จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบายและอนาคตของประเทศ พร้อมทั้งชี้ว่ากฎหมายปัจจุบันถูกใช้เป็นเครื่องมือขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทนที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยทางตรง
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมได้รับ มอบหมายให้อภิปรายสรุปญัตติเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่เสนอโดยอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ ผมจะใช้เวลาให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเปึนไปได้ โดยจะพูดถึงหลักการ เหตุผล และวัตถุประสงค์ที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ในการอภิปรายวันนี้ท่านประธานจะเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเรียกว่าทั้งหมดก็ว่าได้ ได้เห็นพ้องต้องกันว่าต้องการทำให้ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติเปึนเครื่องมือในการที่ประชาชนจะเปึนผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ทางตรงหรือว่าประชาธิปไตยทางตรง ต้องการพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพ ช่องทางความเปึนเสรี เหล่านี้คือการต้องการให้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเปึนเครื่องมือที่ให้อำนาจ ทางตรงแก่ประชาชน แต่ว่าเราคงจะต้องทำความเข้าใจอยู่บ้างเหมือนกันว่า การทำประชามติที่ให้ประชาชน กำหนดอนาคตของประเทศ กำหนดนโยบายสำคัญของประเทศยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้ ที่พูดอย่างนี้บางท่านก็อาจจะสงสัยว่าก็มีการทำประชามติไป ๒ ครั้ง สำหรับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๖๐ แต่ว่าจากตรงนั้นละครับ เราจะเห็นว่าการล้มลุกคลุกคลาน ของประชาธิปไตยมาจากมีการรัฐประหาร คณะรัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วก็ เพื่อที่จะให้รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมานั้นผ่านและเปึนที่ยอมรับก็เลยจัดให้มีการทำประชามติ เหมือนที่สากลเขาทำกัน แต่ว่าการทำประชามติ การจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติ ที่ผ่านมา ๒ ครั้งในอดีตนั้น เราก็จะพบว่าได้ถูกบิดเบือนไป จนกระทั่งการทำประชามติ หรือการจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติเปึนเครื่องมือสำหรับที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ ที่ไม่เปึนประชาธิปไตยผ่านการทำประชามติไปได้ โดยใช้การบิดเบือนในแง่ของการบังคับให้ ประชาชนไม่มีทางเลือก การหลอกว่าถ้าหากประชามติไม่ผ่านก็จะไม่มีการเลือกตั้ง ถ้าประชามติผ่านจึงจะมีการเลือกตั้ง การไม่ให้มีการรณรงค์อย่างเสรี การห้ามบิดเบือน ซึ่งเป่ดช่องให้เจ้าหน้าที่ตีความกฎหมายและข้อเท็จจริง เพื่อเปึนการป่ดปากผู้ที่มี ความคิดเห็นที่แตกต่าง อันนี้เกิดขึ้นในการทำประชามติทั้ง ๒ ครั้ง เพราะฉะนั้นการแก้ พ.ร.บ. การออกเสียงลงประชามติในครั้งนี้ครับท่านประธานที่เคารพ จึงเปึนโอกาสที่ สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาจะทำให้ พ.ร.บ. ประชามติ เปึนเครื่องมือที่จะทำให้ประชาชน ใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงกำหนดนโยบายสำคัญของรัฐบาล และกำหนดอนาคตของประเทศ ก็คือการเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปึนครั้งแรก ท่าน สส. ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายว่า การแก้พระราชบัญญัติประชามติในครั้งนี้จะมีประโยชน์ต่อการทำประชามติ ในเรื่องต่าง ๆ พูดถึงการทำประชามติอย่างกว้างขวางในเรื่องนโยบายสำคัญ พูดถึงเรื่อง การลงประชามติโดยอิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพ ให้มีการประหยัด หลายสิ่งหลายอย่างนั้น พรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วย และความจริงเรื่องสำคัญ ๆ เราก็เสนออยู่ในร่างของพรรคเพื่อไทย แต่จำเปึนต้องพูดกันตรง ๆ ว่า การเสนอแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติในครั้งนี้เราเห็นว่า เปึนความจำเปึนและเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นอันนี้ต้องพูดกัน ตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม ว่าต้องการให้แก้ไขประชามติในหลาย ๆ ด้านไปหมดไม่ใช่เฉพาะเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็เปึนความจริงบางส่วน แต่เหตุผลตรงไปตรงมาที่สุดก็คือว่า พรรคเพื่อไทยเราพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อยมา ร่างของพรรคเพื่อไทย ก็ยังค้างอยู่ และในการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำโดยทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่น มาถึงขั้นตอนที่มีข้อสรุปว่าจะต้องมีการทำประชามติ ปัญหาที่เราไปพบก็คือว่า การทำ ประชามติต้องทำโดยใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่มีอยู่ แต่ พ.ร.บ. ว่าด้วย การออกเสียงประชามติที่มีอยู่เปึนปัญหาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ พ.ร.บ. ว่าด้วยการ ออกเสียงประชามติที่เขียนไว้นี้ ไม่ได้ตั้งใจให้ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจให้เปึนเครื่องมือในการที่ประชาชนจะไปผ่านรัฐธรรมนูญ แต่เปึนกลไกสำคัญที่มีไว้เพื่อยับยั้งขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าหากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่า สมควร มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และตอนท้ายสรุปว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติ เสียก่อนว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อจัดทำร่างเสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกครั้งหนึ่ง คำถามคือว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่เขียนไว้นี้ จะเอื้ออำนวย หรือยับยั้ง ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกหลายท่านเกือบจะทุกพรรคพูดไป ในทางเดียวกันว่า เรื่องที่เปึนปัญหาคือเรื่องที่กำหนดให้ใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือที่ใช้คำว่า Double Majority ดูจะเห็นตรงกันเปึนส่วนใหญ่ ว่าเรื่องนี้เปึนปัญหาและต้องแก้ไข แต่ว่า ในรายละเอียดก็มีการเสนอรายละเอียดที่ต่างกันออกไป เช่น ร่างของ ครม. บอกว่า ต้องลงคะแนนมากกว่าร้อยละ ๕๐ ของผู้ออกมาใช้สิทธิ ต้องมากกว่าคะแนนผู้ไม่แสดง ความคิดเห็น ร่างของพรรคเพื่อไทยบอกว่าต้องมีคะแนนเปึนเสียงข้างมาก และต้องมีคะแนน มากกว่าคะแนนของผู้ไม่แสดงความคิดเห็น ส่วนร่างของพรรคก้าวไกลบอกว่าประชามติ จะผ่านก็ต่อเมื่อต้องมีเสียงมากกว่าร้อยละ ๕๐ ของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ก็คือมากกว่า ผู้ไม่เห็นด้วยรวมกับผู้ที่งดออกเสียง อันนี้คือความแตกต่างในรายละเอียด คำถามจึงมีต่อไปว่า เมื่อเห็นต่างกันอย่างนี้ แล้วจะใช้หลักการเหตุผลอะไรที่จะไปสู่ข้อสรุปว่าหลักเกณฑ์ ที่กำหนดว่าต้องได้เสียงมากหรือน้อยเท่าไร มันควรจะเปึนอย่างไร ท่านประธานครับก็ต้อง ย้อนไปว่า เวลารัฐธรรมนูญบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรานั้นมาตรานี้ต้องไปทำประชามติ ก็ดี หรือการที่ศาลวินิจฉัยว่าถ้าจะร่างกันใหม่ ร่างฉบับใหม่ต้องไปทำประชามติเสียก่อน ทำประชามติด้วยหลักเกณฑ์อะไร ทางรัฐสภาก็จะมีหลักเกณฑ์ลงมติด้วยเสียงข้างมาก แล้วก็ มีเงื่อนไขประกอบมาว่าต้องมีเสียง สว. เท่าไร มีเสียงฝ์ายค้านเท่าไร การทำประชามติจะใช้ หลักเกณฑ์อะไร ถ้าหากจะพูดว่าให้ง่าย ให้ยาก อย่างนั้นก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า ทำไมจะต้องแก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเพื่อให้ผ่านรัฐธรรมนูญได้โดยง่าย หรือถ้ายากเกินทำไมจึงจะแก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้ยากจนแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้คำตอบในเรื่องนี้ก็คือต้องย้อนไปดูว่าในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ดี ป้ ๒๕๖๐ ก็ดี โดยเฉพาะการรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ คือฉบับปัจจุบัน ใช้หลักเกณฑ์ในการตัดสินว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบว่าอย่างไร หลักเกณฑ์ในการเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ก็คือร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ จะผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ทั่วประเทศหรือไม่ มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญประการเดียวคือใช้เสียงข้างมาก เสียงข้างมาก บอกว่าเห็นชอบก็เปึนอันเห็นชอบ เสียงข้างมากบอกว่าไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ตกไป เมื่อการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่เปึนตัวแม่ คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ฉบับป้ ๒๕๖๐ ใช้หลักเกณฑ์นี้ คำถามต่อไปจึงเปึนว่าแล้วถ้าจะไปทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา หรือจะแก้ รัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ จะใช้หลักเกณฑ์ที่แตกต่างไปได้ หรือไม่ เช่น ถ้าบอกว่าจะแก้ใหม่เปึนว่าต่อไปนี้ใช้หลักเกณฑ์ว่ามีเสียงเห็นชอบรับรองเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ก็เปึนอันใช้ได้ หรือบอกว่าต้องเห็นชอบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์จึงใช้ได้ อันนี้จะเอา อะไรมาตัดสิน ไม่มีวิธีอะไรที่จะมีหลักเหตุผลในการตัดสินเรื่องนี้ได้ดีกว่า การย้อนไปทำใช้ หลักเกณฑ์เดียวกันกับการทำประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ เอง ดังนั้น ด้วยเหตุผลอย่างนี้พรรคเพื่อไทยจึงเสนออย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่อง Double Majority เรื่องเสียงข้างมาก ๒ ชั้นนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือมันเปึนหลักเกณฑ์ กติกาที่ทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยไป รวมกับผู้ที่ไม่ออกเสียงลงคะแนนแล้วจะกลายเปึนเสียงข้างมากไปได้ แล้วก็สามารถชนะ ผู้ที่มาลงคะแนนเห็นชอบ ท่านสมาชิกหลายท่านได้ให้เหตุผล ได้ยกตัวอย่างกรณี ในต่างประเทศให้เห็นแล้วว่ากรณีแบบนี้เปึนปัญหา แต่เรากลับมาที่เดิมครับ พรรคเพื่อไทย กลับมาตรงที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ เห็นชอบในการทำประชามติกันมาด้วยหลักเกณฑ์ อย่างไรก็ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้น จึงได้เสนอเปึนร่างของพรรคเพื่อไทยซึ่งก็สอดคล้องกัน กับร่างของรัฐบาล ความจริงก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนักกับร่างของพรรคก้าวไกล เพียงแต่ว่า ผมต้องการย้ำหลักเหตุผลที่สำคัญ นอกจากนั้นแล้วในร่างของพรรคเพื่อไทยซึ่งความจริง ก็ตรงกับพรรคก้าวไกลด้วย ก็คือกำหนดเรื่องการลงประชามติในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง เพื่อให้คนมาลงคะแนนออกเสียงประชามติกันได้มาก ๆ แล้วก็เปึนการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกอย่างหนึ่งก็คือการเลือกทางจดหมายหรือทาง Online ซึ่งทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ก็เสนอตรงกัน มีที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญเปึนพิเศษอีกเรื่องหนึ่ง น่าจะมีอยู่ในร่างของ พรรคเพื่อไทยเพียงร่างเดียว ก็คือการรณรงค์ให้เปึนไปได้อย่างเสรี และทุกฝ์ายรณรงค์ อย่างไม่ถูกจำกัดสิทธิ ซึ่งเรามีประสบการณ์มาจากการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับที่ผ่านมา ที่ไม่เป่ดให้การทำประชามติเปึนไปอย่างเสรี ไม่เป่ดให้ผู้ที่เห็นต่างแสดง ความคิดเห็นหรือรณรงค์และยังมีกฎหมายว่าด้วยการห้ามบิดเบือน คำว่า บิดเบือน ก็ตีความ กว้างไปถึงการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากร่างรัฐธรรมนูญก็ถือเปึนบิดเบือน และใช้ อำนาจของคณะรัฐประหารในการจับกุม ในการดำเนินคดีกับผู้ที่เห็นแตกต่างหรือผู้ที่รณรงค์ จนกระทั่งไม่สามารถรณรงค์ได้ ในร่างฉบับนี้เราจึงต้องการจะย้ำว่าการทำประชามติที่ดี จะต้องเปึนการทำประชามติที่เสรีเปึนธรรม เป่ดให้ประชาชนทุกฝ์ายไม่ว่าจะเห็นด้วยกับ คำถาม หรือไม่เห็นด้วยกับคำถามไม่ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่เห็น ด้วยก็สามารถรณรงค์ได้อย่างเสรี สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นโดยสรุปครับท่านประธานที่เคารพ การแก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามตินี้ไม่ใช่เรื่องความพยายามที่จะแก้ปัญหาทางเทคนิคทั้งหลายทั้งปวง แต่เปึนเรื่องที่ มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ก็คือมีความสำคัญที่จะส่งผลต่อการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดย สสร. เกิดขึ้น และไม่ให้ พ.ร.บ. ว่าด้วย การออกเสียงประชามติเปึนอุปสรรคขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยหลักการ หลักเกณฑ์ ที่ตรงไปตรงมา คือร่างฉบับแม่ทำประชามติด้วยหลักเกณฑ์อย่างไร การทำประชามติ ที่จะเกิดขึ้นโดย พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติก็จะต้องเปึนไปโดยหลักเกณฑ์ เดียวกัน นอกจากนั้นจากการที่แก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติอย่างนี้จะทำให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญไม่ถูกระงับยับยั้ง ไม่ถูกขัดขวาง แต่ถ้าไม่แก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามตินี้เสียให้ถูกต้อง การทำประชามติที่เกิดขึ้นอาจจะนำไปสู่การขัดขวางการแก้ รัฐธรรมนูญ และอาจจะมีผลทำให้เราไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญกันไปได้อีกยาวนานมาก เนื่องจากจะมีการสรุปว่าประชาชนทั่วประเทศไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ ที่เปึนเรื่องสำคัญก็ตาม หรือเปึนเรื่องปลีกย่อย ก็ตาม เราเชื่อว่าในขั้นกรรมาธิการ ในขั้นแปรญัตติก็สามารถที่จะมีการหารือกันเพื่อหา ข้อสรุปที่ตรงกัน และเปึนประโยชน์สูงสุดต่อการทำให้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เปึนเครื่องมือสำคัญของประชาชนในการแสดงออกในการใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงต่อไป ขอบคุณครับ