มรกต แจงบทบาท ธ.ก.ส. ขับเคลื่อนสหกรณ์-คืนกำไรเกษตรกรอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๔ · ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙

มรกต พิธรัตน์ ชี้แจงความคืบหน้าโครงการขับเคลื่อนระบบสหกรณ์จัดการข้าวในจังหวัดร้อยเอ็ดและนครสวรรค์ ย้ำการบูรณาการห่วงโซ่ข้าว การกำหนดราคาตามคุณภาพ และการคืนกำไรให้เกษตรกร เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน พร้อมรายงานผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงเกษตรกร โรงสี และสหกรณ์อย่างมีระบบ และเสนอขยายผลไปยังภาคกลาง 4 จังหวัดเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการค้าข้าวอย่างมั่นคงและโปร่งใส

นายมรกต พิธรัตน์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายมรกต พิธรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ขออนุญาตเรียนเสริมท่านอาจารย์อำนวยใน ๓ ประเด็น ก็คือ

ประเด็นที่ ๑ ทำไม ธ.ก.ส. ถึงเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

ประเด็นที่ ๒ ก็คือขออนุญาตขยายความในเรื่องของรายละเอียดในเรื่อง ของแนวทางการดำเนินการ กับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือจะขออนุญาตเอาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการทั้ง ๒ ที่ ก็คือที่ร้อยเอ็ดแล้วก็ที่นครสวรรค์เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการให้เห็นภาพของการขับเคลื่อน ภายใต้การจัดการข้าวด้วยระบบสหกรณ์นะครับ ธ.ก.ส. เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับ พี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นบุคคลส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจฐานรากทำหน้าที่เป็นสถาบัน การเงิน แล้วก็รับมอบนโยบาย รับภารกิจจากรัฐบาลในห้วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาในเรื่องของการ ที่จะแก้ไขแล้วก็พัฒนาเรื่องของระบบเศรษฐกิจฐานรากนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องข้าว ในเรื่องของโครงการการรวบรวมและสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวโดยผ่าน ระบบสหกรณ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ ธ.ก.ส. ทำ เข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ก็เพื่อในการที่จะให้สามารถ ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล จึงได้มีการลงไปทำงานใน ๒ พื้นที่ ก็คือ ที่ร้อยเอ็ดแล้วก็นครสวรรค์ หลักการในการทำงานทั้ง ๒ พื้นที่ใช้หลักการเรื่องของการบูรณาการ ความร่วมมือของคนในห่วงโซ่ข้าวแล้วก็บูรณาการการจัดการทั้งระบบของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่จะต่างกันก็คือที่ว่าที่ร้อยเอ็ดนั้นคือเป็นเรื่องของกระบวนการสหกรณ์ทั้งหมด ๑๗ แห่ง ร่วมไม้ร่วมมือกันทำหน้าที่ตั้งแต่เรื่องของภาคการผลิต การรวบรวม การแปรรูปบางส่วน แล้วก็ทำเรื่องของการตลาดบางส่วนตามที่ท่านอาจารย์อำนวยได้กราบเรียนไปนะครับ ส่วนที่นครสวรรค์เนื่องจากว่าสหกรณ์ที่นครสวรรค์ที่เข้าร่วมโครงการนั้นไม่มีโรงสี เป็นของตนเอง เพราะฉะนั้นจะทำหน้าที่ในเรื่องของการ ๑. ก็คือเรื่องของการรวบรวมข้าว หรือซื้อข้าวจากสหกรณ์แล้วก็ผ่านไปยังคู่ค้าก็คือโรงสี กับ ๒. ก็คือแสวงหาโรงสีที่สามารถ รับเงื่อนไขในเรื่องของระบบที่ออกแบบเข้ามาร่วมมือในการทำหน้าที่สีแปร แล้วก็ได้รับ ข้าวสารและผลพลอยได้มาส่งที่สหกรณ์เพื่อทำการค้าขายต่อไป ซึ่งผลการดำเนินการ ที่จังหวัดร้อยเอ็ดดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ภายใต้โครงการนี้ สามารถในการที่จะ รวบรวมข้าวผ่านระบบสหกรณ์ได้เป็นปริมาณถึงประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของข้าวทั้งจังหวัด ด้วยระบบสหกรณ์นั่นประการแรก ส่วนที่นครสวรรค์จากเดิมทีในปีแรกที่ดำเนินการคือ ปี ๒๕๕๗ เนื่องจากว่าความมั่นใจของระบบของคนที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความมั่นใจนักก็จะมี ผู้เข้ามาร่วมมือเพียงแค่โรงสีเดียว แต่ปัจจุบันนี้มีโรงสีเอกชนเข้ามาร่วมมือในการทำงาน ร่วมกันภายใต้ ๒ บทบาท ๑. ก็คือเป็นคู่ค้ารับข้าวไปทำการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อ กับ ๒. ก็คือ ในการทำหน้าที่รับจ้างสีแปรให้สหกรณ์ในกรณีที่สหกรณ์มีตลาดเป็นของตนเอง ณ วันนี้ มีโรงสีเข้าร่วมโครงการถึง ๔ โรง สามารถในการที่จะนำข้าวผ่านเข้าระบบสหกรณ์ได้ถึง ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของข้าวที่จังหวัดนครสวรรค์ หลักการ ๖ ประการ ขออนุญาตขยายความ ที่ท่านเลิศวิโรจน์ได้กล่าวนำไปก็คือ ๑. เรามองที่เรื่องว่าปัญหาสำคัญที่ท่านอำนวยพูดถึง ก็คือตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นกลไกสหกรณ์ก็จะมองว่า ๑. ถ้ามีตลาดเป็นของตนเอง ก็แบ็กเวิร์ด (Backward) กลับมามองว่าจะจัดการข้าวเข้าระบบอย่างไร โดยที่มาออกแบบ เรื่องของสิ่งที่ชาวนาควรได้ก็คือเรื่องของราคาตามคุณภาพ ราคาตามความรับผิดชอบ ที่เขาควรจะได้ก็กลายเป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้ระบบที่ใน พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายใช้ ก็คือ ๑. ราคาขั้นต้นที่เหมาะสมที่ชาวนาควรจะได้ สหกรณ์ทั้ง ๒ แห่งสามารถในการที่จะ กำหนดราคา เนื่องจากรู้ว่าถ้าตัวเองเข้าไปทำระบบเรื่องของการค้าขายแล้วราคาที่ควรจะ กำหนดเป็นเท่าไร เพราะฉะนั้นก็จะสามารถในการที่จะกำหนดราคาที่เป็นธรรม เป็นราคาขั้นต้น ให้กับพี่น้องเกษตรกร จะเหนือกว่าราคาตลาดอยู่ประมาณสัก ๑๐๐-๒๐๐ บาทโดยประมาณ ก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรได้ราคาขั้นต้นที่พอใจ ส่วนที่ ๒ ก็คือพี่น้องเกษตรกรก็จะได้ราคาเพิ่ม ถ้ากรณีข้าวที่ส่งเข้าในกระบวนการสหกรณ์นั้นมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ถ้าเหนือกว่า มาตรฐานก็จะมีเงื่อนไขกำหนดว่าควรจะได้เพิ่มจำนวนตันละเท่าไรว่าไปตามคุณภาพของข้าว ๓. ด้วยระบบสหกรณ์ก็คือเมื่อสหกรณ์ไปทำการค้าขายแล้วมีกำไรส่วนเหลือจากการทำ เรื่องธุรกิจก็สามารถเอากำไรส่วนเหลือนั้นมาวางระบบแบ่งปันประโยชน์ภายใต้พระราชบัญญัติ เรื่องของสหกรณ์คืนแก่สมาชิกด้วย ๒ ลักษณะ ๑. ก็คือเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจ ๒. ก็คือ ปันผลคืนตามหุ้นของพี่น้องสมาชิกที่เป็นเจ้าของสหกรณ์ ทำไมต้องเป็นสหกรณ์ ในประเด็น ข้อที่ ๓ ที่ว่าทำไมต้องเป็นสหกรณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง สหกรณ์จะทำหน้าที่อยู่ ๓ ประเด็น ถ้าในระบบภายใต้ ๒ โครงการนี้

ประเด็นที่ ๑ ก็คือทำหน้าที่ในการเป็นผู้รวบรวม ซึ่งจะทำให้เกิดเสถียรภาพ ของวัตถุดิบที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือสหกรณ์ก็จะทำหน้าที่ในการที่จะเป็นหัวขบวนในการสีแปร หรือสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวเปลือกที่เข้ามาในระบบ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือทำหน้าที่เรื่องของการเป็นหัวขบวนในเรื่องของการทำ ธุรกิจการค้า ซึ่งเมื่อมีผลประโยชน์เกิดขึ้นก็เกิดมาสู่การวางระบบที่แบ่งปันอย่างที่เรียน นั่นคือภาพที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลในเรื่องของสิ่งที่ทำทั้ง ๒ จังหวัดนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ

ประการที่ ๑ ก็คือพี่น้องเกษตรกรหรือชาวนามีความพึงพอใจต่อเรื่องของ ระบบราคาภายใต้สิ่งที่เรียนไปใน ๔ ประเด็น ๑. ก็คือราคาขั้นต้นที่ควรจะได้ ๒. ก็คือราคา ตามคุณภาพ ๓. ก็คือการแบ่งปันผลประโยชน์ที่วางไว้ตามเงื่อนไขของโครงการ

ประการที่ ๒ ก็คือพี่น้องเกษตรกรก็จะมีความมั่นใจในเรื่องของกลไกที่เกิดขึ้น ในระบบ เช่น เรื่องของตราชั่ง เรื่องของการทำงานของคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากว่ามีระบบ การใช้เรื่องของระบบสารสนเทศหรือโปรแกรมในเรื่องของการทำการค้าร่วมกันมาเป็น ตัวสร้างความเชื่อมั่น สร้างความมั่นใจ นั่นคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นข้อแรก ข้อที่ ๒ ก็คือจากข้อมูล ที่ปรากฏ ก็ปรากฏว่าผลประกอบการของสหกรณ์ทั้ง ๒ แห่ง ก็คือ ๑๗ แห่งที่ร้อยเอ็ดก็ดี หรือ ๑ แห่งที่นครสวรรค์ ก็คือสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาด ลูกค้า ธ.ก.ส. นี้ ซึ่งมีสมาชิก เป็นเรือนแสน มีผลประกอบการมีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี ก็สามารถในการที่จะทำให้สถาบัน ของเขามีความเข้มแข็ง แล้วก็สามารถปันประโยชน์คืนให้กับสมาชิกได้ตามหลักการสหกรณ์

ประการที่ ๓ โรงสีที่เข้าร่วมในระบบก็มีความเชื่อมั่น ถ้าดูจากตัวเลขจะเห็นว่า สหกรณ์สามารถในการสร้างเน็ตเวิร์ก (Network) หรือเครือข่ายไปยังโรงสีที่เกี่ยวข้องอย่างที่ นครสวรรค์ อย่างที่เรียนไปว่าเริ่มจาก ๑ โรง ปีถัดมาเป็น ๒ โรงสี ณ ปีนี้คืออยู่ที่ ๔ โรงสี และขณะเดียวกันในปีนี้นอกเหนือจาก ๒ จังหวัดนำร่องแล้ว ธ.ก.ส. ยังเอาโครงการที่ทำมา ขยายผลที่ภาคกลางอีก ๔ จังหวัด ก็คือที่ลพบุรี ที่อยุธยา ที่สิงห์บุรี แล้วก็ที่อ่างทอง ก็มีโรงสี ในการที่มั่นใจว่าระบบนี้เขารับเงื่อนไขได้ในฐานะผู้มาเป็นคู่ค้าและเป็นผู้สีแปรให้กับสหกรณ์ ก็เข้าร่วมในโครงการ และ

ประการสุดท้าย ภาพโดยรวมก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้การทำงานร่วมกันทำให้ เกิดความสมานฉันท์ ความเกื้อกูลของคู่ค้าก็คือชาวนากับโรงสีทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ สามารถในการที่จะเป็นพลังร่วมในการที่จะสร้างขีดความสามารถของข้าวไทยได้ นั่นคือ ประเด็น ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าอย่างกรณีของที่นครสวรรค์ ณ วันนี้ที่เป็น เขาเรียกว่า ความคืบหน้าของโครงการคือสามารถเชื่อมต่อในเรื่องของการค้าระหว่างสหกรณ์กับสหกรณ์ ในเครือข่ายของที่นครสวรรค์ แล้วก็ที่ภาคใต้ ร้อยเอ็ดสามารถเชื่อมโยงเรื่องของการค้าข้าว ของสหกรณ์ที่ร้อยเอ็ดไปสู่เรื่องของสหกรณ์เครือข่ายอิสลามที่ภาคใต้ แล้วก็เกิดระบบเรื่อง ของการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกันได้ผ่านระบบสหกรณ์ นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในเรื่องของการทำโครงการนำร่อง ๒ โครงการตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ในพื้นที่ ๒ แห่งก็คือที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ๑๗ แห่งทั้งจังหวัด แล้วก็ที่นครสวรรค์ที่มีสหกรณ์ เข้าร่วม ๑ แห่ง แต่ทำงานร่วมกับเครือข่ายหรือคู่ค้าก็คือโรงสีจำนวน ๔ แห่ง ณ วันนี้ แล้วก็ สามารถขยายผลมาสู่ภาคกลางอย่างที่กราบเรียน ขออนุญาตกราบเรียนข้อมูลเพิ่มเติม เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ