พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ประชามติของพรรคก้าวไกล โดยเน้นความจำเป็นในการเร่งแก้ไขกฎหมายให้ทันการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกรอบคำถามประชามติให้กว้างขึ้นเพื่อความชอบธรรมและเอกภาพของประชาชน พร้อมเสนอให้ปรับเกณฑ์การลงคะแนนจาก Double Majority เป็น Single Majority เพื่อป้องกันการบิดเบือนผลลัพธ์ สนับสนุนให้ กกต. สามารถจัดประชามติร่วมกับการเลือกตั้งได้สะดวกขึ้น ปลดล็อกข้อจำกัดในกฎหมายเดิม ปรับปรุงมาตราต่าง ๆ ตามข้อเสนอของ กกต. เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่น รวมถึงเปิดช่องให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอคำถามผ่านระบบออนไลน์ได้ และให้มีชุดคำตอบที่หลากหลายมากกว่าแค่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพื่อสะท้อนเจตจำนงอย่างครบถ้วน พร้อมแสดงความพร้อมร่วมพิจารณากับทุกฝ่ายในกรรมาธิการเพื่อผลักดันกติกาที่เป็นธรรมและทันสมัย
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตนำเสนอและอภิปรายหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ฉบับของ พรรคก้าวไกลในฐานะผู้เสนอร่าง ท่านประธานครับ แม้ในช่วงหนึ่งป้ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง การแก้ไข พ.ร.บ. ประชามตินั้น มักจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องของกระบวนการ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมต้องขออนุญาตเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกครับว่า ผมเห็นว่าเราจำเปึนที่ต้องพิจารณาความเชื่อมโยงของ ๒ ประเด็น ดังกล่าวนั้นด้วยความระมัดระวังและด้วยความรอบคอบ เพราะในมุมหนึ่ง พ.ร.บ. ประชามตินั้น ก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะส่งผลต่อกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในอีกมุมหนึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ไม่ควรจะเปึนทุกสิ่งทุกอย่างที่ไปกำหนดว่าเราจะออกแบบ พ.ร.บ. ประชามติกันอย่างไร ที่ผมพูดว่า พ.ร.บ. ประชามตินั้นไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่งผลต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ครับ ก็เพราะว่าหลายประเด็นที่จะเปึนตัวแปรสำคัญที่ไปกำหนดว่า เราจะได้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เร็วแค่ไหน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แค่ไหนนั้น ล้วนเปึนประเด็นที่อยู่นอกเหนือจากเนื้อหาในกฎหมายประชามติ ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของจำนวนประชามติที่ผมก็ต้องขออนุญาตเห็นต่างกับท่านประธานนะครับ คือผมเห็นว่า ๒ ครั้งก็เพียงพอแล้วในเชิงของกฎหมาย หรือไม่ว่าจะเปึนเรื่องของคำถามประชามติสำหรับ การทำประชามติครั้งแรก ซึ่งผมก็ยังเห็นต่างกับรัฐบาล แล้วก็เรียกร้องให้รัฐบาลนั้นทบทวน ให้หันมาใช้คำถามที่เป่ดกว้างขึ้น เพื่อทำให้ประชาชนทุกคนที่อยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นสามารถลงคะแนนเห็นชอบอย่างเปึนเอกภาพได้ หรือไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ รูปแบบและการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตอนนี้ทั้งร่างของพรรคก้าวไกลและร่าง ของพรรคเพื่อไทยที่ยื่นเข้าสู่รัฐสภานั้น ก็ยืนยันหลักการว่า สสร. นั้นจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนหลักการที่นับถึงวันนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็ยังคงไม่ยืนยัน แต่ท่านประธานครับ เหตุผลที่ พ.ร.บ. ประชามตินั้นถูกดึงเข้ามามีความเชื่อมโยงกับ กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างใกล้ชิดขึ้น เหตุผลที่ทำให้การแก้ไข พ.ร.บ. ประชามตินั้น มีความจำเปึนเร่งด่วนมากขึ้น ก็เพราะว่ามติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ที่ผ่านมาที่เขียนไว้ชัดครับว่า รัฐบาลนั้นจะยังคงไม่เดินหน้าในการจัดทำประชามติครั้งแรก จนกว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติเสร็จเปึนที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเปึนการยืนยันนะครับว่า คำพูดของโฆษกรัฐบาลที่ได้แถลงไว้หลังวันประชุมวันนั้นว่า ประชามติครั้งแรกนั้นจะเกิดขึ้น ในช่วงระหว่าง ๒๑ กรกฎาคม ถึง ๒๒ สิงหาคมนั้นไม่เปึนความจริงครับท่านประธาน นับถึงวันนี้ผมก็ยังไม่ได้รับคำตอบชัด ๆ ว่าหาก ครม. มีความประสงค์ว่าจะต้องแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติให้เสร็จก่อนจะเดินหน้าในการจัดทำประชามติครั้งแรก แล้วเหตุใดครับ ครม. ถึงรอมาถึงวันนี้ถึงเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๆ ที่ทั้งร่างของพรรคเพื่อไทยและร่างของพรรคก้าวไกลก็ถูกยื่นเข้าสู่สภาตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ไม่เปึนไรครับอย่างน้อยผมก็ดีใจครับที่วันนี้เราทุกฝ์ายเห็นตรงกัน ในการเป่ดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อมาเร่งแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ แต่อีกมุมหนึ่งครับ ท่านประธาน นอกจาก พ.ร.บ. ประชามติจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่งผลต่อการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ปัจจัยเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่ควรที่จะเปึน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามาใช้กำหนดว่าเราจะออกแบบ พ.ร.บ. ประชามติกันอย่างไร มีเหตุผล ๒ ประการด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเราไม่เคย มีการจัดทำประชามติในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของรัฐธรรมนูญ แต่ความจริงแล้วประชามติ ไม่จำเปึนต้องถามเฉพาะเรื่องของรัฐธรรมนูญเท่านั้นครับ แต่ประชามติสามารถถูกใช้ เปึนเครื่องมือในการสอบถามความเห็นของประชาชนในประเด็นอื่น ๆ ที่เราเห็นว่าสำคัญได้
แต่อีกประการหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือในเมื่อพวกเราแต่ละฝ์าย โดยเฉพาะ ในสภาแห่งนี้ก็ล้วนมีจุดยืนที่ชัดเจน มีธงที่ชัดเจนว่าเราอยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่อยู่หรือไม่ นั่นหมายความว่าหากเราออกแบบ พ.ร.บ. ประชามติโดยคำนึง ถึงเพียงแค่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผลลัพธ์ของประชามติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราก็อาจจะถูกตั้งคำถามได้ง่ายครับว่า ตกลงแล้วเรากำลังพยายาม จะแก้กติกาเกี่ยวกับประชามติเพียงเพื่อให้ฝ์ายที่เราสนับสนุนนั้นได้เปรียบใช่หรือไม่
ด้วยเหตุผล ๒ ประการนี้ท่านประธาน ผมเลยจะขออนุญาตนำเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติฉบับของพรรคก้าวไกล และเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนมาร่วมกัน พิจารณาเนื้อหาในร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติทุกฉบับในวันนี้ โดยไม่คำนึงถึงเพียงแค่ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ แต่คำนึงถึงเปัาหมาย ที่เรามีร่วมกันในการออกแบบกติกาประชามติให้มีความเหมาะสม ให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความเปึนธรรม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าประชามติจะเกี่ยวข้อง กับเรื่องรัฐธรรมนูญหรือไม่ และไม่ว่าเราจะสนับสนุนฝ์ายที่เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ กับประเด็นที่ถูกถามในประชามติ
เข้าสู่เนื้อหาสาระครับท่านประธาน เปัาหมายของร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ ของพรรคก้าวไกลมีการเสนอทั้งหมด ๔ ประเด็นสำคัญครับ พยายามจะทำให้กติกา ประชามตินั้นมีความเปึนธรรม มีความยืดหยุ่น มีความทันสมัยและมีความหลากหลาย มากขึ้น แต่หากจะมองกว้างกว่าแค่ร่างของพรรคก้าวไกลและมองถึงเนื้อหาสาระที่อยู่ ในทั้ง ๔ ร่าง ผมพยายามสรุปให้เห็นภาพชัดเจนครับ ดังที่ปรากฏในสไลด์
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
ว่าทั้ง ๔ ร่างนั้น มีการนำเสนอ รวมกันทั้งหมด ๗ ประเด็นครับ แบ่งออกเปึน ๒ ประเด็น ที่พรรคก้าวไกลเสนอในร่างของเรา แล้วก็มีร่างอื่นที่เสนอแก้ไขในทิศทางที่สอดคล้องกัน มี ๒ ประเด็นครับ เปึนประเด็นที่อยู่ใน ร่างของพรรคก้าวไกลแต่ไม่ปรากฏอยู่ในร่างอื่น ๆ แล้วก็มี ๓ ประเด็นที่พรรคก้าวไกลไม่ได้เสนอ แต่ปรากฏอยู่ในร่างอื่นและเรายินดีไปพูดคุยเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการ มาเข้าสู่หมวดหมู่แรกครับ นั่นก็คือ ๒ ประเด็น ที่พรรคก้าวไกลเราเสนอในร่างของเรา แล้วก็ปรากฏอยู่ในร่างอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
ประเด็นที่ ๑ เปึนการพยายามจะทำให้กติกานั้นมีความเปึนธรรมมากขึ้น โดยการเปลี่ยนจากการเปึน Double Majority มาเปึน Single Majority ท่านประธานครับ ผมออกตัวไว้ก่อนว่าส่วนตัวแล้วผมคิดว่ากติกา Double Majority หรือเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้นนั้นมีเจตนาที่ดีครับ เปึนเจตนาที่พยายามจะบอกว่าในเมื่อประชามติมักจะถูกจัดสำหรับ ประเด็นที่มันมีความสำคัญต่อบ้านเมือง ประชามตินั้นก็จะถือว่าผ่านความเห็นชอบของ ประชาชนก็ต่อเมื่อผ่าน ๒ เกณฑ์ด้วยกันครับ เกณฑ์ที่ ๑ คือจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงจะต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่มีสิทธิออกเสียง อันนี้ผมขอเรียกว่าเกณฑ์ชั้นบน ซึ่งเปึนการวัดความสนใจที่ประชาชนมีต่อประเด็นดังกล่าว เกณฑ์ที่ ๒ ครับท่านประธาน นั่นคือจำนวนคนที่ลงคะแนนเห็นชอบนั้นจะต้องมีมากกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง ผมขอเรียกเกณฑ์นี้ว่าเกณฑ์ชั้นล่าง ซึ่งเปึนการ วัดทิศทางความเห็นของประชาชนต่อประเด็นที่ถูกถามในประชามติ ความจริงการมีเกณฑ์แบบ Double Majority หรือเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ๒ ชั้นแบบนี้ก็ไม่ได้เปึนอะไรที่ผิดครับ จริงอยู่ครับว่า ประเทศส่วนใหญ่ที่เปึนรัฐเดี่ยวมักจะไม่เลือกใช้กติกาแบบนี้ แต่ก็มีบางประเทศที่เปึนรัฐเดี่ยว ที่ก็ใช้กติกาแบบ Double Majority ยกตัวอย่างเช่น โปรตุเกสครับที่ใช้กติกา Double Majority สำหรับประชามติทุกประเภท หรืออิตาลีที่มีการใช้กติกา Double Majority สำหรับประชามติที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าอยากจะให้ท่านประธาน เห็นภาพมากขึ้นว่า Double Majority มันส่งผลลัพธ์ต่อการทำประชามติอย่างไร ขออนุญาต ยกเปึนตัวอย่างให้เห็นภาพครับ สมมุติครับ ประเทศเรามีการจัดประชามติเพื่อสอบถาม ประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร สมมุติประเทศเรามีจำนวนผู้ที่ มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศทั้งหมด ๑๐๐ คน สมมุติจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงมีอยู่ ๗๕ คน หรือว่าคิดเปึน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วสมมุติว่าใน ๗๕ คนนั้นมีคนที่ออกมาลงคะแนน เห็นชอบอยู่ที่ ๔๐ คน และคนที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบอยู่ที่ ๓๕ คน ถ้าเปึนเช่นนี้ดังภาพ ที่ปรากฏด้านซ้ายมือของสไลด์ก็จะถือว่าประชามตินั้น ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ตามเกณฑ์ Double Majority เพราะว่าในเกณฑ์ชั้นบนจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงนั้น ซึ่งอยู่ที่ ๗๕ คนนั้นมีมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง หรือว่ากึ่งหนึ่งของ ๑๐๐ คน ก็คือ ๕๐ คน และในส่วนของเกณฑ์ชั้นล่างครับ จำนวนคนที่ออกมาลงคะแนนเห็นชอบมีอยู่ ๔๐ คน ซึ่งก็มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง หรือมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของ ๗๕ คน นั่นก็คือ ๓๗.๕ คน ดังนั้นครับท่านประธาน หากประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิ อย่างตรงไปตรงมาตามความเห็นที่ตนเองมี ตามความสนใจที่ตัวเองมี กติกา Double Majority ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ แต่ปัญหามันจะเกิดขึ้นครับท่านประธาน ถ้าเกิดภาพมันกลายเปึน ภาพด้านขวาของสไลด์นี้ ปัญหาจะเกิดขึ้นหาก ๓๕ คน ที่ความจริงแล้วสนใจในประเด็นเรื่อง การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และมีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั้น ตัดสินใจไม่ออกมาลงคะแนนเสียงครับ แต่ตัดสินใจนอนอยู่บ้านไม่ออกมาใช้สิทธิเลย และรณรงค์ให้ทุกคนทั้ง ๓๕ คนนั้นนอนอยู่บ้านและไม่ออกมาลงคะแนนเสียง หากพวกเขา รณรงค์แบบนี้และทำสำเร็จครับ นั่นหมายความว่า ๓๕ คนในกลุ่มพวกเขา ที่ความจริงแล้ว มีความเห็นเรื่องการเกณฑ์ทหารนะครับ แต่ใช้วิธีนอนอยู่บ้านเพื่อไม่ออกมาใช้สิทธิ จะถูกไป รวมกับ ๒๕ คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องการเกณฑ์ทหารและไม่ได้ตั้งใจจะออกมาใช้สิทธิอยู่แล้ว รวมกันเปึน ๖๐ คน ทำให้จำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงนั้นจะถูกกดลงมาเหลือแค่ ๔๐ คน ซึ่งน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงหรือว่าน้อยกว่า ๕๐ คนนั่นเอง แล้วก็จะทำ ให้ประชามตินั้นถูกคว่ำไป หรือนับว่าไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ทั้ง ๆ ที่คนที่ เห็นด้วยกับการยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั้นมีมากกว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการเกณฑ์ ทหารด้วยซ้ำ ดังนั้นครับ ไม่ว่าประเด็นที่ถูกถามจะเปึนเรื่องเกณฑ์ทหารหรือเปึนเรื่องอื่น การที่เรามีกติกา Double Majority นั้นมันกลายเปึนทำให้ฝ์ายที่ไม่เห็นชอบกับประเด็น ที่ถูกถามหรือประชามตินั้นมีความได้เปรียบอย่างไม่เปึนธรรม และไปเป่ดช่องที่ทำให้ฝ์าย ที่ไม่เห็นชอบกับประเด็นที่ถูกถามในประชามตินั้น สามารถเลือกใช้วิธีนอนอยู่บ้านเพื่อกด จำนวนคนหรือสัดส่วนคนที่ออกมาใช้สิทธิลง และหวังจะคว่ำประชามติโดยที่ไม่ให้ผ่านเกณฑ์ ชั้นบน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วประชามตินั้นเปึนประชามติเกี่ยวกับประเด็นที่คนให้ความสนใจ เปึนจำนวนมาก และเปึนประเด็นที่ความจริงคนที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่ถูกถามนั้นมีน้อยกว่า คนที่เห็นด้วยกับประเด็นที่ถูกนำเสนอในประชามติเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นครับท่านประธาน เพื่อปัองกันความไม่เปึนธรรมดังกล่าวครับ ร่างของพรรคก้าวไกล ร่างของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ร่างของ ครม. ครับ ก็เลยเสนอให้ปรับกติกาจาก Double Majority มาเปึน Single Majority โดยยกเลิกเกณฑ์ชั้นบนที่เกี่ยวกับสัดส่วนการออกมาใช้สิทธิ และเหลือเพียงแค่ เกณฑ์ชั้นล่างครับที่เกี่ยวกับสัดส่วนการลงคะแนนของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง ความแตกต่างก็จะมีอยู่เล็กน้อยครับ ตรงที่ว่าในขณะที่ร่างของพรรคเพื่อไทยนั้นเขียนเกณฑ์ชั้นล่างในลักษณะที่บอกว่า ประชามติ จะมีผลก็ต่อเมื่อคนที่ลงคะแนนเห็นชอบเปึนเสียงข้างมาก พูดง่าย ๆ คือว่ามีคนที่ลงคะแนน เห็นชอบมากกว่าคนที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ และมีคนที่ลงคะแนนเห็นชอบมากกว่าคนที่กา ในช่องไม่ออกความเห็น แต่ร่างของพรรคก้าวไกลกับร่างของ ครม. เราเขียนเกณฑ์ชั้นล่างต่างไป เล็กน้อยครับ เราเขียนว่าประชามติจะมีผลก็ต่อเมื่อคนที่มาลงคะแนนเห็นชอบนั้นมีมากกว่า กึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ พูดง่าย ๆ คือต้องมีมากกว่าจำนวนคนที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ และคนที่กาช่องไม่ออกความเห็นรวมกันนะครับ
มาสู่ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานที่อยู่ในร่างของพรรคก้าวไกล แล้วก็ ร่างอื่นนั้นก็มีการเสนอแก้ไขในทิศทางเดียวกันครับ นั่นก็คือการพยายามจะทำให้กติกา ประชามตินั้นมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการปลดล็อกให้ กกต. นั้นสามารถจัดประชามติ วันเดียวกับวันเลือกตั้งระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นอย่างสะดวกมากขึ้น ผมคิดว่าผมไม่ต้อง พูดถึงเยอะครับถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้จากการแก้ไขตรงนี้ หากประชามติถูกจัด ในวันเดียวกับการเลือกตั้งจะไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ประหยัดเวลา ให้กับประชาชน ออกมาคูหาครั้งเดียวก็ลงคะแนนได้หลายเรื่อง แต่จะยังเปึนการประหยัด งบประมาณให้กับรัฐด้วยในการจัดทำประชามติและจัดการเลือกตั้ง แต่ผมต้องเรียนกับ ท่านประธานว่าความจริงแล้วกฎหมายประชามติปัจจุบันก็ไม่ได้ห้ามนะครับ ไม่ได้ห้ามไม่ให้ จัดประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง แต่ถ้าเราจำได้ครับ เมื่อ ๒ ป้ที่แล้วเพื่อนสมาชิกของผม จากพรรคก้าวไกลเคยมาเสนอญัตติในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เสนอให้จัดประชามติ ครั้งที่ ๑ เกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้น ๑๔ พฤษภาคม เมื่อป้ ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา หากจำกันได้ครับ ถึงแม้ทุกพรรคการเมือง ณ เวลานั้น ในสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบกันอย่างเปึนเอกฉันท์ แต่พอเดินทางไปสู่วุฒิสภาครับ ญัตติดังกล่าวถูกปัดตกโดยวุฒิสภา โดยมี สว. บางคนครับก็ให้เหตุผลโดยไปยกข้อกังวลของ กกต. มา เปึนข้อกังวลของ กกต. ที่บอกว่ากฎหมายประชามติปัจจุบันนั้นอาจจะทำให้การ ดำเนินการจัดประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งนั้นมีความท้าทายมากขึ้น ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สิ่งที่ผมทำครับโดยได้ใช้กลไกของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ส่งหนังสือไปที่ กกต. ถามเลยครับว่า กฎหมายประชามติปัจจุบันมันมีมาตราไหนบ้างที่เปึน อุปสรรคต่อการจัดประชามติวันเดียวกับการเลือกตั้ง และให้ส่งรายละเอียดมาทั้งหมด พอ กกต. ส่งรายละเอียดทั้งหมดกลับมาในเดือนพฤศจิกายนเมื่อป้ที่แล้วครับ ก็มีการระบุไว้ กับทุกมาตราที่มีข้อกังวล ไม่ว่าจะเปึนมาตรา ๑๐ ถึงมาตรา ๑๑ ครับ เกี่ยวกับกรอบในการ กำหนดวันออกเสียง มาตรา ๑๘ เกี่ยวกับการกำหนดเขตออกเสียง มาตรา ๑๙ เกี่ยวกับ การกำหนดหน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง มาตรา ๒๙ เกี่ยวการกำหนดผู้อำนวยการ การออกเสียง รวมไปถึงประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายซึ่งตอนนี้ไม่อยู่ ในมาตราใดในกฎหมายประชามติปัจจุบัน กกต. ขอมาผมก็จัดให้ครับท่านประธาน ผมก็เลย แก้ไขทุกมาตราเลยครับ และตอนนี้ทำให้ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติของพรรคก้าวไกลนั้น ปลดล็อกทุกอุปสรรค ไม่มีเหตุผลอื่นใดอีกแล้วที่ กกต. จะไม่สามารถจัดประชามติ ในวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ ไม่ว่าจะเปึนเลือกตั้งระดับชาติ ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึนเลือกตั้ง ในวันที่ครบวาระหรือเลือกตั้งก่อนครบวาระก็ตาม
ขยับมาสู่หมวดหมู่ที่ ๒ ครับท่านประธาน นั่นก็คือประเด็นที่อยู่ในร่างของ พรรคก้าวไกล แต่ไม่มีร่างอื่นเสนอ ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเด็นสั้น ๆ ด้วยกันครับ
ประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธานคือความพยายามในการทำให้กติกาประชามติ นั้นมีความทันสมัยมากขึ้น โดยการรับประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อผ่านช่องทาง Online เพื่อเสนอคำถามประชามติไปที่คณะรัฐมนตรี ตามกฎหมายปัจจุบันครับประชาชน ก็มีสิทธิอยู่แล้วในการเข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อเสนอคำถามไปให้คณะรัฐมนตรีนั้น พิจารณาดำเนินการ แต่ปัจจุบัน กกต. กลับไปกำหนดกระบวนการที่ทำให้การเข้าชื่อนั้น ไม่สามารถทำผ่านช่องทาง Online ได้ แต่ต้องพิมพ์เอกสารมาเปึนแผ่น ๆ เหมือนที่เราเห็น ใน Campaign ของกลุ่ม Con for All เมื่อเดือนสิงหาคมป้ที่แล้ว ดังนั้นท่านประธาน สิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติของเราก็คือ การแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อผ่านช่องทาง Online ได้ ซึ่งก็เปึนกลไก มาตรฐาน แล้วก็กระบวนการเดียวกันกับที่มีอยู่แล้วในพระราชบัญญัติเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ป้ ๒๕๖๔ ซึ่งรับประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อ ๑๐,๐๐๐ คน ผ่านช่องทาง Online เพื่อเสนอการแก้กฎหมายมาที่สภา แล้วก็สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ผ่านช่องทาง Online เพื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาที่รัฐสภา
ส่วนประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ที่อยู่ในร่างของพรรคก้าวไกล แล้วไม่ปรากฏในร่างอื่น คือการพยายามจะทำให้ประชามตินั้นมีความหลากหลายมากขึ้น โดยการเป่ดกว้างให้ประชามตินั้นสามารถมีคำตอบ ขออภัยครับ มีคำถามและชุดคำตอบ ที่มากกว่าแค่เห็นชอบกับไม่เห็นชอบได้ ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาเราจะคุ้นเคยกับการจัด ประชามติที่มีคำถามเปึนลักษณะที่มีคำตอบแค่ ๒ ตัวเลือกก็คือ Yes เห็นด้วย กับ No ไม่เห็นด้วย ซึ่งกรอบคิดแบบนี้ครับมันก็ถูกล็อกไว้ในหลายมาตราในกฎหมายประชามติ ปัจจุบัน ดังนั้นสิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องการเสนอคือ การแก้ไขมาตราดังกล่าวเพื่อเป่ด ความเปึนไปได้ใหม่ ๆ ในการออกแบบคำถาม แล้วก็ชุดคำตอบให้มีความหลากหลายมากขึ้น ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพแค่ ๒ ตัวอย่างครับ ตัวอย่างที่ ๑ คือเราอยากจะเป่ดช่อง ให้ประชามตินั้นสามารถมีตัวเลือกคำตอบได้มากกว่า ๒ ตัวเลือก ยกตัวอย่างเช่น การทำ ประชามติที่นิวซีแลนด์เมื่อป้ ๒๐๑๑ เกี่ยวกับเรื่องของระบบเลือกตั้งที่มีการถามประชาชน ในนิวซีแลนด์ว่าหากจะมีการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งนั้นอยากจะใช้ระบบเลือกตั้งแบบไหน และในตัวเลือกคำตอบนั้นก็มีทั้งหมด ๔ ตัวเลือก หรือ ๔ ระบบให้เลือกได้ในตัวบัตร ลงคะแนนเสียงประชามติดังที่ปรากฏในภาพ ส่วนตัวอย่างที่ ๒ ครับท่านประธาน คือการพยายามจะเป่ดช่องว่าถึงแม้จะมีแค่ ๒ ตัวเลือก แต่เปึนไปได้หรือไม่ที่จะทำให้ข้อความที่อยู่ใน ๒ ตัวเลือกนั้นไม่ใช่ข้อความที่เขียนแค่ว่า เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ประเด็นนี้ฟังผิวเผินอาจจะดูเหมือนเปึนเรื่องเล็ก แต่ผมยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพว่ามันเปึนข้อถกเถียงที่สำคัญพอสมควรในการจัดประชามติที่สหราชอาณาจักร เมื่อป้ ๒๐๑๖ เกี่ยวกับเรื่อง Brexit หรือว่าการออกจากสหภาพยุโรป เพราะตอนแรก คำถามประชามติที่ถูกออกแบบมาจะเปึนดังภาพที่อยู่ข้างบน คือเปึนการถามคำถามว่า สหราชอาณาจักรนั้นควรจะยังคงเปึนสมาชิกของสหภาพยุโรปอยู่หรือไม่ แล้วก็ให้มีตัวเลือก คำตอบ ๒ ตัวเลือก คือ Yes เห็นชอบ กับ No ไม่เห็นชอบ ก็ฟังดูตรงไปตรงมาดีครับ แต่ต้องบอกว่าชุดคำถามคำตอบนี้ถูกทักท้วงนะครับท่านประธาน ว่ามันอาจจะเกิดความ ไม่เปึนธรรมเกิดขึ้นโดยมีบางคนยกเหตุผลขึ้นมาว่า ประชาชนที่อาจจะมีความลังเลใจ ไม่แน่ใจว่าจะลงคะแนนด้านไหน อาจจะมีแนวโน้มจะไปเลือกคำตอบในเชิงบวก ก็คือ Yes มากกว่าคำตอบในเชิงลบก็คือ No ดังนั้นครับ ผมไม่รู้หรอกครับว่าเหตุผลนี้ฟังขึ้นแค่ไหน ถ้าเกิดขึ้นจริงจะส่งผลต่อการลงคะแนนของคนมากน้อยแค่ไหน แต่เขาก็มีการรับฟัง ทุกข้อทักท้วง แล้วก็มีการปรับคำถาม แล้วก็ชุดหรือว่าตัวเลือกคำตอบของประชามติครั้งนั้น ให้เปึนที่ยอมรับของทุกฝ์ายมากขึ้น จนออกมาเปึนคำถามและคำตอบที่ปรากฏด้านล่าง ของภาพ ก็คือเปึนการถามครับว่า คุณคิดว่าสหราชอาณาจักรนั้นควรจะยังคงเปึนสมาชิก ของสหภาพยุโรป หรือออกจากสหภาพยุโรป และตัวเลือกคำตอบก็ไม่ได้เปึน Yes กับ No แล้วครับ แต่เปึนตัวเลือกคำตอบที่เขียนข้อความเต็ม ๆ ไปเลยว่า เห็นควรว่ายังคงเปึนสมาชิก ของสหภาพยุโรปอยู่ หรือเห็นควรว่าจะออกจากสหภาพยุโรป
ส่วนท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธานขอขยับมาที่ประเด็นที่พรรคก้าวไกลไม่ได้ เสนอในร่างของเรา แต่ว่าปรากฏอยู่ในร่างอื่นซึ่งมี ๓ ประเด็นครับ
ข้อที่ ๑ ก็คือการเพิ่มความเปึนไปได้ในอนาคตที่อาจจะกำหนดวิธีออกเสียง โดยไม่จำเปึนต้องใช้คูหาเลือกตั้งแบบดั้งเดิม ซึ่งถูกเสนอในร่างของพรรคเพื่อไทย
ประเด็นที่ ๒ คือการเพิ่มความรับผิดชอบของ กกต. ในการจัดให้มีการแสดง ความเห็นต่อประเด็นที่ถูกถามในประชามติโดยอิสระและเท่าเทียมกันทุกฝ์าย ซึ่งอยู่ในทั้งร่าง ของพรรคเพื่อไทยและร่างของพรรคภูมิใจไทย
ประเด็นที่ ๓ คือการจำแนกระหว่างประชามติที่มีผลบังคับทางกฎหมาย กับประชามติที่เปึนเพียงแค่การปรึกษาหารือ ซึ่งอยู่ในร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งใน ๓ ประเด็นนี้พรรคก้าวไกลเราก็ยินดีหารือและแลกเปลี่ยนร่วมกันเพิ่มเติมกับทุกฝ์ายในชั้น ของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นครับท่านประธาน หากกล่าวโดยสรุปแม้ว่าผมกับท่านประธาน อาจจะยังเห็นต่างกันอยู่เรื่องของจำนวนประชามติขั้นต่ำที่ต้องทำตามกฎหมาย แม้เราอาจจะ เห็นต่างกับรัฐบาลเรื่องการออกแบบคำถามประชามติครั้งแรก และแม้เรายังไม่แน่ใจว่า รัฐบาลเห็นตรงกับเราหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องการยืนยันหลักการว่า สสร. ควรจะมาจากการ เลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เพื่อเร่งให้เรามีการแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติให้เสร็จเรียบร้อย โดยเร็ว และเพื่อให้เรามีกติกาประชามติที่มีความเปึนธรรม มีความยืดหยุ่น มีความทันสมัย และมีความหลากหลาย ผมและพรรคก้าวไกลเรายินดีร่วมกันกับ สส. ทุกพรรค และคณะรัฐมนตรีในการรับหลักการทุกร่างเพื่อไปทำงานร่วมกันต่อในชั้นกรรมาธิการ และหาข้อสรุปในเชิงรายละเอียดที่เปึนที่ยอมรับของทุกฝ์าย ขอบคุณมากครับท่านประธาน