อำนวย ปะติเส หารือปัญหาความไม่สมบูรณ์ของระบบตลาดข้าวที่ทำให้ชาวนาขาดรายได้ที่มั่นคง และเสนอแนวทางปฏิรูปสหกรณ์ข้าวให้มีบทบาทครอบคลุมทุกห่วงโซ่การผลิต พร้อมส่งเสริมกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการกำหนดราคาสินค้าเกษตรในรูปแบบที่ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมข้าวไทย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ กระผม นายอำนวย ปะติเส ในฐานะ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการเกษตร ขอรายงานเกี่ยวกับ การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ก่อนที่จะไปถึงประเด็นนั้นครับ ผมอยากจะได้เริ่มต้นว่าปัญหาของข้าวในประเทศไทย ถ้าจะตั้งคำถามว่าอะไรที่มันใหญ่ที่สุด อะไรที่มันมีความสำคัญที่สุด ขอกราบเรียนว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดนั้นคือเรื่องระบบการตลาด หรือเรื่องระบบราคา เรื่องกลไกของราคาที่ดำเนินการอยู่ในระบบเศรษฐกิจเสรีของประเทศไทย ปัญหาที่ระบบราคาได้ทำหน้าที่ขาดความสมบูรณ์นะครับ และประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญ ถ้าเราแยกในหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของข้าวออกเป็นหน่วยธุรกิจที่เป็นรูปสหกรณ์ กับหน่วยธุรกิจที่เป็นรูปของบริษัทเอกชน เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน แม้กระทั่งบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ เราจะพบว่าธุรกิจการประกอบการข้าวในรูปของสหกรณ์ แม้เราจะตั้งมากันร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีความเจริญก้าวหน้าสามารถที่จะนำชาวนา ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ไปสู่รายได้ที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพของรายได้ได้ ในทำนองเดียวกัน ในภาคที่เกี่ยวกับเอกชนการประกอบธุรกิจข้าวก็เช่นเดียวกัน ระบบราคาไม่สามารถที่จะ ทำให้เรื่องเหล่านี้มันเดินหน้าไปได้ สร้างความมั่นคง ยั่งยืน เติบโตอย่างมีเสถียรภาพได้ ด้วยเหตุนี้แหละครับในภาวะที่มันเกิดขึ้นในแต่ละปีที่ราคาข้าวขาดเสถียรภาพ ราคาขึ้นก็ดี ราคาลงก็ดี ปัญหากลไกของตลาดมันไม่สามารถที่จะกระจายผลประโยชน์ของคนที่เกี่ยวข้อง กับองค์การข้าวได้อย่างทั่วถึง เรามักจะได้ยินคำพูดเสมอว่าคนที่ร่ำรวยคือผู้ส่งออก คนที่ร่ำรวย คือผู้ประกอบการโรงสี ส่วนคนที่ยากจนตลอดชีวิตก็คือชาวนาผู้ยากจน สิ่งเหล่านี้เราได้ยิน มาตลอด เหตุที่มันเป็นอย่างนี้ก็ด้วยกลไกของตลาดมันมีความไม่สมบูรณ์ เมื่อได้พิจารณา ถึงประเด็นของกลไกตลาดที่ไม่สมบูรณ์ นั่นก็หมายความว่าระบบการกำหนดราคา ระบบ การแบ่งปันรายได้มันเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้น ทางคณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นว่า มีหน่วยธุรกิจคือสหกรณ์เป็นหน่วยธุรกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของภาครัฐ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทางกระทรวงการคลัง ก็มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและหน่วยงานอื่น นโยบายของรัฐประจำปี ก็มีแนวที่จะสนับสนุนสหกรณ์ให้มีความมั่นคง ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา แต่ว่ากระบวนการ ที่ไปสนับสนุนเรื่องของสหกรณ์เกี่ยวกับข้าวนั้นไม่เป็นบูรณาการ ไม่รวมตัวกันอย่างชัดเจน ทิศทางของการพัฒนาข้าวจึงดำเนินไปแบบขาดตกบกพร่อง ไปเรื่อย ๆ สหกรณ์ข้าวบางทีดำเนินการไปตามนโยบายของรัฐ พอราคามันตกลงสหกรณ์ ก็ขาดทุนย่อยยับเป็นหนี้เป็นสินมาตลอดอย่างที่เคยเจออยู่ นโยบายแก้ปัญหาข้าว ที่เป็นนโยบายเฉพาะหน้า เป็นนโยบายการเมือง ก็ไม่เคยทำให้สหกรณ์ข้าวมีความเจริญ ณ วันนี้ตัวเลขสุดท้ายที่เราศึกษาดูก็ปรากฏว่าสหกรณ์ข้าวมีอยู่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของ การประกอบกิจการข้าวทั้งประเทศ ก็แปลว่าถ้าเราแยกธุรกิจที่เป็นสหกรณ์กับธุรกิจ ที่เป็นเอกชน สหกรณ์ดูแลอยู่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ข้าวที่เป็นเอกชนดูแล ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามองดูอย่างนี้นี่นะครับ ตัวเลขก็ไม่น่าเกลียดนัก แต่ถ้าเราเจาะลงไปอีกว่าใน ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ของสหกรณ์ที่ดูแลเรื่องข้าวนั้นมีสหกรณ์ที่มีขีดความสามารถที่อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่า มีประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจค้าข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ปรากฏว่าจะมีประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อีก ๖ เปอร์เซ็นต์เป็นสหกรณ์ค้าข้าวที่จำเป็น จะต้องได้รับการปรับปรุงเป็นอย่างมาก อันนี้คือตัวเนื้อแท้ของสหกรณ์ ปรับปรุงอะไรบ้าง ก็คือปรับปรุงเรื่องระบบการบริหารจัดการนะครับ ทีนี้ตัวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ที่มีความสำคัญที่สุดนั้นคงจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการให้มันครบวงจร ครบห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ นั่นก็หมายความว่าสหกรณ์ควรจะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของโรงสี ในเรื่องของการส่งออก มีระบบที่มีการแบ่งผลประโยชน์ ความจริงเรื่องลักษณะอย่างนี้ มีการทำ มีการใช้บริหารจัดการอยู่ในอ้อยน้ำตาลตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ เป็นพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันผลประโยชน์แล้วก็มีผลดำเนินงานมาดีนะครับ ก็มีหลายฝ่ายคิดว่า ทำไมเรื่องของข้าวจะให้ชาวนาไปมีส่วนในการกำหนดราคา มีส่วนร่วมในการเป็นโรงสี มีส่วนร่วมในการเป็นผู้ส่งออกข้าวและแบ่งผลประโยชน์กันอย่างเป็นธรรม ทำเหมือนกับที่ทำ กับอ้อยได้หรือไม่ได้ อย่างไร ก็พูดกันมานานแล้วก็มีการศึกษาเรื่องนี้ ในคณะอนุกรรมาธิการ ก็ได้ศึกษาแล้วเห็นว่าข้อบกพร่องใหญ่ที่สุดนั้นมันไปอยู่ที่ระบบตลาดแล้วก็เป็นเรื่อง ความเข้มแข็งของสหกรณ์ จึงได้หยิบเรื่องนี้มาว่าถ้าอย่างนั้นประเด็นของการปฏิรูปเรื่อง ของการค้าข้าวเพื่อจะให้เดินหน้าต่อไปได้มีความจำเป็นที่จะต้องจัดระบบแบ่งปันผลประโยชน์ขึ้น ในส่วนที่ทำได้ คือถ้าจัดระบบนี้ทั้งหมดของประเทศไทยโอกาสที่จะประสบความล้มเหลวนั้น มีมาก ก็จึงได้พุ่งเป้าไปสู่การจัดการระบบแบ่งปันผลประโยชน์ในสหกรณ์ข้าว โดยให้รวม ตั้งแต่ชาวนาไปถึงโรงสี ไปถึงผู้ส่งออก แล้วก็ให้จัดการเกี่ยวกับเรื่องของการผลิต การค้า และการแบ่งปันผลประโยชน์กันออกมาอย่างยุติธรรม มีระบบการผลิตที่มีต้นทุนต่ำนะครับ มีระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพทั้งในส่วนของประสิทธิภาพการผลิตระดับท้องไร่ ท้องนา ประสิทธิภาพในการแปรรูปในเรื่องอุตสาหกรรม และประสิทธิภาพในรูปการตลาด ลดความสูญเสีย ที่มันเกิดขึ้นในขั้นของการผลิต ของการแปรรูปและของการตลาดออกไปให้หมดเหลือรายได้ ที่เกิดขึ้นจากการขายข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออกไปแล้วก็กระจาย กลับมาสู่สหกรณ์แล้วก็กระจายกลับไปสู่สมาชิกของสหกรณ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้เรียบร้อย ด้วยเหตุนี้เมื่อเราพุ่งไปสู่จุดนี้แล้วก็ได้เริ่มดำเนินการเรื่องนี้กับพื้นที่กับสหกรณ์อยู่ ๒ แห่ง สหกรณ์แรกที่เราไปดำเนินการ ที่จริงได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้พอสมควร แต่ขอให้เป็น ระบบจัดการแบบแบ่งปันผลประโยชน์กัน เราไปเริ่มดำเนินการที่สหกรณ์ร้อยเอ็ดนะครับ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการ เกี่ยวกับการวางระบบการจูงใจ การแบ่งผลประโยชน์ หรือการจัดการต่าง ๆ นี้คงจะขอให้ผู้ช่วยคุณมรกต ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ได้เล่าให้ฟัง ถึงกระบวนการที่ลงไปทำจริง ๆ ว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง ทำอย่างไรถึงจะให้ชาวนาได้สัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดกับสหกรณ์ กับโรงสีและกับผู้ส่งออกแล้วก็ดำเนินการแบบแบ่งผลประโยชน์กัน และก่อให้เกิดรายได้อย่างยุติธรรม และอีกที่หนึ่งก็คือใช้ที่นครสวรรค์อันนี้ก็เป็นอีกที่หนึ่ง ที่เราไปทดลองว่าถ้าเราไม่ได้ใช้กฎหมายบังคับแต่เราออกระบบเพื่อที่จะให้เกิดความสัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ออกความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนรายได้ และเมื่อมีรายได้เกิดขึ้นที่ตลาดไม่ว่าจะเป็นรายได้จากผลิตผลพลอยได้ หรือรายได้ จากการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ก็ออกมารวบรวมกันแล้วก็ส่งกลับไปหาสหกรณ์และกลับไปหา สมาชิกสหกรณ์ถ้วนหน้ากันและผลจะเป็นอย่างไรนะครับ ก็ปรากฏผลของการทำใน ๒ แห่งนี้ว่า ประสิทธิภาพในเรื่องของการจัดการดีขึ้นมาก สมาชิกสหกรณ์มีความรู้เท่าทันเรื่องของ การตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าสถานการณ์ภายในประเทศหรือ ตลาดต่างประเทศจะดีหรือเลวอย่างไร ระบบการขายภายในประเทศก็ได้รับการพัฒนาอย่างดี ความช่วยเหลือจาก ธ.ก.ส. จากโครงการต่าง ๆ จากโครงการของรัฐที่กระจายออกไป แล้วก็เกษตรกรโดยทั่วไปเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือเหล่านี้ แต่เกษตรกรชาวนาซึ่งอยู่ภายใต้ ระบบสหกรณ์ก็สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือเหล่านี้ ระบบเกษตรแปลงใหญ่ ระบบ เรื่องคุณภาพ ระบบเรื่องเกษตรอินทรีย์ ระบบเรื่องตลาดทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นบริการของรัฐ เข้าไปสู่ระบบสหกรณ์ได้อย่างครบถ้วน การค้าขายจะเห็นชัดเจนอย่างมากนะครับในตอนนี้ ช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำรัฐบาลและประชาชนทั่วไปอยากจะให้มีการซื้อขายข้าวจากเกษตรกร ชาวนาโดยตรงก็ปรากฏว่าบทบาทของสหกรณ์ได้เข้ามาทำหน้าที่อย่างดีมาก ทางชาวนาก็ได้ ขอบพระคุณมาบอกว่าถ้าเผื่อว่าลักษณะความสนใจของประชาชนที่มีต่อชาวนาเป็นอย่างนี้ การพัฒนาตลาดภายในประเทศของสหกรณ์จะดีขึ้นมาก และการพัฒนาตลาดต่างประเทศ ในสินค้าที่มีคุณภาพก็จะดีขึ้นไปต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เมื่อได้ทดลองใน ๒ แห่งนี้เรียบร้อยแล้ว คณะทำงานก็ได้เริ่มวางระบบเพื่อเสนอข้อเสนอแนะในการปฏิรูปว่าในการปฏิรูปนั้นเราคง ไม่มีทางที่จะทำการปฏิรูปพร้อมกันทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของข้าวภายในประเทศ ก็เลยวาง ระบบปฏิรูปไว้เป็นขั้นเป็นตอนตามขีดความสามารถที่จะทำได้ เบื้องต้นก็ทำที่สหกรณ์ ซึ่งตอนนี้มี ๑๒ เปอร์เซ็นต์นี้ก่อน ใน ๑๒ เปอร์เซ็นต์นี่ในส่วนที่จะต้องพัฒนาและปรับปรุงให้ได้ ในปี ๒๕๖๐ ก็คือส่วนที่เป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ในส่วนที่จำเป็นจะต้องปรับปรุงให้เข้ากับระบบ คือขยายกฎเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการที่ทำกับ ๒ สหกรณ์ที่ได้ผลนั้นไปสู่สหกรณ์เหล่านี้ มันก็จะไปครบ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๒ เปอร์เซ็นต์เราก็จะเดินต่อไปช่วงเวลาใน ๔ ปีข้างหน้า เพื่อให้ครบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเผื่อว่าครบในการปฏิรูปในรอบแรกนี้ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็แปลว่าระบบสหกรณ์ก็จะมีธุรกิจเกี่ยวกับการค้าข้าวของประเทศไทยอยู่ระดับประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ซึ่งก็เป็นจำนวนไม่น้อย บริษัทค้าภายในประเทศ บริษัทส่งออกข้าวเหล่านี้ นี่ก็จะมีปริมาณเพียงพอที่จะทำให้เกิดมีอิทธิพลต่อตลาดพอสมควร ในตอนนี้เราพูดกัน อยู่เสมอว่าผู้ส่งออกที่มีอิทธิพลทั้งหลายมีบทบาทต่อประเทศไทยจะมีเราเรียกกันง่าย ๆ ว่า ๕ เสือ มี ๕ คนที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่ผู้ส่งออกที่เป็นสหกรณ์ไม่สามารถที่จะขยับตัวเอง ออกไปสู่ตรงนี้ได้ ถ้าเผื่อว่ากระบวนการปฏิรูปตรงนี้ได้สำเร็จก็จะมีผู้ส่งออกที่เป็นกระบวนการ ของสหกรณ์ในระบบแบ่งปันผลประโยชน์เกิดขึ้นอีก ๑ แห่ง และจะทำวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในแต่ละจุด การดูแลที่ดีที่สุดของรัฐบาลตั้งแต่ขั้นของการผลิต การค้า การแปรรูป การกระจายรายได้แบ่งออกไปก็จะมีส่วนที่จะสร้างให้เกิดความเจริญก้าวหน้า และมีเสถียรภาพได้ คำถามถัดไปก็คือว่าแล้วส่วน ๘๘ เปอร์เซ็นต์จะอย่างไร มันเหมือนกับว่า จะต้องมีระบบ ๒ ราคา
ระบบราคาที่ ๑ คือระบบแบ่งปันผลประโยชน์ของสหกรณ์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์
ระบบราคาที่ ๒ คือระบบซื้อขายขาดเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอยู่ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ เราก็มีความแน่ใจว่าถ้าระบบของสหกรณ์ที่ซื้อขายแบ่งปันผลประโยชน์ แบ่งปันแม้กระทั่ง เรื่องของผลิตภัณฑ์พลอยได้ แบ่งปันแม้กระทั่งระบบตลาดจัดระบบให้ดีเรามั่นใจว่าจะมี รายได้สุทธิของเกษตรกรชาวนาได้สูงขึ้น ก็จะเป็นแรงจูงใจให้ฝ่าย ๘๘ เปอร์เซ็นต์หันไปใช้ บริการของระบบแบ่งปันผลประโยชน์ได้มากขึ้น และสุดท้ายจากการประมาณของ คณะทำงานก็มีความเห็นว่าในช่วงเวลาที่เหมาะสมอาจจะไปอยู่ใน ๒ ระบบที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ กับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จากในเป้าหมายคือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์กับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไปสู่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ กับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ใน ๒ ระบบ และถัดจากนั้นไปก็อยู่ที่ว่าระบบราคาของข้าวแบบแบ่งปัน ผลประโยชน์กับแบบซื้อขายขาด ซึ่งเป็นปัญหาอุปสรรคมาตลอดเวลานั้น อันไหน จะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน สิ่งที่เราจะเห็นชัดมากที่สุดก็คือว่าระบบการซื้อขายขาด ซึ่งมีการโกงเรื่องคุณภาพ มีการโกงเรื่องน้ำหนัก มีการโกงเรื่องอัตราการสี มีวัตถุดิบอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ที่ไม่เป็นธรรมก็จะถูกขจัดหมดไป และมาตรฐานที่จะได้จากการแบ่งปันผลประโยชน์ จะช่วยให้เป็นมาตรฐานที่มาวัดกับส่วนที่เป็นภาคเอกชนได้นะครับ นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่า ทิศทางของการปฏิรูปจะเดินไปในเส้นนั้น ข้อเสนอของคณะทำงานก็ได้มีการเสนอว่า เราตั้งเป้าหมายไว้มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าในลักษณะให้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ จากสหกรณ์เดินหน้าต่อไปได้ ความสำเร็จหรือจะไม่สำเร็จจะอยู่ที่เรื่องของการขับเคลื่อน ตัวสหกรณ์เอง ในตอนนี้ทำไมเราไม่ตั้งเป้าเลยว่าไปถึงให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็มีความจริงที่ปรากฏอยู่ว่าทุกวันนี้ระบบสหกรณ์ กลไกสหกรณ์ ยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการค้าขายสักเท่าไร เราก็กลัวว่าถ้าทำอะไรที่มัน รวดเร็วเกินไปไม่รอบคอบ สุดท้ายก็อาจจะประสบความล้มเหลวได้ ก็จึงได้วางแผน อย่างระมัดระวังเพื่อที่จะเดินจาก ๑๒ เปอร์เซ็นต์ไปสู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์อย่างมั่นคง อย่างแน่ใจว่า สามารถที่จะทำได้และแก้สถานการณ์ได้ ความจริงนั้นตัว ๖ เปอร์เซ็นต์ที่ดีอยู่กับตัว ๖ เปอร์เซ็นต์ที่จะต้องปรับปรุงใน ๑๒ เปอร์เซ็นต์นั้นก็เป็นเรื่องที่คณะทำงานก็มีความเห็นว่า ตัวนี้ก็เป็นตัวที่จำเป็นนะครับที่จะต้องรีบดำเนินการ เมื่อเรารวบรวมสิ่งเหล่านี้ ดำเนินการ สิ่งเหล่านี้แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเราจะมีระบบราคา ๒ ราคาแข่งขันกัน เป้าหมายสหกรณ์ ก็จะเติบโตขึ้นอย่างมีความมั่นคง และที่สำคัญที่สุดนั้นจะอยู่ที่ตรงว่าราคาจะเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องข้าวได้อย่างดี ราคาจะได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ราคาที่เกิดขึ้น จากระบบแบ่งปันผลประโยชน์ จากระบบร่วมกันทำงานนั้นจะเป็นราคาที่ช่วยให้มีการลดต้นทุน เป็นราคาที่ส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรม เป็นราคาที่จะสนับสนุนให้มีการปรับปรุงคุณภาพ เป็นราคาที่ให้ชาวนาหรือระบบช่วยตัวเองได้ แล้วก็เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกันครบวงจร มันสอดคล้องกับนโยบายแปลงใหญ่ มันสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมภาคเกษตร ภาคสหกรณ์ของรัฐบาลนะครับ เราจะมีเครือข่ายข้าวที่มีความสมบูรณ์ เราจะมีผลกระทบ ทุกห่วงโซ่ที่มีต่อกัน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จะเริ่มโครงการนี้นะครับ แล้วก็ถัดจากนั้นไปข้อเสนอก็คือว่าในปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๔ แล้วก็รวมต่อไปนั้นระบบ การพัฒนาสหกรณ์ที่ผ่านกลไกของการแบ่งปันผลประโยชน์ก็จะดีขึ้น สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่าระบบการเมืองที่ไปอาศัยกลไกความบกพร่องของระบบราคาที่ทำมาแล้วที่เกิดปัญหา ขึ้นได้เกิดความไม่มีเสถียรภาพจะถูกขจัดไปเพราะมีการบริหารจัดการที่ร่วมมือกันอย่างดี ผมอยากจะสรุปว่าในโครงการที่ได้เสนอเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของการคุ้มครองรักษา ผลประโยชน์ของชาวนา สมาชิกของสหกรณ์ในด้านการผลิตและด้านการแปรรูปและ ด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวแล้วก็เป็นเรื่องการวางระบบสหกรณ์ครบวงจรให้ชาวนา ผู้ประกอบการโรงสี และผู้ส่งออกซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงได้เข้ามาร่วมทำธุรกิจกันตั้งแต่ ขั้นของการผลิตข้าวเปลือก การแปรรูปข้าวสาร การจัดจำหน่ายข้าวสารทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศและที่สำคัญที่สุดก็คือระบบการจัดสรรรายได้จากธุรกิจของข้าวทุกองค์กร อย่างเป็นธรรมระหว่างชาวนากับผู้ประกอบการอื่น แล้วก็เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า อุตสาหกรรมข้าวของสหกรณ์ภายใต้โครงการนี้จะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและ เกิดความเป็นธรรม แล้วก็ประการสุดท้ายโครงการนี้จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านเกี่ยวกับ งานวิจัย งานพัฒนา งานนวัตกรรม แล้วก็จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของข้าวในนวัตกรรม ต่าง ๆ จะทำให้ไทยเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมข้าวต่อไปในอนาคต ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ สหกรณ์ก็จะมีประเด็นที่กราบเรียนเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขออนุญาต ให้คุณมรกตได้เสริมในส่วนที่ไปปฏิบัติตามจริงใน ๒ พื้นที่ครับ