ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติทั้ง 4 ฉบับ โดยเน้นความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเสรีและทั่วถึงผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ หรือไปรษณีย์ และเสนอให้ปรับระบบการผ่านประชามติจากเสียงข้างมากสองชั้นเป็นชั้นเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากผู้ไม่มาใช้สิทธิ พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศเพื่อชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของระบบเดิม และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมสนับสนุนกฎหมายดังกล่าวโดยไม่แบ่งฝ่าย เพื่อให้ประชามติกลายเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาประเทศและผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอ มีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติทั้ง ๔ ฉบับ โดยเฉพาะฉบับที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย โดยท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และผมขอชี้ให้เห็น ถึงความจำเปึนที่เราจะต้องแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อเปึนการถอดสลักตัวแรกครับ ที่เปึน พันธนาการในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
ท่านประธานครับ การออก เสียงประชามติเองไม่ได้ใช้เปึนกลไกสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น แต่ในสากล การออกเสียงประชามติสามารถใช้เพื่อการแก้ปัญหาอื่น ๆ หรือหาข้อยุติในสังคมในเรื่องที่ สังคมต้องการคำตอบ หรือต้องการฉันทามติร่วมกันครับ พ.ร.บ. ประชามติที่ดีจึงมี ความจำเปึนจะต้องเป่ดกว้างให้สามารถรณรงค์ได้กว้างขวาง ให้มีการออกเสียงได้กว้างขวาง แล้วก็ต้องสอดคล้องกับบริบทของประเทศ โดยไม่เปึนการบิดเบือนเจตนารมณ์ของผู้ออกมา ใช้สิทธิครับ พรรคเพื่อไทยเราเห็นครับว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบันมีปัญหามาสักพักแล้วครับ ท่านประธาน เราจึงได้มีการเข้าชื่อร่วมกัน แล้วก็เสนอร่างแก้ไขฉบับนี้เข้าสู่สภาเปึน พรรคแรกตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งโดยส่วนตัวผมเห็นชอบกับหลักการของ พรรคเพื่อไทยทั้ง ๔ เรื่องใหญ่ครับ
ในประเด็นแรกครับ คือการเป่ดให้สามารถออกเสียงประชามติพร้อมกับ การเลือกตั้งทั่วไปหรือว่าเลือกตั้งท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันได้
ประเด็นที่ ๒ ให้การออกเสียงประชามติสามารถทำได้ผ่านช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์หรือว่าช่องทางไปรษณีย์ได้
ประเด็นที่ ๓ เป่ดให้มีการรณรงค์ในการรับหรือไม่รับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ต่อการออกเสียงประชามตินั้น อย่างกว้างขวางโดยในเรื่องนี้ในป้ ๒๕๕๙ เพื่อรับรอง รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เราประสบปัญหาอย่างชัดเจนครับว่า ผู้ที่ออกมารณรงค์ไม่เห็นด้วย กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่สามารถรณรงค์ได้อย่างกว้างขวาง
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๔ คือการปรับเงื่อนไขการผ่านประชามติจากเดิม ที่เปึนระบบเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือระบบ Double Majority เปึนระบบเสียงข้างมาก ชั้นเดียว หรือเปึนระบบเสียงข้างมากแบบธรรมดาในร่างของพรรคเพื่อไทย ที่เรียกว่าระบบ Plurality ครับ
นอกจากนั้นครับท่านประธาน ผมยังสนับสนุนร่างของคณะรัฐมนตรีครับ ที่มีหลักการเพิ่มเติมอีก ๑ ประเด็นครับ คือให้กรณีที่มีการออกเสียงประชามติพร้อมกัน กับการจัดเลือกตั้งอื่นใด สามารถใช้หน่วยเลือกตั้งของการลงคะแนนครั้งนั้น ๆ เปึนหน่วย หน่วยเลือกตั้งในการออกเสียงประชามติได้เลย โดยในส่วนการอภิปรายของผมจะเน้นลงไป ในรายละเอียดของความจำเปึนที่เราจะต้องแก้ไขเงื่อนไขเรื่อง Double Majority ให้เปึน ระบบเสียงข้างมากในลักษณะอื่นครับ ย้อนกลับไปดูมาตรา ๑๓ ของพระราชบัญญัติ ฉบับปัจจุบันที่ว่าด้วยเรื่องการ Double Majority ร่างพระราชบัญญัติปัจจุบันกำหนดไว้ว่า การทำประชามติจะได้ข้อยุติได้จะต้องผ่าน ๒ เงื่อนไขด้วยกันครับท่านประธาน เงื่อนไขแรก คือมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง และเงื่อนไขที่ ๒ คือเสียง สนับสนุนของผู้ออกมาใช้สิทธิจะต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งหรือมากกว่าครึ่งหนึ่งเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้ เราจึงเรียกว่าเปึนระบบ Double Majority ซึ่งอาจจะดูเหมาะสมครับ แต่ผมอยากจะ ชี้ให้เห็นว่าอาจจะไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพราะอาจจะนำไปสู่การตีความ การลงคะแนนที่ผิดเพี้ยนไปครับ ผมขอฉายภาพให้เห็นอย่างนี้ครับว่า การลงคะแนน แต่ละครั้ง เมื่อลงคะแนนสิ้นสุดแล้วเราจะสามารถแบ่งผู้มีสิทธิลงคะแนนได้เปึน ๔ กลุ่มครับ ท่านประธาน กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ออกมาลงคะแนนเห็นด้วย กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มลงคะแนนไม่เห็นด้วย กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มที่ออกมาใช้สิทธิ แต่อาจจะงดออกเสียงหรือทำบัตรเสีย และกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่ไม่มาใช้สิทธิ ในระบบ Double Majority คือระบบล็อก ๒ ชั้น อย่างที่ผมฉายภาพ ให้เห็นเปึนล็อกข้างซ้ายและล็อกข้างขวาครับท่านประธาน ล็อกข้างซ้ายนั่นคือผู้มาใช้สิทธิ จะต้องมีจำนวนมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิลงคะแนน หรือนั่นหมายความว่ากลุ่ม ๑ กลุ่ม ๒ และกลุ่ม ๓ รวมตัวกันจะต้องมากกว่ากลุ่ม ๔ หรือว่ามากกว่าผู้ไม่มาใช้สิทธิ ในระหว่างที่ล็อกด้านขวาเปึนการล็อกว่าผู้เห็นด้วยจะต้องมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของ ผู้มาใช้สิทธิ หรือหมายความว่ากลุ่ม ๑ จะต้องได้คะแนนเห็นชอบมากกว่ากลุ่ม ๒ และกลุ่ม ๓ รวมคะแนนกัน ระบบนี้เหมือนจะเปึนระบบที่เหมาะสมครับ เพราะว่าการผ่านประชามติเอง ก็ควรจะมีเสียงสนับสนุนที่กว้างขวาง แล้วก็มีผู้ออกมาใช้สิทธิที่กว้างขวาง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ระบบ Double Majority เองอาจจะเปึนระบบที่ตีความเสียงของผู้ออกมาใช้สิทธิผิดเพี้ยนไป เพราะเปึนการนำกลุ่ม Non-Voter หรือกลุ่มผู้ไม่มาใช้สิทธิอาจจะด้วยการสละสิทธิ ด้วยเหตุผลใดก็ตามนำมาร่วมในการพิจารณาด้วย ซึ่งสิ่งนี้เปึนปัญหาหากเกิดมีการรณรงค์ Boycott การลงคะแนนโดยกลุ่มไม่เห็นด้วย ทำให้กลุ่มไม่เห็นด้วยเหล่านี้รวมมาเปึนกลุ่ม ไม่มาใช้สิทธิ อาจจะทำให้ผู้มาใช้สิทธิมีไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็เปึนได้ ผมยกตัวอย่างการทำ ประชามติ ๒ ครั้งที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ในอดีตวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๐ เราเคยทำ ประชามติครั้งแรกเพื่อเปึนการรับรองรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในวันนั้นมีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียง ๕๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ เพื่อรับรองรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ในวันนั้นเองก็มีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียง ๕๙ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน การออกเสียง ประชามติเพื่อรับรองรัฐธรรมนูญเปึนการออกเสียงประชามติที่ประชาชนให้ความสนใจ และมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางมากที่สุด เปึนเรื่องใหญ่ในสังคมครับ แต่กลับมีผู้ออกมาใช้สิทธิ ไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๒ ครั้ง ผมอยากจะชี้ให้เห็นครับว่าในอนาคตหากเราใช้กลไกนี้ เพื่อสอบถามหรือว่าหาข้อยุติในเรื่องอื่นที่เปึนเรื่องที่เล็กกว่าลงมา เปึนการได้ยากมากที่เรา จะสามารถมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นหากลงไปดูในรายละเอียด ของการออกเสียงประชามติทั้ง ๒ ครั้ง จะเห็นว่ามีผู้ที่ออกมาใช้สิทธิไม่เห็นด้วยอยู่ที่ราว ๒๓ หรือ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หากเราตัดสินเรื่องนี้ด้วยระบบเงื่อนไข Double Majority คนที่ไม่เห็นด้วยในทั้ง ๒ ครั้งนี้อาจจะรณรงค์ไม่ออกมาใช้สิทธิหรือไม่ออกมาลงคะแนน ทำให้ผู้ที่ออกมาลงคะแนนในทั้ง ๒ ครั้ง เหลือเพียง ๓๓-๓๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ท่านประธาน เปึนผลให้หากเรานำเงื่อนไขนี้มาตัดสินรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๖๐ เราอาจจะไม่สามารถหาข้อยุติได้และไม่สามารถมีรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๖๐ ใช้ในประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา การใช้ระบบ Double Majority ในการตัดสิน การลงคะแนนประชามติไม่ได้เคยเกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย เคยเกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศ แล้วก็มีปัญหาเรื่องการ Boycott การลงคะแนนมาแล้ว ในหลายกรณีเช่นกัน ผมชวนไปดู ๒ กรณี ในกรณีแรกในประเทศไต้หวัน เคยมีการออกเสียงลงคะแนนประชามติในป้ ๒๐๐๔ เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพกับประเทศจีน ในขณะนั้นมีผู้ออกมาใช้สิทธิ ไม่ถึงครึ่ง เนื่องจากมีการรณรงค์จากพรรคฝ์ายค้านให้ไม่ร่วมการลงคะแนนประชามติ เพื่อ Boycott การทำงานของรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นถึงแม้ผู้ออกมาใช้สิทธิจะมากและทำให้ ได้คะแนนสนับสนุนถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เปึนการหาข้อยุติไม่ได้ เพราะมากในที่นี้ก็คือ ๔๘-๔๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกันกับในประเทศ โรมาเนียเคยมีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญถอยหลังกลับไป ให้การสมรสเกิดขึ้นได้ เฉพาะเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น ในครานั้นก็มีการออกมารณรงค์ Boycott การลงคะแนนเช่นกันจากผู้ที่สนับสนุนสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ทำให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และทำให้การลงประชามติครั้งนั้นสูญเปล่า เสียเงินโดยไม่สามารถ หาข้อยุติได้ เรื่องการ Boycott เลือกตั้งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่กับประเทศไทย ผมชวน ย้อนกลับไปดูอีกกรณีหนึ่งครับ ในกรณีการเลือกตั้งใหญ่ของประเทศครับ ย้อนหลังไป ๒๐ ป้ครับท่านประธาน ประเทศไทยเคยมีการจัดการเลือกตั้งใหญ่หรือจัดการ เลือกตั้งทั่วไปทั้งหมด ๗ ครั้ง โดยในแต่ละครั้งครับ ปกติแล้วประชาชนในประเทศไทย จะออกมาใช้สิทธิในการลงคะแนนราว ๖๕-๗๕ เปอร์เซ็นต์ แต่มีครั้งหนึ่งในป้ ๒๕๕๗ มีการรณรงค์ที่จะ Boycott การลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไป ทั้งในลักษณะที่ไม่มาลงคะแนนกัน ด้วยตัวเองและในลักษณะที่มากีดกันเส้นทางการจราจรป่ดคูหาเลือกตั้ง ทำให้ประชาชน ไม่สามารถออกมาใช้สิทธิได้อย่างกว้างขวาง ในครานั้นครับ ผู้ออกมาใช้สิทธิของประเทศไทย ตกฮวบลงมาครับ จาก ๖๕-๗๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง ๔๗ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน และมีการวินิจฉัยในกรณีนั้นว่าการลงคะแนนครั้งนี้อาจจะไม่ตอบสนองหรือว่าไม่สามารถ สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ จนทำให้ครั้งนั้นต้องประกาศเปึนโมฆะไป อย่างไม่เปึนธรรมแก่ผู้ชนะเลือกตั้ง เช่นเดียวกันครับ ในกรณีการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือเลือกตั้ง สส. เขตเองในหลาย ๆ พื้นที่หลาย ๆ กรณี ก็มีหลายครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หากเรานำเกณฑ์ Double Majority มาพิจารณาการตัดสินการ เลือกตั้งใหญ่หรือเลือกตั้งทั่วไปเหล่านั้นก็คงไม่เปึนธรรมกับผู้ชนะเลือกตั้ง แล้วก็เปึนการ บิดเบือนเจตนารมณ์ของผู้ออกมาใช้สิทธิเช่นกันครับ เพราะในทุกสังคมครับท่านประธาน ทุกบริบท มีกลุ่มคนที่สละสิทธิในการออกคะแนน หรือตัดสินใจที่จะไม่มาลงคะแนนอยู่เสมอครับ ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจจะมีเหตุผลหรือมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันไป เราจะนำกลุ่ม Non-Voter หรือผู้ที่ไม่มาลงคะแนนนี้มาเหมารวมเปึนผู้ไม่เห็นด้วยคงเปึนไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ครับ หลักการของทั้ง ๓ หรือ ๔ ร่างที่เสนอในวันนี้ก็มีความต้องการที่จะแก้ไขเรื่อง Double Majority ทั้งสิ้นครับ โดยในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ร่างของรัฐบาลซึ่งอาจจะเหมือนกันกับ ร่างของพรรคก้าวไกลนะครับ มีการปรับแก้ไขให้เปลี่ยนจากระบบ Double Majority เปึน ระบบ Single Majority หรือเสียงข้างมากชั้นเดียว ในระหว่างที่ร่างของพรรคเพื่อไทยเสนอ ให้เปลี่ยนเปึนระบบเสียงข้างมากธรรมดา หรือระบบ Plurality ๒ ระบบนี้เหมือนกันตรงที่ว่า เราถอดสลักปลดล็อกตัวแรกที่เปึนปลดล็อกด้านซ้ายอย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น เราจะไม่นำ ผู้ไม่มาใช้สิทธิมาพิจารณาในการตัดสินการยุติของประชามติ นั่นหมายความว่าการ Boycott การลงคะแนนรวมตัวกันเพื่อไม่มาลงคะแนนจะไม่มีผลที่จะคว่ำการทำประชามติได้ แต่การหาข้อยุติของทั้ง ๒ ระบบนี้มีความแตกต่างกันเล็กน้อยครับ โดยระบบ Single Majority คือกลุ่มที่การทำประชามติจะหาข้อยุติได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มเห็นด้วยมีคะแนน มากกว่ากลุ่มไม่เห็นด้วยและกลุ่มงดออกเสียงรวมกัน ซึ่งโดยส่วนตัวผมผมยังมองว่า การนำคะแนนงดออกเสียงมารวมกันกับกลุ่มไม่เห็นด้วย เพื่อเปรียบเทียบกันกับกลุ่มเห็นด้วยนั้น อาจจะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้ออกมาลงคะแนนได้ดีพอครับ เพราะการออกมางด ออกเสียงของพี่น้องประชาชนไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการทำประชามตินั้น ๆ และในอนาคตหากเรามีการรับหลักการอื่น ๆ เช่น การลงคะแนนจะสามารถมีตัวเลือก ได้มากกว่าแค่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย การคิดเกณฑ์ว่าการเห็นด้วยจะต้องมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ น่าจะเปึนเรื่องที่ทำได้ยากกับการลงคะแนนแบบหลายตัวเลือกครับ ดังนั้น ผมจึงสนับสนุนหลักการของพรรคเพื่อไทยที่เปลี่ยนเปึนระบบ Plurality หรือระบบ เสียงข้างมากธรรมดามากกว่า ระบบเสียงข้างมากธรรมดาจะไม่นำกลุ่ม ๑ กลุ่ม ๒ หรือ กลุ่ม ๓ มารวมคะแนนกัน แต่การหาข้อยุติของการทำประชามติจะทำได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มใด ก็ตามมีคะแนนมากที่สุด เสมือนกับการเลือกตั้งใหญ่หรือเลือกตั้งทั่วไปที่พี่น้องประชาชน ในประเทศเข้าใจดีอยู่แล้ว หรือนั่นหมายความว่าการเห็นด้วยกับการทำประชามติจำเปึน จะต้องมากกว่าคะแนนไม่เห็นด้วยและมากกว่าคะแนนงดออกเสียง โดยไม่เอา ๒ กลุ่มนี้ มารวมกันครับ ผมเชื่อว่าวิธีการนี้จะเปึนการทำประชามติที่ประชาชนในประเทศมีความ เข้าใจและสามารถออกมาลงคะแนนได้อย่างตรงไปตรงมามากที่สุด เปึนการคืนระบบการทำ ประชามติให้มีความปกติและเป่ดโอกาสให้เราสามารถใช้กลไกนี้ในการหาข้อยุติอื่น ๆ ในอนาคตได้
ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธาน ผมก็อยากเชิญชวนเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านครับ ไม่ว่าท่านจะสังกัดพรรคการเมืองใด หรือจะมีเจตนารมณ์ต่อการแก้ไขหรือการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร อยากให้ท่านมอง พ.ร.บ. ประชามติให้ก้าวพ้นการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ เพราะว่ากลไกนี้เราอาจจะต้องใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ในประเทศ ก็เปึนได้ และขอเชิญชวนทุกท่านครับ ร่วมรับหลักการทั้ง ๔ ร่าง เพื่อเปึนการถอดสลัก ตัวแรกของการแก้ไขปัญหาให้ประเทศและทำให้กลไกการออกเสียงประชามติมีความเรียบง่าย ใช้ได้จริง สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ขอบคุณครับท่านประธาน