็น ในประเด็นนั้น ๆ ต้องผ่านเกณฑ์ถึง ๒ ชั้นเปึนเรื่องที่ค่อนข้างจะยากและสำหรับฝัืงที่ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่ทำประชามติ สามารถที่จะไม่ออกไปใช้สิทธิเพื่อทำให้การทำ ประชามติครั้งนั้นล้มเหลวได้ ผมเชื่อว่าทุกคน ทุกพรรคการเมืองเห็นพ้องต้องกัน จึงมีวัตถุประสงค์ในการที่จะเสนอร่างนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขกฎหมายประชามตินี้ ในส่วนของผม พรรคภูมิใจไทย ในมาตรา ๑๓ ผมเห็นต่างจากอาจารย์ชูศักดิ์ กับร่างของ ครม. และร่างของ คุณพริษฐ์เล็กน้อย ร่างของ ครม. กับร่างของคุณพริษฐ์คล้ายกันครับ เหมือนกันครับ นั่นคือใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ สมมุติว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิ ๑๐๐ คน ถ้ามีเสียงผู้เห็นด้วย ๕๑ คน ก็ถือว่าชนะ ในเคสของอาจารย์ชูศักดิ์ ในร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ อาจารย์ชูศักดิ์ใช้แค่เสียงข้างมากของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ไม่จำเปึนต้องเปึนกึ่งหนึ่ง หมายความว่า มีผู้มาใช้สิทธิ ๑๐๐ คน อาจารย์ชูศักดิ์บอกว่ามีเสียงข้างมาก อาจจะมีแค่ ๒๐ เสียง กับอีกฝ์ายหนึ่งมี ๑๒ เสียง แบบนี้ก็ถือว่าผ่านการทำประชามติ แต่สำหรับร่างของผม ผมแบ่งเปึน ๒ ประเด็น แบ่งเปึน ๒ ประเด็นในมาตรา ๙ (๒) (๔) และ (๕) ในวงเล็บนี้ เปึนเรื่องที่ไม่ค่อยมีความสลักสำคัญเท่าไรนัก เปึนเรื่องที่เพียง ครม. หาความคิดเห็นจาก ประชาชน เปึนเรื่องที่ไม่มีความสำคัญมากมายนัก อาจจะไม่จำเปึนที่จะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่เรื่องที่มีความสลักสำคัญ เช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญผมเขียนเอาไว้อีกแบบหนึ่ง ผมขออธิบายในเกณฑ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ในมาตรา ๙ (๑) สิ่งที่ผมเขียนเอาไว้ ก็คือว่า ผมอยากจะเห็นการที่พี่น้องประชาชนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด สมมุติ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของประเทศนี้มี ๕๒ ล้านคน อยากจะเห็นคนกึ่งหนึ่ง คือ ๒๖ ล้านคน ออกมา แสดงความคิดเห็นเปึนอย่างน้อยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งอันนี้ แตกต่างจากกฎหมายเดิมครับ กฎหมายเดิมทำเปึนล็อก ๒ ชั้น ๕๒ ล้านคน จะผ่านทำ ประชามติ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิ ๒๖ ล้าน และจะต้องมีเสียงถึง ๑๓ ล้านเสียง ถึงจะผ่าน ประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่สำหรับร่างของผม ผมปลดล็อกมา ๑ ชั้น คือตัวชั้นแรก ๕๒ ล้านเสียง กึ่งหนึ่งของ ๕๒ ล้านเสียง คือ ๒๖ ล้านเสียง ยังคงให้มีอยู่ แต่ชั้นที่ ๒ กึ่งหนึ่ง ของผู้มาใช้สิทธิคือ ๑๓ ล้านเสียง ไม่จำเปึนต้องถึง ๑๓ ล้านเสียง เปึนเพียงแค่เสียงข้างมาก ซึ่งแตกต่างจากทั้ง ๓ ร่าง ผมต้องอธิบายกับท่านประธานว่าเพราะเหตุใดจึงจำเปึนต้อง กำหนดเอาไว้แบบนี้ในส่วนของมาตรา ๙ (๑) ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับจากนี้จะต้องมีการทำประชามติเพื่อขอฉันทามติจาก พี่น้องประชาชน แน่นอนเมื่อทำประชามติมา อย่างเช่น ฉบับป้ ๒๕๖๐ ทำประชามติมีผู้ที่ เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลายสิบล้านคน แต่ในกรณีถ้าหากว่าเราจะมีการทำประชามติ ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๒ แล้วมีผู้มาใช้สิทธิในวันนั้นเพียงแค่ ๑ ล้านคน ถือว่าเปึนจำนวนน้อยมากครับ ๑ ล้านคน ถ้าหากว่าเราใช้ร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ หรือร่างของคุณพริษฐ์ ผู้มาใช้สิทธิ ๑ ล้านคน และเห็นชอบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่าง ของคุณพริษฐ์ คือ ๕๐๐,๐๐๐ คน ก็สามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็คือว่า ความไม่น่าเชื่อถือของการทำประชามติครั้งนั้นครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ ผ่านเสียงการทำประชามติในชั้นเปึนรัฐธรรมนูญถึง ๑๐ กว่าล้านเสียง แต่หากมีผู้มาใช้สิทธิน้อยกว่านั้นความน่าเชื่อถือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันจะไม่เกิดขึ้น เราจึงเห็นว่าจึงควรที่จะต้องมีล็อกชั้นแรก คือกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งประเทศมาแสดงความคิดเห็น เพื่อที่จะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของประเด็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เฉพาะรัฐธรรมนูญนะครับ ส่วนประเด็นอื่นที่ทางรัฐบาล หรือทางสภาเอง หรือทางพี่น้องประชาชนจะขอให้มีการทำประชามติก็ใช้เพียงเสียงข้างมากเท่านั้น อันนี้คือ ความแตกต่างของร่างของพรรคภูมิใจไทย กับร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ ร่างของ ครม. และร่าง ของคุณพริษฐ์ ซึ่งอย่างไรก็ดีครับท่านประธาน ผมเข้าใจทั้งคุณพริษฐ์ที่อธิบาย ทั้งอาจารย์ ชูศักดิ์ที่อธิบายเมื่อสักครู่ เข้าใจว่าการที่จะให้คนถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นั่นคือ ๒๖ ล้านเสียง ออกมาใช้สิทธิในวันทำประชามติเปึนเรื่องยากมาก ผมจึงไม่ขัดข้องถ้าหากว่า ในชั้นกรรมาธิการมีการไปปลดล็อก หรือมีการลดเกณฑ์ในการที่จะให้ผ่านในชั้นแรกนี้ลดลง จากกึ่งหนึ่ง เหลือ ๑ ใน ๓ หรือมีเกณฑ์อย่างอื่น มีตัวเลขอย่างอื่นที่เปึนตัวเลขที่เหมาะสม พอสมควร ผมไม่ขัดข้องที่ในชั้นกรรมาธิการจะมีการแก้ไขในร่างนี้ หรือไม่ขัดข้องเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าใช้ร่างของคุณพริษฐ์ ร่างของ ครม. หรือร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ เพราะผมเชื่อว่า วัตถุประสงค์หลักของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้การทำประชามติสามารถที่จะ บรรลุผลในบั้นปลายได้ง่ายมากขึ้น มากกว่าการทำประชามติตามกฎหมายประชามติ ฉบับที่เราใช้กันอยู่ นี่คือเหตุผลหลักที่พวกผมพรรคภูมิใจไทยได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อันนี้คือในประเด็นที่ว่า
ส่วนอีก ๒ ประเด็นใช้เวลาสั้น ๆ เท่านั้นครับ ในเรื่องของวันที่จะมีการใช้สิทธิ ก็เสนอเช่นเดียวกันให้มีการไปใช้สิทธิในวันที่มีการเลือกตั้ง สส. หรือมีการเลือกตั้งท้องถิ่น พร้อมกันทั่วประเทศก็สามารถที่จะใช้ในวันเดียวกันได้เพื่อที่จะประหยัดงบประมาณต่อไป ก็ถือโอกาสตรงนี้เสนอร่าง แล้วก็อธิบายความสั้น ๆ แล้วก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณ คุณภราดร ปริศนานันทกุล ต่อไปก็จะเปึนการอภิปรายของสมาชิกครับ ขณะนี้ได้มีสมาชิก มาลงชื่อเพื่ออภิปรายแล้ว ทางฝ์ายค้านมีผู้เสนอชื่อมา ๑๓ ท่าน ส่วนฝ์ายรัฐบาลเสนอมา ๔ ท่าน ซึ่งก็จะให้ท่านมาลงชื่อไปจนถึง ๑๑.๓๐ นาําิกา ก็จะป่ดการเสนอชื่อ เหลือเวลาอีก ประมาณ ๑ ชั่วโมง ขอให้ผู้ที่สนใจจะอภิปรายทั้งฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายค้านมาลงชื่อได้ แล้วก็ทางวิป ทั้ง ๒ ฝ์ายได้กำหนดเวลาไว้ในชื่อของแต่ละท่านแล้ว โดยที่ผมเห็นว่าขณะนี้ฝ์ายค้านมีจำนวน ถึง ๑๓ ท่าน ฝ์ายรัฐบาล ๔ ท่าน ก็จะให้ฝ์ายค้าน ๒ ท่าน แล้วก็ฝ์ายรัฐบาล ๑ ท่าน สัดส่วน อย่างนี้ก่อนจนกว่าสัดส่วนจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะเราให้เวลาฝ์ายละ ๓ ชั่วโมง ท่านแรก เชิญฝ์ายค้านก่อนครับ ท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ซึ่งวิปได้กำหนดเวลา ๑๓ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมได้อ่านร่างพระราชบัญญัติแก้ไขทั้ง ๔ ฉบับแล้ว ผมเห็นว่า โดยเนื้อหาร่างแก้ไขทุกฉบับที่เสนอมาประมาณ ๙ ประเด็น ถึง ๑๐ ประเด็น ไม่แตกต่างกัน มากนัก ผมหวังว่าในที่สุดแล้วสภาแห่งนี้คงจะผ่านร่างวาระที่ ๑ ทั้ง ๔ ร่าง แต่มีบางเรื่องครับ ที่ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเพื่อความเข้าใจในหลักการของการทำประชามติ สำหรับผมแล้วในแง่การมีส่วนร่วมของประชาชนและทางการเมือง การออกเสียงประชามติ ของประชาชนนั้นมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล ท่านประธานครับ มีประชาชนจำนวนมากอาจจะสงสัยว่าประชาชนเราเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาทำงานเปึนปากเสียงแล้ว ทำไมต้องทำประชามติให้ต้อง เสียเงินอีกครับ ทำไมไม่ให้ผู้แทนราษฎรตัดสินใจแทน ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ แนวความคิดสากลในการให้ประชาชนออกเสียงลงประชามตินั้นมีมากว่าร้อยป้แล้ว อยู่ภายใต้แนวความคิด ๓ ประการ
แนวความคิดประการแรก คือแนวความคิดการปกครองที่อำนาจอธิปไตย เปึนของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งแนวความคิดที่ส่งต่อกันมาส่วนใหญ่เพื่อให้มีการ ลงประชามติในการออกกฎหมายที่สำคัญ เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ
แนวความคิดที่ ๒ คือแนวความคิดเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ การตัดสินใจทางการเมืองโดยผ่านการออกเสียง ประชามติของประชาชน ถูกมองว่าเปึนกระบวนการที่ก่อให้เกิดความชอบธรรมในการ ตัดสินใจในระดับสูงสุดของประเทศ ท่านประธานครับ พวกเราเปึน สส. เปึนเพียงตัวแทน ประชาชนที่เปึนเจ้าของประเทศ เราอย่าไปทึกทักเอาว่าเขาเลือกเราแล้วเขาจะไม่มีสิทธิ ที่จะตัดสินใจอะไรอีก เรื่องที่สำคัญระดับสูงสุดจึงควรให้เจ้าของประเทศเขาตัดสินใจด้วย เปัาหมายหลักในการจัดออกเสียงประชามติกรณีแบบนี้มักจะเปึนไปในเรื่องการปรึกษาหารือ เช่น กรณีอังกฤษลงประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรป หรือกรณีออสเตรเลียจัดลง ประชามติเพื่อออกจากประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ
แนวความคิดที่ ๓ คือแนวความคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของ ประชาชน เราอย่าไปคิดว่าการทำประชามตินั้นจะต้องเปึนเรื่องระดับชาติเท่านั้น บางเรื่อง ที่กระทบกับการใช้ชีวิตความเปึนอยู่ประจำวันของคนในท้องถิ่นซึ่งเราดูว่าเหมือนเปึนเรื่อง เล็ก ๆ นะครับ ตัวอย่างเช่น บางประเทศในยุโรปการที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดิน รถเมล์ในมณฑลหรือรัฐหนึ่งยังต้องมีการออกเสียงประชามติในท้องถิ่นครับ เพราะเขาถือว่า กระทบกับความเปึนอยู่ชีวิตประจำวันของประชาชน และนั่นเปึนพื้นฐานที่ดีของระบอบ ประชาธิปไตยที่การออกเสียงประชามติอาจเกิดขึ้นได้แม้ในระดับท้องถิ่น และเปึนอิสระ จากการแทรกแซงของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น แต่หันกลับมาดูประเทศไทยครับ การออกเสียง ประชามติล่าสุดป้ ๒๕๕๙ ในความเห็นส่วนตัวแล้วผมคิดว่าแรงจูงใจในการออกเสียง ประชามติครั้งนั้นเปึนการซ่อนเร้นให้ดูเหมือนว่ามีการทำประชามติโดยสอบถาม ประชาชนแล้ว และที่น่าแปลกใจครับท่านประธาน คือการทำประชามติในตอนนั้น นับคะแนนเสียงโดยใช้ Single Majority แต่พอมาออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ หลังจากนั้นในสมัยที่มีนายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน คะแนนที่ต้องการผ่านประชามติ กลับกลายเปึนต้องเปึนคะแนนเสียงแบบ ๒ ชั้น หรือ Double Majority เนื่องจากมีอยู่ ๑ ร่างของท่านสมาชิกที่ยังคง Double Majority ไว้ ผมจึงขออนุญาตท่านประธานอภิปราย เรื่อง Double Majority สักเล็กน้อยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องการจะทราบ เหตุผลของการใช้ Double Majority ตามมาตรา ๑๓ ของพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบันที่เสนอโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ผมได้ไปไล่อ่านรายงาน การประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติประชามติในช่วงป้ ๒๕๖๔ ว่ามีเหตุผลใดถึงมีการใช้ Double Majority ในมาตรา ๑๓ แต่เปึนที่น่าเสียดายไม่มี การถกเถียง ไม่มีการให้เหตุผลว่าเพราะอะไรถึงมีการใช้ Double Majority แต่มีความ พยายาม ซึ่งน่าชื่นชมมีความพยายามที่จะประนีประนอมโดยการเสนอให้ใช้ Single Majority ในบางประเด็น และ Double Majority ในบางประเด็น แต่ความคิดเช่นนั้น ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ผมจึงเห็นว่าการกำหนดการใช้ Double Majority ในมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบันนั้นน่าจะมีบางคนมีเหตุจูงใจที่จะให้การออกเสียง ประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตผ่านได้ยาก ทีนี้มาดูนานาชาติครับเขาคิดอย่างไรในการออกเสียง ท่านประธานครับ คะแนนเสียงในการ ออกเสียงประชามติของประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ใช้ทั้งแบบ Single Majority และ Double Majority ขึ้นอยู่กับสภาพการปกครองของประเทศนั้น ๆ การออกเสียงแบบ Single Majority นั้นตรงไปตรงมาและชั้นเดียว ไม่ว่าจะเปึนการกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ หรือกึ่งหนึ่ง ของผู้มาลงคะแนน หรือคะแนนเสียงทั้งหมด ส่วนในประเทศแบบสหพันธรัฐ คือประเทศที่ ประกอบด้วยรัฐหลายรัฐ มักจะใช้การลงคะแนนเสียง Double Majority เพราะอะไรครับ เพราะเพื่อเปึนหลักประกันว่ารัฐขนาดใหญ่จะไม่ครอบงำรัฐเล็ก ๆ ในการตัดสินใจทั้งหมด ท่านประธานครับ การนับ Double Majority นั้น ไม่ได้มีแบบการใช้คะแนน ๒ ชั้น แบบมาตรา ๑๓ นะครับ การนับ Majority ของประเทศที่เกิดจากการรวมตัวของเขตแดน หลาย ๆ เขตเปึนสหพันธรัฐ เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ประชามติ ที่ผ่านนอกจากจะต้องใช้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศที่มาลงคะแนนแล้ว ยังต้อง เปึนคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากจำนวนรัฐที่ประกอบเข้าเปึนประเทศด้วย นั่นคือที่มาของ Double Majority ที่เราไป Copy เขามาแล้วมาดัดแปลง เช่น การลงประชามติในประเทศ ออสเตรเลีย นอกจากจะต้องได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศที่มาใช้สิทธิแล้ว ยังต้องเปึนคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนของ ๔ รัฐ ในจำนวน ๕ รัฐ และ ๑ เขต ปกครองด้วย นั่นคือ Double Majority เขากำหนด Double Majority เช่นนี้ เพื่อปัองกัน ประชากรจำนวนมากครอบงำรัฐที่มีประชากรจำนวนน้อย คะแนนเสียงแบบ Double Majority จึงมีเหตุผลหลักมาจากการรวมตัวทางการปกครองของรัฐต่าง ๆ ขึ้นเปึนประเทศ ผมคิดว่าคงมีคนไทยบางคนอาจมาเห็นช่องทางทาง Double Majority จึงเอามาดัดแปลง ใช้กับประเทศไทย แต่ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราเปึนรัฐเดี่ยว ผมไม่เห็นความสำคัญ ในการที่จะต้องมีคะแนนเสียง หรือใช้คะแนนเสียง Double Majority นอกจาก มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง
อีกประการหนึ่งท่านประธานครับ เงื่อนไขสำคัญในการนับคะแนนเสียง Double Majority คือประสิทธิภาพขององค์กรที่รับผิดชอบในการจัดออกเสียงประชามติ องค์กรที่รับผิดชอบต้องสร้างเงื่อนไขและมาตรการทุกอย่าง ในการส่งเสริมและสนับสนุน ประชาชนให้มาออกเสียงลงประชามติ ไม่ว่าจะเปึนการส่งเสริมกำหนดระเบียบที่ชัดเจน การส่งเสริมการออกเสียงนอกราชอาณาจักร การประชาสัมพันธ์อย่างเข้มแข็งให้ประชาชน เห็นความสำคัญของการลงประชามติ หรือไม่ว่าจะเปึนการอำนวยความสะดวกในการ ลงคะแนน เช่น วันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. หรือการอำนวยความสะดวกในการเข้าชื่อ ของประชาชนในการตั้งคำถามในการทำประชามติ นอกจากนี้องค์กรที่จัดการออกเสียง ต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเปึนอุปสรรคในการออกเสียง เช่น ไม่กำหนดวันลงประชามติ ในวันทำงาน เรื่องเหล่านี้ครับท่านประธานเปึนเรื่องสำคัญ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนออกไป ลงประชามติ และเรื่องเหล่านี้จึงทำให้องค์กรที่มีหน้าที่ทำประชามติมีความสำคัญยิ่ง ผมขอเรียนท่านประธานครับ เมื่อหันกลับมามองประเทศไทยที่ กกต. มีอำนาจและหน้าที่ ในการจัดทำประชามติแล้ว ผมไม่คิดว่ากลไกของ กกต. ในปัจจุบันจะสนับสนุนการลงคะแนน แบบ Double Majority ผลงานการจัดเลือกตั้งวุฒิสมาชิกของ กกต. ในตอนนี้เปึนอย่างไร บ้างครับ ท่านก็คงเห็นอยู่นะครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ พูดถึงเรื่องการเลือกตั้งวุฒิสภาแล้ว ผมขออนุญาต ท่านประธานออกนอกเรื่องนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเทศไทยคงเปึน ประเทศเดียวในโลกที่การเลือกตัวแทนประชาชนไปนั่งในสภาต้องเสียเงินถึงจะมีสิทธิ ไปลงคะแนนเลือก หากไม่มีเงินไม่มีสิทธิเลือก มันน่าอดสูในความคิดบิดเบือนสิทธิ ของประชาชน ของบุคคลที่คิดเรื่องนี้ในตอนนั้นครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมเห็นว่าการตั้งคำถามในการทำประชามติ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเนื้อหาของตัวพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ ตามที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลของผมจะอภิปรายต่อไปนะครับ
สุดท้ายครับ แม้จะมี ๑ ร่างที่ยังคง Double Majority ไว้ แต่เพื่อเร่งให้เกิด การออกเสียงประชามติโดยเร็ว ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไข พ.ร.บ. ออกเสียง ประชามติของพรรคก้าวไกล และร่างฉบับอื่น ๆ ทุกฉบับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ คุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ ต่อไปขอเชิญคุณร่มธรรม ขำนุรักษ์ ๑๐ นาทีนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมขออภิปรายให้ความเห็นในวาระ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออก เสียงประชามติ ที่เข้าพิจารณาพร้อมกันทุกฉบับในวันนี้ ทั้งที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ในระบอบประชาธิปไตยประชาชนผู้เปึน เจ้าของอำนาจที่แท้จริงมีสิทธิมีเสียงอย่างเท่าเทียมกัน เราถือมติของเสียงข้างมากเปึนใหญ่ และเคารพในเสียงข้างน้อย โดยระบอบประชาธิปไตยมีการเลือกตัวแทนมาทำหน้าที่บริหาร บ้านเมือง รวมถึงเลือกตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ออกกฎหมายและแก้ไขกฎหมาย เพื่อแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อน พัฒนาความเปึนอยู่ของพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไม่ได้จบลงแค่การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ยังมีกลไก อื่น ๆ อีกมากมายครับ โดยเฉพาะในบางประเด็น บางครั้งก็เปึนเรื่องที่สำคัญเกินกว่าผู้แทน จะพิจารณาเพียงลำพังได้ และควรให้ประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเปึนเจ้าของอำนาจอธิปไตย อย่างแท้จริงเปึนผู้พิจารณาตัดสินโดยตรง กฎหมายจึงมีการรับรองและกำหนดให้มีการทำ ประชามติซึ่งเปึนการออกเสียงโดยตรงของพี่น้องประชาชน ในประเด็นที่สำคัญที่เกี่ยวข้อง กับส่วนรวม การออกเสียงประชามตินี้จึงถือเปึนเรื่องพื้นฐานในระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยที่ควรทำได้สะดวก เปึนธรรม และมีประสิทธิภาพ ในหลายประเทศนอกจาก จะให้สิทธิประชาชนในการออกเสียงประชามติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป่ดโอกาสให้ประชาชนสามารถออกเสียงประชามติในเรื่องอื่น ๆ ได้อีกด้วยเช่นกัน เช่น การออกเสียงประชามติในร่างกฎหมาย หรือมาตรการที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ถือเปึนการส่งเสริมประชาธิปไตยแบบทางตรงที่ประชาชนมีส่วนร่วม มีเสียงโดยตรงในการบริหาร และปกครองประเทศ สำหรับในประเทศไทยเราได้เคยมีการทำประชามติมาแล้วโดยครั้งล่าสุด คือการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ อย่างไรก็ตามการออกเสียง ประชามติในครั้งนั้นก็ยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ครับ ที่หลายส่วนมองว่าอาจจะมีการป่ดกั้น การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี นำไปสู่การจับกุม ดำเนินคดีกับพี่น้องประชาชนที่แสดงออก ถึงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันการทำ ประชามติในประเทศไทยบางส่วนมองว่าเปึนเรื่องยาก มีความกังวลเรื่องกติกาวิธีการออกเสียง มีความกังวลเรื่องภาระของประชาชน และมีความกังวลเรื่องการใช้งบประมาณที่สูง โดยกฎหมายที่รับรองอำนาจให้มีการจัดทำประชามติในปัจจุบัน คือพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติฉบับป้ ๒๕๖๔ ซึ่งกำหนดให้การทำประชามติทำได้ในกรณีเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญ หรือเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าสมควร หรือตามที่กฎหมายกำหนด หรือกรณีที่ รัฐสภามีมติเห็นสมควร หรือประชาชนเข้าชื่อให้มีการทำประชามติ โดยการทำประชามติ ภายใต้ พ.ร.บ. ดังกล่าว ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่ โดยเฉพาะการออกเสียงประชามติจะ ผ่านได้ต้องผ่านด้วยเกณฑ์ ๒ ชั้น หรือ ๒ ด่านครับ
ด่านที่ ๑ คือต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง ทั้งประเทศ โดยปัจจุบันเรามีผู้มีสิทธิออกเสียง ๕๒ ล้านคนใช่ไหมครับ หมายความว่าต้องมี ผู้ออกเสียงออกมาใช้สิทธิมากกว่า ๒๖ ล้านคน และ
ด่านที่ ๒ ก็คือต้องมีจำนวนเสียงเห็นไปในทางใดทางหนึ่ง ทั้งเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วยเกินครึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ นั่นหมายความว่าต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียง ไปในทางเดียวกันมากกว่า ๑๓ ล้านคน โดยหากการออกเสียงไม่ผ่านทั้ง ๒ ด่าน หรือ ๒ เงื่อนไขนี้จะทำให้การทำประชามตินั้นไม่ผ่านหรือตกไป เราเรียกการทำประชามติแบบนี้ว่า Double Majority ซึ่งกติกาเช่นนี้เสี่ยงที่จะทำให้การออกเสียงประชามติล่ม หรือไม่เปึน ผลได้ เช่น อาจจะมีการรณรงค์ว่าไม่ต้องมาออกเสียงก็ได้ ก็ทำให้การออกเสียงไม่มีข้อยุติแล้ว นอกจากนี้ พ.ร.บ. ดังกล่าวก็ยังไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่าวันออกเสียงสามารถจัด ในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ได้อย่างชัดเจน ทั้งหมดที่ผมกล่าวก็อาจจะทำให้การออกเสียงประชามติเปึนเรื่องยาก มีการใช้งบประมาณมหาศาลและเปึนภาระกับพี่น้องประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้กระผมจึงเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วย การออกเสียงประชามติที่เข้าพิจารณาพร้อมกันทุกฉบับในวันนี้ โดยทุกฉบับหวังให้การออกเสียง มีความสะดวก เปึนธรรม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นที่ผมคิดว่าเราควร จะต้องพิจารณาอย่างน้อย ๕ ประเด็นสำคัญครับ
ประเด็นที่ ๑ คือกติกาของผลการออกเสียงประชามติ ผมเห็นด้วยในหลักการ ครับว่า การทำประชามติควรผ่านได้ด้วยหลักเกณฑ์เพียงชั้นเดียว คือการยึดเสียงข้างมาก หรือใช้เฉพาะเสียงครึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ หรือที่เรียกว่า Single Majority ก็เพียงพอ แล้วครับ การทำเช่นนี้จะเปึนการกระตุ้นให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ มากยิ่งขึ้น เพื่อเปึนการรักษาสิทธิของตัวเองและไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำประชามติ ซึ่งประเด็นนี้เองก็ปรากฏอยู่ในเกือบทุกร่างที่เข้าพิจารณาพร้อมกันในวันนี้ แต่อาจจะมีความ แตกต่างในรายละเอียดเล็กน้อย
ประการที่ ๒ คือการกำหนดให้วันออกเสียงประชามติ ควรจัดในวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนการทั่วไป หรือการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นได้ ผมคิดว่า หากสามารถทำได้เช่นนี้ก็จะเปึนการลดภาระของพี่น้องประชาชน และลดค่าใช้จ่าย งบประมาณ และทำให้การออกเสียงประชามตินั้นประชาชนสามารถมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ก็ปรากฏอยู่ในทุกร่าง พ.ร.บ. ที่เข้าพิจารณาพร้อมกันในวันนี้เช่นเดียวกันครับ
ประการที่ ๓ คือการกำหนดให้วิธีการลงคะแนนเสียงประชามติให้สามารถ พิจารณาด้วยวิธีอื่น ๆ นอกเหนือจากการใช้บัตรออกเสียง เช่น สามารถออกเสียงผ่าน ไปรษณีย์หรือทางอิเล็กทรอนิกส์ได้นะครับ ประเด็นนี้เปึนสิ่งที่หลายประเทศก็ได้มีการ ทำไปแล้วนะครับ อย่างไรก็ตามครับหากเราจะใช้วิธีการลงคะแนนออกเสียงประชามติ นอกจากการใช้บัตรออกเสียงลงคะแนนแล้วนะครับ ผมคิดว่าจำเปึนอย่างยิ่งที่เราต้องสร้าง ระบบที่ต้องมีความปลอดภัยสามารถปัองกันการโกงหรือการทุจริตในการออกเสียงได้เพื่อ สร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน
ประการที่ ๔ คือการกำหนดให้การเข้าชื่อเพื่อเสนอให้มีการทำประชามติของ พี่น้องประชาชนสามารถทำผ่านช่องทาง Online หรือทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยข้อเสนอนี้ เปึนส่วนของร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ผมคิดว่าหากเราเป่ดช่องทางตรงนี้ได้ จะทำให้การเข้าชื่อมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นได้
ประการสุดท้ายครับ คือการกำหนดให้การทำประชามตินั้นต้องจัดให้ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น หรือรณรงค์ทั้งไปในทางที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ได้อย่างชัดเจน บางร่างถึงขั้นกำหนดไว้อย่างชัดเจนครับว่าให้ กกต. จัดให้มีการแสดง ความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสำคัญที่เราจะยืนยันว่า ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก แสดงความคิดเห็นได้ไม่ให้เหมือนกับในอดีต ที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่เข้าพิจารณาพร้อมกันทุกฉบับในวันนี้ แม้จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่มีจุดประสงค์ เหมือนกัน คือการทำให้การออกเสียงประชามติ ซึ่งเปึนประชาธิปไตยแบบทางตรง เปึนเรื่อง พื้นฐานในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นเปึนเรื่องที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ถือเปึนการส่งเสริมประชาธิปไตยทางตรงที่ให้ประชาชนผู้เปึนเจ้าของอำนาจ อธิปไตย ได้ร่วมตัดสินใจและพิจารณาในประเด็นสำคัญของประเทศมากยิ่งขึ้น กระผม จึงเห็นด้วยครับว่าเราควรที่จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติประชามติในวาระที่ ๑ เพื่อที่จะนำความแตกต่างในรายละเอียดของแต่ละร่างไปพิจารณาต่อในชั้นกรรมาธิการ เพื่อที่จะให้เราได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริม ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญของประเทศโดยตรงต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณ คุณร่มธรรม ขำนุรักษ์ นะครับ ต่อไปขอเชิญฝ์ายรัฐบาล ท่านแรกคือคุณชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอ มีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติทั้ง ๔ ฉบับ โดยเฉพาะฉบับที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย โดยท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และผมขอชี้ให้เห็น ถึงความจำเปึนที่เราจะต้องแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อเปึนการถอดสลักตัวแรกครับ ที่เปึน พันธนาการในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
ท่านประธานครับ การออก เสียงประชามติเองไม่ได้ใช้เปึนกลไกสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น แต่ในสากล การออกเสียงประชามติสามารถใช้เพื่อการแก้ปัญหาอื่น ๆ หรือหาข้อยุติในสังคมในเรื่องที่ สังคมต้องการคำตอบ หรือต้องการฉันทามติร่วมกันครับ พ.ร.บ. ประชามติที่ดีจึงมี ความจำเปึนจะต้องเป่ดกว้างให้สามารถรณรงค์ได้กว้างขวาง ให้มีการออกเสียงได้กว้างขวาง แล้วก็ต้องสอดคล้องกับบริบทของประเทศ โดยไม่เปึนการบิดเบือนเจตนารมณ์ของผู้ออกมา ใช้สิทธิครับ พรรคเพื่อไทยเราเห็นครับว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบันมีปัญหามาสักพักแล้วครับ ท่านประธาน เราจึงได้มีการเข้าชื่อร่วมกัน แล้วก็เสนอร่างแก้ไขฉบับนี้เข้าสู่สภาเปึน พรรคแรกตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งโดยส่วนตัวผมเห็นชอบกับหลักการของ พรรคเพื่อไทยทั้ง ๔ เรื่องใหญ่ครับ
ในประเด็นแรกครับ คือการเป่ดให้สามารถออกเสียงประชามติพร้อมกับ การเลือกตั้งทั่วไปหรือว่าเลือกตั้งท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันได้
ประเด็นที่ ๒ ให้การออกเสียงประชามติสามารถทำได้ผ่านช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์หรือว่าช่องทางไปรษณีย์ได้
ประเด็นที่ ๓ เป่ดให้มีการรณรงค์ในการรับหรือไม่รับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ต่อการออกเสียงประชามตินั้น อย่างกว้างขวางโดยในเรื่องนี้ในป้ ๒๕๕๙ เพื่อรับรอง รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เราประสบปัญหาอย่างชัดเจนครับว่า ผู้ที่ออกมารณรงค์ไม่เห็นด้วย กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่สามารถรณรงค์ได้อย่างกว้างขวาง
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๔ คือการปรับเงื่อนไขการผ่านประชามติจากเดิม ที่เปึนระบบเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือระบบ Double Majority เปึนระบบเสียงข้างมาก ชั้นเดียว หรือเปึนระบบเสียงข้างมากแบบธรรมดาในร่างของพรรคเพื่อไทย ที่เรียกว่าระบบ Plurality ครับ
นอกจากนั้นครับท่านประธาน ผมยังสนับสนุนร่างของคณะรัฐมนตรีครับ ที่มีหลักการเพิ่มเติมอีก ๑ ประเด็นครับ คือให้กรณีที่มีการออกเสียงประชามติพร้อมกัน กับการจัดเลือกตั้งอื่นใด สามารถใช้หน่วยเลือกตั้งของการลงคะแนนครั้งนั้น ๆ เปึนหน่วย หน่วยเลือกตั้งในการออกเสียงประชามติได้เลย โดยในส่วนการอภิปรายของผมจะเน้นลงไป ในรายละเอียดของความจำเปึนที่เราจะต้องแก้ไขเงื่อนไขเรื่อง Double Majority ให้เปึน ระบบเสียงข้างมากในลักษณะอื่นครับ ย้อนกลับไปดูมาตรา ๑๓ ของพระราชบัญญัติ ฉบับปัจจุบันที่ว่าด้วยเรื่องการ Double Majority ร่างพระราชบัญญัติปัจจุบันกำหนดไว้ว่า การทำประชามติจะได้ข้อยุติได้จะต้องผ่าน ๒ เงื่อนไขด้วยกันครับท่านประธาน เงื่อนไขแรก คือมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง และเงื่อนไขที่ ๒ คือเสียง สนับสนุนของผู้ออกมาใช้สิทธิจะต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งหรือมากกว่าครึ่งหนึ่งเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้ เราจึงเรียกว่าเปึนระบบ Double Majority ซึ่งอาจจะดูเหมาะสมครับ แต่ผมอยากจะ ชี้ให้เห็นว่าอาจจะไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพราะอาจจะนำไปสู่การตีความ การลงคะแนนที่ผิดเพี้ยนไปครับ ผมขอฉายภาพให้เห็นอย่างนี้ครับว่า การลงคะแนน แต่ละครั้ง เมื่อลงคะแนนสิ้นสุดแล้วเราจะสามารถแบ่งผู้มีสิทธิลงคะแนนได้เปึน ๔ กลุ่มครับ ท่านประธาน กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ออกมาลงคะแนนเห็นด้วย กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มลงคะแนนไม่เห็นด้วย กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มที่ออกมาใช้สิทธิ แต่อาจจะงดออกเสียงหรือทำบัตรเสีย และกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่ไม่มาใช้สิทธิ ในระบบ Double Majority คือระบบล็อก ๒ ชั้น อย่างที่ผมฉายภาพ ให้เห็นเปึนล็อกข้างซ้ายและล็อกข้างขวาครับท่านประธาน ล็อกข้างซ้ายนั่นคือผู้มาใช้สิทธิ จะต้องมีจำนวนมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิลงคะแนน หรือนั่นหมายความว่ากลุ่ม ๑ กลุ่ม ๒ และกลุ่ม ๓ รวมตัวกันจะต้องมากกว่ากลุ่ม ๔ หรือว่ามากกว่าผู้ไม่มาใช้สิทธิ ในระหว่างที่ล็อกด้านขวาเปึนการล็อกว่าผู้เห็นด้วยจะต้องมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของ ผู้มาใช้สิทธิ หรือหมายความว่ากลุ่ม ๑ จะต้องได้คะแนนเห็นชอบมากกว่ากลุ่ม ๒ และกลุ่ม ๓ รวมคะแนนกัน ระบบนี้เหมือนจะเปึนระบบที่เหมาะสมครับ เพราะว่าการผ่านประชามติเอง ก็ควรจะมีเสียงสนับสนุนที่กว้างขวาง แล้วก็มีผู้ออกมาใช้สิทธิที่กว้างขวาง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ระบบ Double Majority เองอาจจะเปึนระบบที่ตีความเสียงของผู้ออกมาใช้สิทธิผิดเพี้ยนไป เพราะเปึนการนำกลุ่ม Non-Voter หรือกลุ่มผู้ไม่มาใช้สิทธิอาจจะด้วยการสละสิทธิ ด้วยเหตุผลใดก็ตามนำมาร่วมในการพิจารณาด้วย ซึ่งสิ่งนี้เปึนปัญหาหากเกิดมีการรณรงค์ Boycott การลงคะแนนโดยกลุ่มไม่เห็นด้วย ทำให้กลุ่มไม่เห็นด้วยเหล่านี้รวมมาเปึนกลุ่ม ไม่มาใช้สิทธิ อาจจะทำให้ผู้มาใช้สิทธิมีไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็เปึนได้ ผมยกตัวอย่างการทำ ประชามติ ๒ ครั้งที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ในอดีตวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๐ เราเคยทำ ประชามติครั้งแรกเพื่อเปึนการรับรองรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในวันนั้นมีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียง ๕๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ เพื่อรับรองรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ในวันนั้นเองก็มีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียง ๕๙ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน การออกเสียง ประชามติเพื่อรับรองรัฐธรรมนูญเปึนการออกเสียงประชามติที่ประชาชนให้ความสนใจ และมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางมากที่สุด เปึนเรื่องใหญ่ในสังคมครับ แต่กลับมีผู้ออกมาใช้สิทธิ ไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๒ ครั้ง ผมอยากจะชี้ให้เห็นครับว่าในอนาคตหากเราใช้กลไกนี้ เพื่อสอบถามหรือว่าหาข้อยุติในเรื่องอื่นที่เปึนเรื่องที่เล็กกว่าลงมา เปึนการได้ยากมากที่เรา จะสามารถมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นหากลงไปดูในรายละเอียด ของการออกเสียงประชามติทั้ง ๒ ครั้ง จะเห็นว่ามีผู้ที่ออกมาใช้สิทธิไม่เห็นด้วยอยู่ที่ราว ๒๓ หรือ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หากเราตัดสินเรื่องนี้ด้วยระบบเงื่อนไข Double Majority คนที่ไม่เห็นด้วยในทั้ง ๒ ครั้งนี้อาจจะรณรงค์ไม่ออกมาใช้สิทธิหรือไม่ออกมาลงคะแนน ทำให้ผู้ที่ออกมาลงคะแนนในทั้ง ๒ ครั้ง เหลือเพียง ๓๓-๓๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ท่านประธาน เปึนผลให้หากเรานำเงื่อนไขนี้มาตัดสินรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๖๐ เราอาจจะไม่สามารถหาข้อยุติได้และไม่สามารถมีรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๖๐ ใช้ในประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา การใช้ระบบ Double Majority ในการตัดสิน การลงคะแนนประชามติไม่ได้เคยเกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย เคยเกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศ แล้วก็มีปัญหาเรื่องการ Boycott การลงคะแนนมาแล้ว ในหลายกรณีเช่นกัน ผมชวนไปดู ๒ กรณี ในกรณีแรกในประเทศไต้หวัน เคยมีการออกเสียงลงคะแนนประชามติในป้ ๒๐๐๔ เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพกับประเทศจีน ในขณะนั้นมีผู้ออกมาใช้สิทธิ ไม่ถึงครึ่ง เนื่องจากมีการรณรงค์จากพรรคฝ์ายค้านให้ไม่ร่วมการลงคะแนนประชามติ เพื่อ Boycott การทำงานของรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นถึงแม้ผู้ออกมาใช้สิทธิจะมากและทำให้ ได้คะแนนสนับสนุนถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เปึนการหาข้อยุติไม่ได้ เพราะมากในที่นี้ก็คือ ๔๘-๔๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกันกับในประเทศ โรมาเนียเคยมีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญถอยหลังกลับไป ให้การสมรสเกิดขึ้นได้ เฉพาะเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น ในครานั้นก็มีการออกมารณรงค์ Boycott การลงคะแนนเช่นกันจากผู้ที่สนับสนุนสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ทำให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และทำให้การลงประชามติครั้งนั้นสูญเปล่า เสียเงินโดยไม่สามารถ หาข้อยุติได้ เรื่องการ Boycott เลือกตั้งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่กับประเทศไทย ผมชวน ย้อนกลับไปดูอีกกรณีหนึ่งครับ ในกรณีการเลือกตั้งใหญ่ของประเทศครับ ย้อนหลังไป ๒๐ ป้ครับท่านประธาน ประเทศไทยเคยมีการจัดการเลือกตั้งใหญ่หรือจัดการ เลือกตั้งทั่วไปทั้งหมด ๗ ครั้ง โดยในแต่ละครั้งครับ ปกติแล้วประชาชนในประเทศไทย จะออกมาใช้สิทธิในการลงคะแนนราว ๖๕-๗๕ เปอร์เซ็นต์ แต่มีครั้งหนึ่งในป้ ๒๕๕๗ มีการรณรงค์ที่จะ Boycott การลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไป ทั้งในลักษณะที่ไม่มาลงคะแนนกัน ด้วยตัวเองและในลักษณะที่มากีดกันเส้นทางการจราจรป่ดคูหาเลือกตั้ง ทำให้ประชาชน ไม่สามารถออกมาใช้สิทธิได้อย่างกว้างขวาง ในครานั้นครับ ผู้ออกมาใช้สิทธิของประเทศไทย ตกฮวบลงมาครับ จาก ๖๕-๗๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง ๔๗ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน และมีการวินิจฉัยในกรณีนั้นว่าการลงคะแนนครั้งนี้อาจจะไม่ตอบสนองหรือว่าไม่สามารถ สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ จนทำให้ครั้งนั้นต้องประกาศเปึนโมฆะไป อย่างไม่เปึนธรรมแก่ผู้ชนะเลือกตั้ง เช่นเดียวกันครับ ในกรณีการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือเลือกตั้ง สส. เขตเองในหลาย ๆ พื้นที่หลาย ๆ กรณี ก็มีหลายครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หากเรานำเกณฑ์ Double Majority มาพิจารณาการตัดสินการ เลือกตั้งใหญ่หรือเลือกตั้งทั่วไปเหล่านั้นก็คงไม่เปึนธรรมกับผู้ชนะเลือกตั้ง แล้วก็เปึนการ บิดเบือนเจตนารมณ์ของผู้ออกมาใช้สิทธิเช่นกันครับ เพราะในทุกสังคมครับท่านประธาน ทุกบริบท มีกลุ่มคนที่สละสิทธิในการออกคะแนน หรือตัดสินใจที่จะไม่มาลงคะแนนอยู่เสมอครับ ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจจะมีเหตุผลหรือมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันไป เราจะนำกลุ่ม Non-Voter หรือผู้ที่ไม่มาลงคะแนนนี้มาเหมารวมเปึนผู้ไม่เห็นด้วยคงเปึนไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ครับ หลักการของทั้ง ๓ หรือ ๔ ร่างที่เสนอในวันนี้ก็มีความต้องการที่จะแก้ไขเรื่อง Double Majority ทั้งสิ้นครับ โดยในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ร่างของรัฐบาลซึ่งอาจจะเหมือนกันกับ ร่างของพรรคก้าวไกลนะครับ มีการปรับแก้ไขให้เปลี่ยนจากระบบ Double Majority เปึน ระบบ Single Majority หรือเสียงข้างมากชั้นเดียว ในระหว่างที่ร่างของพรรคเพื่อไทยเสนอ ให้เปลี่ยนเปึนระบบเสียงข้างมากธรรมดา หรือระบบ Plurality ๒ ระบบนี้เหมือนกันตรงที่ว่า เราถอดสลักปลดล็อกตัวแรกที่เปึนปลดล็อกด้านซ้ายอย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น เราจะไม่นำ ผู้ไม่มาใช้สิทธิมาพิจารณาในการตัดสินการยุติของประชามติ นั่นหมายความว่าการ Boycott การลงคะแนนรวมตัวกันเพื่อไม่มาลงคะแนนจะไม่มีผลที่จะคว่ำการทำประชามติได้ แต่การหาข้อยุติของทั้ง ๒ ระบบนี้มีความแตกต่างกันเล็กน้อยครับ โดยระบบ Single Majority คือกลุ่มที่การทำประชามติจะหาข้อยุติได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มเห็นด้วยมีคะแนน มากกว่ากลุ่มไม่เห็นด้วยและกลุ่มงดออกเสียงรวมกัน ซึ่งโดยส่วนตัวผมผมยังมองว่า การนำคะแนนงดออกเสียงมารวมกันกับกลุ่มไม่เห็นด้วย เพื่อเปรียบเทียบกันกับกลุ่มเห็นด้วยนั้น อาจจะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้ออกมาลงคะแนนได้ดีพอครับ เพราะการออกมางด ออกเสียงของพี่น้องประชาชนไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการทำประชามตินั้น ๆ และในอนาคตหากเรามีการรับหลักการอื่น ๆ เช่น การลงคะแนนจะสามารถมีตัวเลือก ได้มากกว่าแค่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย การคิดเกณฑ์ว่าการเห็นด้วยจะต้องมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ น่าจะเปึนเรื่องที่ทำได้ยากกับการลงคะแนนแบบหลายตัวเลือกครับ ดังนั้น ผมจึงสนับสนุนหลักการของพรรคเพื่อไทยที่เปลี่ยนเปึนระบบ Plurality หรือระบบ เสียงข้างมากธรรมดามากกว่า ระบบเสียงข้างมากธรรมดาจะไม่นำกลุ่ม ๑ กลุ่ม ๒ หรือ กลุ่ม ๓ มารวมคะแนนกัน แต่การหาข้อยุติของการทำประชามติจะทำได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มใด ก็ตามมีคะแนนมากที่สุด เสมือนกับการเลือกตั้งใหญ่หรือเลือกตั้งทั่วไปที่พี่น้องประชาชน ในประเทศเข้าใจดีอยู่แล้ว หรือนั่นหมายความว่าการเห็นด้วยกับการทำประชามติจำเปึน จะต้องมากกว่าคะแนนไม่เห็นด้วยและมากกว่าคะแนนงดออกเสียง โดยไม่เอา ๒ กลุ่มนี้ มารวมกันครับ ผมเชื่อว่าวิธีการนี้จะเปึนการทำประชามติที่ประชาชนในประเทศมีความ เข้าใจและสามารถออกมาลงคะแนนได้อย่างตรงไปตรงมามากที่สุด เปึนการคืนระบบการทำ ประชามติให้มีความปกติและเป่ดโอกาสให้เราสามารถใช้กลไกนี้ในการหาข้อยุติอื่น ๆ ในอนาคตได้
ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธาน ผมก็อยากเชิญชวนเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านครับ ไม่ว่าท่านจะสังกัดพรรคการเมืองใด หรือจะมีเจตนารมณ์ต่อการแก้ไขหรือการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร อยากให้ท่านมอง พ.ร.บ. ประชามติให้ก้าวพ้นการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ เพราะว่ากลไกนี้เราอาจจะต้องใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ในประเทศ ก็เปึนได้ และขอเชิญชวนทุกท่านครับ ร่วมรับหลักการทั้ง ๔ ร่าง เพื่อเปึนการถอดสลัก ตัวแรกของการแก้ไขปัญหาให้ประเทศและทำให้กลไกการออกเสียงประชามติมีความเรียบง่าย ใช้ได้จริง สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณ คุณชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ต่อไปขอเชิญคุณเชตวัน เตือประโคน ๗ นาทีครับ เชิญครับ
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. พรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี พื้นที่เทศบาล เมืองคูคต เทศบาลเมืองลำสามแก้ว และเทศบาลเมืองลาดสวายครับ ท่านประธานครับ ผมขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีการแก้ไขกฎหมาย ในครั้งนี้ โดยหัวข้อที่ผมจะขอพูดนะครับ เปึนปัญหาของเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือ Double Majority ที่ขัดขวางประเด็นก้าวหน้าแบบสากลโลกครับ ท่านประธานครับ ปัญหาสำคัญ อย่างหนึ่งที่ต้องแก้ไขที่ผมจะพูดเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว นั่นก็คือเรื่อง Double Majority หรือที่ภาษาไทยใช้คำยาก ๆ ว่า เสียงข้างมาก ๒ ชั้น โดยหลักการแล้วดีครับ โดยอุดมคติแล้ว น่าสนใจ แต่พอใช้จริงกลับมีปัญหามากมาย โดยผมจะขอพาไปดูตัวอย่างประเทศที่เขาใช้ เสียงข้างมาก ๒ ชั้นนี้ใน ๒ มุมโลก ๑. ก็คือที่ออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก หลายท่านก็ได้พูดไปแล้ว อีก ๑ คือที่ประเทศโคลัมเบีย ทวีปอเมริกาใต้นะครับ บ้านเขาเมืองเขา ทำประชามติที่จะผ่านเรื่องก้าวหน้าพวกนี้ละครับ แต่ก็ไม่สามารถผ่านได้ เพราะไปติด เรื่องของเสียงข้างมาก ๒ ชั้น ไปกันครับประเทศแรก ออสเตรเลีย ธันวาคม ๑๙๘๔ ที่ออสเตรเลียเขาทำประชามติเพื่อแก้ไขให้ สว. มีวาระเท่ากับ สส. และเลือกตั้งในวันเดียวกัน กับ สส. ด้วย ทำประชามติแบบนี้ละครับ เสียงข้างมาก ๒ ชั้นนี้ละครับ ชั้นที่ ๑ คือจะผ่าน ได้ต้อง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ ชั้นที่ ๒ คือต้องได้เสียงข้างมาก ๔ รัฐ จากใน ๖ รัฐ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านเพื่อนสมาชิกของผมนะครับ ท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ก็พูดไปแล้วว่าหลักคิด เรื่องของการผ่านในรัฐเหล่านี้นะครับ เปึนเรื่องของการปัองกันไม่ให้รัฐที่มีประชากรเยอะ สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้โดยไม่จำเปึนต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากรัฐเล็กนะครับ หลักการดี ทำให้ไม่เกิดการผูกขาด แต่ก็แลกมาด้วยข้อเสียคือ ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงได้ยากยิ่ง ท่านประธานครับ ประชามติในครั้งนั้นมีคะแนนรวมทั้งประเทศ ๕๐.๖๔ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการผ่านประชามติ ประชามติในเรื่องนี้ใช่ไหมครับ แต่พอมาดูในชั้นที่ ๒ ปรากฏว่ามีเพียงแค่ ๒ รัฐ จาก ๖ รัฐที่ได้เสียงข้างมาก ก็เลยทำให้ ประชามติครั้งนั้นไม่ผ่าน หรือประชามติล่าสุดของออสเตรเลียเมื่อตุลาคมป้ที่แล้วนี้เองครับ เรื่องการตั้งสภาชนเผ่าพื้นเมืองและช่องแคบ Torres นะครับ นี่ก็เปึนเรื่องที่ก้าวหน้า แต่ก็ไม่สามารถผ่านเพราะการทำประชามติ ๒ ชั้นนะครับ ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญรับรอง เรื่องสภาชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งเปึนเรื่องที่ก้าวหน้าได้ สำหรับออสเตรเลียช่วง ๑๐๐ กว่าป้ ที่ผ่านมา มีประชามติที่ผ่านเพียง ๘ ครั้ง หรือ ๑๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ถ้าเราตัดเงื่อนไข ชั้นที่ ๒ ออกนะครับ ถ้าเราตัดชั้นที่ว่าต้องได้เสียงข้างมาก ๔ รัฐ จากใน ๖ รัฐออกไป จะมีประชามติอีก ๕ ครั้งที่ผ่าน หรือ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ที่ผ่านครับ ท่านประธานครับ ข้ามไปอีก ซีกโลกหนึ่งไปยังดินแดนอเมริกาใต้ ไปที่โคลัมเบีย ๒๐๑๘ หรือ ๒๕๖๑ ครับ มีการทำ ประชามติเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชันนะครับ เรื่องก้าวหน้าไหมครับ เรื่องพวกนี้ เรื่องก้าวหน้าทั้งนั้น ผมขออนุญาตอ่านนะครับ หัวข้อที่เขาทำประชามติ เรื่องการตรวจสอบ ทรัพย์สินคนที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่องการปรับลดเงินเดือนข้าราชการ และนักการเมือง อันนี้เราอาจไม่ชอบนะครับ เรื่องการเป่ดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการใช้งบประมาณ เรื่องการยกเลิกอภัยโทษคดีทุจริต เรื่องการกำหนดให้เป่ดเผยสัญญาประมูลจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง ของ สส. และ สว. มีใครปฏิเสธไหมครับว่า เรื่องที่ผมพูดมาหัวข้อที่ทางโคลัมเบียเขากำลัง จะทำประชามตินั้นเปึนเรื่องที่ก้าวหน้า เปึนเรื่องที่ไม่ควรทำ เปึนเรื่องที่ก้าวหน้าทั้งนั้นครับ แต่ก็เนื่องจากเสียงข้างมาก ๒ ชั้นนี้ของโคลัมเบียนี่ละที่ไปกำหนดว่า ชั้นที่ ๑ ต้องมีผู้ออกมา ใช้สิทธิอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครับ ชั้นที่ ๒ ชนะในเสียงข้างมากจากการ ลงประชามติทั้งประเทศ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายของการทำประชามติครั้งนี้ปรากฏว่าไม่ผ่าน ทุกหัวข้อครับ เรื่องที่ทำประชามติ ย้ำอีกครั้งเปึนประเด็นก้าวหน้า เปึนประเด็นที่สากลโลก ให้การรับรองทั้งสิ้นแต่ก็ไม่ผ่าน ทีนี้พอเราไปดูผลคะแนนปรากฏว่า มีผู้ลงคะแนนให้ ความเห็นชอบในแต่ละคำถามสูงถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นชอบแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ แต่ทีนี้พอย้อนกลับมาดูเงื่อนไขอีกข้อที่ทำให้ประชามติไม่ผ่าน นั่นก็คือต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ ออกเสียงอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ปรากฏว่าชาวโคลัมเบียออกมาใช้สิทธิไม่ถึงเกณฑ์นี้ครับ ขาดไปนิดเดียวเท่านั้นนะครับ ขาดประชากรโคลัมเบียผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกไปอีกแค่ ๔๗๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ด้วยเกณฑ์แบบนี้มันทำให้คนที่เห็นด้วยออกมาใช้สิทธิออกเสียง ขณะที่คนไม่เห็นด้วยเลือกที่จะนอนหลับอยู่ที่บ้าน ซึ่งเราตอบไม่ได้ว่าการที่เขาไม่มาใช้สิทธินั้น เพราะว่าเขาไม่สนใจ เพราะว่าเขาติดธุระ หรือเพราะว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำถามประชามตินั้น จริง ๆ เราตีความเจตนารมณ์คนกลุ่มนี้ยากครับ และไม่สะท้อนเจตนาของประชาชน ที่ไม่ออกมาใช้สิทธิกลุ่มนี้ด้วย
ท่านประธานครับ ทีนี้กลับมาที่ปัญหา พ.ร.บ. ประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ของประเทศเรา ก็มีหลักเรื่อง Double Majority หรือเสียงข้างมาก ๒ ชั้นนี้อยู่ ข้อที่ ๑ เรื่องผู้มาใช้สิทธิอย่างน้อย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ข้อที่ ๒ ได้คะแนนมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ประสบการณ์ต่างประเทศแบบ ที่เขาเปึนสหพันธรัฐด้วยนะครับ บอกเราแล้วครับว่าจะทำให้ประชามติต่าง ๆ ผ่านได้ยาก ท่านประธานครับ การทำประชามติไม่ได้ใช้แต่กับเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญเท่านั้น ประเทศไทยเรายังจะต้องมีการทำประชามติเรื่องสำคัญอีกเยอะแยะมากมายครับ ตามที่ พ.ร.บ. ประชามติฉบับปัจจุบันนี้กำหนด ๕ เรื่อง นอกจากเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องที่ ครม. เห็นว่ามีเหตุอันควรต้องทำประชามติ กรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดว่าเรื่องนั้น ๆ ต้องทำ ประชามติ รัฐสภามีมติเห็นสมควรว่าให้ทำประชามติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และประชาชน เข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ คน เสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบประชามติเรื่องนั้น ซึ่งพรรคก้าวไกลเรา เสนอให้เข้าชื่อทาง Online ได้ด้วยนะครับสำหรับร่างฉบับนี้ ทั้ง ๕ เรื่องนี้คือหลักการ กว้าง ๆ ซึ่งครอบคลุมเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการทำประชามติกันอีกเยอะแยะมากมาย ในอนาคต ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการกระจายอำนาจให้จังหวัดจัดการตนเอง เรื่องทิศทาง ความก้าวหน้า จะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ประชาชนได้กำหนด อนาคตตนเอง สามารถทำได้ทั้งสิ้นครับสำหรับการจัดทำประชามติที่เรากำลังจะแก้กฎหมายนี้ ดังนั้นกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติต้องออกแบบให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ยากครับ ไม่ยากจนขวางประเด็นที่ก้าวหน้าแบบที่สากลโลกให้การรับรอง ขอบคุณครับ
ขอบคุณ คุณเชตวัน เตือประโคน ต่อไปขอเชิญคุณณัฐพงษ์ สุมโนธรรม ๑๓ นาที เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดสมุทรสาคร พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนแก้ไขร่าง พระราชบัญญัติประชามติที่เสนอโดยคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. จากพรรคก้าวไกล รวมถึง ร่างอื่น ๆ จากทั้งของพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย แล้วก็คณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ เปึนนิมิตหมายอันดีที่วันนี้เรามีร่างกฎหมายแก้ไขเรื่องประชามติที่หลาย ๆ ฉบับ มีหลักการที่เห็นสอดคล้องกันในหลาย ๆ เรื่องนะครับ และแน่นอนก็มีบางร่างที่เสนอเรื่องนี้ แต่บางร่างอาจจะไม่ได้เสนอบางเรื่อง ไม่เปึนไรครับ นี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย ของความเห็นที่หลากหลาย แต่แน่นอนในหลักการเรามีจุดร่วมร่วมกันที่เห็นนะครับ ในการอยากจะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์ในประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ต่อการ เดินหน้าของประเทศนี้ มาถึงตรงนี้จริง ๆ ที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว รวมถึงที่ทาง คุณพริษฐ์ สส. จากพรรคก้าวไกลได้อภิปรายไป ผมก็อยากจะมาสนับสนุนข้อเสนอแนะ จากคุณพริษฐ์ รวมถึงมายืนยันว่า ถ้าเปึนไปได้อยากจะให้ร่างของคุณพริษฐ์เปึนร่างหลัก ในการพิจารณาด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ทางร่างของคุณพริษฐ์ได้มีข้อเสนอที่ร่างอื่น ๆ อาจจะไม่มีใน ๒ ประเด็นที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ และคุณค่าแก่การนำไปพูดคุยในชั้น กรรมาธิการ หากเพื่อน ๆ สมาชิกรับหลักการกับร่างนี้ด้วยรวมถึงร่างทุกฉบับนะครับ
เรื่องแรก เรื่องที่คุณพริษฐ์ได้เสนอเข้าไปในร่างแก้ไขกฎหมายนี้ ประเด็นเรื่อง ที่ให้ประชาชนสามารถที่จะ Online ได้ ยื่นเข้าชื่อ Online เพื่อเสนอประชามติและสามารถ ที่จะให้ประชาชนมีมติมากกว่า ๒ ตัวเลือก ผมว่าสิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่จะเปึนประโยชน์ทำให้ เกิดความสะดวก แล้วก็มีความจำเปึนในการแก้ไข เพื่อให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนไป หรือแม้แต่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและเปึนการขยายสิทธิของประชาชนมากขึ้น หรือไม่ ซึ่งเหล่านี้ก็จะช่วยให้กติกาประชามติของประเทศไทยเปึนสากล ยืดหยุ่น ทันสมัย และพัฒนาประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามครับ ก็อาจจะมีบางเรื่องที่ร่างของพรรคก้าวไกล ที่เสนอโดยคุณพริษฐ์อาจจะไม่ได้มีอยู่ในร่าง แต่ทางคุณพริษฐ์ก็ได้พูดแล้วว่า ทางเราก็ยินดี พิจารณาในชั้นกรรมาธิการนะครับ
ประเด็นแรก ที่เปึนเรื่องของประชามติเพื่อการปรึกษาหารือ ที่ทางเพื่อน สมาชิกจากพรรคภูมิใจไทยได้เสนอที่เปึนการปรึกษาหารือ ผมคิดว่าเปึนโจทย์อันหนึ่งที่เรา น่าจะมีการนำมาพูดคุยในชั้นกรรมาธิการ แม้ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่นี่ก็เปึน เครื่องมืออันหนึ่งที่จะสามารถวัดอุณหภูมิของสังคม หยั่งเสียงโดยฝ์ายรัฐบาลว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีความเห็นต่างกันในสังคม หรือเรื่องที่อาจจะยังไม่ตกผลึกกันอย่างถ่องแท้ สังคมมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร และสุดท้ายการตัดสินใจก็เปึนเรื่องของฝ์ายบริหารว่า จะเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร ก็เปึนความรับผิดชอบทางการเมืองที่ฝ์ายบริหารตัดสินใจอย่างไร ก็สามารถที่จะรับผลทางการเมืองที่ตามมา ก็เปึนเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเปึนประเด็นที่ เป่ดไว้น่าสนใจ แม้ว่าจะมีคนที่อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพราะอาจจะมองว่าเปึนการ เปลืองงบประมาณหรือไม่ หรือว่าทางฝ์ายบริหารอาจจะไม่ผูกมัดกับผลประชามติ แต่เรื่อง เหล่านี้ ประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่ามันก็เปึนเรื่องที่ดีที่เราจะได้เอามาพูดคุยต่อในชั้นกรรมาธิการ
นอกจากนี้ประเด็นที่หลาย ๆ ท่านอาจจะพูดไปแล้ว ไม่ว่าตั้งแต่ท่านชูศักดิ์ ศิรินิล หรือแม้แต่ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือแม้แต่เพื่อนหลาย ๆ ท่าน อาจารย์จุลพงศ์ คุณเชตวัน หรือเพื่อน สส. จากพรรคเพื่อไทย คุณชนินทร์ ที่ได้พูดถึงเรื่อง Double Majority เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องใหญ่ และเปึนเรื่องที่ผมคิดว่าเราอาจจะต้องมาพูดคุยกัน แล้วก็ขอให้ ที่ประชุมนี้ได้บันทึกเก็บไว้ว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ทางสภาผู้แทนราษฎรเกือบทั้งหมด ในเกือบ ทุกร่างยกเว้นร่างของเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่อาจจะเห็นต่างในเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่า เรื่องนี้ก็อาจจะเปึนความเห็นสำคัญที่เราอยากจะแก้ให้กลับไปเปึนแบบ Single Majority จริง ๆ เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่ผมคิดว่า ด้วยบริบทของสังคมไทยที่เราเปึนรัฐเดี่ยวไม่ใช่สหพันธรัฐ เราอาจจะไม่ได้มีความจำเปึนที่จะต้องมีการถ่วงดุลกันภายในรัฐ เพราะว่าการที่เราเปึน รัฐเดี่ยวช่วยทำให้เรื่องนี้อาจจะความแตกต่างหลากหลาย หรือแม้แต่การถ่วงดุลเรื่องของ รัฐเล็ก รัฐใหญ่ อาจจะไม่ได้มีความสำคัญเหมือนของประเทศอื่น ๆ ในโลกที่เขาใช้แบบ Double Majority อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้นำเรียนไปแล้วครับ กรณีของประเทศออสเตรเลียเอง ก็เปึนตัวอย่างที่เห็นชัดว่า สุดท้ายแล้วแม้ว่าเขาจะมีเหตุผลของเขาในการทำ มีเรื่อง Double Majority แต่เมื่อนำไปปฏิบัติก็มีปัญหาอยู่หลายกรณีที่ทำให้การแก้ไขหลาย ๆ เรื่อง มันไม่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นว่า ในอายุ ๑๐๐ กว่าป้ของประเทศในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเพียงแค่ ๘ ครั้ง หรือ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ที่ผลประชามติไม่ผ่าน อันนี้ก็เปึนโจทย์เหมือนกัน เพราะว่ามันไม่ตรงกับสิ่งที่ทางขั้นต่ำเรื่อง Double Majority ที่จะต้องมีเสียงขั้นต่ำ ๔ รัฐ จาก ๖ รัฐ ที่จะต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง อันนี้ก็เปึนประเด็นที่บทเรียนจากประเทศต่าง ๆ ก็ได้บอกเรา แม้ว่าเขาจะมีความจำเปึนที่เปึนสหพันธรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อท้าทายในการ นำไปปฏิบัติเหมือนกัน ทำให้ประเด็นหลาย ๆ เรื่องก็เลยไม่ได้มีการถูกเอาไปแก้ไข หรือถูก เอาไปผลักดันให้เกิดขึ้น ล่าสุดในป้ ๒๐๒๓ อย่างของกรณีออสเตรเลีย ผมเองพูดมาตรงนี้ ก็กำลังจะบอกทุกท่านว่าโจทย์เรื่อง Double Majority ก็เปึนความตั้งใจ ก็ไม่ได้ผิดอะไร เหมือนที่ทางคุณพริษฐ์ได้พูดไป แต่ด้วยบริบทของประเทศไทย เราเปึนรัฐเดี่ยว มันอาจจะสร้าง ความยุ่งยาก แล้วก็ทำให้หลาย ๆ เรื่องมันผ่านได้ยาก ก็เลยคิดว่าการแก้ไขในเรื่องนี้ เปึนเรื่องสำคัญ แล้วก็อยากจะเชิญชวนเพื่อน ๆ สมาชิกให้รับร่างทุกร่างที่ทางเพื่อน ๆ สมาชิก หรือแม้แต่คณะรัฐมนตรีได้เสนอไป
สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมอาจจะใช้เวลาไม่ได้ครบทั้ง ๑๓ นาที ก็อยากจะ สรุปเพื่อจะได้ประหยัดเวลาของทางสภาผู้แทนราษฎรของเรา แล้วก็จากที่ฟังทิศทางของเพื่อน ๆ สมาชิกก็ค่อนข้างจะเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเราอยากจะมีการแก้ไขเรื่องนี้ ส่วนประเด็นใน รายละเอียดเราก็สามารถที่จะไปพูดคุยถกเถียงในชั้นกรรมาธิการได้ ก็พอจะเห็นแล้วว่ากติกาก็ เปึนอีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนผลประชามติ จากหน้ามือเปึนหลังมือได้เลยนะครับ อย่างกรณีของประเทศอื่น ๆ หรือแม้แต่อดีตที่ผ่านมาของประเทศไทยเอง ดังนั้น การออกแบบ กติกาจึงมีความสำคัญเปึนอย่างยิ่ง และเปึนสิ่งที่พวกเราเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็กำลังทำอยู่ ในขณะนี้ ถ้าการออกกติกาประชามติได้ดี เปึนธรรม แล้วก็ยืดหยุ่น ทันสมัย และหลากหลาย เปึนกติกาที่ออกแบบเพื่อเป่ดพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มแสดงจุดยืนของตนได้ตรงไปตรงมา กระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะสามารถสะท้อนความคิด ความอ่าน ความต้องการออกมาได้ การจัดประชามติในแต่ละครั้งจะเปึนพื้นที่จัดการความเห็นต่างในสังคม และพัฒนาประชาธิปไตย ให้ดีกว่านี้ ก็ขอบคุณนะครับ แล้วก็เชิญชวนทุกท่านร่วมกันรับหลักการร่างแก้ไขกฎหมายนี้ ทั้ง ๔ ฉบับ รวมถึงผมก็คงจะเห็นด้วยกับทุกร่างครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ คุณณัฐพงษ์ สุมโนธรรม ทางสภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับ คุณเรนาตา อัลท์ (Renata Alt) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี และประธานคณะกรรมาธิการ สิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สภาสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี และคณะ ซึ่งขณะนี้กำลังมาฟังการประชุมของเราที่ชั้น ๒ แล้วนะครับ ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณธีระชัย แสนแก้ว ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กระผมใคร่ขออนุญาตในการที่จะร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี และฉบับของ รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล พร้อมทั้งเพื่อนสมาชิกพรรคการเมืองอีก ๒ ฉบับ รวมเปึน ๔ ฉบับ
ประการแรกครับท่านประธาน ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับที่ผมได้กล่าวไป เบื้องต้น โดยมีการแก้ไขมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๑ วรรคสาม นั่นคือการกำหนด วันออกเสียงประชามติเปึนวันเดียวกันกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เปึนการทั่วไป หรือให้เปึนวันเดียวกันกับการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ได้ ท่านประธานครับ การที่พี่น้องประชาชนต้องเดินทางเพื่อไปเลือกตั้ง หรือใช้สิทธิในการออกเสียง ประชามตินั้น มันต้องใช้เงิน ใช้ทอง ต้องใช้เวลานะครับ เพราะฉะนั้นกระผมอยากจะขอ ยกตัวอย่าง เวลาเรามีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเปึนเลือกตั้งตัวแทนเกษตรกร หรือกองทุนฟุ๋นฟู อะไรก็แล้วแต่ตามพระราชบัญญัติต่าง ๆ เหล่านั้น เวลามีการเลือกตั้งแค่เลือกตั้งสมาชิก เฉย ๆ ก็มีการไปลงคะแนนน้อยมากนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับว่าพี่น้องประชาชน ในประเทศนี้มีความยากจน ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ เพราะฉะนั้นคือพวกเขาไม่ทำงาน ในวันนั้นก็ต้องเดินทางไปออกเสียงประชามติ พวกเขาไม่มีเงินในวันนั้น นี่ต้องยอมรับ ความเปึนจริงจากการที่พวกเราเปึนนักการเมืองมันจะเปึนอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้ง แต่ละครั้งที่เขามีการไปลงคะแนนเสียงเยอะ ๆ ก็คือมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่และเลือกตั้ง ท้องถิ่นครับ นี่ก็คือการเลือกตั้งที่ผ่านมาซึ่งเปึนประสบการณ์ กระผมจึงเห็นด้วยกับการที่แก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๑ วรรคสาม เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้สิทธิ ใช้เสียงของพวกเขาในการกำหนดชะตากรรมของประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยไม่กระทบต่อ การประกอบอาชีพของพวกเขาครับท่านประธาน ต่อมาร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้ ก็มีการแก้ไขมาตรา ๑๓ แต่เดิมบัญญัติว่าการออกเสียงประชามติจะถือว่ามีข้อยุติได้ ก็ต่อเมื่อมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง แล้วยังยาก ขึ้นไปอีกครับ มีเงื่อนไขที่ ๒ ครับว่า จะต้องมีจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น มันถึงต้องแก้ครับ ซึ่งบัญญัติทั้ง ๒ เงื่อนไขนี้มันทำให้ผ่านการ ประชามติยากจริง ๆ ครับท่านประธาน กระผมจึงเห็นว่าในการแก้ไขมาตรา ๑๓ เพื่อให้ ใช้เสียงของพี่น้องประชาชนนั้นมีความหมาย และตอบสนองความต้องการประชาธิปไตย อย่างถูกต้อง
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ ฉบับนี้ที่พวกเรา ทุกคนที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศต่างก็ทราบกันดีว่ามาจากรัฐประหาร เปึนมรดกบาปที่พวกเราได้มานั่งอยู่นี้มันมีความจำเปึนต้องเอามรดกบาปมาสมัครผู้แทน ก็เพราะเขาร่างมาอย่างนั้นนะครับ เราก็ต้องมาเปึนนักการเมืองแบบนี้ ซึ่งเมื่อการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลชุดที่แล้วของคราวที่แล้ว ซึ่งมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ท่านก็มอบหมายให้ท่านรองภูมิธรรมได้เริ่ม Start ตั้งแต่วันแรก ๆ ในการมีมติ ครม. กระบวนการ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จัดการทันทีนะครับ จนมาถึงวันนี้ครับท่านประธาน รัฐบาลได้ข้อสรุปแล้วว่าจะต้องให้พี่น้องประชาชนออกเสียงทำประชามติเปึนจำนวน ๓ ครั้ง เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีความเปึนประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับบริบท ทางการเมือง และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน และสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย ของเรา โดยเปึนไปตามเจตนารมณ์และเสียงเรียกร้องของพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่ จะทำได้ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่ารัฐบาลได้แสดงออกถึงความตั้งใจจริงว่า บ้านเมือง ของเราจะต้องเดินหน้าก็ต่อเมื่อเรามีรัฐธรรมนูญที่เปึนประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ก็มีบางส่วน ออกมา Discredit รัฐบาลบ้าง โน่น นี่ นั่น อะไรต่าง ๆ บ้าง ซื้อเวลา ทำไมจะต้องมีประชามติ ตั้ง ๓ ครั้ง อะไรทำนองเหล่านี้สิ้นเปลืองงบประมาณ ซึ่งกระผมขอออกความเห็นแบบตรง ๆ เลยนะครับว่า ที่ผ่านมาเราก็พยายามมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใช่ไหมครับ แต่ก็ตกม้าตาย เพราะฉะนั้นมันแก้ยากจริง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ การแก้ไข การจะเพิ่มเติม หรือการเขียน ฉบับใหม่มันไม่ง่ายนะครับท่าน มันไม่ได้แก้ด้วยวิธีการที่เปึนปกติ เพราะคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ สอดไส้เงื่อนไขให้แก้แบบลักษณะที่ว่าซับซ้อน จริง ๆ ว่าดังที่พวกเราเห็นในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เปึนประสบการณ์ ที่สอนให้พวกเราต้องระมัดระวังในการจัดทำรายงานฉบับใหม่ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิด ความรอบคอบที่สุด ไม่ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เปึนประชาธิปไตยต้องแท้งและไม่ให้เปึน หมันนะครับท่านประธาน
ประการที่ ๓ ครับท่าน เมื่อรัฐบาลได้ข้อสรุปแล้วว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จะต้องสอบถามความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน โดยออกเสียงประชามติ ตั้ง ๓ ครั้ง การสอบถามประชามติ ไม่ว่าจะเปึนการสอบถามประชามติจะเห็นชอบด้วยกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ กระผมอยากจะขอ กราบเรียนกับท่านอีกเรื่องหนึ่งว่า ร่างพระราชบัญญัติประชามติทั้ง ๔ ฉบับนี้คล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน แต่เราสามารถแก้ไขได้ในขั้นกรรมาธิการ มันเปึนกุญแจดอกสำคัญที่สุดใน การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือฉบับป้ ๒๕๖๐ ส่วนตัวของผมเปึนรัฐธรรมนูญที่แย่ที่สุดใน บรรดา ๒๐ ฉบับที่ผ่านมาครับท่านประธาน เปึนรัฐธรรมนูญที่สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนว่าจะ เขียนชัดก็ไม่ชัด จะเขียนละเอียดก็ไม่ละเอียด ผลของการเขียนไม่ชัด ไม่ละเอียด มันคืออะไรครับ ก็คือรัฐธรรมนูญต้องตีความ ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ต้องตีความ โยนให้ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วถ้าตีความเปึนไปตามหลักความจริง หรือตีความไม่ถูกต้องตาม กฎหมาย หรือตีความให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถูกต้องมันไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ กระผมขออนุญาตยกตัวอย่างสักเล็กน้อย ท่านประธานครับ การเลือกตั้ง สส. เมื่อป้ ๒๕๖๒ นี้ละครับว่า ก็ต้องย้อนดูความผิดพลาดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คำว่า สส. พึงมี ทุกท่านน่าจะจำกันได้ โดยเฉพาะเพื่อน ๆ พรรคเพื่อไทยของกระผม ท่านประธานครับ ตอนนั้นพรรคเพื่อไทยได้ สส. เขตมากที่สุดในประเทศไทยตั้ง ๑๓๖ คน ย้ำอีกว่าเปึน สส. เขต แต่การเขียนรัฐธรรมนูญและวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป่ดช่องให้ใช้สูตรคำนวณแบบ พิสดาร กกต. ก็ใช้สูตรพิสดารคำนวณหา สส. แบบบัญชีรายชื่อ ระบบจัดสรรปันส่วนผสม คำว่า สส. พึงมี ทำให้เกิดอะไรครับท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งมา ๗,๘๐๐,๐๐๐ คะแนน แต่กลับไม่ได้ สส. บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว นี่ละครับที่อยากแก้ กลับกลายเปึนว่าพรรคที่ได้คะแนน ๑๐,๐๐๐ เสียง ๒๐,๐๐๐ เสียง เดิน Parade เข้าสภา ตั้ง ๑๐ กว่าคน ปัญหาเลยทำให้สภาล่มบ้าง ปัญหาแจกกล้วยบ้าง อะไรต่ออะไรต่าง ๆ ผมมีความจำเปึนที่จะต้องพูดอย่าเพิ่งเบรกผมนะครับท่านประธานครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็ คือว่าการเลือกตั้ง สว. เดี๋ยวนี้อยู่ในกระบวนการเลือกตั้ง เหตุการณ์ช่วงนี้เลยนะครับว่า รัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้ผู้สมัครเท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง สว. ได้ นี่มันเปึนประชาธิปไตยตรงไหนครับให้ผู้สมัคร แล้วท่านประธานไปเป่ดดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ บอกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเปึนผู้แทนปวงชน ชาวไทย แล้วกระผมขอถามว่าสมาชิกวุฒิสภาเปึนผู้แทนปวงชนชาวไทยตรงไหนละครับ เมื่อท่านเขียนรัฐธรรมนูญให้ สว. จำกัดไว้แค่คนมีเงิน ๒,๕๐๐ บาทเท่านั้นที่จะเลือก มีคนไปสมัคร ๒,๕๐๐ บาท จะเปึนกลุ่มเปึนอะไรต่าง ๆ ออกไป สามารถเลือกอยู่ด้วยกันครับ เลือกไขว้ไปไขว้มา แล้วประชาชนมองตาปริบ ๆ ไม่มีสิทธิเลือก ถ้าไม่ไปสมัครก็คือไม่มีสิทธิเลือก แล้ว สว. ครั้งนี้เปึนครั้งแรกนะครับ มีกระบวนการเลือกตั้ง ที่พิสดารเหมือนกันนะครับ ซึ่งเปึนผลมาจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ที่เราอยากจะขอ ประชามติแก้นี่ละ เพราะว่าการเลือกตั้ง สว. ก็เลือกตั้งเปึน ๓ ระดับ ก็เปึนที่ทราบกันดี อำเภอ จังหวัด ประเทศ มีสูตรทั้งเลือกตั้งไขว้กลุ่มอาชีพและมีการเลือกตั้งกลุ่มอาชีพ ประชาชนซับซ้อน สับสน แม้กระทั่ง สส. ทุกคน ผมไปถามว่าเขาเลือกตั้งอย่างไร งงไปหมด มันเปึนรัฐธรรมนูญฉบับที่งงที่สุดในการเลือกตั้ง สว. คราวนี้ แม้กระทั่งผู้ไปสมัครเลือกตั้ง บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากติกาเปึนอย่างไร ท่านประธานครับ ๒ ตัวอย่างที่ผมได้ยกมานี้จึงเปึน ความสำคัญที่สภาผู้แทนราษฎรของเราแห่งนี้จะต้องรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ประชามติ เพราะไม่ว่าสูตรการนับคะแนน สส. ตอนเลือกตั้งป้ ๒๕๖๒หรือการเลือกตั้ง สว. ที่กำลังดำเนินการอยู่ ณ วันนี้ รัฐธรรมนูญเป่ดช่องให้ตีความมั่ว ๆ เราก็ไม่ควรให้เกิดปัญหา เรื้อรังในระบอบการเมืองของพวกเราในอนาคตต่อไปครับท่านประธานครับ กระผมจึงมี ความเห็นว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่รัฐบาลควรไตร่ตรองและรอบคอบอย่างถูกต้องแล้วละครับ ที่ได้เสนอเข้ามา แล้วเพื่อนสมาชิกทั้งหลายด้วยนะครับ และที่สำคัญที่สุดเราก็คิดว่า ถ้าหากว่าเรามีการผ่านประชามติไปแล้ว เราก็มองย้อนตลอดจนการจัดตั้งรัฐบาลทุกพรรค การเมืองด้วย การแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปก็เปึนเรื่องอีกต่างหากซึ่งมันก็มีบางบทบางอะไรต่าง ๆ ที่จะต้องมีการถามไปด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะไม่เอ่ยถึง แต่ที่สำคัญที่สุดเราต้อง ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข นั่นหมายความว่า ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลของเราที่ได้ตั้งเราจะต้องยึดหลักตัวนี้เปึนสำคัญนะครับ เพราะมันเปึนรากฐานการเมืองในการปกครองของประชาธิปไตยตั้งแต่บรรพบุรุษ รัฐธรรมนูญ ๒๐ กว่าฉบับไม่เคยเอาตรงนี้ออกไปเลยนะครับ ซึ่งมันเปึนโครงสร้างของสังคม ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่เปึนที่เคารพสักการะของพี่น้องประชาชนนะครับ ดังนั้น วันนี้สภาของเรากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติซึ่งจะเปึน กฎหมายสำคัญ กุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเปึน ประชาธิปไตย แล้ววันนี้เปึนหมุดหมายที่สำคัญที่พี่น้องประชาชนรอคอยรัฐธรรมนูญฉบับที่มี ความเปึนประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของพวกเขาเอง
สุดท้ายทั้งหมดนี้ผมขอสนับสนุนรับหลักการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการ ออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคณะรัฐมนตรี ฉบับของท่านรองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล และร่างของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ พรรค รวมเปึน ๔ ฉบับ กระผมขอขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านธีระชัยนะครับ อีก ๒ ท่านเตรียมตัวนะครับ ท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ กับ ท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ ครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทยครับท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติในครั้งนี้ด้วยครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขออนุญาต เรียนท่านประธานว่าวันนี้ร่าง พ.ร.บ. ออกเสียงประชามติในวันนี้จะเปึนหมุดหมายหรือการ เป่ดประตูในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ต่อไปครับท่านประธาน จุดยืน ของพรรคไทยสร้างไทยขอนำเรียนก่อนครับ ก่อนจะเข้า พ.ร.บ. ออกเสียงประชามติในครั้งนี้ เรามีจุดยืนที่สำคัญครับว่า ขออนุญาตขึ้นสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
จุดยืนที่สำคัญคือเรายืนยันว่า เราจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่ ๑ คือบททั่วไป และหมวดที่ ๒ คือพระมหากษัตริย์ครับ ผมขออนุญาตลงในรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. ประชามติในครั้งนี้ครับ ก่อนอื่นขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มีใช้เดิมอยู่แล้ว คือป้ ๒๕๖๔ ทุกท่านได้อภิปรายว่าเปึน Double lock หรืออภิปรายเปึน ๒ ชั้น ทำอะไรทั้งหมดนะครับ ประชาชนทุกคนหรือท่านประธานคงได้ยินการอภิปราย ไปแล้ว แต่ผมจะอภิปรายเปรียบเทียบให้เห็นว่าร่างเดิมที่กฎหมายเดิมและร่างทั้ง ๔ ฉบับ ที่ออกมาอันไหนที่ดำเนินการจากเบาสุดไปหาหนักสุด ผมขออนุญาตอ่านข้อความ ดังต่อไปนี้นะครับท่านประธาน พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ เดิมกำหนดไว้ในมาตรา ๑๓ บอกว่า การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีจำนวนเสียง เกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น ร่างของคณะรัฐมนตรี ที่ขอแก้ไขปรับปรุงในมาตรา ๑๓ เขียนไว้ว่า การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำ ประชามติ ให้ถือเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องมีจำนวนเสียง เกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงและต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ จัดทำประชามตินั้น
ร่างต่อไปครับท่านประธาน ร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะ มาตรา ๑๓ เขียนไว้ว่า การออกเสียงให้ถือเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้อง สูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น
ร่างของท่านพริษฐ์และคณะครับท่านประธาน มาตรา ๑๓ เขียนไว้ว่า การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น
ร่างสุดท้ายครับท่านประธานครับ ร่างของท่านอนุทินและคณะ มาตรา ๑๓ เขียนไว้ว่า การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องการจัดทำประชามติต้องมีผู้มาใช้สิทธิ ออกเสียงเปึนจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำนวนเสียงข้างมากของผู้มา ออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ จัดทำประชามตินั้น อ่านไปผมเข้าใจว่าท่านประธานก็คงงงครับ กฎหมายเดิมที่มีใช้อยู่ใน ปัจจุบัน ๔ ร่างที่นำเสนอขึ้นมาว่าเปึนอย่างไรครับ ผมเรียงลำดับให้นะครับ ผมวิเคราะห์ แล้วก็ขออนุญาตเรียงลำดับความสำคัญต่าง ๆ จากเบาไปหาหนักว่าร่างดังกล่าวนี้เปึนอย่างไร ขออนุญาตขึ้นสไลด์ที่ ๒ ให้ผมด้วยครับ
จะเห็นนะครับว่า เมื่อเราวิเคราะห์แล้ว เมื่อดูตามมาตรา ๑๓ ครับท่านประธาน ร่างที่เบาที่สุดที่ร่างขึ้นมาคือ ร่างของท่านพริษฐ์และคณะครับท่านประธาน จะเห็นว่า ในหัวข้อที่ ๑ จำนวนผู้มาใช้สิทธิลงมติไม่ได้กำหนดครับท่านประธาน เสียงข้างมากกำหนดไว้ว่า เกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง เงื่อนไขครับ เพิ่มเติมไม่มีครับท่านประธาน ร่างที่ ๒ ก็คือร่างของคณะรัฐมนตรี จำนวนผู้มาใช้สิทธิลงมติไม่ได้กำหนดครับ ตรงกันกับร่างของ ท่านพริษฐ์ครับ เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงเหมือนกันครับท่านประธาน แต่มี เงื่อนไขสุดท้ายเขียนว่า ต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในเรื่องที่ทำ ประชามตินั้นครับท่านประธาน ดูร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะ จำนวนผู้มาใช้สิทธิ ในช่องแรกก็ไม่ได้กำหนดเช่นกัน เสียงข้างมากเขียนว่า เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง ก็คล้ายกันอีกครับ ก็คือต้องได้คะแนนเสียงข้างมาก มีเงื่อนไขข้อสุดท้ายอีกครับ ต้องสูงกว่า คะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้นครับท่านประธาน ดูต่อไปนะครับ ร่างที่เปึนกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันเขียนไว้บอกว่า ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง เปึนจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง อันนี้คือกฎหมายปัจจุบันครับ เสียงข้างมาก เขียนไว้ว่า มีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้นครับ เงื่อนไขมีไหมครับ ไม่มีกำหนดไว้ครับ สุดท้ายครับท่านประธานครับ ร่างของท่านอนุทินและ คณะครับ เขียนไว้ว่า ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง ก็คือ อยู่ในข้อกำหนดของจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงมติครับ เสียงข้างมากเขียนไว้ว่า เสียงข้างมากของ ผู้มาออกเสียงครับ เงื่อนไขมีครับท่านประธานครับ เขียนไว้บอกว่า ต้องสูงกว่าคะแนนเสียง ไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น เพราะฉะนั้นผมอภิปรายวันนี้สนับสนุน ร่างทั้ง ๔ ร่างนะครับ เพียงแต่ว่าผมแสดงภาพหรือแสดงให้เห็นว่า ร่างนี้นำจากเบาที่สุดไป หาหนักที่สุด เพื่อที่จะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญหลังจากที่เราเห็นชอบร่วมกัน ไปดำเนินการตามข้อสังเกตดังกล่าว เบาที่สุดก็คือร่างของท่านพริษฐ์ ผมใส่หมายเลข ๑ ไว้ เบอร์ที่ ๒ ก็คือร่างของคณะรัฐมนตรี และร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะ อันที่ ๓ ก็คือ เปึนพระราชบัญญัติเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ฉบับที่ ๔ มาแรงนิดหนึ่ง ก็คือร่างของท่านอนุทิน และคณะครับ เขียนไว้เปึนลำดับที่ ๔ ต่อไปครับ ผมเรียนท่านประธานนะครับว่า การที่พรรค ไทยสร้างไทยในวันนี้เราเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่ง เพราะว่าเปึนการเป่ดประตูในการที่จะนำไปสู่ การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตข้างหน้า ซึ่งจะเปึนร่างที่ ๑ ร่างที่ ๒ ร่างที่ ๓ ร่างที่ ๔ เราก็เห็นชอบในหลักการ เพื่อที่จะให้มีการจัดตั้ง แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เรื่องนี้ต่อไปครับ
ผมขออนุญาตไปเรื่องต่อไปครับท่านประธานครับ เรื่องมาตรา ๑๒ ครับ ต้องขอชื่นชมทั้ง ๔ ร่างครับ ในมาตรา ๑๒ เดิมจะเขียนไว้บอกว่า การออกเสียงให้ใช้ การลงคะแนนเสียงโดยตรง และอ้อม และลับนะครับ โดยการออกเสียงให้กระทำได้โดยการ ใช้บัตรออกเสียง หรือคณะกรรมการอาจกำหนดให้กระทำโดยวิธีการลงคะแนนออกเสียง ทางไปรษณีย์ ผมชอบใจครับ ทั้ง ๔ ร่างตัดคำว่า อาจ ออกครับ บังคับให้ กกต. ทำเลยครับ ท่านประธาน ไม่ต้องมีอาจแล้ววันนี้ บังคับ กกต. ทำไปเลย คำว่า อาจ ไม่รู้ว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่วันนี้กฎหมายทั้ง ๔ ร่างเขียนขึ้นมาถือว่าเปึนสิ่งที่ดี แล้วก็เปึนสิ่งที่สอดคล้องกับ การดำเนินการ อย่าเขียนอะไรที่มันอาจเลยครับ เห็นด้วยกับทั้ง ๔ ร่างเลยครับ สิ่งที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ว่าในมาตรา ๑๒ การออกเสียงให้ใช้วิธีการ ลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับ ก็คือ ๑. ออกเสียงโดยการกระทำโดยใช้บัตรออกเสียง ๒. ออกเสียงโดยการกระทำโดยวิธีการลงคะแนนออกเสียงทางไปรษณีย์ ๓. ก็คือออกเสียง โดยการลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์ หรือทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือวิธีอื่นครับ สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า เราจะทำอย่างไร ที่เราจะดำเนินการ จัดการลงคะแนนออกเสียงโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม แล้วก็ปัองกันการทุจริต ที่จะเกิดขึ้นกับการลงประชามติในครั้งนี้ ท่านประธานครับ ผมเห็นรัฐบาลเสนอเรื่องหนึ่ง Digital Wallet ครับท่านประธาน เดี๋ยวผมจะอภิปราย พรุ่งนี้ครับท่านประธาน ไม่ต้องห่วงครับ เพียงแต่ว่าผมกำลังบอกว่า Digital Wallet ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมาตลอดว่า จะใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการที่จะเข้ามาแก้ไข นำเทคโนโลยี Blockchain นี้มาใช้ในการลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์เปึนครั้งแรกเลยครับ ท่านประธาน จะประหยัดเงินงบประมาณไปได้อีกเยอะ เปึนจำนวนมากเลยครับ ท่านประธานหรือพี่น้อง ประชาชนอาจจะไม่ทราบว่าเทคโนโลยี Blockchain คืออะไรครับท่านประธานครับ เทคโนโลยี Blockchain เปึนกลไกฐานข้อมูลขั้นสูงที่เป่ดรับการแบ่งปันข้อมูลที่โปร่งใส ภายในเครือข่าย โดยฐานข้อมูล Blockchain จะจัดเก็บข้อมูลในบล็อกที่เชื่อมโยงกันเปึน ลูกโซ่ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะมีความสอดคล้องกันตามลำดับเวลา เนื่องจากเราไม่สามารถลบ หรือแก้ไขข้อมูลลูกโซ่ได้หากไม่ได้รับฉันทามติจากเครือข่าย เราจึงสามารถใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อสร้างความปลอดภัยในการใช้งานและเกิดความโปร่งใสและบริสุทธิ์ยุติธรรม สามารถปัองกันทุจริตคอร์รัปชัน หรือปัองกัน หรือสร้างความมีประสิทธิภาพในการ ลงคะแนนเสียงประชามติในครั้งนี้ได้ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเห็นภาพว่า พี่น้องประชาชนเดินทางไปที่หน่วยเลือกตั้ง ถ่ายกล้องถ่ายรูปแชะหนึ่งลงไปแล้วเดินไปไม่ต้อง มีบัตรเลือกตั้ง พอถ่ายรูปครับ รูปเราจะถูกส่งเข้าไปในระบบของ Blockchain ส่งเข้าไปเสร็จ เรียบร้อย เขาจะมีการตรวจสอบตัวตนเองหมดว่าเปึนคนนี้จริงหรือเปล่ากับบัตรประชาชนครับ ท่านประธานครับ ไม่มีใครที่จะเข้าไปดูได้เอง เพราะฉะนั้นมีการตรวจสอบกันเอง เสร็จเรียบร้อย ลงคะแนนให้ใครไม่ต้องมีบัตรครับท่านประธาน กลับมาสบายใจ ใช้เถอะครับ ท่านประธาน จะมีการทำประชามติหลายครั้งเท่าไรก็ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณเยอะครับ ท่านประธาน ผมสนับสนุนมาตรา ๑๒ ที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขครั้งนี้อย่างเต็มที่ครับ ท่านประธานครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเรียนว่าพรรคไทยสร้างไทยสนับสนุน ร่างทั้ง ๔ ร่าง และสนับสนุนในการที่จะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณา ศึกษาเรื่องนี้ แต่ขอให้กำหนดระยะเวลาที่มีการศึกษาให้เร็วนิดหนึ่งนะครับท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานเปึนอย่างยิ่งครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ขอร่วมอภิปรายในเรื่อง การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ก็ร่วมกันอภิปรายไปหลายท่าน ในหลากหลายประเด็นก็น่าจะเห็นพ้องต้องกันว่า มีความจำเปึนเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพื่อให้ ประชาชนมีสิทธิที่จะออกเสียงและไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าพวกเราความจริง ก็มีอำนาจได้รับมอบหมายมา แต่เราไม่สามารถที่จะแก้ด้วยตัวของเราเองได้ ติดล็อกเรื่อง ประชามติ ก็มีความจำเปึนเร่งด่วนแล้วก็ล่าช้ามาพอสมควรนะครับ เข้าประเด็นเลยครับ เปัาประสงค์เราจะแก้ไปเพื่ออะไร
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
๑. คือกำหนดให้วันออกเสียง ประชามติตรงกับวันเลือกตั้งได้ คือไหน ๆ เราก็เสียสตางค์จัดเลือกตั้งแล้วนะครับ ทีเดียวเลยครับ ประหยัดงบประมาณ สร้างแรงจูงใจให้คนออกมาใช้สิทธิลงคะแนนมากขึ้น
๒. เรื่องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยการลงคะแนนแบบที่มีทางเลือก มากขึ้น อาทิเช่น ทางไปรษณีย์ ในต่างประเทศก็มีการทำกันแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๓ สามารถให้ยื่นขอออกเสียงประชามติได้ทาง Online ที่ผ่านมา ก็คือมีปัญหายังเปึนระบบโบราณอยู่ ต้องเอาไปปริ้นเปึนกระดาษแล้วก็รวบรวมมา ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อจะนำเสนอต่อ ครม. อันนี้ก็จะเปึนอะไรที่สะดวกมากขึ้นสำหรับประชาชนนะครับ
มีการออกแบบคำถามที่เข้าใจง่าย ทางเลือกคำตอบที่ครอบคลุม เพราะอะไรครับ มันมีปัญหาครับที่ผ่านมา คำถามไม่ชัดเจนครับ เราจะเห็นจากเรื่องการออกเสียงประชามติ ป้ ๒๕๖๐ คำถามยาวมาก ไม่ชัดเจน ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด อาทิเช่น ที่ประชุม ร่วมของรัฐสภา คือให้ สว. มาร่วมเลือกนายกด้วยอย่างนี้ ประชาชนธรรมดาเขาไม่เข้าใจครับ คำถามที่ดีไม่ควรเปึน Double-barreled คือเปึนคำถามที่ติดล็อกเงื่อนไข ๒ ชั้น บางทีเขา เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่เขาไม่เห็นด้วยให้ สว. มาเลือกนายก แต่คุณไปพ่วง ๒ คำถามเข้าด้วยกันอย่างนี้ อันนี้ถือเปึนคำถามที่แย่ ไม่ถูกต้อง คำถามต้องเข้าใจง่ายสำหรับ ประชาชนนะครับ
ปัญหาข้อที่ ๒ ประชาชนเขาอยากได้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ อยากแก้ไข แต่นี่มาเอาเรื่องประชามติเปึนเงื่อนไขทำให้เกิดความล่าช้า ก็ขออภิปรายสนับสนุนครับ ตั้งกรรมาธิการให้เร็ว ทำให้เสร็จเร็ว ๆ แล้วก็จะได้มีการออกเสียงประชามติเพื่อตัดสินใจได้ว่า เราจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ไม่เอาแล้วคำถามแบบยกร่างใหม่ แต่เว้นหมวดนั้น หมวดนี้ มีเงื่อนไข มันงงครับ ประชาชนธรรมดาเขาอยากแก้แบบไม่มีเงื่อนไขครับ ลอง Test ดูสิครับ คำถามเมื่อประชาชนเขาอยากแก้ทั้งฉบับ ถ้าเผื่ออยากจะมีคำถามเพิ่มคุณก็มีคำถามที่ ๒ ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่มีปัญหาเยอะ คือเรื่องของ Double Majority ก็คือ เสียงข้างมาก ๒ ชั้น มันเปึนการรอนสิทธิคนที่เขาเห็นด้วย เขาออกสิทธิออกเสียง คนที่ ไม่มาออกสิทธิออกเสียงนี่จริง ๆ เราไม่รู้หรอกครับเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับ มันไม่สามารถเอาคะแนนของคนที่ไม่มาออกสิทธิออกเสียงมารวมแล้วตีความว่าเปึนเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยได้นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่อง Double Majority หรือเสียงข้างมาก ๒ ชั้น ก็มีปัญหาอยู่ สรุปนะครับคำถามควรสั้น มีความหมายชัดเจน คำตอบก็ไม่ควรจะล็อกอยู่ เฉพาะแค่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างที่ท่านพริษฐ์ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ อาทิเช่น การออกจากสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษ คำถามนี้มันคือ Remain นะครับ คืออยู่ แต่บางทีคนเข้าใจผิด บางทีเห็นด้วยไม่ได้แปลว่าใช่นะครับ เห็นด้วยบางทีบางคนอาจจะ หลงผิดว่าไม่ใช่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการ Formulate หรือการตั้งคำถาม เพราะฉะนั้นเสนอให้มี การตั้งคำถามได้หลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น ศึกษาแนวทางเกณฑ์การตัดสินของ การออกเสียงประชามติในเรื่องของ Single Majority ด้วย ก็มีเถียงกันในร่างของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ร่างของอื่น ๆ นะครับว่า มันควรจะเปึนเสียงมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ หรือ ควรจะเปึนเสียงข้างมากแบบธรรมดา เพราะว่ามันก็จะมีการเปรียบเทียบกับการงดออกเสียง กับบัตรเสียด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังเปึนประเด็นที่จะต้องถกเถียงกันอยู่ โดยรวม ก็อยากจะเสนอเห็นด้วยให้มีการเป่ดโอกาสให้ประชาชนได้มีช่องทางในการเข้าชื่อ แล้วลงคะแนนที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ ผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติของทั้ง ๔ ร่าง ที่เสนออีกหลาย ๆ ท่านครับ การออกเสียงประชามติคือ การนำร่างรัฐธรรมนูญหรือนโยบายที่สำคัญของ ประเทศไปผ่านการตัดสินใจ เพื่อแสดงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบโดยประชาชน ผู้เปึนเจ้าของอำนาจอธิปไตย จึงนับว่าเปึนการเป่ดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจ ผมเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๑ วรรคสาม ที่แก้ไขโดยกำหนดให้ หากมีการกำหนดวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เปึนการเลือกตั้งทั่วไป หรือหากมีการกำหนดวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากการดำรงตำแหน่งครบวาระในช่วงเวลา ใกล้เคียงกันกับการออกเสียง อาจกำหนดให้วันออกเสียงเปึนวันเดียวกันกับวันเลือกตั้ง การแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๒ ที่กำหนดให้การออกเสียงให้กระทำโดยใช้บัตรออกเสียง หรือ การออกเสียงทางไปรษณีย์ หรือออกเสียงโดยเครื่องลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์ หรือทาง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือโดยวิธีอื่น ๆ และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓ ที่กำหนดให้ ถือเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องมีจำนวนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง ของผู้มาออกเสียง และต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น เนื่องจากในการจัดให้มีการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติในแต่ละครั้งนั้นใช้ งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ซึ่งหากสามารถกำหนดให้เปึนวันเดียวกันก็จะสามารถ ลดภาระงานและงบประมาณแผ่นดินลงได้เยอะพอสมควร และเราสามารถนำงบประมาณ แผ่นดินที่ไม่ได้ใช้ไปกับการจัดการนั้นนำไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งดีกว่าการนำงบประมาณแผ่นดินมาจมอยู่กับการจัดการดังกล่าว นอกจากนั้นหากการใช้สิทธิออกเสียงในวันเดียวกันหรือวิธีการใช้สิทธิออกเสียงรูปแบบอื่น ที่สร้างความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนมากกว่าเดิม มากกว่าเดินทางไปใช้สิทธิออกเสียงที่ คูหา ก็จะเปึนเรื่องที่ดีมากครับ เพราะช่วยลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชนที่ต้องออกมาใช้ สิทธิออกเสียงหลายครั้ง เนื่องจากการออกมาใช้สิทธิออกเสียงในแต่ละครั้งนั้น เปึนภาระที่พี่น้อง ประชาชนเปึนอย่างมาก ไม่ว่าจะเปึนปัญหาการเดินทาง ปัญหาการบริหารจัดการในพื้นที่ที่ ใช้สิทธิออกเสียง ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและไม่สะดวก ทำให้พี่น้องประชาชนบางคนไปใช้ สิทธิเลือกตั้ง ตั้งแต่เช้ากว่าจะเสร็จก็เปึนเวลาเที่ยงก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ บางครั้งบางคนถึงกับรอไม่ไหวจึงตัดสินใจกลับบ้านไปไม่ใช้สิทธิออกเสียงก็มี เพราะมันใช้ เวลานานและเปึนภาระเกินไป ด้วยเหตุเหล่านี้ผมเชื่อเปึนอย่างยิ่งว่า รัฐบาลมีงบประมาณ และศักยภาพมากเพียงพอที่จะแก้ไขปรับปรุง รวมถึงวิธีการรณรงค์ให้พี่น้องประชาชน ออกมาใช้สิทธิออกเสียง การจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่ เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทำประชามติ และการตั้งคำถามชัดเจนเพียงพอให้พี่น้อง ประชาชนเข้าใจ ซึ่งหากรัฐบาลรณรงค์และแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้สิทธิออกเสียง ในแต่ละครั้งผ่านมาได้ ไม่ว่าจะเปึนปัญหาการเดินทาง ปัญหาการบริหารจัดการ ปัญหาการ ลงคะแนนเสียง ความยุ่งยากซับซ้อนต่าง ๆ โดยทำให้เกิดความสะดวกสบาย ไม่เสียเวลามาก เกินไป ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนและทำให้การใช้สิทธิออกเสียง กลายเปึนเรื่องง่ายที่เข้าใจได้แก่ทุกคนที่มีสิทธิออกเสียง ซึ่งหากแก้ไขปรับปรุงปัญหาเหล่านี้ได้ ผมเชื่อว่าจะมีพี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิลงประชามติเปึนจำนวนมากครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านแรก ท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ท่านที่ ๒ ท่าน กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ เชิญท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ เชิญครับ
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปูอัด ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตจอมทอง ยกเว้นแขวงบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน (เฉพาะแขวงท่าข้าม) พรรคไทยก้าวหน้า ท่านประธานครับ สไลด์ขึ้นได้เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
เพราะว่าเรื่องนี้เปึน อีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องพูดในส่วนของคำถามประชามติ เพราะว่ายังมีในส่วนที่ภาคประชาชนนั้น ยังคงคลางแคลงอยู่แน่นอนในส่วนของคำถาม ท่านประธานครับ การยื่นแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์ และหมวด ๑๕ ผมยืนยันว่า การทำประชามติต้องสามารถตั้งคำถามกับประเด็นนี้ได้ ถามว่าทำไมปูอัดถึงมาพูดเรื่องนี้ ก็เพราะ ครม. ออกมาวงเล็บไว้แล้ว วงเล็บว่าอะไรครับ ว่าจะแก้ไขทั้งฉบับโดยไม่แตะ หมวด ๑ หมวด ๒ ยังไม่ทันถามประชาชนเลยท่านประธาน กลัวอะไรกันแล้วครับ คือวันนี้ เราจะมาตั้งคำถามประชามติกันก่อน เพราะฉะนั้นผมยืนยันชัดเจนนะครับท่านประธานว่า คำถามประชามติต้องเป่ดกว้าง เพราะฉะนั้นในคณะกรรมาธิการนั้นผมฝากฝังจริง ๆ ท่านประธานว่า คำถามประชามติควรจะตรงไปตรงมา แล้วก็เป่ดกว้างไปเลยเหมือนที่ ภาคประชาชนยื่นเสนอรายชื่อเข้ามาต่อรัฐสภา นี่เปึนส่วนสำคัญมากครับ และสิ่งต่อมาก็คือในส่วนของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ มาตรา ๑๔ วรรคสาม เขียนแบบนี้ท่านประธาน เปึนการจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดง ความคิดเห็นต่อการเผยแพร่ข้อมูล ตรงนี้มีปัญหาตั้งแต่ป้ ๒๕๕๙ แล้ว ถูกอุ้มกันมาแล้ว ตอนที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ อันนี้ก็ต้องฝากกรรมาธิการว่าควรจะเป่ดกว้าง เพราะว่าอะไร วันนี้กรรมาธิการควรจะเสนอแบบนี้เลยครับท่านประธาน ว่าควรจะมีเวที สาธารณะก่อนการทำประชามติโดยไม่ชี้ว่าซ้ายหรือขวา แต่ต้องเป่ดให้องค์ความรู้ กับพี่น้องประชาชนว่าถ้าเลือก A เลือก B จะได้อะไรเกิดขึ้น นี่เปึนส่วนสำคัญที่ฝากทาง กรรมาธิการนั้นควรจะต้องแก้ไขในส่วนตรงนี้ให้ชัดเจนเพื่อเป่ดสิทธิเสรีภาพให้กับพี่น้อง ประชาชน และสิ่งตรงนี้ครับท่านประธานมันเชื่อมไปต่อถึงอะไร มันไปถึงคำถามพ่วง ท่านประธานผมจะชี้ให้ดูว่าคำถามพ่วงป้ ๒๕๕๙ มันเกิดปัญหาอะไร ผมอ่านให้พี่น้อง ประชาชน แล้วก็ท่านประธานฟังช้า ๆ ชัด ๆ เลยครับ ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้เกิด การปฏิรูปประเทศ เกิดความต่อเนื่องต่อแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ว่าในระหว่าง นี่นะครับ ๕ ป้แรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาเปึนผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเปึน นายกรัฐมนตรี ผมถามพี่น้องประชาชนตาดำ ๆ อ่านหน่อยครับว่า โอ้โฮ อันนี้รู้ได้อย่างไรว่า มี สว. จะมาเลือกนายก มันบอกตอนไหน อันนี้มันสอดไส้ชัด ๆ ยิ่งกว่ายูโร่คัสตาร์ดเค้กอีก ท่านประธาน อันนี้คือสิ่งสำคัญที่คำถามพ่วงแบบนี้นี่ใช้ไม่ได้เลย วันนี้ต้องฝากกรรมาธิการ จริง ๆ ที่จะตั้งขึ้นมา ผมรู้สิครับว่าวันนี้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ทุกคนก็อยากแก้ไข แต่แก้ไขอย่างไรล่ะให้ประชาชนได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่จะแก้ไขอย่างไรละให้ภาคประชาชน รู้สึกว่าเขาเปึนอำนาจที่สูงสุดในประเทศไทย เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดแล้วท่านประธาน คำถาม พ่วงเปึนวาระสำคัญอีก ๑ อย่างมาก ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ และท้ายที่สุดครับท่านประธาน วันนี้ทุกพรรคก็ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ผมก็หวังว่าจริง ๆ ว่าท้ายที่สุดคำถามประชามติจะเป่ดกว้างและตรงไปตรงมา ให้ประชาชน ผู้ทรงอำนาจสูงสุดเปึนคนตัดสิน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขอร่วมอภิปรายเรื่องของ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับประชามตินะครับ ประชามติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Referendum หรืออีกคำหนึ่งเราเรียกว่า Public Vote ถ้าเกิด เอารวม ๆ กันหลายตัวนี้มันจะยาว วันนี้ อ.เอท ขอใช้คำสั้น ๆ ครับ คือคำว่า Vote ซึ่งก็ แปลว่าการออกเสียงนะครับ ๔ ตัวอักษรครับ VOTE ขออนุญาตเริ่มเลยครับ
ตัวแรก คือตัว V V ในที่นี้คือคำว่า Vital Vital แปลว่า ความสำคัญ อ.เอท ขอเน้นที่มาตรา ๑๑ คำถามควรจะเน้นว่ามันมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนครับ ที่ผ่าน ๆ มา คำถามเมื่อสักครู่นี้ สส. ปูอัดได้พูดไปแล้วชัดเจนครับว่า คำถามที่เปึนคำถามพ่วงไม่ควร เกิดขึ้น และคำถามที่ไม่ควรใช้กับประชามติก็เกี่ยวกับเรื่องของการเงิน เกี่ยวกับเรื่องของ สนธิสัญญาต่าง ๆ ระหว่างไทยกับประเทศอื่น แล้วก็เปึนคำถามที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ควรถามครับ ทีนี้ถ้าเปึนคำถามทั่ว ๆ ไปเราก็ถามได้และควรจะเปึนคำถามที่ง่าย ๆ ไม่ควรที่จะพ่วง เนื่องจากอะไรครับ ป้ ๒๕๕๙ ชัดเจนครับ คำถามมีพ่วงใช่ไหมครับ เมื่อสักครู่นี้ และต้องไม่โน้มน้าวนะครับ มีการโน้มน้าว เพื่อเปึนการทำตามยุทธศาสตร์ชาติ จึงจำเปึนต้องมีคณะรัฐสภา ก็คือพูดง่าย ๆ สว. กับ สส. มาช่วย เลือกใครครับ เลือกนายกรัฐมนตรี เลยเปึนที่มาของสิ่งที่เรากำลังแก้กันอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ตัวแรกคือตัว V Vital คำถามตามมาตรา ๑๑ ควรจะง่าย ๆ Make it Simple ทำให้ง่าย ๆ เข้าไว้นะครับ
ตัวที่ ๒ คือตัว O O คืออะไรครับ O คือ Open Opportunity หรือ เป่ดโอกาสให้พี่น้องประชาชน อันนี้ตามมาตรา ๑๖ ชัดเจนมากครับ เราต้องเป่ดโอกาส ให้พี่น้องเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะทำประชามติ แต่ที่ผ่านมาในป้ ๒๕๕๙ เช่นกัน เราก็จะ เห็นว่าคนที่เห็นต่างจากเราอาจจะโดนเข้าคุกบ้าง โดนจับบ้าง นี่คือสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ในผืนแผ่นดินบ้านเราถูกไหมครับ นี่คือตัวที่ ๒ คือตัว O ควรที่จะให้โอกาสเขา บางครั้งคำว่า มายาคติ หรือคำพูดบางอย่างครับ รับไปก่อนแก้ทีหลัง สุดท้ายก็แก้ไม่ได้ ก็ผิดตาม มาตรา ๖๘/๑ สุดท้ายก็ไม่มีการทำได้อยู่ดีนะครับ หรือแล้ว ๆ ไป เดี๋ยวค่อยว่ากัน อันนี้ ไม่ควรที่จะมีขึ้นในประเทศไทยของเรา นี่คือตัวที่ ๒ ครับ ตัว O
ต่อมาเปึนตัว T T คืออะไรครับ T คือ Timeline หรือเวลา วันนี้ขออนุญาต เล่าครู่เดียวครับว่า Timeline ของประชามติมีมาตั้งแต่ป้ ๒๔๙๒ ครับ ณ ปัจจุบันนี้ ๗๕ ป้ ก็พอ ๆ กับเรามีรัฐธรรมนูญนะครับเรามีประมาณเกือบ ๆ ๙๐ ป้นะครับ ฉะนั้น ๗๕ ป้ ถามว่าตั้งแต่ป้ ๒๔๙๒ มาถึงปัจจุบันนี้เราเคยมีการทำประชามติทั้งหมดกี่ครั้ง คำตอบ ๒ ครั้ง ก็คือป้ ๒๕๔๙ ๑ ครั้ง แล้วก็ป้ ๒๕๕๙ ๑ ครั้งครับ ในช่วงป้ ๒๕๔๙ เรามีการทำรัฐประหาร เลยจำเปึนต้องมีการทำประชามติ แล้วก็ทำแบบ Single Majority ด้วย ก็หมายความว่า อย่างไรครับ ก็คือครั้งเดียวล็อกเดียว ผ่าน พูดง่าย ๆ ขออนุญาตใช้คำง่าย ๆ ครับ คือ ๑ ล็อก เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ผ่านได้เลยทันที พอป้ ๒๕๔๙ ผ่านไป ป้ ๒๕๕๒ ก็เปลี่ยน พ.ร.บ. มาอีกครับ ก็บอกว่าต้องเปึนแบบ Double หรือเปึนการล็อก ๒ ชั้น แต่ก็ไม่มีการทำ ประชามติในช่วงนั้น พอป้ ๒๕๕๗ เกิดรัฐประหาร เปลี่ยนรัฐธรรมนูญอีก เปลี่ยนปุ็บ ในป้ ๒๕๕๙ มีการทำประชามติ ก็เปึนการปรับมาเปึน ๑ ล็อกอีก ก็คือ Single Majority ท่านเห็นไหมครับว่ามีการปรับไปปรับมา เสร็จหลังจากป้ ๒๕๕๙ ครับ พอมาป้ ๒๕๖๔ ก็เปลี่ยนมาเปึนแบบ Double Majority ก็คือเปึนการทำแบบ ๒ ชั้นขึ้นมาอีก มันก็เลยมา เปึนที่มาของวันนี้ ป้ ๒๕๖๗ ตกลงเราจะเปลี่ยนกี่ชั้นกันแน่ อ.เอท ส่วนตัวไม่ได้มีความเห็นที่ ต่อต้านกับ Double Majority เพราะอะไร เพื่อน ๆ หลายท่านพูดไปเยอะมากแล้วว่า Double Majority นอกจากจะเปึนเรื่องที่สำคัญแล้ว เรื่องท้องถิ่นก็เปึนสิ่งที่สำคัญ เช่น สมมุตินะครับ เราจะทำการบางอย่าง ขุดถนน หรือทำเขื่อนผ่านจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือที่ใดที่หนึ่ง ก็ควรจะให้คนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ถ้าเกิดเปึนมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และเห็นด้วยแบบ Double Majority หรือกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้น หรือล็อก ๒ ชั้น ก็เปึนสิ่งที่ดี แต่ในที่นี้เรากำลังทำประชามติ ต้องง่าย ๆ เข้าไว้ ให้คนเข้าใจ ในฐานะที่ อ.เอท ก็เปึนคุณครู เราอยากจะให้นักเรียนหรือทุกคนเข้าใจแบบง่าย ๆ
และตัวสุดท้ายครับ VOTE ตัว E สุดท้ายครับ คือคำว่า Empower Empower คืออะไรครับ Empower แปลว่า คืนอำนาจ คืนอำนาจให้กับประชาชน ให้เขาได้มีสิทธิในการที่จะเลือก หรือในการที่จะให้ความเห็นในประเทศของเขาถูกไหมครับ เพราะปัจจุบันนี้การที่เราจะคืนอำนาจให้เขา มันมีการทำแบบเดียวนั่นเอง ก็คือการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาถ้าเราจะเปลี่ยน ที่เรามาคุยประชามติวันนี้เพราะอะไรครับ เพราะเราต้องการ ที่จะได้รัฐธรรมนูญใหม่ถูกไหมครับ ซึ่งการที่จะได้รัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีการทำประชามติ อย่างน้อย ๆ ก็ ๓ ครั้งที่เราไปดูมาตามรัฐธรรมนูญใช่ไหมครับ ครั้งแรกก็คือ เอา ไม่เอา ครั้งที่ ๒ ก็คือ ถ้าเกิดมีการผ่านร่างของ ๒๕๖ แก้ไขเสร็จปุ็บ ผ่านเสร็จก็ต้องถามอีกรอบ แล้วครั้งที่ ๓ ก็คืออะไรครับ มีร่างของ สสร. ทำขึ้นมา ก็ต้องมาโหวตกันใหม่ เพราะฉะนั้น ๓ รอบนี้แค่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แค่นั้นเองครับ ไม่จำเปึนต้องมีคำถามอะไรพ่วงมาให้พี่น้อง เขาสับสนในการทำประชามตินะครับ และนี่คือ VOTE
สุดท้ายครับ สุดท้าย อ.เอท อยากที่จะเห็นประชามติ คือการคืนสิทธิ คืนเสียงให้กับประชาชน ไม่ใช่แค่พิธีกรรม เพื่อมาสืบทอดอำนาจของใครบางคนอีกต่อไป ขอบพระคุณครับ Respect
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจำลอง ภูนวนทา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จำลอง ภูนวนทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด กาฬสินธุ์ เขต ๓ ห้วยเม็ก หนองกุงศรี ท่าคันโท ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมเปึนหนึ่ง คนที่เฝัาติดตามการแก้รัฐธรรมนูญ เปึนหนึ่งคนที่เวียนว่ายอยู่แถวสภา แต่ไม่ใช่ในฐานะ ผู้แทนราษฎรนะครับ ตั้งแต่ป้ ๒๕๒๓ ในฐานะสื่อฝ๊กหัด ท่านประธานครับ การทำประชามติ มีมาหลายยุคหลายสมัย ผมจะไม่เท้าความถึงเรื่องเก่า ๆ ที่ผ่านมา จะขอพูดในประเด็น ที่ไม่เหมือนเพื่อน ๆ สมาชิกที่อภิปรายไปแล้วนะครับ ไม่เหมือนเลยครับ ท่านประธานครับ การเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขนั้น ในระบอบ ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญต้องออกมาเพื่อประชาชน โดยประชาชน และเปึนของประชาชน การทำประชามติทุกครั้งที่ผมได้สัมผัสนะครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ป้ ๒๕๕๐ ป้ ๒๕๖๐ เราได้อะไรครับท่านประธาน ทำประชามติแล้วได้อะไร ถามว่าผมคัดค้านไหม ผมไม่คัดค้านครับ ผมยอมรับเสียงข้างมาก Majority ว่าเอาอย่างไร ผมเอาด้วย ให้ความเคารพครับ แต่ผมอยากจะกราบเรียนถามท่านประธานด้วยความเคารพว่า ทำแล้วได้อะไร ถึงวันหนึ่งมีรัฐธรรมนูญออกมาแล้วเปึนอย่างไรครับท่านประธาน กี่ฉบับแล้ว ฉีกแล้วฉีกเล่า สำหรับผมความคิดส่วนตัวในฐานะเปึนนักรัฐศาสตร์ด้วย แล้วก็อ่านกฎหมายได้ ดูกฎหมายเปึน สรรพสิ่งเกี่ยวกับบริบทของรัฐธรรมนูญไทยนั้นจะมาจากประชาชน หรือมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยผ่านความเห็นชอบจากสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ จะวิเศษวิโสแค่ไหนก็ตาม โดยส่วนตัวผมแล้วผมมองว่าความสำคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญไทย ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของการทำประชามติ ผมก็อยากฝากถึงกรรมาธิการที่จะมีขึ้น ท่านจะใส่ข้อมูลหรือใส่องค์ความรู้ตรงไหนลงไปให้ประชาชนได้เข้าใจว่าเจตจำนงร่วมที่ มอบให้กับบริบทของสังคมไทยไปนั้นจะไม่ถูกฉีก และเราจะยอมรับน้อมรับ และจะปัองกัน เจตจำนงร่วมที่มอบให้กับสังคมไทยไปอย่างไร เช่นยกตัวอย่าง มีการฉีกรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ออกเสียงประชามติ จะ Action อย่างไร จะแสดงท่าทีอย่างไรกับการกระทำนั้น นี่คือ เรื่องสำคัญที่สุดของการแก้รัฐธรรมนูญ สำหรับผมแล้วรัฐธรรมนูญจะมาแบบไหน จะอย่างไร ที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า มันผ่านประชามติมาเกือบทุกฉบับ หรือว่าเกือบทุกฉบับ เลยก็ว่าได้ครับ แต่ก็ถูกฉีก ไม่ว่าจะเปึนป้ ๒๕๔๐ ป้ ๒๕๕๐ ป้ ๒๕๖๐ แล้วก็ขอแตะเรื่องที่ กำลังจะผ่านไปนะครับ การเลือกตั้ง สว. ผู้สมัคร สมัครเข้าไปเพื่อเลือกเพื่อนเปึน สว. ก็เปึน เรื่องแปลก แต่ว่าก็ไม่เปึนไรในเมื่อกฎหมายเขียนไว้อย่างไรก็ต้องยอมรับในบริบทหรือ ในกฎกติกาที่เข้าร่วมกัน และวันนี้ผมในฐานะที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๐ เข้าร่วมกติกานี้ และท่านสมาชิกทุกคนที่นั่งในห้องนี้ก็มา บนกติกาเดียวกัน ผมถึงกราบเรียนท่านประธานในตอนต้นว่า เรามีความสำคัญอย่างไร ต้องทำประชามติ แล้วก็เรียนท่านประธานต่อไปว่า ผมไม่ขัดข้องที่จะน้อมรับเสียงข้างมาก และไม่ขัดแย้งว่าไม่เห็นด้วย ผมยอมรับทั้ง ๔ ร่าง โดยเฉพาะท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ซึ่งเปึนอาจารย์ของกระผมเอง แต่ไม่ใช่ว่าเห็นด้วยเพราะว่าเปึนอาจารย์นะครับ เห็นด้วย เพราะว่าในเนื้อหาสาระที่ผมได้ศึกษาแล้ว ได้อ่านแล้วจากที่ทางสภาได้ส่งไป เพราะฉะนั้น ประเทศไทยปกครองด้วยสถาบันหลักของชาติจะต้องไม่ถูกแตะ ไม่ว่าจะเปึน สถาบัน พระมหากษัตริย์ซึ่งผมให้ความเคารพยำเกรงและศรัทธามาตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้น ผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการถ้าหากจะทำร่างประชามติ ได้โปรดนะครับ อย่าเสี่ยงในหมวด ๑ หมวด ๒ เพราะประเทศไทยเปึนรัฐเดี่ยวนะครับ แบ่งแยกไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ บริบท ของสังคมไทยที่ผ่านมาขาดจิตสำนึกครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะย้อนไปถึง ผู้ที่รับผิดชอบด้วยการกล่อมเกลาบุคลากรของชาติ คือ กระทรวงศึกษาธิการครับ ก่อนที่จะทำ ประชามติต้องใช้เวลานาน ต้องสร้างจิตสำนึก เด็กต้องไม่ก้าวร้าว เคารพสิทธิคนอื่น แล้วก็ น้อมรับฟังความคิดเห็นคนอื่น อย่างผมถามว่า ผมเห็นด้วยไหมกับร่างประชามติ ผมเห็นด้วย แต่ผมมีคำถามท่านประธาน นิดเดียวว่า เราจะปัองกันการฉีกรัฐธรรมนูญได้อย่างไร สำหรับผมแล้วผมนำเสนอท่าน ประธานไปแล้ว เสนอแนวความคิดของผมไปแล้วว่า เราควรจะสร้างจิตสำนึกให้ผู้ออกเสียง ประชามติว่า หากแก้รัฐธรรมนูญแล้ว มีการฉีกรัฐธรรมนูญ เราต้องออกมาต่อสู้ไม่ให้มีการฉีก รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ พูดถึงเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร ผมคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย แต่ความเปึนชาติบ้านเมือง ความรักชาติรักสถาบันมาอันดับหนึ่ง และอยากเห็นชาติไทย มีอัตลักษณ์ของชาติที่มั่นคง เพราะฉะนั้นสรุปสุดท้ายนะครับท่านประธาน ผมเห็นด้วย ร่างประชามติทั้ง ๔ ร่าง ทั้งของ ครม. ของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ของพรรคภูมิใจไทยและของ พรรคก้าวไกล แต่ผมฝากท่านประธานอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องจิตสำนึกและการปัองกัน ประชามติที่ออกมาแล้วไม่ถูกฉีกอีก ถ้าถูกฉีกอีกเราทุกคนต้องร่วมกัน จับมือกันเดินแล้วสู้ เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับอีก ๒ ท่านนะครับ ท่านแรกท่านสรวีย์ ศุภปณิตา ท่านที่ ๒ ท่านฉัตร สุภัทร วณิชย์ เชิญท่านสรวีย์ ศุภปณิตา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสรวีย์ ศุภปณิตา ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล เขต ๑ วันนี้ ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประชามติ ทั้ง ๔ ฉบับ โดยเฉพาะฉบับ ของท่านพริษฐ์แห่งพรรคก้าวไกลครับ ประชามติต้องทำเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้อง ประชาชน และเปึนความหวังของพี่น้องประชาชนโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ได้รับข่าวสาร ที่ตรงไปตรงมาเพื่อพี่น้องประชาชนได้ตัดสินใจลงมติเปึนแบบมีความหวังและมิได้ถูกหลอก ให้ตัดสินใจ ยกตัวอย่าง เมื่อก่อนจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ประชาชนเสียง ส่วนใหญ่แตกออกเปึน ๒ ฝ์าย ฝ์ายที่คัดค้านไม่เห็นด้วย แสดงประชามติโดยวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้ ถูกป่ดกั้น แต่ฝ์ายที่สนับสนุนได้อภิปรายส่งเสริมกันอย่างกว้างขวาง อันนี้เปึนสิ่งที่ต้อง ทำให้เปึนกลางและถูกต้องชอบธรรมตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนเปึนเสียง ส่วนใหญ่ และประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงได้แสดงความคิดเห็นกันในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ รัฐปราบปรามไม่ให้แสดงความคิดเห็น ส่วนฝ์ายสนับสนุนรัฐก็ปล่อยอย่างที่ว่าไว้นะครับ ร่างแก้ไขฉบับนี้มีกำหนดให้วัน เวลาที่เหมาะสม เช่น มาตรา ๙ ของร่างพระราชบัญญัตินี้ กำหนดให้ระยะเวลาอันสมควรไม่เร็วกว่า ๙๐ วัน และไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับ แจ้งจากประธานรัฐสภาหรือวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ แล้วแต่กรณี และมาตรา ๙ แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ได้แก้ไขไปในทางบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีอาจจะกำหนดให้ ออกเสียงได้แตกต่างจากกฎเกณฑ์ได้ เช่น ต้องไม่เร็วกว่า ๖๐ วัน และไม่ช้ากว่า ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับแก้ไขนี้ได้วางกรอบการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าต่อภาษีของราษฎร คือกำหนดให้ ออกเสียงประชามติวันเดียวกับเลือกตั้งใด ๆ ก็ได้ โดยที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน และร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของพรรคก้าวไกลเป่ดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าชื่อกัน ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อเสนอประชามติทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยครับ ประเด็นกฎหมาย ที่เปึนธรรมและประเทศต้องเดินไปข้างหน้าโดยไม่ติดขัด ก็คือแก้กติกาเรื่องเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ถึง ๒ ชั้นครับ Double Majority ไม่เหมาะกับประเทศไทยครับ ควรใช้เปึนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ชั้นเดียว ประเทศจะได้เจริญไปข้างหน้าและเจริญยั่งยืนมั่นคงไม่ติดขัดครับ เนื่องจาก กฎหมายลงประชามติเดิมนั้นให้ออกเสียงต้องลงมติถึง ๒ ชั้น ต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มี สิทธิออกเสียง แล้วยังต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ เปึนเสมือนรอนสิทธิของผู้ที่มีสิทธิ ตามกฎหมายในการออกเสียงนี้เปึนการถ่วงความเจริญของชาติ จึงเห็นควรให้เกิน กึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเพียงชั้นเดียวนั้นชอบแล้ว และต้องให้ประชาชนได้รับ ข่าวสารเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่เปึนกลางในเรื่องที่จะออกเสียงประชามตินั้นตามเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชนครับ ไม่เผยแพร่ข่าวสารไปในลักษณะชี้นำให้ลงคะแนนไปในทางที่ รัฐบาลต้องการเพียงฝ์ายเดียว ดังเช่นที่ยกตัวอย่างในป้ ๒๕๖๐ เรื่องรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ที่ให้ประชาชนรับไปก่อน แล้วแก้ไขทีหลัง เห็นไหมครับว่าขณะนี้แก้ไขยากลำบาก แค่ไหน เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน และประโยชน์อันสูงสุดของการบริหารราชการ แผ่นดิน จึงเห็นสมควรให้แก้ไขพระราชบัญญัติลงมตินี้ตามร่างของทั้ง ๔ ฉบับ โดยเฉพาะ พรรคก้าวไกล เห็นควรให้สนับสนุนร่างนี้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ กระผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๑ แม่ย่าโม พรรคก้าวไกล วันนี้ผมมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะร่วมอภิปรายสนับสนุนการยื่นร่าง พระราชบัญญัติประชามติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร การยื่นร่างพระราชบัญญัติประชามตินี้ พรรคก้าวไกลได้ยื่นเพื่อเสนอให้มีการปรับปรุงกติกาข้อบังคับการออกเสียงประชามติ ให้มีความเปึนธรรม อำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติได้สะดวก มีประสิทธิภาพและเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น ทุกท่านทราบไหมว่าการลงประชามติ มีความสำคัญอย่างไร การลงประชามติเปึนกระบวนการที่เป่ดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ ๆ ของประเทศ โดยในกระบวนการลงประชามติ ควรเปึนไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และมีการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างทั่วถึง เพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและมีประสิทธิภาพ มีหลายประการ ที่พรรคก้าวไกลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานหยิบยก ประเด็นที่น่าสนใจที่เปึนประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชนมาสัก ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้
ประเด็นแรกเลยแน่นอนเปึนเรื่องของ Double Majority ร่างพระราชบัญญัติ ประชามติของพรรคก้าวไกลฉบับนี้ได้เห็นถึงความสำคัญของการลงคะแนนเสียง โดยได้เสนอ ให้มีการปรับแก้กติกาในเรื่องของการผ่านประชามติ ให้ประชามติถือว่าผ่านต่อเมื่อมีเสียง ของผู้ลงคะแนนเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ ขีดเส้นใต้คำว่า ของผู้มาใช้สิทธิ เพื่อเคารพต่อเสียงของผู้มีส่วนร่วมในการลงคะแนนประชามติเปึนสำคัญ เพื่อนสมาชิก หลายคนได้พูดถึงเรื่อง Double Majority Single Majority ผมเองก็มีความเห็นว่าหากเราเอา Double Majority ออกไปนั้น จะยิ่งเปึนการเพิ่มการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ให้คนได้ ออกมาใช้สิทธิ มาแสดงเสียงของเขา ไม่ว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หรือจะงดออกเสียง แต่ต้องมาร่วมกันแสดงประชามติ มาออกเสียงของเขาครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการกำหนดเขตออกเสียงประชามติ การลงประชามติ ต้องการให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงมีส่วนร่วมและได้รับความสะดวกทั่วถึงในการ ลงประชามติมากที่สุด จึงสนับสนุนให้การปรับแก้ให้มีการกำหนดเขตออกเสียงประชามติใหม่ จากเดิมที่มีแค่เขตจังหวัดเพียงอย่างเดียว เปึนการกำหนดให้มีเขตออกเสียงในเขตประเทศ เขตจังหวัด เขตอำเภอ เขตตำบล เขตหมู่บ้าน หรือเขตอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กกต. กำหนด เพื่อส่งเสริมให้การเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม
และประเด็นที่ ๓ การเสนอเข้าชื่อ การเสนอคำถามประชามติช่องทาง Online ท่านอยากให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นไหมครับ ในสังคมปัจจุบันช่องทาง Online เปึนช่องทางที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างแพร่หลาย ครอบคลุม แล้วก็รวดเร็ว ดังนั้นการเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมการเข้าชื่อ การเสนอคำถาม การลงประชามติผ่านช่องทาง Online จึงเปึนช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วต่อประชาชน พรรคก้าวไกลจึงสนับสนุนให้มี การลงประชามติผ่านช่องทาง Online ได้ และสิ่งสำคัญที่สุดในการลงประชามติ คือการที่ ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พรรคก้าวไกลเห็นความสำคัญของหลักการการมีส่วนร่วม ของประชาชน ผมได้ไปเก็บรวบรวมข้อมูลที่จะมีประโยชน์และอยากจะนำเสนอต่อสภาแห่งนี้ ในกระบวนการลงประชามตินะครับ เราควรจะสนับสนุนให้
ประการแรกเลยครับ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเปึนกลาง ประชาชนควร ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนและเปึนกลางจากทุกฝ์ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปึนจากรัฐบาล ฝ์ายสนับสนุน หรือฝ์ายคัดค้าน การให้ข้อมูลนี้ควรรวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในทางบวกและทางลบ เพื่อให้ประชาชนสามารถพิจารณาได้อย่างรอบคอบถี่ถ้วน และครบถ้วนรอบด้าน
ประการที่ ๒ การเข้าถึงข้อมูลอย่างทั่วถึง ในสังคมปัจจุบันการสื่อสาร เปึนไปได้อย่างรวดเร็วและหลากหลาย ดังนั้น การสื่อสารที่ดีควรมีหลากหลายช่องทาง เช่น สื่อ Online วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเปึนในเมืองหรือในชนบท ไม่ว่าจะเปึนที่ไหนหรือเวลาใด ควรมีการเป่ดเวทีสาธารณะ เสวนาให้ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น รับรู้ข้อมูลทั่วถึงมากยิ่งขึ้นครับ
ประการที่ ๓ ความชัดเจนในประเด็นที่ลงประชามติครับ คำถามหรือประเด็น ที่ประชาชนต้องลงคะแนนควรมีความชัดเจน เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน เพื่อให้ประชาชน สามารถเข้าใจได้โดยง่ายและตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล
ประการที่ ๔ สำคัญมากครับ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย และทุกชนชั้น มีส่วนร่วมในการลงประชามติอย่างทั่วถึง ทั้งยังอำนวยความสะดวกในการลงคะแนน เช่น การเป่ดหน่วยเลือกตั้งในหลาย ๆ ที่ การอนุญาตให้ลงคะแนนผ่านไปรษณีย์ และแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องทาง Online
ประการที่ ๕ การรณรงค์และอภิปรายที่เปึนธรรม ทั้งฝ์ายที่สนับสนุน และฝ์ายที่คัดค้านควรมีโอกาสที่เท่าเทียมในการรณรงค์และเสนอความคิดเห็น ควรมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการรณรงค์ เพื่อปัองกันการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เปึนธรรมและ การกระทำที่ไม่โปร่งใส
ประการที่ ๖ การปัองกันการแทรกแซงจากภายนอก นอกจากการรณรงค์แล้ว ควรมีมาตรการในการปัองกันการแทรกแซงจากภายนอกที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของ ประชาชน เช่น การใช้ข้อมูลบิดเบือน หรือการแทรกแซงผ่านสื่อสังคม Online
ประการที่ ๗ การสนับสนุนทางกฎหมายและการจัดการที่เหมาะสม ควรมีกฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับที่สนับสนุนการจัดการประชามติอย่างโปร่งใส และยุติธรรม การจัดการประชามติควรเปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการจัดการ การลงคะแนน การนับคะแนน และการประกาศผล
สุดท้ายแล้ว ประการที่ ๘ การนับคะแนนและประกาศผลอย่างโปร่งใส
ดังนั้น เพื่อเปึนการสนับสนุนให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมการลงประชามติ อย่างทั่วถึงยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ ทันสมัย กระผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎร นครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคก้าวไกล จึงขอเสนอร่างประชามติฉบับพรรคก้าวไกลนี้ เพื่อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนได้เข้าถึงการลงประชามติที่เปึนธรรม มีประสิทธิภาพ ทันสมัย เข้าถึงง่ายเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในกระบวนการประชาธิปไตย และช่วยให้ ผลลัพธ์ที่ได้มีความชอบธรรมและเปึนที่ยอมรับของทุกฝ์าย ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนิคม บุญวิเศษ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีเปึนผู้เสนอ รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ สส. พรรคเพื่อไทย เปึนผู้เสนอ และเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล และพรรคภูมิใจไทย ทั้ง ๔ ร่าง กระผมขอสนับสนุนครับ กระผมเห็นว่าการออกเสียงประชามติเปึนการคืนอำนาจ อธิปไตยให้กับพี่น้องประชาชน ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการกำหนดทิศทางประเทศ ในการที่เราจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ อันนี้คือชัดเจนท่าน ประธานครับ รัฐธรรมนูญจะต้องเปึนของประชาชน ประชาชนเปึนผู้มีอำนาจ ประชาชนย่อม เปึนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติว่าเราสมควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ การออกเสียงประชามติควรจะทำง่าย ๆ ท่านประธานครับ การใช้อำนาจอธิปไตยควรง่าย ๆ ไม่ควรมีอุปสรรคเรื่องเวลา อุปสรรคเรื่องค่าใช้จ่าย การกำหนดทิศทางการประชามติ ในรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน อาจทำให้การประชามติไม่ประสบ ความสำเร็จ เสียเวลา เปลืองงบประมาณเปล่า ๆ เราจึงเห็นควรว่าจะมีการแก้ไข ในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้การออกเสียง ประชามติผ่านและเราทุกคนจะได้รัฐธรรมมนูญฉบับใหม่ซึ่งเปึนฉบับของประชาชน การออกเสียงประชามตินั้นควรกำหนดให้สามารถกำหนดวันออกเสียงประชามติได้ ร่วมกับ วันเลือกตั้งท้องถิ่น เลือกตั้งซ่อม หรือเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อประหยัด ค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา แล้วที่สำคัญการออกเสียงประชามติ ควรออกเสียงได้หลากหลายวิธี ทางไปรษณีย์ ทาง Online ทาง Social หรือทางอื่น ๆ ท่านประธาน เพื่อให้ความสะดวกกับ พี่น้องประชาชน เปึนการจูงใจให้ประชาชนที่เขาไม่สามารถมาออกเสียงประชามติ ไม่สามารถเดินมาคูหาได้ เพราะหลายคนเขาอยากจะออกเสียงครับ แต่มีความจำเปึนทาง ร่างกาย สุขภาพ ผู้ป์วยติดเตียง ผู้ป์วยหนัก หรือคนที่มีธุระจำเปึนจริง ๆ ไม่สามารถมาได้ แต่ตัวเขาเองก็อาจจะอยากออกเสียงประชามติ เห็นชอบ แต่ถ้าเราบอกว่าคนที่ไม่มาไป รวมกับคนที่ไม่เห็นด้วย ผมคิดว่ามันเปึนเรื่องที่ไม่เปึนธรรม จริง ๆ แล้วผมอยากจะแก้ไข กฎหมายด้วยซ้ำว่าการออกเสียงประชามติ หรือการเลือกตั้งควรจะมีแค่ ๒ ช่อง ช่องเห็นด้วยกับ ช่องไม่เห็นด้วย แต่ในเมื่อกฎหมายกำหนดเปึน ๓ ช่อง ท่านประธานครับ ช่องหนึ่งเห็นด้วย อีกช่องหนึ่งไม่เห็นด้วย และมีช่องหนึ่งคือช่องงดออกเสียง เราเอาช่องงดออกเสียงไปรวมกับ ช่องไม่เห็นด้วย กลายเปึนว่าคนที่งดออกเสียงซึ่งเขาอาจจะมีความเปึนกลางไม่สามารถ ตัดสินใจทางใดทางหนึ่งได้ กลับกลายเปึนว่าคนเหล่านี้เปึนคนที่ไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าลักษณะนี้ เปึนการไม่ชอบธรรมกับคนที่เห็นด้วย ฉะนั้นผมคิดว่าเราควรจะมีวิธีการ โดยผมเห็นชอบ ที่สุดก็คือร่างของรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล คือเราเอาคะแนนที่เปึนคะแนนสูงสุดใน ๓ ช่อง เปึนหลัก ยกตัวอย่างท่านประธานครับ ถ้ามีคนมาลงคะแนนเสียง ๑๐๐ คน มีคนเห็นด้วย ๔๐ คน คนที่ไม่เห็นด้วย ๒๐ คน และผู้ที่ไม่ออกเสียงอีก ๔๐ คน เห็นไหมครับ ฉะนั้นช่องคน เห็นด้วยมันอาจจะมากกว่า ยกตัวอย่างใหม่ ถ้าคนเห็นด้วย ๔๕ คน คนไม่เห็นด้วย ๒๕ คน เห็นไหมครับรวมแล้วเปึน ๗๐ คนแล้ว คนงดออกเสียง ๓๐ คน ฉะนั้นคนเห็นด้วยย่อมชนะ แต่ถ้าเราเอา ๒ อันไปรวมกัน คือคนไม่เห็นด้วยกับคนงดออกเสียงก็จะทำให้ประชามติฉบับนี้ มันตกไป และที่สำคัญในมาตรา ๑๓ ผมเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งว่าการออกเสียงประชามติ ถ้าเราใช้วิธีการ Double Majority จะทำให้การออกเสียงประชามติค่อนข้างจะยาก สมมุติว่า มีผู้มีสิทธิออกเสียง ๔๐ ล้านคน แต่มาออกเสียงจริง ๆ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งไม่เกิน ๒๐ ล้านคน ก็ทำให้ประชามตินั้นตกไป ทำให้เราเสียเวลา เสียงบประมาณ ยังไม่พอครับ คนที่มา ออกเสียงประชามติต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งอีก อันนี้ยิ่งยากไปใหญ่ครับที่ผมอธิบายไปแล้ว เพราะช่องที่ ๑ ก็คือช่องเห็นด้วย แต่ช่องที่ ๒ กับช่องที่ ๓ ไปรวมกัน ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย จึงมีการแก้ไขมาตรา ๑๓ อยากให้พี่น้องประชาชนช่วยกันตื่นตัวครับเพราะเปึนโอกาส ที่เราจะได้มีการช่วยกันทำประชามติเพื่อเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางของประเทศ เราจะได้รัฐธรรมนูญของประชาชนที่แท้จริงเพื่อประเทศ เดินหน้า กฎหมายใดที่ทำให้เปึนกฎหมายที่ยุ่งยาก ซับซ้อน เปึนกฎหมายที่กีดกันการพัฒนา ประเทศ เราก็จะได้มีการทำในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ แล้วก็ขอฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นนี้ช่วยกัน ผมจึงเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามติทั้ง ๔ ฉบับที่ยื่นเข้ามา โดยฉบับของคณะรัฐมนตรี ฉบับของท่านชูศักดิ์ ศิรินิล แล้วก็เพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ พรรค ผมขอสนับสนุน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ อีก ๒ ท่าน ท่านแรกท่านสหัสวัต คุ้มคง ท่านที่ ๒ ท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เชิญท่านสหัสวัต คุ้มคง เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ขอมีส่วนร่วมอภิปราย ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะฉบับของพรรคก้าวไกลที่เสนอ โดยคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ เพื่อให้เปึนแนวทางในการลงมติของสภาในวันนี้ สำหรับประชามติ เปึนหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย แล้วแทบจะเรียกได้ว่าเปึนประชาธิปไตย ทางตรงที่สุดรูปแบบหนึ่งที่เรายังสามารถเห็นได้ในปัจจุบัน ประชามติคืออะไร ตามชื่อเลย ก็คือมติของประชาชน คือความคิดเห็นของประชาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง คำถามใดคำถามหนึ่งหรือหลายหัวข้อครับ หลายคำถามก็ได้เช่นกัน ประชามติ ในภาษาอังกฤษเราคุ้นเคยกับคำว่า Referendum คำนี้มีรากศัพท์จากภาษาละตินชื่อว่า Refare แปลตรง ๆ ว่า นำกลับ โดยปกติคำนี้ก็จะใส่บริบทเข้าไป แล้วโดยบริบทแบบนี้แล้ว ก็คือการนำข้อเสนอกลับไปถามประชาชนครับ ให้ประชาชนเปึนผู้ให้ความเห็นหรือ เปึนผู้ตัดสินก็ได้ และนี่คือหัวใจของประชามติครับ คือการนำคำถามหรือเรื่องที่ต้องตัดสินใจ กลับไปถามประชาชน สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวในวันนี้คือเรื่องนี้ครับ เรื่องการนำกลับไปถาม ประชาชนว่า จริง ๆ แล้ว พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๔ หรือ ฉบับปัจจุบันสามารถนำเรื่องสำคัญ ๆ กลับไปถามประชาชนได้จริงหรือไม่ แล้วเราจะแก้ไข เรื่องนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้การทำประชามติแต่ละครั้งเกิดความยากลำบาก ลำบากทั้ง ประชาชน ลำบากทั้งงบประมาณ แล้วถ้าวันนี้เราแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ แล้วประชาชนจะ ได้อะไรนะครับ
เรื่องแรก การมีประชามติแต่ละครั้งนั้น สิ่งแรกที่ต้องมีคือคำถามประชามติ แล้วกว่าจะได้มาซึ่งคำถามประชามติแต่ละครั้งนั้นหากมาจากคณะรัฐมนตรีหรือสภาเอง ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากนักหรอกครับ แต่หากคำถามนี้มาจากประชาชนนั้นกลับเปึนเรื่องที่ยาก แสนยากครับ ยากอย่างไรบ้างครับ คือทุกวันนี้หากภาคประชาชนจะเข้าชื่อเพื่อเสนอคำถาม ประชามตินั้นก็ยังเปึนระบบ Analog หรือใช้กระดาษอยู่ ซึ่งฟังดูแล้วก็อาจจะไม่ได้แปลก พิสดารอะไร ก็ไปรวบรวมรายชื่อและเอกสารต่าง ๆ มาเปึนกระดาษเปึนสำเนา แล้วเวลา ส่งนั้นก็ดันเอาสำเนานั้นมาทำเปึน File ดิจิทัลอีกแล้วจึงนำมาส่งอีกทีครับ ยกตัวอย่าง ง่าย ๆ สมมุติว่าวันนี้ภาคประชาชน องค์กร A ต้องการจะเสนอคำถามประชามติ โดยการเข้าชื่อ องค์กร A ต้องล่ารายชื่อโดยให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่งเอกสาร เปึนกระดาษมาให้ แล้วหลังจากนั้นองค์กร A ต้องนำเอกสารที่รวบรวมทั้งหมดนี้ไป Scan แล้วจึงนำส่งคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ทุกท่านงงไหมครับ ถ้าหากเอากระดาษทั้งหมด ส่งเปึนกระดาษไปทั้งหมดผมก็พอเข้าใจครับ แต่ให้เอากระดาษไป Scan แล้วส่งเปึน File คำถามของผมคือทำไมเราไม่ออกแบบให้เข้าชื่อผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่ตรวจสอบได้แทน ตอนเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่าง ๆ เราก็เคยทำมาแล้ว แล้วทำได้ครับ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนเพื่อจะนำเรื่องสำคัญเหล่านี้กลับไปสู่ประชาชนให้ง่ายขึ้น นี่คือเรื่องสำคัญ เรื่องหนึ่งที่ร่างของพรรคก้าวไกลเราได้นำเสนอเข้าไปครับ
ประเด็นต่อมา เมื่อมีการเสนอชื่อคำถามแล้วก็คือประเด็นของคำถาม ประชามติครับ พ.ร.บ. ปัจจุบันฉบับนี้มีการเขียนไว้อย่างกำกวมในมาตรา ๑๔ ให้ตีความได้ว่า คำถามเป่ดอาจเป่ดให้มีคำตอบได้แค่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งเปึนปัญหามากในปัจจุบัน ขอสไลด์นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
ยกตัวอย่างคำถามประชามติที่เรากำลังจะต้อง ไปลง คำถามนี้ออกมาโดยรัฐบาลถามว่าท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยไม่แก้ไขหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์ ลองคิดดูดี ๆ ว่าคำถามนี้มีกี่คำตอบครับ คำตอบแรก ถ้าเราเห็นว่าเขียนว่าเห็นชอบแปลว่าเราเห็นชอบ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยไม่แก้หมวด ๑ หมวด ๒ อันนี้ไม่เปึนปัญหาครับ แต่ถ้าตอบ ไม่เห็นชอบละครับ จะแปลว่าอะไรได้บ้างครับ ๑. อาจแปลว่าไม่เห็นชอบกับการแก้ รัฐธรรมนูญ ๒. อาจไม่เห็นชอบกับการแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่แก้หมวด ๑ หมวด ๒ หรือ ๓. อาจไม่เห็นชอบกับคำถามครับ พรรคก้าวไกลเราจึงเสนอว่าควรมีทางเลือกมากกว่า แค่ Yes หรือ No เพราะคำตอบอาจมีหลากหลายมากกว่านั้นหรือมีคำตอบได้มากกว่า ๑ ข้อ เช่นในคำถามเดียวกันเราอาจจะมีคำตอบที่ ๓ ว่าเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือจะแยกเปึน ๒ คำถาม เช่น ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและอีกคำถามหนึ่ง คือท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ทุกหมวด เว้นหมวด ๑ หมวด ๒ แบบนี้ก็ได้ครับ เราต้องนึกถึง ความเปึนไปได้ที่มากขึ้น เพราะการตีกรอบให้แคบเกินไปแบบนี้จะเปึนการง่ายที่จะเปึน การจัดคนที่อยากแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับกับคนที่ไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญไปอยู่ในกล่อง เดียวกัน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วต่างกันคนละขั้วเราจึงจำเปึนต้องมีทางเลือกมากขึ้นเพื่อให้ การถามประชาชนในแต่ละครั้งเปึนไปอย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่บีบให้ประชาชนเปึนตรายางสนองวาระของตัวเอง หรือเมื่อมีคำถามประชามติแล้ว ต่อมาก็คือเรื่องของวันลงประชามติครับ เรื่องของการกำหนดวันลงประชามติเปึนเรื่อง ใหญ่มาก และเปึนเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมากที่จะออกไปลงประชามติ ทุกร่างที่ยื่นเข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยให้พยายามจัดวันลงประชามติให้เปึน วันเดียวกับการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ ซึ่งเปึนเรื่องสำคัญ เพราะแม้ว่ารัฐจะประกาศให้ วันประชามติเปึนวันหยุดก็ตาม แต่การออกไปประชามติแต่ละครั้งมีต้นทุนครับ การเดินทาง กลับต่างจังหวัดแต่ละครั้งวันเดียวไม่พอ ไม่นับว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งอีก ถ้าออกแบบ ให้เปึนวันเดียวกับการเลือกตั้งได้ก็จะเปึนผลดีกับประชาชน และเปึนการประหยัด งบประมาณแผ่นดินด้วย เปึนการลดต้นทุนในการออกเสียง แบบนี้จึงจะเปึนการนำเรื่อง สำคัญกลับไปถามประชาชนได้แบบจริงจังนะครับ
ประเด็นต่อมา เมื่อมีวันลงประชามติแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือรูปแบบกติกา การแพ้ชนะของประชามติ ปัจจุบันในมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ปัจจุบันนั้นใช้สิ่งที่เรียกว่า Double Majority หรือเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้น แปลเปึนไทยแล้วผมก็ยังงงอยู่ดี แต่ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างนี้ครับ เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้น ก็คือถ้ามีการลงประชามติผล ประชามติจะผ่านก็ต่อเมื่อ ๑. มีคนมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ ๒. คือเกินกึ่งหนึ่งของ ผู้ออกมาใช้สิทธิอีกทอดหนึ่ง สำคัญตรงนี้ครับ ระบบเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้นแบบนี้ทำให้ เกิดปัญหา หากกลุ่มที่รู้ว่าตนจะแพ้ประชามติ สิ่งที่เกิดขึ้นคือกลุ่มเหล่านี้ก็ไม่ออกไปโหวต แถมรณรงค์ให้คนไม่ออกไปลงเสียงประชามติแทน เพื่อเปึนการล่มประชามติ ซึ่งข้อนี้ ก็น่ากังวลมาก หากมีการออกเสียงประชามติแก้รัฐธรรมนูญในเร็ววันนี้ คนที่ไม่อยากแก้ รัฐธรรมนูญวิธีการง่ายที่สุดที่จะชนะก็คือ รณรงค์ให้คนไม่ออกไปลงประชามติ ให้ประชามติล่ม ซึ่งก็ต้องเสียเงินเสียทองทำกันใหม่อีกครั้ง แล้วทำให้ประชาชนต้องออกมาประชามติ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งทางร่างของพรรคก้าวไกล รวมถึงร่างของพรรคเพื่อไทย และ ครม. และพรรคภูมิใจไทย จึงเสนอให้ใช้เสียงข้างมากธรรมดาออกมาโหวตเท่าไร ใครเสียงมากกว่า คนนั้นก็ชนะ ง่าย ๆ แบบนี้ครับ กลับไปถามประชาชนง่าย ๆ ครับ เปึนสิ่งสำคัญ แล้วทำให้ ประชาธิปไตยทางตรงยังมีความสำคัญอยู่ให้พี่น้องประชาชนได้ใช้อำนาจของตน แสดงความเห็น แล้วตัดสินชีวิตของเราเอง การลงมติ แก้ไขร่าง พ.ร.บ. ประชามติ จึงไม่ใช่แค่สำคัญกับพี่น้องประชาชนเท่านั้น แต่สำคัญกับระบอบประชาธิปไตยด้วยนะครับ ผมขอสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ ในวันนี้ทุกร่างครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกล เขตสายไหม วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพราะว่านี่เปึนโอกาสสำคัญที่พวกเราในฐานะสมาชิกสภาแห่งนี้จะร่วมกันหาทางออก ที่ถูกต้องและเปึนประชาธิปไตยให้กับประเทศไทยของเรา ท่านประธานคะ การจัดทำร่าง พ.ร.บ. ประชามติฉบับนี้หากต้องการจะใช้เปึนบันไดขั้นแรกในการร่าง หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ มีผลต่อการกำหนดทิศทางในอนาคตของประเทศไทย ไม่ว่าจะเปึนทิศทางใดก็ตาม เพราะว่า รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง จะประกอบไปด้วยสิทธิต่าง ๆ เสรีภาพของประชาชน ความเปึนอยู่ รวมถึงประชาธิปไตยในประเทศนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้เองค่ะท่านประธาน ดิฉันก็จึงอยากจะให้ กติกาของการทำประชามติครั้งนี้สะดวก ง่าย แล้วก็เอื้ออำนวยต่อการเข้าถึงของประชาชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้มากที่สุดค่ะท่านประธาน หลังจากที่ดิฉันได้อ่านทุกร่างที่ยื่นเสนอ เข้ามาในสภาทั้ง ๔ ฉบับนี้ ถ้าว่ากันให้ชัดเจนเรื่องของกติกาการจัดทำประชามติ เพื่อให้มี ความยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยที่มีศูนย์กลางคือประชาชน แต่ร่างของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ จะมีประเด็นสำคัญอยู่ประมาณ ๒ ประเด็นด้วยกันค่ะ ท่านประธาน
ประเด็นแรก คือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน นั่นก็คือการเสนอให้มีการเข้าชื่อเสนอคำถามประชามติ และพรรคก้าวไกลเปึนพรรคเดียว ที่เสนอให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๑ ให้สามารถเข้าชื่อผ่านทางช่องทาง Online ได้ เพื่อไม่ให้เกิด ปัญหาซ้ำเดิม โดยการให้องค์กรอิสระมานั่งตีความ มานั่งตีตกรายชื่อที่ประชาชนเข้าชื่อกว่า ๒๐๐,๐๐๐ รายชื่อ แล้วก็เพื่อลดข้อครหาที่กีดกันทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ กระบวนการย่อมเปึนเรื่องที่ดี ดิฉันเห็นว่ามีความจำเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เกิดการเข้าถึง กระบวนการได้ง่าย และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเท่าเทียม
ประการที่สอง ท่านประธาน เรื่องนี้เปึนเรื่องที่เพื่อน ๆ สมาชิกหลายคน ได้พูดไปแล้ว ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดกติกาที่เปลี่ยนจาก Double Majority มาเปึน Single Majority ซึ่งกำหนดให้ผู้ลงประชามติจะถือว่าผ่านก็ต่อเมื่อมีผู้มาลงคะแนนให้ผ่าน มากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สิทธิ หากเราใช้เกณฑ์จาก Double Majority เพื่อหาข้อยุติจากการทำประชามติครั้งนี้อาจจะทำให้ การทำประชามติตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำ แล้วก็เปึนการสิ้นเปลืองงบประมาณด้วย ด้วยเหตุนี้เองเราควรจะต้องตัดความเสี่ยงออกไปตั้งแต่ตอนแรกเลย ที่อาจจะเกิดปัญหาขึ้น ในอนาคตด้วยการใช้เปึนระบบแบบ Single Majority
อีกประการหนึ่ง ก็คือว่าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในแต่ละครั้ง มักจะสอดคล้องกับ สถานการณ์บ้านเมืองอยู่แล้วอย่างมีนัยสำคัญ การใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้น หรือว่า Double Majority จะทำให้การทำประชามติไม่ได้สอดคล้องกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และทำให้ การทำประชามติในครั้งนั้นอาจจะเกิดปัญหาในอนาคตขึ้นได้ ท่านประธานคะ ในฐานะของ ฝ์ายนิติบัญญัติและการเมือง การร่างรัฐธรรมนูญ ๑ ฉบับ เปึนภาระหนักอึ้งที่เราจะต้อง พิจารณากันหลาย ๆ ครั้ง และทุกคนในที่นี้ก็คาดหวังร่วมกันว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะ ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปึนฉบับใหม่ เพราะว่าเราจะร่างขึ้นมาจากมือ ของประชาชนที่ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ย่อมจะแข็งแกร่งกว่า ฉบับที่มาจากการทำรัฐประหารแน่นอน และต้องยึดโยงกับประชาชนเปึนหลักการพื้นฐานที่ สำคัญ กติกาครั้งนี้ต้องไม่ป่ดกั้น ไม่ล็อกสเปกแก้ไขได้ และให้ประชาชนสามารถแสดงความ คิดเห็นได้อย่างเท่าเทียมกันทุกฝ์าย ตั้งแต่ต้นกระบวนการ ตลอดไปจนถึงกระบวนการ มีส่วนร่วมในการตั้งคำถามประชามติ ด้วยเหตุนี้เองท่านประธานดิฉันจึงอยากฝากพวกเรา ทุกคนเอาไว้ในที่นี้ว่าการตั้งกติกาการออกเสียงประชามติ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ อยากให้เล็งเห็นหลักการธรรมดา ๆ พื้นฐาน ๓ ข้อด้วยกัน
ข้อ ๑ คือการตั้งกติกาในบันไดขั้นแรกต้องไม่เพิ่มความขัดแย้งที่อาจจะ เกิดขึ้นโดยไม่จำเปึน แต่ต้องอยู่ในหลักการพื้นฐานของความเท่าเทียม โดยมีองค์กรรัฐสภา และองค์กรอิสระที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น กกต. เปึนตัวกลางในการสงวนจุดต่างแสวงจุดร่วม ให้ทุกฝ์ายได้แสดงความคิดเห็น โดยไม่มีเครื่องมือทางการเมืองมาเปึนส่วนสำคัญในการ กีดกันฝ์ายตรงข้ามออกไป
ข้อ ๒ คือหลักการในการร่าง พ.ร.บ. ประชามติครั้งนี้ หากจะใช้วิธีการทำ ประชามติต้องทำให้ชัดเจนทั้งกติกา แล้วก็กรอบระยะเวลา การกำหนดวันออกเสียง ประชามติด้วย
ข้อสุดท้าย ข้อ ๓ ฉบับใหม่ฉบับนี้จะเปึนตัวชี้วัดที่สำคัญของทิศทาง การเมืองไทย ซึ่งควรยึดโยงกับประชาชนเปึนหลัก ทั้งในเรื่องของกติกา การลงรายละเอียด การลดอคติทางการเมือง ไม่ใช่ช่องทางนิติบัญญัติในการใส่ความทะเยอทะยานต่าง ๆ ทางการเมืองเข้าไปเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตัวอย่างที่เคยมีกันมาก่อนหน้านี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ หากในอนาคตจะนำไปสู่จุดเริ่มต้นของความเปึนไปได้ที่ประเทศไทยจะกลับมามีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งคงจะต้องมีเส้นทางที่ เราจะต้องเดินทางกันอีกยาวไกลกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ ดิฉันและพรรคก้าวไกลก็ยินดีที่จะ สนับสนุนและเป่ดโอกาสให้ทั้ง ๔ ร่างนี้ เข้าไปถกกันในชั้นกรรมาธิการ พวกเราในฐานะ ฝ์ายนิติบัญญัติยังคงต้องพูดคุยกันด้วยเหตุและผล แล้วก็ร่วมกันออกแบบกระบวนการเพื่อให้ ประชามติเปึนคำตอบที่ยืนยันเจตจำนงของประชาชน แล้วก็ยืนยันเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญว่า ควรจะต้องแก้ทุกหมวด ทุกมาตรา ดิฉันจึงขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ทั้ง ๔ ร่างนี้ เพื่อเปรียบเสมือนเปึนการเป่ดประตูบานแรก ในการร่วมพูดคุยกันในการหา ทางออก การสร้างกติกาที่ดีที่สุด เปึนธรรมกับทุกฝ์ายผ่านรัฐสภา และให้ยึดโยงกับประชาชน เปึนหัวใจหลัก ขอบคุณท่านประธานค่ะ
ต่อไปท่านขัตติยา สวัสดิผล เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ ในระบอบประชาธิปไตยเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ เพราะ ประชาชนคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง เราในฐานะพรรคการเมืองและผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ แปรเปลี่ยนเสียงเรียกร้องของพี่น้องประชาชนนั้นไปปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการ ทางการเมืองในระบบ หลายป้ที่ผ่านมาข้อเรียกร้องของประชาชนที่ถูกเปล่งออกมาดังที่สุด สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งและช่องทางอื่น ๆ นั้นก็คือความต้องการที่จะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญที่เปึนของประชาชนอย่างแท้จริง เสียงเรียกร้องต้องการดังกล่าวเปึนผลลัพธ์มาจากความเลวร้ายของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ ซึ่งนอกจากจะมีกระบวนการการได้มาที่ไม่ชอบธรรมแล้ว ยังเปึนรัฐธรรมนูญที่ทิ้งมรดกของ คณะรัฐประหาร และมีเนื้อหาที่สร้างความไร้เสถียรภาพต่อการเมืองไทยมากที่สุดฉบับหนึ่ง จนถึงปัจจุบัน พวกเราพรรคเพื่อไทยได้ยินเสียงเรียกร้องของประชาชนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน มาโดยตลอด นี่จึงเปึนเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยถือเอานโยบายการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเปึนรัฐธรรมนูญของประชาชนนั้นเปึนนโยบายเรือธงในการหาเสียงเลือกตั้ง และย้ำ เจตนารมณ์ในเรื่องนี้ด้วยการที่ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาล ๑๑ เดือนที่ผ่านไปจนถึงวันนี้และวินาทีนี้ รัฐบาลของ พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่การเดินของ พรรคเพื่อไทยเราจะต้องเดินอย่างมียุทธศาสตร์ เดินด้วยความระมัดระวัง และเดินด้วย ความรอบคอบ เพื่อไม่ให้ถูกกลไกซ่อนเร้นของคณะรัฐประหารนั้นมาขัดขวางการเดินทาง ของเราจนสะดุดหยุดล้มและไปไม่ถึงเปัาหมาย นั่นก็คือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ท่านประธานที่เคารพคะ ที่ดิฉันพูดถึงกลไกซ่อนเร้นของคณะรัฐประหาร หนึ่งในกลไก ซ่อนเร้นอันนี้ที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ ไว้ไม่ให้ถูกแก้ไขได้โดยง่าย และเปึนด่านสกัดขัดขวางที่จะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่รัฐธรรมนูญที่เปึนของประชาชน นั่นก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งเปึนสิ่งที่เรากำลัง อภิปรายกันอยู่ในตอนนี้ สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายแล้วถึงรายละเอียดในเชิงเนื้อหาสาระ ของตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในวันนี้ดิฉันจึงอยากจะขออภิปรายในภาพที่กว้างขึ้นด้วยการ ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ทำไมการทำประชามตินั้นจึงสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และทำไมเราถึงจำเปึนต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ฉบับปัจจุบันที่เราใช้อยู่ ท่านประธานที่เคารพคะ ต่อคำถามแรกว่าการทำประชามตินั้น มีความสำคัญอย่างไรต่อระบอบประชาธิปไตย ในระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนซึ่งใช้กันอยู่ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย แม้เราจะมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตย แทนประชาชนผู้ซึ่งเปึนเจ้าของอำนาจ แต่ระบอบการเมืองแบบตัวแทนก็มีข้อจำกัดค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์ที่เราจะต้องตัดสินใจในเรื่องใหญ่ที่มีความสำคัญมาก ๆ ต่ออนาคตของประเทศ การตัดสินใจของผู้แทนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ อาจไม่ได้เปึนการสะท้อน ความต้องการของพี่น้องประชาชนที่เปึนเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ประเทศที่ใช้ ระบอบเสรีประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากลจึงกำหนดให้มีเครื่องมือในการที่จะรับฟังเสียง ประชาชน กำหนดให้มีเครื่องมือในการที่จะให้ประชาชนส่วนใหญ่นั้นมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจทิศทางของประเทศ ซึ่งเครื่องมือในการฟังเสียงดังกล่าวเราเรียกสิ่งนั้นว่าการทำ ประชามติค่ะ ในความหมายนี้การทำประชามติจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อระบอบ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะถือเปึนเครื่องมือที่ให้ประชาชนนั้นมีส่วนร่วมโดยตรง ถือเปึนเครื่องมือที่ให้ประชาชนนั้นได้ตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญต่ออนาคตของบ้านเมือง ดังนั้น ประชามติจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศของระบอบประชาธิปไตยที่จะช่วยชี้ทางเดินให้กับ บ้านเมือง เปึนเข็มทิศที่ช่วยในการตัดสินใจว่าในช่วงเวลาที่สังคมเกิดความสับสนหรือหาทาง ออกไม่ได้ในเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ การร่างกฎหมาย หรือการทำ นโยบายในระดับประเทศก็ตาม
ท่านประธานที่เคารพคะ ต่อคำถามที่ ๒ ว่าทำไมสภาผู้แทนราษฎรจึงมีความ จำเปึนต้องมาร่วมกันแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับที่ใช้บังคับกัน อยู่ในปัจจุบัน ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้มีเหตุผลสำคัญที่เกี่ยวข้อง ๒ ส่วนด้วยกัน
เหตุผลในส่วนแรก ดังที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้วว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามติฉบับนี้เปึนหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญที่เปึนของประชาชนที่คนไทยส่วนใหญ่นั้นต้องการ การแก้ไขเนื้อหาของ พ.ร.บ. ประชามติฉบับนี้จะเปึนการกำจัดอุปสรรคในทางเทคนิคและช่วยเพิ่มโอกาสให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ไม่ว่าจะเปึนการเป่ดให้มีการทำประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งอื่น เพื่อเปึนการลดค่าใช้จ่ายในการทำประชามติ หรือการเพิ่มช่องทางให้มีการลงคะแนน ประชามติผ่านทางไปรษณีย์ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือช่องทางอื่น ๆ เพื่อเปึนการลด ข้อจำกัดในการเข้าถึงการลงคะแนน หรือการปรับแก้เงื่อนไขการผ่านประชามติ จากเดิม ที่เปึนแบบ Double Majority หรือการใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้น ซึ่งเปึนการขัดต่อหลักสากล ให้เหลือเพียงการใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว
เหตุผลที่ ๒ ที่เปึนเหตุผลสำคัญและมีภาพที่ใหญ่กว่าแค่เพียงการได้มาซึ่ง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นก็คือเราจำเปึนต้องแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติให้มีความสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น เพื่อทวงคืนการทำประชามติซึ่งเปึนเครื่องมือ ในการรับฟังเสียงประชาชนที่ให้ประชาชนนั้นได้มีส่วนร่วมทางตรงในระบอบประชาธิปไตย เราจำเปึนต้องแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อให้การทำประชามตินั้น หลุดพ้นจากรอยแปดเปุ๋อนของคณะรัฐประหารที่ฉวยใช้และลดทอนการทำประชามติ ให้กลายเปึนเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมของการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ มาอย่างยาวนาน ท่านประธานที่เคารพคะ ๑๐ กว่าป้ที่ผ่านมาคณะรัฐประหารป้ ๒๕๔๙ และ ป้ ๒๕๕๗ ต่างฉวยใช้การทำประชามติให้เปึนเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมและ การฟอกขาวให้กับรัฐธรรมนูญที่ถูกร่างโดยคณะรัฐประหาร หากดูผิวเผินก็อาจจะเข้าใจว่า การทำประชามติของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๖๐ นั้น ถือเปึนตราประทับ รับรองว่า รัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับที่มีที่มาจากคณะรัฐประหารนั้น มีความชอบธรรมและ มีความเปึนประชาธิปไตย เพราะได้รับความยินยอมจากประชาชนส่วนใหญ่ผ่านการ ทำประชามติ แต่หากเราดูในรายละเอียด เราก็จะพบว่าการทำประชามติของรัฐธรรมนูญ ที่มาจากคณะรัฐประหารทั้ง ๒ ครั้งนั้น ล้วนมีกระบวนการการรับฟังเสียงของประชาชน ที่ไม่มีความชอบธรรม และขัดต่อหลักการประชาธิปไตยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเปึนการไล่จับกุม และดำเนินคดีกับผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา หรือผู้ที่รณรงค์ให้ประชาชนไปโหวต ไม่รับร่าง หรือมีการข่มขู่ว่าหากประชาชนส่วนใหญ่โหวตไม่รับร่าง คณะรัฐประหาร ก็อาจจะไปหยิบฉวยใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้ไปใช้ตามอำเภอใจ นี่จึงเปึนเหตุผลสำคัญ ว่าทำไมประชาชนส่วนใหญ่ถึงมีความอึดอัดคับข้องใจกับรัฐธรรมนูญ และไม่ยอมรับ ความชอบธรรมที่เกิดจากการประทับตราของกระบวนการทำประชามติที่ถูกใช้โดย คณะรัฐประหาร เพราะถือว่าเปึนประชามติที่ไม่มีความเปึนประชาธิปไตย ไม่มีความโปร่งใส ไม่เสรีและไม่เปึนธรรม ในขณะที่ฝ์ายสนับสนุนรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารก็ใช้เปึน ข้ออ้างว่า รัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นผ่านการทำประชามติมาแล้ว จึงมีความเปึนประชาธิปไตย มีที่มาจากประชาชนและไม่ควรแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้ ประชามติที่ควรจะเปึนเครื่องมือสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศนั้นถูกดูแคลน ด้อยค่า และไม่ถูกยอมรับว่าจะเปึนกระบวนการที่ช่วยให้เราตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ของประเทศได้ในสายตาของประชาชนทั่วไป ซึ่งดิฉันคิดว่าหากเราปล่อยให้เปึนแบบนี้ ย่อมไม่เปึนผลดีในระยะยาวต่อการตัดสินใจทางการเมืองในเรื่องสำคัญ ๆ ของประเทศ ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้นการแก้ไขเนื้อหาของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติในครั้งนี้จึงไม่ได้เปึนไปแค่เพื่อเปัาหมายเฉพาะหน้า คือการให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ฉบับที่เปึนของประชาชน แต่เรายังมีเปัาหมายในระยะยาว นั่นคือการทวงคืน ศักดิ์ศรีและสถานะของการทำประชามติ ให้กลับมาเปึนเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตย ให้มีความชอบธรรม และได้รับการยอมรับจากประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่ว่าในอนาคต หากเราเกิดวิกฤติ หรือเหตุการณ์สำคัญที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของประชาชนทั้งประเทศ การทำประชามติจะได้ถูกมองเปึนเครื่องมือที่ประชาชนทุกฝ์าย และทุกอุดมการณ์นั้น ล้วนยอมรับในผลการตัดสินที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือดังกล่าว และเปึนเครื่องมือในการหา ฉันทามติที่ช่วยให้สังคมไทยนั้นสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ท่านประธานที่เคารพคะ ความเห็นต่าง และความขัดแย้งเปึนเรื่องธรรมดา ของการอยู่ร่วมกันในสังคม วิธีการหรือเครื่องมือที่เราใช้ในการหาทางออกจากความขัดแย้ง ต่างหากค่ะ ที่เปึนตัวชี้วัดความมีอารยะของสังคมนั้น ๆ การกลับไปถามประชาชน ให้ประชาชนเปึนคนตัดสินใจในเรื่องใหญ่ ๆ ที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศ คือมาตรวัด ความเปึนประชาธิปไตยว่ายังไม่ตายไปจากประเทศนี้ ในเมื่อเสียงของประชาชนคือสิ่งที่ สำคัญที่สุด กระบวนการการรับฟังเสียงของประชาชนจึงเปึนสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นวันนี้ ดิฉันขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านโปรดร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติ เพื่อทวงคืนประชามติให้กลับมาเปึนของระบอบประชาธิปไตย และกลายเปึนเครื่องมือที่ประชาชนไว้วางใจอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปอีก ๒ ท่าน ท่านแรกท่านกัณวีร์ สืบแสง ท่านที่ ๒ ท่านกฤดิทัช แสงธนโยธิน เชิญท่านกัณวีร์ สืบแสง ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเปึนธรรม ท่านประธานครับวันนี้ไม่ใช่เปึนวันเพียงแค่พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ ๕๐๐ คนรอคอย วันนี้เปึนวันที่ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งในป้ที่ผ่านมา รอคอยหลังจากผลการเลือกตั้งออกมา วันนี้เปึนวันที่คนกว่า ๗๐ ล้านคนในประเทศไทย จำเปึนต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยผ่านการทำประชามติ ประชามติ ถ้าพูดตรง ๆ ท่านประธานครับ ตัวประชามติเองมันเปึนแค่เครื่องมือในการสะท้อน เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนผ่านระบอบประชาธิปไตยทางตรง พวกเราเปึนแค่ทางอ้อม เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้ตัวประชามติตัวเครื่องมือตรงนี้ที่จะสะท้อนการมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชนในการนำมาซึ่งกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เปึนกฎหมายของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน และตัวประชามติตรงนี้ยังเปึนเครื่องมือที่หนุนเสริม หลักการอำนาจของประชาชนที่แท้จริง ท่านประธานครับผมเสียดายอย่างเดียวครับวันนี้ วันนี้เราเห็นร่างพระราชบัญญัติเข้ามาทั้งหมด ๔ ร่าง จาก ๓ พรรคการเมือง พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และของคณะรัฐมนตรี ผมเสียใจและเสียดายเรื่องหนึ่งคือ วันนี้เราไม่ได้เอาเสียงของพี่น้องประชาชนของภาคประชาชน Con for All เข้ามาพูดคุย ในที่นี้ด้วย ๒๑๑,๙๐๔ เสียง ที่ลงโหวตกันเข้ามาว่าต้องการนำเสนอข้อเสนอในการจัดทำ ประชามติที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีการเอาเข้ามาพูดคุยในที่นี้ ผมคือ ๑ ใน ๒๑๑,๙๐๔ คน ที่ลงนามที่เสนอให้กับคณะรัฐมนตรี พิจารณาในการทำประชามติที่เกี่ยวข้องกับการได้มา ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ท่านประธานครับ เราต้องสะท้อนให้กับประชาชนที่ ณ ปัจจุบันนี้ฟังอยู่ทั่วประเทศและ ทั่วโลกให้ทราบว่า ตัวประชามตินี้ไม่ใช่เพียงแค่การจัดทำเรื่องฉันทามติของพี่น้องประชาชน โดยส่วนใหญ่เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น เราต้องสะท้อนให้พี่น้องประชาชนเห็นถึง ความสำคัญและความจำเปึนครับว่า สังคมไทยต้องการฉันทามติในหลาย ๆ เรื่อง ในสังคม การเมืองประเทศไทยเรายังมีปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง ทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการออกแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่าง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคที่มีปัญหาอยู่ ยกตัวอย่างเช่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราสามารถใช้ตัวเครื่องมือที่แสดงฉันทามติของพี่น้องประชาชนนี้เปึนกลไก ๆ หนึ่งในการ ผลักดันให้เกิดฉันทามติ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนรู้สึกว่าอำนาจได้กลับคืนมาสู่ พี่น้องประชาชน คน ๕๐๐ คน ที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้เปึนแค่ตัวแทน แต่คนเจ้าของ อำนาจที่แท้จริงอยู่ข้างนอกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ แต่เรื่องกลไกตัวนี้ เครื่องมือตัวนี้ ถึงแม้จะมีข้อดีหลาย ๆ อย่าง แต่เราก็ต้องจำเปึน ต้องพิจารณาว่าในขณะเดียวกัน ตัวประชามติหรือที่เรียกว่า Referendum นี้ก็อาจจะเปึนเครื่องมือที่อันตรายได้ด้วยเช่นกัน เราต้องเห็นครับว่าถ้าเราไม่สามารถออกแบบตัวกลไกตรงนี้ให้ปราศจากเงื่อนไข ให้ปราศจาก กลไกที่เปึนวงจรอุบาทว์ที่มันบิดเบี้ยว ตัวการทำประชามตินี้ เครื่องมือตรงนี้จะไม่สามารถ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนได้ ฉันใดก็ฉันนั้นเราเห็นครับในร่างทั้ง ๔ ร่างที่เราเห็นว่า ๓ พรรคการเมืองกับคณะรัฐมนตรีเสนอขึ้นมาเหมือนกันหมด คล้ายคลึง กันหมด ที่เรียกว่าการปลดล็อก ๒ ชั้น เราเห็นครับว่ามันเปึนปัญหา แต่จะทำอย่างไรว่า มันจะต้องไม่สร้างเงื่อนไขตรงนี้ เรายังเห็นว่ามันยังมีเงื่อนไขที่อยู่ในตัวการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติตรงนี้ออกมา Double Majority ไม่ใช่ปัญหา จริง ๆ แล้วตัว Double Majority นี้ถ้าประเทศไทย ถ้ากฎหมาย ถ้าสมมุติว่าการเมืองไทยเราตรงไปตรงมา Double Majority จะเปึนส่วนที่ช่วยเหลือให้เกี่ยวกับการนำมาซึ่งฉันทามติของพี่น้องประชาชน อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีเงื่อนไข แต่เพราะประเทศไทยเรายังย่ำอยู่กับปัญหาทางด้าน การเมืองที่มีอยู่อย่างยาวนาน ประเทศไทยเราย่ำอยู่กับการแบ่งฝักแบ่งฝ์าย จึงไม่สามารถที่ จะกลับไปสู่การเก็บล็อก ๒ ชั้นนี้ได้ เราจำเปึนจะต้องมีการล็อกแค่ชั้นเดียว ณ ปัจจุบันนี้ เพื่อที่เราจะแก้ไขเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ๒๕๖๐ เราต้องสร้าง เงื่อนไขให้ได้ ตอนนี้จะกลับมาในเรื่องเกี่ยวกับคำถามที่ทาง ครม. ได้เคาะมาเรียบร้อยแล้วว่า ถ้าจะมีประชามติเกิดขึ้น ถ้าแก้ไขเรียบร้อยเรื่อง Double Majority แก้ไขเรียบร้อยเรื่อง เกี่ยวกับการเข้าไป Online ได้ไหม แก้ไขเรียบร้อยกับวันที่จะลงประชามติ แก้ไขเรียบร้อยกับองค์การหน่วยงานองค์กรใด ๆ ที่จะมาทำการอำนวยการการประชามติครั้งนี้ มันยังมีปัญหาอยู่ครับท่านประธาน เพราะว่า ถ้ามีคำถามที่ถามว่าต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไหมที่ไม่แตะต้อง หมวด ๑ และหมวด ๒ ตรงนี้จะเปึนคำถามซ้อนคำถาม ณ ปัจจุบันนี้ประเทศไทย ประชาชนที่อยู่ข้างนอกจำเปึน จะต้องมีความตรงไปตรงมาจากพวกเราที่ต้องเสนอให้เขาเห็นครับว่ามันจะต้องปลดล็อกตรงนี้ อย่านำคำถามที่เราสามารถกำหนดผลของการทำประชามติเปึนตัวตั้ง ท่านไม่สามารถ ที่จะกุมอำนาจของประชาชน ท่านไม่สามารถที่จะบอกว่าต่อไปนี้อำนาจอยู่ในมือของท่าน ผ่านคำถามแค่คำถามเดียว ประชาชนหลาย ๆ คนบอกว่าเขาต้องการคำถามที่ตรงไปตรงมา เขาต้องการคำถามที่บอกว่าจะเอาหรือไม่เอา และคำตอบจะต้องไม่กำกวม คำถามจะต้องไม่ ล็อกสเปกและไม่ล็อกผลของการทำประชามติ อันนี้ละครับเปึนสิ่งสำคัญ คำถามที่จะถามมาที่ ครม. ได้เสนอเข้ามานั้นท่านจำเปึนต้องรับผิดชอบถ้าสมมุติว่าคำถามนั้นจะเปึนคำถามของ ประชามติจริง ๆ ท่านอย่ากลัวครับ ท่านอย่ากลัวล่วงหน้า หรือไปป่ดกั้นและชี้นำ ความคิดเห็นของประชาชน คำถามของประชามตินี้ต้องนำมาซึ่งทางออกที่แท้จริงที่เราจะเห็น ร่วมกันในการมีฉันทามติของพี่น้องประชาชน ข้อเสนอของพี่น้องประชาชน ๒๑๑,๙๐๔ คนนี้ จำเปึนต้องได้รับการพิจารณา หากการทำประชามตินี้สามารถแก้ไขได้ในคณะกรรมาธิการ วิสามัญที่จะเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ครับท่านประธาน เรื่องใหญ่ที่สุดที่เกี่ยวกับการทำประชามตินี้ ต้องไม่ใช้เกณฑ์ความง่ายดาย ต้องไม่ใช้เกณฑ์ของความรวดเร็ว การล็อกเปัาและล็อกสเปก คำตอบของประชามติมาเปึนเกณฑ์ลำดับสำคัญแรก ๆ เราต้องยอมรับอย่างกว้างขวาง ร่วมกันต่างหากที่จะฟุ๋นความชอบธรรมของอำนาจการปกครองประเทศนี้ขึ้นมาใหม่ให้ได้ บนพื้นฐานของความพยายามแสวงหาฉันทามติของสังคมการเมืองให้มากที่สุด ดังนั้น การแก้ไขเครื่องมืออุปกรณ์ประชามตินี้ต้องเปึนตามข้อเสนอที่ไม่มีเงื่อนไขและต้องเป่ดกว้าง มากที่สุด ฟุ๋นความชอบธรรมของอำนาจการปกครองครั้งนี้ ผมจึงเสนออภิปรายที่จะเสนอ เข้าไปสนับสนุนร่างทั้ง ๔ ร่าง ซึ่งกำหนดแต่ละร่างที่เป่ดกว้างให้มากที่สุด จำเปึนต้องมีการ พิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกฤดิทัช แสงธนโยธิน เชิญครับ ท่านกฤดิทัชไม่อยู่นะครับ ต่อไป ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคก้าวไกล ขออนุญาตอภิปรายในเรื่องพระราชบัญญัติประชามติฉบับแก้ไข ซึ่งมีทั้งร่างรัฐบาล แล้วก็ ๓ พรรคการเมือง คือพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ขอเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ สิ่งที่เปึนมูลเหตุจูงใจในการที่จะแก้ตรงนี้เชื่อว่าทุกท่านมีตรงกันก็คือ อยากที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร ป้ ๒๕๖๐ เพราะถูกวางกลไกไว้ให้แก้ไข ยากเหลือเกิน สิ่งที่มาทับอีกทีหนึ่งเพื่อให้ยากขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็คือในส่วนของคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว และเมื่อจัดทำ รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วต้องให้ประชาชนมีประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือศาลรัฐธรรมนูญซึ่งกลไกที่มาจากรัฐบาล คสช. ตั้งโดย สว. มากำหนดกฎเกณฑ์นี้ขึ้นมานอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคการเมือง อยากที่จะแก้ไขประชามติตรงนี้เปึนสิ่งสำคัญ แต่หากเราดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ เขาบอกว่า รัฐสภา ศาล หรือองค์กรอื่นต้องปฏิบัติหน้าที่ ให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม จะทำนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมามาตรา ๒๑๐ ของรัฐธรรมนูญเขาบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
๑. พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมาย หรือร่างกฎหมาย
๒. พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ
๓. หน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ไม่มีให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ ในการกระทำ ประชามติ หรือร่างกฎหมายใดได้ นี่คือข้อสงสัยว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นกระทำเกินอำนาจ หน้าที่ เกินอำนาจของตัวเองตามกฎหมายหรือไม่ ในการกำหนดตามคำพิพากษา ที่ ๔/๒๕๖๔ แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเราเห็นว่าทุกฝ์ายเห็นพ้องกันว่า การทำรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องทำ ประชามติ ทั้งที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ทำประชามติเพียงแค่ครั้งเดียว แต่การกำหนด กฎเกณฑ์ใหม่มีอย่างน้อย ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง บางคนตีความว่าเปึน ๓ ครั้ง ผมดูแล้วมันเกินเลยไป หรือไม่ในส่วนนี้ และมันชอบด้วยกฎหมายจริงหรือไม่ การใช้อำนาจเกินกฎหมายในการ กำหนดตรงนี้มันเกินหรือไม่ นี่เปึนประเด็นหนึ่งที่เปึนการป่ดล้อม เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ยากถึงยากที่สุด
ถัดมา กระบวนการทำกฎหมายประชามติ เพื่อจะแหวกล้อมตรงนี้ของฝ์าย ที่มาจากประชาชน คือฝ์ายพรรคการเมืองต่าง ๆ นั้น ก็พยายามจะทำ แต่มีข้อโต้แย้ง เพิ่มขึ้นมาอีกอันหนึ่ง ก็คือว่ากฎหมายประชามติที่จะแก้ไขนั้น จะต้องเปึนกฎหมายปฏิรูป ประเทศหรือไม่ นั่นคือต้องผ่านรัฐสภา ไม่ใช่กฎหมายผ่านกรณีปกติเหมือนกับในส่วนของ สภาผู้แทนราษฎร แล้วไปวุฒิสภาหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้มีการโต้แย้งกันอยู่มากมาย ซึ่งอาจเปึนบันไดสกัดอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากให้ตัวแทนรัฐบาลช่วยตอบประเด็นนี้ด้วยว่า เหตุใดรัฐบาลถึงเสนอร่างนี้มาประกบกับร่างของก้าวไกล เพื่อไทย และเพิ่มร่างของ ทางพรรคภูมิใจไทยด้วย ผมเชื่อว่าท่านพร้อมที่จะตอบในคณะทำงานการทำประชามติ ของรัฐบาล เชื่อว่าตอบตรงนี้ได้
ประเด็นต่อมา ก็คือว่าในเรื่องของการทำประชามติ โดยหลักการทำ ประชามติแล้ว ก็คือการจำกัดอำนาจของรัฐบาลไม่ให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ และเคารพ เสรีภาพของประชาชนในการแสดงเจตจำนงร่วมกัน เพื่อเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ในกระบวนการตัดสินใจ นี่คือหลักประชามติตามหลักเสรีทั่วไป แต่กระบวนการทำประชามติ ของเรานั้น มันมีข้อขัดข้องและมีบทเรียนจากการทำประชามติในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๖๐ ในป้ ๒๕๕๙ ค่อนข้างมาก และร่างทั้ง ๔ ฉบับที่เกิดขึ้นนั้นเปึนตัวแก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้ดี แต่ผมดูแล้วอาจจะไม่ครบถ้วน ผมขอตั้งข้อสังเกตและตั้งประเด็นของการทำประชามติ ป้ ๒๕๕๙ และดูว่าร่างนี้จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการอย่างไร
ประการที่ ๑ ก็คือ ในการทำประชามติรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๙ ตัวร่างที่ใช้ถาม ความเห็นมาจาก คสช. ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มาจากประชาชนเลยนะครับ ซึ่งตรงนี้ ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบเนื้อหา สิ่งที่เรามาประชามติตั้งแต่ต้น แต่มีเพียง โอกาสที่จะเลือกระหว่างเห็นชอบและไม่เห็นชอบในเนื้อหาที่เสนอมาแล้วเท่านั้น ซึ่งประชาชนบางคนอาจเห็นชอบ และบางส่วนไม่เห็นชอบ บางส่วนไม่มีทางเลือกที่จะออก เสียงได้ นี่คือสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะต้องทำ ในการตั้งคำถามจะต้องให้ประชาชนนั้น มีส่วนร่วมและแก้กฎหมายเพื่อตัดปัญหาเหล่านี้
ประการที่ ๒ คสช. ออก พ.ร.บ. ประชามติ จำกัดความคิดเห็นนะครับ คือมีออกบอกว่าห้ามทำประชามติ เช่น ก้าวร้าว ปลุกระดม ข่มขู่ มีโทษจำคุกสูงสุดถึง ๑๐ ป้ อันนี้คือจำกัดให้คนมีความเห็นต่างจากรัฐธรรมนูญ หรือคำถาม หรือร่างต่าง ๆ ขึ้นมา เรื่องนี้ ในร่างมี ร่างรัฐบาล ร่างของพรรคก้าวไกลมี แต่อาจจะไม่สมบูรณ์ อยากให้ท่านเขียน ให้ละเอียด เพื่อจะไม่ให้ถูกป่ดกั้นแบบนี้นะครับ
ประการที่ ๓ คสช. ใช้อำนาจควบคุมสื่อห้ามกิจกรรมทางการเมือง นี่คือเปึน ระบบในการทำในป้ ๒๕๕๙ ใช้การควบคุมไม่ให้มีการแสดงออกความคิดเห็นโต้แย้งระหว่าง ๒ ฝ์ายที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มันทำให้คนจำใจบางคนอยากเลือกตั้ง ก็ต้องไปเลือกก่อน การจะอ้างความชอบธรรมในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ที่ทำประชามตินั้น น่าจะขาดความ ชอบธรรมอย่างยิ่ง เรื่องนี้เราต้องดูนะครับ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘ ก็คล้ายกฎอัยการศึก ในการให้อำนาจทหารจับกุมประชาชนไปคุมขังได้ ๗ วัน เรื่องอย่างนี้ไม่อยากจะให้มี อยากจะให้เขียนในเชิงส่งเสริมสนับสนุนให้ทำความเห็นและอภิปรายอิสระอย่างกว้างขวาง มีนะครับในร่างแต่อาจจะไม่รอบคอบเท่าไร
๔. เวทีเสวนาจัดกิจกรรมสาธารณะถูกป่ดกั้น นั่นหมายความว่ามันเปึนระบบ ควบคุมโดย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ร่างใหม่นี้ควรจะเขียนส่งเสริม ตรงนี้ยังไม่มีนะครับ ให้สื่อมวลชนการจัดเวทีนั้นเกิดอย่างเสรี ไม่ใช่ไปภาครัฐอย่างเดียวนะครับ ในส่วนตรงนี้ บางร่างบอกว่าภาครัฐสามารถสื่อสารได้แต่อยากให้ส่งเสริม ทำอย่างไรให้ร่างกฎหมายนี้ สามารถส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมในการอภิปรายอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนนั้น สามารถที่จะเข้าถึงก่อนที่ตัวเองจะลงประชามติ
๕. การไม่แจกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ แจกแต่เอกสารชวนเชื่อ สิ่งเหล่านี้ รัฐบาลจะต้องนำไปทำเหมือนกัน ดังนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้ควรจะต้องมีให้ถึงในการแจกร่าง รัฐธรรมนูญให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง จะเปึน File ใน Internet หรือเปึนหนังสือต้องถึง ไม่ใช่ไปบางส่วนหย่อม ๆ แล้วก็เอกสารชวนเชื่อเข้าไปแล้วให้หนุนในการรับร่างเฉย ๆ สิ่งเหล่านี้ควรจะแก้ไขในร่างฉบับนี้
๖. กลไกของรัฐให้นำเสนอแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่างเช่น ใช้อาสาสมัครรักษาดินแดนเปึนวิทยากรอาสารักษาเขตชายแดนเผยแพร่ประชาชน ครู ก ข ค เลยนะครับไปในส่วนนี้ มันไม่ใช่กลไกในการช่วยในการสนับสนุนให้เห็นทุกฝ์าย ทุกด้าน และรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ นั้นออกมาโดยที่ฟังแต่ฝ์ายเดียว และจำกัดฝ์ายตรงข้าม
๗. ประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง นั่นก็คือการใช้สื่ออะไรไม่ค่อยได้ทั่วถึงเท่าไร ดังนั้นควรจะเขียนข้อไปว่าจะประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงในการประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทาง Internet ทางสื่อมวลชนทุกอย่างในส่วนนี้รัฐบาลจะต้องทำ ต้องเขียนในร่างฉบับนี้นะครับ
๘. คำถามพ่วงเปึนคำถามที่สำคัญ มันไม่ได้ออกแบบโดยประชาชนแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสาระของการสนับสนุนให้การเห็นชอบมุ่งให้เห็นครับ เพื่อให้การปฏิรูป ประเทศเกิดความต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงสาระสำคัญที่จะให้อำนาจแก่ สว. โดยใช้คำว่า ที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภา แต่ไม่ได้ชี้แจงให้ชัดเจนว่า สว. ชุดแรกมาจากการแต่งตั้ง มีสิทธิเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีได้ นี่คือการหมกเม็ดซึ่งทำขึ้นมา ทำอย่างไรถึงจะเขียนในส่วนของตัวกฎหมาย ฉบับนี้ ร่างของพรรคก้าวไกลค่อนข้างที่จะเขียนออกมาได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ ให้ชี้แจง ให้ข้อมูลทั้ง ๒ ฝ์าย ร่างของพรรคเพื่อไทย ร่างของรัฐบาลก็เขียนชัดเจน รวมถึง ร่างพรรคภูมิใจไทยก็เขียน แต่ผมอยากให้ในชั้นกรรมาธิการนั้นฝากไปแก้ไขปัญหาที่ ข้อขัดข้องเหล่านี้ให้ดีขึ้น
ประการต่อมา ในเรื่องของระบบการใช้เสียง ๒ ชั้น ความเห็นข้างมาก ๒ ชั้น ที่เกิดขึ้น ตรงนี้เปึนสิทธิที่ทุกฝ์ายเห็นร่วมกัน ขอบคุณพรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ตัวแทนท่านได้กรุณาบอกว่า ถึงแม้จะมีข้อขัดข้องในกรณีของเสียงข้างมากในชั้นของ ผู้ใช้สิทธิ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งท่านสามารถที่จะตกลงปรับได้ในส่วนล่างในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งเรื่องนี้ ทำให้กรณีสำคัญที่สุดที่จะให้ผ่านร่างประชามติแบบนี้มันสามารถที่จะผ่านไปได้
เรื่องต่อมา ก็คงเปึนเรื่องของการใช้กรณีของไม่ใช่รัฐธรรมนูญ การใช้สื่อ อิเล็กทรอนิกส์ในการมีส่วนร่วม ในการที่เสนอประเด็นต่าง ๆ เข้ามา เรื่องนี้ร่างพรรคก้าวไกล มีนะครับ
ถัดมา ก็คงเปึนเรื่องของการที่จะให้เผยแพร่ในเรื่องต่าง ๆ ได้ และการกำหนด วันที่ให้วันเลือกตั้งเปึนวันเดียวกับการประชามติได้ในส่วนนี้
ทั้งหมดนี้เปึนความร่วมมือร่วมใจกันของตัวพรรคการเมือง ผมอยากให้ การร่วมมือร่วมใจของฝ์ายที่มาจากประชาชนนั้น ร่วมใจให้แข็งขันนะครับ ข้อขัดแย้งมีน้อย มากครับ แล้วผมเชื่อว่าครั้งนี้จะเปึนการฝ์าวงล้อมที่ถูกป่ดล็อก เราไม่ทราบว่าอะไรมาจะมี การส่งตีความแล้วก็ตีให้ตกไปหรือไม่ อย่างไร แต่ความร่วมมือของฝ์ายที่มาจากประชาชน เปึนสิ่งสำคัญที่จะต้องเดินหน้าร่วมกัน และผมเชื่อว่าร่างประชามติฉบับนี้จะออกมาใน ทิศทางที่ดี และทำให้เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และสามารถทำประชามติในประเด็นต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และเคารพเจตจำนงของประชาชนได้มากขึ้นในการตัดสินใจร่วมในทุกระดับ ไม่ว่าระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่นครับ
ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ด้วยความคิดถึงครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออนุญาตท่านประธานและขออนุญาตต่อ สภาผู้แทนราษฎรนะครับ เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านสุดท้ายของพรรคก้าวไกลในการ อภิปรายความเห็นต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมมีเหตุผลอยู่หลายประการด้วยกันครับ แต่เหตุผลประการหนึ่ง ที่สำคัญที่ผมต้องนำเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ก็คือว่า ผมเองเปึนหนึ่งในรองประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติในสภา ชุดที่ ๒๕ ที่ผ่านมา แน่นอนครับ วันนั้นเราพิจารณากันในรูปแบบของการมองว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมาย ปฏิรูปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เราจำเปึนต้องพิจารณากันในรัฐสภา ซึ่งเปึนบทเฉพาะกาล ที่รัฐธรรมนูญวางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๗๐ แต่ท่านประธานเห็นไหมครับว่า วันนั้นกับวันนี้ เมื่อครบกำหนด ๕ ป้ของวุฒิสภาชุดเฉพาะกาลที่ผ่านมา เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม วันนี้เงื่อนไขเปลี่ยนแปลงไปแล้ว กฎหมายฉบับนี้อาจจะยังถูกมองว่า เปึนกฎหมายปฏิรูปก็ได้ครับ แต่วันนี้เราได้คืนความชอบธรรมว่าการพิจารณากฎหมาย หากยังใช้ระบบรัฐสภาในการพิจารณาก็ขอให้มาเข้าลำดับ เริ่มจากสภาผู้แทนราษฎร ถ้าผ่าน สภาผู้แทนราษฎรก็ค่อยไปวุฒิสภา ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมคิดว่านี่คือความสวยงาม ของประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามความสวยงามของประชาธิปไตยก็ต้องบันทึก กันไว้ก่อนนะครับว่า ต่อไปนี้กฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายปฏิรูปที่เคยผ่านสภา ชุดที่ ๒๕ ไปแล้ว ไม่ว่าจะเปึนพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเปึนกฎหมายที่เรียกว่าประมวล ยาเสพติด ซึ่งเมื่อวานท่านก็ออกประกาศมาว่า ต่อไปนี้ถือไว้แค่ ๑ เม็ดก็ถือว่าเปึนผู้ค้าแล้ว ต่าง ๆ เปึนต้น หากในอนาคตจะมีการแก้ก็ขอให้แก้กันในระบบนี้ หรือต่อไปนี้หากจะมี กฎหมายใด ๆ อีกข้างหน้าก็แล้วแต่ เช่น ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งยังไม่มี การพิจารณา พิจารณายังไม่แล้วเสร็จ ถ้าผมจำไม่ผิดท่านรองประธานท่านเองก็นั่งเปึน กรรมาธิการพิจารณาต่าง ๆ ด้วย ก็ขอให้ในอนาคตใช้วิธีนี้ในการพิจารณาได้หรือไม่ครับ สภาผู้แทนราษฎรเราในฐานะตัวแทนประชาชนมีศักดิ์มีศรีเพียงพอที่จะพิจารณา แล้วก็ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกกฎหมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นั่นเปึนประการที่ ๑ ที่ผมจำเปึนจะต้องนำเรียนต่อที่ประชุมครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เวลาเราใช้คำพูดในภาษาอังกฤษอาจจะ ก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หลายท่านถามว่าวันนี้เราพิจารณากฎหมายที่เรียกว่า ประชาพิจารณ์หรือ Public Hearing ในภาษาอังกฤษใช่หรือไม่ หลายท่านมีความเข้าใจ หน่อยก็ถามว่า วันนี้เราพูดถึงกฎหมายประชามติหรือ Referendum ใช่หรือไม่ หลายท่าน ก็ถามมาว่าแล้วทั้ง ๒ เรื่องนี้มีนัยหรือความเหมือนหรือไม่เหมือนกันอย่างไร ผมอยากจะ นำเรียนผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องสื่อมวลชน พี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับว่า ความเหมือนกันก็คือการรับฟังเสียงเจ้าของอำนาจอธิปไตย เจ้าของประเทศ เจ้าของปัญหา ต่าง ๆ ว่าเขานั่นละควรจะต้องเปึนผู้ตัดสินใจ ไม่มีทางหรอกครับที่พี่น้องชาวจังหวัดอ่างทอง จะไปตัดสินใจกรณีสารเคมีที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ของท่าน สส. ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ได้ ไม่มีทางหรอกครับที่พี่น้องกรุงเทพมหานครจะไปตัดสินใจรถไฟฟัาที่เรียกว่า รถไฟฟัารอบเมือง จังหวัดขอนแก่น ของ สส. แบงค์ชัย อิทธิพล เขต ๒ ขอนแก่นได้ ฉะนั้น ทำความเข้าใจแบบนี้จะเปึน Public Hearing ที่เรียกว่าประชาพิจารณ์หรือประชามติ ต่างก็ต้องฟังเสียงจากพี่น้องประชาชน แต่ต่างกันว่าประชามตินั้นผลของประชามติเปึนสิ่งที่ มีความยึดโยงสำคัญยิ่งที่ต้องมีหน่วยงานรับหรือนำไปปฏิบัติต่อ นั่นละครับเปึนเหตุผล ประการที่ ๒ ที่ผมจำเปึนต้องนำเรียนว่า เพราะด้วยความชอบธรรมหรือความสำคัญของผล ของประชามตินี่ละ เราถึงต้องมาดูกันว่าอำนาจในการจัดทำ กระบวนการ วิธีการในการทำ พ.ร.บ. ประชามตินั้นควรจะเปึนอย่างไร ท่านประธานจำได้ไหมครับ พวกเราช่วยกันผลักดัน พ.ร.บ. ประชามติด้วยคะแนนเสียงข้างน้อยก่อนหน้านี้ในกรรมาธิการที่กลับมาเปึน เสียงข้างมากในที่ประชุมรัฐสภา ท่านประธานจำได้ไหมครับ ผมเดินไปคุยกับท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล ซึ่งวันนั้นท่านนั่งเปึนกรรมาธิการ วันนี้เปึนเพื่อนสมาชิกร่วมสภาเดียวกัน บอกท่านอาจารย์ชูศักดิ์ พรรคก้าวไกลขอถอนข้อสงวนส่วนน้อยของเราสนับสนุนข้อสงวน ของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล จนนำมาซึ่งวันนี้การทำประชาพิจารณ์นั้นพี่น้องประชาชน ก็เข้าชื่อนำไปสู่การเสนอ ครม. ทำประชาพิจารณ์ได้ รัฐสภาก็สามารถให้ความเห็นที่จะเสนอ ต่อ ครม. ในการจัดทำประชาพิจารณ์ได้ แต่เสียดายว่า ๑ ครั้งที่สภาผู้แทนราษฎรเคยมีเสียงข้างมาก ขอความเห็นส่งไป สว. ถามกันง่าย ๆ ว่าท่านเห็นด้วยกับญัตติที่จะถามพี่น้องประชาชนขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ถามไปพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปนั้น มันตกในชั้นวุฒิสภา ถึงแม้ในสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้เราได้เสียงท่วมท้นกลายเปึนไม่สามารถส่งไปให้ ครม. ทำประชามติได้ ก็ไม่เปึนไรครับ อายุเริ่มมากก็ต้องเล่าเรื่องอดีตกันยาวสักนิดหนึ่ง แต่มองไปในอนาคต มองไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ของ สส. พุธิตา ชัยอนันต์ มองไปยังจังหวัดหลาย ๆ แห่งของพี่น้อง สส. พรรคก้าวไกล คนหนุ่ม คนสาว เขาบอกว่าความชอบธรรมของการทำประชามติขอแบบนี้ได้ไหมว่าหลักการ ประชาธิปไตยโดยทั่วไป Double single มันต่างกันอย่างนี้ว่า Double บอกว่า ๒ ขั้น Single บอกว่าขั้นเดียว ถ้าเราไม่ป่ดด้วยคำถามเชิงลบที่ชี้นำไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ถ้าเราไม่ป่ดปากกันด้วยการห้ามรณรงค์ เหมือนท่านสมาชิกหลายท่าน สส. ชลธิชา แจ้งเร็ว จากปทุมธานี สส. รังสิมันต์ โรม สส. พุธิตา ชัยอนันต์ เคยเจอในอดีตตอนรณรงค์รับ หรือไม่รับ คำถามพ่วงในการแก้ไขในการทำรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ถ้าเราไม่ป่ด บอกให้รณรงค์ กันอย่างกว้างขวางทั่วไป คำถามไม่ใช่คำถามปลายป่ด ผมอยากจะเรียนท่านนิกร จำนง ด้วยความเคารพรัก เวลานักจิตวิทยากับนักกฎหมายถาม ไม่เหมือนกันนะครับ ท่านรัฐมนตรี พม. ก็นั่งอยู่ นักจิตวิทยาจะถามกรณีที่เกิดอะไรขึ้นกับเด็กสักคนหนึ่งที่ถูกละเมิด เขาถามว่า หนูเล่าให้ฟังได้ไหมเพราะเหตุใดหรือเกิดอะไรขึ้นกับหนู แต่นักกฎหมายถามว่า ทำไมหนู ถึงถูกละเมิด ทำไมหนูถึงพาตัวเองไปถูกละเมิด เห็นไหมว่าคำถามนี้มันชี้นำหรือมันสำคัญกับ การลงประชามติ การโน้มน้าวให้พี่น้องประชาชนไปลงประชามติแค่ไหน ฉะนั้นในเมื่อเรา ปลดล็อกเรื่องนั้นไปแล้ว เสียงข้างมากทั่วไปแบบนี้จะเรียกในภาษาอังกฤษว่า Single Majority หรือใด ๆ ก็แล้วแต่ แต่เปึนเสียงข้างมากที่ให้พี่น้องประชาชนไปกัน และช่วยกันลงคะแนนให้ มากกว่าเสียงที่ไม่เห็นด้วย แบบนี้ก็ถือเปึนความชอบธรรมของกระบวนการทำประชามติแล้วครับ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าทั้ง ๔ ร่าง ไม่ว่าจะเปึนร่าง วันนี้ไม่พูดเลยใครทำก่อนทำหลัง นายกรัฐมนตรี เซ็นหรือไม่เซ็นอะไรต่าง ๆ ไม่พูดเลย เพราะถือว่า ๔ ร่างนี้ศักดิ์มันเท่ากัน ก็ตอบสนองต่อ โจทย์ที่เรียกว่าเสียงข้างมากขั้นเดียวทั้ง ๔ ร่าง ซึ่งต้องขอบพระคุณและชื่นชม แม้กระทั่ง คณะรัฐมนตรีที่พิจารณาจากร่างของพรรคก้าวไกลประกอบในการส่งมาเปึนกฎหมาย นั่นเปึนเหตุผลประการที่ ๔
เหตุผลประการที่ ๕ ครับท่านประธานครับ วันนี้เราพิจารณา พ.ร.บ. การออกเสียง ประชามติ คนก็น้อยนิดหนึ่ง แอร์ก็เย็นหน่อย ก็หวังว่าพรุ่งนี้จะพิจารณาร่างงบประมาณดึก ๆ อย่าแอร์เย็นแบบนี้นะครับ พวกผมแอร์เย็นทีไรก็ต้องลุกนั่งตลอดเวลา ต้องถามที่ประชุมว่า พร้อมหรือไม่พร้อม แต่บอกแบบนี้บอกเงื่อนไขว่ากรณีของคำถาม เอาที่มันง่าย ๆ ประชาชน เข้าใจได้หรือไม่ อิเล็กทรอนิกส์ก็เปึนกระบวนการในอนาคต พรรคก้าวไกลยืนยันเลยว่าเราใช้ เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เยอะมาก พรรคอื่นอาจจะไม่มีการตั้งตัวแทนพรรคการเมือง ประจำอำเภอที่เรียกว่า ตทอ. นี่ท่าน สส. ไมค์ ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี เขาก็ต้อง ทำกระบวนการที่เรียกว่าการจัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำอำเภอ เราก็ยืมเครื่องลงคะแนน อิเล็กทรอนิกส์ของ กกต. เปึนประจำ เครื่องหนึ่งมี ๔ เครื่องพ่วง ราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท พรรคก้าวไกลมักจะตกใจเวลาได้ยินตรงราคานี้ แต่อย่างอื่นประสิทธิภาพดีหมดเลย อยากจะทำ อยากจะใช้ เอามาใช้กับการทำประชามติ แต่อย่างที่ผมเรียนว่าคำถามสำคัญ พี่น้องของ สส. แบงค์ชัย อิทธิพล ถามว่าภาษาอีสานบอก ข่อยบ่เข้าใจ บ่แม่นเข้าใจคำถามที่ถามมานี้ จะตอบอย่างไร พี่น้องชาวเหนือของ สส. พุธิตา บอกสุมาเต๊อะเจ้า ข้าบ่เข้าใจจักเทื่อ ก็ไม่รู้ จะเข้าใจมันอย่างไร ฉะนั้นท่านอย่าลืมนะว่ามีพี่น้องประชาชนในประเทศที่อาจจะอ่านออก เขียนไม่ได้ ไม่เข้าใจคำถาม เปึนคำถามเฉพาะถิ่น เฉพาะเรื่องใด ๆ ต่าง ๆ อันนี้การออกแบบ ก็ต้องทำ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลผมอยากจะใช้เวลาท่านประธาน ความจริงพรรคฝ์ายค้านเราเหลือ อีก ๕ นาทีใช่ไหมครบตามกรอบเวลา ผมก็ใช้เอาเต็มที่แล้วกันไม่ได้พูดมาตั้ง ๒ เดือนกว่า ก็ต้องขออนุญาตท่านประธานก่อน เดี๋ยวท่านประธานจะไม่อนุญาต ท่านพยักหน้านะครับ ขออีกนิดเดียวครับอีกนิดเดียวที่จะ บอกว่าความแตกต่างของ ๔ ร่างนี้ที่จำเปึนต้องให้ท่านกรรมาธิการรับไปพิจารณาก็คือว่า ร่างของพรรคก้าวไกลเปึนร่างเดียวที่เขียนหลักการแบบภาษาคนร่างกฎหมาย ในคู่มือเขียนว่า เปึนหลักการแบบกว้างครับ แบบกว้างก็คือว่า แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ เพื่อให้เกิดกติกาประชามติเปึนธรรมกับทุกฝ์าย ในขณะที่อีก ๓ ร่างที่เหลือไม่ว่า จะเปึนร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์นั้นท่านกำหนดไว้ ๖ ประเด็นด้วยกัน ร่างของ ครม. มี ๔ ประเด็น ร่างของพรรคภูมิใจไทยมี ๔ ประเด็น ผมก็ต้องนำเรียนความชอบธรรม เปึนหลักการ อยากจะได้ยินคำตอบจาก ผู้อาวุโส ท่าน สส. ชูศักดิ์ ท่านนิกร จำนง ท่านอื่น ๆ ที่อยากจะสรุปว่าแบบนี้ได้ไหมครับ แบบนี้ก็คือว่าขอให้รับหลักการทั้ง ๔ ร่าง และหาก รับหลักการทั้ง ๔ ร่างไปแล้ว แม้จะเอาร่างใดร่างหนึ่งเปึนร่างหลัก ก็ขอว่าไม่ควรจะไปมี คำถามในชั้นกรรมาธิการอีกแล้วครับว่าต้องเดินตามร่างหลักเท่านั้น เพราะเมื่อเรารับ หลักการทั้ง ๔ ร่าง หลักการทั้ง ๔ ร่าง ต้องไม่หายไปในชั้นพิจารณาวาระที่ ๒ ทั้งหมดทั้งมวล ที่ผมนำเรียนต่อท่านประธานที่ผมพูดต่อเพื่อนสมาชิก ที่ผมพูดต่อพี่น้องประชาชนผู้เปึน เจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงก็เพื่อยืนยันว่า กระบวนการทำประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเปึนระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึนระดับปัญหาแบบสารเคมีที่บ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่ สส.ผมต้องวิ่งไปมาตลอดเวลาเกือบทุกคืน ผมก็นั่งดูเขาทำงาน ขอกันได้ไหมครับว่า ถ้าจะ ให้กระบวนการแบบนั้นชอบธรรม เปึนธรรม ทุกฝ์ายเคารพกติกาได้อย่างแท้จริงนั้นจะต้อง เป่ดกว้างทั้งหมด และผมอยากให้รับทั้ง ๔ ร่างไปพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าอาจจะมีบางประเด็นที่ยังไม่มีร่างใดเสนอมา ก็อาจจะใช้การประชุม ในสภาในวาระที่ ๒ นั้น เปึนการปรับแก้ร่างต่าง ๆ ได้ ผมอยากได้ยินคำนี้จากตัวแทน คณะรัฐมนตรี และหากเปึนเช่นนั้นเปึนคำตอบแบบนั้น ทางพรรคก้าวไกลก็อยากจะยืนยันว่า เราพร้อมจะรับหลักการทั้ง ๔ ร่าง แล้วเราพร้อมสนับสนุนร่างของคณะรัฐมนตรีเปึนร่างหลัก แต่เราขอเพียงหลักประกันว่าการแก้ไขรอบนี้นั้นจะเปึนไปเพื่อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และนำไปสู่การแก้ไขหลาย ๆ เรื่อง ไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญนะครับ แต่รัฐธรรมนูญจะเปึนหนึ่ง เรื่องที่การทำประชามติจะเปึนการไขปัญหาที่ไม่เปึนธรรม ปัญหาทางการเมือง ปัญหาที่อยู่ใน ประเทศแห่งนี้มาแล้ว ๑๐-๒๐ ป้ อยากให้มันจบที่รุ่นเราจริง ๆ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ก่อนที่เจ้าของญัตติจะสรุป ทางคณะรัฐมนตรีจะตอบ เชิญท่านนิกร จำนง ครับ
นายนิกร จำนง
กรรมการและโฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษา แนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะผู้ชี้แจงร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคณะรัฐมนตรีนะครับ ก็จะขอชี้แจงต่อคำถาม ท่านแรกของท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ที่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ทำไมถึงเปึนกฎหมายไม่เปึนปฏิรูป ซึ่งประเด็นนี้นะครับ ต้องขออนุญาตใช้เวลานิดหน่อยนะครับ เพราะว่าเปึนประเด็นที่มีการพูดถึงกันอยู่เยอะแล้ว ก็มีความซับซ้อน แล้วก็มีความเกี่ยวเนื่องนะครับ ในประเด็นแรกผมจะชี้แจงเปึน ๓ ประเด็น
ประเด็นแรกเกี่ยวกับระยะเวลาในการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๗๐ ของคณะรัฐมนตรี
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าระยะเวลาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการหมวด ๑๖ นะครับ ในการปฏิรูปประเทศ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ประเด็นที่ ๓ ทำไมคณะรัฐมนตรีถึงไม่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการ ออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เปึนกฎหมายปฏิรูปนะครับ
ประเด็นแรกก็อยากจะกราบเรียนต่อสภาแห่งนี้ว่า รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๐ เปึนบทเฉพาะกาลนะครับ ที่กำหนดให้ ร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศให้เสนอ และพิจารณาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งถือเปึนกระบวนการนิติบัญญัติที่เพิ่มขึ้น ใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่เปึนการกำหนดกลไก หรือมาตรการทางกฎหมายใช้บังคับเปึนการชั่วคราว ขีดเส้นใต้นะครับ ในระยะเริ่มแรกของการใช้บังคับรัฐธรรมนูญตามบทเฉพาะกาลเท่านั้น ที่ให้การพิจารณา กฎหมายปฏิรูปประเทศโดยใช้สภาเดียว คือ การประชุมร่วมกันของรัฐสภาซึ่งอยู่ภายใต้ เงื่อนไขระยะเวลาตามอายุของวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล เมื่อพ้นอายุของวุฒิสภาตาม บทเฉพาะกาล การพิจารณากฎหมายต้องกระทำโดย ๒ สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามลำดับ ตามที่กำหนดไว้ในบทถาวรของรัฐธรรมนูญ โดยความมุ่งหมายของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ คือ ให้วุฒิสภาเปึนกลไกหลักในการกำกับและการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศและการจัดทำการดำเนินการตาม ยุทธศาสตร์ชาติ และให้บรรลุเปัาหมาย รวมทั้งกำหนดกลไกในการเสนอพิจารณาร่างกฎหมาย เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยมาตรานี้กำหนดให้เปึนหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาในการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและดำเนินตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยกำหนดให้การเสนอ กฎหมายเกี่ยวข้องการปฏิรูปประเทศนี้มีขั้นตอนซึ่งแยกอย่างชัดเจนตามขั้นตอนในการเสนอ กฎหมายทั่วไป กล่าวคือการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศให้เสนอพิจารณา โดยการประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยอยู่ภายใต้ระยะเวลาตามมาตรา ๒๖๙ ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงเห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติซึ่งจะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตาม หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศได้ในระยะเวลาตามอายุของวุฒิสภา ๕ ป้ นับตั้งแต่มี พระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามที่กำหนดตามมาตรา ๒๗๐ ประกอบ มาตรา ๒๖๙ (๔) ของรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าวุฒิสภาชุดใหม่จะเข้ารับ หน้าที่ตามมาตรา ๒๖๙ (๖) ของรัฐธรรมนูญ คือ เมื่ออายุวุฒิสภาสิ้นสุดลงตาม (๔) ให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐๗ ต่อไป และนำความในมาตรา ๑๐๙ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม คือ เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่ใน ตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ และตามมาตรา ๑๐๙ วรรคสอง กำหนดให้สมาชิกภาพของวุฒิสภาที่เริ่มตั้งแต่วันคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศผลการเลือกตั้ง
ในประเด็นที่ ๒ ระยะเวลาการพิจารณาพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อการ ดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศของการประชุมร่วมของรัฐสภา เมื่อมาตรา ๒๖๙ (๔) ของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้อายุของวุฒิสภาตามมาตรานี้มีกำหนด ๕ ป้นับตั้งแต่วันที่มี พระบรมราชโองการแต่งตั้ง และได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖ อายุวุฒิสภาจึงกำหนด ๕ ป้ และสิ้นสุดลงในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ต่อมาได้มีการเสนอพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม กำหนดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีมติเห็นชอบประกาศกำหนดวันเลือกตั้งแล้วหาก คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยแจ้งต่อประธานรัฐสภาว่าเปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ใช้ที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาในช่วงเวลาที่สามารถคาดหมายได้ว่าใกล้จะมีวุฒิสภาชุดใหม่แล้ว อาจทำให้ไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ทันภายในอายุวุฒิสภาตาม บทเฉพาะกาล อาจมีประเด็นโต้แย้งในเรื่องกระบวนการตราไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะการเสนอการพิจารณากฎหมายการปฏิรูปประเทศไม่อยู่ในเงื่อนไขการปฏิบัติหน้าที่ตาม อายุวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลตามมาตรา ๒๗๐ ประกอบมาตรา ๒๖๙ (๔) และ (๖) และ มาตรา ๑๐๙ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้หากไม่กำหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไว้ใน บทเฉพาะกาลตามมาตรา ๒๖๙ อาจจะทำให้บทเฉพาะกาลนั้นใช้บังคับไปตลอด ในฐานะ เปึนบทบังคับถาวร ไม่ใช่เปึนบทเฉพาะกาล
ประเด็นสุดท้าย เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีที่ไม่เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้เปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ ผมขอ กราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ โดยที่มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเห็นว่าเปึนร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ ของการปฏิรูปประเทศ ให้แจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ พร้อมกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น จึงเปึนอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการ พิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดจะเสนอเปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เห็นชอบให้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ ได้มีหนังสือกราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้เสนอร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร เปึนเรื่องด่วน โดยไม่ได้เสนอต่อประธานรัฐสภาและแจ้งว่าเปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามลำดับต่อไป ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีอำนาจในการพิจารณาควรเสนอกฎหมายใด เปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศภายใต้ระยะเวลาตามเงื่อนไขในมาตรา ๒๗๐ ประกอบ มาตรา ๒๖๙ ของรัฐธรรมนูญ อนึ่ง การที่คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร เปึนการเสนอตามบทถาวร ขณะนี้เปึนการเสนอตามบทถาวร คือมาตรา ๑๓๓ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้สามารถนำ ร่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอต่อสภาตามมาตรา ๑๓๓ (๒) ของรัฐธรรมนูญที่กำหนด ร่างทำนองเดียวกันพิจารณาพร้อมกันได้ หมายถึงร่างที่มีอยู่แล้วในสภานี้ ทั้งนี้หาก คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปตามกฎหมายปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๗๐ ประกอบมาตรา ๒๖๙ ของรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนบทเฉพาะกาลอาจเปึนช่วงระยะเวลา ที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากอายุของวุฒิสภามีบทบาทในการปฏิรูปประเทศได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยเปึนวุฒิสภารักษาการเท่านั้น หากระหว่างพิจารณากฎหมายดังกล่าวไม่แล้วเสร็จภายใน อายุของวุฒิสภา หมายถึงชุดปัจจุบันนี้ อาจมีประเด็นตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย ก็เปึนการตอบทั้งหมดต่อโครงสร้างของความเปึนมา และระยะเวลา แล้วก็สุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่เสนอเปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ เพราะเสนอไม่ได้ ก็นำเรียนครับ และขอตอบท่านณัฐวุฒิด้วยว่าเกี่ยวกับเรื่องร่างถ้าในกรณีที่ สภาแห่งนี้เห็นว่าร่างของรัฐบาลเปึนร่างหลักมีมติตามนั้น การพิจารณาถ้าเรารับไปทุกร่าง ก็สามารถจะพิจารณาร่วมกันได้อยู่แล้วในระบบของสภาเรา โดยในชั้นกรรมาธิการก็สามารถ จะดึงมาพิจารณาได้ทุกมาตราที่รับกันไปอยู่แล้ว ขอนำเรียนด้วยความเคารพครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ก่อนที่จะลงมตินะครับ ท่านผู้เสนอญัตติมีสิทธิที่จะสรุปตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ได้อีก ๑ ครั้ง ก็มีอยู่ ๒ ท่าน ท่านแรกท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ท่านที่ ๒ ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ เชิญท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมได้รับ มอบหมายให้อภิปรายสรุปญัตติเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่เสนอโดยอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ ผมจะใช้เวลาให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเปึนไปได้ โดยจะพูดถึงหลักการ เหตุผล และวัตถุประสงค์ที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ในการอภิปรายวันนี้ท่านประธานจะเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเรียกว่าทั้งหมดก็ว่าได้ ได้เห็นพ้องต้องกันว่าต้องการทำให้ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติเปึนเครื่องมือในการที่ประชาชนจะเปึนผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ทางตรงหรือว่าประชาธิปไตยทางตรง ต้องการพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพ ช่องทางความเปึนเสรี เหล่านี้คือการต้องการให้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเปึนเครื่องมือที่ให้อำนาจ ทางตรงแก่ประชาชน แต่ว่าเราคงจะต้องทำความเข้าใจอยู่บ้างเหมือนกันว่า การทำประชามติที่ให้ประชาชน กำหนดอนาคตของประเทศ กำหนดนโยบายสำคัญของประเทศยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้ ที่พูดอย่างนี้บางท่านก็อาจจะสงสัยว่าก็มีการทำประชามติไป ๒ ครั้ง สำหรับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๖๐ แต่ว่าจากตรงนั้นละครับ เราจะเห็นว่าการล้มลุกคลุกคลาน ของประชาธิปไตยมาจากมีการรัฐประหาร คณะรัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วก็ เพื่อที่จะให้รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมานั้นผ่านและเปึนที่ยอมรับก็เลยจัดให้มีการทำประชามติ เหมือนที่สากลเขาทำกัน แต่ว่าการทำประชามติ การจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติ ที่ผ่านมา ๒ ครั้งในอดีตนั้น เราก็จะพบว่าได้ถูกบิดเบือนไป จนกระทั่งการทำประชามติ หรือการจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติเปึนเครื่องมือสำหรับที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ ที่ไม่เปึนประชาธิปไตยผ่านการทำประชามติไปได้ โดยใช้การบิดเบือนในแง่ของการบังคับให้ ประชาชนไม่มีทางเลือก การหลอกว่าถ้าหากประชามติไม่ผ่านก็จะไม่มีการเลือกตั้ง ถ้าประชามติผ่านจึงจะมีการเลือกตั้ง การไม่ให้มีการรณรงค์อย่างเสรี การห้ามบิดเบือน ซึ่งเป่ดช่องให้เจ้าหน้าที่ตีความกฎหมายและข้อเท็จจริง เพื่อเปึนการป่ดปากผู้ที่มี ความคิดเห็นที่แตกต่าง อันนี้เกิดขึ้นในการทำประชามติทั้ง ๒ ครั้ง เพราะฉะนั้นการแก้ พ.ร.บ. การออกเสียงลงประชามติในครั้งนี้ครับท่านประธานที่เคารพ จึงเปึนโอกาสที่ สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาจะทำให้ พ.ร.บ. ประชามติ เปึนเครื่องมือที่จะทำให้ประชาชน ใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงกำหนดนโยบายสำคัญของรัฐบาล และกำหนดอนาคตของประเทศ ก็คือการเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปึนครั้งแรก ท่าน สส. ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายว่า การแก้พระราชบัญญัติประชามติในครั้งนี้จะมีประโยชน์ต่อการทำประชามติ ในเรื่องต่าง ๆ พูดถึงการทำประชามติอย่างกว้างขวางในเรื่องนโยบายสำคัญ พูดถึงเรื่อง การลงประชามติโดยอิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพ ให้มีการประหยัด หลายสิ่งหลายอย่างนั้น พรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วย และความจริงเรื่องสำคัญ ๆ เราก็เสนออยู่ในร่างของพรรคเพื่อไทย แต่จำเปึนต้องพูดกันตรง ๆ ว่า การเสนอแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติในครั้งนี้เราเห็นว่า เปึนความจำเปึนและเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นอันนี้ต้องพูดกัน ตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม ว่าต้องการให้แก้ไขประชามติในหลาย ๆ ด้านไปหมดไม่ใช่เฉพาะเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็เปึนความจริงบางส่วน แต่เหตุผลตรงไปตรงมาที่สุดก็คือว่า พรรคเพื่อไทยเราพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อยมา ร่างของพรรคเพื่อไทย ก็ยังค้างอยู่ และในการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำโดยทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่น มาถึงขั้นตอนที่มีข้อสรุปว่าจะต้องมีการทำประชามติ ปัญหาที่เราไปพบก็คือว่า การทำ ประชามติต้องทำโดยใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่มีอยู่ แต่ พ.ร.บ. ว่าด้วย การออกเสียงประชามติที่มีอยู่เปึนปัญหาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ พ.ร.บ. ว่าด้วยการ ออกเสียงประชามติที่เขียนไว้นี้ ไม่ได้ตั้งใจให้ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจให้เปึนเครื่องมือในการที่ประชาชนจะไปผ่านรัฐธรรมนูญ แต่เปึนกลไกสำคัญที่มีไว้เพื่อยับยั้งขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าหากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่า สมควร มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และตอนท้ายสรุปว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติ เสียก่อนว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อจัดทำร่างเสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกครั้งหนึ่ง คำถามคือว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่เขียนไว้นี้ จะเอื้ออำนวย หรือยับยั้ง ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกหลายท่านเกือบจะทุกพรรคพูดไป ในทางเดียวกันว่า เรื่องที่เปึนปัญหาคือเรื่องที่กำหนดให้ใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือที่ใช้คำว่า Double Majority ดูจะเห็นตรงกันเปึนส่วนใหญ่ ว่าเรื่องนี้เปึนปัญหาและต้องแก้ไข แต่ว่า ในรายละเอียดก็มีการเสนอรายละเอียดที่ต่างกันออกไป เช่น ร่างของ ครม. บอกว่า ต้องลงคะแนนมากกว่าร้อยละ ๕๐ ของผู้ออกมาใช้สิทธิ ต้องมากกว่าคะแนนผู้ไม่แสดง ความคิดเห็น ร่างของพรรคเพื่อไทยบอกว่าต้องมีคะแนนเปึนเสียงข้างมาก และต้องมีคะแนน มากกว่าคะแนนของผู้ไม่แสดงความคิดเห็น ส่วนร่างของพรรคก้าวไกลบอกว่าประชามติ จะผ่านก็ต่อเมื่อต้องมีเสียงมากกว่าร้อยละ ๕๐ ของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ก็คือมากกว่า ผู้ไม่เห็นด้วยรวมกับผู้ที่งดออกเสียง อันนี้คือความแตกต่างในรายละเอียด คำถามจึงมีต่อไปว่า เมื่อเห็นต่างกันอย่างนี้ แล้วจะใช้หลักการเหตุผลอะไรที่จะไปสู่ข้อสรุปว่าหลักเกณฑ์ ที่กำหนดว่าต้องได้เสียงมากหรือน้อยเท่าไร มันควรจะเปึนอย่างไร ท่านประธานครับก็ต้อง ย้อนไปว่า เวลารัฐธรรมนูญบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรานั้นมาตรานี้ต้องไปทำประชามติ ก็ดี หรือการที่ศาลวินิจฉัยว่าถ้าจะร่างกันใหม่ ร่างฉบับใหม่ต้องไปทำประชามติเสียก่อน ทำประชามติด้วยหลักเกณฑ์อะไร ทางรัฐสภาก็จะมีหลักเกณฑ์ลงมติด้วยเสียงข้างมาก แล้วก็ มีเงื่อนไขประกอบมาว่าต้องมีเสียง สว. เท่าไร มีเสียงฝ์ายค้านเท่าไร การทำประชามติจะใช้ หลักเกณฑ์อะไร ถ้าหากจะพูดว่าให้ง่าย ให้ยาก อย่างนั้นก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า ทำไมจะต้องแก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเพื่อให้ผ่านรัฐธรรมนูญได้โดยง่าย หรือถ้ายากเกินทำไมจึงจะแก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้ยากจนแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้คำตอบในเรื่องนี้ก็คือต้องย้อนไปดูว่าในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ดี ป้ ๒๕๖๐ ก็ดี โดยเฉพาะการรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ คือฉบับปัจจุบัน ใช้หลักเกณฑ์ในการตัดสินว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบว่าอย่างไร หลักเกณฑ์ในการเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ก็คือร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ จะผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ทั่วประเทศหรือไม่ มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญประการเดียวคือใช้เสียงข้างมาก เสียงข้างมาก บอกว่าเห็นชอบก็เปึนอันเห็นชอบ เสียงข้างมากบอกว่าไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ตกไป เมื่อการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่เปึนตัวแม่ คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ฉบับป้ ๒๕๖๐ ใช้หลักเกณฑ์นี้ คำถามต่อไปจึงเปึนว่าแล้วถ้าจะไปทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา หรือจะแก้ รัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ จะใช้หลักเกณฑ์ที่แตกต่างไปได้ หรือไม่ เช่น ถ้าบอกว่าจะแก้ใหม่เปึนว่าต่อไปนี้ใช้หลักเกณฑ์ว่ามีเสียงเห็นชอบรับรองเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ก็เปึนอันใช้ได้ หรือบอกว่าต้องเห็นชอบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์จึงใช้ได้ อันนี้จะเอา อะไรมาตัดสิน ไม่มีวิธีอะไรที่จะมีหลักเหตุผลในการตัดสินเรื่องนี้ได้ดีกว่า การย้อนไปทำใช้ หลักเกณฑ์เดียวกันกับการทำประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ เอง ดังนั้น ด้วยเหตุผลอย่างนี้พรรคเพื่อไทยจึงเสนออย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่อง Double Majority เรื่องเสียงข้างมาก ๒ ชั้นนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือมันเปึนหลักเกณฑ์ กติกาที่ทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยไป รวมกับผู้ที่ไม่ออกเสียงลงคะแนนแล้วจะกลายเปึนเสียงข้างมากไปได้ แล้วก็สามารถชนะ ผู้ที่มาลงคะแนนเห็นชอบ ท่านสมาชิกหลายท่านได้ให้เหตุผล ได้ยกตัวอย่างกรณี ในต่างประเทศให้เห็นแล้วว่ากรณีแบบนี้เปึนปัญหา แต่เรากลับมาที่เดิมครับ พรรคเพื่อไทย กลับมาตรงที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ เห็นชอบในการทำประชามติกันมาด้วยหลักเกณฑ์ อย่างไรก็ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้น จึงได้เสนอเปึนร่างของพรรคเพื่อไทยซึ่งก็สอดคล้องกัน กับร่างของรัฐบาล ความจริงก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนักกับร่างของพรรคก้าวไกล เพียงแต่ว่า ผมต้องการย้ำหลักเหตุผลที่สำคัญ นอกจากนั้นแล้วในร่างของพรรคเพื่อไทยซึ่งความจริง ก็ตรงกับพรรคก้าวไกลด้วย ก็คือกำหนดเรื่องการลงประชามติในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง เพื่อให้คนมาลงคะแนนออกเสียงประชามติกันได้มาก ๆ แล้วก็เปึนการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกอย่างหนึ่งก็คือการเลือกทางจดหมายหรือทาง Online ซึ่งทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ก็เสนอตรงกัน มีที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญเปึนพิเศษอีกเรื่องหนึ่ง น่าจะมีอยู่ในร่างของ พรรคเพื่อไทยเพียงร่างเดียว ก็คือการรณรงค์ให้เปึนไปได้อย่างเสรี และทุกฝ์ายรณรงค์ อย่างไม่ถูกจำกัดสิทธิ ซึ่งเรามีประสบการณ์มาจากการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับที่ผ่านมา ที่ไม่เป่ดให้การทำประชามติเปึนไปอย่างเสรี ไม่เป่ดให้ผู้ที่เห็นต่างแสดง ความคิดเห็นหรือรณรงค์และยังมีกฎหมายว่าด้วยการห้ามบิดเบือน คำว่า บิดเบือน ก็ตีความ กว้างไปถึงการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากร่างรัฐธรรมนูญก็ถือเปึนบิดเบือน และใช้ อำนาจของคณะรัฐประหารในการจับกุม ในการดำเนินคดีกับผู้ที่เห็นแตกต่างหรือผู้ที่รณรงค์ จนกระทั่งไม่สามารถรณรงค์ได้ ในร่างฉบับนี้เราจึงต้องการจะย้ำว่าการทำประชามติที่ดี จะต้องเปึนการทำประชามติที่เสรีเปึนธรรม เป่ดให้ประชาชนทุกฝ์ายไม่ว่าจะเห็นด้วยกับ คำถาม หรือไม่เห็นด้วยกับคำถามไม่ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่เห็น ด้วยก็สามารถรณรงค์ได้อย่างเสรี สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นโดยสรุปครับท่านประธานที่เคารพ การแก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามตินี้ไม่ใช่เรื่องความพยายามที่จะแก้ปัญหาทางเทคนิคทั้งหลายทั้งปวง แต่เปึนเรื่องที่ มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ก็คือมีความสำคัญที่จะส่งผลต่อการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดย สสร. เกิดขึ้น และไม่ให้ พ.ร.บ. ว่าด้วย การออกเสียงประชามติเปึนอุปสรรคขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยหลักการ หลักเกณฑ์ ที่ตรงไปตรงมา คือร่างฉบับแม่ทำประชามติด้วยหลักเกณฑ์อย่างไร การทำประชามติ ที่จะเกิดขึ้นโดย พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติก็จะต้องเปึนไปโดยหลักเกณฑ์ เดียวกัน นอกจากนั้นจากการที่แก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติอย่างนี้จะทำให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญไม่ถูกระงับยับยั้ง ไม่ถูกขัดขวาง แต่ถ้าไม่แก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามตินี้เสียให้ถูกต้อง การทำประชามติที่เกิดขึ้นอาจจะนำไปสู่การขัดขวางการแก้ รัฐธรรมนูญ และอาจจะมีผลทำให้เราไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญกันไปได้อีกยาวนานมาก เนื่องจากจะมีการสรุปว่าประชาชนทั่วประเทศไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ ที่เปึนเรื่องสำคัญก็ตาม หรือเปึนเรื่องปลีกย่อย ก็ตาม เราเชื่อว่าในขั้นกรรมาธิการ ในขั้นแปรญัตติก็สามารถที่จะมีการหารือกันเพื่อหา ข้อสรุปที่ตรงกัน และเปึนประโยชน์สูงสุดต่อการทำให้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เปึนเครื่องมือสำคัญของประชาชนในการแสดงออกในการใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผู้เสนอญัตติ ๒ ท่านจะสรุป แล้วก็จะเปึนการลงมตินะครับ ขอเชิญท่านสมาชิก เตรียมพร้อมสำหรับการลงมติครับ เชิญท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ตามด้วยท่านภราดร ปริศนานันทกุล ครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอร่าง จะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียวครับ เพราะว่ารายละเอียดเนื้อหาสาระก็ได้อภิปราย ในตอนเป่ดแล้ว ต้องการแค่จะตอบหรือว่าชี้แจงใน ๓ ประเด็นที่มีการพูดถึงกันในช่วงของ การอภิปรายมาตลอดทั้งวันนะครับ แล้วก็จะขออนุญาตมีสไลด์ประกอบด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
ผมคิดว่าประเด็นหลักที่เรามีการ พูดคุยกันในวันนี้เกี่ยวกับการแก้ไข ก็คือเรื่องการพยายามจะปรับจากกติกาเกณฑ์ ๒ ชั้น มาเปึนเกณฑ์ ๑ ชั้น ซึ่งในบรรดา ๔ ร่าง ที่มีการเสนอสู่สภาในวันนี้ ก็จะเห็นว่า ๓ ใน ๔ ก็คือของพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย แล้วก็ของ ครม. ที่จะปรับเหลือ ๑ ชั้น แม้ว่าเกณฑ์ชั้นล่างอย่างที่ท่านจาตุรนต์ได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ก็จะมีการเขียนที่แตกต่าง ในรายละเอียดอยู่บ้าง แต่จะมีแค่ร่างเดียวคือร่างของพรรคภูมิใจไทยนะครับที่ยังคงไว้ว่า จะมีเกณฑ์ ๒ ชั้น แม้จะมีการปรับรายละเอียดบางประการด้วยก็ตาม
ในประเด็นที่ ๑ ก็อยากจะชี้แจงเพื่อให้เพื่อนสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย สบายใจ ว่าหลังจากฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกคุณภราดรแล้วก็เข้าใจถึงเจตนาของทาง พรรคภูมิใจไทยที่ต้องการจะคง ๒ ชั้นไว้ ส่วนหนึ่งก็เปึนเพราะว่าต้องการให้ความสำคัญ กับประเด็นเรื่องของสัดส่วนการออกมาใช้สิทธิ พูดง่าย ๆ คือการคงเกณฑ์ชั้นบนไว้เปึนการ คงไว้ซึ่งเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับขั้นต่ำของจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง แต่ในเมื่อ เพื่อนสมาชิกเห็นว่าประชามติมักจะถูกใช้กับประเด็นที่สำคัญก็ควรที่จะมีการกำหนดเกณฑ์ ในลักษณะนี้ ผมย้ำอีกรอบหนึ่งนะครับว่าในเชิงหลักการผมไม่ติดใจเกี่ยวกับเรื่องกติกา ของการมีเกณฑ์ ๒ ชั้น หรือว่า Double Majority แต่ผมกังวลในเชิงปฏิบัติ นั่นคือว่า ถ้าทุกคนออกมาใช้สิทธิอย่างตรงไปตรงมา แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา การมีเกณฑ์ ๒ ชั้นจะไม่เปึนปัญหาเลย แต่สิ่งที่เรากังวลกันในเชิงปฏิบัติ ก็คือฝ์ายที่อาจจะรู้ตัวว่าอาจจะ แพ้ในการทำประชามติ คือฝ์ายที่อาจจะมีความเห็นว่าไม่เห็นชอบกับประเด็นที่ถูกถาม แล้วรู้ว่ามีจำนวนน้อยกว่าฝ์ายที่เห็นชอบกับประเด็นที่ถูกถามอาจจะเลือกใช้วิธีอย่าง ไม่ตรงไปตรงมา แล้วรณรงค์ให้ทุกคนนั้นอยู่บ้านแล้วก็ไม่ออกมาใช้สิทธิ ซึ่งถ้าเปึนเช่นนั้น ก็จะทำให้ประชามติถูกคว่ำไปโดยไม่ผ่านเกณฑ์ชั้นบน ทั้ง ๆ ที่ฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยมีน้อยกว่า ฝ์ายที่เห็นด้วยนะครับ ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหานี้ในเชิงปฏิบัติก็จำเปึนที่ต้องมีการยกเลิกเกณฑ์ ชั้นบนนะครับ เพราะฉะนั้นยืนยันว่าไม่ได้ไม่ให้ความสำคัญกับสัดส่วนคนออกมาใช้สิทธิ เข้าใจถึงหลักการที่อยู่เบื้องหลังการมีเกณฑ์ ๒ ชั้น แต่ว่ากังวลในเชิงของปัญหาเชิงปฏิบัติ
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานต้องขออนุญาตชี้แจงจริง ๆ อันนี้ขออนุญาตเรียน กับท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ท่านฐากรจากพรรคไทยสร้างไทย แล้วขอไปที่สไลด์ ถัดไป เผอิญว่าท่านฐากรมีการโชว์สไลด์หนึ่งครับ ซึ่งมีการพูดถึงร่างของทั้ง ๔ ฉบับ รวมถึง ร่างฉบับปัจจุบันด้วย และมีความพยายามในการจัด ผมใช้คำพูดของท่านนะครับ ความหนักเบา ของแต่ละร่างเกี่ยวกับเรื่อง Single กับ Double Majority แต่ละคนจะมีความเห็นว่าควรจะ หนักเท่าไร เบาเท่าไร อันนั้นผมคิดว่าเปึนดุลยพินิจของทุกคน ผมคงไม่เสียเวลาอภิปราย แต่ที่ผมจำเปึนต้องชี้แจงเกี่ยวกับสไลด์นี้ เพราะว่ามันมีข้อเท็จจริงที่มันคลาดเคลื่อนไปบ้าง แล้วอาจจะทำให้ประชาชนที่รับชมอยู่นั้นอาจจะเข้าใจข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไป ถ้าเราไปดูการ พยายามจัดลำดับความหนักเบาของเพื่อนสมาชิก ท่านฐากรนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านพยายามจะจัดลำดับโดยการ มีคอลัมน์นะครับ หรือว่าแถวแนวตั้งอยู่ ๓ แนวตั้งด้วยกัน แนวตั้งที่ ๑ เปึนการพูดถึงสัดส่วนผู้ออกมาใช้สิทธิ ซึ่งอันนี้ท่านก็ได้สรุปไว้อย่างแม่นยำ ก็คือว่ามี ๓ ร่าง ก็คือร่างของพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย ครม. ที่ไม่มีการกำหนดเกณฑ์ ชั้นบนตรงนี้ และมีแค่ ๒ ร่างนะครับ ก็คือร่างปัจจุบันแล้วร่างของพรรคภูมิใจไทยที่กำหนดเกณฑ์ชั้นบน ดังนั้นก็ถูกต้องครับว่า ๓ ร่างของพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย แล้วก็ ครม. นั้นก็จะมี ความเบาตามนิยามของท่านมากกว่าร่างของทางพรรคภูมิใจไทย หรือว่ากฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบัน ดังนั้นไม่ติดใจในการบอกว่า ๓ ร่างบนอยู่ข้างบน คือ ๓ ร่างอยู่ข้างบน แล้วก็ ๒ ร่างที่อยู่ข้างล่าง แต่พอมาคอลัมน์ที่ ๒ กับคอลัมน์ที่ ๓ อันนี้เปึนสิ่งที่จำเปึนที่จะต้องชี้แจง ท่านพยายามจะจัดความหนักเบาโดยการคำนึงถึง ๒ ปัจจัย ปัจจัยที่ ๑ ก็คือว่าแต่ละร่างเขียนเกี่ยวกับเกณฑ์ชั้นล่างอย่างไร ว่าจะใช้เสียงเกิน กึ่งหนึ่งหรือเสียงข้างมาก ส่วนคอลัมน์ที่ ๓ เปึนการพูดถึงเรียกว่าเงื่อนไขเพิ่มเติม แล้วก็มี การพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ในเมื่อร่างของพรรคก้าวไกลในเซตข้างบนกับร่างปัจจุบันในเซต ข้างล่างไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ดังนั้นหมายความว่าร่าง ๒ ร่างดังกล่าวนี้มีความ หนักน้อยกว่า หรือว่ามีความเบามากกว่าร่างอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน ก็ต้องชี้แจงแบบนี้นะครับ ว่าทำไมในส่วนพรรคก้าวไกลเราถึงไม่เขียนกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ก็เพราะว่าถ้าเราขยับมา คอลัมน์ ๒ พรรคก้าวไกลเขียนชัดครับว่า ในส่วนของเกณฑ์ชั้นล่างประชามติจะผ่านก็ต่อเมื่อ ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง สมมุตินะครับมีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียง อยู่ ๑๐ คน นั่นหมายความว่าตราบใดที่มีอย่างน้อย ๖ คน ที่ลงคะแนนเห็นชอบถือว่าผ่าน คือต้องเกินกึ่งหนึ่ง ถ้ามีแค่ ๔ คนลงคะแนนเห็นชอบถือว่าไม่ผ่านนะครับ ดังนั้นในเมื่อ มันเกินกึ่งหนึ่งมาแล้วอยู่ที่ ๖ คน อีก ๔ คน ที่เหลือเขาจะลงคะแนนไม่เห็นชอบกี่คน หรือว่า ลงคะแนนงดออกเสียงกี่คนมันไม่สำคัญแล้ว เพราะว่าคะแนนเห็นชอบหรือ Yes มันเกิน กึ่งหนึ่งไปแล้ว ดังนั้นมันไม่จำเปึนต้องเขียนเงื่อนไข เพราะมันหนัก หรือว่าเงื่อนไขมันหนัก กว่าที่ต้องไปกำหนดเพิ่มเติมอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ร่าง เช่นร่างของพรรคเพื่อไทยกับ พรรคภูมิใจไทยต้องเขียนเงื่อนไขเพิ่มเติม ก็เพราะว่าเขาไม่ได้เขียนเกณฑ์ชั้นล่างโดยการ กำหนดเปึนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่เขียนเปึนเสียงข้างมาก นั่นหมายความว่าสมมุติมีผู้ออกมา ใช้สิทธิออกเสียงอยู่ ๑๐ คนเหมือนตัวอย่างเดิม และสมมุติมีคนลงคะแนนเห็นชอบ ๔ คน ตรงนี้มันสำคัญแล้วครับว่าอีก ๖ คนที่เหลือนี้ลงคะแนนอย่างไร ถ้าเกิดว่าทั้ง ๖ คนลงคะแนน ไม่เห็นชอบก็ถือว่าไม่ผ่านเพราะว่าเปึนเสียงข้างมาก แต่ถ้าสมมุติว่าคนลงคะแนนไม่เห็นชอบ อยู่ ๓ คน งดออกเสียงอยู่ ๓ คน อันนี้ถือว่าผ่าน ดังนั้นอันนี้เลยเปึนเหตุผลว่าทำไมพอเขียน เกณฑ์ชั้นล่างเปึนเสียงข้างมากร่างของพรรคเพื่อไทยกับร่างของพรรคภูมิใจไทยจึงจำเปึนต้อง มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อบอกว่า เสียงที่เห็นชอบจะมากกว่าเสียงที่ไม่เห็นชอบ อย่างเดียวไม่พอ หรือว่าเสียงที่เห็นชอบนั้นจะต้องมากกว่าเสียงที่งดออกเสียงด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าเอาตามข้อเท็จจริงความเห็นนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เอาตามข้อเท็จจริงมันจึงเคยเปึน เหตุผลว่าทำไมร่างของพรรคก้าวไกล แล้วก็ร่างปัจจุบันถึงไม่มีการใส่ข้อกำหนดเพิ่มเติมใน คอลัมน์ที่ ๓ ดังนั้นถ้าจะเรียงตามความหนักเบาต้องเรียงตามตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในสไลด์ ด้านซ้าย หรือว่าด้านซ้ายของสไลด์ ก็คือว่าถ้าเอาตามข้อเท็จจริงเลย หนักสุดก็คือร่าง ฉบับปัจจุบัน รองลงมาด้วยร่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้ง ๒ ร่างมีเกณฑ์ ๒ ชั้น พอขยับเข้ามา เกณฑ์ชั้นเดียวหนักที่สุดซึ่งหนักเท่ากันก็จะเปึนร่างของพรรคก้าวไกลกับ ครม. แล้วก็เบาที่สุด จะเปึนร่างของพรรคเพื่อไทย อันนี้ไม่ได้ใส่ความเห็นว่าควรจะหนักเบาเท่าไร แต่แค่พยายาม จะชี้แจงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าทำไมถึงเขียนกฎหมายออกมาเปึนลักษณะนี้
ส่วนประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน อันนี้เอาสไลด์ลงได้ ตลอดการอภิปราย ในวันนี้ผมก็พยายามฟังแล้วก็จดประเด็นที่เพื่อนสมาชิกทุกคนได้อภิปราย ก็ค้นพบครับว่า หลายคนนั้นอภิปรายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวคำถามประชามติ เข้าใจได้เปึนเรื่องที่ หลายคนห่วงใย แล้วก็ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติผ่านไป ขั้นตอนถัดไปก็ต้องมา ถกกันเรื่องคำถามประชามติ แล้วพอเห็นคำถามที่ ครม. เสนอมาก็เข้าใจได้ว่าหลายคน ก็มีหลากหลายความเห็น บางคนก็ใช้เวทีวันนี้ในการพยายามจะอภิปรายว่าทำไมจะต้องมี คำถามที่กำหนดชัดเจนเลยว่าไม่ให้มีการแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ บางคนก็อภิปรายว่าทำไม คำถามควรจะเป่ดกว้าง แต่เรียนด้วยความเคารพครับท่านประธาน ไม่เกี่ยวข้องกับวาระวันนี้ เลยครับ เรื่องของคำถามประชามติจะออกแบบอย่างไรไม่ได้อยู่ในตัวเนื้อหาสาระของ ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ดังนั้นสิ่งที่ผมเสนอครับ ในเมื่อเพื่อนสมาชิก หลายคนมีความสนใจมากที่จะคุยกันเรื่องคำถามประชามติ เดี๋ยวผมจะรวบรวมเพื่อนสมาชิก จากพรรคก้าวไกลลงญัตติเสนอเรื่องของคำถามประชามติ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ มาตรา ๙ (๔) มาคุยกันในสภาแห่งนี้ แล้วก็หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อน สมาชิกจากทุกพรรคการเมืองที่อยากจะมาคุยกันเรื่องคำถามประชามติ เพื่อเราจะได้มีเวลา เต็มที่ในการมาพูดคุยกันว่า ตกลงคำถามที่ทาง ครม. เสนอนั้นเหมาะสมหรือไม่ หรือว่าใคร ในที่แห่งนี้จะใช้กลไก พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา ๙ (๔) เพื่อเสนอคำถาม ที่เรามองว่าเหมาะสมกว่าหรือเปล่าสำหรับประชามติครั้งแรกที่จะเกิดขึ้นทันทีที่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติถูกแก้ไขเสร็จ ก็สรุปทิ้งท้ายครับว่าในส่วนของคำถาม แม้ว่าทางก้าวไกลกับรัฐบาลจะยังเห็นต่างกัน แต่ในส่วนของการแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วย การออกเสียงประชามติเราก็พร้อมจะยินดีสนับสนุนทั้ง ๔ ร่างในวันนี้ แล้วไปคุยต่อเพิ่มเติม ในรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ เชิญท่านภราดรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียวครับเพื่อสรุปญัตติ เมื่อสักครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในทั้ง ๔ ร่าง ที่เสนอแก้ไขร่างประชามติมา ซึ่งผมบอกตั้งแต่แรกว่าผมไม่ขัดข้อง และผมเห็นด้วยกับการ ที่จะต้องมาแก้ไขในเรื่องของกฎหมายประชามติที่เปึน Double Majority อยู่ในขณะนี้ แต่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนิดเดียวครับว่า มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านเมื่อสักครู่นี้ แม้กระทั่งคุณพริษฐ์เองก็ยังเหมือนกับว่าไม่เข้าใจในตัวร่างของผม ยังบอกว่าร่างของ พรรคภูมิใจไทยเปึน Double Majority หรือมีเกณฑ์ ๒ ชั้นอยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันเปึนเกณฑ์ ชั้นเดียว คือเกณฑ์ชั้นบน ส่วนเกณฑ์ชั้นล่างนี่ไม่มีแล้ว ส่วนเกณฑ์ชั้นบนผมก็ได้อธิบายไป ตั้งแต่ตอนแรกว่า เกณฑ์ชั้นบนที่ตั้งเอาไว้นี้เพียงเพื่อต้องการให้เกิดความชอบธรรมในการที่ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเปึนเรื่องที่ยุ่งยาก และเปึนเรื่องที่ยากและเปึนเรื่องที่ทำไม่ได้ เหมือนอย่างกฎหมายประชามติที่เปึนอยู่ใน ขณะนี้ เราเห็นถึงปัญหาเหมือนกันและเราตั้งใจที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ เราตั้งใจที่จะให้เกิดรัฐธรรมนูญของประชาชนที่มาจากการร่างของ สสร. ซึ่งมาจากประชาชน เหมือนกัน ปลายทางเราเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราพยายามที่จะทำล็อกเอาไว้ชั้นบน เพราะต้องการที่จะเห็นความชอบธรรมในการแก้ไขกฎหมายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ ชอบหรือไม่ชอบแล้วแต่ แต่สิ่งที่ ปฏิเสธไม่ได้ คือเขาผ่านการทำประชามติจากประชาชน ๒๗ ล้านคน เห็นด้วย ๑๖.๘ ไม่เห็นด้วย ๑๐.๖ จะเกิดอะไรขึ้นครับหากว่าไม่มีเกณฑ์ชั้นบนเลย หมายความว่าเช่นมีคนมา ทำประชามติในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญเพียง ๑ ล้านคน เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมยกให้ทั้งหมดเลย ๑ ล้านคนเห็นด้วยทั้งหมดในการแก้รัฐธรรมนูญ คนที่เขาไม่อยากให้แก้ รัฐธรรมนูญในประเทศนี้มีเยอะแยะมากมายมันจะเกิดคำถามกับคนพวกนี้ทันทีว่า ๑ ล้านคน ที่คุณออกมาใช้สิทธินี้ เมื่อเทียบกับคน ๒๗ ล้านคนที่เขาออกมาใช้สิทธิเมื่อป้ ๒๕๕๙ กับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ มันเทียบกันไม่ได้นี่คือสิ่งที่พวกผมเปึนห่วงเท่านั้นเอง แต่ตัวเลข กึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิไม่เปึนไร ผมเพียงยกเปึนตุ๊กตาขึ้นมาว่ามันควรจะต้องมีเกณฑ์อย่างน้อย ขั้นต่ำ ว่าจะต้องมีเกณฑ์เท่าไรสำหรับผู้ที่ออกมาใช้สิทธิในเกณฑ์ชั้นบน เพื่อที่จะสร้าง ความชอบธรรมให้เกิดขึ้นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเท่านั้น นี่คือเจตนาเท่านั้น เพราะฉะนั้นในชั้นกรรมาธิการพวกผมก็ไม่ติดใจเช่นเดียวกัน ถ้าจะใช้ร่างของ ครม. เปึนหลัก ซึ่งจะใช้ร่างของ ครม. เปึนหลัก แล้วกรรมาธิการจะไปปรับแก้กันเปึนไม่มี Double Majority หรือจะเปึนเกณฑ์ชั้นเดียวจะเปึนเกณฑ์ชั้นล่าง ไม่ติดใจครับ เพียงแต่จะตั้งเปึนข้อสังเกตว่า จำนวนของผู้ที่มาใช้สิทธิในการลงประชามติ ในการแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนเรื่องใหญ่ จำเปึนที่จะต้องมีจำนวนมากพอเพื่อสร้างความชอบธรรมในการที่จะขอฉันทามติเพื่อ เดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลายทางของเราตรงกัน คือการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เปึนประชาธิปไตยและการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มาจากพี่น้องประชาชน ปลายทางตรงกัน เพราะฉะนั้นในชั้นกรรมาธิการผมอาจจะไม่ได้เข้าไปเปึนกรรมาธิการ ก็ฝากกรรมาธิการ ด้วยว่า ให้คำนึงถึงเกณฑ์ในการที่จะกำหนดให้คนที่ออกมาใช้สิทธินี้มีจำนวนมากพอสมควร ที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกครับ ยินดีต้อนรับครับ
เรียนท่านสมาชิกครับ ตอนนี้ผู้เสนอญัตติทั้ง ๔ ร่าง ก็ได้เสนอและ มีการอภิปราย และได้สรุปเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปจะเปึนการลงมติครับ ขอเชิญ สมาชิกเข้าห้องประชุมครับเนื่องจากเราป่ดเทอมกันไปนาน เดี๋ยวให้โอกาสแต่ละท่าน ไปรับบัตรก่อน เราไม่ได้เร่งรีบนะครับ เพื่อที่เราจะได้มีความแน่นอนในเรื่องของการ ลงคะแนนด้วยอิเล็กทรอนิกส์นะครับ เชิญท่านสมาชิกรับบัตรนะครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานยังไม่ได้กดออดเรียกถูกไหมครับ แค่เชิญสมาชิกก่อนใช่ไหมครับ
ยังครับ แค่เชิญสมาชิกครับ เวลาพอสมควรแล้วนะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ
(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
สมาชิกครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตนครับ
๔๒๘ แสดงตนค่ะ
๔๒๘ ครับ
ขออนุญาตท่านประธาน ๑๕๒ แสดงตนค่ะ
๑๕๒ ครับ
กราบเรียนท่านประธานคะ ๑๑๘ ฐิติมา ฉายแสง ค่ะ
๑๑๘ แสดงตนครับ
ท่านประธานครับ ๓๒๗ วรสิทธิ์ กัลปีตินันท์ แสดงตนครับ
๓๒๗ นะครับ
ท่านประธานคะ ๔๐๓ สรัสนันท์แสดงตนค่ะ
๔๐๓ ครับ ยังมีเวลานะครับ เชิญไปรับบัตรได้นะครับ เดี๋ยวจะได้ลงมติไม่ผิดพลาดนะครับ เมื่อสักครู่ท่านสรัสนันท์นะครับ ๔๐๓ ครับ
ท่านประธานครับ ๓๒๔ ผม วรวัจน์ ขอแสดงตนครับ
๓๒๔ ครับ
ท่านประธานครับ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ๓๒๐ แสดงตนครับ
๓๒๐ ครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ พ.ร.บ. นี้สำคัญนะครับ อยากให้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตานะครับ
ท่านประธานครับ นายนพดล ๑๗๗ แสดงตนครับ
๑๗๗ ครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หมายเลข ๒๔ แสดงตนครับ
ครับ ๒๔ นะครับ คุณหมอครับ
วิรัช พิมพะนิตย์ ๓๔๔ แสดงตนครับ
๓๔๔ แสดงตนครับ
๓๒๒ แสดงตนค่ะ
๓๒๒ ครับ
ท่านประธานคะ ๒๒๙ แสดงตนค่ะ
๒๒๙ นะครับ
ท่านประธานครับ ๒๔๐ แสดงตนครับ
๒๔๐ ครับ
ท่านประธานครับ ๑๘๐ แสดงตน
๑๘๐ ครับ คิดว่าครบถ้วนแล้วนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ผมขอป่ดการแสดงตนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ เปึน ๔๔๑ ท่าน ที่กดด้วยอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็บวกอีก ๑๔ ท่าน เปึน ๔๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไป ขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๔ ฉบับหรือไม่ เปึนการลงมติครั้งเดียวรวมทั้ง ๔ ฉบับครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ
ท่านประธานครับ ใช้สิทธิ แสดงตนหรือใช้สิทธิลงคะแนนครับ
ขออภัยด้วยครับ ขออภัยนะครับ ขอถามใหม่ผมสับสนเล็กน้อยนะครับ ไม่ต้องแสดงตนแล้ว เราแสดงตนอยู่ที่ ๔๕๕ ท่านนะครับ ต่อไปจะเปึนการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นไม่ควรรับหลักการ โปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมครับ
ท่านประธานคะ ๔๒๘ เห็นด้วยค่ะ
๔๒๘ เห็นด้วยครับ ถ้าไม่มีแล้วผมขอป่ดการลงคะแนนครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๑ ท่าน บวก ๑ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๔๕๐ ท่าน บวก ๑ ท่านครับ ไม่เห็นด้วย ๐ งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๐ ครับ เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๔ ฉบับครับ
ในกรณีที่ประชุมมีมติรับหลักการจะขอเชิญเสนอคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอจำนวนกรรมาธิการ ๓๑ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ๓๑ ท่าน เปึนสัดส่วนของรัฐมนตรี จำนวน ๗ ท่าน และเปึนสัดส่วน กรรมาธิการของแต่ละพรรคการเมือง ๒๔ ท่านครับ ขอเชิญคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อ กรรมาธิการครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนอื่นดิฉันต้องขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้พิจารณารับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติในวาระที่ ๑ นี้นะคะ การแก้ไข พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ถือเปึนก้าวสำคัญของการพัฒนา ระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามตินี้เปึนเครื่องมือสำคัญ ที่จะทำให้ประชาชนแสดงเจตจำนงต่าง ๆ ได้อย่างเสรี ดิฉันเชื่อว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาให้การออกเสียงประชามติที่ไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังจะช่วยสร้างระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยมีความมั่นคง แล้วก็เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ต้องขอบคุณท่านประธานสภา แล้วก็สมาชิกทุกท่าน ดิฉันขอเสนอกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ ๑. นายนิกร จำนง ๒. ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ๓. ศาสตราจารย์พิเศษชัยเกษม นิติสิริ ๔. นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ๕. ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร ๖. นางสาวอุดมลักษณ์ บุญสว่าง ๗. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเปึนพรรคก้าวไกล จำนวน ๗ ท่านครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส. แบบแบ่งเขตจังหวัดสมุทรสาคร พรรคก้าวไกล ขออนุญาต เสนอกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล จำนวน ๗ ท่าน ๑. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ๒. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๓. นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ ๔. นายถวิล ไพรสณฑ์ ๕. นายกฤต แสงสุรินทร์ ๖. นายปกปัอง จันวิทย์ และ ๗. นายป่ยบุตร แสงกนกกุล ขอบคุณครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญพรรคเพื่อไทยครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๕ ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ๑. รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ๒. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ๓. นายนิคม บุญวิเศษ ๔. นายยุทธพร อิสรชัย ๕. นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ๖. นายกฤช เอื้อวงศ์ และ ๗. นายเอกชัย ไชยนุวัติ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้อง เชิญพรรคภูมิใจไทยครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประดิษฐ์ สังขจาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติออกเสียง ประชามติ สัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. นายศุภชัย ใจสมุทร ๒. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ๓. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคพลังประชารัฐครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขต ๗ พรรค พลังประชารัฐ ท่านประธานครับ กระผมขอเสนอกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ๒ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. คุณศรัณยา สุวรรณพรหม ๒. คุณอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ขอบพระคุณครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
รับรอง ถูกต้องครับ เชิญพรรครวมไทยสร้างชาติครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติของพรรค จำนวน ๒ ท่าน ท่านแรกท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านที่ ๒ ท่านเจือ ราชสีห์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญพรรคประชาธิปัตย์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการศึกษาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน คือท่านยุทธการ รัตนมาศ ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ขอเชิญพรรคชาติไทยพัฒนาครับ
ท่านประธานที่เคารพ เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วน ของพรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอนางป่ยะนาถ รอดมุ้ย ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคสุดท้ายเชิญพรรคประชาชาติครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี เขต ๕ ขอเสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู เปึนกรรมาธิการวิสามัญในส่วนของพรรคประชาชาติ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ ตอนนี้ทุกพรรคเสนอชื่อเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอเชิญเลขาธิการ อ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๓๑ ท่าน ๑. นายนิกร จำนง ๒. ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ๓. ศาสตราจารย์พิเศษชัยเกษม นิติสิริ ๔. นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ๕. ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร ๖. นางสาวอุดมลักษณ์ บุญสว่าง ๗. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย ๘. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ๙. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๐. นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ ๑๑. นายถวิล ไพรสณฑ์ ๑๒. นายกฤต แสงสุรินทร์ ๑๓. นายปกปัอง จันวิทย์ ๑๔. นายป่ยบุตร แสงกนกกุล ๑๕. รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ๑๖. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ๑๗. นายนิคม บุญวิเศษ ๑๘. นายยุทธพร อิสรชัย ๑๙. นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ๒๐. นายกฤช เอื้อวงศ์ ๒๑. นายเอกชัย ไชยนุวัติ ๒๒. นายศุภชัย ใจสมุทร ๒๓. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ๒๔. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๒๕. นางศรัณยา สุวรรณพรหม ๒๖. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ๒๗. นายวิทยา แก้วภราดัย ๒๘. นายเจือ ราชสีห์ ๒๙. ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ ๓๐. นางป่ยะนาถ รอดมุ้ย และ ๓๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู
รายชื่อ กรรมาธิการถูกต้องนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ เมื่อสักครู่นี้ ผมไม่ทันที่จะกด อีกเสียงหนึ่งขอหารือท่านประธาน บันทึกผมเห็นด้วย ลงมติเมื่อสักครู่นี้ ไม่ทันที่จะลงครับ ๓๒๕ ครับ
อาจารย์ขานชื่อเลยครับ
๓๒๕ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู เห็นด้วยครับ
ฝ์ายเลขานุการบันทึกนะครับ ต่อไปจะเปึนการกำหนดระยะการแปรญัตติ ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอระยะเวลาในการแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองครับ
ระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน เนื่องจากมีการรับร่างพระราชบัญญัติมากกว่า ๑ ฉบับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกเสนอว่าจะใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับใดเปึนหลักในการพิจารณาวาระที่ ๒ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอให้ใช้ร่างของ ครม. เปึนร่างหลักในการพิจารณาครับ ขอผู้รับรองครับ
ไม่มีฝ์ายใด เสนอร่างอื่นนะครับ เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดย คณะรัฐมนตรีเปึนหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ เปึนอันสิ้นสุดระเบียบวาระที่ ๔
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่ ได้พิจารณารวมกับวาระเรื่องด่วนแล้ว ท่านสมาชิกครับ วันนี้กับพรุ่งนี้จะมีโต๊ะข้างหน้าที่ฝ์ายเลขาธิการของรัฐสภาจะขอความเห็น พี่น้องสมาชิกในการปรับปรุงโครงสร้างข้าราชการรัฐสภาว่าท่านอยากเห็นหน่วยไหนมีการ พัฒนาไปในส่วนไหนอย่างไรบ้างนะครับ
ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ ขอปรึกษาเรื่องสำคัญ ระบบเสียงข้างหลังฟังไม่ได้ยินเลยครับท่านประธาน เกรงจะมี ผลกระทบต่อการประชุมงบประมาณ ๓ วันติดต่อไป ฟังไม่ได้ยินเลย แอร์ก็ร้อน อย่างไร ก็ขอกราบเรียนท่านประธานหน่อยนะครับ
ห้องประชุมนี้ถ้าทุกคนพูดพร้อมกันเสียงจะเปึนแบบนี้เลย แล้วก็เครื่องเสียงเราก็มี ความจำกัด อย่างไรเดี๋ยวรบกวนสมาชิกจำกัดการใช้เสียงในห้องประชุมด้วย ผมแจ้งต่อก็คือ ที่หน้าห้องประชุมจะมีการรับฟังความเห็นพี่น้องสมาชิกในการพัฒนาระบบข้าราชการรัฐสภา ก็เชิญแสดงความคิดเห็นได้เลย ถ้ามีประสบการณ์กับฝ์ายวิชาการ ฝ์ายกฎหมาย ฝ์ายกรรมาธิการ ท่านอยากเห็นการปรับปรุงให้เปลี่ยนแปลง ให้ทันสมัย หรือตรงกับ ความต้องการของท่านมากที่สุดอย่างไรเชิญให้ความเห็นได้ที่โต๊ะข้างหน้าห้องประชุม และส่วนความเห็นของท่านอดิศร ขอเชิญเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลังการประชุมวันนี้ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีความพร้อมในการประชุมงบประมาณในวันพรุ่งนี้ครับ
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
ท่านสมาชิกครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วครับ ผมขอป่ด การประชุมครับ
เลิกประชุมเวลา ๑๔.๕๐ นาําิกา