พริษฐ์ วัชรสินธุ์ เสนอการแก้ไขกติกาเกณฑ์การเลือกตั้ง 2 ชั้น โดยปรับเป็น 1 ชั้น และชี้แจงความคลาดเคลื่อนในข้อมูลเกี่ยวกับประชามติ พร้อมเสนอให้คุยกันในสภาเกี่ยวกับคำถามประชามติ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอร่าง จะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียวครับ เพราะว่ารายละเอียดเนื้อหาสาระก็ได้อภิปราย ในตอนเป่ดแล้ว ต้องการแค่จะตอบหรือว่าชี้แจงใน ๓ ประเด็นที่มีการพูดถึงกันในช่วงของ การอภิปรายมาตลอดทั้งวันนะครับ แล้วก็จะขออนุญาตมีสไลด์ประกอบด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
ผมคิดว่าประเด็นหลักที่เรามีการ พูดคุยกันในวันนี้เกี่ยวกับการแก้ไข ก็คือเรื่องการพยายามจะปรับจากกติกาเกณฑ์ ๒ ชั้น มาเปึนเกณฑ์ ๑ ชั้น ซึ่งในบรรดา ๔ ร่าง ที่มีการเสนอสู่สภาในวันนี้ ก็จะเห็นว่า ๓ ใน ๔ ก็คือของพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย แล้วก็ของ ครม. ที่จะปรับเหลือ ๑ ชั้น แม้ว่าเกณฑ์ชั้นล่างอย่างที่ท่านจาตุรนต์ได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ก็จะมีการเขียนที่แตกต่าง ในรายละเอียดอยู่บ้าง แต่จะมีแค่ร่างเดียวคือร่างของพรรคภูมิใจไทยนะครับที่ยังคงไว้ว่า จะมีเกณฑ์ ๒ ชั้น แม้จะมีการปรับรายละเอียดบางประการด้วยก็ตาม
ในประเด็นที่ ๑ ก็อยากจะชี้แจงเพื่อให้เพื่อนสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย สบายใจ ว่าหลังจากฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกคุณภราดรแล้วก็เข้าใจถึงเจตนาของทาง พรรคภูมิใจไทยที่ต้องการจะคง ๒ ชั้นไว้ ส่วนหนึ่งก็เปึนเพราะว่าต้องการให้ความสำคัญ กับประเด็นเรื่องของสัดส่วนการออกมาใช้สิทธิ พูดง่าย ๆ คือการคงเกณฑ์ชั้นบนไว้เปึนการ คงไว้ซึ่งเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับขั้นต่ำของจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง แต่ในเมื่อ เพื่อนสมาชิกเห็นว่าประชามติมักจะถูกใช้กับประเด็นที่สำคัญก็ควรที่จะมีการกำหนดเกณฑ์ ในลักษณะนี้ ผมย้ำอีกรอบหนึ่งนะครับว่าในเชิงหลักการผมไม่ติดใจเกี่ยวกับเรื่องกติกา ของการมีเกณฑ์ ๒ ชั้น หรือว่า Double Majority แต่ผมกังวลในเชิงปฏิบัติ นั่นคือว่า ถ้าทุกคนออกมาใช้สิทธิอย่างตรงไปตรงมา แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา การมีเกณฑ์ ๒ ชั้นจะไม่เปึนปัญหาเลย แต่สิ่งที่เรากังวลกันในเชิงปฏิบัติ ก็คือฝ์ายที่อาจจะรู้ตัวว่าอาจจะ แพ้ในการทำประชามติ คือฝ์ายที่อาจจะมีความเห็นว่าไม่เห็นชอบกับประเด็นที่ถูกถาม แล้วรู้ว่ามีจำนวนน้อยกว่าฝ์ายที่เห็นชอบกับประเด็นที่ถูกถามอาจจะเลือกใช้วิธีอย่าง ไม่ตรงไปตรงมา แล้วรณรงค์ให้ทุกคนนั้นอยู่บ้านแล้วก็ไม่ออกมาใช้สิทธิ ซึ่งถ้าเปึนเช่นนั้น ก็จะทำให้ประชามติถูกคว่ำไปโดยไม่ผ่านเกณฑ์ชั้นบน ทั้ง ๆ ที่ฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยมีน้อยกว่า ฝ์ายที่เห็นด้วยนะครับ ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหานี้ในเชิงปฏิบัติก็จำเปึนที่ต้องมีการยกเลิกเกณฑ์ ชั้นบนนะครับ เพราะฉะนั้นยืนยันว่าไม่ได้ไม่ให้ความสำคัญกับสัดส่วนคนออกมาใช้สิทธิ เข้าใจถึงหลักการที่อยู่เบื้องหลังการมีเกณฑ์ ๒ ชั้น แต่ว่ากังวลในเชิงของปัญหาเชิงปฏิบัติ
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานต้องขออนุญาตชี้แจงจริง ๆ อันนี้ขออนุญาตเรียน กับท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ท่านฐากรจากพรรคไทยสร้างไทย แล้วขอไปที่สไลด์ ถัดไป เผอิญว่าท่านฐากรมีการโชว์สไลด์หนึ่งครับ ซึ่งมีการพูดถึงร่างของทั้ง ๔ ฉบับ รวมถึง ร่างฉบับปัจจุบันด้วย และมีความพยายามในการจัด ผมใช้คำพูดของท่านนะครับ ความหนักเบา ของแต่ละร่างเกี่ยวกับเรื่อง Single กับ Double Majority แต่ละคนจะมีความเห็นว่าควรจะ หนักเท่าไร เบาเท่าไร อันนั้นผมคิดว่าเปึนดุลยพินิจของทุกคน ผมคงไม่เสียเวลาอภิปราย แต่ที่ผมจำเปึนต้องชี้แจงเกี่ยวกับสไลด์นี้ เพราะว่ามันมีข้อเท็จจริงที่มันคลาดเคลื่อนไปบ้าง แล้วอาจจะทำให้ประชาชนที่รับชมอยู่นั้นอาจจะเข้าใจข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไป ถ้าเราไปดูการ พยายามจัดลำดับความหนักเบาของเพื่อนสมาชิก ท่านฐากรนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านพยายามจะจัดลำดับโดยการ มีคอลัมน์นะครับ หรือว่าแถวแนวตั้งอยู่ ๓ แนวตั้งด้วยกัน แนวตั้งที่ ๑ เปึนการพูดถึงสัดส่วนผู้ออกมาใช้สิทธิ ซึ่งอันนี้ท่านก็ได้สรุปไว้อย่างแม่นยำ ก็คือว่ามี ๓ ร่าง ก็คือร่างของพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย ครม. ที่ไม่มีการกำหนดเกณฑ์ ชั้นบนตรงนี้ และมีแค่ ๒ ร่างนะครับ ก็คือร่างปัจจุบันแล้วร่างของพรรคภูมิใจไทยที่กำหนดเกณฑ์ชั้นบน ดังนั้นก็ถูกต้องครับว่า ๓ ร่างของพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย แล้วก็ ครม. นั้นก็จะมี ความเบาตามนิยามของท่านมากกว่าร่างของทางพรรคภูมิใจไทย หรือว่ากฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบัน ดังนั้นไม่ติดใจในการบอกว่า ๓ ร่างบนอยู่ข้างบน คือ ๓ ร่างอยู่ข้างบน แล้วก็ ๒ ร่างที่อยู่ข้างล่าง แต่พอมาคอลัมน์ที่ ๒ กับคอลัมน์ที่ ๓ อันนี้เปึนสิ่งที่จำเปึนที่จะต้องชี้แจง ท่านพยายามจะจัดความหนักเบาโดยการคำนึงถึง ๒ ปัจจัย ปัจจัยที่ ๑ ก็คือว่าแต่ละร่างเขียนเกี่ยวกับเกณฑ์ชั้นล่างอย่างไร ว่าจะใช้เสียงเกิน กึ่งหนึ่งหรือเสียงข้างมาก ส่วนคอลัมน์ที่ ๓ เปึนการพูดถึงเรียกว่าเงื่อนไขเพิ่มเติม แล้วก็มี การพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ในเมื่อร่างของพรรคก้าวไกลในเซตข้างบนกับร่างปัจจุบันในเซต ข้างล่างไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ดังนั้นหมายความว่าร่าง ๒ ร่างดังกล่าวนี้มีความ หนักน้อยกว่า หรือว่ามีความเบามากกว่าร่างอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน ก็ต้องชี้แจงแบบนี้นะครับ ว่าทำไมในส่วนพรรคก้าวไกลเราถึงไม่เขียนกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ก็เพราะว่าถ้าเราขยับมา คอลัมน์ ๒ พรรคก้าวไกลเขียนชัดครับว่า ในส่วนของเกณฑ์ชั้นล่างประชามติจะผ่านก็ต่อเมื่อ ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง สมมุตินะครับมีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียง อยู่ ๑๐ คน นั่นหมายความว่าตราบใดที่มีอย่างน้อย ๖ คน ที่ลงคะแนนเห็นชอบถือว่าผ่าน คือต้องเกินกึ่งหนึ่ง ถ้ามีแค่ ๔ คนลงคะแนนเห็นชอบถือว่าไม่ผ่านนะครับ ดังนั้นในเมื่อ มันเกินกึ่งหนึ่งมาแล้วอยู่ที่ ๖ คน อีก ๔ คน ที่เหลือเขาจะลงคะแนนไม่เห็นชอบกี่คน หรือว่า ลงคะแนนงดออกเสียงกี่คนมันไม่สำคัญแล้ว เพราะว่าคะแนนเห็นชอบหรือ Yes มันเกิน กึ่งหนึ่งไปแล้ว ดังนั้นมันไม่จำเปึนต้องเขียนเงื่อนไข เพราะมันหนัก หรือว่าเงื่อนไขมันหนัก กว่าที่ต้องไปกำหนดเพิ่มเติมอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ร่าง เช่นร่างของพรรคเพื่อไทยกับ พรรคภูมิใจไทยต้องเขียนเงื่อนไขเพิ่มเติม ก็เพราะว่าเขาไม่ได้เขียนเกณฑ์ชั้นล่างโดยการ กำหนดเปึนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่เขียนเปึนเสียงข้างมาก นั่นหมายความว่าสมมุติมีผู้ออกมา ใช้สิทธิออกเสียงอยู่ ๑๐ คนเหมือนตัวอย่างเดิม และสมมุติมีคนลงคะแนนเห็นชอบ ๔ คน ตรงนี้มันสำคัญแล้วครับว่าอีก ๖ คนที่เหลือนี้ลงคะแนนอย่างไร ถ้าเกิดว่าทั้ง ๖ คนลงคะแนน ไม่เห็นชอบก็ถือว่าไม่ผ่านเพราะว่าเปึนเสียงข้างมาก แต่ถ้าสมมุติว่าคนลงคะแนนไม่เห็นชอบ อยู่ ๓ คน งดออกเสียงอยู่ ๓ คน อันนี้ถือว่าผ่าน ดังนั้นอันนี้เลยเปึนเหตุผลว่าทำไมพอเขียน เกณฑ์ชั้นล่างเปึนเสียงข้างมากร่างของพรรคเพื่อไทยกับร่างของพรรคภูมิใจไทยจึงจำเปึนต้อง มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อบอกว่า เสียงที่เห็นชอบจะมากกว่าเสียงที่ไม่เห็นชอบ อย่างเดียวไม่พอ หรือว่าเสียงที่เห็นชอบนั้นจะต้องมากกว่าเสียงที่งดออกเสียงด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าเอาตามข้อเท็จจริงความเห็นนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เอาตามข้อเท็จจริงมันจึงเคยเปึน เหตุผลว่าทำไมร่างของพรรคก้าวไกล แล้วก็ร่างปัจจุบันถึงไม่มีการใส่ข้อกำหนดเพิ่มเติมใน คอลัมน์ที่ ๓ ดังนั้นถ้าจะเรียงตามความหนักเบาต้องเรียงตามตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในสไลด์ ด้านซ้าย หรือว่าด้านซ้ายของสไลด์ ก็คือว่าถ้าเอาตามข้อเท็จจริงเลย หนักสุดก็คือร่าง ฉบับปัจจุบัน รองลงมาด้วยร่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้ง ๒ ร่างมีเกณฑ์ ๒ ชั้น พอขยับเข้ามา เกณฑ์ชั้นเดียวหนักที่สุดซึ่งหนักเท่ากันก็จะเปึนร่างของพรรคก้าวไกลกับ ครม. แล้วก็เบาที่สุด จะเปึนร่างของพรรคเพื่อไทย อันนี้ไม่ได้ใส่ความเห็นว่าควรจะหนักเบาเท่าไร แต่แค่พยายาม จะชี้แจงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าทำไมถึงเขียนกฎหมายออกมาเปึนลักษณะนี้
ส่วนประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน อันนี้เอาสไลด์ลงได้ ตลอดการอภิปราย ในวันนี้ผมก็พยายามฟังแล้วก็จดประเด็นที่เพื่อนสมาชิกทุกคนได้อภิปราย ก็ค้นพบครับว่า หลายคนนั้นอภิปรายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวคำถามประชามติ เข้าใจได้เปึนเรื่องที่ หลายคนห่วงใย แล้วก็ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติผ่านไป ขั้นตอนถัดไปก็ต้องมา ถกกันเรื่องคำถามประชามติ แล้วพอเห็นคำถามที่ ครม. เสนอมาก็เข้าใจได้ว่าหลายคน ก็มีหลากหลายความเห็น บางคนก็ใช้เวทีวันนี้ในการพยายามจะอภิปรายว่าทำไมจะต้องมี คำถามที่กำหนดชัดเจนเลยว่าไม่ให้มีการแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ บางคนก็อภิปรายว่าทำไม คำถามควรจะเป่ดกว้าง แต่เรียนด้วยความเคารพครับท่านประธาน ไม่เกี่ยวข้องกับวาระวันนี้ เลยครับ เรื่องของคำถามประชามติจะออกแบบอย่างไรไม่ได้อยู่ในตัวเนื้อหาสาระของ ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ดังนั้นสิ่งที่ผมเสนอครับ ในเมื่อเพื่อนสมาชิก หลายคนมีความสนใจมากที่จะคุยกันเรื่องคำถามประชามติ เดี๋ยวผมจะรวบรวมเพื่อนสมาชิก จากพรรคก้าวไกลลงญัตติเสนอเรื่องของคำถามประชามติ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ มาตรา ๙ (๔) มาคุยกันในสภาแห่งนี้ แล้วก็หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อน สมาชิกจากทุกพรรคการเมืองที่อยากจะมาคุยกันเรื่องคำถามประชามติ เพื่อเราจะได้มีเวลา เต็มที่ในการมาพูดคุยกันว่า ตกลงคำถามที่ทาง ครม. เสนอนั้นเหมาะสมหรือไม่ หรือว่าใคร ในที่แห่งนี้จะใช้กลไก พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา ๙ (๔) เพื่อเสนอคำถาม ที่เรามองว่าเหมาะสมกว่าหรือเปล่าสำหรับประชามติครั้งแรกที่จะเกิดขึ้นทันทีที่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติถูกแก้ไขเสร็จ ก็สรุปทิ้งท้ายครับว่าในส่วนของคำถาม แม้ว่าทางก้าวไกลกับรัฐบาลจะยังเห็นต่างกัน แต่ในส่วนของการแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วย การออกเสียงประชามติเราก็พร้อมจะยินดีสนับสนุนทั้ง ๔ ร่างในวันนี้ แล้วไปคุยต่อเพิ่มเติม ในรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับท่านประธาน