ชูศักดิ์ เสนอแก้ กม.ประชามติ จัดร่วมเลือกตั้ง-ลงคะแนนหลายวิธี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗

ชูศักดิ์ ศิรินิล หารือการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยเสนอให้จัดวันลงคะแนนร่วมกับการเลือกตั้งและใช้วิธีการลงคะแนนผ่านบัตร ไปรษณีย์ หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและประหยัดงบประมาณ พร้อมเสนอให้ผลประชามติขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากธรรมดาที่ต้องสูงกว่าผู้ไม่ออกเสียง และกำหนดให้ กกต. จัดเวทีเผยแพร่ความเห็นของทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันเพื่อความเป็นธรรม

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ขอนำเสนอบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเปึนร่างของพรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่นำเสนอในวันนี้วัตถุประสงค์สำคัญก็คือ เพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ใช้อยู่ในขณะนี้ โดยมีหลักการและเหตุผลดังที่ผมจะกราบเรียน ต่อท่านประธานและที่ประชุม ดังต่อไปนี้

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ดังนี้

๑. กำหนดให้หากมีการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนการ เลือกตั้งทั่วไป หรือหากมีการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการออกเสียง อาจกำหนดให้วัน ออกเสียงเปึนวันเดียวกับวันเลือกตั้ง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๑ วรรคสาม)

๒. กำหนดให้การออกเสียงให้กระทำโดยใช้บัตรออกเสียง หรือการออกเสียง ทางไปรษณีย์ หรือการออกเสียงโดยเครื่องลงคะแนนออกเสียงอิเล็กทรอนิกส์ หรือทางระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือโดยวิธีอื่น (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๒)

๓. กำหนดให้การออกเสียงให้ถือเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนน เสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามติ (แก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๓)

๔. กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการแสดงความคิดเห็น โดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะทำประชามติ (แก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง)

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอแสดงเหตุผลของการแก้ไขเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ไม่ได้ กำหนดให้วันออกเสียงสามารถกำหนดเปึนวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีการเลือกตั้งทั่วไป หรือวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นเนื่องจาก ครบวาระได้ ทำให้ต้องกำหนดวันออกเสียงแยกต่างหากจากวันเลือกตั้งทั้งที่อาจอยู่ใน ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เปึนการเพิ่มภาระงานและงบประมาณแผ่นดินในการจัดการออกเสียง อีกทั้งเปึนภาระกับประชาชนที่ต้องออกมาใช้สิทธิออกเสียงหลายครั้ง ดังนั้น จึงอาจ กำหนดให้วันออกเสียงเปึนวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ และวิธีการออกเสียงจากเดิมที่ กำหนดให้การออกเสียงกระทำโดยใช้บัตรออกเสียงเปึนหลัก ส่วนวิธีการออกเสียงโดยวิธีอื่น เปึนเพียงทางเลือกที่คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีได้ เปึนการกำหนดวิธีการออกเสียงที่ สามารถกระทำได้โดยวิธีการต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อความสะดวกของประชาชนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง นอกจากนั้นยังให้มีการแก้ไขเรื่องผล ของการออกเสียงที่ถือว่ามีข้อยุติ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเต็มจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีจำนวนเสียงเกิน กึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามติ ซึ่งเห็นว่าไม่ควรแยกประเภท การออกเสียงเปึนการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติ หรือเปึนเพียงการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษา แก่คณะรัฐมนตรี เนื่องจากกระบวนการจัดการออกเสียงเปึนกระบวนการเดียวกันและใช้ งบประมาณจำนวนมาก เปึนการไม่คุ้มค่ากับงบประมาณหากจะจัดการออกเสียงเพียงเพื่อให้ การปรึกษา และหากกำหนดให้ผลออกเสียงต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเปึนจำนวนเกิน กึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และต้องมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ในเรื่องที่จะทำประชามตินั้น (เสียงข้างมากเด็ดขาด) เห็นว่าเปึนไปได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากการออกเสียงประชามติต่างกับการเลือกตั้งที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเปึนตัวแปรในการ หาเสียงและรณรงค์ ให้คนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง (ซึ่งหลายครั้งยังพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) แต่การออกเสียงประชามติเปึนเพียงการสอบถามความเห็น ของประชาชนในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ซึ่งประเด็นนั้นอาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของ ประชาชนโดยทั่วไป จึงไม่มาใช้สิทธิออกเสียง ดังนั้น จึงไม่ควรนำจำนวนประชาชนส่วนนี้ มาเปึนผลต่อการออกเสียง และควรแก้ไขให้การออกเสียงถือเพียงเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามติ ซึ่งสอดคล้องกับการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ที่ใช้เพียงเสียงข้างมากธรรมดา และสุดท้ายคือการกำหนดให้เปึนหน้าที่ของ คณะกรรมการที่ต้องจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่จัดทำประชามติ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๑

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะกราบเรียน เพิ่มเติมโดยสังเขปเล็กน้อย ดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประชามติทั้งของรัฐบาล และของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคก้าวไกล รวมทั้งพรรคภูมิใจไทยที่เสนอมาในวันนี้ ๔ ร่าง วัตถุประสงค์หลักของการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือเรื่องการที่กำหนดเสียงชี้ขาด เสียงข้างมากเด็ดขาดตามที่กำหนด ไว้แต่เดิมในมาตรา ๑๓ ของกฎหมายประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ทุกร่างจึงขอแก้ไขในมาตรานี้ แล้วก็มีลักษณะเหมือน ๆ กันว่าต้องการลดขนาดของการออกเสียงที่เปึนเสียงข้างมาก เด็ดขาดลงมา เพียงว่าการลดขนาดลงมานั้นจะลดลงมากน้อยเพียงใดก็สุดแต่ความคิดของ แต่ละพรรค ความคิดของคณะรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ก็กราบเรียนว่าไม่เหมือนกันทีเดียวนัก แต่เดิมในร่างมาตรา ๑๓ ของกฎหมายประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ผมขอเรียนท่านประธานโดย สรุปเล็กน้อยว่า เสียงชี้ขาดนั้นต้องมีเสียงที่เขาเรียกว่า Double Majority ที่เรียกว่า เสียงข้างมากเด็ดขาด ๒ ชั้น คือ ข้อที่ ๑ ผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง หลังจากนั้นก็ต้องไปดูข้อที่ ๒ ว่าจำนวนเสียงเห็นชอบต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิออกเสียง ความหมายก็คือว่า เช่น ผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ๔๐ ล้านคน สมมุติตัวเลขกลม ๆ แบบนั้น ผู้มาใช้สิทธิต้อง ๒๐ ล้านขึ้น และเสียงชี้ขาดต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ ๒๐ ล้านขึ้น เขาจึง เรียกว่าเปึน Double Majority ตัวอย่างเช่นนี้ถ้าผมยกเมื่อป้ ๒๕๕๐ มีผู้ไม่เห็นชอบ ๑๐.๗ ล้านคน มีผู้เห็นชอบ ๑๔.๗ ล้านคนโดยประมาณ กล่าวเช่นนี้ ก็หมายความว่าถ้าเสียงของประชาชนประมาณ ๓ ล้านเศษ ๆ ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง การลงประชามติในคราวที่แล้วป้ ๒๕๕๐ ถ้าใช้ Double Majority ถือว่าไม่ผ่าน ถ้าคนประมาณ ๓ ล้านเศษ ๆ เขาไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง ป้ ๒๕๖๐ ผู้ใช้สิทธิ ๕๐ ล้านคน ออกมาใช้สิทธิ ๒๙.๗ เห็นชอบ ๑๖.๘ ไม่เห็นชอบ ๑๐.๕ ถ้าประมาณ ๔ ล้านเศษ ๆ ไม่ออกมาใช้สิทธิแปลว่า Double Majority ตามมาตรา ๑๓ ไม่ผ่าน เหตุนี้ก็ด้วยเหตุผลว่าเราจึงควรจะแก้มาตรานี้ เสีย เหตุผลสำคัญก็คือเนื่องจากการออกเสียงประชามตินั้นมีเหตุผลความจำเปึนต้องการ สอบถามความเห็นของประชาชน ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งไปรณรงค์กัน แม้ขนาดจะรณรงค์แล้วผลของการเลือกตั้งบางจังหวัด ผู้ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็มี แต่ก็ชนะการเลือกตั้ง ตามกฎกติกาที่ว่าไว้ โดยเหตุนี้ผมเข้าใจโดยสรุปครับท่านประธานว่า หลายพรรคการเมือง รัฐบาลก็ดีก็คิดว่าเรื่องนี้อาจจะเปึนปัญหาในการทำประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำ ประชามติสำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จึงสมควรที่จะแก้ไขในเรื่องนี้เสียให้เปึนสิ่งที่ปฏิบัติได้ ไม่ใช้คะแนนเสียงจนเกินมากไป ส่วนจะลดลงมาเท่าไรอันนั้นเปึนเรื่องที่คงไปพูดกันในชั้นกรรมาธิการ นอกเหนือจาก การแก้ไขเรื่องของมาตรา ๑๓ จึงถือโอกาสแก้ไขเรื่องอื่น ๆ พร้อมกันไป เช่น แก้ไขเรื่อง วันออกเสียง ถ้ามันใกล้เคียงกับการเลือกตั้งทั่วไป ใกล้เคียงกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็อาจจะ จัดเปึนวันเดียวกันเพื่อประหยัดงบประมาณ เพื่อไม่ต้องสิ้นเปลืองเวลาของพี่น้องประชาชน เมื่อก่อนการใช้บัตรออกเสียงถือเปึนหลัก ส่วนจะใช้วิธีอื่นหรือไม่ก็เปึนข้อยกเว้นที่กรรมการ กำหนด เราก็คิดว่าน่าจะใช้วิธีการอื่น ๆ พร้อมกันไปได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งมีความจำเปึนตามกฎหมายที่จะต้องเผยแพร่และเป่ดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น โดยทั่วหน้า ก็เปึนที่ทราบกันดีรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ในคราวก่อนนี้ไม่เป่ด โอกาสให้วิพากษ์วิจารณ์ ไม่เป่ดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น เราก็คิดว่าควรจะแก้ไขเรื่องนี้ ไปพร้อม ๆ กัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เปึนเรื่องของรัฐบาลที่เสนอเพิ่มเติมเข้ามา เช่น เขตออกเสียง ถ้าพร้อมกันให้ใช้เขตออกเสียงตามที่กำหนดไว้ของการเลือกตั้ง อย่างนี้เปึนต้น อันนี้ก็กล่าว โดยสรุปครับท่านประธานที่เคารพครับว่าเปึนเหตุผลความจำเปึนที่ควรจะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ กระผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย ก็น่าจะได้รับหลักการร่างทั้งหมดทั้ง ๔ ร่างไปพร้อมกัน พร้อมกับการตั้งกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาในรายละเอียดต่อไป กราบเรียนด้วยความเคารพครับท่านประธาน ขอบคุณครับ