ภราดร ปริศนานันทกุล เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยเสนอให้แยกประเภทการลงประชามติเป็นการมีข้อยุติและเพื่อให้คำปรึกษา รวมถึงการจัดให้มีการลงคะแนนร่วมกับการเลือกตั้งเพื่อประหยัดงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมชี้แจงแนวคิดการนับคะแนนเสียงข้างมากจากผู้มาใช้สิทธิ โดยไม่จำเป็นต้องถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด เพื่อให้การประชามติสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้มากขึ้น และยินดีร่วมพิจารณาร่างกฎหมายนี้ในกรรมาธิการต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตท่านประธานเปึนตัวแทนของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมทั้งสมาชิก พรรคภูมิใจไทย ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนอื่นผมขออนุญาตท่านประธานอ่านในตัวหลักการและเหตุผลที่ได้นำเสนอ ต่อสภา แต่หลังจากนั้นก็จะขอเวลาท่านประธานอีกสักเล็กน้อยในการอธิบายความ ต่อไปนะครับ อันดับแรกขออนุญาตท่านประธานอ่านเอกสารนะครับ
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ ดังนี้
๑. กำหนดให้มีการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติและการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษา แก่คณะรัฐมนตรี (เพิ่มมาตรา ๙/๑)
๒. กำหนดให้หากมีการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เปึนการทั่วไป หรือหากมีการกำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ให้กำหนดวันออกเสียง เปึนวันเดียวกัน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๑ วรรคสาม)
๓. กำหนดคะแนนการออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติและคะแนนการออกเสียง เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี (แก้ไขมาตรา ๑๓)
๔. กำหนดการจัดทำและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔ วรรคสาม)
เหตุผล โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้การออกเสียงตามมาตรา ๙ ต้องถือว่ามีข้อยุติและต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง เปึนจำนวนกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามติ ซึ่งการกำหนดให้การออกเสียงทุกประเภทต้องถือว่า มีข้อยุติและการกำหนดคะแนนการออกเสียงดังกล่าวมีจำนวนมากเกินไป จึงยากที่จะได้ข้อยุติ ในเรื่องที่จะมีการจัดทำประชามติ ทำให้การออกเสียงประชามติอาจไม่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติแต่ละเรื่องแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณ จำนวนมาก ดังนั้น จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยกำหนดให้การออกเสียงตามมาตรา ๙ มีทั้งกรณีที่มีการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติ หรือบางกรณีควรกำหนดให้มีการออกเสียง เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีตามที่คณะรัฐมนตรี ได้กำหนด และกำหนดคะแนนการออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติ และการออกเสียงเพื่อให้ คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี มีคะแนนการออกเสียงที่แตกต่างกัน รวมทั้งกำหนดกรณีหากมี การกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เปึนการทั่วไป หรือหากมีการกำหนด วันเลือกตั้งท้องถิ่นแล้วแต่กรณี ให้กำหนดวันออกเสียงเปึนวันเดียวกัน นอกจากนี้ ควรกำหนดให้มีการจัดทำและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียง ต้องมุ่งให้ ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียง และต้องดำเนินการให้ข้อมูล เกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดทำประชามติแก่ประชาชนได้รับทราบอย่างเพียงพอ จึงจำเปึนต้องตรา พระราชบัญญัตินี้
นี่คือหลักการและเหตุผลในร่างพระราชบัญญัติที่พวกผมได้นำเสนอต่อ สภาแห่งนี้ ร่วมกับอีก ๓ ร่างที่เหลือ เปึนร่างของคณะรัฐมนตรี เปึนร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ และเปึนร่างของพรรคก้าวไกล คือของคุณพริษฐ์ ผมขออนุญาตนำเสนอในส่วนของเหตุผล เพิ่มเติมว่า เหตุผลใดจึงเสนอร่างนี้ขึ้นมา ซึ่งมีรายละเอียดในบางประเด็น บางเรื่องที่แตกต่าง จากอีก ๓ ร่างที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขในเรื่องของมาตรา ๑๓ ในเรื่องของเสียงชี้ขาด หรือเรื่องของการหาข้อยุติ เมื่อสักครู่นี้ทางคณะรัฐมนตรีเอง ทางอาจารย์ชูศักดิ์เอง และทาง คุณพริษฐ์เอง ได้อธิบายความในประเด็นสำคัญของการแก้ไขกฎหมายประชามติฉบับนี้ ผมเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลักของทุกพรรคการเมืองและทุกร่างนี้เหมือนกัน และเห็นถึงข้อจำกัด ของกฎหมายประชามติฉบับ ๒๕๖๔ เหมือนกัน นั่นคือการกำหนดในมาตรา ๑๓ การหาข้อยุติ หรือการหาข้อชี้ขาด กฎหมายนี้กำหนดให้มีการทำ Double Majority หมายความว่าถ้าหากว่า จะให้มีการผ่านในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะต้องถามประชาชน จะต้องมีเกณฑ์ถึง ๒ ชั้นอย่างที่ คุณพริษฐ์ แล้วก็ทางอาจารย์ชูศักดิ์ได้อธิบาย นั่นคือเกณฑ์แรกจะต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดออกมาใช้สิทธิ ในขั้นที่ ๒ จะต้องผ่านเกณฑ์ คือจะต้องมีผู้เห็นชอบมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิด้วย นี่คือล็อกที่ยากมากในการที่จะทำให้การทำประชามติเปึนผลสัมฤทธิ์ในทางใดทางหนึ่ง หรือมีผลสัมฤทธิ์ที่เปึนไปในทิศทางบวกกับการทำประชามติในครั้งนั้น เพราะการหาผู้ที่มี ความสนใจในประเด็นนั้น ๆ เพื่อที่จะออกมาทำประชามติ เพื่อที่จะมาแสดงความคิดเห็น ในประเด็นนั้น ๆ ต้องผ่านเกณฑ์ถึง ๒ ชั้นเปึนเรื่องที่ค่อนข้างจะยากและสำหรับฝัืงที่ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่ทำประชามติ สามารถที่จะไม่ออกไปใช้สิทธิเพื่อทำให้การทำ ประชามติครั้งนั้นล้มเหลวได้ ผมเชื่อว่าทุกคน ทุกพรรคการเมืองเห็นพ้องต้องกัน จึงมีวัตถุประสงค์ในการที่จะเสนอร่างนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขกฎหมายประชามตินี้ ในส่วนของผม พรรคภูมิใจไทย ในมาตรา ๑๓ ผมเห็นต่างจากอาจารย์ชูศักดิ์ กับร่างของ ครม. และร่างของ คุณพริษฐ์เล็กน้อย ร่างของ ครม. กับร่างของคุณพริษฐ์คล้ายกันครับ เหมือนกันครับ นั่นคือใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ สมมุติว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิ ๑๐๐ คน ถ้ามีเสียงผู้เห็นด้วย ๕๑ คน ก็ถือว่าชนะ ในเคสของอาจารย์ชูศักดิ์ ในร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ อาจารย์ชูศักดิ์ใช้แค่เสียงข้างมากของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ไม่จำเปึนต้องเปึนกึ่งหนึ่ง หมายความว่า มีผู้มาใช้สิทธิ ๑๐๐ คน อาจารย์ชูศักดิ์บอกว่ามีเสียงข้างมาก อาจจะมีแค่ ๒๐ เสียง กับอีกฝ์ายหนึ่งมี ๑๒ เสียง แบบนี้ก็ถือว่าผ่านการทำประชามติ แต่สำหรับร่างของผม ผมแบ่งเปึน ๒ ประเด็น แบ่งเปึน ๒ ประเด็นในมาตรา ๙ (๒) (๔) และ (๕) ในวงเล็บนี้ เปึนเรื่องที่ไม่ค่อยมีความสลักสำคัญเท่าไรนัก เปึนเรื่องที่เพียง ครม. หาความคิดเห็นจาก ประชาชน เปึนเรื่องที่ไม่มีความสำคัญมากมายนัก อาจจะไม่จำเปึนที่จะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่เรื่องที่มีความสลักสำคัญ เช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญผมเขียนเอาไว้อีกแบบหนึ่ง ผมขออธิบายในเกณฑ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ในมาตรา ๙ (๑) สิ่งที่ผมเขียนเอาไว้ ก็คือว่า ผมอยากจะเห็นการที่พี่น้องประชาชนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด สมมุติ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของประเทศนี้มี ๕๒ ล้านคน อยากจะเห็นคนกึ่งหนึ่ง คือ ๒๖ ล้านคน ออกมา แสดงความคิดเห็นเปึนอย่างน้อยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งอันนี้ แตกต่างจากกฎหมายเดิมครับ กฎหมายเดิมทำเปึนล็อก ๒ ชั้น ๕๒ ล้านคน จะผ่านทำ ประชามติ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิ ๒๖ ล้าน และจะต้องมีเสียงถึง ๑๓ ล้านเสียง ถึงจะผ่าน ประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่สำหรับร่างของผม ผมปลดล็อกมา ๑ ชั้น คือตัวชั้นแรก ๕๒ ล้านเสียง กึ่งหนึ่งของ ๕๒ ล้านเสียง คือ ๒๖ ล้านเสียง ยังคงให้มีอยู่ แต่ชั้นที่ ๒ กึ่งหนึ่ง ของผู้มาใช้สิทธิคือ ๑๓ ล้านเสียง ไม่จำเปึนต้องถึง ๑๓ ล้านเสียง เปึนเพียงแค่เสียงข้างมาก ซึ่งแตกต่างจากทั้ง ๓ ร่าง ผมต้องอธิบายกับท่านประธานว่าเพราะเหตุใดจึงจำเปึนต้อง กำหนดเอาไว้แบบนี้ในส่วนของมาตรา ๙ (๑) ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับจากนี้จะต้องมีการทำประชามติเพื่อขอฉันทามติจาก พี่น้องประชาชน แน่นอนเมื่อทำประชามติมา อย่างเช่น ฉบับป้ ๒๕๖๐ ทำประชามติมีผู้ที่ เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลายสิบล้านคน แต่ในกรณีถ้าหากว่าเราจะมีการทำประชามติ ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๒ แล้วมีผู้มาใช้สิทธิในวันนั้นเพียงแค่ ๑ ล้านคน ถือว่าเปึนจำนวนน้อยมากครับ ๑ ล้านคน ถ้าหากว่าเราใช้ร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ หรือร่างของคุณพริษฐ์ ผู้มาใช้สิทธิ ๑ ล้านคน และเห็นชอบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่าง ของคุณพริษฐ์ คือ ๕๐๐,๐๐๐ คน ก็สามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็คือว่า ความไม่น่าเชื่อถือของการทำประชามติครั้งนั้นครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ ผ่านเสียงการทำประชามติในชั้นเปึนรัฐธรรมนูญถึง ๑๐ กว่าล้านเสียง แต่หากมีผู้มาใช้สิทธิน้อยกว่านั้นความน่าเชื่อถือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันจะไม่เกิดขึ้น เราจึงเห็นว่าจึงควรที่จะต้องมีล็อกชั้นแรก คือกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งประเทศมาแสดงความคิดเห็น เพื่อที่จะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของประเด็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เฉพาะรัฐธรรมนูญนะครับ ส่วนประเด็นอื่นที่ทางรัฐบาล หรือทางสภาเอง หรือทางพี่น้องประชาชนจะขอให้มีการทำประชามติก็ใช้เพียงเสียงข้างมากเท่านั้น อันนี้คือ ความแตกต่างของร่างของพรรคภูมิใจไทย กับร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ ร่างของ ครม. และร่าง ของคุณพริษฐ์ ซึ่งอย่างไรก็ดีครับท่านประธาน ผมเข้าใจทั้งคุณพริษฐ์ที่อธิบาย ทั้งอาจารย์ ชูศักดิ์ที่อธิบายเมื่อสักครู่ เข้าใจว่าการที่จะให้คนถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นั่นคือ ๒๖ ล้านเสียง ออกมาใช้สิทธิในวันทำประชามติเปึนเรื่องยากมาก ผมจึงไม่ขัดข้องถ้าหากว่า ในชั้นกรรมาธิการมีการไปปลดล็อก หรือมีการลดเกณฑ์ในการที่จะให้ผ่านในชั้นแรกนี้ลดลง จากกึ่งหนึ่ง เหลือ ๑ ใน ๓ หรือมีเกณฑ์อย่างอื่น มีตัวเลขอย่างอื่นที่เปึนตัวเลขที่เหมาะสม พอสมควร ผมไม่ขัดข้องที่ในชั้นกรรมาธิการจะมีการแก้ไขในร่างนี้ หรือไม่ขัดข้องเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าใช้ร่างของคุณพริษฐ์ ร่างของ ครม. หรือร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ เพราะผมเชื่อว่า วัตถุประสงค์หลักของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้การทำประชามติสามารถที่จะ บรรลุผลในบั้นปลายได้ง่ายมากขึ้น มากกว่าการทำประชามติตามกฎหมายประชามติ ฉบับที่เราใช้กันอยู่ นี่คือเหตุผลหลักที่พวกผมพรรคภูมิใจไทยได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อันนี้คือในประเด็นที่ว่า
ส่วนอีก ๒ ประเด็นใช้เวลาสั้น ๆ เท่านั้นครับ ในเรื่องของวันที่จะมีการใช้สิทธิ ก็เสนอเช่นเดียวกันให้มีการไปใช้สิทธิในวันที่มีการเลือกตั้ง สส. หรือมีการเลือกตั้งท้องถิ่น พร้อมกันทั่วประเทศก็สามารถที่จะใช้ในวันเดียวกันได้เพื่อที่จะประหยัดงบประมาณต่อไป ก็ถือโอกาสตรงนี้เสนอร่าง แล้วก็อธิบายความสั้น ๆ แล้วก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ