กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ นำเสนอรายงานการปฏิรูกระบบคุ้มครองผู้เสียหายจากคดีอาญา ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่ชี้แจงรายละเอียดต่อที่ประชุม โดยหารือถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมในการคุ้มครองสิทธิของเหยื่อและผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรมเมื่อเทียบกับผู้ต้องหา และเสนอให้มีการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อรองรับการคุ้มครองด้านจิตใจ การเข้าถึงข้อมูลคดี และความยุติธรรมอย่างครบวงจร พร้อมเน้นให้รัฐเข้ามารับผิดชอบหลักแทนการพึ่งพามูลนิธิหรือสื่อต่อไป
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการ อำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอนำเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบการคุ้มครอง ผู้ได้รับผลกระทบจากกระทำความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) โดยกระผม จะขอเรียนเกริ่นนำในเบื้องต้น ส่วนรายละเอียด ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานในอนุกรรมาธิการ ที่จัดทำรายงานเรื่องนี้ จะได้เรียนต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้ต่อไป
โดยในเบื้องต้นกระผมขอเรียนว่าปัจจุบันสังคมไทยมักสนใจหรือให้ความสำคัญ กับผู้ต้องหาหรือจำเลยมากกว่าเหยื่อหรือผู้เสียหาย จะมีการกล่าวถึงและการตรากฎหมาย รองรับการคุ้มครองผู้ต้องหาหรือจำเลยค่อนข้างมาก กระผมไม่ได้กล่าวว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่สำคัญ มีความสำคัญ แต่เหยื่อและผู้เสียหายก็มีความสำคัญเช่นกัน ประเทศไทยได้ให้ ความคุ้มครองสิทธิเหยื่อหรือผู้เสียหายจากการกระทำความผิดทางอาญา โดยได้มีการตรากฎหมาย กระจัดกระจายแทรกอยู่ในกฎหมายต่าง ๆ ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าวไปเมื่อกี้ คือพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาและศึกษาก็พบว่าในประเทศไทย การคุ้มครองสิทธิของเหยื่อและผู้เสียหายยังไม่เป็นไปตามหลักสากล กล่าวคือการคุ้มครอง สิทธิเหยื่อและผู้เสียหายยังไม่ครบถ้วน และพิจารณาแล้วว่าการจะไปแก้ไขในกฎหมาย ข้างต้นซึ่งไม่ได้ออกแบบหรือยกร่างมาให้คุ้มครองเฉพาะเหยื่อหรือผู้เสียหาย ซึ่งได้ดู ในเทคนิค ในการยกร่างกฎหมายแล้วเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากที่จะไปแก้ไขเพิ่มเติม ที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น สมควรมีกฎหมายยกร่างจัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะนะครับ ซึ่งได้เรียน ไปข้างต้นแล้วที่ว่าเหยื่อหรือผู้เสียหายนั้นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกับผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่จะเห็นว่าช่วงหลังสังคมอาจจะละเลยหรือหลงลืมเรื่องเหยื่อหรือผู้เสียหาย กระผมขอเรียนว่า กระบวนการคุ้มครองสิทธิของเหยื่อหรือผู้เสียหายภายใต้หลักสากล ซึ่งจะเรียนว่าหลักสากลที่ คณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษานั้นก็ไม่ใช่ว่าหลักสากลทั้งหมดจะมาปรับใช้กับประเทศไทย ได้หมดนะครับ แต่ในหลักการเบื้องต้นที่สามารถจะใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นของประเทศใดนั้น หลักก็มีอยู่ว่าการคุ้มครองมีทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ตัวเงินได้แก่ค่าตอบแทน ผู้เสียหาย ส่วนที่ไม่เป็นตัวเงินที่ปรากฏไว้ในขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มี คือได้แก่การดูแล ทางจิตใจ โดยเฉพาะสำหรับเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ในหลักสากลของต่างประเทศนั้น จะต้องมีการจัดหาจิตแพทย์เพื่อให้การดูแล ฟื้นฟู บำบัดจิตใจของเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งที่เป็นตัวเงิน ที่เป็นสิ่งสำคัญคือการแจ้งข้อมูลความคืบหน้าคดีให้กับเหยื่อหรือ ผู้เสียหายทราบ อันนี้ก็ทราบว่าในส่วนของตำรวจนั้นได้มีการออกระเบียบ แต่เนื่องจากเป็น ระเบียบก็อาจจะมีทั้งปฏิบัติบ้าง ไม่ปฏิบัติบ้าง ในส่วนของหลักสากลเรื่องการแจ้ง ข้อมูลให้กับผู้เสียหายทราบเป็นเรื่องสำคัญ โดยจะต้องแจ้งทุกขั้นตอนนะครับ ตั้งแต่ตำรวจ พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องหรือไม่ พนักงานอัยการสั่งฟ้องหรือไม่ ศาลพิจารณาพิพากษา ตัดสินลงโทษจำเลยหรือไม่ เพียงใด จนคดีถึงที่สุด หากจำเลยต้องโทษจำคุกมีสถานะ เป็นนักโทษ เหยื่อหรือผู้เสียหายก็ยังต้องได้รับแจ้งว่านักโทษดังกล่าวจะพ้นโทษออกมาเมื่อไร การคุ้มครองเหยื่อหรือผู้เสียหายถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของ ตัวชี้วัดกระบวนการยุติธรรม ว่ามีประสิทธิภาพดีหรือไม่เพียงใดภายใต้หลักสากลนะครับ นอกจากนั้นเหยื่อหรือผู้เสียหาย ควรจะต้องรับรู้และเข้าใจเป็นอย่างดีว่าในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมจากหน่วยงานของรัฐ โดยตรงนั้นเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิจะต้องดำเนินการอย่างไร คือจะต้องมีการให้ความรู้ ความเข้าใจว่าถ้าเกิดในกรณีที่ตัวเองตกเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายจะเข้าไปถึงกระบวนการยุติธรรม ไปติดต่อหน่วยงานของรัฐอย่างไรภายใต้หลักสากลนั้น เหยื่อหรือผู้เสียหายไม่จำเป็น ต้องอาศัยหรือพึ่งพามูลนิธิ หรือสื่อมวลชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานของรัฐ ในประเด็นนี้จึงต้องควรแก้ไข ปรับตัวให้เหยื่อหรือผู้เสียหายสามารถเข้าถึงง่ายและมีการแก้ไข เยียวยาได้จริง กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่าในการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาให้ข้อคิดเห็น ประกอบด้วยผู้แทนจากศาลยุติธรรม สถาบันวิจัย และพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก มูลนิธิประสานวัฒนธรรม มูลนิธิผู้หญิงและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของกระทรวง ยุติธรรม ซึ่งสรุปแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้มาร่วมให้ข้อคิดเห็น เห็นด้วยกับการปฏิรูประบบ การคุ้มครองเหยื่อหรือผู้เสียหาย ขอเรียนเพิ่มเติมว่าในการทำงานเรื่องนี้เพื่อให้สามารถ ผลักดันหรือปฏิรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพและจริงจัง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมสมัยที่ท่านวิรัช ชินวินิจกุล เป็นประธานกรรมาธิการ ได้นำคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม เพราะคณะกรรมาธิการพิจารณาเห็นว่าหน่วยงานที่เหมาะสมจะเป็นเจ้าของเรื่องในการ ผลักดันหรือขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไปก็คือกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าพบกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่าน พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา ในขณะนั้นและผู้บริหารระดับสูง ของกระทรวงยุติธรรมก็ได้รับทราบว่าทางผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมเห็นชอบด้วย กับการที่จะมีการผลักดันหรือให้ขับเคลื่อนให้มีการปฏิรูประบบการคุ้มครองสิทธิของเหยื่อ หรือผู้เสียหายซึ่งได้เข้าพบเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ จึงขอเรียนให้ท่านประธานและ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้รับทราบว่ากระทรวงยุติธรรมเห็นด้วยและ พร้อมที่จะเป็นเจ้าของเรื่องเพื่อไปผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดเป็นผลต่อไป ในลำดับต่อไปกระผม ขออนุญาตให้ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ ได้เรียนชี้แจงในรายละเอียดต่อที่ประชุมต่อไป