คุรุจิต นาครทรรพ อภิปรายเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจผ่านระบบสหกรณ์และการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าว โดยเน้นความสำคัญของข้าวต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในด้านการผลิต การบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกที่สร้างรายได้ปีละกว่า 150,000 ล้านบาท พร้อมเสนอโมเดลสหกรณ์ต้นแบบและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยุ้งฉาง ลานตากข้าว และนวัตกรรมชุมชน เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตถึงความทับซ้อนของกองทุนพัฒนาระบบข้าวไทยกับหน่วยงานรัฐ พร้อมเรียกร้องให้บูรณาการข้อมูลการผลิตและการส่งออก ขยายพื้นที่นำร่องเมืองข้าวเป็นระดับกลุ่มจังหวัด และคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยในการใช้น้ำและการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ กระผมก็จะขออภิปรายทั้ง ๒ รายงานเลยนะครับ คือรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การจัดการข้าว โดยระบบสหกรณ์ แล้วก็รายงานเรื่อง นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์ Rice City Pilot Project : Kalasin Province ถ้าหากจะเกินเวลา ๑๐ นาทีไปบ้างก็ต้องขออภัยด้วย เพราะว่ามีทั้ง ๒ รายงาน ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ได้ผลิตรายงานที่ผมอ่านแล้วก็ได้ความรู้มาก แล้วก็ดีมาก โดยเฉพาะรายงานเรื่องแรก เรื่อง การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่อง ที่ถูกโฉลกพอดีเพราะว่าเช้านี้พอเราเข้ามาเซ็นชื่อเราก็ได้รับของขวัญปีใหม่เป็นข้าวถึง ๒ ห่อ เลยนะครับ อันหนึ่งก็มาจากท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติข้าวหอมมะลิแท้ ตราไดโนเสาร์จากโรงสีที่ยโสธร และอีกอันหนึ่งก็จากท่านรองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ของเราเองท่านอลงกรณ์ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์จาก บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีนครราชสีมาวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งก็อยู่ในรายงานเรื่องกาฬสินธุ์ด้วย ท่านจะจัดตั้ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีที่กาฬสินธุ์ด้วย รายงาน เรื่อง การจัดการข้าว โดยระบบสหกรณ์ เรื่องแรกของกรรมาธิการเศรษฐกิจผมอ่านดูก็มีสาระสำคัญหลัก ๆ ที่น่าสนใจแล้วก็ได้ความรู้มากเลยเช่น ประเทศไทยเรามีพื้นที่ปลูกข้าวลดลงจาก ๘๐ ล้านไร่ ตอนนี้ก็เหลืออยู่ ๖๙ ล้านไร่ เรามีผลผลิตข้าวเปลือกปีละ ๓๑.๔ ล้านตันข้าวเปลือก และเราก็มี ความต้องการข้าวสารปีละ ๑๖ ล้านตันเศษ ใช้ในประเทศบริโภคเอง ๗ ล้านตันแล้วก็ส่งออก ๙ ล้านตัน การส่งออกข้าวก็ทำรายได้มากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้านนะครับ แล้วก็ประเทศไทย เราก็ครองสถิติเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกอันดับ ๑ อันดับ ๒ มากว่า ๓๐ ปีแล้ว
สำหรับเรื่องสหกรณ์ประเทศเราก็มีจดทะเบียนสหกรณ์การเกษตรอยู่ ๓,๖๙๐ แห่ง แล้วก็มีมูลค่าทางการเกษตรต่าง ๆ สินค้าเกษตรที่เข้ามาอยู่สหกรณ์ ๘๔,๐๐๐ ล้าน แต่จากสหกรณ์การเกษตร ๓,๗๐๐ แห่งเป็นสหกรณ์การเกษตรที่ทำเรื่องแปรรูปข้าวเพียง ๔๔๔ แห่งเท่านั้น แล้วก็ในปี ๒๕๕๘ ที่มีสถิติล่าสุด ธ.ก.ส. ก็ได้ให้สินเชื่อการเกษตรในเรื่องข้าว เป็นเงินร่วม ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมารวบรวมข้าวเปลือกแล้วก็ไปแปรรูปสีเป็นข้าวสาร แต่ก็พบว่ากลุ่มเกษตรกร ๕๑๑ กลุ่มที่ได้รับสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. ไปรวบรวมข้าวเปลือกได้ ๔,๔๐๐ ล้านตัน แต่นำไปขายเป็นข้าวเปลือกอย่างเดิมถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตันหรือ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ที่ทำไปแปรรูปจริง ๆ เพียง ๘ เปอร์เซ็นต์หรือ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตันเท่านั้นเอง อันนี้ก็สะท้อน ให้เห็นว่าทำไมเกษตรกรเราถึงยากจน เพราะเราไม่ค่อยคิดที่จะต่อยอดแปรรูปนะครับ รายงานของท่านก็ได้วิเคราะห์และรวบรวมปัญหาของข้าวไทยไว้ได้อย่างดีมาก ต้องขอชมเชย โดยเฉพาะแผนภูมิที่สรุปเหมือนอินทีเกรเตด (Integrated) ที่เราอ่านให้ไลน์ (Line) เลยนะครับ คือในหน้า ๕ ของรายงานเรื่องการจัดการสหกรณ์ข้าว สรุปสั้น ๆ ก็คือการผลิตและ อุตสาหกรรมข้าวไทยมีจุดอ่อนอยู่ ๓ ประเด็นหลัก ก็คือเรื่องเสถียรภาพด้านการตลาด อันส่งผลกระทบต่อราคาข้าว ความอ่อนแอของระบบการผลิตข้าว แล้วก็ความอ่อนแอ ขององค์กรชาวนาในการรวมกลุ่ม ตลอดจนขาดการบริหารจัดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ตามหลักการตลาดนำการผลิตเรามักจะผลิตนำตลาด ไม่ใช่ตลาดนำผลิต แล้วก็รายงาน ก็ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของสหกรณ์ต้นแบบอย่างที่ท่านยกมาที่ว่าเป็นเบสต์แพร็กทิช (Best Practice) ที่มีโมเดล (Model) ที่น่าสนใจ ๒ อันก็คือการจัดการข้าวเพื่อยกระดับรายได้ ชาวนาอย่างยั่งยืนที่จังหวัดนครสวรรค์ อีกอันก็คือการสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่จังหวัดนครสวรรค์ ธ.ก.ส. ได้ให้สินเชื่อกลุ่มเกษตรกรเป็นสินเชื่อฝากข้าว ไว้กับโรงสีแล้วก็จ้างโรงสีสีข้าวที่ซื้อมาจากสมาชิกสหกรณ์ ผลลัพธ์ของการฝากข้าวก็คือ ชะลอการขายข้าวแล้วก็เมื่อขายในราคาที่ดีขึ้น ก็ทำให้สหกรณ์การเกษตรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์พยุงราคาข้าวไม่ให้ต่ำ แล้วก็สมาชิกก็ได้ผลประโยชน์ ในราคาที่เป็นธรรม แล้วก็ยังได้เงินปันผลจากกำไรของสหกรณ์ ซึ่งอันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ส่วนโมเดล (Model) ของจังหวัดร้อยเอ็ดก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่สหกรณ์การเกษตรก็ได้สินเชื่อมาจาก ธ.ก.ส. แล้วก็ไปซื้อข้าวหอมมะลิเพื่อชะลอการขาย รอการขาย แล้วก็บางส่วนก็นำไปแปรรูปเป็นข้าวถุง ผลลัพธ์ก็คือชาวนาที่จังหวัดร้อยเอ็ด เขาก็ขายข้าวในราคาเฉลี่ยสูงกว่าตลาดถึงตันละ ๑๐๐ บาท แล้วก็มีเงินปันผลให้สมาชิก แล้วก็ยังมีการรวบรวมข้าวเปลือกหอมมะลิมาแปรรูปเป็นข้าวสารหอมมะลิถุงละ ๕ กิโลกรัม ภายใต้แบรนด์ (Brand) ของเขาเองชื่อว่าเอไรซ์ (A-Rice) ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมก็ไม่เคยทราบมาก่อน ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจก็กำหนดประเด็นว่าโมเดล (Model) ของ ๒ จังหวัดน่าจะเป็นตัวอย่างของการมีประสิทธิภาพของระบบสหกรณ์ จึงกำหนดว่าจะนำ ระบบสหกรณ์มาใช้ประโยชน์โดยเสนอเรื่องของพัฒนาการผลิต เรื่องของพัฒนาการตลาด แล้วก็อีกอันที่เป็นเรื่องใหม่ก็คือเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ โดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้ ข้าวเปลือก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันต่อปีของฤดูการผลิต ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณข้าวที่คาดว่าจะออกมามาอยู่ภายใต้ระบบที่ท่านเสนอนะครับ โดยท่านก็มี แนวทางขับเคลื่อนตามโมเดล (Model) ทั้ง ๒ จังหวัดที่ว่านี้ก็คือแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนา ข้าวเชิงพื้นที่ บริหารจัดการข้าวเชิงพื้นที่ แอเรียเบสแอปโพรซ (Area-based Approach) ใช้โมเดล (Model) นครสวรรค์กับโมเดล (Model) ร้อยเอ็ดที่ท่านศึกษามา ได้แก่การให้สินเชื่อ รวบรวมข้าวเปลือก สินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวและต่อยอดเป็นโครงการเกษตรแปรรูป เพื่อลดต้นทุนนะครับ นอกจากนั้นก็จะไปดูแลเรื่องสัญญาเก็บรักษาข้าวเปลือก การตรวจสต็อก (Stock) ยุ้งฉาง โรงอบ เงื่อนไขทำประกันแล้วก็เรื่องเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม ใช้การตลาดนำการผลิต โดยยกร่างการจัดตั้ง บริษัท ค้าผลิตภัณฑ์ข้าวไทย จำกัด ซึ่งเข้าใจว่าคงไม่ใช่วิสาหกิจชุมชน เพื่อบริหารจัดการในเรื่องซัปพลายเชน (Supply Chain) ของข้าวทำการศึกษายกร่างกองทุน พัฒนาข้าวไทยโดยพูดเอ่ยถึงว่าอยากจะเป็นคล้าย ๆ กองทุนอ้อยและน้ำตาลเพื่อมาแบ่งปัน ผลประโยชน์หรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเอามาใช้ได้อย่างไรนะครับ แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือทำฐานข้อมูลข้าวหรือระบบสารสนเทศของข้าวโดยโปรแกรม ที่ท่านเรียกว่า เอ็มเคพีไรซ์ (MKP Rice) ซึ่งจะช่วยให้มีข้อมูลและยกระดับรายได้ชาวนาแล้วก็รวมทั้ง ปรับปรุงกฎหมาย อาจจะเป็น พ.ร.บ. ข้าวหรือ พ.ร.บ. สหกรณ์ ในเรื่องนี้ผมก็มีความเห็นแล้วก็ ข้อสังเกตอยากจะฝากไปยังท่านกรรมาธิการ
ประเด็นแรกก็คือว่าเรื่องของกองทุนพัฒนาระบบข้าวไทยก็เป็นภารกิจ ที่ยิ่งใหญ่ เป็นการพัฒนาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวให้มีคุณภาพ มันจะซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ หน่วยงานของรัฐบางหน่วยเขาได้ทำอยู่แล้ว โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเปล่าอย่างไร ก็ต้องไปดูเพราะว่ามีหลายหน่วย ในเรื่องของการประกันภัยข้าวก็เป็น หลักการที่ดี แต่ว่าต้องถามให้ชัดลงไปว่าแล้วใครเป็นผู้เอาประกันครับ เป็นเกษตรกรเอง หรือว่าองค์กรอื่นมาเอาประกันแล้วก็จะประกันความเสี่ยงเกษตรกรเขาจะมีความรู้ได้อย่างไร แล้วก็อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโดยอบรมให้เขา ปลูกพืชหรือปลูกข้าวที่ได้รายได้สูงมากขึ้น อย่างเช่นตอนนี้ที่นิยมปลูกกันก็คือข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีดำ ๆ แต่ผมก็ว่ามันแพงแต่ผมก็ไม่ค่อยชอบกิน เพราะรู้สึกว่ามันสีดำกินแล้วกลัวฟันดำนะครับ ก็เลยชอบกินข้าวขาวเหมือนเดิมนะครับ
อีกเรื่องก็คือเรื่องการพัฒนาระบบข้าวไทย คือข้าวไทยผมคิดว่าจะพัฒนา ให้ชาวนาลืมตาอ้าปากมันต้องปลูกข้าวให้ตรงกับความต้องการตลาดก็คือใช้ตลาดนำการผลิต ต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานมีน้ำเพียงพอ ไม่มีน้ำก็ปลูกข้าวไม่ได้นะ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า ที่สำคัญกว่าก็คือจะต้องเกี่ยวข้องกับระบบชลประทานด้วย ท่านเลิศวิโรจน์ก็ทราบดีนะครับ สำหรับข้อสังเกตข้อ ๒ คือเรื่องของการจัดตั้ง บริษัท ค้าผลิตภัณฑ์ข้าวไทย จำกัด มันก็ยังไม่ค่อยชัดเจนว่าอันนี้มันจะออกไปนอกระบบสหกรณ์หรือเปล่านะครับ แล้วก็ สหกรณ์การเกษตรหรือชาวนาที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรจะได้รับประโยชน์จาก บริษัท ค้าผลิตภัณฑ์ข้าวไทย จำกัด อย่างไร หรือว่าเขาจะเป็นตัวไปทำตลาด แต่ว่าจริง ๆ เขาก็ต้องทำกำไรด้วย แล้วก็ผลตอบแทนจะกลับมาถึงสมาชิกที่เป็นชาวนาชาวไร่อย่างไร ซึ่งผมคิดว่าโมเดล (Model) ที่ท่านยกตัวอย่างมาอย่างที่นครสวรรค์หรือร้อยเอ็ดมันก็เป็น โมเดล (Model) ที่ดี แต่พอมาสะดุดตรงคำว่า บริษัท ค้าผลิตภัณฑ์ข้าวไทย จำกัด มันเหมือน จะเป็นเทรดเดอร์ (Trader) หรือเปล่า หรือเป็นผู้ส่งออกหรือจะเป็นอะไร ซึ่งผมก็เป็นห่วงว่า ท่านตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาท่านจะไปแข่งขันกับคนมืออาชีพที่เขามีโรงสีค้าขายมาเป็นเจเนอเรชัน (Generation) หรือผู้ส่งออกที่ค้าขายมาเป็นสิบ ๆ ปีจะไปสู้เขาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นน่าจะ พัฒนาระบบสหกรณ์ไปอย่างที่ท่านพยายามดีกว่า แล้วก็สนับสนุนท่านในแนวคิดเรื่อง จัดการระบบจัดเก็บยุ้งฉาง ไซโล (Silo) ภาคประชาชน ลานตากข้าว รถเกี่ยวข้าวของ ชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อช่วยให้เขาลดค่าใช้จ่ายแล้วช่วยตนเองได้ลดค่าใช้จ่ายนะครับ ซึ่งงานเหล่านี้มันคงไม่ใช่งานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยลำพังแล้วก็ไม่ใช่งาน ของกระทรวงพาณิชย์โดยลำพัง จริง ๆ คนที่จะช่วยขับเคลื่อนท่านอย่างแรงก็คือ กระทรวงมหาดไทย จังหวัดกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัดได้ไหม แล้วก็สหกรณ์ จะเข้าไปช่วยระบบได้อย่างไรเพราะมันตรงกับชื่อเรื่องที่ท่านเสนอมานะครับ นอกจากนั้น สหกรณ์การเกษตรก็อาจร่วมมือกับนวัตกรรมอีกอย่างที่เรียกว่าวิสาหกิจชุมชน ในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากข้าว เช่น สบู่ รำข้าว หรือทำเป็นข้าวซ้อมมือหรือทำเป็นแกลบอัดแท่ง เชื้อเพลิงให้เกษตรกรขายเป็นรายได้เพิ่มอีกอันหนึ่ง
ส่วนเรื่องข้อเสนอของท่านเรื่องกองทุนพัฒนาระบบข้าวไทย ผมเองก็ยัง ไม่ชัดเจนถึงกลไกและวัตถุประสงค์ แต่ก็เป็นห่วงว่ามันคงจะไม่ง่ายเหมือนกองทุนอ้อยและ น้ำตาลทราย ขนาดกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกว่าจะผลักดันให้เข้ารูปเข้ารอย ก็ใช้เวลานาน และผมก็คิดว่าการจะทำระบบแบ่งปันผลประโยชน์ให้มันหยั่งรากเป็นไปได้ มันต้องทุกคน ทุกโรงสีต้องอยู่ในระบบ ไม่ใช่เพียง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันอยู่ในระบบ จะขายให้ ระบบนี้ก็ได้หรือไม่ขายก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นห่วงว่าอาจจะต้องคิดให้ครบลูป (Loop) สักนิดว่ามันจะทำได้จริงหรือเปล่า แล้วก็สนับสนุนอย่างยิ่งในเรื่องระบบสารสนเทศ ฐานข้อมูลบริหารจัดการข้าว แต่เรื่องนี้ฐานข้อมูลปัจจุบันหน่วยราชการเขาก็มีอยู่แล้ว สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือกระทรวงพาณิชย์ที่ทำเรื่องส่งออกข้าวเขาก็มีอยู่แล้ว ก็อยากจะให้บูรณาการกันด้วยนะครับ สำหรับเปเปอร์ (Paper) รายงานเรื่อง นำร่องเมืองข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ ผมก็มีความเห็นคล้าย ๆ ท่านสุรินทร์ในบางเรื่อง ก็คืออยากจะ มีข้อเสนอแนะเลยนะครับว่าเรื่องนี้จังหวัดกาฬสินธุ์จะเป็นยูนิต (Unit) ที่เล็กเกินไปหรือเปล่า เขามีพื้นที่ปลูกข้าวเท่าที่สำรวจมา ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ท่านจะเอาอุตสาหกรรมไปลงและมันจะให้ แต่กาฬสินธุ์ มันก็คงจะเป็นหรือเปล่า น่าจะทำเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) กลุ่มจังหวัดหรือเปล่า เพราะท่านจะเอาอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ไปลงมันก็ควรจะทั้งอีสาน และอาจจะ เรียกชื่ออะไรที่มันไม่รู้สึกว่าเป็นจังหวัดของใครของเขา และในที่สุดก็เลยไม่ได้รับความร่วมมือ
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการทำเกษตรแปลงใหญ่ในเชิงอุตสาหกรรม ก็มีความเป็นห่วง ว่าจะต้องใช้น้ำมาก คือจุดประสงค์เพื่อลดต้นทุนเกิดอีโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of Scale) แต่จะไปอ้างว่าเป็นแปลงใหญ่แล้วก็เลยขอใช้น้ำก่อนและรายเล็กเขาจะไม่ได้ใช้มันก็จะเป็น ปัญหาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องดูเรื่องน้ำ เรื่องชลประทานให้ดี แล้วก็เรื่องเกษตรพันธสัญญา ก็ต้องระวังด้วยว่าเป็นสัญญาที่เป็นธรรม ไม่อย่างนั้นมันก็จะทำให้เกษตรกรรายเล็กสูญเสีย ความเป็นเจ้าของ กลายเป็นลูกนา กลายเป็นผู้เช่าที่ไปปลูก และมันก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร กับชาวนา ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วก็ขอใช้ ที่สาธารณประโยชน์ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ๑,๕๐๐ ไร่ ผมคิดว่าท่านคงต้องไปให้จังหวัดร่วมมือดี ๆ สอบถามความคิดเห็นของชุมชนว่าเขายินดีหรือเปล่าให้เอาที่สาธารณประโยชน์ไปทำนา ให้กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และการที่ท่านตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษผมเองก็เข้าใจว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษมันจะอยู่ชายแดน ตั้งมาเพื่อให้อุตสาหกรรม การพาณิชย์ไปลงทุน แล้วก็แรงงานต่างชาติก็ไม่ต้องอพยพเข้ามาในเมือง แล้วก็พัฒนาชายแดนให้เพื่อนบ้าน ได้เจริญเท่ากับเรา แต่อันนี้มันจะมาตั้งอยู่กลางภาคอีสาน มันคงไม่ใช่แรงงานต่างชาติเข้ามา ขณะเดียวกันท่านให้แทกซ์อินเซนทิฟ (Tax Incentive) กับโรงสีสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ก็คงจะต้องเกิดคำถามว่าแล้วชาวนาจะได้อะไรจากแทกซ์อินเซนทิฟ (Tax Incentive) นี้ มันจะทริกเคิลดาวน์ (Trickle down) ไปถึงชาวนาได้อย่างไร มันจะลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างไร เพราะว่าแทกซ์อินเซนทิฟ (Tax Incentive) ก็ไปให้กับ อุตสาหกรรม ผมเห็นด้วยถ้าจะใช้ระบบสหกรณ์อย่างเปเปอร์ (Paper) แรกมาช่วยพัฒนา อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในพื้นที่หรือเป็นวิสาหกิจชุมชนโดยใช้ระบบสหกรณ์ ก็คิดว่า คงจะมีข้อคอมเมนต์ (Comment) เพียงเท่านี้ ก็ขอบคุณ และเปเปอร์ (Paper) ของท่าน เพราะผมอ่านแล้วก็ได้ความรู้เยอะแล้วก็อยากให้ประสบความสำเร็จ แต่คงจะต้องเอาไป ต่อยอดและมองให้ครบลูป (Loop) ครบรอบด้าน กราบขอบพระคุณครับ