ณรงค์ ใจหาญ หารือปัญหาการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านสิทธิการเข้าถึงข้อมูลความคืบหน้าคดี ความยุติธรรมในการเยียวยา และการขาดกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดตั้งระบบช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ จึงเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมาย จัดตั้งองค์กรคุ้มครองเหยื่อ สนับสนุนกองทุนเยียวยา และกำหนดกรอบเวลา 12 เดือนในการดำเนินการปฏิรูปอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการขยายสิทธิให้ทายาทสามารถดำเนินการแทนผู้เสียหายได้หากเสียชีวิต
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ ประธานอนุกรรมาธิการ ที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของโครงการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำ ความผิดทางอาญา (เหยื่อหรือผู้เสียหาย) ผมขออนุญาตกราบเรียนรายละเอียดที่เกี่ยวกับ เรื่องของการปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาสิทธิของผู้เสียหายดังต่อไปนี้นะครับ
ประการแรก ขอกราบเรียนในเรื่องกรอบมาตรฐานของการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ตามหลักสากลซึ่งแยกได้เป็น ๔ กรณีด้วยกัน
อันที่ ๑ ก็จะเป็นเรื่องของการที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
อันที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการได้รับการชดเชยความเสียหายโดยผู้กระทำความผิด ซึ่งในปัจจุบันกฎหมายเราก็เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกร้องแล้วก็ สามารถร้องเข้ามาในคดีอาญาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ได้ตาม ป. วิ. อาญา มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๔/๑
อันที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องของการได้รับการชดเชยความเสียหายโดยรัฐซึ่งอันนี้ ก็อยู่ในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าใช้จ่าย ค่าทดแทนจำเลยในคดีอาญา และ
อันสุดท้ายก็เป็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือเหยื่อในคดีอาญาซึ่งบาง พ.ร.บ. ก็มี เช่น กฎหมายคุ้มครองเด็กหรือว่ากรณีของการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว แต่ในสิทธิทั้งหมดยังไม่ให้ความช่วยเหลือเหยื่อในคดีอาญาทั้งระบบ ฉะนั้นถ้าดูจากตาราง เปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ว่าในกฎหมายไทยยังให้ความช่วยเหลือไม่ครบทั้ง ๔ อัน ในผู้เสียหายทุก ๆ คดี ฉะนั้นในสภาพปัญหาที่ปรากฏในกฎหมายไทยก็คือว่านอกเหนือจาก การคุ้มครองที่ไม่ครบวงจรแล้วกฎหมายไทยในช่วง ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้ กฎหมายก็ให้ความคุ้มครองผู้ต้องหาและจำเลยเป็นหลัก เช่นการให้สิทธิของจำเลยหรือ ผู้ต้องหาในคดีอาญาในเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายนะครับ แต่ในเรื่องของ ผู้เสียหายนั้นเราไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ ๒ กรณีนี้ก็ควรจะได้รับการคุ้มครอง ในคดีอาญาเช่นเดียวกัน ฉะนั้นผู้เสียหายบางท่านซึ่งได้รับผลโดยตรงหรือผลกระทบโดยตรง จากความผิดอาญาก็จะขาดการดูแลนะครับ
ถัดมาก็คือเรื่องการขาดมาตรการทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครอง ผู้เสียหายตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ซึ่งอันนี้ก็ได้แก่การแจ้งสิทธิให้กับผู้เสียหายหรือว่า แจ้งความคืบหน้าในการดำเนินคดีซึ่งเรายังไม่มีครับ นอกจากนั้นผู้เสียหายที่เขียนไว้ ใน ป. วิ. อาญานั้นถ้าถึงแก่ชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะดำเนินคดีได้นี้ ถ้าเป็นคดีอาญานี้ จะต้องเป็นความตายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดอาญา แต่ว่าถ้าเกิดเป็นกรณีที่ ผู้เสียหายได้รับความเสียหายแต่ว่ายังไม่ได้ดำเนินคดี ญาติพี่น้องก็ไม่สามารถเข้ามา ดำเนินการได้ อันนี้ก็จะเป็นช่องว่างของ ป. วิ. อาญา อยู่เหมือนกันนะครับ
ถัดมาในเรื่องการชดเชยการเยียวยาความเสียหายก็เน้นในเรื่องของตัวเงิน แต่ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายนั้นยังขาดการดูแลในเรื่องของจิตใจ ซึ่งท่านประธานอนุกรรมาธิการ ได้ชี้แจงไปแล้วซึ่งอันนี้ในต่างประเทศเขามีโครงการที่ดูแลผู้เสียหายตั้งแต่ต้น แล้วก็ดูแล เกี่ยวกับเรื่องของความรู้สึกจิตใจ รวมถึงการเยียวยาฟื้นฟูจิตใจที่ได้รับผลกระทบโดยมี ฝ่ายทางด้านสาธารณสุขแพทย์หรือนักสังคมสงเคราะห์หรือเอ็นจีโอ (NGOs) อะไรต่าง ๆ เข้าไปช่วยนะครับ
ถัดมาก็เป็นเรื่องของการบูรณาการความช่วยเหลือทางด้านผู้เสียหาย ซึ่งปัจจุบันของเรามีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ถ้าได้มีกฎหมายประสานงานหรือว่ามีกฎหมาย พิเศษขึ้นมาก็จะทำให้การช่วยเหลือทางกฎหมายซึ่งมีอยู่ในแต่ละหน่วยงานนี้ได้มีการบูรณาการ กันมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นในอนุกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะมีกฎหมายเพื่อดูแล เกี่ยวกับเรื่องของเหยื่อในคดีอาญาเพื่อให้การคุ้มครองเหยื่อทั้งระบบแล้วก็เป็นมาตรฐาน สอดคล้องในระดับสากลนะครับ ซึ่งในการคุ้มครองผู้เสียหายนี้ก็จะเน้นในเรื่องของการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรม การได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ซึ่งมีฐานะยากจนหรือไม่ หรือว่าเป็นบุคคลชายขอบหรือว่าเป็นเด็ก หรือเป็นผู้พิการ หรือเป็นสตรี คนเหล่านี้จะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมแล้วก็ได้เท่าเทียมในการเข้าถึง ความเป็นธรรม
ส่วนในการชดเชยความเสียหายให้กับผู้กระทำความผิดนั้นก็จะมีมาตรการ ที่จะเอาเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นค่าปรับหรือว่าที่ยึดเอามาจากผู้กระทำความผิด เอามาชดเชย ความเสียหายให้กับผู้เสียหาย ซึ่งอันนี้ก็เป็นมาตรฐานสากลที่เขาเน้นว่าการชดเชย ความเสียหายนั้นไม่ได้เอาเงินภาษีจากรัฐบาล แต่ว่าน่าจะเอาเงินจากตัวผู้กระทำความผิดมา ซึ่งอันนี้ก็เป็นหลักการใหม่นะครับ ส่วนการชดเชยความเสียหายกับรัฐซึ่งอันนี้ก็อยู่ใน พ.ร.บ. สชง. แล้วก็ดำเนินการต่อไป แต่ให้มีการครอบคลุมที่กว้างขึ้นนะครับ
ในส่วนอื่นก็คือเรื่องของการช่วยเหลือผู้เสียหายในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งอาจจะตั้งทนายความอะไรได้อีกนะครับ ตรงนี้ก็เป็นมาตรการในการที่จะกำหนดระบบ ของกระบวนการยุติธรรมที่มุ่งคุ้มครองเหยื่อเป็นสำคัญนะครับ
ถัดมาในเรื่องของการเตรียมการซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าแนวทาง ในการที่จะเสนอกฎหมายนั้นเนื่องจากว่าเป็นกฎหมายใหม่ ฉะนั้นอันนี้ก็ได้ประสานกับทาง กระทรวงยุติธรรมเพื่อจะให้เห็นโดยที่มีทางเลือกให้กับกระทรวงยุติธรรมใน ๒ รูปแบบ
แบบที่ ๑ ก็คือว่าถ้าต้องการให้มีกฎหมายรวมอยู่ในฉบับเดียวกันเพื่อคุ้มครองเหยื่อ ในคดีอาญานี้ก็น่าจะยกร่างกฎหมายเป็นพิเศษแล้วก็มีองค์กรที่ดำเนินการในระดับประเทศ ระดับจังหวัด แล้วก็ขยายความช่วยเหลือไปที่ท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็จะมีหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล หรือแม้กระทั่งราชทัณฑ์ที่เข้ามาดูแลประสานงาน โดยอาจจะตั้งเป็นแผนกหรือเข้ามาดูแล เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายทั้ง ๔ ประการนี้ อย่างเป็นระบบ แล้วก็กลไกในกฎหมายก็จะมีเรื่องของการประสานงาน แล้วก็จะเชิญองค์กร เอกชนเข้ามาช่วยในการดูแลเหยื่อ ซึ่งปัจจุบันตอนนี้ในแง่ของสิทธิของสตรีหรือว่าเด็กก็มี องค์กรเอกชนเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นรูปแบบที่ ๑ ในการที่จะยกร่างกฎหมาย แล้วก็จะมีกองทุนในการที่จะเพิ่มเติมว่าเอามาใช้ในการเยียวยา
ส่วนแนวทางที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของการที่ว่าจากสิทธิ ๔ ประการที่ยังขาดอยู่ ก็จะเพิ่มเติมในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งจะเติมในเรื่องของการคุ้มครองผู้เสียหายด้วย อันที่ ๒ ถ้าเป็นเรื่อง ของพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ถ้าจะเติมก็จะเติมในเรื่องของการดูแลในเรื่องของจิตใจและการดูแลตั้งแต่ต้นคดีเพื่อให้ ได้รับการเยียวยา
ส่วนในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นก็คงจะเติมในเรื่องของการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถที่จะได้รับแจ้งสิทธิต่าง ๆ แล้วก็รวมถึงการช่วยเหลือ ในทุกขั้นตอนหรือแจ้งความคืบหน้าในคดีในทุกขั้นตอนด้วย อันนี้เป็นตัวอย่าง ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรมก็คงจะเข้าไปดูแลแล้วก็เข้าไปพิจารณากันว่าควรจะพัฒนาอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการปฏิรูปเพื่อให้สอดคล้องกับการเสนอกฎหมาย ทางอนุกรรมาธิการ ก็เสนอว่าน่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็ประชาชน ซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายในแนวทางที่กำหนด ไว้ในรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นถ้าได้กฎหมายหรือว่าได้เนื้อหากฎหมายแล้วก็เอามาปรับปรุง กฎหมายซึ่งระยะเวลาในการปฏิรูปที่จะเสนอก็คงประมาณ ๑๒ เดือน
โดยในระยะที่ ๑ ใน ๓ เดือนแรกก็จะเปิดโอกาสให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นแม่งาน เพื่อจะหารือว่าควรจะพัฒนาหรือปรับปรุงกฎหมายอย่างไร
ส่วนระยะที่ ๒ ก็เป็นการเตรียมกฎหมายซึ่งอาจจะมาเป็นตัวพระราชบัญญัติ หรือว่าแก้ไขกฎหมาย
ระยะที่ ๓ ซึ่งอีก ๓ เดือนสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของการเสนอหรือยกร่างกฎหมาย เพื่อจะปรับปรุง อันนี้เป็นแนวทางในการที่จะปฏิรูป
ส่วนตัวอย่างที่ได้แนบมาในเอกสารก็จะเป็นตัวอย่างว่าถ้าเป็นตัวกฎหมายเรา จะมีการคุ้มครองผู้เสียหายอย่างไรบ้าง เน้นใน ๔ ประการ ก็คือการคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเน้นการเยียวยา เน้นการดูแลจิตใจด้วย นอกเหนือจากการเงินแล้วก็การดูแลในระหว่าง ดำเนินคดี รวมถึงการป้องกันไม่ให้ถูกประทุษร้ายซ้ำ ส่วนที่สำคัญมากที่เรายังไม่มีก็คือ การแจ้งสิทธิของผู้เสียหายให้ทราบทุกขั้นตอนจนถึงขั้นที่จำเลยได้รับการปล่อยตัว ส่วนการคุ้มครอง ได้กำหนดกรอบของการคุ้มครองไว้ตามสิทธิ ส่วนที่จะเพิ่มนิดหนึ่งคือเรื่องผู้ได้รับความเสียหาย ซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายเสียชีวิต ไม่ว่าจะถูกประทุษร้ายหรือไม่ก็ให้ผู้ได้รับผลกระทบก็คือ ทายาทของผู้เสียหายในทางแพ่งหรือโดยทางสายโลหิตก็สามารถเข้ามาแทนได้
ส่วนเกณฑ์ในการคุ้มครองผู้เสียหายก็จะมีทั้งหมด ๕ สิทธิด้วยกันก็ล้อ ตามมาตรฐานสากลคือสิทธิในการมีส่วนร่วม การได้รับแจ้งข้อมูลความคืบหน้า การได้รับ ความคุ้มครองความปลอดภัยและการปฏิบัติที่เหมาะสม แล้วก็การเยียวยาความเสียหาย ทางด้านร่างกายจิตใจที่รวดเร็วและได้รับความเป็นธรรม แล้วก็ในเรื่องของการได้รับ ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย ซึ่งอันนี้ก็เป็นมาตรการทั้งหมดที่ทางอนุกรรมาธิการและ กรรมาธิการได้กราบเรียนนำเสนอ ขอกราบขอบพระคุณครับ