สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยเน้นย้ำความสำคัญของประชามติในระบอบประชาธิปไตยทางตรง พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจในประเด็นสำคัญได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการเปิดช่องให้เข้าชื่อเสนอคำถามผ่านระบบออนไลน์โดยตรง ผลักดันให้คำถามประชามติมีตัวเลือกหลากหลายกว่าแค่ "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" เรียกร้องให้จัดวันลงประชามติตรงกับวันเลือกตั้งเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวก รวมถึงเสนอให้ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดาแทนระบบเสียงข้างมากสองชั้นเพื่อความเป็นธรรม และสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติทุกฉบับเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยทางตรงอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ขอมีส่วนร่วมอภิปราย ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะฉบับของพรรคก้าวไกลที่เสนอ โดยคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ เพื่อให้เปึนแนวทางในการลงมติของสภาในวันนี้ สำหรับประชามติ เปึนหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย แล้วแทบจะเรียกได้ว่าเปึนประชาธิปไตย ทางตรงที่สุดรูปแบบหนึ่งที่เรายังสามารถเห็นได้ในปัจจุบัน ประชามติคืออะไร ตามชื่อเลย ก็คือมติของประชาชน คือความคิดเห็นของประชาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง คำถามใดคำถามหนึ่งหรือหลายหัวข้อครับ หลายคำถามก็ได้เช่นกัน ประชามติ ในภาษาอังกฤษเราคุ้นเคยกับคำว่า Referendum คำนี้มีรากศัพท์จากภาษาละตินชื่อว่า Refare แปลตรง ๆ ว่า นำกลับ โดยปกติคำนี้ก็จะใส่บริบทเข้าไป แล้วโดยบริบทแบบนี้แล้ว ก็คือการนำข้อเสนอกลับไปถามประชาชนครับ ให้ประชาชนเปึนผู้ให้ความเห็นหรือ เปึนผู้ตัดสินก็ได้ และนี่คือหัวใจของประชามติครับ คือการนำคำถามหรือเรื่องที่ต้องตัดสินใจ กลับไปถามประชาชน สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวในวันนี้คือเรื่องนี้ครับ เรื่องการนำกลับไปถาม ประชาชนว่า จริง ๆ แล้ว พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๔ หรือ ฉบับปัจจุบันสามารถนำเรื่องสำคัญ ๆ กลับไปถามประชาชนได้จริงหรือไม่ แล้วเราจะแก้ไข เรื่องนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้การทำประชามติแต่ละครั้งเกิดความยากลำบาก ลำบากทั้ง ประชาชน ลำบากทั้งงบประมาณ แล้วถ้าวันนี้เราแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ แล้วประชาชนจะ ได้อะไรนะครับ
เรื่องแรก การมีประชามติแต่ละครั้งนั้น สิ่งแรกที่ต้องมีคือคำถามประชามติ แล้วกว่าจะได้มาซึ่งคำถามประชามติแต่ละครั้งนั้นหากมาจากคณะรัฐมนตรีหรือสภาเอง ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากนักหรอกครับ แต่หากคำถามนี้มาจากประชาชนนั้นกลับเปึนเรื่องที่ยาก แสนยากครับ ยากอย่างไรบ้างครับ คือทุกวันนี้หากภาคประชาชนจะเข้าชื่อเพื่อเสนอคำถาม ประชามตินั้นก็ยังเปึนระบบ Analog หรือใช้กระดาษอยู่ ซึ่งฟังดูแล้วก็อาจจะไม่ได้แปลก พิสดารอะไร ก็ไปรวบรวมรายชื่อและเอกสารต่าง ๆ มาเปึนกระดาษเปึนสำเนา แล้วเวลา ส่งนั้นก็ดันเอาสำเนานั้นมาทำเปึน File ดิจิทัลอีกแล้วจึงนำมาส่งอีกทีครับ ยกตัวอย่าง ง่าย ๆ สมมุติว่าวันนี้ภาคประชาชน องค์กร A ต้องการจะเสนอคำถามประชามติ โดยการเข้าชื่อ องค์กร A ต้องล่ารายชื่อโดยให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่งเอกสาร เปึนกระดาษมาให้ แล้วหลังจากนั้นองค์กร A ต้องนำเอกสารที่รวบรวมทั้งหมดนี้ไป Scan แล้วจึงนำส่งคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ทุกท่านงงไหมครับ ถ้าหากเอากระดาษทั้งหมด ส่งเปึนกระดาษไปทั้งหมดผมก็พอเข้าใจครับ แต่ให้เอากระดาษไป Scan แล้วส่งเปึน File คำถามของผมคือทำไมเราไม่ออกแบบให้เข้าชื่อผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่ตรวจสอบได้แทน ตอนเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่าง ๆ เราก็เคยทำมาแล้ว แล้วทำได้ครับ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนเพื่อจะนำเรื่องสำคัญเหล่านี้กลับไปสู่ประชาชนให้ง่ายขึ้น นี่คือเรื่องสำคัญ เรื่องหนึ่งที่ร่างของพรรคก้าวไกลเราได้นำเสนอเข้าไปครับ
ประเด็นต่อมา เมื่อมีการเสนอชื่อคำถามแล้วก็คือประเด็นของคำถาม ประชามติครับ พ.ร.บ. ปัจจุบันฉบับนี้มีการเขียนไว้อย่างกำกวมในมาตรา ๑๔ ให้ตีความได้ว่า คำถามเป่ดอาจเป่ดให้มีคำตอบได้แค่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งเปึนปัญหามากในปัจจุบัน ขอสไลด์นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
ยกตัวอย่างคำถามประชามติที่เรากำลังจะต้อง ไปลง คำถามนี้ออกมาโดยรัฐบาลถามว่าท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยไม่แก้ไขหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์ ลองคิดดูดี ๆ ว่าคำถามนี้มีกี่คำตอบครับ คำตอบแรก ถ้าเราเห็นว่าเขียนว่าเห็นชอบแปลว่าเราเห็นชอบ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยไม่แก้หมวด ๑ หมวด ๒ อันนี้ไม่เปึนปัญหาครับ แต่ถ้าตอบ ไม่เห็นชอบละครับ จะแปลว่าอะไรได้บ้างครับ ๑. อาจแปลว่าไม่เห็นชอบกับการแก้ รัฐธรรมนูญ ๒. อาจไม่เห็นชอบกับการแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่แก้หมวด ๑ หมวด ๒ หรือ ๓. อาจไม่เห็นชอบกับคำถามครับ พรรคก้าวไกลเราจึงเสนอว่าควรมีทางเลือกมากกว่า แค่ Yes หรือ No เพราะคำตอบอาจมีหลากหลายมากกว่านั้นหรือมีคำตอบได้มากกว่า ๑ ข้อ เช่นในคำถามเดียวกันเราอาจจะมีคำตอบที่ ๓ ว่าเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือจะแยกเปึน ๒ คำถาม เช่น ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและอีกคำถามหนึ่ง คือท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ทุกหมวด เว้นหมวด ๑ หมวด ๒ แบบนี้ก็ได้ครับ เราต้องนึกถึง ความเปึนไปได้ที่มากขึ้น เพราะการตีกรอบให้แคบเกินไปแบบนี้จะเปึนการง่ายที่จะเปึน การจัดคนที่อยากแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับกับคนที่ไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญไปอยู่ในกล่อง เดียวกัน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วต่างกันคนละขั้วเราจึงจำเปึนต้องมีทางเลือกมากขึ้นเพื่อให้ การถามประชาชนในแต่ละครั้งเปึนไปอย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่บีบให้ประชาชนเปึนตรายางสนองวาระของตัวเอง หรือเมื่อมีคำถามประชามติแล้ว ต่อมาก็คือเรื่องของวันลงประชามติครับ เรื่องของการกำหนดวันลงประชามติเปึนเรื่อง ใหญ่มาก และเปึนเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมากที่จะออกไปลงประชามติ ทุกร่างที่ยื่นเข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยให้พยายามจัดวันลงประชามติให้เปึน วันเดียวกับการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ ซึ่งเปึนเรื่องสำคัญ เพราะแม้ว่ารัฐจะประกาศให้ วันประชามติเปึนวันหยุดก็ตาม แต่การออกไปประชามติแต่ละครั้งมีต้นทุนครับ การเดินทาง กลับต่างจังหวัดแต่ละครั้งวันเดียวไม่พอ ไม่นับว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งอีก ถ้าออกแบบ ให้เปึนวันเดียวกับการเลือกตั้งได้ก็จะเปึนผลดีกับประชาชน และเปึนการประหยัด งบประมาณแผ่นดินด้วย เปึนการลดต้นทุนในการออกเสียง แบบนี้จึงจะเปึนการนำเรื่อง สำคัญกลับไปถามประชาชนได้แบบจริงจังนะครับ
ประเด็นต่อมา เมื่อมีวันลงประชามติแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือรูปแบบกติกา การแพ้ชนะของประชามติ ปัจจุบันในมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ปัจจุบันนั้นใช้สิ่งที่เรียกว่า Double Majority หรือเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้น แปลเปึนไทยแล้วผมก็ยังงงอยู่ดี แต่ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างนี้ครับ เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้น ก็คือถ้ามีการลงประชามติผล ประชามติจะผ่านก็ต่อเมื่อ ๑. มีคนมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ ๒. คือเกินกึ่งหนึ่งของ ผู้ออกมาใช้สิทธิอีกทอดหนึ่ง สำคัญตรงนี้ครับ ระบบเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้นแบบนี้ทำให้ เกิดปัญหา หากกลุ่มที่รู้ว่าตนจะแพ้ประชามติ สิ่งที่เกิดขึ้นคือกลุ่มเหล่านี้ก็ไม่ออกไปโหวต แถมรณรงค์ให้คนไม่ออกไปลงเสียงประชามติแทน เพื่อเปึนการล่มประชามติ ซึ่งข้อนี้ ก็น่ากังวลมาก หากมีการออกเสียงประชามติแก้รัฐธรรมนูญในเร็ววันนี้ คนที่ไม่อยากแก้ รัฐธรรมนูญวิธีการง่ายที่สุดที่จะชนะก็คือ รณรงค์ให้คนไม่ออกไปลงประชามติ ให้ประชามติล่ม ซึ่งก็ต้องเสียเงินเสียทองทำกันใหม่อีกครั้ง แล้วทำให้ประชาชนต้องออกมาประชามติ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งทางร่างของพรรคก้าวไกล รวมถึงร่างของพรรคเพื่อไทย และ ครม. และพรรคภูมิใจไทย จึงเสนอให้ใช้เสียงข้างมากธรรมดาออกมาโหวตเท่าไร ใครเสียงมากกว่า คนนั้นก็ชนะ ง่าย ๆ แบบนี้ครับ กลับไปถามประชาชนง่าย ๆ ครับ เปึนสิ่งสำคัญ แล้วทำให้ ประชาธิปไตยทางตรงยังมีความสำคัญอยู่ให้พี่น้องประชาชนได้ใช้อำนาจของตน แสดงความเห็น แล้วตัดสินชีวิตของเราเอง การลงมติ แก้ไขร่าง พ.ร.บ. ประชามติ จึงไม่ใช่แค่สำคัญกับพี่น้องประชาชนเท่านั้น แต่สำคัญกับระบอบประชาธิปไตยด้วยนะครับ ผมขอสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ ในวันนี้ทุกร่างครับ ขอบคุณครับ