รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๖๔/๒๕๕๙
วันอังคารที่ ๒๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๑๔ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ท่านสมาชิกครับ ผมขอเรียนเชิญท่านยืนขึ้น เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ผมในนามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและข้าราชการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า พร้อมใจกันตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและพระบรมเดชานุภาพ แห่งบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นอาทิ รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดอภิบาลประทานชัยมงคล แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ขอให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน พระราชหฤทัยชื่นบาน พระบารมีแผ่ไพศาล สถิตเป็นพระมิ่งขวัญร่มเกล้า ของเหล่าพสกนิกรตราบกาลนิรันดร ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอบพระคุณครับ เชิญนั่ง
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ คือ
- รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ
ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๔๙ วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้มีมติให้นำสรุปผลการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการ กระทำความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย)
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
สำหรับรายชื่อผู้นำเสนอและชี้แจงรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ๑. ท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ท่านเป็นรองอัยการสูงสุด ท่านเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ รองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คนที่หนึ่ง อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ๓. พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คนที่สาม ท่านเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรม เพื่อประชาชน ท่านเป็นรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ที่ปรึกษากรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชนเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ได้แก่ ๑. ท่านปิติกาญจน์ สิทธิเดช รองประธานอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน คนที่สอง ท่านเป็น อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ท่านเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม บุคคลที่ ๒ ได้แก่ ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ คณะอนุกรรมาธิการ ท่านเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม ขอเรียนเชิญท่านผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงด้วย ต่อไปขอเรียนเชิญประธาน กรรมาธิการแถลงรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ วันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอนำเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบ การคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) ซึ่งเป็นผลงานของอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรม เพื่อประชาชน กระบวนการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่เป็นไปตามหลักสากลนั้นสามารถ แบ่งออกได้เป็น ๔ ประการ อันได้แก่ สิทธิในการได้รับความคุ้มครองความปลอดภัย สิทธิการได้รับค่าชดเชยความเสียหายจากรัฐ สิทธิการได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม และสิทธิในการรับแจ้งข้อมูลความคืบหน้าในคดี สำหรับในประเทศไทยเราได้ให้ ความคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายหรือผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดทางอาญา ไว้บ้างแล้ว เช่น ในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และทดแทนค่าใช้จ่ายแก่จำเลย ในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๙ และ ในพระราชบัญญัติการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่ส่วนการคุ้มครองสิทธิ ของผู้เสียหายที่ขาดหายไปหรือยังไม่มีในประเทศไทยได้แก่การแจ้งข้อมูลความคืบหน้าในคดี ให้ผู้เสียหายทราบในทุกขั้นตอน รวมทั้งสิทธิที่ผู้เสียหายจะเข้าร่วมในการดำเนินคดี ดังนั้น ในวันนี้คณะกรรมาธิการจึงอยากจะนำเสนอรายงานการปฏิรูปในเรื่องนี้เพื่อเติมเต็มส่วนที่ ขาดหายไปในระบบของไทยนะครับ ผมอยากจะขอเรียนเชิญ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ประธานอนุกรรมาธิการได้นำเสนอรายงานในเรื่องนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการ อำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอนำเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบการคุ้มครอง ผู้ได้รับผลกระทบจากกระทำความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) โดยกระผม จะขอเรียนเกริ่นนำในเบื้องต้น ส่วนรายละเอียด ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานในอนุกรรมาธิการ ที่จัดทำรายงานเรื่องนี้ จะได้เรียนต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้ต่อไป
โดยในเบื้องต้นกระผมขอเรียนว่าปัจจุบันสังคมไทยมักสนใจหรือให้ความสำคัญ กับผู้ต้องหาหรือจำเลยมากกว่าเหยื่อหรือผู้เสียหาย จะมีการกล่าวถึงและการตรากฎหมาย รองรับการคุ้มครองผู้ต้องหาหรือจำเลยค่อนข้างมาก กระผมไม่ได้กล่าวว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่สำคัญ มีความสำคัญ แต่เหยื่อและผู้เสียหายก็มีความสำคัญเช่นกัน ประเทศไทยได้ให้ ความคุ้มครองสิทธิเหยื่อหรือผู้เสียหายจากการกระทำความผิดทางอาญา โดยได้มีการตรากฎหมาย กระจัดกระจายแทรกอยู่ในกฎหมายต่าง ๆ ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าวไปเมื่อกี้ คือพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาและศึกษาก็พบว่าในประเทศไทย การคุ้มครองสิทธิของเหยื่อและผู้เสียหายยังไม่เป็นไปตามหลักสากล กล่าวคือการคุ้มครอง สิทธิเหยื่อและผู้เสียหายยังไม่ครบถ้วน และพิจารณาแล้วว่าการจะไปแก้ไขในกฎหมาย ข้างต้นซึ่งไม่ได้ออกแบบหรือยกร่างมาให้คุ้มครองเฉพาะเหยื่อหรือผู้เสียหาย ซึ่งได้ดู ในเทคนิค ในการยกร่างกฎหมายแล้วเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากที่จะไปแก้ไขเพิ่มเติม ที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น สมควรมีกฎหมายยกร่างจัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะนะครับ ซึ่งได้เรียน ไปข้างต้นแล้วที่ว่าเหยื่อหรือผู้เสียหายนั้นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกับผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่จะเห็นว่าช่วงหลังสังคมอาจจะละเลยหรือหลงลืมเรื่องเหยื่อหรือผู้เสียหาย กระผมขอเรียนว่า กระบวนการคุ้มครองสิทธิของเหยื่อหรือผู้เสียหายภายใต้หลักสากล ซึ่งจะเรียนว่าหลักสากลที่ คณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษานั้นก็ไม่ใช่ว่าหลักสากลทั้งหมดจะมาปรับใช้กับประเทศไทย ได้หมดนะครับ แต่ในหลักการเบื้องต้นที่สามารถจะใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นของประเทศใดนั้น หลักก็มีอยู่ว่าการคุ้มครองมีทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ตัวเงินได้แก่ค่าตอบแทน ผู้เสียหาย ส่วนที่ไม่เป็นตัวเงินที่ปรากฏไว้ในขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มี คือได้แก่การดูแล ทางจิตใจ โดยเฉพาะสำหรับเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ในหลักสากลของต่างประเทศนั้น จะต้องมีการจัดหาจิตแพทย์เพื่อให้การดูแล ฟื้นฟู บำบัดจิตใจของเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งที่เป็นตัวเงิน ที่เป็นสิ่งสำคัญคือการแจ้งข้อมูลความคืบหน้าคดีให้กับเหยื่อหรือ ผู้เสียหายทราบ อันนี้ก็ทราบว่าในส่วนของตำรวจนั้นได้มีการออกระเบียบ แต่เนื่องจากเป็น ระเบียบก็อาจจะมีทั้งปฏิบัติบ้าง ไม่ปฏิบัติบ้าง ในส่วนของหลักสากลเรื่องการแจ้ง ข้อมูลให้กับผู้เสียหายทราบเป็นเรื่องสำคัญ โดยจะต้องแจ้งทุกขั้นตอนนะครับ ตั้งแต่ตำรวจ พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องหรือไม่ พนักงานอัยการสั่งฟ้องหรือไม่ ศาลพิจารณาพิพากษา ตัดสินลงโทษจำเลยหรือไม่ เพียงใด จนคดีถึงที่สุด หากจำเลยต้องโทษจำคุกมีสถานะ เป็นนักโทษ เหยื่อหรือผู้เสียหายก็ยังต้องได้รับแจ้งว่านักโทษดังกล่าวจะพ้นโทษออกมาเมื่อไร การคุ้มครองเหยื่อหรือผู้เสียหายถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของ ตัวชี้วัดกระบวนการยุติธรรม ว่ามีประสิทธิภาพดีหรือไม่เพียงใดภายใต้หลักสากลนะครับ นอกจากนั้นเหยื่อหรือผู้เสียหาย ควรจะต้องรับรู้และเข้าใจเป็นอย่างดีว่าในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมจากหน่วยงานของรัฐ โดยตรงนั้นเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิจะต้องดำเนินการอย่างไร คือจะต้องมีการให้ความรู้ ความเข้าใจว่าถ้าเกิดในกรณีที่ตัวเองตกเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายจะเข้าไปถึงกระบวนการยุติธรรม ไปติดต่อหน่วยงานของรัฐอย่างไรภายใต้หลักสากลนั้น เหยื่อหรือผู้เสียหายไม่จำเป็น ต้องอาศัยหรือพึ่งพามูลนิธิ หรือสื่อมวลชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานของรัฐ ในประเด็นนี้จึงต้องควรแก้ไข ปรับตัวให้เหยื่อหรือผู้เสียหายสามารถเข้าถึงง่ายและมีการแก้ไข เยียวยาได้จริง กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่าในการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาให้ข้อคิดเห็น ประกอบด้วยผู้แทนจากศาลยุติธรรม สถาบันวิจัย และพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก มูลนิธิประสานวัฒนธรรม มูลนิธิผู้หญิงและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของกระทรวง ยุติธรรม ซึ่งสรุปแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้มาร่วมให้ข้อคิดเห็น เห็นด้วยกับการปฏิรูประบบ การคุ้มครองเหยื่อหรือผู้เสียหาย ขอเรียนเพิ่มเติมว่าในการทำงานเรื่องนี้เพื่อให้สามารถ ผลักดันหรือปฏิรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพและจริงจัง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมสมัยที่ท่านวิรัช ชินวินิจกุล เป็นประธานกรรมาธิการ ได้นำคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม เพราะคณะกรรมาธิการพิจารณาเห็นว่าหน่วยงานที่เหมาะสมจะเป็นเจ้าของเรื่องในการ ผลักดันหรือขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไปก็คือกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าพบกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่าน พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา ในขณะนั้นและผู้บริหารระดับสูง ของกระทรวงยุติธรรมก็ได้รับทราบว่าทางผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมเห็นชอบด้วย กับการที่จะมีการผลักดันหรือให้ขับเคลื่อนให้มีการปฏิรูประบบการคุ้มครองสิทธิของเหยื่อ หรือผู้เสียหายซึ่งได้เข้าพบเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ จึงขอเรียนให้ท่านประธานและ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้รับทราบว่ากระทรวงยุติธรรมเห็นด้วยและ พร้อมที่จะเป็นเจ้าของเรื่องเพื่อไปผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดเป็นผลต่อไป ในลำดับต่อไปกระผม ขออนุญาตให้ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ ได้เรียนชี้แจงในรายละเอียดต่อที่ประชุมต่อไป
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ ประธานอนุกรรมาธิการ ที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของโครงการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำ ความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) ผมขออนุญาตกราบเรียนรายละเอียดที่เกี่ยวกับ เรื่องของการปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาสิทธิของผู้เสียหายดังต่อไปนี้นะครับ
ประการแรก ขอกราบเรียนในเรื่องกรอบมาตรฐานของการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ตามหลักสากลซึ่งแยกได้เป็น ๔ กรณีด้วยกัน
อันที่ ๑ ก็จะเป็นเรื่องของการที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
อันที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการได้รับการชดเชยความเสียหายโดยผู้กระทำความผิด ซึ่งในปัจจุบันกฎหมายเราก็เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกร้องแล้วก็ สามารถร้องเข้ามาในคดีอาญาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ได้ตาม ป. วิ. อาญา มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๔/๑
อันที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องของการได้รับการชดเชยความเสียหายโดยรัฐซึ่งอันนี้ ก็อยู่ในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าใช้จ่าย ค่าทดแทนจำเลยในคดีอาญา และ
อันสุดท้ายก็เป็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือเหยื่อในคดีอาญาซึ่งบาง พ.ร.บ. ก็มี เช่น กฎหมายคุ้มครองเด็กหรือว่ากรณีของการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว แต่ในสิทธิทั้งหมดยังไม่ให้ความช่วยเหลือเหยื่อในคดีอาญาทั้งระบบ ฉะนั้นถ้าดูจากตาราง เปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ว่าในกฎหมายไทยยังให้ความช่วยเหลือไม่ครบทั้ง ๔ อัน ในผู้เสียหายทุก ๆ คดี ฉะนั้นในสภาพปัญหาที่ปรากฏในกฎหมายไทยก็คือว่านอกเหนือจาก การคุ้มครองที่ไม่ครบวงจรแล้วกฎหมายไทยในช่วง ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้ กฎหมายก็ให้ความคุ้มครองผู้ต้องหาและจำเลยเป็นหลัก เช่นการให้สิทธิของจำเลยหรือ ผู้ต้องหาในคดีอาญาในเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายนะครับ แต่ในเรื่องของ ผู้เสียหายนั้นเราไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ ๒ กรณีนี้ก็ควรจะได้รับการคุ้มครอง ในคดีอาญาเช่นเดียวกัน ฉะนั้นผู้เสียหายบางท่านซึ่งได้รับผลโดยตรงหรือผลกระทบโดยตรง จากความผิดอาญาก็จะขาดการดูแลนะครับ
ถัดมาก็คือเรื่องการขาดมาตรการทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครอง ผู้เสียหายตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ซึ่งอันนี้ก็ได้แก่การแจ้งสิทธิให้กับผู้เสียหายหรือว่า แจ้งความคืบหน้าในการดำเนินคดีซึ่งเรายังไม่มีครับ นอกจากนั้นผู้เสียหายที่เขียนไว้ ใน ป. วิ. อาญานั้นถ้าถึงแก่ชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะดำเนินคดีได้นี้ ถ้าเป็นคดีอาญานี้ จะต้องเป็นความตายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดอาญา แต่ว่าถ้าเกิดเป็นกรณีที่ ผู้เสียหายได้รับความเสียหายแต่ว่ายังไม่ได้ดำเนินคดี ญาติพี่น้องก็ไม่สามารถเข้ามา ดำเนินการได้ อันนี้ก็จะเป็นช่องว่างของ ป. วิ. อาญา อยู่เหมือนกันนะครับ
ถัดมาในเรื่องการชดเชยการเยียวยาความเสียหายก็เน้นในเรื่องของตัวเงิน แต่ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายนั้นยังขาดการดูแลในเรื่องของจิตใจ ซึ่งท่านประธานอนุกรรมาธิการ ได้ชี้แจงไปแล้วซึ่งอันนี้ในต่างประเทศเขามีโครงการที่ดูแลผู้เสียหายตั้งแต่ต้น แล้วก็ดูแล เกี่ยวกับเรื่องของความรู้สึกจิตใจ รวมถึงการเยียวยาฟื้นฟูจิตใจที่ได้รับผลกระทบโดยมี ฝ่ายทางด้านสาธารณสุขแพทย์หรือนักสังคมสงเคราะห์หรือเอ็นจีโอ (NGOs) อะไรต่าง ๆ เข้าไปช่วยนะครับ
ถัดมาก็เป็นเรื่องของการบูรณาการความช่วยเหลือทางด้านผู้เสียหาย ซึ่งปัจจุบันของเรามีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ถ้าได้มีกฎหมายประสานงานหรือว่ามีกฎหมาย พิเศษขึ้นมาก็จะทำให้การช่วยเหลือทางกฎหมายซึ่งมีอยู่ในแต่ละหน่วยงานนี้ได้มีการบูรณาการ กันมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นในอนุกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะมีกฎหมายเพื่อดูแล เกี่ยวกับเรื่องของเหยื่อในคดีอาญาเพื่อให้การคุ้มครองเหยื่อทั้งระบบแล้วก็เป็นมาตรฐาน สอดคล้องในระดับสากลนะครับ ซึ่งในการคุ้มครองผู้เสียหายนี้ก็จะเน้นในเรื่องของการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรม การได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ซึ่งมีฐานะยากจนหรือไม่ หรือว่าเป็นบุคคลชายขอบหรือว่าเป็นเด็ก หรือเป็นผู้พิการ หรือเป็นสตรี คนเหล่านี้จะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมแล้วก็ได้เท่าเทียมในการเข้าถึง ความเป็นธรรม
ส่วนในการชดเชยความเสียหายให้กับผู้กระทำความผิดนั้นก็จะมีมาตรการ ที่จะเอาเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นค่าปรับหรือว่าที่ยึดเอามาจากผู้กระทำความผิด เอามาชดเชย ความเสียหายให้กับผู้เสียหาย ซึ่งอันนี้ก็เป็นมาตรฐานสากลที่เขาเน้นว่าการชดเชย ความเสียหายนั้นไม่ได้เอาเงินภาษีจากรัฐบาล แต่ว่าน่าจะเอาเงินจากตัวผู้กระทำความผิดมา ซึ่งอันนี้ก็เป็นหลักการใหม่นะครับ ส่วนการชดเชยความเสียหายกับรัฐซึ่งอันนี้ก็อยู่ใน พ.ร.บ. สชง. แล้วก็ดำเนินการต่อไป แต่ให้มีการครอบคลุมที่กว้างขึ้นนะครับ
ในส่วนอื่นก็คือเรื่องของการช่วยเหลือผู้เสียหายในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งอาจจะตั้งทนายความอะไรได้อีกนะครับ ตรงนี้ก็เป็นมาตรการในการที่จะกำหนดระบบ ของกระบวนการยุติธรรมที่มุ่งคุ้มครองเหยื่อเป็นสำคัญนะครับ
ถัดมาในเรื่องของการเตรียมการซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าแนวทาง ในการที่จะเสนอกฎหมายนั้นเนื่องจากว่าเป็นกฎหมายใหม่ ฉะนั้นอันนี้ก็ได้ประสานกับทาง กระทรวงยุติธรรมเพื่อจะให้เห็นโดยที่มีทางเลือกให้กับกระทรวงยุติธรรมใน ๒ รูปแบบ
แบบที่ ๑ ก็คือว่าถ้าต้องการให้มีกฎหมายรวมอยู่ในฉบับเดียวกันเพื่อคุ้มครองเหยื่อ ในคดีอาญานี้ก็น่าจะยกร่างกฎหมายเป็นพิเศษแล้วก็มีองค์กรที่ดำเนินการในระดับประเทศ ระดับจังหวัด แล้วก็ขยายความช่วยเหลือไปที่ท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็จะมีหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล หรือแม้กระทั่งราชทัณฑ์ที่เข้ามาดูแลประสานงาน โดยอาจจะตั้งเป็นแผนกหรือเข้ามาดูแล เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายทั้ง ๔ ประการนี้ อย่างเป็นระบบ แล้วก็กลไกในกฎหมายก็จะมีเรื่องของการประสานงาน แล้วก็จะเชิญองค์กร เอกชนเข้ามาช่วยในการดูแลเหยื่อ ซึ่งปัจจุบันตอนนี้ในแง่ของสิทธิของสตรีหรือว่าเด็กก็มี องค์กรเอกชนเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นรูปแบบที่ ๑ ในการที่จะยกร่างกฎหมาย แล้วก็จะมีกองทุนในการที่จะเพิ่มเติมว่าเอามาใช้ในการเยียวยา
ส่วนแนวทางที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของการที่ว่าจากสิทธิ ๔ ประการที่ยังขาดอยู่ ก็จะเพิ่มเติมในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งจะเติมในเรื่องของการคุ้มครองผู้เสียหายด้วย อันที่ ๒ ถ้าเป็นเรื่อง ของพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ถ้าจะเติมก็จะเติมในเรื่องของการดูแลในเรื่องของจิตใจและการดูแลตั้งแต่ต้นคดีเพื่อให้ ได้รับการเยียวยา
ส่วนในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นก็คงจะเติมในเรื่องของการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถที่จะได้รับแจ้งสิทธิต่าง ๆ แล้วก็รวมถึงการช่วยเหลือ ในทุกขั้นตอนหรือแจ้งความคืบหน้าในคดีในทุกขั้นตอนด้วย อันนี้เป็นตัวอย่าง ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรมก็คงจะเข้าไปดูแลแล้วก็เข้าไปพิจารณากันว่าควรจะพัฒนาอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการปฏิรูปเพื่อให้สอดคล้องกับการเสนอกฎหมาย ทางอนุกรรมาธิการ ก็เสนอว่าน่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็ประชาชน ซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายในแนวทางที่กำหนด ไว้ในรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นถ้าได้กฎหมายหรือว่าได้เนื้อหากฎหมายแล้วก็เอามาปรับปรุง กฎหมายซึ่งระยะเวลาในการปฏิรูปที่จะเสนอก็คงประมาณ ๑๒ เดือน
โดยในระยะที่ ๑ ใน ๓ เดือนแรกก็จะเปิดโอกาสให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นแม่งาน เพื่อจะหารือว่าควรจะพัฒนาหรือปรับปรุงกฎหมายอย่างไร
ส่วนระยะที่ ๒ ก็เป็นการเตรียมกฎหมายซึ่งอาจจะมาเป็นตัวพระราชบัญญัติ หรือว่าแก้ไขกฎหมาย
ระยะที่ ๓ ซึ่งอีก ๓ เดือนสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของการเสนอหรือยกร่างกฎหมาย เพื่อจะปรับปรุง อันนี้เป็นแนวทางในการที่จะปฏิรูป
ส่วนตัวอย่างที่ได้แนบมาในเอกสารก็จะเป็นตัวอย่างว่าถ้าเป็นตัวกฎหมายเรา จะมีการคุ้มครองผู้เสียหายอย่างไรบ้าง เน้นใน ๔ ประการ ก็คือการคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเน้นการเยียวยา เน้นการดูแลจิตใจด้วย นอกเหนือจากการเงินแล้วก็การดูแลในระหว่าง ดำเนินคดี รวมถึงการป้องกันไม่ให้ถูกประทุษร้ายซ้ำ ส่วนที่สำคัญมากที่เรายังไม่มีก็คือ การแจ้งสิทธิของผู้เสียหายให้ทราบทุกขั้นตอนจนถึงขั้นที่จำเลยได้รับการปล่อยตัว ส่วนการคุ้มครอง ได้กำหนดกรอบของการคุ้มครองไว้ตามสิทธิ ส่วนที่จะเพิ่มนิดหนึ่งคือเรื่องผู้ได้รับความเสียหาย ซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายเสียชีวิต ไม่ว่าจะถูกประทุษร้ายหรือไม่ก็ให้ผู้ได้รับผลกระทบก็คือ ทายาทของผู้เสียหายในทางแพ่งหรือโดยทางสายโลหิตก็สามารถเข้ามาแทนได้
ส่วนเกณฑ์ในการคุ้มครองผู้เสียหายก็จะมีทั้งหมด ๕ สิทธิด้วยกันก็ล้อ ตามมาตรฐานสากลคือสิทธิในการมีส่วนร่วม การได้รับแจ้งข้อมูลความคืบหน้า การได้รับ ความคุ้มครองความปลอดภัยและการปฏิบัติที่เหมาะสม แล้วก็การเยียวยาความเสียหาย ทางด้านร่างกายจิตใจที่รวดเร็วและได้รับความเป็นธรรม แล้วก็ในเรื่องของการได้รับ ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย ซึ่งอันนี้ก็เป็นมาตรการทั้งหมดที่ทางอนุกรรมาธิการและ กรรมาธิการได้กราบเรียนนำเสนอ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ทางคณะกรรมาธิการจะมีผู้ชี้แจงรายงานเพิ่มเติมไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น ท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรกขอเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบขอบพระคุณครับ ขอกราบเรียน ท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ กระผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สปท. ๙๗ ผมขออนุญาต ให้ข้อสังเกตในเรื่องการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำ ความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับ ความเสียหายในคดีอาญาดังนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. ได้เสนอรายงาน พระราชบัญญัติเรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เสียหายควรจะ ได้รับสิทธิในการมีส่วนร่วมต่าง ๆ ดังนี้ คือสิทธิที่ได้รับค่าชดเชยจากความเสียหายจากรัฐ และสิทธิที่ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ตลอดจนสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารคืบหน้า ในคดีต่าง ๆ และสิทธิในการที่จะป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งเป็นการสร้าง ความยุติธรรมให้กับระบบกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยเรามากขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้ยืนยันว่าสถานการณ์ที่น่าจะเป็นห่วงก็คือว่าคนไทยส่วนมากยังอยู่ในฐานะที่ เป็นผู้เสียหายที่ยังไม่เข้าถึงข้อมูล และขาดโอกาสอย่างมากที่จะเข้าถึงข้อมูล และความรู้ที่ว่า ตนมีสิทธิในฐานะเหยื่อหรือผู้เสียหายที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างไรในคดีนั้น ๆ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าควรจะมีระบบการสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงเพื่อที่จะเสริมประสิทธิภาพ ของระบบการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความเสียหายทางอาญานี้ เพราะว่า เมื่อกฎหมายฉบับนี้ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอนี้ได้ผ่านการพิจารณาตามกระบวนการต่าง ๆ จนมีผลใช้แล้วนะครับ ผมคิดว่าน่าจะต้องมีองค์กรเฉพาะที่จะต้องเข้าไปดูแลกำกับ แล้วก็ มีบทบาทในการที่จะบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามสิทธิของผู้ได้รับความเสียหายนี้จะต้อง ได้รับนะครับ แล้วก็จะต้องมีหน้าที่ที่จะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ตลอดจน การประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ผ่านระบบให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายได้รับทราบถึงสิทธิต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหยื่อหรือผู้เสียหายต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งสื่อต่าง ๆ สามารถจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อให้ กลุ่มเป้าหมายมีความเป็นไปได้ที่จะได้มีโอกาสที่จะได้รับทราบสิทธิต่าง ๆ น่าจะมีความ เป็นไปได้สูงกว่าในอดีต นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่าควรจะมีการแทรกการชี้นำของสาธารณะต่าง ๆ ผ่านทางกระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางทีวี (TV) ก็ตามหรือว่าทางภาพยนตร์หรือ การแสดงต่าง ๆ ก็ตาม เพื่อให้เป็นที่เสริมสร้างความเข้าใจถึงสิทธิของผู้ที่ได้รับความเสียหายต่าง ๆ ในทุกทางนะครับ ทั้งนี้ควรจะได้มีการมอบหมายหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีความรับผิดชอบ ในเรื่องนี้อย่างเป็นระบบต่อไปเมื่อกฎหมายนี้ได้มีผลใช้บังคับครับ อันนี้เป็นข้อเสนอแนะ ที่ผมนำเสนอ ขอบพระคุณมากท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะที่เป็น นักกฎหมายคนหนึ่ง แล้วก็เคยเป็นประธานกรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ใน สปช. ก็เห็นว่าตามรายงานข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่รายงานต่อสภาในวันนี้ เป็นเรื่องที่ดีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปฏิรูปแนวทางการคุ้มครองเหยื่อหรือ ผู้เสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดในทางอาญา ซึ่งตามรายงานดังกล่าวนี้ผมว่า เป็นเรื่องถ้าเราให้ความจริงจังกับเรื่องเหล่านี้ มันก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในประเทศไทยว่า พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำความผิดทางอาญานั้น เราถูกละเลย เราถูกมองข้ามหรือให้ความสำคัญที่ผ่านมาน้อย โดยเราไปเน้นหนักในเรื่อง เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ต้องหา เพราะว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องคดี ในช่วงยุคที่ผ่านมา ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐเราที่สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแต่เพื่อให้ปิดสำนวน ปิดเรื่องโดยเร็วก็อาจจะเร่งรัดรวบรัด ในการที่จะหาผู้กระทำความผิด เราถึงได้พูดกันอยู่เสมอว่าเวลาจับใครมาดำเนินการคดี เป็นแพะหรือไม่ เป็นคนที่ถูกยัดเยียดข้อหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ เพราะฉะนั้นเราก็เลย ให้ความสำคัญว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนนะ ใครก็ตามที่ต้องถูกคดีความก็ต้องสันนิษฐานไว้ ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ในขณะที่ฝ่ายผู้เสียหายเองได้รับความทุกข์ร้อน ทั้ง ๆ ที่บางทีก็เห็นว่า บุคคลดังกล่าวนั้นเป็นคนกระทำความผิดแต่ได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดี โดยข้อสันนิษฐาน ของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายว่าเป็นคนที่จะต้องได้รับการพิสูจน์ก่อน คนที่ได้รับความเดือดร้อน ก็ทุกข์ร้อนบาดเจ็บเสียชีวิต ญาติพี่น้องเขาก็ต้องสะเทือนใจครับว่าสิ่งที่เขาได้รับผลกระทบนั้น มันไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการคุ้มครอง ถ้าหากว่าบ้านเมืองยังให้ความเป็นธรรม หรือกฎหมายให้ความเป็นธรรมกับคนที่ได้รับผลกระทบทางอาญาเองไม่ได้ มันก็จะเกิด กระบวนการการล้างแค้น การที่กระทำความผิดเพื่อที่จะให้ตัวเองได้รับความเป็นธรรมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกฎหมายที่จะออกมาหรือข้อเสนอดังกล่าวของกรรมาธิการต้องกราบเรียนว่า เป็นสิ่งที่กรรมาธิการทำมานั้นเป็นเรื่องที่ต้องคุ้มครองทั้งฝ่ายผู้ต้องหา ฝ่ายผู้เสียหาย และโดยเฉพาะต้องให้ความสำคัญคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย เพราะว่ามีหลาย ๆ ครั้ง ท่านประธานคนที่กระทำความผิดก็จะดิ้นรน ความดิ้นรนก็คือเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ทั้ง ๆ ที่ เขาเป็นคนผิด ความดิ้นรนตรงนี้บางทีก็เลยต้องไปร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ก็เป็นเรื่อง น่าแปลกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐพอเวลาถูกร้องเรียน ทั้ง ๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ประพฤติดีประพฤติชอบ แต่ก็ถูกตั้งกรรมการสอบสวน โดยไม่มีมาตรการอะไรที่จะชี้ว่าเจ้าหน้าที่ดังกล่าวนั้นได้กระทำ โดยสุจริตหรือโดยที่ไม่ได้เป็นไปตามที่ถูกกล่าวหา แต่เราก็ไปตั้งกรรมการตรวจสอบ เหมือนกับเป็นจำเลย เหมือนเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ผมว่ามาตรฐานตรงนี้ก็ฝากกรรมาธิการช่วยพิจารณาให้สอดรับนะครับ ถ้าเราจะมองว่า คุ้มครองฝ่ายผู้ต้องหาจำเลยซึ่งมีเรื่องการชดเชยค่าเสียหายอะไรต่าง ๆ แล้ว คุ้มครอง ผู้เสียหายเราก็ต้องคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ในส่วนของกฎหมายเดิม จริง ๆ ผมก็ให้ ความสำคัญเรื่องนี้มาตลอดเหมือนกันก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ปี ๒๕๔๔ เรามี การแก้ไขไปแล้ว ปี ๒๕๕๙ ในกฎหมายฉบับนี้ในชั้นวุฒิสภาผมก็เป็นประธานกรรมาธิการ ในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ก็พยายามมองมติของผู้เสียหาย มองมติของจำเลย ผู้ต้องหา แล้วก็ยังเพิ่มในส่วนของการคุ้มครองผู้ต้องหาก่อนที่จะถูกฟ้องต่อศาล เราพยายามมองมิติ ให้สามารถที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่พอไป ๆ มา ๆ เอาเข้าจริง ๆ ฝ่ายผู้เสียหายเอง ก็ได้รับการกระทำประดุจหนึ่งว่าไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าที่ควร ดังนั้นการเสนอรายงาน ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ผมยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ดี
อีกประเด็นหนึ่ง ท่านประธานครับ ฝากท่านกรรมาธิการว่าความเป็นผู้เสียหาย จากการกระทำความผิดทางอาญาโดยเฉพาะเป็นคนต่างชาติ เป็นนักท่องเที่ยวได้เข้ามา ในประเทศไทยแล้วมีคนบางคนได้ไปกระทำความผิดละเมิดอย่างที่เพิ่งเคยเป็นข่าวก็ละเมิด ทางเพศอย่างนี้นะครับ หรือฉกชิงวิ่งราวเกิดขึ้นอย่างนี้ ภาพลักษณ์ที่ออกมาถึงแม้ว่าจะดู เป็นรายบุคคลแต่ความเสียหายเกิดกับคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านกรรมาธิการ จะกรุณาให้ความสำคัญเพิ่มเนื้อหาสาระให้เห็นว่าการคุ้มครองผู้เสียหายนั้น เราได้ให้ ความสำคัญเรื่องผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำงาน ทำธุรกิจ ทำการค้า หรือมา อยู่ในประเทศไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวให้เกิดความเชื่อมั่นว่าการมาดำรงชีวิตหรือใช้ชีวิตอยู่ ในประเทศไทยนั้น สามารถได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับประชาชนคนไทยนะครับ และอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำไป มิฉะนั้นแล้วถ้าเกิดเราขาดความเชื่อมั่นในเรื่องเหล่านี้มันก็จะได้ ผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศโดยรวม ในเรื่องของการมาคบค้าทำธุรกิจการค้า ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้ที่เข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมาก คือต้องสร้างความเชื่อมั่นและ มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นเคร่งครัดต่อการคุ้มครองดูแลฝ่ายผู้เสียหายเหล่านี้ สิ่งที่เรา จะป้องกันเรื่องเหล่านี้เราคงจะไปแก้ปัญหาในภายหลังมันก็เหมือนกับว่าเกิดเรื่องแล้ว เราแก้ปัญหา แต่ถ้าเป็นไปได้อีกท่านประธานครับ มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดคดีอาญา เกิดขึ้น ถ้าจะปฏิรูปกันจริง ๆ ก็เสนอว่าเราสามารถที่จะศึกษาเรื่องการยกเลิกใบพกพาอาวุธปืน ได้ไหม หรือแม้กระทั่งมีอาวุธปืน อาวุธร้ายแรงก็ตามถ้าเกิดว่าเราสามารถที่จะลดอาวุธ ร้ายแรงเหล่านี้ได้ อาชญากรรมหรือคนได้รับความเสียหาย คนที่ได้รับความเดือดร้อน จากการประทุษร้ายก็จะลดลง ก็ฝากพิจารณาตรงนี้นะครับว่าถ้าหากเราสามารถที่จะยกเลิก ใบพกพาหรือการขออนุญาตอาวุธปืนที่จะไม่ออกเลย ยกเลิกหรือจะให้ลดน้อยลงให้มากที่สุด มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการป้องกันที่จะคุ้มครอง ดูแลคนที่ได้รับความเสียหายเดือดร้อนจากการกระทำความผิดทางอาญาก็เป็นอีกมาตรการหนึ่ง ก็ขอบคุณท่านกรรมาธิการเสนอเรื่องเหล่านี้มาเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ก็หวังว่าการปฏิรูปเรื่องเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนจากท่านสมาชิกแล้วก็จากรัฐบาล หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอบพระคุณครับ
ยังมีสมาชิกท่านอื่นจะแสดงความคิดเห็นไหมครับ ขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ส.ส. ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย โดยหลักการก็เห็นด้วยกับการนำเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมมีความเห็นเพิ่มเติม นิดหนึ่งว่ากรณีการกระทำความผิดอาญา แล้วก็มีผู้ได้รับผลกระทบจากความเสียหาย คือถ้าดูโดยหลักการแล้วผมคิดว่าผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดอาญาควรจะ ได้รับการชดเชยจาก ๒ ฝ่าย
ฝ่ายที่ ๑ ก็คือผู้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีหน้าที่จะต้องชดเชยความเสียหาย ที่เกิดจากการกระทำความผิดของตน แต่เท่าที่ติดตามดูโดยปกติคดีที่มีการเรียกค่าเสียหายกัน มากที่สุดกลายเป็นการกระทำความผิดอาญาในกรณีฐานประมาท แต่ฐานอื่นผมก็ไม่ค่อยเห็น ในการติดตามเรียกร้องกันมากนัก เช่น คดีทำร้ายร่างกาย คดีทำให้ถึงแก่ความตาย แต่ถ้าคดี รถชนคนตายเริ่มต้นเป็นความเสียหายทางแพ่งก่อนและเป็นการเรียกร้องกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่กระทำความผิดอาญาต้องเป็นบุคคลแรกที่ต้องชดใช้ในความเสียหายกับผู้ได้รับผลกระทบ หรือเหยื่อคดีอาญา
ส่วนที่ ๒ ที่จะต้องรับผิดชอบต่อผู้เป็นเหยื่อในคดีอาญาก็คือรัฐ เพราะถือว่า รัฐต้องรับผิดชอบในความปลอดภัยของบุคคลในรัฐทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีเหยื่อ ในคดีอาญาเกิดขึ้นก็เนื่องจากอำนาจรัฐอ่อนแอหรือประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐต่ำ ในการปกป้องความเป็นอยู่โดยสงบสุขของพลเมือง รัฐจำเป็นต้องรับผิดชอบ โดยรวมเมื่อรัฐ ต้องรับผิดชอบแล้วก็ผู้กระทำความผิดอาญาต้องรับผิดชอบ ทุกเรื่องที่มีการกระทำความผิด ในทางอาญาและผู้เสียหายในคดีอาญาจะต้องได้รับการชดใช้จากผู้กระทำความผิดโดยวิธี ฟ้องบังคับคดี แต่ที่ผ่านมาเราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เสียหายติดตามในการฟ้องบังคับคดีเอง ผมคิดว่าต่อไปถ้าจะขยายความก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องติดตามทวงถามความเสียหาย ให้กับเหยื่อในคดีอาญาจากผู้กระทำความผิดอาญา ต้องให้ถือเป็นหน้าที่เลยครับ ทุกการ กระทำความผิดอาญาที่เกิดขึ้นและมีเหยื่อในการกระทำความผิดอาญา รัฐต้องติดตามเอาคืน จากผู้กระทำความผิดอาญานั้น เช่นกรณีการจ้างวานฆ่ากัน รัฐควรจะเข้าเป็นคนกลางในการ ติดตามเอาความเสียหายจากผู้จ้างวานฆ่า เพราะโดยปกติคดีฆ่าเมื่อคนฆ่าติดคุกแล้วก็จบกัน ไม่มีใครคิดจะทวงถาม ขณะเดียวกันการฆ่าไม่ได้เกิดจากเจตนาของผู้ฆ่าหรืออาชญากร โดยกำเนิดอย่างเดียวเป็นคดีของการจ้างวานฆ่ามันก็จบหายไปเฉย ๆ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเขียนขยายความควบคุมไปเป็นหน้าที่ของรัฐในการทำหน้าที่ติดตาม อย่างที่ท่านเกริ่นนำไว้แล้วก็กำหนดเป็นรูปธรรม ผมคิดว่าสิทธิของผู้ได้รับความเสียหายจาก การกระทำความผิดอาญาก็จะได้ขยายความมากยิ่งขึ้น
ส่วนที่ ๓ เมื่อกำหนดหน้าที่ของรัฐว่าเป็นส่วนหนึ่งของคนที่ทำให้เกิดคดีอาญา และความอ่อนแอทำให้ผู้เสียหายเกิดขึ้นมา การชดเชยด้านจิตใจที่ท่านพยายามพูดถึงผมคิดว่า เป็นเรื่องสาระสำคัญ เราเคยได้ยินผู้ที่ได้รับความเสียหายแล้วก็เสียหายซ้ำซ้อน เช่นโดย ข่มขืนและไปแจ้งความและโดยตำรวจข่มขืนซ้ำ กรณีที่เกิดขึ้นอย่างนี้ผมคิดว่าเป็นการอ่อนแอซ้ำซากของรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องเยียวยาแล้วก็ ต้องให้ความเสียหายกับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเพียงพอ แล้วก็ถือเป็นภารกิจของรัฐในการที่จะ รับผิดชอบอันนั้น เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วผมเห็นด้วยในการที่จะพยายามคุ้มครอง ผู้ได้รับผลกระทบความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญา แล้วก็อย่าถือเป็นมาตรฐาน อย่างเดียวครับว่าคนที่เรียกร้องกันก็ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความผิดฐานประมาทเลินเล่อ แต่ความผิดฐานเจตนาจริง ๆ เกือบจะไม่มีการเรียกร้องกันแล้วก็ปล่อยให้เป็นมาตรการ ทางกฎหมายบังคับในทางอาญาอย่างเดียว รัฐควรจะเข้าเป็นตัวกลางเพราะว่าผู้ต้องหาบางคน อยู่ในฐานะที่ชดเชยความเสียหายได้ แต่ผู้ต้องหาบางประเภทหมดปัญญาจะชดเชย รัฐก็ต้องเข้าไปทำหน้าที่แทน ชดใช้แทน ก็ขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการเบื้องต้นเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ เมื่อคนที่เป็นจำเลยหรือเป็นผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อกล่าวหาก็ดี ถูกดำเนินคดีก็ดี ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในห้องนี้รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องจะทราบเป็นอย่างดีว่าคนเป็นจำเลยหรือ เป็นผู้ต้องหานั้นพยายามทุกวิถีทางครับท่านประธาน ที่จะต้องให้ตัวเองนั้นหลุดพ้นจากคดี เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าคนรวย คนมีเงิน คนมีอิทธิพล จึงพยายามวิ่งเต้นคดีทุกรูปแบบ ด้วยวิธีหนึ่งวิธีใดก็ทำ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเอาล่ะนั่นเป็นเรื่องของ คนที่เป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ในขณะเดียวกันครับ ท่านประธานครับ คนเป็นจำเลยหรือ คนเป็นผู้ต้องหานั้นต้องพยายามจัดหาทนายความมาสู้คดีอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชเพื่อให้ตัวเองนั้น หลุดพ้นจากคดีครับ ท่านประธานครับ ชาวบ้านบางคนนั้นขายไร่ขายนามาสู้คดีเพื่อจะให้ลูก ของตัวเองนั้นหลุดพ้นจากคดี แม้ว่าลูกของตัวเองจะกระทำผิดก็ตาม ต้องสู้คดีอย่างเต็มที่ เอาล่ะเรามีกระบวนการทั้งรัฐธรรมนูญ กระบวนการทางกฎหมายและอื่นใดเยอะแยะ ในการที่จะปกป้องคุ้มครองคนที่เป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ทั้งสิ้นทั้งปวงนั้นก็เพื่อให้ได้รับ ความเป็นธรรม คุณจะกระทำด้วยประการใดนั้นหลักของคุณนั้นก็คือต้องสู้เพื่อความเป็นธรรม และศาลเป็นที่สุดท้ายในการตัดสินคุณว่าผิดหรือถูก แต่ประเด็นที่เรามานั่งมองกันดูสิครับว่า ผู้เสียหาย ผมจึงชอบใจเป็นอย่างยิ่งเลยครับท่านประธาน ขอชื่นชมและยินดีต่อคณะกรรมาธิการ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ทำเรื่องนี้ ผมเองก็เคยเป็นทนายความของผู้เสียหายมา หรือบางทีก็ได้รับการร้องขอ รวมทั้งการร้องเรียนจากผู้เสียหายมากมายครับท่านประธาน คนเป็นผู้เสียหายถ้ามีเงินมีทอง มีอิทธิพล มีอำนาจ มีพวกมีพ้องไม่ต้องห่วง ใครต่อใครก็ แห่แหนแต๋นแต้อยากจะช่วยและตัวเองก็มีกำลังในการที่จะสู้อยู่แล้ว แต่ท่านทั้งหลายครับ คนที่เป็นผู้เสียหายที่อยู่ในสถานะกลาง ๆ หรือสถานะลำบากยากจนหรือเป็นคนด้อยโอกาสนั้น ยิ่งน่าสงสารมาก ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการคิดและเสนอมานี่ สิ่งที่ผมอ่านดูตรงนี้ผมก็ชอบใจมากเลยครับ หลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ในคดีอาญาที่ท่านได้ทำเป็นตุ๊กตาไว้ว่าจะร่างกฎหมายนั้นควรจะประกอบด้วยอะไรบ้าง ๑. สิทธิที่จะเข้ามีส่วนร่วมในคดีอาญาตั้งแต่ก่อนระหว่างและในชั้นบังคับโทษทางอาญาหรือ คำสั่งศาลเกี่ยวกับค่าเสียหาย คนที่เป็นจำเลยพยายามสู้คดีอย่างเต็มที่ครับ คนที่เป็น ผู้เสียหายก็ได้จากอัยการครับ ผมเองก็ไม่ได้ไปว่าหรือไปตำหนิท่านอัยการแต่อย่างใด ผมเชื่อว่าคนที่เป็นอัยการนั้นก็ทำงานให้กับคนทุกคนที่เป็นผู้เสียหายอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ทั้งชีวิตที่ผมเป็นทนายความมา ผมก็เห็นอัยการท่านมีคดีวันหนึ่ง บางทีแค่รอบเช้านะครับ ท่านประธานหอบสำนวน ๕ คดีครับท่านประธาน ท่านประธานกรรมาธิการเป็นอัยการย่อมทราบดี ยิ่งอัยการต่างจังหวัดเข้าบัลลังก์โน้นหน่อยหนึ่งแหย่บัลลังก์นี้หน่อยหนึ่งยื่นเข้าไปตรงนี้นิดหนึ่ง วิ่งไปวิ่งมา ๕ คดีตั้งแต่ ๙ โมงถึงเที่ยง และบางคดีนั้นท่านอาจจะไม่ได้ผมไม่แน่ใจนะครับว่า คดีที่เป็นเรื่องผู้เสียหายมาถึง ดู อ่านแล้วก็ว่าความไปตามระบบตามระเบียบทั้งหมด แต่ในขณะคนที่เป็นผู้จำเลยหรือผู้ต้องหานั้นเขาสู้คดีอย่างเต็มที่ ยิ่งบางคนมีสตางค์ จัดทนายความ ๓ คน ๔ คน คนที่เป็นผู้เสียหายบางคนเขาก็จะมีทั้งความรู้สึก คือพูดง่าย ๆ เวลาเป็นผู้เสียหายถูกข่มขืน ถูกลักทรัพย์ ถูกปล้น ถูกฆ่า มันทั้งเสียใจ เสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง เสียความรู้สึกแล้ว มาเสียความรู้สึกในการสู้คดีที่รู้สึกว่าเขาเป็นรองหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งแน่นอนท่านที่เป็นอัยการท่านคงเข้าใจว่าคดีไม่มีอะไร เราก็ทำหน้าที่ของเราเต็มที่อยู่แล้ว ความรู้สึกของคุณฉันจะไปดูแลได้อย่างไร แต่ตรงนี้สิ่งที่ท่านเขียนไว้ผมจึงชอบใจว่าสิทธิที่จะ เข้ามีส่วนร่วมในคดีอาญา บางคดีจะเป็นไปได้ไหมที่ท่านเห็นว่าน่าจะมีทนายเข้าไปเป็นโจทก์ร่วม ให้กับผู้เสียหายด้วย เสริมเติมกับท่านอัยการ เพราะอัยการท่านก็ทำงานของท่านอยู่แล้ว แต่ถ้ามีทนายความเข้าไปเติม ไปเสริมในส่วนนั้นตามที่ท่านเสนอมานี่ ผมว่าบางทีมันก็ได้ ความอุ่นใจ ความมั่นใจ ความสบายใจหรือไปช่วยกันทำงานร่วมของภาคเอกชนกับ ภาคราชการคืออัยการ ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกมั่นอกมั่นใจในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ตรงนี้ ผมไม่รู้ว่ากระบวนการของกฎหมายจะออกมาในรูปแบบใด แต่ถ้าเป็นไปได้ในการที่จะ เยียวยาผู้เสียหายให้มีการตั้งโจทก์ร่วมโดยเขามีสิทธิที่จะหาทนายความหรือภาครัฐจะจัดให้ ด้วยวิธีใดหรือจ่ายเงินเยียวยาในส่วนนี้ให้แก่เขา ผมว่าจะทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้น ในการต่อสู้คดีทั้งชั้นต้น อุทธรณ์และฎีกานะครับ
ประการต่อมาท่านเขียนว่าสิทธิที่จะได้รับแจ้งข้อมูลความคืบหน้าของคดี ในทุกขั้นตอนของการดำเนินคดี ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายครับท่านประธานรวมทั้ง คณะกรรมาธิการทุกท่านที่นั่งอยู่ข้างบนเป็นผู้ที่ผ่านมาในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ยิ่งชั้นตำรวจด้วยแล้วท่านครับ ผู้เสียหายบางคนบอกว่าคดีฉันมันไปอยู่ชั้นไหนครับ ไปอยู่ชั้นไหนกันนี่ ๓ เดือนแล้ว ๖ เดือนแล้ว โทรไปหาร้อยเวรท่านก็หงุดหงิดมาก วันวันหนึ่ง ฉันไม่ได้ทำคดีของคุณคนเดียว ตรงนี้การที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารกันระหว่างจากคนที่เป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐกับชาวบ้านผู้เสียหาย ผมเป็นทนายความรวมทั้งทำรายการทีวี (TV) วิทยุ โทรทัศน์เกี่ยวกับการช่วยเหลือชาวบ้าน แทบจะทุกวันร้องเรียนมาว่าคดีฉันถูกรถชน คดีฉันถูกฆ่า คดีฉันถูกปล้น คดีฉันถูกทำร้ายร่างกาย ถูกข่มขืน ๓ เดือนแล้ว ๖ เดือนแล้ว ติดต่อไปยังร้อยเวรก็บอกว่ารอก่อน ๆ รอโน่น รอนี่ รอจนกระทั่งเมียร้อยเวรคลอดแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเลยคุณวันชัย เหล่านี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับว่าท่านควรจะให้มี การที่เขาจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารด้วยระบบใด วิธีใด เพราะการรับรู้มันทำให้เกิดความสบายใจขึ้นครับ และคดีเหล่านี้บางทีหายไป ๓ เดือน ๖ เดือน ชั้นอัยการมีการร้องขอความเป็นธรรมบ้าง โน่น นี่ นั่นบ้าง หายไปยาวเลย บางทีชั้นศาลเขาไม่ได้ขึ้นศาลทุกครั้ง เขาก็จะไม่รู้เหมือนกัน เรื่องเหล่านี้ผมว่าชาวบ้านที่เป็นผู้เสียหายนั้นเขารู้แล้วเขาก็สบายใจ ผมเป็นทนายความ ยึดถือมาทั้งตลอดชีวิตเลยว่าการแจ้งคดีทุกเดือน ทุกระยะนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และมักจะสอน ลูกน้องให้ปฏิบัติมาโดยตลอด อย่างน้อยที่สุดลูกความเขาก็สบายใจ แม้ว่าเขาจะไม่ได้รู้อะไร มันมากนัก แต่เขารู้ว่าความคืบหน้าแต่ละเดือน แต่ละเดือน แต่ละเดือน แต่คนเป็นผู้เสียหาย ใครจะรู้ครับ จะมีกระบวนการวิธีการใดที่ทำให้เกิดการเยียวยาทางจิตใจในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเขียนมาดีมากครับ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย ในการปฏิบัติที่เหมาะสมและข้อ ๔ นี้ผมชอบมาก ขออนุญาตท่านประธานอีกนิดหนึ่ง สิทธิที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหายทางร่างกาย จิตใจอย่างเหมาะสม รวดเร็วและเป็นธรรม ทั้งจากการกระทำความผิดและตามที่กฎหมายบัญญัติ เวลาคนที่เป็นผู้เสียหายหรือ คนที่ได้รับผลกระทบทางคดีอาญา ทุกวันเวลาที่เขาบอกเขาติดคุกไปมาทั้งนั้น เขาถูกดำเนินคดี มาอย่างนี้ อยู่ ๆ เขาโดนยิงมา สิ่งที่เขาจะได้รับอันเดียวครับที่ปรากฏ ไปขอรับเงินเยียวยา จากกระทรวงยุติธรรม และกว่าจะได้บ้างไม่ได้บ้าง ตาสี ตามี ตามา ยายสา ยิ่งคนจาก ต่างจังหวัดไกล ๆ เลิกเลยครับ บางทีก็ไม่รู้ และรู้แล้วบางทีก็ไม่เข้าใจในการปฏิบัติ บางคนบอกยื่นเรื่องไป ๖ เดือน ๘ เดือน ๓ เดือนแล้วยังไม่รู้เรื่องเลย กระบวนการที่ทำนี่ดีมาก เยียวยาทางร่างกาย ค่ารักษาพยาบาล ตลอดจนเงินทองต่าง ๆ แต่จิตใจไม่เคยเลยนะครับ ชาวบ้านที่ถูกข่มขืน ชาวบ้านที่โดนลูกหลง ชาวบ้านที่ไม่เคยกระทำความผิด ลองคิดดู ถ้าทำทำในสิ่งที่คนเราบางทีมันเป็นเรื่องฝังใจกันแบบตลอดชีวิตเลยนะครับ เรื่องเหล่านี้ ถ้าท่านคิดแล้วสามารถทำหรือปฏิรูปให้มันสัมฤทธิผลได้จริง ๆ จะเป็นเรื่องที่สุดยอดแล้วก็ เป็นเรื่องที่เป็นวิธีการใหม่ที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งผู้เสียหายและคนที่เป็น ผู้ต้องหาและจำเลย เหนือสิ่งอื่นใดครับแม้ท่านจะเลอเลิศประเสริฐศรีในการเยียวยาแต่ถ้าล่าช้ากว่าจะได้กันบางที จนกระทั่งเขาไปทำมาหากินใช้ชีวิตปกติอ้าวเพิ่งจะได้รับเงิน เพิ่งจะได้รับการเยียวยา มันไม่ทันต่อสถานการณ์และเหตุการณ์เลย ดังนั้นเมื่อท่านคิดกระบวนการที่จะเยียวยาแล้ว ขอให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วด้วยครับ ผมอ่านรายงานฉบับนี้แล้วขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ เต็มกำลังและขอให้สัมฤทธิผลด้วยเทอญเป็นของขวัญปีใหม่กับประชาชนผู้ได้รับ ความเสียหายในคดีครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานกรรมาธิการ ผมเองไม่ใช่เป็นนักกฎหมายนะครับ เป็นนักรัฐศาสตร์แล้วก็อยู่กับชาวบ้านก็เห็นว่าเรื่องนี้ ที่ท่านเสนอขึ้นมาเห็นด้วยเป็นอย่างมากกับข้อเสนอเรื่องการปฏิรูประบบความคุ้มครอง ผู้ได้รับผลกระทบคือเหยื่อ เพราะว่าที่ผ่านมาผู้เสียหายไม่ค่อยได้รับความคุ้มครองจากรัฐ สักเท่าไรเป็นเวลานานมากแล้ว ทีนี้ส่วนใหญ่เองผู้ที่เขาช่วยตัวเองได้อยู่ก็ไม่ค่อยเป็นอะไร ส่วนมากจะไปลงที่ผู้ที่ลำบากอยู่แล้วแล้วก็เสียหายแล้วก็ยืดเยื้อก็เลยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำบุญ กันทีเดียวเรื่องนี้ขอชื่นชมเป็นอย่างมากและผมเองก็คิดว่ามีประเด็นเล็ก ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก ที่สำคัญสำหรับคนตัวเล็ก ผมมีประเด็นเล็ก ๆ ที่อยากจะนำเสนออาจจะเป็นข้อสังเกตเท่านั้นว่า
ประเด็นแรกก็คือการคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายในมาตรา ๔ ในนี้ ความหมายอยากจะขอความชัดเจนว่าหมายถึงผู้เสียหายและทายาท แต่ในภาวะจริง ๆ แล้ว ผู้เสียหายผมมองเห็นว่าลักษณะการเขียนนิยามแบบนี้เป็นความหมายอย่างแคบ เพราะว่า ในกรณีมีความเสียหายเกิดขึ้นจากคดีอาญาบางทีไม่ใช่เป็นทายาท คือสมมุติว่ามีบุคคล ถูกขโมยรถไปใช้ในการค้ายาเสพติด รถคันนี้เขาเป็นผู้เสียหายแต่เสียหายไม่ใช่จากคดียาเสพติด รถถูกยึดไว้จากผู้ที่ค้ายาที่ขโมยรถ เขาเป็นผู้ถูกขโมยเขาไปเสียหายในอีกคดีหนึ่ง ถ้าเป็นแบบนี้ เราจะตีความว่าผู้เสียหายตรงนี้ครอบคลุมด้วยไหม อย่างไร เหมือนมันซ้อนแยกออกไปแตกแขนง ออกไป เพราะฉะนั้นในนี้ท่านหมายถึงว่าผู้เสียหายและทายาท ฉะนั้นการเสียหายที่เชื่อมโยงกัน ถ้าตีความได้แล้วจะมีลักษณะคุ้มครองแค่ไหนหรือไม่ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ นี่เป็นคำถามว่า เพราะถ้ามีจะเป็นเรื่องที่ดีจะได้ครอบคลุมให้ครบนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนนี้ตามมาตรา ๒๗ ได้บอกว่าพนักงานสอบสวนผู้แจ้งสิทธิ แก่ผู้ได้รับความเสียหาย ในนี้พนักงานสอบสวนหมายถึงว่าส่วนใหญ่จะเป็นตำรวจ แต่ในกรณี เรื่องความผิดอย่างทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งเป็น ป.ป.ช. ป.ป.ช. ไม่ใช่พนักงานสอบสวน เพราะฉะนั้นในการแจ้งตรงนี้เองการกระทำความผิดตรงนี้พนักงานสอบสวนตามมาตรา ๒๗ จะครอบคลุม ป.ป.ช. หรือคณะอนุกรรมการของ ป.ป.ช. หรือไม่ในการไต่สวน ในการแจ้ง ตรงนี้นะครับ เพราะว่าในนี้เป็นนิยามเท่านั้นเองผมก็เลยอยากจะขอความชัดเจนตรงนี้
แล้วก็ในส่วนสุดท้ายที่ท่านวันชัยได้พูดแล้วการแจ้งความคืบหน้า ยังมองเห็นว่า จริง ๆ แล้วท่านเขียนไว้ตามร่างมาตรา ๓๐ นี่นะครับ ความคืบหน้าในขั้นตอน ๑๑ หัวข้อ แต่ว่าขาดกุญแจ หรือขาดกุญแจที่เปิดประตูเข้าไปสู่อีก ๑๑ กุญแจที่ว่าก็คือหัวข้อสำคัญคือ การแจ้งความคืบหน้าของการสืบสวนสอบสวน คือพอเราแจ้งตรงนี้แล้วที่เหลือมันจะตามกันมา หมายถึงว่านี่คือกุญแจที่จะไขเข้าสู่ประตู ไปสู่การเยียวยานะครับ ประเด็นตรงนี้เองก็คือว่ามันควรจะเป็นกระบวนการแรกก็คือว่า อย่างที่สมาชิกท่านวันชัยได้เสนอเมื่อกี้ว่าเขาสอบถามว่ามันถึงไหนแล้ว แต่ว่าเราจะไปข้ออื่น ข้ออื่น ข้ออื่น แต่ข้อแรกก็คือถึงไหนแล้วจะได้คิดเรื่องอื่นต่อไปได้ ก็คือขอเปิดประตูหน่อย ผมมีความเห็นว่าเรื่องนี้การแจ้งความคืบหน้าของการสืบสวนสอบสวนนี่นะครับ ควรจะเป็น ข้อแรกเสียด้วยซ้ำ คือเป็นข้อ ๑ และตามไปอีก ๑๑-๑๒ ข้อก็แล้วแต่ เพราะข้อนั้นจะเป็น ข้อย่อย ถ้ามองไม่เห็นเสียแล้วว่าอยู่ที่ไหนเขาจะไปเคลื่อนไหวตรงนี้ได้อย่างไร ดังนั้นผมมี ประเด็นเล็ก ๆ เท่านั้นเองก็คิดว่าเห็นด้วยเป็นอย่างมากในข้อเสนอของท่านที่จะคุ้มครอง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดทางอาญาตรงนี้ขอสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าประเด็นเล็ก ๆ ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะสอบถามขอความชัดเจน เพื่อจะได้เนียนยิ่งขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมควรจะได้ดูแลแล้วก็เรื่องเกี่ยวกับเวลาด้วยว่าเวลาที่เร็วเป็นการ ป้องกันความเสียหายในตัวของมันอยู่แล้ว ก็กราบเรียนด้วยความเคารพเป็นข้อสังเกต กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๑ และปัจจุบันเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอเชิญครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ลำดับ ๑๙๗ กระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง กับกรรมาธิการชุดนี้ และโดยเฉพาะแผนปฏิรูปแผนนี้ เพราะกระผมเองเป็นกรรมาธิการ รวมอยู่ด้วย ไม่ใช่เป็นไฟต์ (Fight) บังคับว่ากระผมต้องเห็นด้วย แต่เห็นด้วยในหลักการและ เหตุผลทั้งหมด แต่ที่ต้องลุกมาอภิปรายต้องการที่จะเติมในบางส่วนให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นำเรียนอย่างนี้ครับว่าการคุ้มครองเหยื่อในคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระผมจะพูดอยู่ ประเด็นเดียวครับในเรื่องคดีอาญาที่เกี่ยวกับเรื่องทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน ข่มขืนกระทำชำเรา ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศและลักษณะใดก็ตาม เห็นสถิติแล้ว จะตกใจ คดีที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศมาร้องทุกข์ไม่ถึงครึ่งครับ ไม่ได้แปลว่า ถูกข่มขืนแล้วลืม ลืมที่ถูกข่มขืนเข้าใจว่าฝันไป ไม่ใช่ แต่เหยื่อผู้ถูกกระทำ ผู้เสียมีความอับอาย และจะอับอายมากยิ่งขึ้นถ้ามาแจ้งความ เพราะถ้ามาแจ้งความเมื่อใดจะถูกข่มขืนซ้ำ ทันทีครับในทางระบบ ข่มขืนที่ ๑ เลยครับก็คือเป็นข่าว ข่าวจะออกไปทะลุปรุโปร่งเลยว่า ผู้หญิงคนนี้ถูกข่มขืนในพงหญ้ายับ ข่มขืนยับ เมื่อมาแจ้งความที่โรงพักถูกร้อยเวรสอบสวน ร้อยเวรจะสอบปากคำโดยละเอียดให้ครบในประเด็น ใช้กำลังประทุษร้ายอย่างไร ถ่างแขน ถ่างขาอย่างไร ถอดกางเกงอย่างไร ทำไมไม่ดิ้น ทำไมไม่ร้องขอความช่วยเหลือ จนกระทั่ง ข่มขืนครับ เป็นหนังเอกซ์เลยครับ นั่นแปลว่าเหยื่อถูกข่มขืนครั้งที่ ๒ โดยร้อยเวรสอบสวน ทำสำนวนเสร็จเรียบร้อยส่งไปพนักงานอัยการครับ พนักงานอัยการไปนั่งอ่านสำนวนก็เห็น ประเด็นยังขาดอยู่ก็ส่งกลับมาให้สอบเพิ่มเติมตาม ป. วิ.อาญา มาตรา ๑๔๓ สอบเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงตัวโตกว่าทำไมไม่สู้ ผู้ชายตัวเท่านิ้วก้อยผู้หญิงเท่าหัวแม่มือทำไมสู้ไม่ได้ ถ้าข่มขืนทำไม ผู้หญิงอยู่ข้างบน ไปสอบมาสิ เด็กคนนี้ถูกข่มขืนเป็นครั้งที่ ๒ ครับ พอฟ้องไปศาล มีทั้งผู้พิพากษา มีทั้งอัยการ มีทั้งทนายความโทรมหญิงเลยครับ โทรมหญิงกันที่หน้าบัลลังก์ครับ ละเอียดยิบเลยครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า เด็กผู้หญิงคนนี้ถูกข่มขืนจริงในพงหญ้า ถูกข่มขืนต่อมาโดยสื่อมวลชน มาเสนอข่าวต่อ สาธารณชน ชอบกันนักละครับ เตียงหัก ไม่รู้หนักหัวใคร ชอบลงครับ ถูกข่มขืนต่อมา โดยร้อยเวรสอบสวน ถูกข่มขืนต่อมาโดยพนักงานอัยการ และถูกโทรมหญิงโดยทั้งผู้พิพากษา ทั้งทนายความและอัยการ เด็กคนนี้ต้องย่อยยับแน่นอน ที่ผมบอกว่าเราจะต้องคุ้มครองเหยื่อ ก็คือถ้าเป็นคดีล่วงละเมิดทางเพศ ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับเพศ องคาพยพของกระบวนการยุติธรรม ควรจะเป็นสตรีครับ ควรจะเป็นผู้หญิง ขณะนี้ตำรวจนำร่องไปแล้วครับ มีนักเรียนนายร้อย ตำรวจหญิงมาหลายรุ่นแล้วครับ เพื่อที่จะมารับแจ้งความ เพื่อที่จะมาสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับ เรื่องล่วงละเมิดทางเพศไม่ให้ถูกข่มขืนอีก ใช้ผู้หญิงสอบผู้หญิง ฉะนั้นเพื่อให้เป็นแพตเทิร์น (Pattern) เดียวกัน เป็นกระบวนการยุติธรรมที่รองรับต่อเนื่องกัน ผมใคร่จะเสนอว่า ทั้งอัยการ ทั้งทนายความ และทั้งศาลคือผู้พิพากษาควรจะเป็นสตรีทั้งหมด มันจะซอฟต์ (Soft) ลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนที่จะเสนอข่าวต่อสาธารณชนเรื่องพรรณอย่างนี้ เป็นเรื่องที่กระทำชำเรา เป็นเรื่องที่จะทำลายชื่อเสียงเกียรติยศ ชื่อเสียงและวงศ์ตระกูลของเหยื่อ สื่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับคือห้ามเสนอข่าวเรื่องนี้โดยเด็ดขาด ปัจจุบันนี้ท่านไปดูได้เลย เกือบทุกวันจะมีข่าวพรรณอย่างนี้ ฉะนั้นก็คือสิ่งที่ผมจะฝากกับกรรมาธิการถ้าจะเติมตรงนี้ เข้าไปผมเชื่อว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่ง ในส่วนของกรุงเทพมหานครก็ได้ช่วยเหลือตรงนี้ เท่าที่ทำได้ กรุงเทพมหานครร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้กองบัญชาการตำรวจ นครบาลสำรวจจุดล่อแหลมต่าง ๆ ที่จะเป็นจุดเพาะเชื้อที่จะก่ออาชญากรรมส่งมาให้ กรุงเทพมหานครจะปรับสภาพแวดล้อมเพื่อป้องกันอาชญากรรมให้ ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว เกือบครึ่งหนึ่ง ตรงไหนที่เป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่จะถูกข่มขืน ที่จะถูกกระทำชำเรา เป็นพงหญ้า ป้ายรถเมล์ มีรั้วสังกะสี มีหญ้าคา ไปดายหญ้า ไปติดไฟฟ้าส่องสว่าง ไปติดวงจรปิด ไปตัดแต่งกิ่งไม้ กรุงเทพมหานครจะทำสิ่งนี้เพื่อที่จะคุ้มครองเหยื่อ มันเกี่ยวกันนะ เพื่อให้คุ้มครองเหยื่อ กรุงเทพมหานครก็จะบอกอยู่คำหนึ่งว่าไม่ต้องทำบุญให้มันมากก็จะได้ขึ้นสวรรค์ครับ เพราะกรุงเทพมหานครจะทำกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองสวรรค์ของคนกรุงเทพมหานคร ขอบพระคุณครับ
คราวหน้าคงต้องคิดค่าโฆษณานะครับ ท่านสุดท้ายที่ได้แจ้งความประสงค์ ในการอภิปราย ขอเชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับรายงานชิ้นนี้นะครับ แต่ที่ลุกขึ้นมาขออภิปรายนอกจากจะเพื่อสนับสนุนแล้วยังอยากจะขอให้ร่วมมือกันว่าเราจะ ทำอย่างไรให้รายงานชิ้นนี้เป็นมากกว่าเพียงการอภิปรายที่สวยงามกันในสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ จะทำอย่างไรครับที่จะทำให้การปฏิรูปในเรื่องนี้เป็นไปได้โดยเร็วที่สุด โดยมีรูปธรรมที่สุดนะครับ ซึ่งผมเองขออนุญาตมองภาพรวมของสถานการณ์บ้านเมืองว่า นี่คือตัวอย่างของรายงานที่เสนอการปฏิรูปที่ใหญ่มากครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่างกฎหมายที่ท่านเสนอมาแม้ว่าจะเขียนว่าเป็นภาคผนวก เป็นเอกสารประกอบการพิจารณา และแม้ว่าในรายงานนั้นท่านจะบอกว่าที่เสนอมานี้เป็นเพียงตัวอย่าง ซึ่งทางรัฐบาลจะต้องไป จัดการร่างกฎหมายอีกทีหนึ่ง แต่หลังจากกระผมพิจารณาอ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ตั้งแต่ครั้งที่ประชุมกรรมาธิการกิจการสภาแล้วมาจนถึงวันนี้ กระผมเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่เผยแพร่ออกมาแล้ว และถ้ามีการปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยระบอบปัจจุบันที่พวกเราเป็นส่วนหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรมแล้วนี่ จะเป็นการตอบคำถาม ของสังคมได้ครับ ในขณะที่สังคมส่วนหนึ่งมักจะวิพากษ์วิจารณ์ระบอบในปัจจุบันว่า การปฏิรูปที่เกิดขึ้นหรือตัวบทกฎหมายที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ อย่างนั้นเป็นไปในทางที่ตรงข้าม กับเรื่องการสนับสนุนการใช้สิทธิและเสรีภาพ ซึ่งในหลายอย่างกระผมเห็นว่าโดยสถานการณ์ บ้านเมือง และโดยความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมืองเหตุการณ์โลกมันก็มีความจำเป็นครับ แต่ถ้าเรามีการปฏิรูปในด้านนี้ออกมาในพร้อม ๆ กันไปด้วยนี่นะครับ ประโยชน์ทางการเมือง ก็จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะว่าเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพครั้งสำคัญที่รัฐธรรมนูญ เขาเขียนไว้แต่เพียงหลักการใหญ่ ๆ แต่นี่คือการขยายสิทธิเสรีภาพอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการขยายใหญ่ในลักษณะที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบยุติธรรมขึ้นมา มากมาย กระผมจะขออนุญาตขยายความสักเล็กน้อยจากตัวร่างพระราชบัญญัติ จะเห็นได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นตั้งแต่คำนิยามก็จะนิยามคำว่าผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา ในหน้า ๒๓ ไว้กว้างขวางและครอบคลุม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้คำนิยามคำว่า การคุ้มครอง ในหน้า ๒๔ ก็กว้างขวางอย่างยิ่งแล้วก็ครอบคลุม ขออนุญาตอ่านนะครับ การคุ้มครองหมายความว่าการให้ความคุ้มครองทางกาย จิตใจ ทรัพย์สิน รวมตลอดถึง การดูแลช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา การช่วยเหลือทางกฎหมาย การคุ้มครอง ความปลอดภัย หลังจากถูกประทุษร้ายจนถึงการบังคับคดี และการป้องกันไม่ให้ถูก ประทุษร้ายซ้ำ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะพบตัวผู้กระทำความผิดหรือศาลลงโทษผู้กระทำความผิดด้วย หรือไม่ก็ตาม ผมไม่ทราบว่าถ้าเขียนให้กว้างขวางกว่านี้จะเขียนอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นการขยายสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนที่ได้รับ ความเสียหายนั้นก็จะมีสิทธิเข้าร่วมในกระบวนการยุติธรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ก่อน การพิจารณาคดี ระหว่างการพิจารณาคดี ไปถึงชั้นบังคับโทษทางอาญาหรือคำสั่งศาล อันนี้ ก็ปรากฏอยู่ในหน้า ๓๐ หมวด ๔ หลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา มาตรา ๒๔ (๑) (๒) สิทธิที่จะได้รับแจ้งข้อมูลความคืบหน้าของทุกคดี ในทุกขั้นตอนของ การดำเนินคดี ไม่ทราบว่ามาตรา ๒๔ (๑) ถ้าผมตีความอย่างนี้จะได้ไหมครับว่าสมมุติว่า คดีพิจารณาไปแล้วจนถึงศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว จำเลยขออุทธรณ์และขอยื่นอุทธรณ์ ขอยื่นปล่อยตัวชั่วคราวหรือประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ ถ้าพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ก็หมายความว่าในการพิจารณาจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยผู้ที่ศาลพิพากษาลงโทษ ไว้แล้วและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์นั้น ก็จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเข้าไปร่วม ในกระบวนการพิจารณาด้วยใช่หรือไม่ครับ อันนี้ก็จะเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้และเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม มากที่สุด แต่ในเมื่อนิยามคำว่าการคุ้มครองไว้อย่างกว้างขวางเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจาก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่แม้จะเป็นเพียงตัวอย่างนี่นะครับ แต่กระผมเห็นว่าเป็นการปฏิรูป ใหญ่มากจริง ๆ ก็คือว่ามันจะต้องมีองค์กร มีกระบวนการและมีการใช้เงินเกิดขึ้น อย่างค่อนข้างมาก มีการขยายกำลังของเจ้าหน้าที่ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมตามสมควร ขออนุญาตพาท่านประธานไปดูดังต่อไปนี้ครับ
ในกระบวนการนี้เราจะมีคณะกรรมการคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ในคดีอาญาแห่งชาติ ซึ่งก็ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน แล้วก็จะมีรัฐมนตรีต่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง และที่สำคัญก็คือมีผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๙ คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์โดดเด่น เป็นที่ประจักษ์ด้านต่าง ๆ นี่คือคณะกรรมการระดับชาติเอาไว้ชั้นหนึ่ง จากนั้นเรายังมี คณะกรรมการในระดับจังหวัด ก็คือมาตรา ๑๖ คณะกรรมการคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ในคดีอาญาจังหวัดทุกจังหวัด แล้วก็มีคณะกรรมการคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ในคดีอาญากรุงเทพมหานคร โดยองค์ประกอบในระดับจังหวัดและระดับ กทม. ก็จะต้องมี ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน จากวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นอกจากจะเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพอย่างเป็นจริงที่สุดเป็นการ ปฏิรูปใหญ่แล้ว ยังเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพที่ให้โอกาสภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีความกว้างขวาง และที่สำคัญที่สุดเราจะเห็นการตั้งศูนย์คุ้มครองสิทธิเสรีภาพซึ่งมหาวิทยาลัยหรือองค์กรต่าง ๆ นั้น ก็จะสามารถมาจดทะเบียน แล้วก็รับเงินสนับสนุนเป็นศูนย์คุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ในคดีอาญาได้ ดังปรากฏอยู่ในหมวด ๕ ในหน้า ๓๕ สังคมไทยจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หน้ามือเป็นหลังมือ และผู้เสียหายหรือเหยื่อจะได้รับความคุ้มครองอย่างยิ่ง เช่นเดียวกัน ก็จะต้องมีการใช้เงิน การใช้เงินนี้ท่านก็ต้องไปดูที่หมวด ๖ การคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอาญา ที่หน้า ๓๖ มาตรา ๔๘ ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา ซึ่งที่มา ของเงินนั้นนอกจากจะเป็นเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว ที่สำคัญอีก ๒ รายการที่สำคัญมาก ซึ่งกระทรวงการคลังก็จะต้องได้พิจารณาต่อไป และจะต้องมีผลกระทบต่อเงินรายได้ของแผ่นดินด้วย ก็คือจะต้องตัดมาจากเงินค่าปรับที่ได้ จากจำเลยในคดีอาญาที่ไม่ต้องส่งคลังตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด นี่ประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง ก็คือเงินรายได้จากการขายทรัพย์สินที่ถูกริบทรัพย์ หลังการหักค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด จะเห็นได้ว่าทั้งสิ้น ทั้งปวงนี้เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ เป็นการปฏิรูปใหญ่ ที่แท้จริง และเป็นการปฏิรูปใหญ่ที่เป็นการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนในลักษณะที่ให้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มต่าง ๆ นั้นเข้ามาอยู่ร่วมในคณะกรรมการทุกระดับ ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการ บริหารกองทุนด้วย แต่แน่นอนแหละครับก็จะต้องมีการขยายอัตรากำลังในกระทรวงยุติธรรม ในกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพและสำนักงานยุติธรรมจังหวัดด้วย เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับการขยายสิทธิเสรีภาพโดยตรง เพราะฉะนั้นนอกจากที่เราจะให้ความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์กันแล้ว สิ่งหนึ่งก็คือ ทำอย่างไรที่เราจะต้องร่วมกันผลักดันแล้วก็เสนอแนะให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบอบปัจจุบัน ซึ่งเราเป็นส่วนหนึ่งได้จัดการนำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อให้มีผลใช้บังคับโดยไม่ช้าเกินไป หรือให้อยู่ในลิสต์ (List) ของบัญชีรายชื่อของร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งน่าจะต้องบรรจุไว้ในพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศต่อไป เพราะจะเป็น การตอบคำถามที่แท้จริงว่าระบอบปัจจุบันนั้นมีด้านที่ขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากด้านที่มีความจำเป็นที่อาจจะต้องทบทวนในเรื่องสิทธิแลเสรีภาพ ที่ก่อให้เกิดปัญหาในอดีตที่ผ่านมาด้วยบางประการ กราบขอบพระคุณครับ
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขอต้อนรับคณะครูและนักเรียน โรงเรียนถาวรานุกูล จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน ๕๕ ท่านนะครับ ขณะนี้ สปท. กำลังประชุมพิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) ต่อไปขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ตอบ ข้อซักถามของสมาชิกครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ สักครู่นะครับ ท่านวันชัย มีอะไรหรือไม่ครับ
ขออภัยท่านประธานกรรมาธิการนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ผม สปท. วันชัย สอนศิริ พอดีตอนที่เพื่อนสมาชิกกำลังอภิปราย ผมก็เลย นึกถึงประเด็นหนึ่ง แล้วก็อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานและท่านกรรมาธิการว่าจะเอา ไปพิจารณาประกอบได้หรือไม่ อย่างไร ผมนึกถึงคดีของคนที่เป็นเหยื่อหรือเป็นผู้ต้องหา จำเลย และในที่สุดตัดสินไปปรากฏว่าผิดตัว ผิดคน ผิดฝา แล้วก็ปรากฏว่ามีแล้วครับ ประเด็นตรงนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะครับท่านประธาน ลำพังศาลพิพากษายกฟ้อง และเป็นเหยื่อยังพอทำเนา แต่ในที่สุดติดคุก ติดตารางไป ๕ ปี ๗ ปีแล้วเพิ่งมารู้ ตัดสินผิดไปแล้ว ใครจะช่วยเหลือครับ ท่านประธานและท่านกรรมาธิการนั่งฟังแล้วบอก คุณวันชัยก็ไปฟ้อง เอาสิ บอกคนที่เป็นเหยื่อหรือเป็นผู้เสียหายไปฟ้องเอา ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมถือว่า เป็นเรื่องใหญ่มากอยากให้ท่านกรรมาธิการได้พิจารณาว่าลำพังแค่ชีวิตติดคุก ๗ ปี ๑๐ ปี ตายอยู่แล้วครับ จะไปเอาเงินเอาทองที่ไหนมาฟ้อง กว่าจะไปร้องเรียน กว่าจะไปขอ ความช่วยเหลือ อีกปี ๒ ปีกว่าจะได้ที่มันไม่เร็ว ผมจึงคิดในระยะเร่งด่วนเดี๋ยวนี้ นึกถึง พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถครับท่านประธาน ผมก็เลยนึกถึงประเด็นนี้อยากจะฝากต่อท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการว่าจะมีวิธีในลักษณะแบบ พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากคดีอาญาได้หรือไม่ เบื้องต้นปรากฏว่าเขาถูกจำคุกไปและเป็นเรื่องผิดตัว จะมีการเยียวยาเบื้องต้น ๘๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยไม่ต้องให้เขาไปฟ้องเอง หรือต้องไป ยื่นเรื่องแต่อย่างใด หรือยื่นเรื่องไปแล้วเราเยียวยาเบื้องต้นเลย ผมว่ายิ่งกว่าประสบภัยจากรถอีก อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตและเป็นข้อเสนอ ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีมากครับ ฝากต่อท่านประธานด้วยครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ประธานกรรมาธิการได้ชี้แจง ขอเชิญครับ
ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างมากนะครับที่ให้การสนับสนุน แล้วก็เสนอแนะ ความคิดดี ๆ มากมายหลายประการ ผมอยากจะขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ พลโท กฤษณะ ตอบคำถามที่ยังค้างคาใจท่านทั้งหลายบางท่านอยู่นะครับ หรืออาจจะ อธิบายอะไรเพิ่มเติม ขออนุญาตนะครับ
ขอเชิญ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คนที่สาม และเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน เป็นรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผมขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนข้อสังเกตที่ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณาให้กับคณะกรรมาธิการในวันนี้ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญทำให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ ครบถ้วนยิ่งขึ้น ผมขอเรียนว่าในเรื่องรายงานฉบับนี้ก็อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มเล็ก ๆ หรือถ้าจะใช้ก็คือเป็นสารตั้งต้น ปกติท่านจะได้ยินสารตั้งต้นเป็นในสิ่งที่ไม่ดีคือยาเสพติด แต่ในเรื่องนี้จะเป็นสารตั้งต้นในเรื่องที่จะให้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเป็นที่เชื่อมั่นยิ่งขึ้น รายงานฉบับนี้ก็เป็นไปอย่างที่ ท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าว จะเสริมสร้างหลักสิทธิมนุษยชนคือการไม่เลือกปฏิบัติ ที่ได้กราบเรียนไปข้างต้นว่าสังคมไปสนใจให้ความสำคัญกับจำเลยผู้ต้องหาแต่ละเลย หลงลืมเหยื่อหรือผู้เสียหาย อันนี้ก็ให้เห็นว่าเราไม่เลือกปฏิบัติ แล้วก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ทั้งประชาชนคนไทยและชาวต่างประเทศที่มาอยู่ ในดินแดนประเทศไทยไม่ว่าจะในฐานะนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจมาลงทุน และส่วนสำคัญ ที่มีผลต่อเนื่องในทางที่ดีก็คือว่าหากมีการขับเคลื่อนปฏิรูปในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในรายงาน ของประเทศไทยที่จะต้องยื่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติในส่วนที่ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมก็จะมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นการเสริม หรือเพิ่มภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศว่าเราให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรม ในการคุ้มครองสิทธิ ไม่เลือกปฏิบัติ ผมขอสรุปครับ มีสมาชิกของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต แล้วก็มีคำถามรวมทั้งสิ้น ๗ ท่าน สำหรับบางคำถามนั้น ถ้าผมตอบได้เองก็จะตอบ ถ้าไม่ได้ก็จะให้อนุกรรมาธิการท่านอื่นได้ตอบชี้แจงต่อไปนะครับ
ผู้ที่อภิปรายท่านแรกท่านปานเทพท่านก็ได้ให้ข้อสังเกตว่าจะต้องมีองค์กร หรือหน่วยงานโดยเฉพาะเข้ามารับผิดชอบดูแลเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะ ท่านเน้นว่าการประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายรับทราบสิทธิต่าง ๆ และต้องมีการสื่อสาร กลุ่มเป้าหมายให้รับทราบอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ก็ได้กรุณา อภิปรายว่าในเรื่องนี้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในประเทศไทยซึ่งที่ผ่านมาได้ละเลยมองข้ามไป แต่ท่านเห็นว่าจะต้องมีการคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินการเรื่องนี้ด้วย และท่านเน้น ในเรื่องผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวโดยที่มาเจอกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือประทุษร้ายต่อทรัพย์ที่จะต้องทำให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจมีความเชื่อมั่นว่าเมื่อมาอยู่ ในประเทศไทยต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับคนไทยหรือมากกว่าคนไทย และท่านก็ได้ กรุณาให้ข้อคิดเห็นในเรื่องมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิก ใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน การอนุญาตให้มีอาวุธปืนร้ายแรงเพื่อที่จะทำให้การประทุษร้าย ลดลง สำหรับท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านก็ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตว่าเป็นเรื่อง ที่จะต้องได้รับการชดเชยจากทั้ง ๒ ฝ่ายคือผู้กระทำผิดก็ต้องรับผิดชอบในการชดใช้ และรัฐ ในฐานะที่รับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยก็ต้องมีส่วนในการดำเนินการ โดยท่านได้กรุณา เสนอว่าควรจะให้รัฐมีหน้าที่ทวงถาม ติดตาม เอาคืน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เสียหายหรือเหยื่อ เป็นผู้ดำเนินการเอง และท่านได้พูดถึงเรื่องการถูกข่มขืนซ้ำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ต่อมาท่านวันชัย สอนศิริ ท่านก็ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นโดยท่านเน้นเรื่องทำอย่างไร จะให้เหยื่อหรือผู้เสียหายซึ่งเสียความรู้สึก เนื่องจากถูกกระทำความผิดทางอาญาแล้ว เมื่อมาเข้าถึงขั้นตอนในส่วนนี้จะมาเสียความรู้สึกซ้ำ ก็จะต้องลดในการเสียความรู้สึกที่จะ เกิดขึ้นซ้ำซ้อนนะครับ โดยจะต้องให้มีโอกาส มีส่วนร่วมในคดีอาญา ท่านก็เสนอว่ารัฐจะต้อง จัดหาตัวแทนหรือทนายให้มาเป็นโจทก์ร่วมให้กับเหยื่อหรือผู้เสียหาย แล้วก็รวมทั้ง การเยียวยาจะต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วนะครับ สำหรับท่านนิกร จำนง ท่านก็มีประเด็นเล็ก ๆ ข้อสังเกต ๓ ประการ ซึ่งในบางประเด็น บางประการก็ขออนุญาตให้ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ ได้ตอบคำถามของท่านนิกรนะครับ ท่านได้พูดถึงคำนิยามผู้เสียหายหรือคำนิยาม ผู้เสียหายและทายาทนะครับ รวมทั้งท่านก็ได้พูดถึงพนักงานสอบสวนในมาตรา ๒ ของ ร่างพระราชบัญญัติที่เป็นตุ๊กตาหรือเป็นตัวอย่างจะครอบคลุมถึงกรรมการหรืออนุกรรมการ ป.ป.ช. หรือไม่นะครับ แล้วก็ประเด็นสุดท้ายที่ท่านนิกรได้กรุณาให้ข้อสังเกตก็คือเรื่อง การแจ้งความคืบหน้าควรจะต้องมีการสลับก่อนหลัง อันนี้ก็รับไว้จะไปดำเนินการนะครับ
ส่วน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ก็ขอบพระคุณที่ท่านได้กรุณามาเติม ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะท่านก็ให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมนี้ว่าคดีอาญาทางเพศเกิดขึ้นมากมาย แต่มาร้องทุกข์ไม่ถึงครึ่ง เพราะเหยื่ออับอายที่จะต้องถูกข่มขืนซ้ำจาก ๑. ถูกข่มขืนจริง บางครั้ง ๒. ต่อมาถูกข่มขืนโดยสื่อมวลชน ๓. พนักงานสอบสวน ๔. อัยการ และในชั้น การดำเนินคดีนะครับ
ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ท่านก็ได้กรุณากล่าวว่า ในรายงานฉบับนี้จะเป็นการตอบคำถามของสังคมในประเทศไทยว่าในเรื่องการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมนั้นที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพมีเรื่องใดบ้าง ท่านก็บอกว่า เรื่องนี้เป็นคำตอบต่อคำถามข้างต้นนะครับ แล้วก็เรื่องนี้จะเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพ ที่สำคัญที่เป็นรูปธรรมอันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ ของประเทศ แล้วก็ท่านได้กรุณากล่าวถึงรายละเอียดในคำนิยาม ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย หรือค่าคุ้มครอง การเข้าร่วมในคดีทุกระดับ ซึ่งอันนี้ก็ต้องขอให้ท่านศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ ได้กรุณาชี้แจงต่อในประเด็นหรือเพิ่มเติมที่ท่านคำนูณได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ และท่านได้พูดถึงเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเงินก็เลยมีกองทุนขึ้นมา ซึ่งจะต้องให้กระทรวงการคลัง หรือสำนักงบประมาณพิจารณาให้ความเห็นนะครับ แล้วก็มีพูดถึงเรื่องทนายและ เรื่องกองทุนยุติธรรม ผมก็จะขออนุญาตให้ท่านปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมได้ตอบหรือชี้แจงแก่ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ได้ตั้งคำถาม
ในประเด็นสุดท้ายที่ท่านบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำคัญและจำเป็น ผมก็ขอเรียนว่าแม้ว่าต่อไปไม่ทราบในอนาคตอันใกล้หรืออันไกลที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะสิ้นสุดลง แต่แม้เมื่อผมไม่มีสถานะดังกล่าว ในเมื่อเป็นประธานอนุกรรมาธิการรับผิดชอบ เรื่องนี้ก็จะติดตามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม และอย่างแท้จริงโดยเร็วต่อไปนะครับ เดี๋ยวขออนุญาตให้ ๒ ท่านในคณะอนุกรรมาธิการ ได้ตอบคำถามต่อไปครับ
ขอเชิญศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมและเป็นคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ด้วยครับ ขอเชิญชี้แจง
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ท่านสมาชิกก่อนอื่นผมต้อง ขอกราบขอบพระคุณที่ได้ให้การสนับสนุน แล้วก็ให้ข้อสังเกตที่ดีอย่างมากเลยสำหรับ การที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาการช่วยเหลือเหยื่อในคดีอาญา ผมขออนุญาตกราบเรียน ประเด็นคำถามบางประเด็นที่ทางท่านประธานอนุกรรมาธิการได้มอบหมายมานะครับ
ประการแรกที่มีประเด็นในเรื่องของการที่ว่าจะช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา ในการที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหายในคดีอาญาอย่างไร ซึ่งอันนี้ในร่างพระราชบัญญัติ ที่เป็นตัวอย่างก็ได้มีมาตรการที่สำคัญอันหนึ่ง ซึ่งให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการก็คือว่า ในปัจจุบันกองทุนยุติธรรมอะไรต่าง ๆ เราให้ความช่วยเหลือทนายความกับผู้ต้องหา หรือจำเลยในคดีอาญา แต่ว่าในร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ขยายซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรการ ในการช่วยเหลือทางกฎหมายในคดีอาญาก็คือให้ทั้งคำปรึกษา แล้วก็ให้ความช่วยเหลือ แก่ทนายความ แต่ว่าจำกัดเฉพาะผู้เสียหายที่ยากไร้ เพราะมิฉะนั้นแล้วก็จะกว้างเกินไป รวมถึงการให้คำแนะนำตั้งแต่ได้รับความเสียหายในเรื่องของสิทธิต่าง ๆ ในกฎหมายเอง หรือว่าสิทธิที่จะได้รับสวัสดิการหรือการเยียวยาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีสมาชิกบางท่าน ถามบอกว่าถ้าเป็นกรณีผู้เสียหายซึ่งเป็นคนต่างด้าว ความจริงถ้าเป็นนักท่องเที่ยวก็จะมีเงิน ที่ช่วยเหลืออยู่แล้วของกระทรวงการท่องเที่ยวกองทุนอยู่ แต่ว่าในกองทุนอื่น ๆ ก็ยังมีอยู่ ฉะนั้นในความช่วยเหลือตรงนี้ ถ้ามีการดำเนินการตามการปฏิรูปกฎหมายตรงนี้ ทางผู้เสียหายก็จะได้รับการคุ้มครองมากขึ้น แล้วก็จะมีหน่วยทั้งของกระทรวงยุติธรรมเอง หรือว่าอาสาสมัครเข้ามา
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการช่วยเหลือทางด้านจิตใจ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าท่านสมาชิกบางท่านเน้นย้ำกับหลักการที่บอกว่าควรได้รับความช่วยเหลือ ทางด้านจิตใจ ในบางประเทศเราให้ความช่วยเหลือโดยใช้อาสาสมัครหรือว่าญาติของเหยื่อ ในคดีอาญา เช่นอาจจะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแล้วก็ญาติเข้ามาช่วย ญาติพวกนี้จะรู้ดีว่า เหยื่อได้รับผลกระทบต่อจิตใจอย่างไร อย่างเช่นญี่ปุ่นเขาก็จะมีอาสาสมัครเข้ามาช่วย ประสานงานโดยที่ตำรวจเป็นคนประสาน ถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาก็จะดีไซน์ (Design) คล้าย ๆ กันว่าจะมีการช่วยเหลือตรงนี้ รวมถึงในเรื่องของผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อในคดี ความผิดเกี่ยวกับเพศ อันนี้ก็จะมีคนที่มาช่วยเหลือดูแลว่าสภาพจิตใจเป็นอย่างไร แล้วก็ดำเนินการอย่างไร อันนี้ก็เป็นประเด็นในเรื่องการช่วยเหลือ ส่วนในเรื่องที่ว่าเมื่อได้รับ ความช่วยเหลือทางด้านทนายความแล้วการเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ดี หรือว่าการอุทธรณ์อะไรก็ดี ก็จะได้รับการดูแล เพราะแต่เดิมมาเราไม่มีการช่วยเหลือทนายความให้กับผู้เสียหาย ฉะนั้นสิทธิที่จะเข้าไปร่วมกับคดีอาญาก็เช่นกัน
ประเด็นถัดมาที่ท่านสมาชิกได้สอบถามว่าการมีส่วนร่วมรวมถึงการที่จะ เข้าไปแสดงความเห็นในเรื่องการปล่อยชั่วคราวหรือเปล่า อันนี้ตรงเลยเพราะว่าความตั้งใจ ของการมีส่วนร่วมก็คือว่านอกจากการที่จะเข้าไปแถลงในฐานะที่เป็นผู้เสียหายได้รับ ความเสียหายอย่างไรแล้ว ผู้เสียหายก็น่าจะมีสิทธิที่จะเข้าไปแถลงว่าเขาอาจจะได้รับ ผลกระทบในเรื่องของความปลอดภัย โดยแถลงต่อศาลหรือว่าพนักงานสอบสวนในการ ปล่อยชั่วคราว นอกจากนั้นแล้วในบางประเทศก็จะให้ผู้เสียหายได้แถลงในเรื่องของ ผลกระทบแล้วก็แนวทางที่ศาลควรจะลงโทษด้วย ฉะนั้นศาลอาจจะฟังความเห็น ของผู้เสียหายแล้วก็กำหนดโทษเพื่อให้เหมาะสม หรือว่ากำหนดค่าเสียหายให้เหมาะสม อันนี้ก็เป็นประเด็นในเรื่องของการช่วยเหลือทางด้านคดีแล้วก็การมีส่วนร่วม ในส่วนของ ท่านนิกรที่ได้สอบถาม อันนี้ทางอนุกรรมาธิการรับไปเลย ส่วนที่เป็นเรื่องของความคืบหน้า ของการสอบสวน อันนี้เราขาดไปจริง ๆ ขอกราบขอบพระคุณตรงนี้ ในส่วนที่เป็นเรื่องของการคุ้มครองผู้เสียหาย อันนี้ก็ยังตีความในลักษณะที่ต้องได้รับ ผลกระทบจากคดีอาญาแล้วก็เป็นความเสียหายในเรื่องของผู้เสียหายที่เป็นประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความ ฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องของการที่ได้รับความเสียหายทางด้านรถยนต์แล้วก็ ไปเชื่อมโยงกับในเรื่องของยาเสพติดอันนี้ก็อาจจะไปไม่ถึง แต่ว่าในเรื่องของการที่ถ้าเกิดว่า เสียชีวิตแล้วแต่ไม่ถึงขั้นถูกประทุษร้ายเราก็ครอบคลุมถึงผู้เสียหายที่เป็นทายาทด้วย อันนี้ ก็ขอกราบเรียนในเรื่องนี้ ส่วนในเรื่องของพนักงานสอบสวนก็เป็นคำกว้างครับก็อาจจะรวมถึง พนักงานสอบสวนในคดีความผิดที่เกี่ยวกับทุจริตด้วยนะครับ ขอกราบเรียนตรงนี้
ในส่วนสุดท้ายที่เรื่องเกี่ยวกับถ้าเป็นมาตรการของการจัดตั้งกองทุนหรือว่างบประมาณ อันนี้ก็คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะต้องไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ว่าถ้าได้มีกองทุนตามที่กำหนดเอาไว้แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าปรับหรือว่าเงินที่ได้ จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ถูกริบจะตรงกับหลักการของกฎหมายที่ว่าอันนี้ไม่ใช่ เป็นงบประมาณของประเทศแต่ว่าเป็นเรื่องของเงินที่ได้มาจากผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งควรจะเอามา เพื่อใช้ในการเยียวยาผู้เสียหายนะครับ แต่อันนี้ก็คงต้องไปตกลงกับกระทรวงการคลังว่า ท่านจะตัดเปอร์เซ็นต์อะไรให้เท่าไร แต่ว่าการที่มีกองทุนอันนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการหรือ การช่วยเหลือเหยื่อ ซึ่งถ้าเทียบกับปริมาณของผู้ต้องหาในคดีอาญาแล้วทางอนุกรรมาธิการ เห็นว่าผู้เสียหายในคดีอาญามีจำนวนมาก แล้วก็มีกลไกที่ได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่ต้นจนจบ มากกว่า ฉะนั้นหากไม่มีงบประมาณที่เข้ามาซัปพอร์ต (Support) การช่วยเหลือก็อาจจะ เป็นไปไม่ได้และอาจจะขาดตกบกพร่อง อันนี้ก็คงเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นความจำเป็นระดับหนึ่ง ซึ่งก็คงจะให้ทางกระทรวงยุติธรรมได้ไปพิจารณาถึงความเป็นไปได้ต่อไปนะครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนประเด็นที่ตอบคำถามเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านปิติกาญจน์ สิทธิเดช รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูป การเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน คนที่สอง และท่านเป็น อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกที่ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แล้วก็เป็นประธาน คนที่สอง ของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรม เพื่อประชาชนนะคะ ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติงานดิฉันก็มีความรู้สึกดีใจสุด ๆ เลยนะคะว่า ในวันนี้ประเทศไทยเราได้มีการปฏิรูปที่มีคุณูปการแล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะคุ้มครอง สิทธิของเหยื่อที่ถูกละเลยมาเป็นเวลานานแล้วนะคะ ดิฉันขอใช้เวลาสั้น ๆ ใน ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของกองทุนยุติธรรม กองทุนยุติธรรมเป็นกองทุน ที่จัดตั้งที่กระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เพื่อช่วยเหลือในเรื่องของการปล่อยตัวชั่วคราว เรื่องคดี เรื่องของทนายความ แล้วก็ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่าง ๆ ให้กับผู้ต้องหาแล้วก็ จำเลยในคดี ซึ่งต่อมารัฐบาลชุดนี้ได้เห็นความสำคัญแล้วก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการที่จะลดความเหลื่อมล้ำแล้วก็สร้างความเป็นธรรม ก็ขับเคลื่อนผลักดันให้กองทุนยุติธรรม เป็นพระราชบัญญัติขึ้นมา การช่วยเหลือก็มีขอบข่ายกว้างขวางขึ้น แต่ก็ยังเฉพาะในเรื่องของ ช่วยเหลือผู้ต้องหาแล้วก็จำเลยในคดีอาญายังไม่ไปถึงผู้เสียหาย ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ของที่ทาง อนุกรรมาธิการปฏิรูปของเราได้เสนอมาก็ช่วยเติมเต็มที่ทำให้กลุ่มผู้ต้องหาได้รับการคุ้มครอง ได้เป็นโจทก์ร่วมได้มีทนายที่จะช่วยเหลือในคดีหากได้เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมด้วย เพราะว่า กองทุนยุติธรรมยังให้เฉพาะทนายสำหรับผู้ต้องหาแล้วก็จำเลย
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านวันชัยพูดถึงว่ากรณีเป็นแพะในคดีอาญาหรือว่าจับผิดตัว หรือใด ๆ ก็ตามหรือการที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมที่ผิดพลาด พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายแล้วก็จำเลยในคดีอาญา ซึ่งมีการเยียวยาคนอยู่ ๒ กลุ่ม
กลุ่มแรกเรียกว่าผู้เสียหายในคดีอาญาก็เยียวยาเฉพาะการเงินเท่านั้น ในกรณี บาดเจ็บและเสียชีวิตยังไม่ครอบคลุมเท่ากับ พ.ร.บ. การปฏิรูปที่เราเสนอครั้งนี้นะคะ
กลุ่มที่ ๒ ก็เรียกว่า จำเลยในคดีอาญาค่ะ จำเลยในคดีอาญานี้ก็คือแพะได้รับ ผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมที่ผิดพลาดนะคะ ก็ได้รับการเยียวยาตาม พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ปี ๒๕๔๔ แล้วก็แก้ไขเพิ่มเติม ๒๕๕๙ แล้ว แต่ก็อาจจะมีบางประเด็นที่ยังไม่ครอบคลุมนะคะ ซึ่งดิฉันก็ขอยืนยันนะคะว่าเรื่องของ การปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือ ผู้เสียหาย) นี้จะเป็นคุณูปการต่อการเปลี่ยนแปลง การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา ที่ถูกละเลยมาเป็นเวลานานแล้วค่ะ ขอกราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณท่านอธิบดีครับ ผมเรียนท่านสมาชิกว่ารายงานฉบับนี้พร้อมตัวอย่าง ร่างกฎหมายนี้ได้รับการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาหรือวิป (Whip) สปท. อย่างละเอียด แล้วก็มีความเห็นให้ปรับปรุงก่อนที่จะนำเสนอในวันนี้โดยที่ทางกรรมาธิการ ได้เสนอเป็น ๒ ทางด้วยกัน
ทางที่ ๑ ก็คือการแก้ไขตัวร่างกฎหมายที่มีอยู่แล้วเป็นทางหนึ่ง กับ
ทางที่ ๒ ก็คือการยกร่างกฎหมายใหม่ที่เป็นตัวอย่างในภาคผนวก ในส่วนนี้ ก็จะเป็นข้อพิจารณาต่อไปนะครับถ้าหากว่าเรามีมติเห็นชอบแล้วก็ไปยังรัฐบาล แต่ผม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมสักเล็กน้อยว่าในช่วงที่หลังการเปลี่ยนแปลงเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ รัฐบาลแล้วก็สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรม ได้ทำงานอย่างใกล้ชิด ได้มีการตรากฎหมาย ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูป กระบวนการกฎหมายและยุติธรรม ๒ ฉบับด้วยกัน
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องของ พ.ร.บ. กองทุนยุติธรรม อันนี้สำคัญมากเพราะว่า คนยากคนจนไม่ว่าจะเป็นจำเลย ผู้เสียหาย และอื่น ๆ นั้น จะมีภาระอย่างยิ่งต่อการที่เข้ามา สู่คดีก่อนที่จะถูกพิพากษาให้ถึงที่สุด อันนี้ก็เป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คือการปฏิรูปแก้กฎหมายที่ใช้มา ๑๕ ปีเต็มครับ ก็คือในเรื่อง ของการคุ้มครอง การดูแลเยียวยา ชดเชย ทดแทน ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย จำเลยหรือ การคุ้มครองพยาน เกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ วางรากฐานสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไว้เข้มแข็งทีเดียว หลังจากนั้นก็มีการยกร่างกฎหมายกว่าจะผ่านสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ในชั้นนั้น จนกระทั่งเรามีกฎหมายฉบับแรกก็คือตัว พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนแก่จำเลยในคดีอาญา พุทธศักราช ๒๕๔๔ ครับ หลังจากนั้นอีก ๒ ปี จึงมีกฎหมายคุ้มครองพยานก็คือมาครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีอาญา จากนั้นเป็นเวลา ๑๓ ปีครับ ๑๔ ปีที่มีการตรากฎหมายในเรื่องของกองทุนยุติธรรมและต่อด้วยการปฏิรูป ซึ่งความจริงในข้อเสนอข้อที่ ๑ ของผลการศึกษารายงานฉบับนี้ก็ได้รับการปฏิบัติ ในการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย พ.ร.บ. ค่าตอบแทน (ฉบับที่ ๒) แล้ว คือการแจ้งสิทธิ ผู้เสียหายหรือทายาท ซึ่งเผอิญท่านอธิบดีไม่ได้แจงตรงนี้ ที่กล่าวเช่นนี้เพื่อให้เห็นว่า กระบวนการปฏิรูปไม่ได้เริ่มต้นวันนี้ แต่ทำมาต่อเนื่องของแม่น้ำ ๕ สายรวมทั้ง สปช. หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติส่งไม้ต่อ แล้วก็มาถึงตรงนี้ เพราะฉะนั้นการนำเสนอเป็น ๒ ทางนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าจะเหมาะสม เพราะในตัวร่างกฎหมาย ในชั้นประชุมวิป (Whip) สปท. นั้น ก็มีความเห็นประการหนึ่งว่าตัวโครงสร้างและระบบนี้เดิมนี้มีอยู่แล้วถ้าเราไปต่อแขนต่อขา จะง่ายกว่า ถ้าหากว่ายกร่างกฎหมายใหม่ให้มีกรรมการระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีจัดตั้งกองทุนขึ้นใหม่อีก แล้วก็มีกรรมการระดับจังหวัดอีก ในข้อเสนอในทางปฏิบัติแล้ว ในประสบการณ์เห็นว่าทางเลือกแรกน่าจะง่ายกว่า ขยายการคุ้มครองการชดเชย การดูแล เพราะโครงสร้างกฎหมายที่ได้เรียนแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ นี่มันเกี่ยวโยงกัน และเกี่ยวโยงถึง ป. วิ. อาญา ด้วย จากนั้นกฎหมาย ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๖ และมาแก้ไข ปี ๒๕๕๙ ก็จะเกี่ยวโยง กันหมด ดังนั้นการปฏิรูปก็เดินหน้าต่อมันจะง่ายขึ้นและเร็ว อาจจะเสร็จภายในปีหน้านะครับ แต่ถ้าไปยกร่างกฎหมายเลยในความเห็นผมนะครับที่ให้ความเห็นในชั้นวิป (Whip) ไปแล้ว โดยการตั้งกองทุนซึ่งยากที่สุดช่วงนี้ครับ ตั้งสำนักงานใหม่ขึ้น วันนี้กรมคุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพดูแลอยู่แล้ว แล้วก็ไปมีสำนักงานย่อย สำนักงานคุ้มครองพยานก็ไปทำสำนักงาน คุ้มครองผู้เสียหายได้ บุคลากรก็แทบไม่ต้องเพิ่มอะไรเลย มองดูยุติธรรมก็ดูเรื่องงบประมาณ เพิ่มไปปรับปรุงขยายขอบเขตเสีย ออกระเบียบซึ่งปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมก็ออกระเบียบ อยู่เยอะ และกรรมาธิการชุดเราทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงยุติธรรมมาก ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมท่านที่แล้วได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ทางกรรมาธิการ ได้ไปประชุมและท่านเห็นด้วยในหลักการและเหตุผลตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๙ จนกระทั่งมาสู่รายงานฉบับนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติม แล้วก็ไม่มีข้อซักถาม อะไรเพิ่มเติมนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบ การคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ขณะนี้สมาชิกกำลังเดินทางจาก ๓ อาคารของรัฐสภา วันนี้มีการประชุม คณะกรรมาธิการอยู่ในหลายห้องประชุม มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ขอเชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๓ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีและองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ต่อไปจะเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธินะครับ ยังมีท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ เมื่อใช้สิทธิ เรียบร้อยแล้วผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของ การลงคะแนนจากผู้เข้าประชุม ๑๕๕ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๑๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การปฏิรูประบบการคุ้มครอง ผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓
๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ จำนวน ๒ เรื่อง
๑. การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์
๒. นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์ Rice City Pilot Project : Kalasin Province โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าว ปัญหาเรื่องข้าวเป็นปัญหาที่สำคัญ ของทุกรัฐบาลที่ถึงขนาดกล่าวได้ว่าเป็นความคงอยู่หรือความล้มเหลวของรัฐบาลในบางช่วง ก็เป็นได้ การแก้ไขปัญหาในเรื่องข้าวที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่และเกี่ยวข้องกับคน จำนวนมาก และต้องการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว การแก้ปัญหาที่ผ่านมาส่วนใหญ่ จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่มองในเชิงรัฐศาสตร์คือเป็นการแก้ไขปัญหาที่สร้างความพอใจ ให้กับทุกฝ่ายในระยะเวลาสั้น แม้จะได้มีการวางรากฐานของการแก้ไขปัญหาระยะยาวไว้บ้าง แต่ก็ยังไม่ได้มีความเป็นระบบอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้เองสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงได้มีมติเห็นชอบให้มีคณะอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ ซึ่งขณะนี้ คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ได้เร่งทำงานเพื่อที่จะให้การแก้ไขปัญหาข้าวเป็นไปอย่างมีระบบ และเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะควบคู่ไปกับหลักรัฐศาสตร์ที่ทำให้เกิด ความพอใจกับทุกฝ่ายก็ตาม ในระหว่างที่รอผลของคณะอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาข้าว อย่างเป็นระบบนั้นในวันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทางด้านเศรษฐกิจ ขออนุญาตนำเสนอต่อท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านในการปฏิรูป ๒ เรื่อง
เรื่องแรก การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์
เรื่องที่ ๒ นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์ Rice City Pilot Project : Kalasin Province
ทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ ของอนุกรรมาธิการที่สภาแห่งนี้ได้ตั้งขึ้น ปัญหาเรื่องของข้าวนั้นเริ่มต้นตั้งแต่การผลิต โดยชาวนาเริ่มต้น ถัดจากนั้นเป็นการรวบรวมข้าวเพื่อที่จะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปคือการสีข้าว และนำไปสู่ระบบการตลาดและการจำหน่าย ในวันนี้มีทั้งโมเดล (Model) นำร่องในเชิงพื้นที่ ก็คือเรื่องของนำร่องเมืองข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์ มีทั้งเรื่องของการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ เพื่อที่จะทำให้การจัดการข้าวนั้นได้รับผลประโยชน์ที่ลงตัวกับทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับชาวนา ในการนำเสนอวันนี้เป็นการนำเสนอโดยคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจด้านการเกษตร ซึ่งมีท่านเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ผมขออนุญาตท่านประธานอนุญาตให้ท่านเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้นำเสนอทั้ง ๒ เรื่อง โดยรวมและหลังจากนั้นท่านที่เกี่ยวข้องได้แก่ท่านอำนวย ปะติเส ท่านมรกต พิธรัตน์ ท่านธนิต โสรัตน์ จะได้นำเสนอในรายละเอียดต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจด้านการเกษตร และเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เลขที่ ๑๒๗ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเกษตร ซึ่งในเรื่องที่จะเสนอในวันนี้
เรื่องแรกผมอยากจะเรียนเบื้องต้นแล้วจะขออนุญาตให้ผู้ชี้แจงได้ชี้แจง ซึ่งเรื่องแรกเป็นเรื่องการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ข้าวเป็นอาหารหลักที่มีความสำคัญ ต่อประชากรโลกและเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยมาโดยตลอด มีองค์กรหลายภาคส่วน ของทางราชการได้เข้ามาดูแลอย่างยาวนานแต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ การขาดข้อมูลและด้านการตลาดยังเป็นจุดอ่อน ที่สำคัญ องค์กรชาวนายังไม่เข้มแข็ง คณะกรรมาธิการมีแนวคิดที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูป การจัดการข้าวโดยนำระบบสหกรณ์มาปรับใช้ จากการพิจารณาศึกษาพบว่าแนวคิดดังกล่าว จะส่งผลต่อเป้าประสงค์เชิงนโยบายหลักของชาติ ๓ ประการคือ
๑. การลดความเหลื่อมล้ำ
๒. การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
๓. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ซึ่งหลักการสำคัญของการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
๑. หลักการตลาดนำการผลิต
๒. ระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม
๓. การขับเคลื่อนด้วยระบบสหกรณ์
๔. การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการบริหารจัดการทางการเงิน ด้านระบบสารสนเทศที่ทันสมัยและการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ดังนั้นจึงควร มีการบูรณาการจัดการข้าวโดยการใช้ระบบสหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนห่วงโซ่ อุปทานข้าวโดยการปฏิรูปเชิงนโยบาย ซึ่งจะสร้างความสามารถในการแข่งขันของระบบข้าวไทย ได้อย่างยั่งยืน สำหรับในรายละเอียดผมจะขออนุญาตให้ท่านดอกเตอร์อำนวย ปะติเส ซึ่งปัจจุบันท่านเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้านการเกษตร และท่านยังเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอีกท่านหนึ่งที่จะนำเสนอในเรื่องนี้ก็คือท่านมรกต พิธรัตน์ ซึ่งท่านเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้นำเสนอชี้แจงให้ที่ประชุมทราบต่อไปครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ
ขอเชิญท่านอำนวย ปะติเส ได้รายงานต่อที่ประชุม ท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการคลังด้วยนะครับ และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ กระผม นายอำนวย ปะติเส ในฐานะ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการเกษตร ขอรายงานเกี่ยวกับ การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ก่อนที่จะไปถึงประเด็นนั้นครับ ผมอยากจะได้เริ่มต้นว่าปัญหาของข้าวในประเทศไทย ถ้าจะตั้งคำถามว่าอะไรที่มันใหญ่ที่สุด อะไรที่มันมีความสำคัญที่สุด ขอกราบเรียนว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดนั้นคือเรื่องระบบการตลาด หรือเรื่องระบบราคา เรื่องกลไกของราคาที่ดำเนินการอยู่ในระบบเศรษฐกิจเสรีของประเทศไทย ปัญหาที่ระบบราคาได้ทำหน้าที่ขาดความสมบูรณ์นะครับ และประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญ ถ้าเราแยกในหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของข้าวออกเป็นหน่วยธุรกิจที่เป็นรูปสหกรณ์ กับหน่วยธุรกิจที่เป็นรูปของบริษัทเอกชน เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน แม้กระทั่งบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ เราจะพบว่าธุรกิจการประกอบการข้าวในรูปของสหกรณ์ แม้เราจะตั้งมากันร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีความเจริญก้าวหน้าสามารถที่จะนำชาวนา ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ไปสู่รายได้ที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพของรายได้ได้ ในทำนองเดียวกัน ในภาคที่เกี่ยวกับเอกชนการประกอบธุรกิจข้าวก็เช่นเดียวกัน ระบบราคาไม่สามารถที่จะ ทำให้เรื่องเหล่านี้มันเดินหน้าไปได้ สร้างความมั่นคง ยั่งยืน เติบโตอย่างมีเสถียรภาพได้ ด้วยเหตุนี้แหละครับในภาวะที่มันเกิดขึ้นในแต่ละปีที่ราคาข้าวขาดเสถียรภาพ ราคาขึ้นก็ดี ราคาลงก็ดี ปัญหากลไกของตลาดมันไม่สามารถที่จะกระจายผลประโยชน์ของคนที่เกี่ยวข้อง กับองค์การข้าวได้อย่างทั่วถึง เรามักจะได้ยินคำพูดเสมอว่าคนที่ร่ำรวยคือผู้ส่งออก คนที่ร่ำรวย คือผู้ประกอบการโรงสี ส่วนคนที่ยากจนตลอดชีวิตก็คือชาวนาผู้ยากจน สิ่งเหล่านี้เราได้ยิน มาตลอด เหตุที่มันเป็นอย่างนี้ก็ด้วยกลไกของตลาดมันมีความไม่สมบูรณ์ เมื่อได้พิจารณา ถึงประเด็นของกลไกตลาดที่ไม่สมบูรณ์ นั่นก็หมายความว่าระบบการกำหนดราคา ระบบ การแบ่งปันรายได้มันเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้น ทางคณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นว่า มีหน่วยธุรกิจคือสหกรณ์เป็นหน่วยธุรกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของภาครัฐ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทางกระทรวงการคลัง ก็มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและหน่วยงานอื่น นโยบายของรัฐประจำปี ก็มีแนวที่จะสนับสนุนสหกรณ์ให้มีความมั่นคง ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา แต่ว่ากระบวนการ ที่ไปสนับสนุนเรื่องของสหกรณ์เกี่ยวกับข้าวนั้นไม่เป็นบูรณาการ ไม่รวมตัวกันอย่างชัดเจน ทิศทางของการพัฒนาข้าวจึงดำเนินไปแบบขาดตกบกพร่อง ไปเรื่อย ๆ สหกรณ์ข้าวบางทีดำเนินการไปตามนโยบายของรัฐ พอราคามันตกลงสหกรณ์ ก็ขาดทุนย่อยยับเป็นหนี้เป็นสินมาตลอดอย่างที่เคยเจออยู่ นโยบายแก้ปัญหาข้าว ที่เป็นนโยบายเฉพาะหน้า เป็นนโยบายการเมือง ก็ไม่เคยทำให้สหกรณ์ข้าวมีความเจริญ ณ วันนี้ตัวเลขสุดท้ายที่เราศึกษาดูก็ปรากฏว่าสหกรณ์ข้าวมีอยู่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของ การประกอบกิจการข้าวทั้งประเทศ ก็แปลว่าถ้าเราแยกธุรกิจที่เป็นสหกรณ์กับธุรกิจ ที่เป็นเอกชน สหกรณ์ดูแลอยู่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ข้าวที่เป็นเอกชนดูแล ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามองดูอย่างนี้นี่นะครับ ตัวเลขก็ไม่น่าเกลียดนัก แต่ถ้าเราเจาะลงไปอีกว่าใน ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ของสหกรณ์ที่ดูแลเรื่องข้าวนั้นมีสหกรณ์ที่มีขีดความสามารถที่อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่า มีประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจค้าข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ปรากฏว่าจะมีประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อีก ๖ เปอร์เซ็นต์เป็นสหกรณ์ค้าข้าวที่จำเป็น จะต้องได้รับการปรับปรุงเป็นอย่างมาก อันนี้คือตัวเนื้อแท้ของสหกรณ์ ปรับปรุงอะไรบ้าง ก็คือปรับปรุงเรื่องระบบการบริหารจัดการนะครับ ทีนี้ตัวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ที่มีความสำคัญที่สุดนั้นคงจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการให้มันครบวงจร ครบห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ นั่นก็หมายความว่าสหกรณ์ควรจะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของโรงสี ในเรื่องของการส่งออก มีระบบที่มีการแบ่งผลประโยชน์ ความจริงเรื่องลักษณะอย่างนี้ มีการทำ มีการใช้บริหารจัดการอยู่ในอ้อยน้ำตาลตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ เป็นพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันผลประโยชน์แล้วก็มีผลดำเนินงานมาดีนะครับ ก็มีหลายฝ่ายคิดว่า ทำไมเรื่องของข้าวจะให้ชาวนาไปมีส่วนในการกำหนดราคา มีส่วนร่วมในการเป็นโรงสี มีส่วนร่วมในการเป็นผู้ส่งออกข้าวและแบ่งผลประโยชน์กันอย่างเป็นธรรม ทำเหมือนกับที่ทำ กับอ้อยได้หรือไม่ได้ อย่างไร ก็พูดกันมานานแล้วก็มีการศึกษาเรื่องนี้ ในคณะอนุกรรมาธิการ ก็ได้ศึกษาแล้วเห็นว่าข้อบกพร่องใหญ่ที่สุดนั้นมันไปอยู่ที่ระบบตลาดแล้วก็เป็นเรื่อง ความเข้มแข็งของสหกรณ์ จึงได้หยิบเรื่องนี้มาว่าถ้าอย่างนั้นประเด็นของการปฏิรูปเรื่อง ของการค้าข้าวเพื่อจะให้เดินหน้าต่อไปได้มีความจำเป็นที่จะต้องจัดระบบแบ่งปันผลประโยชน์ขึ้น ในส่วนที่ทำได้ คือถ้าจัดระบบนี้ทั้งหมดของประเทศไทยโอกาสที่จะประสบความล้มเหลวนั้น มีมาก ก็จึงได้พุ่งเป้าไปสู่การจัดการระบบแบ่งปันผลประโยชน์ในสหกรณ์ข้าว โดยให้รวม ตั้งแต่ชาวนาไปถึงโรงสี ไปถึงผู้ส่งออก แล้วก็ให้จัดการเกี่ยวกับเรื่องของการผลิต การค้า และการแบ่งปันผลประโยชน์กันออกมาอย่างยุติธรรม มีระบบการผลิตที่มีต้นทุนต่ำนะครับ มีระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพทั้งในส่วนของประสิทธิภาพการผลิตระดับท้องไร่ ท้องนา ประสิทธิภาพในการแปรรูปในเรื่องอุตสาหกรรม และประสิทธิภาพในรูปการตลาด ลดความสูญเสีย ที่มันเกิดขึ้นในขั้นของการผลิต ของการแปรรูปและของการตลาดออกไปให้หมดเหลือรายได้ ที่เกิดขึ้นจากการขายข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออกไปแล้วก็กระจาย กลับมาสู่สหกรณ์แล้วก็กระจายกลับไปสู่สมาชิกของสหกรณ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้เรียบร้อย ด้วยเหตุนี้เมื่อเราพุ่งไปสู่จุดนี้แล้วก็ได้เริ่มดำเนินการเรื่องนี้กับพื้นที่กับสหกรณ์อยู่ ๒ แห่ง สหกรณ์แรกที่เราไปดำเนินการ ที่จริงได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้พอสมควร แต่ขอให้เป็น ระบบจัดการแบบแบ่งปันผลประโยชน์กัน เราไปเริ่มดำเนินการที่สหกรณ์ร้อยเอ็ดนะครับ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการ เกี่ยวกับการวางระบบการจูงใจ การแบ่งผลประโยชน์ หรือการจัดการต่าง ๆ นี้คงจะขอให้ผู้ช่วยคุณมรกต ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ได้เล่าให้ฟัง ถึงกระบวนการที่ลงไปทำจริง ๆ ว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง ทำอย่างไรถึงจะให้ชาวนาได้สัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดกับสหกรณ์ กับโรงสีและกับผู้ส่งออกแล้วก็ดำเนินการแบบแบ่งผลประโยชน์กัน และก่อให้เกิดรายได้อย่างยุติธรรม และอีกที่หนึ่งก็คือใช้ที่นครสวรรค์อันนี้ก็เป็นอีกที่หนึ่ง ที่เราไปทดลองว่าถ้าเราไม่ได้ใช้กฎหมายบังคับแต่เราออกระบบเพื่อที่จะให้เกิดความสัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ออกความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนรายได้ และเมื่อมีรายได้เกิดขึ้นที่ตลาดไม่ว่าจะเป็นรายได้จากผลิตผลพลอยได้ หรือรายได้ จากการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ก็ออกมารวบรวมกันแล้วก็ส่งกลับไปหาสหกรณ์และกลับไปหา สมาชิกสหกรณ์ถ้วนหน้ากันและผลจะเป็นอย่างไรนะครับ ก็ปรากฏผลของการทำใน ๒ แห่งนี้ว่า ประสิทธิภาพในเรื่องของการจัดการดีขึ้นมาก สมาชิกสหกรณ์มีความรู้เท่าทันเรื่องของ การตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าสถานการณ์ภายในประเทศหรือ ตลาดต่างประเทศจะดีหรือเลวอย่างไร ระบบการขายภายในประเทศก็ได้รับการพัฒนาอย่างดี ความช่วยเหลือจาก ธ.ก.ส. จากโครงการต่าง ๆ จากโครงการของรัฐที่กระจายออกไป แล้วก็เกษตรกรโดยทั่วไปเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือเหล่านี้ แต่เกษตรกรชาวนาซึ่งอยู่ภายใต้ ระบบสหกรณ์ก็สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือเหล่านี้ ระบบเกษตรแปลงใหญ่ ระบบ เรื่องคุณภาพ ระบบเรื่องเกษตรอินทรีย์ ระบบเรื่องตลาดทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นบริการของรัฐ เข้าไปสู่ระบบสหกรณ์ได้อย่างครบถ้วน การค้าขายจะเห็นชัดเจนอย่างมากนะครับในตอนนี้ ช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำรัฐบาลและประชาชนทั่วไปอยากจะให้มีการซื้อขายข้าวจากเกษตรกร ชาวนาโดยตรงก็ปรากฏว่าบทบาทของสหกรณ์ได้เข้ามาทำหน้าที่อย่างดีมาก ทางชาวนาก็ได้ ขอบพระคุณมาบอกว่าถ้าเผื่อว่าลักษณะความสนใจของประชาชนที่มีต่อชาวนาเป็นอย่างนี้ การพัฒนาตลาดภายในประเทศของสหกรณ์จะดีขึ้นมาก และการพัฒนาตลาดต่างประเทศ ในสินค้าที่มีคุณภาพก็จะดีขึ้นไปต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เมื่อได้ทดลองใน ๒ แห่งนี้เรียบร้อยแล้ว คณะทำงานก็ได้เริ่มวางระบบเพื่อเสนอข้อเสนอแนะในการปฏิรูปว่าในการปฏิรูปนั้นเราคง ไม่มีทางที่จะทำการปฏิรูปพร้อมกันทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของข้าวภายในประเทศ ก็เลยวาง ระบบปฏิรูปไว้เป็นขั้นเป็นตอนตามขีดความสามารถที่จะทำได้ เบื้องต้นก็ทำที่สหกรณ์ ซึ่งตอนนี้มี ๑๒ เปอร์เซ็นต์นี้ก่อน ใน ๑๒ เปอร์เซ็นต์นี่ในส่วนที่จะต้องพัฒนาและปรับปรุงให้ได้ ในปี ๒๕๖๐ ก็คือส่วนที่เป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ในส่วนที่จำเป็นจะต้องปรับปรุงให้เข้ากับระบบ คือขยายกฎเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการที่ทำกับ ๒ สหกรณ์ที่ได้ผลนั้นไปสู่สหกรณ์เหล่านี้ มันก็จะไปครบ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๒ เปอร์เซ็นต์เราก็จะเดินต่อไปช่วงเวลาใน ๔ ปีข้างหน้า เพื่อให้ครบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเผื่อว่าครบในการปฏิรูปในรอบแรกนี้ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็แปลว่าระบบสหกรณ์ก็จะมีธุรกิจเกี่ยวกับการค้าข้าวของประเทศไทยอยู่ระดับประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ซึ่งก็เป็นจำนวนไม่น้อย บริษัทค้าภายในประเทศ บริษัทส่งออกข้าวเหล่านี้ นี่ก็จะมีปริมาณเพียงพอที่จะทำให้เกิดมีอิทธิพลต่อตลาดพอสมควร ในตอนนี้เราพูดกัน อยู่เสมอว่าผู้ส่งออกที่มีอิทธิพลทั้งหลายมีบทบาทต่อประเทศไทยจะมีเราเรียกกันง่าย ๆ ว่า ๕ เสือ มี ๕ คนที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่ผู้ส่งออกที่เป็นสหกรณ์ไม่สามารถที่จะขยับตัวเอง ออกไปสู่ตรงนี้ได้ ถ้าเผื่อว่ากระบวนการปฏิรูปตรงนี้ได้สำเร็จก็จะมีผู้ส่งออกที่เป็นกระบวนการ ของสหกรณ์ในระบบแบ่งปันผลประโยชน์เกิดขึ้นอีก ๑ แห่ง และจะทำวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในแต่ละจุด การดูแลที่ดีที่สุดของรัฐบาลตั้งแต่ขั้นของการผลิต การค้า การแปรรูป การกระจายรายได้แบ่งออกไปก็จะมีส่วนที่จะสร้างให้เกิดความเจริญก้าวหน้า และมีเสถียรภาพได้ คำถามถัดไปก็คือว่าแล้วส่วน ๘๘ เปอร์เซ็นต์จะอย่างไร มันเหมือนกับว่า จะต้องมีระบบ ๒ ราคา
ระบบราคาที่ ๑ คือระบบแบ่งปันผลประโยชน์ของสหกรณ์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์
ระบบราคาที่ ๒ คือระบบซื้อขายขาดเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอยู่ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ เราก็มีความแน่ใจว่าถ้าระบบของสหกรณ์ที่ซื้อขายแบ่งปันผลประโยชน์ แบ่งปันแม้กระทั่ง เรื่องของผลิตภัณฑ์พลอยได้ แบ่งปันแม้กระทั่งระบบตลาดจัดระบบให้ดีเรามั่นใจว่าจะมี รายได้สุทธิของเกษตรกรชาวนาได้สูงขึ้น ก็จะเป็นแรงจูงใจให้ฝ่าย ๘๘ เปอร์เซ็นต์หันไปใช้ บริการของระบบแบ่งปันผลประโยชน์ได้มากขึ้น และสุดท้ายจากการประมาณของ คณะทำงานก็มีความเห็นว่าในช่วงเวลาที่เหมาะสมอาจจะไปอยู่ใน ๒ ระบบที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ กับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จากในเป้าหมายคือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์กับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไปสู่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ กับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ใน ๒ ระบบ และถัดจากนั้นไปก็อยู่ที่ว่าระบบราคาของข้าวแบบแบ่งปัน ผลประโยชน์กับแบบซื้อขายขาด ซึ่งเป็นปัญหาอุปสรรคมาตลอดเวลานั้น อันไหน จะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน สิ่งที่เราจะเห็นชัดมากที่สุดก็คือว่าระบบการซื้อขายขาด ซึ่งมีการโกงเรื่องคุณภาพ มีการโกงเรื่องน้ำหนัก มีการโกงเรื่องอัตราการสี มีวัตถุดิบอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ที่ไม่เป็นธรรมก็จะถูกขจัดหมดไป และมาตรฐานที่จะได้จากการแบ่งปันผลประโยชน์ จะช่วยให้เป็นมาตรฐานที่มาวัดกับส่วนที่เป็นภาคเอกชนได้นะครับ นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่า ทิศทางของการปฏิรูปจะเดินไปในเส้นนั้น ข้อเสนอของคณะทำงานก็ได้มีการเสนอว่า เราตั้งเป้าหมายไว้มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าในลักษณะให้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ จากสหกรณ์เดินหน้าต่อไปได้ ความสำเร็จหรือจะไม่สำเร็จจะอยู่ที่เรื่องของการขับเคลื่อน ตัวสหกรณ์เอง ในตอนนี้ทำไมเราไม่ตั้งเป้าเลยว่าไปถึงให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็มีความจริงที่ปรากฏอยู่ว่าทุกวันนี้ระบบสหกรณ์ กลไกสหกรณ์ ยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการค้าขายสักเท่าไร เราก็กลัวว่าถ้าทำอะไรที่มัน รวดเร็วเกินไปไม่รอบคอบ สุดท้ายก็อาจจะประสบความล้มเหลวได้ ก็จึงได้วางแผน อย่างระมัดระวังเพื่อที่จะเดินจาก ๑๒ เปอร์เซ็นต์ไปสู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์อย่างมั่นคง อย่างแน่ใจว่า สามารถที่จะทำได้และแก้สถานการณ์ได้ ความจริงนั้นตัว ๖ เปอร์เซ็นต์ที่ดีอยู่กับตัว ๖ เปอร์เซ็นต์ที่จะต้องปรับปรุงใน ๑๒ เปอร์เซ็นต์นั้นก็เป็นเรื่องที่คณะทำงานก็มีความเห็นว่า ตัวนี้ก็เป็นตัวที่จำเป็นนะครับที่จะต้องรีบดำเนินการ เมื่อเรารวบรวมสิ่งเหล่านี้ ดำเนินการ สิ่งเหล่านี้แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเราจะมีระบบราคา ๒ ราคาแข่งขันกัน เป้าหมายสหกรณ์ ก็จะเติบโตขึ้นอย่างมีความมั่นคง และที่สำคัญที่สุดนั้นจะอยู่ที่ตรงว่าราคาจะเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องข้าวได้อย่างดี ราคาจะได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ราคาที่เกิดขึ้น จากระบบแบ่งปันผลประโยชน์ จากระบบร่วมกันทำงานนั้นจะเป็นราคาที่ช่วยให้มีการลดต้นทุน เป็นราคาที่ส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรม เป็นราคาที่จะสนับสนุนให้มีการปรับปรุงคุณภาพ เป็นราคาที่ให้ชาวนาหรือระบบช่วยตัวเองได้ แล้วก็เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกันครบวงจร มันสอดคล้องกับนโยบายแปลงใหญ่ มันสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมภาคเกษตร ภาคสหกรณ์ของรัฐบาลนะครับ เราจะมีเครือข่ายข้าวที่มีความสมบูรณ์ เราจะมีผลกระทบ ทุกห่วงโซ่ที่มีต่อกัน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จะเริ่มโครงการนี้นะครับ แล้วก็ถัดจากนั้นไปข้อเสนอก็คือว่าในปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๔ แล้วก็รวมต่อไปนั้นระบบ การพัฒนาสหกรณ์ที่ผ่านกลไกของการแบ่งปันผลประโยชน์ก็จะดีขึ้น สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่าระบบการเมืองที่ไปอาศัยกลไกความบกพร่องของระบบราคาที่ทำมาแล้วที่เกิดปัญหา ขึ้นได้เกิดความไม่มีเสถียรภาพจะถูกขจัดไปเพราะมีการบริหารจัดการที่ร่วมมือกันอย่างดี ผมอยากจะสรุปว่าในโครงการที่ได้เสนอเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของการคุ้มครองรักษา ผลประโยชน์ของชาวนา สมาชิกของสหกรณ์ในด้านการผลิตและด้านการแปรรูปและ ด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวแล้วก็เป็นเรื่องการวางระบบสหกรณ์ครบวงจรให้ชาวนา ผู้ประกอบการโรงสี และผู้ส่งออกซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงได้เข้ามาร่วมทำธุรกิจกันตั้งแต่ ขั้นของการผลิตข้าวเปลือก การแปรรูปข้าวสาร การจัดจำหน่ายข้าวสารทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศและที่สำคัญที่สุดก็คือระบบการจัดสรรรายได้จากธุรกิจของข้าวทุกองค์กร อย่างเป็นธรรมระหว่างชาวนากับผู้ประกอบการอื่น แล้วก็เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า อุตสาหกรรมข้าวของสหกรณ์ภายใต้โครงการนี้จะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและ เกิดความเป็นธรรม แล้วก็ประการสุดท้ายโครงการนี้จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านเกี่ยวกับ งานวิจัย งานพัฒนา งานนวัตกรรม แล้วก็จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของข้าวในนวัตกรรม ต่าง ๆ จะทำให้ไทยเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมข้าวต่อไปในอนาคต ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ สหกรณ์ก็จะมีประเด็นที่กราบเรียนเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขออนุญาต ให้คุณมรกตได้เสริมในส่วนที่ไปปฏิบัติตามจริงใน ๒ พื้นที่ครับ
ขอเชิญคุณมรกต พิธรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายมรกต พิธรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ขออนุญาตเรียนเสริมท่านอาจารย์อำนวยใน ๓ ประเด็น ก็คือ
ประเด็นที่ ๑ ทำไม ธ.ก.ส. ถึงเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
ประเด็นที่ ๒ ก็คือขออนุญาตขยายความในเรื่องของรายละเอียดในเรื่อง ของแนวทางการดำเนินการ กับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือจะขออนุญาตเอาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการทั้ง ๒ ที่ ก็คือที่ร้อยเอ็ดแล้วก็ที่นครสวรรค์เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการให้เห็นภาพของการขับเคลื่อน ภายใต้การจัดการข้าวด้วยระบบสหกรณ์นะครับ ธ.ก.ส. เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับ พี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นบุคคลส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจฐานรากทำหน้าที่เป็นสถาบัน การเงิน แล้วก็รับมอบนโยบาย รับภารกิจจากรัฐบาลในห้วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาในเรื่องของการ ที่จะแก้ไขแล้วก็พัฒนาเรื่องของระบบเศรษฐกิจฐานรากนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องข้าว ในเรื่องของโครงการการรวบรวมและสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวโดยผ่าน ระบบสหกรณ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ ธ.ก.ส. ทำ เข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ก็เพื่อในการที่จะให้สามารถ ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล จึงได้มีการลงไปทำงานใน ๒ พื้นที่ ก็คือ ที่ร้อยเอ็ดแล้วก็นครสวรรค์ หลักการในการทำงานทั้ง ๒ พื้นที่ใช้หลักการเรื่องของการบูรณาการ ความร่วมมือของคนในห่วงโซ่ข้าวแล้วก็บูรณาการการจัดการทั้งระบบของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่จะต่างกันก็คือที่ว่าที่ร้อยเอ็ดนั้นคือเป็นเรื่องของกระบวนการสหกรณ์ทั้งหมด ๑๗ แห่ง ร่วมไม้ร่วมมือกันทำหน้าที่ตั้งแต่เรื่องของภาคการผลิต การรวบรวม การแปรรูปบางส่วน แล้วก็ทำเรื่องของการตลาดบางส่วนตามที่ท่านอาจารย์อำนวยได้กราบเรียนไปนะครับ ส่วนที่นครสวรรค์เนื่องจากว่าสหกรณ์ที่นครสวรรค์ที่เข้าร่วมโครงการนั้นไม่มีโรงสี เป็นของตนเอง เพราะฉะนั้นจะทำหน้าที่ในเรื่องของการ ๑. ก็คือเรื่องของการรวบรวมข้าว หรือซื้อข้าวจากสหกรณ์แล้วก็ผ่านไปยังคู่ค้าก็คือโรงสี กับ ๒. ก็คือแสวงหาโรงสีที่สามารถ รับเงื่อนไขในเรื่องของระบบที่ออกแบบเข้ามาร่วมมือในการทำหน้าที่สีแปร แล้วก็ได้รับ ข้าวสารและผลพลอยได้มาส่งที่สหกรณ์เพื่อทำการค้าขายต่อไป ซึ่งผลการดำเนินการ ที่จังหวัดร้อยเอ็ดดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ภายใต้โครงการนี้ สามารถในการที่จะ รวบรวมข้าวผ่านระบบสหกรณ์ได้เป็นปริมาณถึงประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของข้าวทั้งจังหวัด ด้วยระบบสหกรณ์นั่นประการแรก ส่วนที่นครสวรรค์จากเดิมทีในปีแรกที่ดำเนินการคือ ปี ๒๕๕๗ เนื่องจากว่าความมั่นใจของระบบของคนที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความมั่นใจนักก็จะมี ผู้เข้ามาร่วมมือเพียงแค่โรงสีเดียว แต่ปัจจุบันนี้มีโรงสีเอกชนเข้ามาร่วมมือในการทำงาน ร่วมกันภายใต้ ๒ บทบาท ๑. ก็คือเป็นคู่ค้ารับข้าวไปทำการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อ กับ ๒. ก็คือ ในการทำหน้าที่รับจ้างสีแปรให้สหกรณ์ในกรณีที่สหกรณ์มีตลาดเป็นของตนเอง ณ วันนี้ มีโรงสีเข้าร่วมโครงการถึง ๔ โรง สามารถในการที่จะนำข้าวผ่านเข้าระบบสหกรณ์ได้ถึง ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของข้าวที่จังหวัดนครสวรรค์ หลักการ ๖ ประการ ขออนุญาตขยายความ ที่ท่านเลิศวิโรจน์ได้กล่าวนำไปก็คือ ๑. เรามองที่เรื่องว่าปัญหาสำคัญที่ท่านอำนวยพูดถึง ก็คือตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นกลไกสหกรณ์ก็จะมองว่า ๑. ถ้ามีตลาดเป็นของตนเอง ก็แบ็กเวิร์ด (Backward) กลับมามองว่าจะจัดการข้าวเข้าระบบอย่างไร โดยที่มาออกแบบ เรื่องของสิ่งที่ชาวนาควรได้ก็คือเรื่องของราคาตามคุณภาพ ราคาตามความรับผิดชอบ ที่เขาควรจะได้ก็กลายเป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้ระบบที่ใน พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายใช้ ก็คือ ๑. ราคาขั้นต้นที่เหมาะสมที่ชาวนาควรจะได้ สหกรณ์ทั้ง ๒ แห่งสามารถในการที่จะ กำหนดราคา เนื่องจากรู้ว่าถ้าตัวเองเข้าไปทำระบบเรื่องของการค้าขายแล้วราคาที่ควรจะ กำหนดเป็นเท่าไร เพราะฉะนั้นก็จะสามารถในการที่จะกำหนดราคาที่เป็นธรรม เป็นราคาขั้นต้น ให้กับพี่น้องเกษตรกร จะเหนือกว่าราคาตลาดอยู่ประมาณสัก ๑๐๐-๒๐๐ บาทโดยประมาณ ก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรได้ราคาขั้นต้นที่พอใจ ส่วนที่ ๒ ก็คือพี่น้องเกษตรกรก็จะได้ราคาเพิ่ม ถ้ากรณีข้าวที่ส่งเข้าในกระบวนการสหกรณ์นั้นมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ถ้าเหนือกว่า มาตรฐานก็จะมีเงื่อนไขกำหนดว่าควรจะได้เพิ่มจำนวนตันละเท่าไรว่าไปตามคุณภาพของข้าว ๓. ด้วยระบบสหกรณ์ก็คือเมื่อสหกรณ์ไปทำการค้าขายแล้วมีกำไรส่วนเหลือจากการทำ เรื่องธุรกิจก็สามารถเอากำไรส่วนเหลือนั้นมาวางระบบแบ่งปันประโยชน์ภายใต้พระราชบัญญัติ เรื่องของสหกรณ์คืนแก่สมาชิกด้วย ๒ ลักษณะ ๑. ก็คือเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจ ๒. ก็คือ ปันผลคืนตามหุ้นของพี่น้องสมาชิกที่เป็นเจ้าของสหกรณ์ ทำไมต้องเป็นสหกรณ์ ในประเด็น ข้อที่ ๓ ที่ว่าทำไมต้องเป็นสหกรณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง สหกรณ์จะทำหน้าที่อยู่ ๓ ประเด็น ถ้าในระบบภายใต้ ๒ โครงการนี้
ประเด็นที่ ๑ ก็คือทำหน้าที่ในการเป็นผู้รวบรวม ซึ่งจะทำให้เกิดเสถียรภาพ ของวัตถุดิบที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือสหกรณ์ก็จะทำหน้าที่ในการที่จะเป็นหัวขบวนในการสีแปร หรือสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวเปลือกที่เข้ามาในระบบ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือทำหน้าที่เรื่องของการเป็นหัวขบวนในเรื่องของการทำ ธุรกิจการค้า ซึ่งเมื่อมีผลประโยชน์เกิดขึ้นก็เกิดมาสู่การวางระบบที่แบ่งปันอย่างที่เรียน นั่นคือภาพที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลในเรื่องของสิ่งที่ทำทั้ง ๒ จังหวัดนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ
ประการที่ ๑ ก็คือพี่น้องเกษตรกรหรือชาวนามีความพึงพอใจต่อเรื่องของ ระบบราคาภายใต้สิ่งที่เรียนไปใน ๔ ประเด็น ๑. ก็คือราคาขั้นต้นที่ควรจะได้ ๒. ก็คือราคา ตามคุณภาพ ๓. ก็คือการแบ่งปันผลประโยชน์ที่วางไว้ตามเงื่อนไขของโครงการ
ประการที่ ๒ ก็คือพี่น้องเกษตรกรก็จะมีความมั่นใจในเรื่องของกลไกที่เกิดขึ้น ในระบบ เช่น เรื่องของตราชั่ง เรื่องของการทำงานของคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากว่ามีระบบ การใช้เรื่องของระบบสารสนเทศหรือโปรแกรมในเรื่องของการทำการค้าร่วมกันมาเป็น ตัวสร้างความเชื่อมั่น สร้างความมั่นใจ นั่นคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นข้อแรก ข้อที่ ๒ ก็คือจากข้อมูล ที่ปรากฏ ก็ปรากฏว่าผลประกอบการของสหกรณ์ทั้ง ๒ แห่ง ก็คือ ๑๗ แห่งที่ร้อยเอ็ดก็ดี หรือ ๑ แห่งที่นครสวรรค์ ก็คือสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาด ลูกค้า ธ.ก.ส. นี้ ซึ่งมีสมาชิก เป็นเรือนแสน มีผลประกอบการมีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี ก็สามารถในการที่จะทำให้สถาบัน ของเขามีความเข้มแข็ง แล้วก็สามารถปันประโยชน์คืนให้กับสมาชิกได้ตามหลักการสหกรณ์
ประการที่ ๓ โรงสีที่เข้าร่วมในระบบก็มีความเชื่อมั่น ถ้าดูจากตัวเลขจะเห็นว่า สหกรณ์สามารถในการสร้างเน็ตเวิร์ก (Network) หรือเครือข่ายไปยังโรงสีที่เกี่ยวข้องอย่างที่ นครสวรรค์ อย่างที่เรียนไปว่าเริ่มจาก ๑ โรง ปีถัดมาเป็น ๒ โรงสี ณ ปีนี้คืออยู่ที่ ๔ โรงสี และขณะเดียวกันในปีนี้นอกเหนือจาก ๒ จังหวัดนำร่องแล้ว ธ.ก.ส. ยังเอาโครงการที่ทำมา ขยายผลที่ภาคกลางอีก ๔ จังหวัด ก็คือที่ลพบุรี ที่อยุธยา ที่สิงห์บุรี แล้วก็ที่อ่างทอง ก็มีโรงสี ในการที่มั่นใจว่าระบบนี้เขารับเงื่อนไขได้ในฐานะผู้มาเป็นคู่ค้าและเป็นผู้สีแปรให้กับสหกรณ์ ก็เข้าร่วมในโครงการ และ
ประการสุดท้าย ภาพโดยรวมก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้การทำงานร่วมกันทำให้ เกิดความสมานฉันท์ ความเกื้อกูลของคู่ค้าก็คือชาวนากับโรงสีทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ สามารถในการที่จะเป็นพลังร่วมในการที่จะสร้างขีดความสามารถของข้าวไทยได้ นั่นคือ ประเด็น ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าอย่างกรณีของที่นครสวรรค์ ณ วันนี้ที่เป็น เขาเรียกว่า ความคืบหน้าของโครงการคือสามารถเชื่อมต่อในเรื่องของการค้าระหว่างสหกรณ์กับสหกรณ์ ในเครือข่ายของที่นครสวรรค์ แล้วก็ที่ภาคใต้ ร้อยเอ็ดสามารถเชื่อมโยงเรื่องของการค้าข้าว ของสหกรณ์ที่ร้อยเอ็ดไปสู่เรื่องของสหกรณ์เครือข่ายอิสลามที่ภาคใต้ แล้วก็เกิดระบบเรื่อง ของการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกันได้ผ่านระบบสหกรณ์ นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในเรื่องของการทำโครงการนำร่อง ๒ โครงการตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ในพื้นที่ ๒ แห่งก็คือที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ๑๗ แห่งทั้งจังหวัด แล้วก็ที่นครสวรรค์ที่มีสหกรณ์ เข้าร่วม ๑ แห่ง แต่ทำงานร่วมกับเครือข่ายหรือคู่ค้าก็คือโรงสีจำนวน ๔ แห่ง ณ วันนี้ แล้วก็ สามารถขยายผลมาสู่ภาคกลางอย่างที่กราบเรียน ขออนุญาตกราบเรียนข้อมูลเพิ่มเติม เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ
ขอเชิญท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผมขออนุญาตต่อเรื่องนำร่องเมืองข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์ ขออนุญาตท่านเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เป็นผู้นำเรื่องครับ
ขอเชิญท่านเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รายงานต่อที่ประชุมครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ สำหรับในเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องรายงานโครงการนำร่อง เมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์ หรือที่เรียกว่า Rice City Pilot Project : Kalasin Province ก่อนที่จะให้ประธานคณะทำงานซึ่งเป็นเลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจ ด้านการเกษตรได้รายงาน กระผมขอกล่าวถึงสาระสำคัญของรายงานโดยสังเขป จากการพิจารณาศึกษาเรื่องนำร่องเมืองข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ คณะกรรมาธิการได้พบว่า การแก้ไขปัญหาข้าวของประเทศไทยเกี่ยวข้องกับเกษตรกรชาวนาถึง ๓.๓๖๕ ล้านครัวเรือน โดยในปัจจุบันขีดความสามารถการแข่งขันในเรื่องข้าวได้ลดน้อยถอยลงเมื่อเทียบกับประเทศ ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกด้วย ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างของข้าว คือปัญหาเรื่องผลผลิต การขาดแคลนแรงงาน พันธุ์ข้าวไม่ได้คุณภาพ และไม่เหมาะสมกับพื้นที่ การส่งออก ปัญหาปัจจัยการผลิต และการถูกกดราคา การถูกเอาเปรียบในด้านต่าง ๆ อนาคตข้าวไทย มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ข้าวทั้งระบบ การขับเคลื่อนข้าวจึงควรมีการปฏิรูป ทั้งโครงสร้าง และทิศทางข้าวต้องมุ่งสู่การผลิตข้าวคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่า การขับเคลื่อน การปฏิรูปข้าวจำเป็นต้องมีจังหวัดนำร่องที่เป็นต้นแบบ หรือซิตี้โมเดล (City Model) เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมการผลิตข้าวแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรม และสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้าว โดยกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อให้มีเทคโนโลยีสูง ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการ พิจารณาเห็นว่าจังหวัดกาฬสินธุ์มีความเหมาะสม เนื่องจากมีศักยภาพและมีความพร้อม ซึ่งกรรมาธิการร่วมกับอนุกรรมาธิการได้เดินทางไปศึกษาดูงานในพื้นที่ ส่วนรายละเอียด กระผมจะขออนุญาตให้ท่านดอกเตอร์ธนิต โสรัตน์ ซึ่งเป็นเลขานุการอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเกษตรได้นำเสนอชี้แจงต่อที่ประชุมเพื่อให้การขับเคลื่อน ตามหลักการสำคัญ การจัดการข้าวไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมาธิการก็ได้ จัดทำแผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเสนอไว้ โดยท่านธนิตจะได้นำเสนอ ต่อไปครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ
ขอเชิญท่านธนิต โสรัตน์ เลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจด้านการเกษตร รายงานต่อที่ประชุมครับ
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายธนิต โสรัตน์ ในฐานะเป็น เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเกษตรใน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนะครับ
ในประเด็นที่ขออนุญาตนำเสนอก็คงเกี่ยวข้องกับเรื่องต้องทำความเข้าใจกัน ในเบื้องต้นนะครับ การศึกษาของอนุกรรมาธิการครั้งนี้เป็นการศึกษาเฉพาะการศึกษา เมืองข้าวต้นแบบ ไม่ได้ศึกษาลงลึกไปในข้าวทั้งระบบนะครับ แล้วก็เป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยมีจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดที่นำร่อง ส่วนกรณีที่จังหวัดใดจะนำไปปฏิบัติขับเคลื่อน ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละจังหวัดนะครับ ในการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการก็ศึกษา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนสิงหาคม ทั้งหมดมีการประชุม ๗ ครั้ง ลงพื้นที่ ๑ ครั้ง แล้วก็ในครั้งที่ ๘ นั้นก็เดือนนี้เองในการประชุมของคณะกรรมาธิการ เรื่องของข้าวคงต้องพูดกัน ในเรื่องของโครงสร้างข้าวทั้งระบบ ปัญหาของประเทศไทยก็คือว่าเราปิดข้าวด้วยต้นทุนที่สูง ขีดความสามารถในการแข่งขันของเราก็ลดน้อยถอยลง เรามีปัญหาตั้งแต่เรื่องผลผลิตต่อไร่ ของเราก็ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอาเซียน (ASEAN) เกณฑ์เฉลี่ยของหลาย ๆ ประเทศ ในเรื่อง ของอุปทานข้าวในประเทศเราก็มีส่วนเกินปีหนึ่งประมาณ ๒.๕ ถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตันต่อเวลา ขณะเดียวกันความต้องการข้าวในตลาดโลกก็เปลี่ยนไป อุปทานข้าวหรือโกลบอลซัปพลาย (Global Supply) สูงกว่าปริมาณความต้องการข้าวของโลกนะครับ ในแง่ของการบริโภคข้าว ก็ลดน้อยถอยลงทั้งประเทศไทย แล้วก็หลาย ๆ ประเทศ ในเรื่องของไทยแล้วยังมีปัญหา ในเรื่องของการขาดกำลังแรงงานในภาคเกษตร เกษตรกรของเราส่วนใหญ่อายุมาก ปัญหา เกษตรมานาน ดินเสื่อมโทรม ปัญหาการเข้าถึงแหล่งน้ำ รวมถึงเรื่องการตลาด เรื่องของ การผูกขาด เรื่องของเกษตรกรขาดอำนาจในการต่อรอง ทั้งหมดนั้นก็เป็นปัญหา เชิงโครงสร้าง เรื่องของข้าวในหลายรัฐบาลตลอดเวลาก็แก้ปัญหามาโดยตลอด แต่ว่าเนื่องจากข้าวเกี่ยวข้อง กับเกษตรกรจำนวนมาก พื้นที่เกือบทั้งประเทศเป็นที่ปลูกข้าว ดังนั้นในเรื่องการแก้ปัญหาข้าว เป็นการแก้เฉพาะด้าน เฉพาะเวลา เฉพาะกิจ เมื่อมีปัญหาก็เข้ามาแก้เลยเห็นว่า เรื่องการจำนำข้าวก็มีมาโดยตลอด เรื่องของการโซนนิง (Zoning) ข้าว เรื่องของเกษตรกร แปลงใหญ่ต่าง ๆ พวกนี้
เรื่องถัดไปก็คือให้เห็นว่าข้าวการแข่งขันในตลาดโลกนั้นสูงมาก ข้อมูล ในเดือนธันวาคมล่าสุดก็ยังพบว่าข้าวของเราต้องแข่งขันด้านราคาโดยคู่ค้าสำคัญ ๆ เดี๋ยวนี้ อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ก็ก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งสำคัญ เราก็ไม่ได้เป็นแชมป์ (Champ) ข้าว เหมือนในอดีต ที่อนุกรรมาธิการได้มีการศึกษาว่าแล้วอนาคตข้าวของไทยเราจะไปทางไหน ก็ออกมาสรุปสั้น ๆ ว่าข้าวในอนาคตนั้นก็คงเป็นเรื่องของข้าวส่วนเกินจะมีเซอร์พลัส (Surplus) ที่สูงเป็นเรื่องของโกลบอลโอเวอร์ซัปพลาย (Global Oversupply) เรื่องการแข่งขันข้าว ในอนาคตนั้นจะเป็นเรื่องของไพรซ์คอนเชียส (Price Conscious) คือการแข่งขันเชิงราคาที่สูง อนาคตขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะลดน้อยถอยลง ต้นทุนการผลิตของเรา จะสูงกว่า การแก้ปัญหาของข้าวนั้นจึงต้องเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหาทั้งคลัสเตอร์ (Cluster) ทั้งแวลูเชน (Value Chain) ของข้าว และอนาคตข้าวของไทยเราคงไม่สามารถแยก เป็นส่วน ๆ ได้ แล้วก็เรายังมองถึงว่าการแก้ปัญหาข้าวนั้นคงต้องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม
ประการสุดท้ายที่เราศึกษาไว้เราพบว่าข้าวถ้าจะผลักดันขับเคลื่อนไป ทั้งประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนได้ยาก ดังนั้นควรจะมีเรื่องของเมืองต้นแบบแล้วก็มีเมืองนำร่อง อันนั้นเป็นการศึกษาว่าอนาคตข้าวของไทยเราจะไปทางไหน ในด้านแผนการปฏิรูปเรียนมา แต่ต้นข้าวเกี่ยวข้องกับเกษตรกรชาวนาตั้งแต่ ๓.๓ ล้านครัวเรือน ถึง ๓.๕ ล้านครัวเรือน เกี่ยวข้องกับพื้นที่เกือบทั้งประเทศ ปัญหาของข้าวคือปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องของปัญหา ความยากจนของเกษตรกรของเรา อนาคตข้าวของเรานั้นคงต้องพัฒนาให้หลุดออกจากข้าว แบบติดแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า ๑.๐ ให้ก้าวไปทันต่อการขับเคลื่อนประเทศที่จะมุ่งไปสู่ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องมีเมืองต้นแบบ มีเมืองนำร่อง ซึ่งในกรณีนี้เราได้นำจังหวัดกาฬสินธุ์นั้นเป็นจังหวัดที่มีการนำร่อง ในเรื่องของคำปรารภ ก่อนที่จะนำเสนอในรายละเอียดก็อยากจะทำความเข้าใจกับท่านประธานและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติก็คือว่าเรื่องของการแก้ปัญหาข้าวครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน แนวคิด ก็คือว่าจะมีการใช้นวัตกรรม มีการใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนและเอาข้าวเชื่อมโยง กับภาคอุตสาหกรรม แล้วก็นำสภาพของพื้นที่เอาข้าวเข้าไปอยู่ในเศรษฐกิจพิเศษ แล้วก็ ให้มีการนำร่องแล้วก็เอาตัวเกษตรกร เราทำทั้งหมดนี้เพื่อเกษตรกร เอาเกษตรกรเข้ามาเป็น ศูนย์กลางของการพัฒนา กรอบแนวคิดในการปฏิรูปครั้งนี้ กรอบแนวคิดก็คือว่าให้เกิด เมืองข้าวต้นแบบที่เป็นไรซ์ซิตี้ (Rice City) ให้ได้ มีการนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม เป็นการนำร่องโดยใช้การผลิตข้าวที่เป็นลักษณะข้าวคุณภาพ เพราะเรารู้ว่าการผลิตข้าว ในลักษณะข้าวที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์หรือ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นั้นอนาคตจะแข่งขัน ได้ยาก
แนวคิดในข้อต่อไปคือว่าข้าวนั้นไม่สามารถอยู่โดด ๆ ได้ นอกจากปฏิรูปข้าว และแยกการผลิตออกไปอย่างเป็นปัจจุบัน คือแยกเกษตรกรออกไปแล้วก็ละเลยว่า กลุ่มของโรงสี อุตสาหกรรมแปรรูปต่าง ๆ นั้นเป็นอุตสาหกรรมทั้งหมด และเราแยก ๒ ส่วน นี้ต่างหากออกจากกันแก้ไม่ได้ เพราะที่สุดแล้วซัปพลาย (Supply) ก็ผลิตออกซัปพลาย (Supply) อย่างเดียวนะครับ ด้านอุตสาหกรรมก็จะเป็นอุตสาหกรรม แนวคิดเราคือทำอย่างไรให้ ๒ องค์ประกอบนี้ ที่ดูแล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ สามารถไปอยู่ด้วยกันได้ก็คือเป็นแนวคิดที่จะเชื่อมแวลูเชน (Value Chain) ของข้าวทั้งหมด แล้วก็เอานวัตกรรม เอาเทคโนโลยีนี้ใส่เข้าไปตั้งแต่เกษตรกร รวมกันไปถึงตลอดโซ่อุปทาน
แนวคิดอีกอันหนึ่งก็คือว่าเราจะต้องมีการจูงใจด้วยมาตรการทางภาษี เพราะว่าเราใช้จังหวัดเป็นตัวตั้ง เป็นโมเดล (Model) แนวคิดก็คือเรื่องของเศรษฐกิจพิเศษ เอาเข้ามาจัด และมองถึงประโยชน์ที่เกษตรกรชาวนาจะได้ อันนั้นเป็นไฮไลต์ (Highlight) ของเรื่องก็คือว่าชาวนานั้นก็เป็นทางเลือกให้เกษตรกรนั้นรวมตัวหรือจะเข้าไปในลักษณะ ของสหกรณ์ก็ดี วิสาหกิจชุมชนก็ดีหรือจะเป็นสถาบันเกษตรกรหรือจะเป็นลักษณะ บิสซิเนสแมตชิง (Business Matching) จอยต์เวนเจอร์ (Joint Venture) กับผู้ประกอบการ ในการที่จะเข้าถึง การเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม เราพูดถึงคำว่าแวลูเชน (Value Chain) ของอุตสาหกรรมที่เราพูดที่ตรงนี้ก็จะขอนำไปอธิบายในอีกครั้งหนึ่งนะครับ คราวนี้ ในแนวทางการปฏิรูปนี้เราก็คิดว่าองค์ประกอบหลักสำคัญ ๆ ควรจะมีอะไรบ้าง ก็มีทั้ง ๘ ด้าน ที่วางกันไว้ก็คือ
ในเรื่องของอันดับแรกก็เป็นเรื่องของการขับเคลื่อน โครงสร้างในคลัสเตอร์ (Cluster) หรือว่าโซ่แห่งคุณค่าทั้งระบบจะต้องเอาเข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ
องค์ประกอบที่ ๒ ก็คือว่าใช้แนวทางในเรื่องของมาตรการจูงใจโดยการนำ เรื่องของเศรษฐกิจพิเศษเข้ามาใช้นะครับ
องค์ประกอบที่ ๓ จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมให้มีการผลิตข้าวแปลงใหญ่ เชิงอุตสาหกรรมนะครับ
องค์ประกอบที่ ๔ ก็คือว่าทำอย่างไรเกษตรกรจะได้ประโยชน์มากที่สุด ก็คือว่าให้มีการรวมตัวของเกษตรกรซึ่งแนวคิดของเราองค์ประกอบที่สำคัญก็คือเรื่อง ของสหกรณ์ เรื่องของวิสาหกิจชุมชนนะครับ
องค์ประกอบที่ ๕ ทำอย่างไรจะใช้ประโยชน์ของพื้นที่ การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้อัตลักษณ์ของจังหวัด การสร้างแบรนด์ (Brand) ของจังหวัดนะครับ
องค์ประกอบที่ ๖ เป็นเรื่องว่าทำอย่างไรจะเชื่อมจากฟาร์ม ทู เทเบิล (Farm to Table) ให้ได้ จะทำให้เมืองข้าวนั้นจะเป็นศูนย์กลางค้าปลีกค้าส่งรวมถึงการส่งออกข้าว ครบวงจรนะครับ
องค์ประกอบที่ ๗ เป็นเรื่องของความพร้อมจากภาพของจังหวัด และ
องค์ประกอบที่ ๘ ทำอย่างไรถึงจะให้ข้าวไม่ตกยุคไปสู่อุตสาหกรรมไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ให้ได้ นั่นคือแนวคิด
ลงมาในรายละเอียดนะครับ ในรายละเอียดก็คือ
ในองค์ประกอบข้อแรกนั้นการขับเคลื่อนโซ่แห่งคุณค่าเราหมายความว่า แนวคิดนี้ที่จะเป็นต้นแบบนี้เราไม่ได้พูดถึงแค่สหกรณ์ แต่เราพูดถึงองค์ประกอบ เราพูดถึง แนวทางของคลัสเตอร์ (Cluster) ทั้งหมดของข้าวตั้งแต่เกษตรกร ชาวนา ตั้งแต่สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน โรงสีอุตสาหกรรมบรรจุข้าวถุงนะครับ อุตสาหกรรมแปรรูปข้าวขั้นต้น อุตสาหกรรมทำเส้นหมี่ แป้ง ข้าวเจ้าต่าง ๆ พวกนี้นะครับ รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ที่เกี่ยวกับ การแปรรูปข้าวที่เราเรียกว่าไรซ์ นิว เอนจิน อินดัสทรี (Rice New Engine Industry) เช่น ข้าวที่เอามาทำเป็นเครื่องดื่ม เป็นโลชัน (Lotion) เป็นบิสกิต (Biscuit) เป็นไทยสาเกหรือเป็น ไรซ์ไวน์ (Rice wine) เป็นเนย เป็นครีม (Cream) หรือจะเป็นเพาเดอร์ (Powder) เครื่องสำอาง รวมถึงไบโอพลาสติก (Bioplastic) ทั้งหมดนี้ก็จะเอาเข้ามาเป็นบูรณาการกัน เมืองข้าวที่พูดนี้ ยังรวมถึงเรื่องของพวกซัปพอร์ตอินดัสทรี (Support Industry) ที่เกี่ยวกับข้าวทั้งหมด พวกเครื่องจักร การเกษตร ปุ๋ยเคมีอะไรต่าง ๆ นี้ก็ต้องเข้ามาบูรณาการในเมืองต้นแบบ
ในองค์ประกอบข้อที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพิเศษก็อาจจะดูโต่ง นะครับ พอพูดถึงเศรษฐกิจพิเศษนี้เราก็จะมองเห็นถึงชายแดน ก็มองไปเห็นถึงเรื่องของ อุตสาหกรรม เศรษฐกิจพิเศษก็อยู่ภายใต้กำกับของคณะกรรมการนโยบายพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษ ถึงแม้จะระบุไว้ว่าระยะแรกแต่จะไปเน้นถึงเรื่องชายแดน แต่เราก็พบว่า เศรษฐกิจพิเศษก็ไม่ได้มีการกีดกันว่าถ้าไม่ชายแดนแล้วทำไม่ได้นะครับ แนวคิด ของเศรษฐกิจพิเศษที่จะเข้ามาก็คือว่าให้เกิดมีการจูงใจให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในพื้นที่เพื่อจะเชื่อมโยงกับเกษตรกรได้ประโยชน์จากมาตรการทางภาษีต้องเข้าใจก่อน ข้าวแล้วก็อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับข้าวนั้นไม่ถือเป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super Cluster) บีโอไอ (BOI) ปัจจุบันการส่งเสริมก็ไม่ได้ให้การส่งเสริมในเรื่องของการลดหย่อนภาษีอาจจะ แค่ ๑ ปีหรือ ๒ ปี แต่ว่าถ้าอยู่ในเศรษฐกิจพิเศษก็จะได้การส่งเสริมประเภทเอ ๑ (A 1) ยกเว้นภาษีรายได้อย่างน้อยเป็นเวลา ๘ ปี คราวนี้แนวคิดที่จะเอาเศรษฐกิจพิเศษเข้ามา ที่ตรงนี้คงต้องมีมาตรการจูงใจต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์ก็จะสามารถ เข้ามาเป็น เฟิสต์ เอสเคิร์ฟ อินดัสทรี (First S-Curve Industry) ก็จะทำให้อุตสาหกรรมข้าว แล้วก็การผลิตข้าวของเรากลับฟื้นขึ้นมา
ในแนวคิดในองค์ประกอบข้อต่อไป ในเรื่องการส่งเสริมให้พื้นที่ต้นแบบ ให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมการผลิตข้าวแปลงใหญ่ซึ่งรัฐบาลก็กำลังส่งเสริมอยู่ แต่ว่าการรวมนา แปลงใหญ่ถึงแม้จะเอาเกษตรกรเอามารวมกันมาก ๆ จะเป็นพันไร่หรืออะไรแล้วแต่ ถ้าเกษตรกร อ่อนแอถึงเอามารวมตัวกันก็คือมีคนอ่อนแอมากขึ้นแล้วมารวมตัวกันก็ยัง อ่อนแอต่อไป แนวคิดก็คือว่าเกษตรกรรวมตัวกันเองก็ได้ หรือไปเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม เช่น โรงสีที่เข้ามาในพื้นที่และโรงสีเหล่านี้ได้รับการยกเว้นภาษีรายได้เกิดการเชื่อมโยง เป็นลักษณะของพันธมิตรธุรกิจการร่วมทุนต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้สามารถที่จะมีการแบ่งปัน ผลประโยชน์ในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้แนวข้าวแปลงใหญ่ที่เราจะเน้นเรื่องของข้าว คุณภาพข้าวจีไอ (GI) อะไรต่าง ๆ พวกนี้
ในองค์ประกอบข้อที่ ๔ ก็ยังเป็นแนวคิดเพื่อเกษตรกรอยู่ก็คือเห็นว่าถ้าจะให้ เกษตรกรรวมตัวกันเป็นสถาบันเกษตรกร การใช้กรณีของสหกรณ์ก็น่าจะเป็นทางเลือก ที่เหมาะสม แล้วก็เกษตรกรรวมตัวกันสามารถที่จะเชื่อมกับอุตสาหกรรมโรงสี หรือเกษตรกร จะเป็นเรื่องของสหกรณ์เข้าไปรวมกันในลักษณะเป็นศูนย์ค้าปลีกค้าส่งข้าวหรือจะเป็น ผู้ส่งออกข้าว โดยมีมาตรการจูงใจทางด้านภาษี เพราะอยู่ในเศรษฐกิจพิเศษ แนวคิดคือ ทำอย่างไรให้เป็นโคออป ๔.๐ (Co-op 4.0) คือต้องยกระดับสหกรณ์จากพื้นฐานดั้งเดิม เกษตรกรรวมตัวกันแต่ถ้าขาดโนว์ฮาว (Knowhow) ขาดหลักการ ขาดความรู้ ขาดความเป็น มืออาชีพก็ไม่มีประโยชน์ ทำอย่างไรแนวคิดก็คือจะยกโคออป ๔.๐ (Co-op 4.0) ให้ได้ แล้วก็ ใส่สกิล (Skill) ใส่ทักษะ และสามารถให้เชื่อมโยงไปสู่ระบบค้าปลีก ค้าส่ง หรือการส่งออก อย่างเป็นมืออาชีพ ผมทำส่งออก รู้ไม่ใช่เรื่องที่คนไม่มืออาชีพทำได้ เกษตรกรจะต้องถูก บ่มเพาะ ในแนวคิดต้นแบบครั้งนี้จะมีการสร้างศูนย์บ่มเพาะในพื้นที่ในด้านต่าง ๆ ให้กับ เกษตรกรด้วย และจะมีเรื่องของการร่วมทุน หรือบิสซิเนสแมตชิง (Business Matching) หรือจอยต์เวนเจอร์ (Joint Venture) ร่วมกัน แต่เกษตรกรก็คงต้องรวมตัวกันเข้ามา
ในองค์ประกอบข้อที่ ๕ แนวคิดที่เราเห็นหลายประเทศประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่นแต่ละจังหวัดนั้นก็จะมีจุดเด่นมีแบรนด์ (Brand) ของจังหวัด มีโพรวินเชียลแบรนด์ (Provincial Brand) ของตัวเองทำอย่างไรข้าวจะมีแบรนด์ (Brand) ของตัวเอง เราไปฝรั่งเศส เรารู้ที่บอร์โด (Bordeaux) หรือว่าที่ต่าง ๆ ของแต่ละแห่งก็จะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ต้องมีการเซอร์ทิฟาย (Certify) ดังนั้นเรามีแนวคิดว่าข้าวที่มาปลูกในพื้นที่ที่ตรงนี้จะต้อง สร้างเอกลักษณ์ของจังหวัดให้ได้ต้องเป็นข้าวจีไอ (GI) หรือจะเป็นข้าวปลอดสารพิษและ มีจีไอพี (GIP) อะไรต่าง ๆ พวกนี้ ภาคอีสานมีข้าวคุณภาพมาก ข้าวพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นข้าวเขาวง ข้าวก่ำ อันนี้เป็นของกาฬสินธุ์ หลาย ๆ จังหวัดก็ยังมีข้าวหอมทุ่งหรือต่าง ๆ พวกนี้ ถ้าเราจะสร้างเป็นเอกลักษณ์แต่ต้องมีมาตรฐาน มีตราสัญลักษณ์อะไรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ เรามองว่าถ้าเราจดสิทธิบัตรของจังหวัดได้ แล้วก็สร้างให้กาฬสินธุ์หรือเมืองต้นแบบข้าว จะเป็นที่ไหนก็แล้วแต่ให้เกิดเป็นแบรนด์ (Brand) ของจังหวัด มีการจดสิทธิบัตร มีการควบคุม มาตรฐาน ควบคุมคุณภาพของข้าว ข้าวเหล่านี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าข้าวได้ นี้ก็จะมีแนวทาง การส่งเสริมเป็นแอเรียเบส (Area-based) กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ก็รู้กัน ที่เจนีวาอะไรต่าง ๆ พวกนี้เขาจะมีแบรนด์ (Brand) เรื่องของนาฬิกา เรื่องของไวน์ (Wine) เรื่องวิสกี้ (Whisky) อะไรต่าง ๆ พวกนี้
ในองค์ประกอบข้อที่ ๖ เราพูดถึงฟาร์ม ทู เทเบิล (Farm to Table) ในครั้งนี้ เรามองไปถึงตลาดและถ้าตลาดสหกรณ์หรือข้าวรวมตัวกัน แต่ไม่ได้เข้าใจเรื่องระบบ ค้าปลีกค้าส่งซึ่งซับซ้อนมากนะครับ ระบบค้าส่งค้าปลีกของเราก็อยู่ในไม่กี่ซอร์ซ (Source) บางค้าปลีกค้าส่งก็ทำธุรกิจข้าวด้วย เพราะฉะนั้นที่หวังว่าจะให้เขาเปิดพื้นที่ให้กับข้าว ถ้าเป็นลักษณะสงเคราะห์เล็ก ๆ น้อย ๆ คงได้ แต่ถ้าจะทำกันเป็นระยะยาวพื้นที่มีไม่มาก ในตลาดค้าปลีกค้าส่ง ดังนั้นแนวคิดก็คือว่าจะต้องมีการทำค้าปลีกค้าส่งให้มีความเข้มแข็ง อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) แนวทางของเราพอข้าวมีปัญหาเราก็ช่วยกันที่สภา ที่ สปท. รัฐสภาก็มีคนเอาข้าวมาขาย แต่ว่าผมมา ๒ อาทิตย์กว่าไม่เห็นแล้ว ภาพมันต้องยาวตลอด คือทำแล้วถ้าจะให้ข้าวให้เกษตรกรไดเรกเซลส์ (Direct sales) ลงไปถึงคนซื้อมันต้อง เป็นระบบ ต้องผ่านโครงสร้าง ผ่านศูนย์กระจายสินค้า ผ่านระบบโลจิสติกส์ (Logistics) เพราะฉะนั้นเกษตรกรทำไม่ได้ สหกรณ์เล็ก ๆ ก็ทำไม่ได้ มันจะต้องเชื่อมโยงให้เกิด อุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมถ้าไม่มีแรงจูงใจเขาก็ไม่มีเหตุผลว่าทำไมจะต้องลงในจังหวัด ต้นแบบ เพราะฉะนั้นจังหวัดต้นแบบที่มีสิทธิพิเศษนั้นมันมีเรื่องของการยกเว้นภาษีเวลา ๘ ปี และเป็นจูงใจมากถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแนวคิดก็คือจะต้องเอาเกษตรกรเชื่อมโยง กับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและสามารถทำค้าปลีกค้าส่งและลงไปถึงในต่างประเทศ มีการโรดโชว์ (Roadshow) ในต่างประเทศต่าง ๆ ได้นะครับ อันนี้ก็เป็นรูปแบบแต่ว่า การรวมตัวเราก็ยังเน้นของตัวเกษตรกรเป็นใหญ่ เช่น เกษตรกรอาจจะตั้งบริษัท ประชารัฐ รักสามัคคี สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนก็ได้ต่าง ๆ พวกนี้
ในองค์ประกอบข้อที่ ๗ เรื่องความพร้อมศักยภาพของจังหวัดนั้นเป็นหัวใจสำคัญ ภูมิรัฐศาสตร์นั้นต้องเหมาะสม มีระบบชลประทาน เพราะว่าเราจะพูดถึงเกษตรด้วยนะครับ โครงสร้างพื้นฐานที่สะดวกสามารถเข้าถึงประตูเศรษฐกิจ เรื่องของเกตเวย์ (Gateway) มีพื้นที่ที่จะเข้าถึงความสะดวก ที่จะเข้าถึงตลาด ตัวจังหวัดเองตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน กกร. ต้องผนึกกำลังกันและเอกชนต้องมีวิสัยทัศน์และการลงทุนของเอกชนนั้นเป็นหัวใจสำคัญ เพราะว่าที่เราพูดทั้งหมดนี้เราต้องการให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนไม่ใช่รัฐเป็นผู้ลงทุน
ในองค์ประกอบข้อสุดท้าย ทำอย่างไรข้าวที่มีอยู่มาเกือบ ๘๐๐ ปี อยู่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ในน้ำมีปลาในนามีข้าว อันนี้ทำอย่างไรข้าวจะอยู่ กับเมืองไทย ขณะที่เพื่อนบ้านเราขีดความสามารถแข่งขันเหนือกว่าเรา ประเด็นคือจะต้อง ปฏิรูปข้าวอย่างไรให้ชาวนามีความเข้มแข็ง มีการเพิ่มรายได้ แล้วก็ไม่ต้องตกกระบวนการ ปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) อยู่ในยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ของชาติ ทำอย่างไรเกษตรกร อุตสาหกรรมข้าว การผลิตข้าวจะไม่ตกยุคแล้วก็สามารถ ขับเคลื่อนไปกับการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี จึงเป็นที่มาของเรื่องไรซ์ซิตี้ (Rice City) เป็นการขับเคลื่อนเมืองต้นแบบ แล้วก็เราศึกษาว่างานครั้งนี้จะต้องไปเชื่อมกับยุทธศาสตร์ชาติ
ในการปฏิรูปก็เป็น ๓ ระยะไปอย่างรวดเร็วนะครับ
ระยะที่ ๑ ก็ ๓ เดือน ทำอย่างไร ก็ต้องหาจังหวัดที่มีความพร้อม อย่างที่บอก มีโครงสร้างของจังหวัดเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงต่าง ๆ ได้ ด้านพลังงาน อย่างกรณีของ กาฬสินธุ์นั้นเราศึกษาแล้วมีโรงงานไฟฟ้า ๘๙ กิโลวัตต์ พอระบบชลประทานมีเขื่อนลำปาว เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ มีระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่สอบถามผู้ประกอบการสามารถแข่งขัน ด้านต้นทุน สามารถเชื่อมโยงไปที่ชุมทางจิระซึ่งในอนาคตจะเป็นชุมทางทางคู่ของประเทศ สามารถเชื่อมโยงกับไอซีดี (ICD) ลาดกระบังส่งออกไปที่แหลมฉบังได้โดยที่ต้นทุนยังสามารถ แข่งขันได้
ระยะที่ ๒ นั้นเป็นระยะ ๖ เดือนหลังจากระยะแรกนะครับ จะต้อง มียุทธศาสตร์จังหวัด จะต้องมีการตั้งคณะทำงานเข้ามาเพื่อที่จะร่างกฎหมาย ร่างศึกษา ความเป็นไปได้ของโครงการต่าง ๆ ทั้งหมด และจะต้องกำหนดพื้นที่เป้าหมายเพื่อจะตั้ง เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งกรณีที่เราศึกษาเราพบว่าที่กาฬสินธุ์ ตำบลโคกดอนหัน อำเภอยางตลาดนั้น ทางจังหวัดเสนอมาเป็นที่ราชพัสดุประมาณ ๑,๕๐๐ ไร่ อยู่ติดกับจังหวัดประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตรเศษบนถนนอีสต์ เวสต์ คอริดอร์ (East West Corridor) ก็เป็นที่เหมาะ
เรื่องของในหน้าถัดไป จังหวัดกาฬสินธุ์ที่เป็นต้นแบบนี้เขาก็ได้ทำโครงการ เข้ามานะครับ มีทั้งเรื่องพัฒนาเกษตรกร เรื่องของศูนย์บริการจักรกลการเกษตร เรื่องของ การผลิตข้าวคุณภาพจะเป็นไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) เรื่องอีโคฟาร์ม (Ego Farm) อะไรต่าง ๆ พวกนี้นะครับ แล้วก็ทางจังหวัดก็มีพร้อมที่จะตั้ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี กาฬสินธุ์เพื่อจะนำร่องโครงการพวกนี้นะครับ
ในด้านระยะที่ ๓ ระยะสุดท้ายก็คืออีก ๖ เดือนหลังจากระยะที่ ๒ ก็จะต้อง มีการขับเคลื่อนให้เป็นมติให้ได้ เพราะว่าเรื่องของเศรษฐกิจพิเศษนั้นจะต้องอาศัยมติ ครม. แล้วก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานนะครับ เริ่มต้นอาจจะมีกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย แต่ว่าพอเดินเรื่องแล้ว อย่างน้อยมีหน่วยราชการและ อีกกระทรวงหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๑๑-๑๒ หน่วยราชการที่จะต้องมาปฏิสัมพันธ์ เรื่องของ การสนับสนุนทางด้านจัดบีโอไอ (BOI) เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เรื่องยกเว้นภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา จากปกติเกณฑ์ ๓ ปีให้เป็นไม่เกิน ๘ ปีนะครับ ให้ไปอยู่ในกลุ่มเอ ๒ (A ๒) ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์มากมายนะครับ หน่วยงานต่าง ๆ นี้ก็มีสภา สปท. วันนี้นะครับ มีเรื่องของตัวจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงมหาดไทย กรรมการนโยบายพัฒนา เศรษฐกิจพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี สสช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวง พาณิชย์ กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ บีโอไอ (BOI) ภาควิชาการ ที่พร้อมจะเข้ามา ก็คือมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์นะครับ และข้อที่สำคัญก็คือภาครัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน เป็นต้น ในข้อเสนอแนะนี้ก็คือเป็นการล้อที่พูดมาทั้งหมดก็คือขอให้รัฐบาล สนับสนุนนโยบายนำร่องเมืองข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเป็น การส่งเสริมการลงทุน การผลิตข้าวคุณภาพเชิงอุตสาหกรรม การนำร่องที่จังหวัดกาฬสินธุ์นี้ แล้วก็มีข้อเสนอแนะสั้น ๆ ก็คือขอให้ สปท. ให้ความเห็นชอบร่างการศึกษาเพื่อที่ทางจังหวัด แล้วก็ภาคเอกชนจะได้นำไปต่อยอด ทางจังหวัดตอนนี้ก็รอเรื่องนี้อยู่นะครับ ในเรื่องขอให้ มีการตั้งคณะทำงานในการผลักดันโครงการนี้ในการศึกษาความเป็นไปได้แล้วก็การทำ ดีเทลสตัดดี (Detail Study) ต่าง ๆ นี้ ในเบื้องต้นก็มี ๑๑ หน่วยงานนะครับ แล้วก็ขอให้ มีการผลักดันเรื่องนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ในส่วนของภาคเกษตร แล้วก็ขอให้มีมติคณะรัฐมนตรีในการจัดตั้งเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อการผลิตข้าวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องแล้วก็ให้เป็นต้นแบบของเศรษฐกิจพิเศษที่ก่อนหน้านี้ ก็ประกาศไปแล้ว ๑๐ แห่ง แล้วก็กำลังประกาศอีกแห่งหนึ่งนะครับ อีกแห่งหนึ่งนั้นไม่ได้ ติดชายแดน เศรษฐกิจพิเศษ ระเบียงตะวันออกหรือที่เรียกว่าเออีซี (AEC) นั้นก็เพิ่งประกาศไป แนวคิดของเราที่ตรงนี้เศรษฐกิจพิเศษนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นภาคอุตสาหกรรม ทำอย่างไรเราจะ มีต้นแบบว่าภาคเกษตร เกษตรอุตสาหกรรมสามารถที่จะมีเขตอุตสาหกรรมได้และ ทำอย่างไรเรื่องของไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) พูดถึงอุตสาหกรรม พูดถึงการขับเคลื่อน ประเทศไทยทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยี เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) ทำไมเกษตรกรข้าว จะเข้าไปเชื่อมโยงได้ ทำอย่างไรเรื่องของมาตรการภาษีบีโอไอ (BOI) ต่าง ๆ นั้นมีแต่ ภาคเอกชน ภาคของเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่จะได้ ภาคเกษตรได้อานิสงส์เรื่องนี้ น้อยมากนะครับ อันนี้เป็นแนวคิดนะครับ แล้วก็การดำเนินงานเรายังให้ความสำคัญ ของเกษตรกรที่จะได้ประโยชน์จากที่ตรงนี้ ไม่ว่าจะรูปแบบของสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้ สุดท้ายก็เป็นภาพนิดเดียวที่เราไปดูงานในพื้นที่ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม อันนี้รูปแรกนะครับก็จะเป็นท่านอำนวย ท่านรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ก็ได้นำคณะไปที่จังหวัดกาฬสินธุ์นะครับ รูปต่อไปจะเห็นว่าด้วยความสนใจทั้งห้องก็เป็น ๑๐๐ ภาครัฐ เอกชน จังหวัดข้างเคียงก็มากัน เราได้ไปดูเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่ก็ไปดูงานเรื่อง ของโครงการส่งน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เราไปนั้นเป็นเดือนกรกฎาคมช่วงนั้น เป็นช่วงที่น้ำแห้งมากที่สุดแล้ว ปรากฏว่าที่กาฬสินธุ์ก็ยังทำนาปรังได้ น้ำจากเขื่อนลำปาวนั้น เลี้ยงได้ตลอดทั้งปี แล้วก็เราก็ยังได้ไปดูพื้นที่เห็นว่าเกษตรกรในพื้นที่ที่เราไปนั้นเกษตรกร ก็ให้ความสำคัญนะครับ เข้ามาสอบถามมาอะไรกันมากมาย เราได้ไปดูพื้นที่ที่จังหวัด เขาเตรียมไว้ที่จะเป็นแปลงที่จะทำเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ที่ยางตลาดเป็นที่ราชพัสดุ ของจังหวัดไว้เดิม ที่ตรงนี้ทางจังหวัดเตรียมไว้เป็นศูนย์ราชการ แต่ว่าส่วนราชการ ของกาฬสินธุ์ได้ย้ายไปแล้ว ที่ตรงนี้ถ้าจะมีความสนใจ ทางจังหวัดเขาสามารถประสานได้ ที่เขาบอกมา ในการนี้ก็ยังมีที่สำรองให้อีกที่หนึ่งประมาณ ๕๐๐ ไร่อยู่ที่ตำบลอีตุ้ย ในภาพ ก็จะเห็นว่าประชาชนที่เราไปดูแปลงที่ตรงนี้ประชาชนก็ให้ความสนใจนะครับ เราได้ไปดูโรงสี ก็น่าจะเป็นโรงสีต้นแบบได้ที่กาฬสินธุ์เป็นโรงสีขนาดใหญ่ ขณะที่ไม่มีเศรษฐกิจพิเศษ ก็มีเอกชนมาลงทุน แสดงให้เห็นว่าทางจังหวัดก็มีศักยภาพ โรงสีนั้นเป็นโรงสีที่เป็นต้นแบบ โรงสีขนาดใหญ่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อะไรต่าง ๆ ก็จะเป็นรูปแบบที่นำเสนอนะครับ
สุดท้ายที่ตรงนี้แนวคิดนี้คือการใช้พื้นที่ต้นแบบขับเคลื่อนให้เกษตรกรชาวนา สามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมได้ และทำทั้งคลัสเตอร์ (Cluster) ไม่ได้ทำเฉพาะโรงสี แต่ว่าทำไปตลอดคลัสเตอร์ (Cluster) เขาทั้งหมด การแปรรูปไปถึงโรงงานปุ๋ย ทำพันธุ์ข้าว หรือว่าโรงงานทำเครื่องจักรกลการเกษตร แล้วก็ทำไปจนถึงค้าปลีกค้าส่ง หรือการส่งออก มีต้นแบบ มีศูนย์บ่มเพาะอยู่ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์นั้นเป็นต้นแบบที่อยู่ในอีสาน ถ้าเรา พัฒนาต้นแบบที่อีสานได้ประสบความสำเร็จก็สามารถที่จะไปเชื่อมต่อเศรษฐกิจพิเศษ ที่เอามาใช้ที่ตรงนี้ต้องเป็นมติ ครม. นะครับ หลายท่านก็ไปติดไว้ไม่จำเป็นต้องอยู่ชายแดน ต้องย้ำไม่ต้องติดชายแดน กรณีของอีอีซี (EEC) เศรษฐกิจภาคตะวันออกที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองก็ไม่ได้ติดชายแดน เพราะฉะนั้นแนวคิดก็คือว่าทำอย่างไรการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ เข้าสู่ทศวรรษใหม่ของด้านเศรษฐกิจ และข้าว ยังไม่ตกยุคไป ข้าวยังสามารถกลับเข้ามาเป็นเอสเคิร์ฟ อินดัสทรี (S-curve Industry) ชาวนาอยู่โดด ๆ ก็จะพัฒนาแบบนี้ เราพัฒนาอย่างนี้มา ๑๐๐ ปีแล้วนะครับ แนวคิดคือ ทำอย่างไรที่ถ้าจะแก้เหลื่อมล้ำชาวนาจริง ๆ คือต้องยกระดับชาวนาและเชื่อมโยงให้เขาคิด อย่างอุตสาหกรรม ให้เขาคิดแบบมืออาชีพ ขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ เพราะต่อไปเป็นการอภิปราย ของสมาชิก ในขณะนี้มีสมาชิกเสนอรายชื่อผู้อภิปรายมา ๖ ท่านนะคะ ขอเรียนเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ท่านที่ ๑ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัด กระทรวงแรงงาน ท่านมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ฉายด้วยใช่ไหมคะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน วันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่เรากำลังพิจารณา คือเรื่องการจัดการข้าว โดยระบบสหกรณ์และนำร่องเมืองข้าวที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ผมอ่านเอกสารของท่าน อย่างละเอียดแล้วก็มีความรู้สึกว่าทึ่งในแนวความคิดนะครับ แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะพูดกันถึงเรื่องสหกรณ์และพูดถึงเรื่องเมืองกาฬสินธุ์เมืองน้ำดำ มีเขื่อนลำปาวที่นั่น ท่านอดีตอธิบดีกรมชลประทานนั่งอยู่ข้างบนก็คงจะเห็นด้วยว่า มันมีเขื่อนที่นั่นและเรื่องเมืองน้ำดำนะครับ ผมก็อยากจะเริ่มต้นด้วยการน้อมนำภาพของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาเป็นสิริมงคลเสียก่อนนะครับ ที่ผมนำภาพ ในหลวงรัชกาลที่ ๕ กับรัชกาลที่ ๙ ขึ้นมาก็เพราะเนื่องจากมีราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๓๓ ตอนพิเศษ ที่ ๒๔๗ ง เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ นี้เอง แต่ผมยังไม่เห็นข่าวนี้เลยหลังจาก ที่มีระเบียบวาระนี้เข้ามา ผมก็ไปศึกษาจนพบว่าเราควรที่จะต้องน้อมนำมาในวันนี้ให้ได้ เพราะจะต้องมีประชาชนคนทั้งประเทศรับฟังนอกจาก ๒๐๐-๓๐๐ ชีวิตที่นี่ เผยแพร่ว่า อย่างไรครับเป็นการเฉลิมพระเกียรติประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีครับ ในหลวงรัชกาลที่ ๕ เป็นพระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย ท่านครับ ท่านมาพูดปลายเหตุทั้งนั้นแหละครับ เพราะต้องเริ่มต้นตรงนี้เสียก่อนนะครับ และในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นพระบิดาแห่งการวิจัย วิจัยนะเห็นไหม และพัฒนาข้าวไทย ทันสมัยไหมครับ เราพูดกันเรื่องอาร์ แอนด์ ดี (R&D) และผมไปค้นราชกิจจานุเบกษามาให้ท่านเลยครับ อันนี้เป็นหัวข้อและผมได้ขออนุญาต ท่านประธานสภาและแจกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งลงนามโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ทุกท่านเก็บไปเป็นที่ระลึกว่าเรามีพระมหากษัตริย์ที่ ทรงพระปรีชาญาณอย่างยิ่งในชีวิตเรานะครับ รายละเอียดผมก็ไม่อยากจะพูดมาก เพราะท่านก็ไปอ่านในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วกันนะครับ ผมก็อยากจะเท้าความ และขอเวลาท่านเพราะ ๒ เรื่องนี้มันต้อง ๒๐ นาที มี ๒ เรื่อง สหกรณ์กับเมืองข้าว แต่ผม อาจจะมากกว่านั้นหน่อยเพื่อปูเรื่องข้าว เพราะว่าประชาชนหลายคนนี้อาจจะไม่รู้ว่าข้าว มันสำคัญอย่างไรกับคนไทยและสังคมไทยกับแผ่นดินไทยมาช้านาน ก่อนจะถึงตรงนั้น ผมขออนุญาตน้อมนำภาพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเกี่ยวข้าวให้ท่านได้ชมจะเห็นว่าพระองค์ สนพระทัยอย่างยิ่งเกี่ยวกับชาวนาไทยและข้าวไทยไม่ใช่ข้าวต่างประเทศนะครับ ภาพต่อไป ผมขอควรมิควรแล้วแต่จะบังควร ขอกราบน้อมนำขออนุญาตนำภาพในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ กับการหว่านข้าว ถ้าผมจำไม่ผิดที่จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านลงไปในแปลงนาข้าวและหว่านข้าว เป็นสิริมงคลมากเลยกับเกษตรกรและชาวนาไทยและคนไทยที่กินข้าวเป็นชีวิตจิตใจนะครับ ภาพต่อไปนี่ครับแปลงนาข้าวมีชลประทานมีแบ่งแปลง แต่อันนี้แบ่งโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เกษตรแปลงใหญ่ ถ้าผมจำไม่ผิดนี่คือที่เชียงรายและเดี๋ยวผมจะพูดต่อไปว่าเชียงราย สำคัญอย่างไร จะมีร่องน้ำเกษตรแล้วก็มีคันนานี่ธรรมชาติมากเลย และเดี๋ยวนี้ตรงนี้ก็ยังอยู่ แต่ว่าข้าวก็อาจจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ บ้าง ไม่สวยเหมือนปีนี้นะครับ ภาพต่อไป เดี๋ยวนี้ท่านอาจจะ ไม่ค่อยเห็น เห็นก็คือเขาเรียกอะไร ทหารต่าง ๆ ไปช่วยเกษตรกรตอนน้ำท่วมจะต้องรีบ เกี่ยวขึ้นมาตากแดดก็เป็นภาพอีกภาพหนึ่ง แต่นี่ภาพธรรมชาติมากเขาเรียกว่าการลงแขก เกี่ยวข้าวหาดูได้ยากแล้วก็ยังมีอยู่ในชนบทนะครับ อันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของการทำธุรกิจ เชิงปัจจุบัน ต่อไปครับการเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องจักรเป็นอย่างไรทันสมัยใหม่ไหมครับ อย่างที่ ท่านกรรมาธิการบอกว่ามันต้องทำเกษตรแปลงใหญ่ จะใหญ่จริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่เถอะ เดี๋ยวนี้ตั้งแต่หว่าน ปักดำ เก็บ เกี่ยว สีเรียบร้อยเลยครับ พอหลังจากที่เป็นเมล็ดแล้วพบนะครับ พอเกี่ยวเสร็จเป็นเมล็ดเลยนะครับ ลงกระสอบปุ๊บ ส่งโรงสีเลย เดี๋ยวผมจะวิจารณ์ว่าที่ท่านเอาโรงสีขึ้นมานี่นะครับ เป็นโรงสีที่ใหญ่ แต่ผม มีข้อสังเกตนะครับ ภาพต่อไปนี้ท่านเห็นไหมครับ เดี๋ยวนี้หายากแล้วครับ ผมไปหามา นี่เรียกว่ายุ้งข้าวในสมัยโบราณ ในอดีตชาวนาไทยที่ทำเกษตรกรรมเขาเรียกว่าปลูกข้าว จะต้องมียุ้งเอาไว้กินทั้งปี ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านตรัสไว้เมื่อปี ๒๕๓๖ ท่านไปเปิดดูได้ ผมหาให้ท่านก็ได้นะครับ ท่านบอกว่าจะต้องส่งเสริมให้ชาวนาไทยปลูกข้าวให้พอกิน ปี ๒๕๓๖ ประเทศไทยยังมีประชากรไม่เกิน ๔๐-๕๐ ล้านคน ท่านบอกในอนาคต จะมีประชากรไทยถึง ๘๐ ล้านคน ประเทศไทยข้าวไม่พอกินไม่ได้ ท่านตรัสนะครับ พอปี ๒๕๔๔ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านตรัสเอาไว้อีก ท่านไปเปิดดูได้เลยท่านกรรมาธิการที่เคารพ ท่านตรัสว่าอย่างไรครับ ทำไมท่านใช้คำนี้เลยครับ ข้าวเปลือกถึงถูก ข้าวสารถึงแพง นี่ครับ ยุ้งครับ ท่านแนะนำว่าเกษตรกรทุกครัวเรือนต้องมียุ้งไว้สีข้าวกินทุกครัวเรือน ปัจจุบันนี้ก็ไป โรงสีใหญ่ ๆ ที่ท่านกำลังกล่าวด้วยนะครับแล้วก็ขาย ที่ผมนำตัวอย่างมาให้ดูท่านดูเลยในนี้ มีตั้งแต่ ๑ กิโลกรัม ๕๐ บาท ไปจนถึงข้าวไรซ์เบอรี่เกือบ ๒๐๐ บาท แต่นี่สำหรับผมซื้อ มาจากเกษตรกรตอนเช้ากิโลกรัมละไม่เกิน ๓๐ บาท ที่เขาใส่กระบุงนะครับ ใส่กระบุงขาย ชาวบ้านหาบมานี่ เพราะฉะนั้นวิวัฒนาการมันก็จะต่างไป พอถึงตรงนี้ก็จะบรรจุภัณฑ์ มีซิปล็อก (Zip lock) และไม่แตก กันความชื้นได้ เป็นข้าวเกษตรอินทรีย์ก็แพงขึ้นมาหน่อย แต่ในอดีตผมไปที่ไหนก็ใช้แบบถุงอย่างนี้ครับซื้อกันมา และผมจะบอกว่าที่ผมถือนี่คือ ข้าวอะไรต่อไปอีกทีหนึ่งนะครับ สำหรับข้าวตัวนี้คือข้าวสังข์หยดของพัทลุงซึ่งแพงมาก แล้วก็เป็นที่เลื่องลือ ข้าวตัวนี้คือข้าวไรซ์เบอรี่แพง ๑๐๐ กว่าบาท ๑ กิโลกรัมนะครับ ท่านลองคิดตันหนึ่งก็เกือบจะเป็นแสนบาทนะครับ ถ้ากิโลกรัมละ ๕๐ บาท ตันหนึ่งก็ ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้า ๑๐๐ บาทก็ตันละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เกษตรกรกินข้าวไม่ไหวหรอกแบบนี้ ตัวนี้ข้าวหอมนิลกล้องทุ่งกุลาร้องไห้ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยร้องไห้แล้ว แต่ว่าถ้าเราทำไม่ดีในอนาคต อาจจะร้องไห้ต่อไป ตัวนี้ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวที่เราภูมิอกภูมิใจนักหนาคือข้าวหอมมะลิ เดี๋ยวผมจะบอกว่าข้าวหอมมะลิมันมาได้อย่างไร
ต่อไปเป็นภาพของโรงสีข้าวพระราชทาน ท่านดูได้เลยครับที่อ่าวน้อย อันนี้โรงสีข้าวพระราชทานผลิตออกมาได้มาตรฐานไม่ต่างกว่าโรงสีที่ท่านนำเสนอเลย ไปดูได้ และผมเคยไปดูมาหลายที่แล้ว แถวภาคเหนือก็มีนะครับ
ต่อไปเป็นภาพสหกรณ์ ท่านพูดถึงสหกรณ์นะครับ ผมต้องเอาสหกรณ์มาดู สักอันหนึ่ง สหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด บ้านท่านรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่อยู่ บนบัลลังก์นี่ล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ท่านก็แย้งผมได้นะครับว่าเมืองนี้ก็เป็นเมือง
ภาพนี้ยังไม่สุดท้ายนะครับ ก็คือภาพที่ผมฉายให้ดูว่าเป็นอย่างไร ผมพูดถึง ประวัติข้าว คนกินข้าวหอมมะลิร้อยแปดจิปาถะสักหน่อยเถอะ แม้พูดแล้วน้ำตาเล็ดเลยนะ พอพูดถึงชาวนาไทยนี่นะสงสารชาวนาไทยจนน้ำตาเล็ด แต่รวยกันเยอะ ท่านประธานครับ เพิ่ง ๑๐ นาทีขออีก ๑๐ นาที เพราะว่า ๒ เรื่อง ข้าวหอมมะลินี่นะครับเป็นข้าวที่ไหนครับ ต้นกำเนิดที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา และประวัติก็คือนายสุนทร สีหะเนิน เจ้าพนักงานข้าว สมัยโน้นนะ ปี ๒๔๙๗ นำรวงข้าว ๑๙๙ รวงไปให้ดอกเตอร์ครุย บุณยสิงห์ ท่านอดีตรองอธิบดี กรมชลประทาน ท่านคงรู้จักนะ ท่านเป็นผู้อำนวยการกองบำรุงพันธุ์ข้าวในขณะนั้น นำไปปลูกคัดพันธุ์ที่โคกสำโรง ที่ตำบลถลุงเหล็ก สมัยนั้นคนที่ดูแลเรื่องนี้คือนายมังกร จูมทอง อยู่ที่ถลุงเหล็กสมัยรัฐบาลท่าน จอมพล ถนอม กิตติขจร และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้นก็คือ จอมพล ประภาส จารุเสถียร ภายใต้การนำของ นายโอภาส พลศิลป์ หัวหน้าสถานีทดลองข้าวโคกสำโรง เดี๋ยวนี้เป็นสถานีทดลองข้าวลพบุรี นี่ที่มา หลังจากนั้นก็ไปทดลองปลูกหลายที่นะครับ เราเรียกว่าข้าวพันธุ์ กข ๑๕ หรือ ข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ นะครับ จนถึงเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ นี่นะครับทางราชการ ก็ประกาศข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ หรือ กข ๑๕ เป็นข้าวหอมมะลิ และเมื่อนำไปปลูกที่ ทุ่งกุลาร้องไห้ท่านต้องเข้าใจนิดนะครับ ทุ่งกุลาร้องไห้นี่มันกินพื้นที่บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร และมหาสารคาม ไม่มีกาฬสินธุ์ กาฬสินธุ์อยู่ชายขอบ แต่ทำไมรู้ไหมครับท่าน เมื่อปลูกใหม่ ๆ ผลผลิตต่อไร่หรือภาษาอังกฤษเรียกว่ายีลด์ (Yield) ต่ำมาก ๓๐-๔๐ ถังต่อไร่ ไม่คุ้มครับ ปลูกอย่างไรก็ลำบาก ชาวนาก็ต้องจน ต่อมาก็พัฒนาเรื่อยผมหวังว่าในอนาคต ผลิตผลก็จะสูงขึ้นอันนี้เป็นที่มานะครับ แต่ทีนี้ถามว่าแล้วที่ผมถือนี่คืออะไร ผมไปซื้อมา ทั้งหมดซื้อมานี่คือข้าวเหนียวเขี้ยวงู ชื่อจริง ๆ อย่างนี้เลยครับท่านไปดูได้ เขี้ยวงูที่ไหนครับ ผลิตดีที่สุดในประเทศไทยคือที่แม่จัน เชียงราย กิโลกรัมละ ๕๐ บาทครับ ไม่ว่าท่านจะไปซื้อ ข้าวเหนียวร้านใหญ่ร้านโตที่กระทรวงมหาดไทย ร้อยแปดจิปาถะไม่ว่าที่ไหนต้องใช้ ข้าวเหนียวเขี้ยวงูซึ่งดีกว่าข้าวเหนียวสันป่าตองซึ่งผมหาไม่เจอ ผมเจอเฉพาะอันนี้ แต่มีนะครับ อันนี้ก็เป็นที่มาทั้งนั้นก่อนที่ท่านจะพูดถึงเรื่องสหกรณ์ เรื่องของข้าวจะไปสู่นานาชาติ ร้อยแปดจิปาถะนะครับ ช่วยเหลือเกษตรกรต้องเข้าใจเสียก่อนว่าข้าวเหล่านี้มีประวัติและ มีจีไอ (GI) คือมีข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทุกตัวและท่านจะนำข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ไปปลูกที่สงขลา ร้องไห้จริง ๆ ครับผลผลิตจะไม่หอม หอมคือหอมอะไรเหมือนหอมใบเตย ถ้าตอนนี้ท่านกิน ข้าวหอมมะลิใหม่ ๆ จากทุ่งกุลาร้องไห้ ท่านครับหอมไปทั้งหมู่บ้านเลยครับ กลิ่นนะครับ ถ้าหุงข้าวแบบโบราณจะเป็นอย่างนั้นเลยครับ แต่นี่ผมหันมาพูดถึงสหกรณ์ของท่านหน่อย ผมเอาของท่านมาเลย สหกรณ์ สกก. ของท่านมี ๓,๖๙๐ ทำธุรกิจ ๔๔๔ แห่ง ปริมาณข้าว ๒๘ เรื่อยไปจนถึงท่านพูดไปถึง ปี ๒๕๖๓ จะมีการทำธุรกิจข้าว ๕๓๓ แห่งนะครับ ปริมาณข้าว ๕.๖ ล้านตัน เมื่อกี้ท่านกรรมาธิการก็บอกแล้วว่าคู่แข่งเราเต็มแผ่นดินเลยครับ อเมริกา ก็คู่แข่ง อินเดียก็คู่แข่ง สมัยก่อนฟิลิปปินส์ต้องซื้อข้าวประเทศไทย เพราะเกิดพายุตลอด เดี๋ยวนี้เขาผลิตได้ อินโดนีเซียก็เช่นเดียวกัน รอบ ๆ ประเทศนี้คู่แข่งหมด คำถามถามต่อไปว่า เราพัฒนาเฉพาะเรื่องที่จะให้มันเกิดขึ้นขณะนี้ที่ท่านพูดนี่นะครับ ต้องถามต่อไปว่าท่านจะ ไปขายที่ไหน ขณะนี้ที่บ้านผม นี่ผมไปเอามาจากภรรยาผมไปขอมา ไปยืมมา เดี๋ยวต้องเอาไปคืน ท่านครับกินไป ๒ คนตายายอีกครึ่งปียังไม่หมดเลย คำถามต่อไปว่าจะต้องแปรรูป ท่านเห็นไหมว่า แปรรูปอะไร เส้นหมี่ขาวที่เราชอบกิน ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเส้นหมี่ขาวก็ทำมาจากข้าว ต้องพัฒนา ออกไปอีกรูปแบบหนึ่งในการที่จะส่งข้าวในรูปแบบอื่น ๆ ไปสู่ต่างประเทศ แต่ผมก็สงสัย เหมือนกันนะครับ ภาพต่อไป นี่ข้อเสนอของผมเดี๋ยวท่านเห็นข้อเสนอของผม และผมก็ อภิปรายไปด้วยนะครับ ผมก็อยากจะเรียนท่านว่าข้อที่ ๑ ผมอยากเสนอแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ ไปด้วย ก่อนจะถึงข้อเสนอ ย้อนกลับมาอีก ๒ ภาพครับ เห็นไหมข้าวสวยกับข้าวไทยต้องพัฒนาให้กินง่ายกว่านี้ ถ้าต้องยกเป็นสำรับกินไม่ไหวแล้ว ภาพต่อไปผมไปหาแล้วในครัวไม่มี ได้แต่รูปมาคือข้าวเหนียวเป็นอย่างไรครับ ข้าวเหนียวมะม่วง ไม่ใช่ข้าวเหนียวมะละกออย่างที่ท่านรัฐมนตรีท่านพูดข้างหน้าผมนี่นะครับ อันนี้ก็คือ พอกินมาก ๆ ก็อ้วน อ้วนก็น้ำหนักเกินตามที่กระทรวงสาธารณสุขท่านว่าก็เป็นปัญหาอีก แต่ถ้าไม่กินก็ไม่มีแรงอย่างคนอีสานบอก ข้อเสนอ
ข้อ ๑ ข้าวพื้นเมืองชนิดต่าง ๆ มีผลผลิตต่อไร่ต่ำมากจึงต้องพัฒนา ให้มีผลผลิตสูงขึ้น เรามีกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ร้อยแปดจิปาถะต้อง บูรณาการไหมครับ ที่ผ่านมาอาจจะต่างคนต่างทำเพราะจะต้องตั้งงบประมาณของตัวเอง ก็ฝากท่านกรรมาธิการไปดู
ข้อ ๒ การพัฒนาข้าวต้องคำนึงถึงข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือภาษาอังกฤษ เรียกสั้น ๆ ว่าจีไอ (GI) ว่าข้าวชนิดใดต้องปลูกที่ใด ในฤดูใด ไม่ใช่ท่านเอาข้าวหอมมะลิ ไปปลูกที่เชียงรายและปลูกฤดูนี้ถึงจะมีน้ำก็ต้องใช้คำว่าไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ข้าวหอมมะลิ ต้องปลูกที่ทุ่งกุลาร้องไห้จึงจะได้คุณภาพสูง แต่ไม่ใช่เอาข้าวหอมมะลิไปปลูกที่อื่นอย่างที่ ผมได้กราบเรียนแล้ว
ข้อ ๓ ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับการทำนาให้ทันสมัย นับตั้งแต่ คัดพันธุ์ ก่อนปลูกข้าว เตรียมแปลง ขณะปลูกข้าว การเก็บเกี่ยวท่านกรรมาธิการบางท่าน ก็จะรู้ว่าโพสต์ฮาร์เวสต์ (Postharvest) สำคัญมาก เขาเรียนถึงปริญญาเอกนะครับ ตลอดจน กรรมวิธีการเก็บรักษาข้าวและนำไปสู่ตลาดอย่างเป็นระบบ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ท่านต้องบูรณาการ ในการทำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งกระทรวงและกระทรวงพาณิชย์ทั้งกระทรวง ไม่ใช่กรรมาธิการหรือ สปท. อย่างเดียวนะครับ
ข้อ ๔ ต้องพัฒนาระบบชลประทาน อดีตอธิบดีกรมชลประทานซึ่งผมเคารพรัก ท่านก็นั่งอยู่ข้างบน ให้เข้าถึงแปลงนาของชาวนาอย่างทั่วถึง อย่างทั่วถึงนะครับ ท่านไปดูสิครับ ผมมีที่ดินอยู่ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ไปขุดไว้ให้เป็นร่องเป็นอะไรไม่มีน้ำเลยครับ อยากให้ ท่านกรรมาธิการไปดู เสียเงินไปตั้งเท่าไรก็ต้องเข้าให้ทั่วถึง ถ้ามันยังทำร่องไม่ได้ ทำขุดคลอง ไม่ได้ก็ต้องทำแก้มลิงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ให้ทั่วประเทศไทย
ข้อ ๕ ต้องเร่งรัดจัดระบบสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์อื่น ๆ ให้เป็นที่พึ่งของเกษตรอย่างแท้จริง เจ้าหน้าที่ที่จะทำงานในสหกรณ์ต้องมีจิตวิญญาณ รักประชาชน รักเกษตรกร อย่าไปกินนอกกินใน ปุ๋ยก็ต้องขายของปุ๋ย ๑๖ ๑๖ ๑๖ ก็ต้อง ๑๖ ๑๖ ๑๖ ๑๐ ๑๕ ๑๖ ก็ต้องเหมือนได้สูตรตามนี้ ไม่ใช่ขายราคาแพงแต่ปุ๋ยไม่ได้ มาตรฐาน การนำไปสู่ตลาดก็เช่นเดียวกัน ท่านต้องระมัดระวัง และผมอยากจะกราบเรียนไปว่า ผมมองไม่เห็นท่านปีติพงศ์นั่งอยู่ที่นี่ ท่านปีติพงศ์ ผมขออนุญาตท่านแล้ว ท่านอยู่สำนักงาน ปฏิรูปที่ดินมาตั้งแต่ตั้ง และผมก็อยู่กับท่านมาตั้งแต่ตั้งและผมก็ออกจากปฏิรูปที่ดินไป ผมเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินเก่านะ คือในประเทศไต้หวันผมยกตัวอย่างเลยว่าเขาต้อง ปฏิรูปที่ดินบวกกับจัดรูปที่ดิน ท่านรองปลัดท่านก็จะเป็นพยานได้ว่าจัดรูปที่ดินสำคัญมาก ไม่ใช่ที่ดินลุ่ม ๆ ดอน ๆ เอาน้ำขึ้นก็ไม่ถึง ต้องจัดรูปที่ดินไปพร้อมกับปฏิรูปที่ดิน ท่านประธาน ขออีกนิดเดียวครับ ไปพร้อมกันแต่เราก็ไม่ได้ทำใช่ไหมครับเราก็แบ่งแปลง แบ่งเอานี่ไปให้ ๒๕ ไร่แล้วก็ขายทิ้งกันไปปลูกยางพารา ปลูกอะไรร้อยแปดจิปาถะ ปลูกข้าวโพดแล้วก็ไปเป็น ของไม่ใช่เกษตรกรเสียเยอะ ต้องจัดรูปที่ดินพร้อมกับปฏิรูปที่ดินไปพร้อมกัน เราก็ทำกัน คนละกรม ผมก็ไม่อยากพูดมาก ผมมาดูหน้านี้ของท่านดีกว่า หน้า ๑๑ นี่ท่านบอกว่าจะต้องปฏิรูป ระยะเวลาสัก ๙๐ วัน ทำไมต้องเอาจังหวัดกาฬสินธุ์เมื่อกี้ท่านอธิบายไปแล้ว แต่ผมอยากจะ บอกท่านว่าถ้าท่านเอาจังหวัดกาฬสินธุ์แล้วผมอยู่มหาสารคามผมมีความรู้สึกที่ดีต่อ สปท. ไหมครับ หรือถ้าผมอยู่ชัยนาทผมจะมีความรู้สึกอย่างไรทำไมถึงต้องเอากาฬสินธุ์ เมื่อกี้ ท่านก็บอกไปแล้วว่าอีสต์เวสต์ (East West) มันมีถนนร้อยแปดจิปาถะผมก็ไม่เถียง ผมอ่าน หมดแล้ว ถ้าถามผมว่าจะทำอย่างไร ถ้าถามผมผมเสนอท่านนำเสนอสักอย่างน้อยภาคละ ๑ หรือ ๒ จังหวัดได้ไหมครับ ผมถามถ้าผมเป็นเกษตรกรภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ผมจะ มีความรู้สึกอย่างไร สปท. แห่งนี้ต้องนำกาฬสินธุ์มาเป็นโมเดล (Model) เป็นตัวอย่าง และที่นี่ก็ไม่มีข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่ามีข้าวพันธุ์ไหนที่มันวิเศษเลิศเลออยู่ในจังหวัดนี้ ด้วยความเคารพผมเห็นด้วยที่ท่านจะเอากาฬสินธุ์ และท่านก็บอกต่อไปว่าเนื่องจากมีการลงทุน ของ บริษัท อีสเทิร์น ไรซ์ มิลล์ จำกัด เมื่อกี้ท่านก็ขึ้นไปแล้วโรงสีอย่างใหญ่โตมโหฬาร ถามว่าแล้วเกษตรกรจะได้อะไรสักเท่าไร ท่านครับเราจะปฏิรูปจะพัฒนาประเทศยุคใหม่ ยุค ๔.๐ ก็ให้นึกถึงเกษตรกรตาดำ ๆ ก็แล้วกัน ไม่ใช่พอถึงเวลาก็ขายให้กับโรงสีใหญ่ ๆ ไปเสร็จแล้ว ก็ไปซื้อกินใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนายั่งยืนอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรี พูดทุกวันศุกร์จะไม่ประสบความสำเร็จ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพใช้เวลา มากไปนิดหนึ่งแต่อยากให้เกิดประโยชน์ท่านทำมาดีแล้ว ขออนุญาตท่านไปปรับปรุงอีกสักนิด ดีไหมครับก็จะทำให้ประชาชนโดยทุกหมู่เหล่าของประเทศชื่นอกชื่นใจกับ สปท. ของเรา ด้วยความเคารพนะครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ กระผมก็จะขออภิปรายทั้ง ๒ รายงานเลยนะครับ คือรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การจัดการข้าว โดยระบบสหกรณ์ แล้วก็รายงานเรื่อง นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์ Rice City Pilot Project : Kalasin Province ถ้าหากจะเกินเวลา ๑๐ นาทีไปบ้างก็ต้องขออภัยด้วย เพราะว่ามีทั้ง ๒ รายงาน ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ได้ผลิตรายงานที่ผมอ่านแล้วก็ได้ความรู้มาก แล้วก็ดีมาก โดยเฉพาะรายงานเรื่องแรก เรื่อง การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่อง ที่ถูกโฉลกพอดีเพราะว่าเช้านี้พอเราเข้ามาเซ็นชื่อเราก็ได้รับของขวัญปีใหม่เป็นข้าวถึง ๒ ห่อ เลยนะครับ อันหนึ่งก็มาจากท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติข้าวหอมมะลิแท้ ตราไดโนเสาร์จากโรงสีที่ยโสธร และอีกอันหนึ่งก็จากท่านรองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ของเราเองท่านอลงกรณ์ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์จาก บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีนครราชสีมาวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งก็อยู่ในรายงานเรื่องกาฬสินธุ์ด้วย ท่านจะจัดตั้ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีที่กาฬสินธุ์ด้วย รายงาน เรื่อง การจัดการข้าว โดยระบบสหกรณ์ เรื่องแรกของกรรมาธิการเศรษฐกิจผมอ่านดูก็มีสาระสำคัญหลัก ๆ ที่น่าสนใจแล้วก็ได้ความรู้มากเลยเช่น ประเทศไทยเรามีพื้นที่ปลูกข้าวลดลงจาก ๘๐ ล้านไร่ ตอนนี้ก็เหลืออยู่ ๖๙ ล้านไร่ เรามีผลผลิตข้าวเปลือกปีละ ๓๑.๔ ล้านตันข้าวเปลือก และเราก็มี ความต้องการข้าวสารปีละ ๑๖ ล้านตันเศษ ใช้ในประเทศบริโภคเอง ๗ ล้านตันแล้วก็ส่งออก ๙ ล้านตัน การส่งออกข้าวก็ทำรายได้มากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้านนะครับ แล้วก็ประเทศไทย เราก็ครองสถิติเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกอันดับ ๑ อันดับ ๒ มากว่า ๓๐ ปีแล้ว
สำหรับเรื่องสหกรณ์ประเทศเราก็มีจดทะเบียนสหกรณ์การเกษตรอยู่ ๓,๖๙๐ แห่ง แล้วก็มีมูลค่าทางการเกษตรต่าง ๆ สินค้าเกษตรที่เข้ามาอยู่สหกรณ์ ๘๔,๐๐๐ ล้าน แต่จากสหกรณ์การเกษตร ๓,๗๐๐ แห่งเป็นสหกรณ์การเกษตรที่ทำเรื่องแปรรูปข้าวเพียง ๔๔๔ แห่งเท่านั้น แล้วก็ในปี ๒๕๕๘ ที่มีสถิติล่าสุด ธ.ก.ส. ก็ได้ให้สินเชื่อการเกษตรในเรื่องข้าว เป็นเงินร่วม ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมารวบรวมข้าวเปลือกแล้วก็ไปแปรรูปสีเป็นข้าวสาร แต่ก็พบว่ากลุ่มเกษตรกร ๕๑๑ กลุ่มที่ได้รับสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. ไปรวบรวมข้าวเปลือกได้ ๔,๔๐๐ ล้านตัน แต่นำไปขายเป็นข้าวเปลือกอย่างเดิมถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตันหรือ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ที่ทำไปแปรรูปจริง ๆ เพียง ๘ เปอร์เซ็นต์หรือ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตันเท่านั้นเอง อันนี้ก็สะท้อน ให้เห็นว่าทำไมเกษตรกรเราถึงยากจน เพราะเราไม่ค่อยคิดที่จะต่อยอดแปรรูปนะครับ รายงานของท่านก็ได้วิเคราะห์และรวบรวมปัญหาของข้าวไทยไว้ได้อย่างดีมาก ต้องขอชมเชย โดยเฉพาะแผนภูมิที่สรุปเหมือนอินทีเกรเตด (Integrated) ที่เราอ่านให้ไลน์ (Line) เลยนะครับ คือในหน้า ๕ ของรายงานเรื่องการจัดการสหกรณ์ข้าว สรุปสั้น ๆ ก็คือการผลิตและ อุตสาหกรรมข้าวไทยมีจุดอ่อนอยู่ ๓ ประเด็นหลัก ก็คือเรื่องเสถียรภาพด้านการตลาด อันส่งผลกระทบต่อราคาข้าว ความอ่อนแอของระบบการผลิตข้าว แล้วก็ความอ่อนแอ ขององค์กรชาวนาในการรวมกลุ่ม ตลอดจนขาดการบริหารจัดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ตามหลักการตลาดนำการผลิตเรามักจะผลิตนำตลาด ไม่ใช่ตลาดนำผลิต แล้วก็รายงาน ก็ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของสหกรณ์ต้นแบบอย่างที่ท่านยกมาที่ว่าเป็นเบสต์แพร็กทิช (Best Practice) ที่มีโมเดล (Model) ที่น่าสนใจ ๒ อันก็คือการจัดการข้าวเพื่อยกระดับรายได้ ชาวนาอย่างยั่งยืนที่จังหวัดนครสวรรค์ อีกอันก็คือการสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่จังหวัดนครสวรรค์ ธ.ก.ส. ได้ให้สินเชื่อกลุ่มเกษตรกรเป็นสินเชื่อฝากข้าว ไว้กับโรงสีแล้วก็จ้างโรงสีสีข้าวที่ซื้อมาจากสมาชิกสหกรณ์ ผลลัพธ์ของการฝากข้าวก็คือ ชะลอการขายข้าวแล้วก็เมื่อขายในราคาที่ดีขึ้น ก็ทำให้สหกรณ์การเกษตรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์พยุงราคาข้าวไม่ให้ต่ำ แล้วก็สมาชิกก็ได้ผลประโยชน์ ในราคาที่เป็นธรรม แล้วก็ยังได้เงินปันผลจากกำไรของสหกรณ์ ซึ่งอันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ส่วนโมเดล (Model) ของจังหวัดร้อยเอ็ดก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่สหกรณ์การเกษตรก็ได้สินเชื่อมาจาก ธ.ก.ส. แล้วก็ไปซื้อข้าวหอมมะลิเพื่อชะลอการขาย รอการขาย แล้วก็บางส่วนก็นำไปแปรรูปเป็นข้าวถุง ผลลัพธ์ก็คือชาวนาที่จังหวัดร้อยเอ็ด เขาก็ขายข้าวในราคาเฉลี่ยสูงกว่าตลาดถึงตันละ ๑๐๐ บาท แล้วก็มีเงินปันผลให้สมาชิก แล้วก็ยังมีการรวบรวมข้าวเปลือกหอมมะลิมาแปรรูปเป็นข้าวสารหอมมะลิถุงละ ๕ กิโลกรัม ภายใต้แบรนด์ (Brand) ของเขาเองชื่อว่าเอไรซ์ (A-Rice) ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมก็ไม่เคยทราบมาก่อน ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจก็กำหนดประเด็นว่าโมเดล (Model) ของ ๒ จังหวัดน่าจะเป็นตัวอย่างของการมีประสิทธิภาพของระบบสหกรณ์ จึงกำหนดว่าจะนำ ระบบสหกรณ์มาใช้ประโยชน์โดยเสนอเรื่องของพัฒนาการผลิต เรื่องของพัฒนาการตลาด แล้วก็อีกอันที่เป็นเรื่องใหม่ก็คือเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ โดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้ ข้าวเปลือก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันต่อปีของฤดูการผลิต ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณข้าวที่คาดว่าจะออกมามาอยู่ภายใต้ระบบที่ท่านเสนอนะครับ โดยท่านก็มี แนวทางขับเคลื่อนตามโมเดล (Model) ทั้ง ๒ จังหวัดที่ว่านี้ก็คือแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนา ข้าวเชิงพื้นที่ บริหารจัดการข้าวเชิงพื้นที่ แอเรียเบสแอปโพรซ (Area-based Approach) ใช้โมเดล (Model) นครสวรรค์กับโมเดล (Model) ร้อยเอ็ดที่ท่านศึกษามา ได้แก่การให้สินเชื่อ รวบรวมข้าวเปลือก สินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวและต่อยอดเป็นโครงการเกษตรแปรรูป เพื่อลดต้นทุนนะครับ นอกจากนั้นก็จะไปดูแลเรื่องสัญญาเก็บรักษาข้าวเปลือก การตรวจสต็อก (Stock) ยุ้งฉาง โรงอบ เงื่อนไขทำประกันแล้วก็เรื่องเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม ใช้การตลาดนำการผลิต โดยยกร่างการจัดตั้ง บริษัท ค้าผลิตภัณฑ์ข้าวไทย จำกัด ซึ่งเข้าใจว่าคงไม่ใช่วิสาหกิจชุมชน เพื่อบริหารจัดการในเรื่องซัปพลายเชน (Supply Chain) ของข้าวทำการศึกษายกร่างกองทุน พัฒนาข้าวไทยโดยพูดเอ่ยถึงว่าอยากจะเป็นคล้าย ๆ กองทุนอ้อยและน้ำตาลเพื่อมาแบ่งปัน ผลประโยชน์หรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเอามาใช้ได้อย่างไรนะครับ แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือทำฐานข้อมูลข้าวหรือระบบสารสนเทศของข้าวโดยโปรแกรม ที่ท่านเรียกว่า เอ็มเคพีไรซ์ (MKP Rice) ซึ่งจะช่วยให้มีข้อมูลและยกระดับรายได้ชาวนาแล้วก็รวมทั้ง ปรับปรุงกฎหมาย อาจจะเป็น พ.ร.บ. ข้าวหรือ พ.ร.บ. สหกรณ์ ในเรื่องนี้ผมก็มีความเห็นแล้วก็ ข้อสังเกตอยากจะฝากไปยังท่านกรรมาธิการ
ประเด็นแรกก็คือว่าเรื่องของกองทุนพัฒนาระบบข้าวไทยก็เป็นภารกิจ ที่ยิ่งใหญ่ เป็นการพัฒนาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวให้มีคุณภาพ มันจะซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ หน่วยงานของรัฐบางหน่วยเขาได้ทำอยู่แล้ว โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเปล่าอย่างไร ก็ต้องไปดูเพราะว่ามีหลายหน่วย ในเรื่องของการประกันภัยข้าวก็เป็น หลักการที่ดี แต่ว่าต้องถามให้ชัดลงไปว่าแล้วใครเป็นผู้เอาประกันครับ เป็นเกษตรกรเอง หรือว่าองค์กรอื่นมาเอาประกันแล้วก็จะประกันความเสี่ยงเกษตรกรเขาจะมีความรู้ได้อย่างไร แล้วก็อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโดยอบรมให้เขา ปลูกพืชหรือปลูกข้าวที่ได้รายได้สูงมากขึ้น อย่างเช่นตอนนี้ที่นิยมปลูกกันก็คือข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีดำ ๆ แต่ผมก็ว่ามันแพงแต่ผมก็ไม่ค่อยชอบกิน เพราะรู้สึกว่ามันสีดำกินแล้วกลัวฟันดำนะครับ ก็เลยชอบกินข้าวขาวเหมือนเดิมนะครับ
อีกเรื่องก็คือเรื่องการพัฒนาระบบข้าวไทย คือข้าวไทยผมคิดว่าจะพัฒนา ให้ชาวนาลืมตาอ้าปากมันต้องปลูกข้าวให้ตรงกับความต้องการตลาดก็คือใช้ตลาดนำการผลิต ต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานมีน้ำเพียงพอ ไม่มีน้ำก็ปลูกข้าวไม่ได้นะ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า ที่สำคัญกว่าก็คือจะต้องเกี่ยวข้องกับระบบชลประทานด้วย ท่านเลิศวิโรจน์ก็ทราบดีนะครับ สำหรับข้อสังเกตข้อ ๒ คือเรื่องของการจัดตั้ง บริษัท ค้าผลิตภัณฑ์ข้าวไทย จำกัด มันก็ยังไม่ค่อยชัดเจนว่าอันนี้มันจะออกไปนอกระบบสหกรณ์หรือเปล่านะครับ แล้วก็ สหกรณ์การเกษตรหรือชาวนาที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรจะได้รับประโยชน์จาก บริษัท ค้าผลิตภัณฑ์ข้าวไทย จำกัด อย่างไร หรือว่าเขาจะเป็นตัวไปทำตลาด แต่ว่าจริง ๆ เขาก็ต้องทำกำไรด้วย แล้วก็ผลตอบแทนจะกลับมาถึงสมาชิกที่เป็นชาวนาชาวไร่อย่างไร ซึ่งผมคิดว่าโมเดล (Model) ที่ท่านยกตัวอย่างมาอย่างที่นครสวรรค์หรือร้อยเอ็ดมันก็เป็น โมเดล (Model) ที่ดี แต่พอมาสะดุดตรงคำว่า บริษัท ค้าผลิตภัณฑ์ข้าวไทย จำกัด มันเหมือน จะเป็นเทรดเดอร์ (Trader) หรือเปล่า หรือเป็นผู้ส่งออกหรือจะเป็นอะไร ซึ่งผมก็เป็นห่วงว่า ท่านตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาท่านจะไปแข่งขันกับคนมืออาชีพที่เขามีโรงสีค้าขายมาเป็นเจเนอเรชัน (Generation) หรือผู้ส่งออกที่ค้าขายมาเป็นสิบ ๆ ปีจะไปสู้เขาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นน่าจะ พัฒนาระบบสหกรณ์ไปอย่างที่ท่านพยายามดีกว่า แล้วก็สนับสนุนท่านในแนวคิดเรื่อง จัดการระบบจัดเก็บยุ้งฉาง ไซโล (Silo) ภาคประชาชน ลานตากข้าว รถเกี่ยวข้าวของ ชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อช่วยให้เขาลดค่าใช้จ่ายแล้วช่วยตนเองได้ลดค่าใช้จ่ายนะครับ ซึ่งงานเหล่านี้มันคงไม่ใช่งานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยลำพังแล้วก็ไม่ใช่งาน ของกระทรวงพาณิชย์โดยลำพัง จริง ๆ คนที่จะช่วยขับเคลื่อนท่านอย่างแรงก็คือ กระทรวงมหาดไทย จังหวัดกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัดได้ไหม แล้วก็สหกรณ์ จะเข้าไปช่วยระบบได้อย่างไรเพราะมันตรงกับชื่อเรื่องที่ท่านเสนอมานะครับ นอกจากนั้น สหกรณ์การเกษตรก็อาจร่วมมือกับนวัตกรรมอีกอย่างที่เรียกว่าวิสาหกิจชุมชน ในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากข้าว เช่น สบู่ รำข้าว หรือทำเป็นข้าวซ้อมมือหรือทำเป็นแกลบอัดแท่ง เชื้อเพลิงให้เกษตรกรขายเป็นรายได้เพิ่มอีกอันหนึ่ง
ส่วนเรื่องข้อเสนอของท่านเรื่องกองทุนพัฒนาระบบข้าวไทย ผมเองก็ยัง ไม่ชัดเจนถึงกลไกและวัตถุประสงค์ แต่ก็เป็นห่วงว่ามันคงจะไม่ง่ายเหมือนกองทุนอ้อยและ น้ำตาลทราย ขนาดกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกว่าจะผลักดันให้เข้ารูปเข้ารอย ก็ใช้เวลานาน และผมก็คิดว่าการจะทำระบบแบ่งปันผลประโยชน์ให้มันหยั่งรากเป็นไปได้ มันต้องทุกคน ทุกโรงสีต้องอยู่ในระบบ ไม่ใช่เพียง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันอยู่ในระบบ จะขายให้ ระบบนี้ก็ได้หรือไม่ขายก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นห่วงว่าอาจจะต้องคิดให้ครบลูป (Loop) สักนิดว่ามันจะทำได้จริงหรือเปล่า แล้วก็สนับสนุนอย่างยิ่งในเรื่องระบบสารสนเทศ ฐานข้อมูลบริหารจัดการข้าว แต่เรื่องนี้ฐานข้อมูลปัจจุบันหน่วยราชการเขาก็มีอยู่แล้ว สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือกระทรวงพาณิชย์ที่ทำเรื่องส่งออกข้าวเขาก็มีอยู่แล้ว ก็อยากจะให้บูรณาการกันด้วยนะครับ สำหรับเปเปอร์ (Paper) รายงานเรื่อง นำร่องเมืองข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ ผมก็มีความเห็นคล้าย ๆ ท่านสุรินทร์ในบางเรื่อง ก็คืออยากจะ มีข้อเสนอแนะเลยนะครับว่าเรื่องนี้จังหวัดกาฬสินธุ์จะเป็นยูนิต (Unit) ที่เล็กเกินไปหรือเปล่า เขามีพื้นที่ปลูกข้าวเท่าที่สำรวจมา ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ท่านจะเอาอุตสาหกรรมไปลงและมันจะให้ แต่กาฬสินธุ์ มันก็คงจะเป็นหรือเปล่า น่าจะทำเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) กลุ่มจังหวัดหรือเปล่า เพราะท่านจะเอาอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ไปลงมันก็ควรจะทั้งอีสาน และอาจจะ เรียกชื่ออะไรที่มันไม่รู้สึกว่าเป็นจังหวัดของใครของเขา และในที่สุดก็เลยไม่ได้รับความร่วมมือ
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการทำเกษตรแปลงใหญ่ในเชิงอุตสาหกรรม ก็มีความเป็นห่วง ว่าจะต้องใช้น้ำมาก คือจุดประสงค์เพื่อลดต้นทุนเกิดอีโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of Scale) แต่จะไปอ้างว่าเป็นแปลงใหญ่แล้วก็เลยขอใช้น้ำก่อนและรายเล็กเขาจะไม่ได้ใช้มันก็จะเป็น ปัญหาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องดูเรื่องน้ำ เรื่องชลประทานให้ดี แล้วก็เรื่องเกษตรพันธสัญญา ก็ต้องระวังด้วยว่าเป็นสัญญาที่เป็นธรรม ไม่อย่างนั้นมันก็จะทำให้เกษตรกรรายเล็กสูญเสีย ความเป็นเจ้าของ กลายเป็นลูกนา กลายเป็นผู้เช่าที่ไปปลูก และมันก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร กับชาวนา ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วก็ขอใช้ ที่สาธารณประโยชน์ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ๑,๕๐๐ ไร่ ผมคิดว่าท่านคงต้องไปให้จังหวัดร่วมมือดี ๆ สอบถามความคิดเห็นของชุมชนว่าเขายินดีหรือเปล่าให้เอาที่สาธารณประโยชน์ไปทำนา ให้กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และการที่ท่านตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษผมเองก็เข้าใจว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษมันจะอยู่ชายแดน ตั้งมาเพื่อให้อุตสาหกรรม การพาณิชย์ไปลงทุน แล้วก็แรงงานต่างชาติก็ไม่ต้องอพยพเข้ามาในเมือง แล้วก็พัฒนาชายแดนให้เพื่อนบ้าน ได้เจริญเท่ากับเรา แต่อันนี้มันจะมาตั้งอยู่กลางภาคอีสาน มันคงไม่ใช่แรงงานต่างชาติเข้ามา ขณะเดียวกันท่านให้แทกซ์อินเซนทิฟ (Tax Incentive) กับโรงสีสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ก็คงจะต้องเกิดคำถามว่าแล้วชาวนาจะได้อะไรจากแทกซ์อินเซนทิฟ (Tax Incentive) นี้ มันจะทริกเคิลดาวน์ (Trickle down) ไปถึงชาวนาได้อย่างไร มันจะลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างไร เพราะว่าแทกซ์อินเซนทิฟ (Tax Incentive) ก็ไปให้กับ อุตสาหกรรม ผมเห็นด้วยถ้าจะใช้ระบบสหกรณ์อย่างเปเปอร์ (Paper) แรกมาช่วยพัฒนา อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในพื้นที่หรือเป็นวิสาหกิจชุมชนโดยใช้ระบบสหกรณ์ ก็คิดว่า คงจะมีข้อคอมเมนต์ (Comment) เพียงเท่านี้ ก็ขอบคุณ และเปเปอร์ (Paper) ของท่าน เพราะผมอ่านแล้วก็ได้ความรู้เยอะแล้วก็อยากให้ประสบความสำเร็จ แต่คงจะต้องเอาไป ต่อยอดและมองให้ครบลูป (Loop) ครบรอบด้าน กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปเรียนเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ก็ได้ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายพร้อมกับที่คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงคิดว่าเป็นเรื่องราว ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง ก่อนหน้านี้เมื่อสักเดือนที่แล้ววันที่ราคาข้าวตกต่ำมาก เราก็เห็นกระแสของประชาชนทั้งหมดออกมาขานรับในการที่จะให้เกษตรกรมีโอกาสที่จะ ถึงผู้บริโภคโดยตรง แล้วก็เห็นประชาชนเขาออกมาเยอะมากครับ กลุ่มต่าง ๆ ก็อุตส่าห์ ไปรับข้าวจากชาวนามาขายกันโดยไม่เอากำไร เพราะรู้ว่าระบบกลไกของการค้าข้าว อย่างที่ ท่านคณะกรรมาธิการรายงาน คือจากชาวนา โรงสี แล้วก็ผู้ส่งออก ทั้ง ๓ บริบทที่พูดมา ชาวนา โรงสี ผู้ส่งออก เราก็เห็นระบบมันกลไกพิกลพิการ ชาวนาคือภาพของความยากจน โรงสีคือเถ้าแก่ โรงสีที่สนุกสนานมากับจำนำข้าว และพฤติกรรมทุกอย่างที่รัฐเข้าทำเกี่ยวกับ เรื่องข้าว ยิ่งผู้ส่งออกก็หมายถึงพ่อค้าส่งออกที่เอาส่วนต่างระหว่างชาวนากับผู้บริโภคมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ผมยืนยันเลยว่าท่านคิดได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง ในยุคปัจจุบันครับ การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ต้องบอกว่าพูดมาถึงใช่เลยครับ การจัดการข้าวกับระบบสหกรณ์ใช่เลยครับ เรากำลังจะพาประเทศไปที่ ๔.๐ แต่โดยสภาพ ความเป็นจริงครับ ชาวนา ถ้าพูดผมว่ามาถึง ๒.๐ ได้กระมังครับ ขนาดมาถึง ๒.๐ เมื่อราคา ข้าวตกต่ำ รัฐบาลประกาศรับจำนำในยุ้งฉางของชาวนา มีเสียงสะท้อนทั่วประเทศครับ ชาวนาปัจจุบันไม่มียุ้งฉางแล้ว ชาวนาไม่ได้อยู่ที่ ๑.๐ แล้วครับ ไม่ใช่ชาวนาที่มียุ้งฉางตัวเอง เกี่ยวข้าวได้ ขึ้นยุ้งฉางได้ จำเป็นเมื่อไรเอาข้าวจากยุ้งฉางไปสีโรงสี ไปขายตามตลาดนัด แล้วเอามาใช้จ่าย ชาวนาพ้นยุคนั้นไปแล้ว ที่กรรมาธิการพูดถูกครับ เดี๋ยวนี้คนประกอบ อาชีพทำนาเป็นผู้สูงอายุที่ส่วนใหญ่ วัยแรงงานทั้งหมดไหลออกจากทุ่งนาไปครับ พร้อมกับ ทิศทางการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบอุตสาหกรรม หนุ่มสาวไปอยู่ในอุตสาหกรรมหมดแล้ว คนที่อยู่กับวิถีทำนากลายเป็นผู้สูงอายุ และเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาก็ถูกพัฒนาเข้าไปอยู่ไร่นา แทนแรงงานทั้งหมด เดี๋ยวนี้ชาวนารถไถแล้วครับ วัว ควายเกือบหาไม่เจอแล้ว รถไถนา เดี๋ยวนี้ก็รับจ้างไถนาไม่ใช่รถเล็ก ไม่ใช่รถไถเดินตามหรือควายเหล็กแล้ว รถไถนาขนาดใหญ่ ลงในทุ่งนา แล้วก็รับไถ ตั้งแต่ไถพรวน ไถคราด ไถทุกอย่าง ตกไร่ละเท่าไร เก็บสตางค์กัน ตรงนั้นจบ เดี๋ยวนี้นาเขาไม่ได้ดำ เขาเริ่มหว่านแล้ว หว่านจากใช้มือหว่านจนใช้เครื่องพ่นหว่าน เดี๋ยวนี้ข้าวไม่ได้เก็บกับเคียวแล้ว เครื่องตัดข้าวลงไปสู่ท้องนาทั้งหมด เดี๋ยวนี้วิถีชาวนา ไม่ได้ปลูกข้าวไว้เผื่อกินเองแล้วครับ ชาวนาปลูกข้าวไว้ขายหรือเพื่อจำนำรัฐบาล วันที่รถไถนา รถเกี่ยวข้าวลงไปสู่ท้องทุ่งนา วันนี้มันเก็บข้าวทั้งหมดทุกเม็ดจากทุ่งนาไปโรงสีแล้ว ผมเคย ลองทำนาดู ตรงแถวนี้นนทบุรี ปทุมธานี ที่นั่นเขาปลูกข้าวเพื่อให้รถสีเข้ามาเก็บแล้วเอาไปขาย ผมไปปลูกข้าวหอมปทุม ๑ เป็นข้าวหอมปทุม หวังว่าปลูกแล้วเผื่อได้กินเอง ปรากฏยุ่งที่สุด ปกติเวลารถมาเกี่ยวข้าวนาชาวบ้านเขาคิดไร่ละ ๒๕๐ บาท ของผมเขาคิดไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เพราะว่าผมต้องเอาข้าวเก็บไว้เอง ของชาวนาเก็บเข้าโรงสีเขาคิด ๒๕๐ บาท ใส่กระสอบเสร็จ พาขึ้นรถเสร็จไปส่งโรงสีเสร็จ ของผมเก็บเกี่ยวข้าวหอมปทุม ๑ เพื่อเก็บไว้กินเอง เขาคิดเป็น ๑,๐๐๐ บาท เพราะว่าผมไม่อยู่ในวิถีการผลิตของเขา ไม่อยู่ในระบบของเขา เพราะฉะนั้น ผมต้องจ่ายราคาพิเศษไป เพราะฉะนั้นวันนี้ชาวนามาถึง ๒.๐ แล้วครับ ไม่มียุ้งฉางเอง รัฐบาลประกาศจำนำในยุ้งฉางเมื่อไรชาวนาเดือดร้อนหมด ไม่รู้จะเก็บข้าวไว้ที่ไหน เพราะวันที่เกี่ยวข้าวมันไปโรงสีหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เลยบอกว่าท่านมาทันกับสถานการณ์ ท่านมีการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ บอกเลยครับว่าทันกับสถานการณ์ สหกรณ์ประเทศไทย เกิดมา ผมจำ พ.ศ. ไม่ได้ แต่ถ้านับอายุผมก็ก่อนอายุผมเกิด ก่อนอายุท่านประธาน กรรมาธิการด้วย ก่อนกรรมาธิการทุกท่าน แต่พอพูดถึงสหกรณ์แล้วก็เสียวหลังทุกที สหกรณ์ เครดิตยูเนียนหายไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไม่ระแคะระคายเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ผมก็คิดว่ามันต้องทำทั้ง ๒ ด้าน พร้อมกันครับ คนที่ปลูกข้าวก็ต้องจัดการครับ ทำอย่างไรให้เกษตรกรมีโอกาสกลับไปรองรับ วิถีสหกรณ์ให้ได้ ไม่ใช่เกษตรกรวันนี้ขายข้าวในนาหมด และสหกรณ์ตั้งมาก็ไม่สามารถยืนติดได้ เพราะข้าวไปโรงสีตั้งแต่เกี่ยวในนาแล้ว ข้าวจะเข้าระบบสหกรณ์ได้ถูกเก็บค่าเกี่ยวข้าว แพงกว่าข้าวที่ไปโรงสี ยุ้งฉางชาวนาที่ไว้เก็บข้าวเพื่อเตรียมเข้าสหกรณ์ไม่มีแล้วครับ ธ.ก.ส. ช่วยไม่ได้นะครับ ถ้าจะฟื้นกลับชาวนาเพื่อรองรับระบบสหกรณ์ มันต้องทำ ๒ อย่างพร้อมกัน แต่ท่านมาถูกทางครับ การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์คือวิถีที่ประเทศไทยต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นแล้วถ้าข้ามไปเรื่องที่ ๒ เมื่อไรผิดแนวเลยครับ ท่านพูดเรื่องสหกรณ์กับชาวนา พอเรื่องที่ ๒ ท่านไปเมืองข้าว ไปตั้งอยู่กลางโรงสีใหญ่ ๑,๓๐๐ ล้านบาท คำตอบมันขัดกัน โดยสิ้นเชิงครับ แต่เริ่มต้นผมคิดว่าเริ่มต้นถูกทาง แต่เรื่องที่ ๒ ผมคิดว่าเป็นคนละเรื่อง เดียวกันไปกันไม่ได้เลย ขณะที่เราจะนำชาวนาเข้าสู่ระบบสหกรณ์ ผมคิดว่าระบบราชการเรา ยังอยู่ที่ ๑.๐ ชาวนาเขาไป ๒.๐ แล้วครับ วันนี้ไปดูกรมตรวจบัญชีสหกรณ์สิครับว่ามันอยู่ที่ ๒ เท่าชาวนาแล้วหรือยัง ตราบใดที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ทำงานแย่ยิ่งกว่าธนาคารออมสิน เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว ผมเด็ก ๆ ไปฝากเงินธนาคารออมสินนึกถึงโรงเตี๊ยมครับที่มีเคาน์เตอร์แล้วก็ มีเก้าอี้ไม้นั่ง และเราก็ฝากสตางค์กันอย่างนั้น ท่านประธานกรรมาธิการกับผมก็ไปฝากอย่างนั้น ฝากทีละ ๕ บาท ๑๐ บาท จบ ป. ๔ ออกมาเหลือสตางค์ในธนาคารออมสินคนละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท จนจบปริญญาตรีสตางค์หายไปหมด ธนาคารออมสินอมสตางค์พวกท่าน กับรุ่นผมไปคนละ ๑๐๐-๒๐๐ บาทมาตลอด วันนี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถามว่าอยู่ตรงจุดไหน ก็ยกเครดิตยูเนียนหายไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังอื้ออ้าอยู่ เพราะฉะนั้นระบบสหกรณ์ไทยจึงล้มลุกคลุกคลานตลอด เพราะระบบสหกรณ์ของไทยก็อยู่ เท่ากับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คือ ๑.๐ สหกรณ์ล้มเพราะเกิดการทุจริตในระบบสหกรณ์ สหกรณ์ทำธุรกิจไม่เป็น รายงานของท่านก็ชัดครับว่าสหกรณ์ที่ยืนได้ ๖ เปอร์เซ็นต์ อีก ๖ เปอร์เซ็นต์ยืนไม่ได้ต้องเสริมเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานด้วยระบบการจัดการ เพราะฉะนั้นถ้าจะเกิดสหกรณ์ได้ต้องเสริมสร้างระบบการจัดการ และคนที่ต้องจัดการ คนแรกครับ หน่วยราชการต้องจัดการเสียก่อน ถ้าไม่จัดการกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ อย่าคิดเลยครับว่าสหกรณ์จะเกิดได้ วันนี้ขณะที่ชาวบ้าน เขารณรงค์กันทั่วครับไปซื้อข้าวจากชาวนามาขายถึงผู้บริโภค ถามว่าหน่วยงานของรัฐเราเต้น อยู่ตรงไหนบ้างครับ ธ.ก.ส. เคยคิดไหมครับ ธ.ก.ส. ซึ่งมีสาขาอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศเคยคิด จะเอาข้าวมาขายโดยตรงบ้างไหม วันนี้เซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) ก็จะทำนะครับ ธ.ก.ส. เรามีอยู่ทั่วประเทศคิดจะทำอย่างนั้นก่อนไหมครับ เอา ธ.ก.ส. ให้พ้นจาก ๑.๐ มา ๒.๐ มา ๓.๐ สิครับ และค่อยพาชาวนากลับไปที่ ๑.๐ เพื่อพาไป ๔.๐ พร้อมกับสหกรณ์ แต่ถ้าระบบราชการเป็นอย่างนี้ครับ ผมเชื่อได้เลยครับว่าเป็นความฝันครับ เป็นจริงได้ต้อง ปฏิรูประบบราชการครับเราฝันหลายเรื่องแต่ไม่กล้าแตะเรื่องใหญ่เรื่องเดียว คือเรื่องระบบ ราชการที่มันฝังรากลึกจนไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ ผมยืนยันครับเห็นด้วยกับแนวทางการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์แต่สิ่งที่ต้องศึกษาต่อยอด ไปจัดการกับวิถีคนทำนาเสียก่อน และที่ ๒ ก็คือไปจัดการกับวิธีสหกรณ์เสียก่อนโดยระบบราชการ ทั้งหมด ถ้า ธ.ก.ส. พัฒนามา ๔.๐ ได้เมื่อไร ผมเชื่อว่า ธ.ก.ส. จะเป็นที่ระบายสินค้าโดยตรง ให้กับประชาชนทั่วประเทศได้มากที่สุด แต่เราพัฒนา ธ.ก.ส. ไม่ได้ ขณะเดียวกันผมก็มีความเห็น เหมือนเพื่อนสมาชิก ๒ ท่านที่พูดมาก็คือโครงการ เรื่อง นำร่องเมืองข้าวที่กาฬสินธุ์นี้ ผมคิดว่า มันไปไม่ได้กับรายงานชิ้นแรก นำร่องเมืองข้าวจะเอาเป็นเมืองยางหรืออะไรว่าไป แต่เมื่อจะ พัฒนาระบบสหกรณ์ขึ้นมาให้ชาวนามีโอกาสที่จะแบ่งปันผลกำไรกันอย่างเป็นธรรม ๒ เรื่องนี้ ต้องแยกจากกันครับ แล้วก็ยืนยันครับ เห็นด้วยในการที่จะจัดการข้าวด้วยระบบสหกรณ์ แต่ฝากท่านกรรมาธิการไปศึกษาระบบปฏิรูปส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์และชาวนา ทั้งหมดพร้อม ๆ กันไปด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท สื่อปัญญาไทย จำกัด อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา เรียนเชิญค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมรู้สึกว่าได้อภิปราย ในประเด็นปัญหาที่มีคุณค่าต่อชาติบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่งจากผลงานอย่างตั้งใจของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นหัวข้อที่ท้าทายว่าจากการพูดคุยกัน ในวันนี้ จากการศึกษากันในวันนี้เผื่อว่าอีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะได้มาทบทวนกันว่าเรื่องที่คุยกัน วันนี้มันไปถึงไหน แท้ที่จริงท่านประธานครับ ในวันที่เกิดปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำอย่างน่าใจหาย ผู้คนห่วงใยชาวนากันทั้งแผ่นดิน ชาวนาสีข้าวมาขายกันอยู่ริมถนนอย่างน่าอเนจอนาถ ผมก็คิดอยู่ว่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพูดเรื่องใหญ่ ๆ ของประเทศ หลายเรื่องแล้วโดยเฉพาะกรรมาธิการเศรษฐกิจด้วยแล้วไฉนถึงไม่พูดเรื่องข้าวบ้าง แต่พอได้มาดูเรื่อง รายงานการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ในวันนี้ก็รู้สึกว่าต้องขอบคุณ กรรมาธิการเศรษฐกิจของ สปท. ทุกท่านที่ได้ช่วยกู้หน้า กู้จิตวิญญาณของความห่วงใยชาติ และประชาชนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นมาเพราะท่านได้ศึกษาเรื่องข้าว มาก่อนที่ชาวนาจะมาขายข้าวกันอยู่ริมถนนแล้วก็ไม่ได้ทำแบบเชิงการเมืองว่าใครขายก่อน ขายหลัง ใครขายได้มากหรือใครขายได้น้อย อันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเกียรติของ สปท. เราที่ทาง กรรมาธิการได้ช่วยกู้ให้ เรียกว่าอาจจะมาช้าไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าไม่มา ท่านประธานครับ วันนี้คีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญของกรรมาธิการเศรษฐกิจที่ได้ศึกษาแล้วมาฝากไว้กับ พวกเราในการขับเคลื่อนนั้น แม้จะอยู่ในหัวข้อเรื่อง การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ก็ตาม แต่คีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญนั้นก็ยังอยู่ที่เรื่องปัญหาข้าวนั้นอยู่ที่การตลาด อันนี้ผมถือว่า เป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญ ท่านประธานครับ คีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญของชาวนา พูดกันมาด้วยน้ำตาปีแล้วปีเล่า ก็คือว่าปลูกข้าวนาปีมีแต่หนี้กับซัง ปลูกข้าวนาปรัง มีแต่ซังกับหนี้ ปัญหาเรื่องข้าวคู่มากับชาติบ้านเมืองเรายาวนานเหลือเกิน ชาวนารอความหวังที่จะเห็น รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าจะมาแก้ปัญหานี้ และปัญหาเรื่องข้าวก็เป็นปัญหาที่เรียกว่า ๑๐๐ ปัญหา รวมกันอยู่ในเรื่องเดียวคือเรื่องข้าว ซึ่งก็มีคำพูดอยู่เหมือนกันครับท่านประธานว่าจะสู้ศึกใหญ่ ต้องใช้ ๑๐๐ แผน เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดเรื่องข้าวนี้เราก็พูดได้เป็นร้อยเป็นพันแผนการ เป็นร้อยเป็นพันโครงการ เพราะฉะนั้นการที่กรรมาธิการได้คิด ได้ศึกษาเป็นแบบนำร่องขึ้นมา ๒ โครงการนั้นก็ชอบแล้ว ก็ถือว่าเป็นการคิดแบบมีเจตจำนงที่จะปฏิบัติให้ได้ในเฉพาะหน้า และในระยะยาว ผมชมเชยในการคิดและพยายามจะทำให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้แม้ว่า มันจะดูเป็นเรื่องเล็กไปหน่อยก็ตาม หรือจำกัดวงอยู่บางจังหวัดก็ตาม ซึ่งทางกรรมาธิการ ก็พูดชัดว่าเป็นเรื่องของการนำร่อง เป็นเรื่องของการที่จะให้จับต้องได้ เป็นเรื่องที่ลงมือ ปฏิบัติอย่างที่เป็นจริง อันนี้ผมต้องขอชมเชย แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เรื่องข้าว มันใช้ตั้ง ๑๐๐ แผนนะครับ มันศึกใหญ่ เรื่องข้าวหน่อมแน้มไม่ได้ เรื่องข้าวจะทำอย่าง ไร้เจตจำนงไม่ได้ คนที่มายุ่งเรื่องข้าว คนที่มาเกี่ยวข้องเรื่องข้าวหรือคนที่มานั่งอยู่ใน สปท. คนที่นั่งอยู่ใน สนช. และคนที่นั่งอยู่เป็นรัฐบาล จะมาพูดเล่น ๆ กับเรื่องข้าวไม่ได้ เป็นการดูถูก คนไทยที่ยากจนที่อยู่กับน้ำตามาจนชั่วชีวิตหรือถ้าพูดแบบโบราณก็เรียกว่าไปดูถูก พระแม่โพสพไม่ได้ ท่านประธานครับ เพราะถ้าพูดเรื่องข้าวนั้นเราจะมี ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคิด และพูดแบบมีเจตจำนงที่จะจัดการปัญหาเรื่องข้าวให้สัมฤทธิผล กับ ๒. พูดและคิดแบบรู้ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หรือดีไม่ดีก็พูดแบบบุ้ยใบ้ ผมพูดแบบไม่เกรงใจเลยนะครับ ได้ฟังรายงานเรื่องว่าตลาดอนาคตข้าวไทยจะไปทางไหน ผมพูดแบบไม่เกรงใจกันนะครับ ขออภัยถ้าไปกระทบใครเป็นการพูดที่ได้ยินมาหลาย ๑๐ ปีเต็มที คือพูดบุ้ยใบ้พอแก้ปัญหา ไม่ได้ก็เอาเราผลิตเยอะไป ล้นตลาด เราแข่งขันตลาดโลกไม่ได้ ผลผลิตเราต่ำ ไม่ใช้ความรู้ คนผลิตแก่กันหมดแล้ว ใช้ปุ๋ยไม่เป็น คือถ้าบ่นกันอย่างนี้ท่านประธานครับ ไม่มีอนาคตหรอกครับ และผมอยากจะบอกว่าถ้าบ่นกันแบบนี้ ผมก็ต้องพูดบอกว่าอย่ามาคิดอยู่ในสภาแห่งนี้ หรืออย่าไปคิดไปเป็นรัฐบาลหรือไปเป็น สนช. ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องข้าวของบ้านเรา พูดแล้วเศร้าใจ เราปลูกข้าวกันมาขนาดนี้เรายังจะต้องมาพูดเรื่องว่าข้าวชื้น ผลิตออกมา และข้าวเสียหายเยอะหรือแม้กระทั่งตำตาเลยครับท่านประธาน เอาข้าวมากองอยู่บนถนน เพื่อจะตากข้าวให้มันหายชื้น อันนี้มันโบราณเต็มทีนะครับ ประเทศนี้เขาไม่เคยรู้กัน หรืออย่างไรว่าข้าวที่จะรักษาคุณภาพให้ได้นี้มันต้องใช้ไซโล (Silo) มันต้องอบไซโล (Silo) กระบวนการการทำไซโล (Silo) ควบคู่กับโรงสีกับข้าวมันอยู่ตรงไหน รัฐบาลลงทุนไปบ้าง ไหมหรือให้พริวิเลจ (Privilege) เขาเรียกอะไรนะ ให้สิทธิพิเศษในเรื่องภาษี หรือเรื่องนำเข้า อะไรก็ตามนี้ เพื่อให้ประเทศนี้มีไซโล (Silo) ให้พอกับข้าว ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวนา ตากข้าวอยู่บนถนนแล้วอย่างไรครับ ประเทศนี้บ่นอยู่แต่ชาวนา ผลิตข้าวคุณภาพต่ำ ปุ๋ยเป็น อย่างไรครับ พอยกเรื่องปุ๋ยขึ้นมาประเทศนี้ก็พูดเรื่องปุ๋ยปลอม พูดเรื่องปุ๋ยแพง พูดเรื่องปุ๋ย นำเข้าโน่นนี่นั่นแล้วอย่างไรครับ เป็นประเทศเกษตรกรรมผลิตปุ๋ยเองไม่ได้ต้องนำเข้าตลอด แล้วอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดปัญหากันอยู่ไม่จบหรอกครับประเทศนี้ เพราะเรา เป็นประเทศเห็นปัญหา และแก้ก็ไม่ได้แล้วโบ้ยกันไปมา และในที่สุดเราก็จะได้ยินคำว่า อนาคตข้าวไทยจะอยู่ที่ไหน คำตอบคือเศร้าหมองครับ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะสรุป ในเวลาอันสั้น ๆ ซึ่งผมอึดอัดที่สุดขอท่านประธานถ้าเกินเลยนิดหน่อยผมต้องขออนุญาต สำหรับวันนี้ ต้องขออนุญาตกันเสียเลยสำหรับวันนี้ ที่จริงเพราะว่าผมชื่นชมกรรมาธิการชุดนี้ว่า ท่านได้เข้ามาถึงจุดสำคัญแล้วว่าในนานาปัญหา ใน ๑๐๐ แผนที่จะใช้กับศึกใหญ่ แผนหนึ่ง ที่ท่านได้วางไว้แล้วชี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและผมสนับสนุนว่าถูกแล้วท่านครับ นั่นก็คือ เราจะต้องจัดการปัญหาเรื่องการตลาดข้าวต้องนำการผลิตข้าวถูกต้องนะครับ ถึงแม้ว่า ท่านจะเริ่มต้นจะให้มีการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งก็ตาม ซึ่งดูแล้วยังจะ มีจุดอ่อนอยู่มากก็ตาม ท่านประธานครับ ผมถึงต้องขอเวลาไว้ตรงนี้ เอาเฉพาะคีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญนี้ว่าตลาดต้องนำการผลิตอันนี้ถูกต้อง แต่สำคัญว่าเมื่อท่านเห็นแล้ว ท่านจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสเจอผู้ใหญ่ของสถานทูตจีน เขาบอกรัฐบาลไทยนี่ดีนะ ใคร ๆ ไปเมืองจีนก็ขอให้เราซื้อข้าว ขนาดไปจับอุยกูร์ได้ยังไปแลก กับเรื่องข้าวเลย ก็แสดงว่ารัฐบาลก็สนใจจะขายข้าวให้จีน แต่ปรากฏว่าทางจีนเขาก็เล่าให้ฟัง บอกว่าพอเวลาเราติดต่อต้องไปติดต่อกับพ่อค้าไม่ได้ติดต่อกับรัฐบาล ตกลงพอรัฐบาล หลายทีก็ไม่จบ เพราะติดอยู่ที่พ่อค้า นั่นก็หมายถึงว่าประเทศนี้เรื่องข้าว ท่านประธาน กล้าเขียนไหมครับว่าปัญหาตลาดของข้าวนั้นมันอยู่ในมือ ๕ เสือของพ่อค้าข้าวส่งออก นอกจากนั้นกระทรวงพาณิชย์ยังไปจัดเรื่องโควตาให้กับพวก ๕ เสือ พวกพ่อค้าข้าวรุ่นใหม่ เกิดไม่ได้ ท่านประธานครับ มันเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ ทำไมเราไม่ตีให้ตรงจุดว่าปัญหา ตลาดข้าวปีหนึ่งกี่แสนกี่ล้านตันนี่มันมีอุปสรรคอยู่ที่ปลายทางตรงไหน ทำไมไทยจะไปขาย ข้าวจีน ในที่สุดพอกรรมวิธีการขายต้องไปผ่านพ่อค้าข้าวล่ะ อย่างนี้ก็แย่ ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างเป็นงงยิ่งกว่างง เราก็เสนอกับรัฐบาลหลายรัฐบาลมาแล้วบอกว่ากระทรวงกลาโหม อย่าซื้ออาวุธ ซื้อเรือดำน้ำหลายหมื่นหลายพันล้านบาทเพื่อเห็นแก่เกษตรกรซึ่งต้องเอาข้าว มาขายอยู่ริมถนน ต่อไปนี้รัฐบาลจะขายข้าวโดยการบาร์เทอร์เทรด (Barter Trade) ให้กับ รัฐบาลจีนแลกกับเรือดำน้ำ เอาล่ะในปีหน้าปีโน้นเราจะได้มีเสถียรภาพเรื่องข้าว อย่างน้อย เราขายข้าวระหว่าง จีทูจี (G to G) ระหว่างไปแลกกับสินค้าบ้าง ไปแลกกับรถไฟ ไปแลกกับ เรือดำน้ำบ้าง ท่านประธานครับทำได้ไหมก็ทำไม่ได้หรอกครับ เพราะข้าวของชาวนานั้น มันจะต้องไปผ่านโรงสีจากโรงสีไปผ่านผู้ส่งออกอย่างท่านวิทยาว่าก็คือไม่สามารถนำเอา การตลาดมานำการผลิตได้ คีย์เวิร์ด (Keyword) ของกรรมาธิการซึ่งได้วางไว้อย่างเป็น ยุทธศาสตร์สำคัญนั้นทำไม่ได้ครับ ต่อให้พรุ่งนี้รัฐบาลนี้ไปบาร์เทอร์เทรด (Barter Trade) ขายข้าวในปีหน้าแลกกันระหว่างเรือดำน้ำกับข้าวจะขายข้าวลอต (Lot) ใหญ่ก็ไม่รู้ว่าชาวนา จะขายข้าวได้ดีไหมได้ราคาเท่าไร เพราะคนที่มากำหนดราคากลายเป็นพ่อค้าเสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเป็นคนขายข้าว ดังนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านพูดเรื่องตลาดนำการผลิตและท่านไม่แตะกระทรวงพาณิชย์ และไม่แตะ ๕ เสือข้าวของประเทศนี้ อย่างนี้ก็ไม่ได้ปฏิรูปหรอกครับ ได้รู้แต่ไม่ได้ทำ ได้ทำแต่ก็จะไม่สำเร็จ เพราะเราขาดเจตจำนงอันสำคัญไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน จะเจออุปสรรคแค่ไหน เราจะฝ่าฟันเพื่อชาวไร่ชาวนาที่พวกเขายากจน ให้คีย์เวิร์ด (Keyword) ของเราที่เคยพูดว่าปลูกข้าวนาปรังเหลือแต่ซังกับหนี้ ปลูกข้าวนาปีเหลือแต่หนี้กับซัง ได้หมดสิ้นเสียที หัวใจอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ดังนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เวลา ก็หมดเกลี้ยงแล้ว แต่ผมอยากจะเรียนว่าอย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องข้าว เรื่องชาวนา เรื่องความยากจน เรื่องความเหลื่อมล้ำ ยังเผชิญปัญหาชาติบ้านเมืองเราอยู่ ชาติบ้านเมือง เรายังต้องการเจตจำนงของคนในชาติที่เป็นผู้นำของประเทศนี้ ไม่ว่าจะรัฐบาล คสช. สนช. และ สปท. เราเองที่จะกล้ายืนขึ้นเผชิญหน้ากับปัญหาที่หมักหมม ที่น้ำตาต้องไหลกันทุกปี ที่สะเทือนใจกับที่ชาวนาต้องมานั่งขายข้าวอยู่ริมถนน ปีนี้เกิดแล้วปีหน้าจะเกิดอีกไหม มีคำตอบไหม ท่านประธานที่เคารพครับ การตลาดนำการผลิตว่าด้วยเรื่องข้าวของแผ่นดินนี้ ผมหวังว่าคีย์เวิร์ด (Keyword) นี้จะนำไปสู่การปฏิบัติในทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่ที่ สปท. เราซึ่งได้ศึกษาเรื่องนี้และอย่างจริงจัง หวังว่าเจตจำนงของชาติ เจตจำนงของผู้นำประเทศนี้ ที่จะแก้ปัญหาเรื่องข้าว เรื่องความจนของชาวนาจะได้กระทำอย่างดุเด็ดอย่างจริงจัง อย่างมุ่งมั่น อนาคตของประเทศก็ฝากไว้กับเจตจำนงที่มุ่งมั่นแบบนี้แหละ ขอขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะเรียนเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานชมรมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ท่านประธานครับ ก่อนอภิปรายผมขออนุญาตนิดนะครับ ยังไม่ได้ รับประทานข้าวเลยแล้วไม่รู้ออกไปบ่ายสองข้าวจะหมดหรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน สปท. ทุกท่านด้วยความเคารพ วันนี้เราอภิปราย กันถึงเรื่องการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ซึ่งมาจากกรรมาธิการเศรษฐกิจ กรรมาธิการ เศรษฐกิจได้แบ่งชุดออกเป็น ๔ ชุดในชุดคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ๑ ใน ๔ ชุดนั้น คือการแก้ปัญหาเรื่องเกษตรกรรมนะครับ ในชุดกรรมาธิการเกษตรกรรมก็แยกออกไปอีก ๔ ชุด ชุดหนึ่งในเกษตรกรรมก็มีเรื่องการแก้ปัญหาข้าว อีกชุดหนึ่งก็เรื่องแก้ปัญหายางพารา หลายอย่างด้วยกัน เพราะฉะนั้นชุดหนึ่งที่เป็นกรรมาธิการการเกษตรที่อยู่ในอนุนี่นะครับ เขาก็จับเรื่องการแก้ไขปัญหาข้าวด้วยระบบสหกรณ์มานำเสนอในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่าข้าวในประเทศไทยเราสมมุติว่ามีอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในการแก้ไข การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์เป็นได้เพียงแค่ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบทั้งระบบ เพียงแต่ว่าเขาจะใช้ระบบ สหกรณ์เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการส่วนหนึ่งที่ช่วยเกษตรกร ถ้าเกษตรกรเห็นว่าดีก็เข้ามาสู่ระบบสหกรณ์ให้สหกรณ์เป็นคนกระทำ พอพูดถึงสหกรณ์นี้ ผมก็น้อยใจยิ่งนักนะครับท่านประธานด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์อะไรก็แล้วแต่ พอมีปัญหาปุ๊บก็เกี่ยวโยงมาสหกรณ์การเกษตรเชียว ขาดความเชื่อมั่น ขาดความศรัทธา จริง ๆ แล้วสหกรณ์ที่ดีในประเทศไทยมีเยอะมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหกรณ์การเกษตร ศรีประจันต์ที่ผมเป็นผู้จัดการสหกรณ์อยู่ ไม่เชื่อไปดูก็ได้ ท่านประธานครับ การแก้ไขปัญหา ราคาข้าวอย่างเป็นระบบนี้ผมเชื่อแน่ว่าใช้ระบบสหกรณ์ถูกต้อง ขณะนี้พี่น้องผู้จัดการ สหกรณ์ผมทั่วประเทศกำลังชมเรื่องนี้อยู่ เพราะผมบอกว่าพี่น้องชาวสหกรณ์การเกษตรที่รักครับ วันนี้ดูอภิปรายเรื่องการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบที่สภา และนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป น้อง ๆ เพื่อน ๆ ผู้จัดการทุกสหกรณ์ต้องทำให้ได้ เพราะขณะนี้รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านให้ความสำคัญต่อระบบสหกรณ์มาก ท่านไม่ได้ไปดู ที่ร้อยเอ็ดหรอกครับ ท่านไม่ได้ไปดูที่นครสวรรค์หรอกครับ ท่านไปให้ความสำคัญที่บ้าน ของท่านเองที่พิมาย ขณะนี้มีครบถ้วนนะครับ ที่เกษตรวิสัย แม้แต่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี สหกรณ์การเกษตรสามชุกก็แก้ไขปัญหาราคาข้าวด้วยระบบสหกรณ์ อย่างไรท่านประธานครับ วันนี้นี่นะครับ อยากจะทำนามากู้เงินสหกรณ์ ดอกเบี้ยถูกไหมครับ ดอกเบี้ยถูก เสร็จเรียบร้อย เอาตอนจบเลยนะครับ พอมาถึงเวลาเก็บเกี่ยวคืนไม่ได้ถูกพายุวาตภัยอะไรเยอะแยะเลย ก็สามารถผัดผ่อนได้ อย่างนี้เป็นต้น นี่เรื่องเงินกู้นะครับ
อันที่ ๒ เวลากู้เงินสหกรณ์ไปแล้วไปทำนาขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ เรื่องอะไร ก็ให้สหกรณ์ช่วยนำวิทยากรไปเสริมสร้างให้ ที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่าท่านสุรินทร์ของผมเอายุ้งฉางมาให้ดู ไม่มีหรอกครับ ยุ้งฉางอย่างนั้น เพราะว่ามันทำไม่ได้ ทำยุ้งฉางอย่างนั้นทำได้ไหมครับ ทำได้ครับ แต่ไม่มีแรงงานคนแบกขึ้น พอแบกลงปุ๊บใส่หาบมาต้องหยิบติ้วทีละอัน ทีละอัน ทีละอันไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้น ต้องใช้ระบบสหกรณ์เข้าไปทำก็คือสหกรณ์ก็มียุ้งฉางตามที่ท่านสมพงษ์ สระกวี พูด มีไซโล (Silo) ที่จะรวบรวมข้าวเปลือกได้ นี่คือระบบสหกรณ์ เพราะฉะนั้นผมว่าท่านกรรมาธิการชุดนี้ ทีแรกจะไม่เอาชุดนี้เข้าเหมือนกันนะครับ แต่ปรากฏว่าต้องเอาเข้าครับ เพราะระบบ สหกรณ์นี้เป็นระบบที่ดีที่สุด แต่ถ้าคนไม่ดีมันมาอยู่ในสหกรณ์นี่นะครับ สหกรณ์มันไม่ดีนี่ เราก็ต้องแก้ไขกันไป ไม่ใช่ไม่ดีทั่วประเทศครับ สหกรณ์ดี ๆ เยอะแยะไป ผมให้กำลังใจเพื่อน ๆ นักสหกรณ์ของผมที่อยู่ตามต่างจังหวัด ท่านที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าสหกรณ์ มีทุนดำเนินงาน สหกรณ์มีคนที่จะสามารถบริหารจัดการได้ เคยถามกันในกรรมาธิการว่า แล้วให้สหกรณ์ไปทำได้ไหม บอกว่าสหกรณ์ไปทำไม่ได้หรอก ทำไม่ได้เพราะสหกรณ์ไม่ทำ แต่ถ้าสหกรณ์จะทำแล้วต้องทำได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราอภิปรายกันนี่นะครับ เป็นส่วนหนึ่ง ของการแก้ปัญหาข้าวแค่นั้นเอง เดี๋ยวชุดใหญ่การแก้ปัญหาราคาข้าวทั้งระบบ ซึ่งมีท่านคณิสสร ขณะนี้กำลังประชุมอยู่ที่ห้อง ๒๑๙ เราจะพูดถึงความต้องการซื้อ ความต้องการขาย ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) เราจะต้องพูดถึงดาต้า (Data) ข้อมูล ท่านที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนครับท่านประธาน ขณะนี้สหกรณ์ทั่วประเทศเข้าร่วมกับ บริษัท ประชารัฐ แต่ละจังหวัดแล้ว ผลิตเสร็จเรียบร้อย เข้าบริษัท ประชารัฐฯ บริษัท ประชารัฐฯ ช่วยสหกรณ์ขาย นี่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาข้าวด้วยระบบสหกรณ์ อาจจะได้เพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มันก็เป็นระบบสหกรณ์ที่สามารถอะไรครับ ด้วยความเคารพครับ มีเงินทุน มีคน มียุ้งฉาง ไม่มีรัฐบาลให้เงินสนับสนุนสิครับ ให้เงิน สนับสนุน นี่ครับคือการให้เบ็ดไปตกปลาไม่ใช่ให้ปลาไปทานนะครับ มีผู้รับผิดชอบเพราะสหกรณ์เป็นนิติบุคคล ผมเรียนด้วยความเคารพ อันที่อยากจะเรียน ด้วยความเคารพครับที่มันมีปัญหาข้าวอยู่ทุกวันนี้เพราะเราไม่สำรวจปริมาณข้าวกัน ใครนึกอยากจะทำอะไรทำ โรงสีมีเยอะแยะมีทั่วไปทั่วประเทศ แย่งกันซื้อ แย่งกันขาย แย่งกันทำมาหากินและตอนนี้สหกรณ์เองก็เริ่มมีปัญหาระบบสหกรณ์ด้วยกันเองก็คือสหกรณ์ ก็แย่งกันขายเอง เรื่องนี้จะต้องนำความรู้เหล่านี้ไปเผยแพร่ว่าระบบสหกรณ์สามารถที่จะ ทำงานในเรื่องข้าวนี้ได้ ปริมาณทำกันเต็มที่เลย ยิ่งคราวที่แล้วด้วยนะครับต้องยอมรับว่า ฝนแล้ง ปีหนึ่งไม่ได้ทำเลย พอฝนมาตูมปุ๊บปล่อยเงินกู้ข้าวไม่ทันเลยครับ ปล่อยเงินกู้เสร็จ เรียบร้อยเดือนพฤศจิกายนทั้งเดือนเฉพาะท่าข้าวผมนะครับข้าวเกือบ ๒๐,๐๐๐ ตัน เราก็ รวบรวมข้าวเปลือกครับ รวบรวมข้าวเปลือกส่งโรงสีเสร็จเรียบร้อยแล้วใครเอาข้าวเปลือก มาขายที่สหกรณ์เราก็จดไว้ พอถึงเวลามีปันผลที่สหกรณ์มี ๒ อย่าง ๑. ปันผล ได้กำไร โดยภาพรวม จ่ายปันผลร้อยละ ๗ กำไรจากโครงการรวบรวมข้าวเปลือกเฉลี่ยคืนอีก เกวียนละ ๑๐๐ บาท ได้ตามมาเหมือนอ้อยไหมครับ เหมือนอ้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้ เรามีระบบสหกรณ์สามารถที่จะบริหารจัดการตรงนี้ได้ ปริมาณข้าวเราก็สามารถควบคุมได้ ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขณะนี้ทะเบียนเกษตรกร ท่านประธานครับ จดกันถ้วนหน้าเลยครับ แต่ไม่ได้ใช้ทะเบียนเกษตรกรสำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการ เรื่องการควบคุมปริมาณข้าวเลยครับ มีทะเบียนเกษตรกรเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างเดียว มีเกษตรกรเพื่อขอรับความอนุเคราะห์สิ่งต่าง ๆ อย่างเดียว ทะเบียนเกษตรกรบ่งชี้ ให้เห็นไว้ว่าทำนากี่ไร่ คำนวณออกมาแล้วจังหวัดนี้น่าจะได้ข้าวกี่ตันกี่เกวียนพอหรือยัง พอแล้ว คุณภาพพวกเหล่าสามารถเป็นตัวชี้วัดให้สหกรณ์ไปจี้แต่ละจุด แต่ละจุดได้ เมื่อวานนี้ผมหยุด หนังสือจากราชการส่งไปแล้วครับ ให้สำรวจสมาชิกที่มีหนี้ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ด่วนเลยนะครับส่งไปเมื่อวานเอาวันนี้เช้า เมื่อคืนทำกัน ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่ม ก็ต้องส่งยอดไปก่อนเพื่อที่จะลดอัตราดอกเบี้ยให้ ชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ เพราะฉะนั้น เขามีระบบริหารจัดการที่ชัดเจนอยู่แล้ว อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาระบบข้าว ในตลาดแค่นั้นเอง และสหกรณ์สามารถควบคุมดูแลคนได้ ท่านที่เคารพครับถ้าไม่เข้าระบบ สหกรณ์แล้วนี่นะครับ ท่านเห็นไหมครับตลอดเดือนพฤศจิกายนข้าวมีเต็มเลยครับ คนโน้น ก็ออกมาร้อง คนนี้ก็ออกมาร้องเรื่องข้าวกันหมด ข้าวถูก ๆ พวกเราก็ออกมาช่วยกัน ตอนนี้มีอะไร ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์อยู่เงียบไม่เห็นมีใครกล้าออกมาพูดอะไรเลย ทุกคนก็จบ จบเสร็จเรียบร้อยก็เอากันใหม่ วันนี้ท่านกรรมาธิการออกมาแค่บอกว่าถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องข้าวนะ ต้องใช้ระบบสหกรณ์มาพูดกันก็เอาระบบสหกรณ์มาพูด พวกเราไปไกลเกินไปนะครับ เดี๋ยวไว้ตอนที่การแก้ปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบตอนนั้นอภิปรายกันให้เต็มที่เลย ผมเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาราคาข้าวอย่างระบบสหกรณ์ชาวนาไม่มียุ้ง ให้สหกรณ์มีไซโล (Silo) สิครับส่งไปสำรวจความต้องการของสหกรณ์ สหกรณ์มีไซโล (Silo) สหกรณ์ก็รวบรวม ผลผลิตได้ สหกรณ์ก็มีทุน ชาวนาไม่มีเงิน สหกรณ์มีเงิน เดี๋ยวนี้สหกรณ์ดี ๆ ที่มีเครดิตดี ๆ คนไปฝากเงินกันเยอะแยะก็เอาเงินนั้นมาหมุนในการบริหารจัดการ ถ้าถามว่าสหกรณ์ดีไหม ดีครับ และทำไมมันไม่ดีล่ะก็เพราะคนมันไม่ดี เพราะฉะนั้นผมเองผมก็อยากจะพัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด พัฒนาชีวิต พัฒนาองค์กร สุดท้ายอยากจะฝากกราบเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพนะครับ ทั้งนี้เราจะใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาช่วยในการจัดการเรื่องข้าวได้ ต้องได้รับความร่วมมือจาก ๔ ฝ่าย
๑. ส่วนราชการต้องลงไปทำให้เต็มที่ ถ้าวันนี้เกียร์ว่างอยู่แล้วเขาไป เรากลายเป็นเกียร์ถอยหลังเลยนะครับ ราชการต้องลงมาช่วยกันให้เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชารัฐขณะนี้นี่คนเริ่มเข้าใจแล้ว สหกรณ์รวบรวมให้ ผลผลิต โอทอป (OTOP) อะไร ให้ประชารัฐไปขายสิครับ ขายแล้วกำไรก็ไม่ต้องมาแบ่งด้วยเอาไปต่อยอดด้วย สหกรณ์ยังยอมเลย ต้องแก้ไขข้อบังคับกันหมดเลยเพราะเอาเงินของสหกรณ์ไปลงทุนถือหุ้นที่ประชารัฐแล้ว มันไม่มีกำไรกลับมา ซึ่งกรมตรวจบัญชีก็ไม่ยอมอีก เรื่องที่ถูกต้องพูดยากนะครับท่านประธาน ๑ ราชการ
๒. องค์กร คือตัวสหกรณ์เองขณะนี้ต้องอะเลิร์ต (Alert) และต้องตื่นตัวขึ้นมาว่า ถ้าไม่ทำแล้วสหกรณ์เราจะอยู่ได้อย่างไร
๓. ตัวเกษตรกร ท่านประธานครับ ไม่มีใครกล้าพูดหรอกครับ ขณะนี้พี่น้อง เกษตรกรผม หอบ หาบ เก็บ เกี่ยว ไม่มีหรอกทีเดียวเลย ๔๕๐ บาท รถขนทีเดียวจากนั่น ถึงท่าข้าว พอถึงท่าข้าวบางทีพี่น้องเกษตรกรยังไม่มีเองเลยยังให้คนอื่นมาแทนเลย ความสนใจเกษตรกรทุกคนผมกราบเท้าพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรเลยครับ เราต้องมาเรียนรู้ เราต้องมาทำบ้าง วันนี้เกษตรกรรม ๑.๐ ๒.๐ อุตสาหกรรมเบา ๓.๐ อุตสาหกรรมหนัก ๔.๐ เปลี่ยนแปลงแล้ว ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรผสมผสานตอนนี้ฮือฮากันน่าดูเลยนะครับ ฝากท่านประธานไปด้วยครับ สำรวจใครทำเศรษฐกิจพอเพียงบ้างเยอะแยะหมด เอาของ ไปให้ใครทำ ผมนี่ทำด้วยตัวเอง ผมไปรับมา ต้นกล้วยต้นเท่านี้ มะขามเทศต้นเท่านี้ ปลาตัวนิดหนึ่ง เท่าหัวไม้ขีด ไม่รู้เท่าไรงบประมาณ เราต้องลงไปดูว่าตัวนี้มันคุ้มค่าเกิดธรรมาภิบาลไหม ฝากด้วยความเคารพนะครับ ท่านมาถูกทางแล้วท่านกรรมาธิการเศรษฐกิจส่วนหนึ่งของ การแก้ปัญหาเรื่องข้าวต้องใช้ระบบสหกรณ์ครับ ฝากไปถึงพี่น้องทั่วประเทศด้วยว่าเขาให้ สหกรณ์ทำงานแล้วทำโชว์ให้เขาเห็นว่าเรามีความตั้งใจจริง เรามีความซื่อสัตย์สุจริต ใครที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์ในกระบวนการสหกรณ์ออกไป ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง เรียนเชิญค่ะ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ สปท. หมายเลข ๒๖ นะครับ ก่อนอื่นก็อยากจะขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งว่าเท่าที่ผมดู รายงานของกรรมาธิการนะครับ เป้าหมายก็เพื่อจะช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา ให้ขายข้าวได้ราคาดีเพื่อจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่รายงานที่ ท่านกรรมาธิการเสนอมานี้ ผมอยากเรียนนิดหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วผมขออนุญาตพูดได้ว่า มันเป็นการตั้ง บริษัท ผลิตภัณฑ์ข้าว ก็คือบริษัทข้าวใช่ไหมครับ คือตั้งขึ้นมาเพื่อจะเป็น ตัวกลางที่จะรวบรวมสหกรณ์มาขายข้าวและเอาข้าวไปขาย ไม่ว่าจะขายภายในประเทศ หรือต่างประเทศ ลักษณะอย่างนี้เหมือนกับที่เคยทำมา คือบริษัทกลางอ้อยและน้ำตาลทราย เอาไปขายแล้วก็เอากำไรมาแบ่งปันผลประโยชน์คืนให้กับเกษตรกร อันนี้คือหลักในรายงาน ที่เสนอมาแต่ผมก็มีความคิดเห็นที่อยากจะฝากกรรมาธิการนิดหนึ่งนะครับ ท่านทราบไหมว่า อ้อยกับข้าวมันต่างกัน ๑. อ้อยผลิตปีละครั้งไม่เหมือนข้าว ข้าวปีหนึ่ง ๓ ๒ เป็นอย่างต่ำ แถวที่ลุ่มที่น้ำดีลุ่มเจ้าพระยาปีละ ๓ อันนี้คือปัญหา เราไม่สามารถกำหนดแบบนั้นได้ เพราะอะไรนี่คือประเด็นที่ ๑ ปริมาณข้าวกับปริมาณอ้อยมันต่างกัน อ้อยกำหนดพื้นที่ได้ กำหนดปริมาณได้ ยังไม่พอกำหนดการส่งออกได้ เพราะอะไร เพราะอ้อยมีโรงงานน้ำตาล ในประเทศไทยผมเชื่อได้มีถึง ๒๐ โรงครับ มันต้องกำหนดตั้งแต่ยอดขายออกมา แล้วก็กำหนดตลาดได้ กำหนดลูกไล่ได้หมดเลย ชาวไร่ได้หมดเลย แต่อันนี้มันเป็นส่วนหนึ่ง เท่านั้นเอง แค่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะทำลักษณะอย่างนี้นะครับ แต่ผมก็เกรงว่าอะไรรู้ไหมครับ อ้อยกำหนดได้ทุกอย่างแต่ข้าวกำหนดไม่ได้ ท่านนึกย้อนไปนะครับ รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ใช่ รัฐบาลปัจจุบัน ที่จำนำข้าวบอกว่าซื้อทุกเมล็ดนะครับ ปลูกปีละ ๓ รอบยังไม่พอ ซื้อของ ประเทศรอบข้างมาอีก ต่อให้ใช้เงินอีกล้านล้านล้านบาทก็ไม่พอครับ ไม่มีทางทำได้ ราคามัน ต้องดูว่าเราจะลดความเหลื่อมล้ำได้ อันนี้มันไม่ได้แก้ปัญหาตรงจุดนะครับ เพราะปัญหาราคา มันอยู่ที่ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) มันอยู่ที่ความต้องการใช้กับการผลิต อันนี้ มันไม่ได้แก้ปัญหาตรงนั้นเลย ไม่ได้แก้ปัญหาตรงลดการผลิต ถ้าไม่ลดการผลิตราคาข้าว ไม่มีทางขึ้นได้ ราคาข้าวมันขึ้นได้ต้องลดการผลิตหรือเพิ่มมูลค่า หรือตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบใช่ไหมครับ มันถึงจะเพิ่มราคาข้าวได้ อันนี้มันตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อจะ รวบรวมข้าวส่วนหนึ่งแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เอาไปขายแข่งกับพ่อค้าแค่นั้นเองครับ มันก็ไม่ได้ มีอะไรที่เรียกว่าเป็นหลักประกันได้ว่าราคาข้าวมันจะขึ้น อันนี้มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่า บริษัทนี้จะทำให้ราคาข้าวขึ้นได้ เพียงแต่ว่ารวบรวมข้าวขายและมีกำไรเอามาแบ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ข้าวโดยภาพรวมมันไม่ได้ขึ้นครับ ใช่ไหมครับ มันเป็นการเฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่จะ ได้ประโยชน์ ถ้าสมมุติว่าบริษัทนี้ทำแล้วมีกำไรก็แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของสมาชิกในกลุ่มสหกรณ์ เท่านั้นเอง มันไม่ได้แก้ปัญหาภาพรวมทั้งประเทศ อันนี้ก็อยากจะเรียนถามท่านกรรมาธิการว่า อันนี้คือหลักการที่ผมดูนะครับ ไม่ทราบว่าจะตรงกับที่ท่านกรรมาธิการเสนอหรือเปล่า เพราะว่ามันไม่ได้ลดภาพรวม มันเพียงแต่ว่าตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วบริษัทนี้ก็จะต้องเอาค่าใช้จ่าย รายได้จากการขายข้าวมาบริหารจัดการเหมือนกับบริษัทอ้อยและน้ำตาลที่ใช้อยู่ทุกวัน มันจะต้องใช้ตัวนั้นคือส่วนต่างคือเปอร์เซ็นต์กำไรเอามาขาย ถ้าเกิดมันไม่มีกำไรเพราะมัน ต้องขายให้ตลาด เพราะอย่าลืมว่าราคาตลาดบริษัทนี้ก็ไม่สามารถจะไปกำหนดราคาขายได้ เพราะว่าการแข่งขันในตลาดโลก ในเมื่อปริมาณมันมากเขาก็กดราคาเรา เราไม่ใช่ กำหนดราคาได้นะครับ มันไม่เหมือนกับอ้อยและน้ำตาล อ้อยและน้ำตาลมันกำหนดได้ทุกอย่าง และยังไม่พออ้อยและน้ำตาลมันผูกขาดการส่งออก ข้าวมันผูกขาดไม่ได้เพราะมันแข่งขัน และไม่ใช่ประเทศเราประเทศผลิตข้าวกับประเทศผลิตอ้อยมันก็ต่างกันนะครับ ข้าวผลิตกัน เยอะนะครับ อ้อยมันมีจำกัด และปริมาณการใช้อ้อยก็ใช้เยอะ เพราะทุกคนทั่วโลกก็กิน น้ำตาล แต่ข้าวทั่วโลกไม่ได้กินใช่ไหมครับ ปริมาณคนใช้ก็น้อยกว่าแต่ปริมาณการผลิต มากกว่า อันนี้ก็ต้องคิดว่ามันจะเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน อันนี้ก็ฝากเพราะบังเอิญผมเอง ก็เรียนท่านประธานผมก็เคยเป็นประธานสหกรณ์มา ผมก็ทราบว่าดีไซน์ (Design) ปัญหาและข้อจำกัดของสหกรณ์ที่ท่านเขียนโอเค (Okay) ถูกต้องครับ ปัญหามันถูกต้อง ปัญหาในสหกรณ์ แต่ปัญหาในสหกรณ์ก็ต้องเรื่องประสิทธิภาพ เรื่องคุณภาพก็ต้องยอมรับ การบริหารจัดการในสหกรณ์ส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหาเพราะขาดองค์ความรู้ ขาดคนเก่ง ที่จะเข้าไปแก้ปัญหา ขาดคนที่มีความตั้งใจที่จะไปแก้ปัญหาผมเคยเข้าไปช่วยอยู่ ๓ ปี แล้วก็ ไม่มีเวลาก็เลยไม่ได้เป็นคือไม่ได้ไปทำต่อก็พอทำได้ก็รู้ปัญหา ปัญหาสหกรณ์ที่ว่าต้องแก้ ด้วยบุคลากรและผู้บริหาร คุณภาพ ประสิทธิภาพของบุคลากรฝ่ายบริหารเพราะว่าสหกรณ์ ผู้บริหารก็คือชาวนาเป็นกรรมการสหกรณ์แล้วก็มีผู้จัดการ แต่หลักนโยบายก็คือผู้บริหาร ก็คือกรรมการสหกรณ์ อันนี้ก็ต้องย้อนดูว่าทำอย่างไรจะให้สหกรณ์มีประสิทธิภาพและ มีคุณภาพ มีมาตรฐานก็ต้องย้อนกลับมาถึงระบบราชการ ซึ่งมันมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ว่า มีศักยภาพขนาดไหน เพราะสหกรณ์ตั้งมากี่ร้อยปี และทำไมสหกรณ์มันไม่พัฒนา มันก็เป็น ๒.๐ อยู่อย่างที่ว่านี่ครับ มันต้องดูอันนั้นก็เหมือนกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ที่กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ก็เหมือนกับ ที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิทยาได้กล่าวไป อันนี้ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าประสิทธิภาพ ของสหกรณ์ มันก็ต้องย้อนมาดูว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพขนาดไหน ทำไมสหกรณ์ไม่ก้าวหน้าตั้งมา ๑๐๐ กว่าปี ธนาคารอะไร เขาตั้งมาทีหลังเขาไปถึงไหนแล้ว ผมเคยเข้าไปสหกรณ์ครับ เรื่องการฝากเงิน สมัยก่อนเขาใช้ เขียนหนังสือ เขียนนี่นะครับ พิมพ์เอา ถ้าซื่อสัตย์ก็พิมพ์ให้ถูกแล้วก็เซ็นออกไป ถ้าไม่ซื่อสัตย์ ก็ต้นฉบับราคาหนึ่ง ฝาก ๑,๐๐๐ บาท ตัวจริงเขาฝาก ๑๐,๐๐๐ บาท อะไรอย่างนี้มันก็เป็นไปได้ ผมต้องไปแก้ปัญหาก็คือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าไปจับ คอมพิวเตอร์เข้าไปคุม ผมเข้าไปทำได้ ๓ ปี ลองไปให้เขาทำดู เรื่องระบบเงินฝาก เรื่องเงินกู้ ให้ใช้ระบบเข้าไปพัฒนา แต่โดยภาพรวม ทั่วประเทศสหกรณ์ทำอย่างนี้ไหม ไม่มีครับ ยังน้อยมากเลย ไม่มีทางทันกับธนาคารเขาได้เลย และสหกรณ์ก็ไม่ใช่มีเงินกู้เป็นหลัก สหกรณ์เอาเงินมาจากไหนครับ เงินสมาชิกไม่ใช่พอ สหกรณ์ก็ต้องไปกู้เงิน ธ.ก.ส. มาอีกนะครับ ความจริงต้องใช้กลไกพวกนี้ อันนี้ผมกราบเรียน ด้วยว่าก็เห็นด้วยนะครับ เพราะมันแก้ได้นิดเดียว แต่มันไม่ได้สะท้อนถึงว่าจะทำให้ราคาข้าว ทั้งประเทศดีขึ้น เพราะว่าปัจจัยมันอยู่ที่ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) นะครับ อันนี้ก็ฝากกรรมาธิการช่วยพิจารณาด้วยก็แล้วกัน ผมเองก็ไม่มีอะไร และมีอีกอย่างหนึ่ง ที่อยากจะฝากนะครับ หรือว่าในระบบสหกรณ์เขาก็มีชุมนุมสหกรณ์นะครับ เขามีชุมนุม อยู่ ทุกจังหวัดเขามีชุมนุมสหกรณ์ และทั่วประเทศเขาก็มีชุมนุมสหกรณ์ แต่นี่จะตั้งบริษัท ขึ้นมาอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งเอาสหกรณ์แต่ละสหกรณ์มาเป็นสมาชิกเครือข่าย ซึ่งมันก็จะซ้ำซ้อน กับชุมนุมสหกรณ์ อันนี้ก็ฝากช่วยพิจารณาด้วย ขอบคุณมากท่านประธานครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านสุดท้าย ท่านมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายมนู เลียวไพโรจน์ สปท. หมายเลข ๑๑๕ ผมต้องขอขอบคุณกรรมาธิการที่ได้พิจารณาดำเนินการ เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการข้าวในระบบสหกรณ์และดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การนำร่องข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์นะครับ ผมเห็นว่าสิ่งที่ท่านได้ดำเนินการนั้นน่าจะมีประโยชน์ อย่างมากในอนาคต ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายส่วนด้วยกันจะมองปัญหาเรื่องข้าว เป็นปัญหาใหญ่โตเสียจนไม่สามารถจะแก้อะไรได้เลย ถ้าหากว่าคิดอย่างนั้นผมก็เห็นว่า น่าจะต้องมาคิดใหม่ นั่นก็คือในเรื่องของการที่จะหาทางออกกับข้าวนั้นเราสามารถจะ ดำเนินการได้ ถ้าหากว่ามีความมั่นคงในการที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศชาตินะครับ
สำหรับหลักการสำคัญของการจัดการข้าวของประเทศไทยที่ได้นำเสนอ ซึ่งจะมีองค์ประกอบทั้งหมด ๖ ประการด้วยกัน ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ
ในประการแรกที่พูดถึงเรื่องของการตลาดนำการผลิต นั่นเป็นเรื่องสำคัญมาก และคิดว่าการแก้ปัญหาใด ๆ ก็ตามถ้าแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางจนจบกระบวนการของมัน ก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้ เพราะฉะนั้นตลาดเป็นเรื่องสำคัญ และถ้าหากว่า ได้พิจารณาในเรื่องของการนำตลาด เอาตลาดมาเป็นเรื่องสำคัญ การผลิตใด ๆ ก็ตาม ถ้าผลิตตามใจตัวเอง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จคงไม่มี แต่ว่าถ้าผลิตตามความต้องการ ของตลาด นั่นคือสิ่งที่จะประสบความสำเร็จในบั้นปลาย เพราะฉะนั้นหลักการสำคัญ ในเรื่องของตลาดนำการผลิตนั้นผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ
ในเรื่องที่ ๒ ก็คือเกี่ยวข้องกับการนำเอาระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบข้าว นั่นก็เป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็นำเอาระบบ สหกรณ์เข้ามาดำเนินการ โดยหลักการแล้วระบบสหกรณ์นั้นเป็นระบบที่ดี และดีมาก ๆ ด้วย แต่ว่าที่มีปัญหาขึ้นอยู่กับผู้ที่ดำเนินการในเรื่องของสหกรณ์ เพราะฉะนั้นหลักการสำคัญก็คือ ถ้าผู้ดำเนินการดำเนินการตามหลักการของสหกรณ์ที่ดีแล้ว ผมคิดว่าสหกรณ์ประสบความสำเร็จ และหลายท่านด้วยกันที่ดูแลเรื่องสหกรณ์ของประเทศไทยก็ได้ช่วยกันเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ของสหกรณ์มาโดยตลอดนะครับ อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดี
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งนะครับก็คือการใช้ระบบสารสนเทศที่ทันสมัย รวมทั้งความสามารถในการที่จะให้บุคลากรที่จะดำเนินการเรื่องนี้ดำเนินการไปอย่าง มีประสิทธิภาพ มีความแข็งแกร่ง ผมขออนุญาตอย่างนี้นะครับว่าอุตสาหกรรมอ้อยและ น้ำตาลที่เริ่มระบบแบ่งปันผลประโยชน์เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผมถึงอยากจะขอเรียนนิดหนึ่งนะครับว่าผู้ที่ดำเนินการในเรื่องนี้ท่านก็อยู่ที่บนบัลลังก์ นั่นแหละครับ คือท่านอาจารย์อำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าจำไม่ผิดเราเริ่มกันมาตั้งแต่ ปี ๒๕๒๗ นั่นก็คือ ๓๒ ปีมาแล้ว ระบบอ้อยและน้ำตาลทรายที่ผมได้ดำเนินการอยู่ขณะนี้ ท่านอำนวย ปะติเส สมัยนั้นได้ดำเนินการเรื่องนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งทำให้ระบบ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลประสบความสำเร็จและผมเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับท่านมาในการสร้างระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ทำไมผมถึงบอกว่า ระบบที่กำลังดำเนินการอยู่นี้เป็นจังหวัดที่จะนำร่องที่จังหวัดกาฬสินธุ์ น่าจะต้องได้รับ การสนับสนุนอย่างยิ่ง ถ้าระบบนี้ทำได้ที่จังหวัดกาฬสินธุ์และประสบความสำเร็จ นั่นแหละครับ จะเป็นตัวอย่างให้กับจังหวัดอื่น ๆ ดำเนินการด้วย แต่เราอย่าไปคิดว่าระบบนี้ทำอย่างนี้ แต่ว่าข้าวมันใหญ่โตมโหฬารจนทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าคิดอย่างนั้นผมเกรงว่าเราจะไม่สามารถ แก้ปัญหาข้าวได้เลย แต่ถ้าเราดูแลกันจริง ๆ และผมคิดว่าระบบแบ่งปันผลประโยชน์แล้วก็ นำร่องเมืองข้าวของจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ได้เสนอแนวทางนี้ คิดว่าจะประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ผมขอย้อนไปยกตัวอย่างนิดหนึ่งเมื่อปี ๒๕๒๗ ประเทศไทย เราผลิตน้ำตาลแต่ว่ายังไม่มากเท่าที่ควร จากการที่ใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่ ท่านอำนวย ปะติเส มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยและผมก็มีส่วนที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ด้วยในสมัยนั้น เมื่อ ๓๒ ปีที่แล้วที่ผมอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ปรากฏระบบนี้นี่นะครับในช่วงนั้นประเทศ ไทยส่งออกไม่ติดอันดับเลย ประเทศฟิลิปปินส์ยังติดอันดับ ๔ อันดับ ๕ ของโลกด้วยซ้ำไป ในการส่งออก แล้วก็ประเทศอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยเราอยู่หลังประเทศฟิลิปปินส์ ด้วยซ้ำไปในช่วงนั้น แต่ด้วยระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่ดำเนินการอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ทำให้ประเทศไทยเราขึ้นมาเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ ๒ ของโลกรองจาก ประเทศบราซิล ถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไร เริ่มต้นตั้งแต่ ๓๒ ปีที่แล้ว แล้วก็เรื่อยมา ถ้าในสมัยนั้นเราก็คิดว่าโอกาสที่จะทำเรื่องนี้คงจะยาก แต่ในขณะเดียวกันด้วยความมุ่งมั่น ของผู้ที่ดำเนินการเรื่องนี้ ในช่วงนั้นจนทำให้ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในเรื่องของการส่งออกน้ำตาล เป็นลำดับ ๒ ของโลกนี่นะครับแซงหน้าทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลียซึ่งเป็นคู่แข่ง ของเรา ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นคู่แข่งของเราแล้วก็คู่แข่งอื่น ๆ อีกหลายประเทศหายไปจากโลกแล้ว และในขณะที่ฟิลิปปินส์นั้นจะต้องซื้อน้ำตาลจากประเทศไทย อินโดนีเซียก็ซื้อน้ำตาลจาก ประเทศไทย ก็ด้วยเหตุว่าเรามีระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและสามารถที่จะทำให้ ประเทศไทยเรายืนตระหง่านอยู่ได้นะครับ และด้วยน้ำตาลนี่เองครับมีระบบในเรื่องกองทุน ซึ่งท่านก็ได้เสนอเรื่องนี้เหมือนกันเกี่ยวกับเรื่องกองทุน ผมก็อยากจะเรียนว่ากองทุนนี่แหละ สามารถที่จะช่วยตัวเองได้ และผมขอยืนยันนะครับว่าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล มีการตั้งกองทุนในลักษณะนี้แล้วก็ช่วยตัวเองมาโดยตลอดโดยไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐเลย ในปีใดที่มีราคาดีก็นำเงินเข้ากองทุน ในปีใดที่ราคาไม่ดีก็นำเงินกองทุนนั้นมาช่วยรักษาเสถียรภาพ ของอุตสาหกรรมนี้ จึงทำให้อุตสาหกรรมนี้อยู่ได้ด้วยตัวของตัวเองและอยากจะเรียน นิดหนึ่งนะครับว่าถ้าภาคเกษตรนี่นะครับทุกแห่งไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แต่อ้อยและน้ำตาล ทุก ๆ ตันจะเสียภาษีร้อยละ ๐.๗๕ เพราะฉะนั้นเกษตรกรที่เสียภาษีก็คือชาวไร่อ้อย แล้วก็ มีความภาคภูมิใจที่ชาวไร่อ้อยได้เสียภาษีให้กับประเทศชาติโดยหัก ณ ที่จ่าย โรงงานน้ำตาล เป็นผู้หักนำเสนอกระทรวงการคลัง นี่ก็เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเรียนถึงผลดีของการสร้างระบบ มีหลายท่านได้พูดนะครับว่าระบบนี้ถ้าดีจริงทำไมประเทศไทยเราไม่ใช้ดำเนินการกับข้าวนี้ มาตั้งนานแล้ว ขอเรียนว่าข้าวเป็นเรื่องใหญ่การที่จะดำเนินการให้ครบถ้วนนั้นคงไม่สามารถ กระทำได้แต่ลักษณะของการดำเนินการนำร่องเมืองข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์นี้จะเป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นโมเดล (Model) ที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติเรามีโครงการที่เป็นประโยชน์แล้วก็ เป็นตัวอย่างให้กับจังหวัดอื่น ๆ ที่จะดำเนินการต่อไป เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่าผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งที่จะนำเอาระบบแบ่งปันผลประโยชน์ในแนวคิดที่ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลมาใช้กับนำร่องเมืองข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์ แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่จะเสนอ เรื่องนี้ต่อไปจนกระทั่งประสบความสำเร็จ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
มีท่านสมาชิกขออภิปรายเพิ่มเติมอีก ๑ ท่าน ดิฉันก็ขอให้ท่านสรุปหน่อย เพราะว่ากรรมาธิการยังไม่ได้รับประทานอาหารกลางวันกันเลยนะคะ ต่อไปขอเรียนเชิญ พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพรัก ผมก็คงจะอภิปรายเป็นข้อสังเกตสั้น ๆ นะครับว่าปัญหาเรื่องข้าว ของเราเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน และเป็นปัญหาที่เรายังแก้ไม่ได้ ผมอยากใช้คำว่า แก้ไม่ได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีความภูมิใจว่าเราส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกแต่ลึก ๆ แล้วเป็นเรกคอร์ด (Record) ที่ดี เป็นสถิติที่ดี แต่ลึก ๆ แล้วก็ยังเป็นความเศร้าของชาวนาอยู่ดีที่ยังทุกข์ยากลำบาก ที่ยังยากจน เพราะฉะนั้นผมเองก็ดีใจเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นเองที่มีสถิติดี ๆ ความพยายามที่จะ แก้ไขปัญหาเรื่องชาวนาผมเชื่อว่าที่รัฐบาลนี้พยายามแก้ที่จะลดพื้นที่การปลูกข้าวเพื่อลดปริมาณ การผลิตข้าวผมว่าถูกทาง โดยเฉพาะลดในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว ตัวนี้ผมคิดว่า ถูกทาง อันนั้นคงจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเรื่องข้าวนะครับ
ส่วนอันที่ ๒ ขออนุญาตเอ่ยนามที่ท่านมนูได้พูดถึงท่านอำนวยเกี่ยวกับ เรื่องการเอาระบบแบ่งปันผลประโยชน์ของโรงงานน้ำตาลนั้นมาช่วย ที่รัฐบาลนี้ได้ออก ใบอนุญาตโรงงานน้ำตาลอีกจำนวนมาก ผมก็เชื่อว่าคงจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดพื้นที่ ก็ถือว่าถูกทางครับเพราะว่าข้าวก็จะได้ลดลง เพราะว่าโรงงานน้ำตาลไปตั้งอยู่พื้นที่ใด พื้นที่ ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว ชาวนาก็หันมาปลูกอ้อยซึ่งก็ทำให้เขาสามารถจะอยู่ได้ในปีต่อปี ผมพยายามอ่านเอกสารที่ท่านพยายามทำนั้นก็คงจะเป็นความพยายามที่จะแก้ปัญหานำร่อง อย่างที่ท่านปลัดมนูได้พูดถึง คือพยายามที่จะเอาระบบเกี่ยวกับน้ำตาลมาเป็นรูปแบบ ในการแก้ปัญหา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราพูดมานานก็อยากจะให้กำลังใจ เพราะถือว่าเป็นเพียง มาตรการหนึ่งที่จะเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องข้าว ซึ่งท่านก็พูดชัดว่ามันจะได้แก้ปัญหาได้ อยู่ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันเท่านั้นเอง เพราะว่าข้าวเราเองเราส่งออกปีละประมาณ ๑๐ ล้านตันต่อปี ซึ่งตัวนี้เราก็รู้นะครับว่ายิ่งถ้าเผื่อข้าวหอมมะลิที่ทางประเทศไทยเราเองจริง ๆ เราบริโภคประมาณ ผมอาจจะจำตัวเลขที่สับสน คือเราผลิตไว้เพียงครึ่งเดียว เพราะฉะนั้น ทางออกของรัฐบาลก็สอดคล้องกับที่ทางด้านกรรมาธิการเสนอก็คือพื้นที่การปลูกข้าว เพิ่มคุณภาพ ถูกต้องนะครับ เพราะว่าตัวนี้จะเป็นการลดการแข่งขันกับตลาดโลกที่เน้นข้าว ค่อนข้างจะหลากหลาย ข้าวผมมองดูว่าโดยเฉพาะข้าวของประเทศไทยเราเป็นข้าว ที่มีคุณภาพจำนวนมาก แต่เราค้าขายแบบค่อนข้างที่จะไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ซึ่งในประเทศเรามีข้าวหอมมะลิอยู่ประมาณแค่ ๒๐ ล้านตัน บริโภคภายในประเทศเพียง ๑๐ ล้านตันเท่านั้นเอง ที่เหลือส่งออก ๑๐ ล้านตัน แต่ข้าวหอมมะลิถ้าเผื่อเทียบกับข้าวอื่น ๆ แล้ว ผมถือว่าเป็นข้าวพรีเมียม (Premium) ข้าวชั้นดีที่ควรจะมีวิธีการแยกค้าแยกจำหน่ายได้ อีกประเภทหนึ่ง ตัวนี้ควรจะดำเนินการนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาจะค้าข้าวผมมองดูว่า ถ้าเผื่อมองในระบบอีกระบบหนึ่งที่ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการนี้ช่วยมองด้วยว่าการค้าข้าว ในระดับโลกมันกำหนดด้วยราคาต่างประเทศ เพราะว่ามีหลาย ๆ ประเทศปลูกข้าว จำนวนมากเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ประเทศรัสเซียหรือแม้กระทั่งประเทศพม่า หรือหลาย ๆ ประเทศตอนนี้ก็เริ่มมาผลิตข้าวได้ เพราะฉะนั้นเวลาเราจะไปแข่งขันกับ ตลาดโลกเราเองเรามีปัญหาเยอะมาก ในจำนวนต้นทุนของเราก็สูง จำนวนผลิตตันต่อไร่ก็ต่ำ เพราะฉะนั้นเราเองเราแข่งขันกับเขาได้ลำบาก เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามสิ่งที่ท่านเสนอมา ก็เป็นสิ่งที่ใหม่แล้วก็พูดคุยกันมานานที่เสนอเป็นรูปธรรมก็อยากจะเห็นการผลักดันสิ่งเหล่านี้ ต่อไปเผื่อจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยชาวนาให้ลืมตาอ้าปากได้ ขอขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันเห็นว่าสมาชิกได้อภิปรายกันพอสมควรแล้วนะคะ ก็ขอปิดการอภิปรายและเชิญท่านคณะกรรมาธิการตอบข้อซักถามของสมาชิก เรียนเชิญ ท่านอำนวยค่ะ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมเองในฐานะที่ศึกษาเรื่องนี้ก็ขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกที่ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อวิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อเท็จจริงหลายอย่างแก่ คณะกรรมาธิการ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนในเบื้องต้นก็คือว่าในคณะกรรมาธิการนั้น ทำ ๒ เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้น แต่ว่าจุดใหญ่กรอบใหญ่กำลังจะตามมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านได้ให้ข้อคิดเห็นในมุมเรื่อง การจัดการโดยสหกรณ์และในมุมเรื่องของการสร้างระบบที่กาฬสินธุ์โมเดลเป็นประโยชน์ ที่เราจะไปรวมในภาพใหญ่เมื่อการนำเสนอภาพใหญ่ในคราวหน้าก็จะเห็นภาพชัดทั้งหมดว่า โดยรวมแล้วภาพของการบริหารจัดการข้าวทั้งระบบของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ในวันนี้ ก็เป็นแต่เพียงนำโครงการย่อย ๒ โครงการเข้ามาสู่การพิจารณาในเบื้องต้นนะครับ มีประเด็น ซึ่งผมอยากจะได้กราบเรียนสักเล็กน้อยในความเข้าใจให้มันตรงกันมี ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เป็นประเด็นเรื่องของการตลาดนำการผลิต และในข้อเสนอนั้น ได้มีการเสนอเรื่องให้การตั้งบริษัทค้าในเรื่องนี้ ประเด็นนี้ต้องมีความเข้าใจ เขียนอาจจะไม่ชัด แต่ถ้าเขียนให้ชัดก็คือว่าบริษัทที่ว่านั้นคือบริษัทของสหกรณ์ โดยสหกรณ์และเพื่อสหกรณ์ สหกรณ์จะไปทำ ในทางปฏิบัตินั้นปรากฏว่าในสินค้าหลายตัวในหลายประเทศ บริษัทนี้ ทุนจดทะเบียนจะไม่มากอยู่ระดับไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท แต่สิ่งที่ได้มากที่สุดก็คือว่า ความช่วยเหลือในด้านข้อมูล ความช่วยเหลือในด้านการตลาด ความช่วยเหลือต่าง ๆ ของภาครัฐที่ให้ต่อบริษัทสหกรณ์นี้ บริษัทส่งออกของสหกรณ์และบริษัทค้าภายในประเทศ ของสหกรณ์ นั่นก็หมายความว่าบริษัทอันนี้ไม่ใช่บริษัทที่มีลักษณะใหญ่โตมโหฬาร เป็นเรื่อง ของบริหารจัดการในรูปสหกรณ์แล้วก็ถามว่าแล้วสหกรณ์มันค้าขายเป็นหรือ วิธีปฏิบัติ ก็คือเขาจะจ้างมืออาชีพในวงเงินที่มีจำกัดแล้วก็บริษัทนี้โดยหลักแล้วจะไม่ใช่แสวงหากำไร มีรายได้ส่วนเกินเมื่อไรก็เอากลับไปหาสหกรณ์และสมาชิกกับสหกรณ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้าคำถามว่าแล้วทำไมเป็นบริษัทนะครับ มีหลายประเทศที่บริหารจัดการในรูปของสหกรณ์ กฎหมายไทยในเรื่องของการบริหารสหกรณ์มีข้อติดขัดเรื่องกฎระเบียบอะไรต่าง ๆ ค่อนข้างมาก เขาก็เลือกที่จะใช้ในลักษณะของบริษัท แต่ว่าบริษัทที่ว่านั้นจะเป็นบริษัท บริหารจัดการในลักษณะของสหกรณ์ ในข้อบังคับที่เหมือนกับสหกรณ์มากที่สุดครับ เพราะฉะนั้นอันนั้นเป็นข้อ ๑
ในข้อ ๒ ที่คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องที่เขียนไม่ค่อยชัดก็คือเรื่องของกองทุน พัฒนาข้าว ในประเด็นนี้ที่จริงคณะศึกษาก็ได้ดูอยู่แล้วว่าในขณะนี้วงเงินที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาข้าวทั้งในด้านวิจัย พัฒนาอะไรต่าง ๆ อยู่ค่อนข้างมาก ในข้อเสนอของเรา ถึงได้เสนอว่าจะมีการศึกษาในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็คงจะได้นำมาเพราะว่า ไม่ใช่ตัดสินใจว่าเราเห็นด้วยกับตัวนี้นะครับ เพราะว่ามีลักษณะของการจัดการบางส่วน อยู่ด้วยแล้วครับ
ส่วนประเด็นที่มีปัญหากังวลอยู่ค่อนข้างมากก็คือว่าแล้วโมเดล (Model) ที่กาฬสินธุ์มันจะได้ประโยชน์อะไรกับชาวนา ชาวนาจะได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องของการทำ เรื่องนี้ ประเด็นเรื่องนี้เป็นประเด็นเรื่องเราเห็นชัดว่าระบบอินโนเวชัน (Innovation) ระบบ ความก้าวหน้าในด้านของการเกษตรและไปสู่อุตสาหกรรม ไปสู่การค้า ถ้าอยู่ภายใต้ระบบ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่มีการส่งเสริมเป็นพิเศษมันจะก้าวหน้าไปค่อนข้างยากและอาจจะ ไม่สำเร็จ และเมื่ออินโนเวชัน (Innovation) ไม่เกิด การขยับไปสู่ ๔.๐ ก็จะลำบาก เพราะฉะนั้น ถึงได้มีแนวทางว่าถ้าบริหารจัดการในกรอบของลักษณะอย่างนี้ก็น่าจะได้ทำให้เกิด ความก้าวหน้าขึ้นได้อย่างรวดเร็วนะครับ ส่วนรายละเอียดท่านธนิตคงจะได้ศึกษาเรื่องนี้ ขอบพระคุณครับ
เรียนเชิญท่านธนิต ท่านธนิตจะตอบไหมคะ เรียนเชิญค่ะ
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพนะครับ ผม ธนิต โสรัตน์ ก็จะนำเสนออย่างสั้น ๆ นะครับ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อแนะนำต่าง ๆ ก็จะเอาไปปรับนะครับ
ประเด็นนำร่องเมืองข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์ทำมาตอนคิดตั้งแต่มกราคม นำเสนอกรรมาธิการ แล้วก็ศึกษาอย่างจริงจังก็พฤษภาคม เราศึกษาก่อนที่จะมีปัญหาเรื่องข้าว ตอนทำเราคิดอยู่แล้วเป็นเรื่องของความท้าทายค่อนข้างสูง เพราะว่าเจตจำนงเรากำลังมองว่า ข้าวมันต้องปฏิรูป ถ้าโจทย์ว่าต้องปฏิรูปก็คือก็อยากจะคิดอะไรที่ไม่เหมือนเดิม แล้วก็ต้อง ทำอย่างไรจะให้เกิดข้าว ซึ่งผมมาจากภาคอุตสาหกรรม เราก็มองย้อนกลับไปว่าอุตสาหกรรม มันก้าวหน้าได้อย่างไร มันก้าวหน้าเพราะว่าเราไม่ยึดติดอยู่กับแบบเก่า ๆ และมันต้องแข่งขันได้ แล้วก็ต้องยั่งยืน อนาคตอีก ๑๐ ปีข้างหน้าผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงมาก คู่แข่งของเราจะเติบโต แล้วก็แข็งแรงกว่าเราภายใต้ต้นทุนที่ต่ำกว่า แรงงานในอนาคตของเราก็จะลดน้อยถอยลง เพราะฉะนั้นเวลาเราศึกษาตรงนี้เราศึกษาโครงสร้างและตอนศึกษาผมคิดว่าถ้าคนมา เกี่ยวข้องเอามาชี้แจงรวม ๆ กันเป็นร้อยนะครับ มาจาก ๓๐ กว่าหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร องค์กรที่เกี่ยวกับข้าว เพราะฉะนั้นเราเห็นภาพข้าวหรือว่าโครงสร้างข้าวที่เป็น อย่างปัจจุบันนี้และมองออกไปอีกสักไม่เกิน ๑๐ ปีข้างหน้า จุดแข็งของเราที่เรามีในอดีต มันจะหมดไป เพื่อนบ้านใหม่ ๆ ของเราจะเติบโต ตอนนี้พม่ากำลังจะออกมา และอนาคต เขาอาจจะชิงแชมป์ (Champ) เรา อินเดียในเอกสารที่ให้ท่านในเปเปอร์ (Paper) ใหญ่ เรามีสถิติข้าวย้อนหลังไป ๑๐ ปีของหลาย ๆ ประเทศ จะพบว่าอินเดียแค่ ๖ ปีจากการส่งออก ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตัน กระโดดขึ้นมาเป็นเกือบ ๑๐ ล้านตัน แล้วก็หลาย ๆ ประเทศตัวเลข เติบโตขึ้นตลอด เพราะฉะนั้นในเรื่องของโครงสร้างข้าวขีดความสามารถการแข่งขัน และตลาดในอนาคตจะแข่งขันรุนแรง เราถึงมองว่าอนาคตข้าวจะเป็นอย่างไร อันนั้นไม่ได้ คิดเองนะครับ คนหลาย ๓๐ กว่าหน่วยงานช่วยกันคิด ทีนี้ประเด็นข้าวที่ท่านทราบเป็น เรื่องใหญ่มาก ข้าวสารของเรา ข้าวขาวเรา ๑๙.๒๕ ล้านตัน เราบริโภคเอง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ๗,๐๐๐,๐๐๐ ตัน มีนักท่องเที่ยวมาบริโภคในนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน คนไทยทานข้าวจริง ๆ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตันเท่านั้นเอง มีตัวเลขนักท่องเที่ยวมา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เพราะฉะนั้นเราผลิตและกินเองในประเทศ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเราอยู่ บนตลาดโลกทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องราคาผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นเปเปอร์ (Paper) ที่ทำ เผอิญไม่ได้ตั้งใจกัน แต่เปเปอร์ (Paper) ออกมาแนว ๆ แบบนี้ ท่านอำนวย ท่านก็คิดในเรื่องของการแก้ปัญหาข้าวโดยใช้วิถีสหกรณ์ผมคิดว่าก็ทำไป สหกรณ์ก็ทำมา ร้อยปีแล้ว จะยกระดับหรือจะแบ่งปันผลประโยชน์ก็แล้วแต่ แต่อีกเปเปอร์ (Paper) นั้นมองเรื่องของ การยกระดับข้าว กรณีเคส (Case) ของกาฬสินธุ์นั้นมองทะลุออกไป มองมิติ ๑๐ ปีข้างหน้าไปว่า เราจะปฏิรูปนั้นมันต้องยกระดับข้าว ไม่คิดเหมือนเดิม ๆ ชาวนาก็ผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เรื่องของซัปพลาย (Supply) ไป ไม่ได้มองและไม่ได้เชื่อมโยง ท่านนึกแล้วกันนะครับว่า ข้าวมีแค่เกษตรกรเป็นคนผลิต หลังจากนั้นกระบวนการตั้งแต่โรงสีแปรรูปข้าวถุง หรือว่า อุตสาหกรรมต่าง ๆ มันเป็นอุตสาหกรรมทั้งหมดเลย ที่ผ่านมานั้นเป็นการแยกส่วนการพัฒนา แนวคิดนี้คือการยกระดับแล้วมีเมืองต้นแบบ เอาเกษตรกรต้องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม และเกษตรกรจะได้อะไร เรามีพื้นที่เป็นโฟกัสเชิงพื้นที่ ในพื้นที่นั้นทำไมจึงต้องเอา เศรษฐกิจพิเศษมาลง ข้าวนั้นเราถือว่าไม่ได้อยู่ในซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super Cluster) ของบีโอไอ (BOI) อีกแล้ว เพราะฉะนั้นโรงสีหรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้อย่างเก่งก็จะได้ลดภาษี เขาเปิดแทกซ์ (Tax) หรือภาษีรายได้ไม่เกิน ๓ ปี แต่ถ้าอยู่ในสิทธิพิเศษยังจะได้ถึง ๘ ปี เป็นอย่างน้อย นั่นคือแนวคิดว่าถ้าจะพัฒนาเชิงพื้นที่แล้วไม่เอาอะไรที่จูงใจหรือมาตรการ ภาษีเข้ามาใส่อุตสาหกรรมจะไม่มา ฉะนั้นถ้าอุตสาหกรรมมาแล้วเกษตรกรจะได้อะไร เช่นการทำนาแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรม ผมเรียนตั้งแต่ต้นว่าคุณเอาเกษตรกรที่อ่อนแอ ๑๐๐ คนมาเรียงกันก็จะได้คนอ่อนแอ ๑๐๐ คน แต่ถ้าคนอ่อนแอรวมตัวกันแปลงเล็ก ๆ จะเป็นรูปแบบสหกรณ์ แล้วก็จอยต์เวนเจอร์ (Joint Venture) เชื่อมโยงกับโรงสีหรือผู้ประกอบการ เราจะได้ความเข้มแข็งสามารถเชื่อมโยง ไปถึงโรงสีและสามารถที่จะส่งออกได้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็คือว่าถ้ามีเศรษฐกิจพิเศษ มาจับเรื่องของภาษี การลดภาษีบีโอไอ (BOI) ๘ ปีเป็นแรงจูงใจ เกษตรกรก็จะได้ส่วนที่ตรงนี้ เรื่องของค้าส่งค้าปลีก แล้วก็เรื่องของการส่งออกนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องเสริมทักษะ เพราะฉะนั้นในเศรษฐกิจพิเศษที่ตรงนี้ก็มีเรื่องการบ่มเพาะ แล้วก็มีเรื่องการลงทุน เรื่องบริษัทประชารัฐรักสามัคคีอะไรเช่นนี้ ประเด็นเมืองข้าวที่เรียนที่ตรงนี้ เป็นการนำเข้ามา ทุกวงจร ทั้งคลัสเตอร์ (Cluster) ทั้งโรงสี ๔.๐ อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมปุ๋ย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการซัปพอร์ตอินดัสทรี (Support Industry) ทั้งหลายทั้งปวงเข้ามา เมืองข้าวต้นแบบจริง ๆ เรามีรับเบอร์ซิตี้ (Rubber City) จริง ๆ ก็ไม่ได้ของใหม่ แต่รับเบอร์ซิตี้ (Rubber City) ที่สงขลาค่อนข้างจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะว่าไม่ได้มีแรงจูงใจเรื่อง ของเศรษฐกิจพิเศษ เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สงขลาไปลงที่สะเดานะครับ อนาคตอันใกล้ ที่เชียงใหม่กำลังทำโมเดล (Model) เรื่องฟู้ดวัลเลย์ (Food Valley) เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของข้าวมันคือต้องมีเมืองต้นแบบ คราวนี้ก็กลับไปว่าเศรษฐกิจพิเศษหลายท่านบอกต้องเป็น เรื่องของชายแดน เราก็ศึกษามาเหมือนกันในเรื่องของเศรษฐกิจพิเศษ จริง ๆ ไม่ได้เขียนเรื่อง ชายแดนเอาไว้ เพียงแต่รัฐบอกว่าในระยะเริ่มต้นนั้นก็ให้ที่ชายแดน แต่ว่าเศรษฐกิจพิเศษ แห่งที่ ๑๑ นั้นเรียนเลยว่าไม่ได้อยู่ที่ชายแดน เข้าใจว่า ครม. กำลังจะประกาศหรือประกาศ แล้วไม่ทราบก็อยู่ที่ฉะเชิงเทรา รวมพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองเข้าไป เพราะฉะนั้น ในเรื่องของกาฬสินธุ์โมเดล กาฬสินธุ์โมเดลที่ตรงนี้ก็เป็นแนวคิดที่เราจะใช้นวัตกรรม ใช้เทคโนโลยี และใช้การบ่มเพาะสร้างเกษตรกรให้เขามีขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโมเดล (Model) ธุรกิจในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมกับภาคเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ในภาคอีสานนั้นเราทราบดี เราศึกษาเราทราบเลยว่าชาวนาอีสานนั้นเป็นกลุ่มที่ยากจนที่สุด ของประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาต้นแบบให้อยู่ที่จังหวัดอีสานได้ และถ้าอีสานประสบ ความสำเร็จก็เป็นโมเดล (Model) ทำไมต้องเป็นกาฬสินธุ์ จริง ๆ กาฬสินธุ์ เราก็ไม่มีอะไร เป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าเมื่อเราไปลอนช์โมเดล (Launch Model) แล้ว ทางโน้นเขาตอบสนองทันที ผู้ว่าราชการจังหวัดเรียกประชุม กกร.จังหวัด ภาครัฐ เอกชนประชุม ทางจังหวัดชี้ว่าต้องมี ที่ราชพัสดุตรงนี้ว่าสามารถทำได้ จังหวัดเคยจะเอาไปทำศูนย์ราชการอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ก็เป็นรายละเอียดที่เมื่อท่านผ่านที่ตรงนี้แล้วก็จะต้องมีคณะทำงานไปศึกษาความเป็นไปได้ ของพื้นที่ต่าง ๆ ในเรื่องของอีสาน เรื่องของกาฬสินธุ์ ขนาดเมืองก็พอเหมาะ จังหวัด โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มี
ดังนั้นแนวคิดอีกอันหนึ่งที่อยากจะฝากท่านก็คือว่าการปฏิรูปเรื่องข้าวตรงนี้ อย่างที่บอกตอนทำบอกเลยว่าเป็นความท้าทายมากเพราะว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่อยากให้ท่าน ฝากไปว่าก็หลายแนวทางมีอยู่แล้ว สหกรณ์ดีอยู่แล้วเราก็ทำไป เรื่องกาฬสินธุ์โมเดลก็ยัง มีแนวคิดของสหกรณ์อยู่ แต่ขอให้ท่านมองว่ากำลังคิดนอกกรอบปฏิรูปไปว่าอีก ๑๐ ปีข้างหน้า ข้าวเราจะทำอย่างที่เป็นอยู่ย้อนหลังไปอีก ๔๐ ปี หรือว่าเราจะคิดใหม่ ลองใหม่ และสร้างโมเดล (Model) ที่กาฬสินธุ์ ถ้ากาฬสินธุ์ประสบความสำเร็จ จังหวัดข้างเคียงก็สามารถที่จะเอาไป ทำได้ เขตพิเศษที่อีสานขณะนี้มีอย่างน้อย ๓ แห่งอยู่แล้วนะครับ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร นครพนมกับมุกดาหารก็ติดกันแค่ ๖๐ กิโลเมตรกว่า ๆ นั่นเอง ดังนั้นอยากให้ ท่านช่วยมองด้วยนะครับว่าถ้าเราจะปฏิรูปแล้วก็อยากจะฝากที่ตรงนี้ไป ความสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ ถ้าสำเร็จก็เดินหน้า ไม่สำเร็จก็จะเป็นโมเดล (Model) ว่ามันไม่สำเร็จเพราะอะไร และถ้าอนาคต จะมีการต่อยอดต่อไป ก็เอาความล้มเหลวของโครงการนี้ไปต่อยอด ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านสมพงษ์ สระกวี ท่านชูชาติ อินสว่าง ท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ ท่านมนู เลียวไพโรจน์ และท่านชิดชัย วรรณสถิตย์ ขอกราบเรียนว่า หลายความเห็นที่ท่านได้กล่าวนั้น บางส่วนได้ประกอบอยู่ในข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปทั้ง ๒ เรื่องแล้ว หลายส่วนที่ท่านได้เสนอเพิ่มเติมจะได้นำไปปรับปรุงข้อเสนอ ๒ เรื่องนี้ให้สมบูรณ์ต่อไป แต่หลายส่วนขอกราบเรียนว่าคงจะต้องผนวกอยู่ในข้อเสนอการปฏิรูปในลำดับถัดไป ของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ ซึ่งสภาแห่งนี้ได้เห็นชอบให้ตั้ง คณะอนุกรรมการชุดนี้ขึ้นมา นำเสนอโดยท่านนิกร จำนง และมีท่านคณิสสร นาวานุเคราะห์ เป็นประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ หรือท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นที่ปรึกษาในอนุกรรมการชุดนั้น สำหรับการเสนอในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหา อย่างเป็นระบบ เป็นการนำร่องทั้งในเชิงของการใช้ระบบสหกรณ์ นำร่องในเชิงของพื้นที่ โดยนำร่องที่จังหวัดกาฬสินธุ์ การนำร่องทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความพยายามที่จะ ทำให้ชาวนาขายข้าวในราคาที่ดีขึ้น เป็นความพยายามที่จะทำให้ชาวนามีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นความพยายามที่จะทำให้มีการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะชาวนาเป็นรากฐานที่สำคัญ ของประเทศไทยตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แม้กระทั่งว่าเรากำลังจะก้าวไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ แนวความคิดเรื่องประเทศไทย ๔.๐ ก็จำเป็นจะต้องครอบคลุมไปถึงการแก้ไขปัญหา ของชาวนาด้วย ในหลักการแล้วการแก้ไขจะมี ๒ ประเด็นที่สำคัญ
ประเด็นแรกก็คือเรื่องของการผลิต ทำอย่างไรที่จะให้การผลิตนั้นมีผลิตภาพ ในการผลิตที่ดีขึ้น กล่าวคือทำอย่างไรในพื้นที่จำนวนเดียวกันสามารถที่จะเพิ่มผลผลิต ได้มากขึ้นและมีมูลค่าที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องของ การนำนวัตกรรมทางการผลิต เรื่องของการพัฒนาพันธุ์ข้าว เรื่องของการทำระบบชลประทาน เรื่องของการดำเนินการความเชื่อมโยงระหว่างแปลงนาต่อแปลงนาให้เป็นแปลงนาที่มีขนาด ที่เหมาะสม
อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของการตลาด กล่าวคือทำอย่างไรที่จะขายข้าว ให้ได้ราคาที่ดีขึ้น การขายข้าวให้ได้ราคาที่ดีขึ้น มิใช่ว่าจะขายได้ในราคาที่ต้องการ แต่ราคาข้าวนั้นเป็นราคาที่สอดคล้องกับราคาของตลาดโลก เพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่จะ ขายข้าวให้สอดคล้องกับราคาตลาดโลกในช่วงเวลาแต่ละช่วงที่ทำให้มีกำไร ไม่ว่าราคาข้าว ในตลาดโลก จะเป็นอย่างไรก็ตาม การดำเนินการโดยระบบสหกรณ์นั้นสามารถที่จะ เชื่อมโยงห่วงโซ่ทั้งทางด้านการผลิตไปสู่การรวบรวม ไปสู่โรงสี และไปสู่การตลาด การจำหน่าย และการส่งออกในที่สุด เชื่อว่าแนวทางของการนำระบบสหกรณ์เข้ามาเป็น จุดเชื่อมในเรื่องนี้บวกกับการนำแนวทางระบบการแบ่งปันผลประโยชน์จากการผลิตก็จะทำให้ ในที่สุดแล้วชาวนาจะขายข้าวในราคาที่ดีขึ้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนำร่องที่จังหวัดกาฬสินธุ์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องการที่จะนำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ระบบนวัตกรรมในการผลิตเพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มในการผลิตแปลงใหญ่ ในขณะเดียวกันถ้าระบบสหกรณ์สามารถที่จะเชื่อมต่อเข้าไป ในระบบนำร่องของจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ ๒ ระบบนี้ก็จะเชื่อมเข้าหากัน แต่เมื่อใดก็ตามที่ระบบ สหกรณ์ยังเข้าไปไม่ถึงก็สามารถที่จะดำเนินการในโครงการนำร่องจังหวัดกาฬสินธุ์โดยเอกชน ซึ่งวัตถุประสงค์เป็นอย่างเดียวกันก็คือว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดีขึ้น ชาวนามีชีวิตที่ดีขึ้น ดังที่หลายท่านได้กรุณากล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว และเป็น เรื่องที่ยากลำบาก แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเห็นว่าแม้จะมีความยากลำบากเพียงไรแต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ ผมอยากจะ ยกคำกล่าวของสตีเฟน ฮอว์คิง ที่ได้กล่าวว่าแม้ว่าจะมีความยากลำบากเพียงไรแต่ก็ ยังมีช่องทางที่เราจะต้องทำอยู่เสมอ และช่องทางที่เราพยายามทำนั้นก็จะนำไปสู่ความสำเร็จ ในที่สุด ข้อเสนอในวันนี้เป็นข้อเสนอที่หลายท่านได้กล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญของการปฏิรูป เป็นประวัติศาสตร์ก้าวหนึ่งของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้น ที่สำคัญของการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบโดยคณะอนุกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นโดยสภานี้ ต่อไปในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านในที่นี้คงจะได้กรุณา พินิจพิจารณาและมีส่วนสำคัญในการให้กำลังใจและให้ความเห็นชอบใน ๒ เรื่องนี้เพื่อที่จะ ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่เป็นจุดเริ่มต้น ในการแก้ไขปัญหา เรื่องข้าวอย่างเป็นระบบต่อไป ขอบพระคุณครับ
ท่านสุรินทร์มีอะไรครับ เผอิญกรรมาธิการพยายามจะช่วยชาวนาแต่ยังไม่ได้ กินข้าวกลางวันเลย เชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ที่ผมยืนขึ้นมาเพื่อจะถามบางประการกับท่านกรรมาธิการ มิได้หมายถึงว่าผมไม่มีจิตวิญญาณที่จะช่วยชาวนา ผมมีจิตวิญญาณที่จะช่วยชาวนาเพราะ ผมก็เคยเป็นชาวนา ผมเคยดำนา ผมเคยหว่านนามาแล้วด้วยตัวผมเอง ผมอยากกราบเรียนว่า ถามคำถามท่านประธานก่อนเลยว่าในเรื่องนี้ ๓.๒ มี ๒ เรื่อง และจะลงคะแนนทีละเรื่อง หรือพร้อมกัน คือพ่วงสหกรณ์กับเมืองนำร่อง กราบเรียนถามท่านประธานนะครับ
ขอบคุณครับท่านสุรินทร์
ครับ
เรื่องต่อไปก็คือผมอยากกราบเรียนถามท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่า ในหน้า ๑๑ ที่ท่านจะใช้กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดนำร่อง ผมได้เสนอไปว่าประชากรภาคอื่น ๆ เขาก็อยากจะเห็นนำร่อง ท่านเอาจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอื่น ๆ ด้วยได้ไหม เพราะถ้าท่านเขียนไป อย่างนี้แล้วท่านยังเขียนต่อไปอีกว่ามี บริษัท อีสเทิร์น ไรซ์ มิลล์ จำกัด พร้อมลงทุนจริง ๆ เขามีโรงสีอยู่และท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งที่อยู่สภาอุตสาหกรรมก็จะรู้อยู่ มันจะกลายเป็นว่า อันนี้นอกจากจะทำเพื่อเกษตรกรหรือชาวนาแล้วมันมีอะไรซ่อนอยู่ไหมครับ ผมหวังว่า บริษัทเอกชนไม่ว่าจะที่นี่หรือชื่อนี้ก็ตามเขามีจิตใจดีที่จะช่วยชาวนาแต่ภาพมันออกมา ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าจะเป็นปัญหาในอนาคตเมื่อใครไปอ่านแล้วไม่ได้อยู่ในสถานที่นี้ ผมจะกราบเรียนว่า
ข้อที่ ๑ ท่านกรรมาธิการคิดจะเอาไปเพิ่มที่จังหวัดอื่น ๆ ไหม เช่น ผมยกตัวอย่างที่นครสวรรค์เมืองข้าวหรือใครเถียง ทำไมไม่เอานครสวรรค์เขามีโรงสีใหญ่ ๆ และผมคิดว่าเขาพร้อมที่จะลงทุน หรือภาคกลางก็เช่นเดียวกัน ถ้าอย่างน้อยสักภาคละหนึ่ง ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรต่อชาวนาโดยรวมของประเทศ อันนี้ผมกราบเรียนถาม เพราะท่านยังไม่ได้ตอบ ท่านประธานก็บอกที่คุณสุรินทร์พูดอะไรต่ออะไรก็ว่าไป ผมอยากจะ เห็นท่านตอบให้ชัด ๆ คำถามแรกกราบเรียนปรึกษาท่านประธานว่าจะลงมติกันอย่างไร
ข้อที่ ๒ กราบเรียนถามท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าท่านจะยังใส่ชื่อ บริษัทนี้ลงในเอกสารไหม หรือท่านจะเอาอย่างไร ถ้าถามผม ผมไม่เห็นด้วยที่จะใส่ชื่อบริษัท ลงไปในเอกสารเพราะมันจะเป็นประเด็นต่อไปในอนาคตได้ ขอบพระคุณท่านด้วยความเคารพ ไม่ได้หมายถึงว่าผมรังเกียจบริษัทนี้ แต่ผมรู้ว่าที่ผ่านไปนี้บริษัทนี้เอาจริงเอาจังต่อการช่วยเหลือ เกษตรกร แล้วก็เอาจริงเอาจังกับการทำมาค้าขายเรื่องเหล่านี้ ด้วยความเคารพครับ
ข้อหารือของท่านสมาชิกนั้นการลงมติจะถามเป็นเรื่อง ๆ ครับ จะลงมติ เป็นเรื่อง ๆ ส่วนประเด็นที่ถามทางกรรมาธิการขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้ตอบ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องขอขอบคุณท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำอภิปรายของท่านที่ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของท่านและ การมีส่วนร่วมของท่านในการที่จะแก้ไขปัญหาข้าวอย่างยั่งยืน ในประเด็นที่ท่านได้ถามนั้น กราบเรียนว่ากาฬสินธุ์เป็นเพียงโครงการนำร่อง คำว่า นำร่อง หมายถึงว่าคณะกรรมาธิการ ได้เข้าไปศึกษาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ แล้วก็เห็นว่าสามารถที่จะนำร่องเป็นจังหวัดแรกได้ มิได้หมายความว่าจังหวัดอื่น ๆ ไม่มีความสำคัญ หรือจังหวัดอื่น ๆ จะไม่ดำเนินการตามแนวทาง ในการนำร่องนี้ แต่จะนำผลจากการนำร่องนี้ดูผลดี ผลเสีย ดูข้อพิจารณาต่าง ๆ ที่จะต้องทำ เพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ แล้วก็จะนำไปสู่การดำเนินการในจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป ในที่สุดตามความตั้งใจของท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อยากเรียนว่าส่วนหนึ่งที่เอาชื่อจังหวัดขึ้นมา จะเป็นจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งก็ตาม จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะให้มีการตั้งหลักในเรื่องของแบรนดิง (Branding) ว่าจังหวัดใดมีแบรนดิง (Branding) ที่เกี่ยวข้องกับข้าวนี้อย่างไร ซึ่งแต่ละจังหวัด ก็อาจจะมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีหลายจังหวัด มีผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกัน แต่มีสาระที่แตกต่างที่สามารถแยกแบรนด์ (Brand) ของแต่ละ จังหวัดออกไปได้ก็จะสามารถส่งเสริมไม่เพียงแต่จะทำให้ชาวนามีรายได้จากการขายข้าว ในราคาที่ยุติธรรม แต่ยังส่งเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยว ทำให้ชุมชนเหล่านั้นได้มีรายได้ เพิ่มเติมขึ้นด้วยเหตุการณ์อื่นนอกเหนือจากในเรื่องข้าวเพียงอย่างเดียว เช่น ในเรื่องของ การท่องเที่ยว เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงขอกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของการนำร่อง ดังสุภาษิตที่ว่า การเดินทางหมื่นลี้ เริ่มต้นด้วยก้าวแรก ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเดินทางที่เหลือได้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานครับ มีคำถามท่านสุรินทร์อีกข้อหนึ่งก็คือเรื่อง บริษัท ท่านธนิต โสรัตน์ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ บริษัท อีสเทิร์น ไรซ์ มิลล์ จำกัด ไม่มีนัยในตัวเปเปอร์ (Paper) ไม่มี เพียงแต่อยู่ในรูปอันนั้นเป็นรูปถ่ายเพราะว่าเราไปหลายที่ ไปตั้งแต่รูปแรกก็จะอยู่ในศาลากลางจังหวัด เขาลงพื้นที่แล้วก็จะมีรูปชาวบ้านมาถ่ายรูป พอไปตรงพื้นที่จะทำเศรษฐกิจพิเศษก็มีรูปของ ชาวบ้านเขาก็มาให้กำลังใจเรานะครับ แล้วก็ทางจังหวัดเขาก็พาไปดูโรงสีก็คือโรงสีจังหวัดนี้ เราก็ถ่ายมาให้ดู ภาพบางภาพผมเอามาจากอินเทอร์เน็ต (Internet) ด้วยซ้ำไปนะครับเพราะว่า เขาไม่มีภาพมุมกว้างให้เห็นก็เป็นแค่ต้นแบบนะครับ แล้วก็โรงสีแห่งนี้เขาสร้างเสร็จแล้ว แนวคิด ของแล้วก็คือเศรษฐกิจพิเศษมันจะต้องอยู่ในที่ราชพัสดุคนละที่กัน ถ้าการจะลงทุนใหม่ ต้องไปอยู่ในที่ที่ใหม่ ที่ตรงนี้อยู่นอกพื้นที่ของบีโอไอ (BOI) แล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสุรินทร์อีกรอบเดียวนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานด้วยความเคารพครับ กระผม สุรินทร์ หมายเลข ๑๗๓ ท่านดูในหน้า ๑๑ สิครับ ในเอกสารของท่านนะครับ ที่เป็นปึกนี้นะครับ ในหน้า ๑๑ ตรงข้อ ๓ กำหนดระยะเวลาปฏิรูป ใน (๑) การขับเคลื่อนของจังหวัดที่มีความพร้อม ท่านก็บอกภาครัฐและเอกชน ความว่า บริษัท อีสเทิร์น ไรซ์ มิลล์ จำกัด มันอยู่ในเอกสาร นอกจากเอกสารแล้วท่านขึ้นจอ เพราะฉะนั้นมันอยู่ในเอกสารและขึ้นจอ ผมเกรงว่าจะเกิด การทำให้โครงการนี้สะดุดในอนาคตได้เมื่อใครไปอ่านอย่างนี้นะ ส่วนท่านหลังจากที่ท่าน ไปทำแล้ว ท่านจะไปทำกับ บริษัท อีสเทิร์น ไรซ์ มิลล์ จำกัด หรือบริษัทอะไรอีก เพิ่มในส่วนตัวผมไม่ขัดข้องเพราะทุกบริษัทนี้ก็มีจิตใจที่จะช่วยเกษตรกร ช่วยชาวนา แต่ว่าการใส่ไว้อย่างนี้วันหนึ่งคนเขาจะบอกว่ามันมีอะไรไหมในกอไผ่ มันโลกวัชชะ ไม่ผิด แต่โลกเขาติเตียนได้ ผมอยากให้ท่านเอาออกไปจากตรงนี้เสีย และท่านก็อาจจะบอกว่า จะมีบริษัทหรือสถานประกอบการภาคเอกชนที่จะร่วมโครงการอันนี้ท่านก็ว่าไป ผมอยากจะเห็น อย่างนั้นด้วยความเคารพครับ
ท่านประธานกรรมาธิการรับไปพิจารณาตอนทบทวนปรับปรุงนะครับ เชิญท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพ ขอขอบคุณท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ เป็นอย่างยิ่ง คณะกรรมาธิการจะตัดประโยคนี้ออกไป ทั้งหมดเลยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ความจริงในขั้นตอนประชุมกิจการสภา เรื่องของรายงาน เรื่อง ไรซ์ ซิตี้ ไพลอต โปรเจกต์ (Rice City Pilot Project) รูปแบบของการปฏิรูปเรื่องข้าว ก็คือการให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษนั่นเอง ที่เรียกว่าสเปเชียล อีโคโนมิก โซน (Special Economic Zone) เหมือนที่ทางรัฐบาลกำลังปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการมีเขตอย่างน้อย ๑๐ พื้นที่รอบประเทศเพราะว่าเรากำลังเชื่อมโยงกับทางประชาคม อาเซียน อันนี้ก็เป็นรูปแบบโมเดล (Model) ที่จะเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปเศรษฐกิจ หลังจากที่เรากระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง เมืองใหญ่ ๆ หัวเมืองใหญ่มา วันนี้ขอบเขตประเทศ ที่มันมีโลจิสติกส์ (Logistics) เชื่อมโยงของการค้าธุรกิจก็ให้ตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทีนี้ตอนที่กรรมาธิการเศรษฐกิจไปนำเสนอในวิป (Whip) ก็มีการซักถามเรื่องนี้โดยละเอียด ก็ได้โมเดล (Model) ออกมาว่า โดยแท้ที่จริงก็คือการให้มีเขตเศรษฐกิจในจังหวัดที่มี ศักยภาพในการปลูกข้าว ๒. จะปลูกขายแบบเดิมอีกไม่ได้แล้ว ปลูกกันมาตั้งแต่ตั้งสุโขทัยเป็น ราชธานี วันนี้ชาวนาก็ยังจนอยู่ ทั้งที่เราเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมากในการผลิตเกินกว่า การใช้และบริโภคในประเทศ จนกระทั่งเป็นแชมป์ (Champ) โลกในการส่งออกข้าวมา ๓๐ ปีจะหย่อน บางปีเท่านั้นเอง ก็หมายความว่าเมื่อชาวนาผลิตได้มากน่าจะรวยสิ แต่ทำไมยิ่งผลิตมากยิ่งจน ยิ่งเป็นหนี้ เข้าใจว่าโครงสร้างระบบข้าวปล่อยต่อไปแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว และรัฐบาลแต่ละชุด เข้ามาก็ตั้งใจช่วยชาวนา แต่บางครั้งด้วยเหตุผลทางการเมืองบ้างอะไรบ้างก็กลายเป็นประชานิยมสุดโต่ง เกิดความเสียหายทำลายระบบพื้นฐาน ดังนั้นเราก็ไม่ได้มาปฏิรูปเขาก็เลยเสนอว่าเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษข้าวขึ้นมา คือไรซ์ซิตี้ (Rice City) ก็คือเป็น สเปเชียล อีโคโนมิก โซน (Special Economic Zone) แล้วก็เห็นว่าไปดูมาที่ไหนที่เริ่มมีการขยับปรับตัวได้ เช่น ทำบิ๊กฟาร์ม (Big Farm) คือฟาร์มขนาดใหญ่ แทนที่จะเป็นรายย่อย แล้วก็มีการใช้เครื่องจักร เครื่องกลมีเทคโนโลยีใหม่เข้าไป สุดท้ายก็คือการแปรรูปอย่างไรครับ เขาก็เลยไปดูโรงสีเผอิญว่า ที่กาฬสินธุ์มีความคืบหน้ามาก และท่านที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการด้วย เพราะฉะนั้นกับคณะทั้งท่านประธานสถิตย์และทั้งคณะ ท่านรองประธาน ซึ่งท่านก็เป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเลิศวิโรจน์แล้วก็ ท่านมรกต ซึ่งอยู่ ธ.ก.ส. ท่านธนิต โสรัตน์ เป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ เป็นนักบริหารด้านโลจิสติกส์ (Logistics) เป็นรองประธานสภาอุตสาหกรรมมาก่อนไปดูแล้วก็เห็นว่าที่กาฬสินธุ์เขามี ความก้าวหน้าในการที่จะปฏิรูประบบข้าวทั้งระบบตามแนวที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้วางไว้ว่า เป็นวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปข้าว เพียงเท่านั้นแหละครับ ทีแรกใช้คำว่าโมเดล (Model) ด้วยซ้ำไป ผมบอกอย่าใช้โมเดล (Model) เลย คือโมเดล (Model) มันต้องสำเร็จแล้วจนเป็น ตัวอย่างเขาก็เลยไปปรับมาใช้คำว่าไพลอต (Pilot) นำร่องแค่นั้นเอง ไม่ได้มีนัยอะไรเลย แต่ก็ขอบคุณในความห่วงใยเป็นความรอบคอบของท่านสุรินทร์ เพราะเห็นโลกมานานแล้ว เพราะฉะนั้นทางท่านประธานก็ไปปรับตรงส่วนนี้ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจทั้ง ๒ เรื่องแล้วนะครับ ต่อไป ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานหรือไม่ตามลำดับ โดยจะเริ่มจากเรื่อง การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนหรือยังครับ พลเอก ชูศักดิ์ เสียบบัตรกด หรือยังครับ เรียบร้อยนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนแล้ว ขอทราบผลด้วยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การจัดการข้าว โดยระบบสหกรณ์หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดำเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ เมื่อไม่มี ก็ขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลการลงคะแนนนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๐ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนะครับ เรื่อง การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องที่ ๒ เรื่อง นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์ Rice City Pilot Project : Kalasin Province หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
เนื่องจากเป็นการลงมติอย่างต่อเนื่องและไม่เห็นว่ามีผู้ใดได้ออกจาก ห้องประชุมก็ถือว่าองค์ประชุมยังครบอยู่นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหม เมื่อใช้สิทธิครบถ้วนแล้วก็ขอปิด การลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ เห็นด้วย ๑๓๕ ไม่เห็นด้วย ๑ งดออกเสียง ๘ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์ Rice City Pilot Project : Kalasin Province จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจทั้ง ๒ เรื่องแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจง และขอเชิญไปรับประทานอาหารที่ห้องข้าง ๆ ผมจะดำเนินการประชุมต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใดประสงค์ จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ ใกล้ปีใหม่แล้วครับ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ปีหน้าเรามีกฎหมายที่แต่ละคณะกรรมาธิการได้ไปกลั่นกรองแล้วก็นำเสนอมา โดยเฉลี่ยกรรมาธิการละ ๔ ฉบับที่เห็นว่าเป็นกฎหมายที่จำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศ ในด้านต่าง ๆ ๑๑ บวก ๑ ที่ท่านรับผิดชอบนะครับ โดยกรรมาธิการได้ส่งมาเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ที่ประชุมกรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้ให้ประสานกับทาง สนช. คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามแนวทางท่านประธานดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ว่าในภารกิจด้านการจัดทำกฎหมาย การผ่านพิจารณากฎหมาย ท้ายที่สุดก็จะไปคลอดอยู่ที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาตินะครับ ดังนั้นในฐานะที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา รับผิดชอบเรื่องการปฏิรูปประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจทางบริหารก็ประสานผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ๒ ฝ่ายอะไรก็ว่าไป ผ่านไปถึงมิสเตอร์รีฟอร์มผ่านอำนาจทางบริหารของท่านนายกรัฐมนตรีก็ไปมากแล้ว ๑๐๐ กว่าเรื่อง แต่ว่าส่วนที่เป็นร่างกฎหมายนี้ครับมันต้องใช้เวลา ทีนี้ร่างกฎหมายนี้ เมื่อดูภารกิจของ สนช. จากการประชุมวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ระหว่าง สนช. กับ สปท. แล้วก็เห็นได้ชัดเจนว่าในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี้เขาจะมี
๑. กฎหมายเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล
๒. ก็คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
๓. กฎหมายที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญอีก รวมแล้ว ๕๐ กว่าฉบับ ยังไม่รวม กฎหมายเฉพาะหน้าที่ค้างคาจำเป็น เป็นปัญหาเฉพาะหน้าและจำเป็นจะต้องแก้ไข และ
สุดท้ายก็คือกฎหมายปฏิรูปที่เราส่งไปพร้อมกับรายงานปฏิรูปในชุดแรก ๆ นี้ครับ ส่งให้กับทางรัฐบาลไปรวมแล้วเกือบ ๑๔๐ เรื่อง ในจำนวนนั้นไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ มีตัวร่างกฎหมาย หรือมีข้อเสนอกฎหมายที่จำเป็นต่อการปฏิรูปพ่วงไปด้วย และยังมีอีกอย่างน้อย ๓๖ ฉบับ ที่เราจะต้องประสานเพื่อเตรียมความพร้อมทาง สนช. เพราะฉะนั้นเขาจะมีกำหนดการ นิติบัญญัตินะครับ เวลาที่เหลืออยู่ของ สนช. ก็มีจำกัด แม้ว่าจะผ่านกฎหมาย พิจารณา กฎหมายไปได้อย่างมากพอสมควร ๒๐๐ กว่าฉบับแล้วนะครับ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี้ ดังนั้นเพื่อที่จะให้การปฏิรูปปรากฏเป็นจริง โดยเฉพาะที่เป็นกฎหมายนี้ก็ได้ดำเนินการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นปีหน้านี้คงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ท่านสมาชิกและกรรมาธิการแต่ละคณะคงจะต้อง
๑. คือติดตามงานที่ได้ส่งไปแล้วครับ โดยเฉพาะที่ผ่านคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ซึ่งในนี้เราก็มี พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ เป็นรองประธานคณะกรรมการ ประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และการปรับคณะรัฐมนตรีหลังสุดนี้นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ท่านวันชัย ท่านเสรี ท่านคำนูณ หลายต่อหลายท่านที่อยู่ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติก็คงทราบ ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ นั้นก็เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก สปช. ตอนนั้นให้จัดทำรายงานวิสัยทัศน์ออกแบบอนาคต ประเทศไทย และส่งมอบให้รัฐบาลไปในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๘ นะครับ ในนาม สปช. นั่นคือต้นกำเนิดของไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เพราะฉะนั้นเมื่อท่านได้เข้ามาเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ขับเคลื่อนในเรื่องนี้ในมุมของกระทรวงพาณิชย์ และกรรมการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จนกระทั่งคราวนี้การปรับ ครม. ครั้งนี้จึงเป็นการปรับ ครม. เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงได้วางผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ วิสัยทัศน์ออกแบบอนาคตประเทศไทยนะครับ แล้วก็เรื่องไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นี้ ผนวกเข้ากับรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป เรามี ครม. ใหม่ คือ ครม. ชุดปฏิรูป เดิมก็ปฏิรูปเยอะแล้ว อันนี้ก็เร่งรัดให้มากขึ้นเพราะเวลาที่เหลืออยู่ก็น้อยลงมานะครับ
๒. ก็คือเรามีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จะมีกฎหมาย ๒ ฉบับที่เป็นกฎหมายปฏิรูปโดยเฉพาะเลยนะครับ ที่ต้องประกาศใช้ให้แล้วเสร็จใน ๑๒๐ วัน ก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติครับ คือการปฏิรูประยะยาว
๓. ก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ๒ ฉบับนี้เป็น ๒ ฉบับที่ต้องออกก่อนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วย และจะมีกลไกใหม่ ๆ ที่จะมารับผิดชอบการปฏิรูปต่อจาก สปท. เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ปี ๒๕๖๐ ก็จะเป็นปี ของการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศวางรากฐานใหม่ให้อนาคตประเทศนะครับ และเป็น ปีแรกของ ๒๐ ปียุทธศาสตร์ชาติ และเป็นความต่อเนื่องที่พันกันมา ๒ ปีกว่าแล้ว ขณะนี้ เริ่มเห็นความแข็งแรงของประเทศเราเหนือกว่าประเทศต่าง ๆ ในลักษณะที่เรียกว่าเป็น คอมแพเรทิฟแอดแวนเทจ (Comparative Advantage) นะครับ ดังนั้นก็เลยเรียนว่า ในสิ้นปีนี้เราคงจะเป็นการประชุมนัดสุดท้าย แล้วก็ในฐานะที่เป็นรองประธานวิป (Whip) สปท. นะครับ แล้วก็เป็นกรรมการที่ปรึกษาวิป (Whip) ๓ ฝ่าย รองประธานวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ก็ได้เห็นว่าความทุ่มเทพยายามของทุกท่าน และกรรมาธิการทุกคณะเริ่มปรากฏผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศ และปี ๒๕๖๐ จะเป็นปีที่เราจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในหลายมิติของการปฏิรูปเรื่อง การคอร์รัปชันเราได้เห็นแล้วว่าก่อนที่จะเกิดการปฏิรูปแล้ว ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบชี้มูล ที่มีความผิดทางอาญา มีมูลแล้วก็เรื่องร่ำรวยผิดปกติ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ท่านคิดสิครับ และเราได้ทำสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ก็คือสร้างกลไกคือศาลคอร์รัปชันขึ้นมา โดยความร่วมมือของแม่น้ำ ๕ สาย โดยการเร่งรัดของท่านนายกรัฐมนตรี ศาลยุติธรรม และบรรดาศาลฎีกาท่านก็เดินหน้าเต็มที่ ในที่สุด สนช. ผ่านกฎหมายแล้วก็เปิดศาลทำการได้ ไม่ใช่ง่ายนะครับ ถึงขั้นเปิดศาลทำการได้ต้องหาผู้พิพากษาที่ชำนาญการเรื่องนี้ ที่ใส่ใจสนใจ เรื่องนี้ แล้วก็ต้องมีสถานที่ ต้องมีฝ่ายธุรการ ต้องมีระบบ ศาลตอนนี้กำลังใช้ระบบอีไฟลิง (e-Filing) ครับ จะเอาคำร้องคำฟ้องอะไรอยู่จังหวัดนี้จะไปเอาที่กรุงเทพฯ ต้องมาเอาที่ศาลเลย ไม่ต้องแล้วต่อไปนี้อยู่จังหวัดไหนก็ขอได้เลย หรือการใช้อีเอ็ม (EM) ที่เราได้เสนอไป ขณะนี้ประเทศกำลังเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจเราก็กำลังเปลี่ยนแปลงนะครับ การส่งออก เดือนพฤศจิกายนสูงสุดในรอบปีที่ผ่านมาเลย ขยายตัว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นนะครับ การส่งออกรถยนต์แข็งแรงมากทำให้ราคายางดีดขึ้นมากิโลกรัมละ ๘๐ บาท และเศรษฐกิจ ท้องถิ่นโลคัลอีโคโนมี (Local Economy) ที่เป็น ๑ ใน ๖ ฐานใหม่ก็จะเห็นได้ผลนะครับ คนใต้ คนอีสาน คนเหนือ ก็จะได้ผลพวงด้วยจากราคายางที่เพิ่มขึ้นเห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นเรากำลังปรับโครงสร้างต่าง ๆ ก็เป็นแต่เพียงฝากไว้ในวันสุดท้ายของการประชุม ปี ๒๕๕๙ แล้วก็ภารกิจของเราในปี ๒๕๖๐ ท่านประธานไม่ได้ทำหน้าที่ในช่วงสุดท้ายของ การประชุมวาระที่ ๖ ก็เลยเพียงเกริ่นไว้พอให้เห็นภารกิจ ปี ๒๕๖๐ ว่าคงเป็นงานหนักและ เป็นงานที่เรามีเวลาจำกัดมากขึ้น ต้องเร่งรัดการทำงานมากขึ้นนะครับ แล้วก็ขณะนี้ภารกิจ การติดตามงานที่เราส่งไปของแต่ละคณะกับ ๒. คือตัวแผนปฏิรูปใน ๓๗ วาระ ซึ่งส่วนใหญ่ ก็ส่งครบหมดแล้ว แต่ว่าตัวร่างกฎหมายที่จะต้องผลักดันทำงานประสานกับทางกรรมาธิการ ของ สนช. เรามีวิป (Whip) สนช. และเรามีระบบอนุกรรมาธิการร่วมระหว่าง สนช. สปท. เพื่อที่จะทำให้ร่างกฎหมายที่มีอยู่หลายเวอร์ชัน (Version) เหลือเพียงเวอร์ชัน (Version) เดียว เพื่อให้ ครม. ได้ตัดสินใจง่ายขึ้น เร็วขึ้น เมื่อเหลือ ๑ เวอร์ชัน (Version) กฤษฎีกาก็พิจารณา ได้เร็วขึ้นนะครับ พอเข้า สนช. วาระ ๑ วาระ ๒ ก็ใช้เวลาสั้นลงในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ เสร็จแล้วลงมติวาระ ๓ ทุกอย่างต้องบริหารแบบกระบวนการปฏิรูปทั้งสิ้น ดังนั้นก็เลยฝาก ท่านสมาชิกนะครับ มีท่านใดจะหารือฝากไว้ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ก็ขอให้โชคดีมีสุข มีความสุขตลอดปีใหม่ ท่านประธานฝากความปรารถนาดี มาถึงทุกท่านก็หวังว่าจะได้นำหนังสือท่านประธานไปอ่านนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ฝาก ให้พวกเราไปอ่านด้วย หนังสือที่ท่านประธานของเราท่านเขียนไว้ ท่านใช้เวลา ๑ ปีเต็ม ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรม เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็ท่านรองประธาน คนที่สอง ท่านก็มอบแผ่นซีดี (CD) เพลงพระราชนิพนธ์ ๔๘ เพลงครบทุกเพลงเลย ส่วนผมก็มอบข้าวให้ ทุกท่านไปบำรุงร่างกายช่วยชาวนา น่าดีใจว่าวาระการประชุมของเราเป็นวาระสุดท้าย ของปีนี้เป็นเรื่องการช่วยชาวนาปฏิรูประบบข้าว ๗๐๐ กว่าปีเราจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยพิมพ์เขียวปฏิรูปข้าวและระบบข้าวทั้งระบบด้วยแนวคิดใหม่ วิธีการใหม่ ๆ เหมือนอย่างที่ เราทำสำเร็จมาเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนคือระบบอ้อยน้ำตาล ๗๐ : ๓๐ ชาวนาควรได้ไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนที่ชาวไร่อ้อยได้ โรงน้ำตาลก็ได้ไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ชาวนา จะลืมตาอ้าปากระบบก็เดินได้ ผมก็กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วว่าเรื่องข้าวนี่ ๒๕ ปี ที่เราอยู่ในสภาและรัฐบาล ท่านนิกรก็คงทราบในฐานะอดีตรัฐมนตรี ว่าอ้อยน้ำตาลวันนี้โรงงานน้ำตาลถึงแม้จะได้ส่วนแบ่ง แค่นั้นแต่ขอขยาย ๆ ครับ ก็แสดงว่ามันเดินได้ ข้าวก็เหมือนกันถ้าเราสามารถที่จะทำให้ ชาวนาได้สัดส่วนมาก ๆ ผลิตมากต้องรวยไม่ใช่ยิ่งผลิตยิ่งจน อันนั้นก็เป็นภารกิจของเรานะครับ ที่ท้าทายสำหรับปี ๒๕๖๐ นะครับ
วันนี้ก็หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน แล้วก็ขอให้มีความสุขในปีที่ผ่านมา แล้วก็ยืดเยื้อต่อไปในปี ๒๕๖๐ ครับ ขอปิดการประชุมครับ