นิกร จำนง ชี้แจงเหตุผลการเสนอร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติแทนการใช้กลไกกฎหมายปฏิรูป โดยอธิบายกรอบเวลาและกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายในรัฐสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเสนอร่างกฎหมายในช่วงเปลี่ยนผ่านอายุของวุฒิสภา และชี้แจงกรณีรัฐบาลไม่เสนอร่างดังกล่าวเป็นกฎหมายปฏิรูป พร้อมอธิบายขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในสภานิติบัญญัติ
นายนิกร จำนง
กรรมการและโฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษา แนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะผู้ชี้แจงร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคณะรัฐมนตรีนะครับ ก็จะขอชี้แจงต่อคำถาม ท่านแรกของท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ที่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ทำไมถึงเปึนกฎหมายไม่เปึนปฏิรูป ซึ่งประเด็นนี้นะครับ ต้องขออนุญาตใช้เวลานิดหน่อยนะครับ เพราะว่าเปึนประเด็นที่มีการพูดถึงกันอยู่เยอะแล้ว ก็มีความซับซ้อน แล้วก็มีความเกี่ยวเนื่องนะครับ ในประเด็นแรกผมจะชี้แจงเปึน ๓ ประเด็น
ประเด็นแรกเกี่ยวกับระยะเวลาในการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๗๐ ของคณะรัฐมนตรี
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าระยะเวลาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการหมวด ๑๖ นะครับ ในการปฏิรูปประเทศ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ประเด็นที่ ๓ ทำไมคณะรัฐมนตรีถึงไม่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการ ออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เปึนกฎหมายปฏิรูปนะครับ
ประเด็นแรกก็อยากจะกราบเรียนต่อสภาแห่งนี้ว่า รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๐ เปึนบทเฉพาะกาลนะครับ ที่กำหนดให้ ร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศให้เสนอ และพิจารณาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งถือเปึนกระบวนการนิติบัญญัติที่เพิ่มขึ้น ใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่เปึนการกำหนดกลไก หรือมาตรการทางกฎหมายใช้บังคับเปึนการชั่วคราว ขีดเส้นใต้นะครับ ในระยะเริ่มแรกของการใช้บังคับรัฐธรรมนูญตามบทเฉพาะกาลเท่านั้น ที่ให้การพิจารณา กฎหมายปฏิรูปประเทศโดยใช้สภาเดียว คือ การประชุมร่วมกันของรัฐสภาซึ่งอยู่ภายใต้ เงื่อนไขระยะเวลาตามอายุของวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล เมื่อพ้นอายุของวุฒิสภาตาม บทเฉพาะกาล การพิจารณากฎหมายต้องกระทำโดย ๒ สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามลำดับ ตามที่กำหนดไว้ในบทถาวรของรัฐธรรมนูญ โดยความมุ่งหมายของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ คือ ให้วุฒิสภาเปึนกลไกหลักในการกำกับและการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศและการจัดทำการดำเนินการตาม ยุทธศาสตร์ชาติ และให้บรรลุเปัาหมาย รวมทั้งกำหนดกลไกในการเสนอพิจารณาร่างกฎหมาย เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยมาตรานี้กำหนดให้เปึนหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาในการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและดำเนินตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยกำหนดให้การเสนอ กฎหมายเกี่ยวข้องการปฏิรูปประเทศนี้มีขั้นตอนซึ่งแยกอย่างชัดเจนตามขั้นตอนในการเสนอ กฎหมายทั่วไป กล่าวคือการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศให้เสนอพิจารณา โดยการประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยอยู่ภายใต้ระยะเวลาตามมาตรา ๒๖๙ ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงเห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติซึ่งจะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตาม หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศได้ในระยะเวลาตามอายุของวุฒิสภา ๕ ป้ นับตั้งแต่มี พระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามที่กำหนดตามมาตรา ๒๗๐ ประกอบ มาตรา ๒๖๙ (๔) ของรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าวุฒิสภาชุดใหม่จะเข้ารับ หน้าที่ตามมาตรา ๒๖๙ (๖) ของรัฐธรรมนูญ คือ เมื่ออายุวุฒิสภาสิ้นสุดลงตาม (๔) ให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐๗ ต่อไป และนำความในมาตรา ๑๐๙ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม คือ เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่ใน ตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ และตามมาตรา ๑๐๙ วรรคสอง กำหนดให้สมาชิกภาพของวุฒิสภาที่เริ่มตั้งแต่วันคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศผลการเลือกตั้ง
ในประเด็นที่ ๒ ระยะเวลาการพิจารณาพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อการ ดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศของการประชุมร่วมของรัฐสภา เมื่อมาตรา ๒๖๙ (๔) ของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้อายุของวุฒิสภาตามมาตรานี้มีกำหนด ๕ ป้นับตั้งแต่วันที่มี พระบรมราชโองการแต่งตั้ง และได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖ อายุวุฒิสภาจึงกำหนด ๕ ป้ และสิ้นสุดลงในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ต่อมาได้มีการเสนอพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม กำหนดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีมติเห็นชอบประกาศกำหนดวันเลือกตั้งแล้วหาก คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยแจ้งต่อประธานรัฐสภาว่าเปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ใช้ที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาในช่วงเวลาที่สามารถคาดหมายได้ว่าใกล้จะมีวุฒิสภาชุดใหม่แล้ว อาจทำให้ไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ทันภายในอายุวุฒิสภาตาม บทเฉพาะกาล อาจมีประเด็นโต้แย้งในเรื่องกระบวนการตราไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะการเสนอการพิจารณากฎหมายการปฏิรูปประเทศไม่อยู่ในเงื่อนไขการปฏิบัติหน้าที่ตาม อายุวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลตามมาตรา ๒๗๐ ประกอบมาตรา ๒๖๙ (๔) และ (๖) และ มาตรา ๑๐๙ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้หากไม่กำหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไว้ใน บทเฉพาะกาลตามมาตรา ๒๖๙ อาจจะทำให้บทเฉพาะกาลนั้นใช้บังคับไปตลอด ในฐานะ เปึนบทบังคับถาวร ไม่ใช่เปึนบทเฉพาะกาล
ประเด็นสุดท้าย เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีที่ไม่เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้เปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ ผมขอ กราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ โดยที่มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเห็นว่าเปึนร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ ของการปฏิรูปประเทศ ให้แจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ พร้อมกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น จึงเปึนอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการ พิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดจะเสนอเปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เห็นชอบให้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ ได้มีหนังสือกราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้เสนอร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร เปึนเรื่องด่วน โดยไม่ได้เสนอต่อประธานรัฐสภาและแจ้งว่าเปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามลำดับต่อไป ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีอำนาจในการพิจารณาควรเสนอกฎหมายใด เปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศภายใต้ระยะเวลาตามเงื่อนไขในมาตรา ๒๗๐ ประกอบ มาตรา ๒๖๙ ของรัฐธรรมนูญ อนึ่ง การที่คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร เปึนการเสนอตามบทถาวร ขณะนี้เปึนการเสนอตามบทถาวร คือมาตรา ๑๓๓ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้สามารถนำ ร่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอต่อสภาตามมาตรา ๑๓๓ (๒) ของรัฐธรรมนูญที่กำหนด ร่างทำนองเดียวกันพิจารณาพร้อมกันได้ หมายถึงร่างที่มีอยู่แล้วในสภานี้ ทั้งนี้หาก คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปตามกฎหมายปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๗๐ ประกอบมาตรา ๒๖๙ ของรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนบทเฉพาะกาลอาจเปึนช่วงระยะเวลา ที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากอายุของวุฒิสภามีบทบาทในการปฏิรูปประเทศได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยเปึนวุฒิสภารักษาการเท่านั้น หากระหว่างพิจารณากฎหมายดังกล่าวไม่แล้วเสร็จภายใน อายุของวุฒิสภา หมายถึงชุดปัจจุบันนี้ อาจมีประเด็นตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย ก็เปึนการตอบทั้งหมดต่อโครงสร้างของความเปึนมา และระยะเวลา แล้วก็สุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่เสนอเปึนกฎหมายปฏิรูปประเทศ เพราะเสนอไม่ได้ ก็นำเรียนครับ และขอตอบท่านณัฐวุฒิด้วยว่าเกี่ยวกับเรื่องร่างถ้าในกรณีที่ สภาแห่งนี้เห็นว่าร่างของรัฐบาลเปึนร่างหลักมีมติตามนั้น การพิจารณาถ้าเรารับไปทุกร่าง ก็สามารถจะพิจารณาร่วมกันได้อยู่แล้วในระบบของสภาเรา โดยในชั้นกรรมาธิการก็สามารถ จะดึงมาพิจารณาได้ทุกมาตราที่รับกันไปอยู่แล้ว ขอนำเรียนด้วยความเคารพครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ