อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงความคืบหน้าโครงการไรซ์ซิตี้และแผนปฏิรูประบบข้าวอย่างครบวงจร โดยเน้นการยกระดับเกษตรกร ปรับสู่ฟาร์มขนาดใหญ่และใช้เทคโนโลยีทันสมัย พร้อมผลักดันร่างกฎหมายกว่า 140 ฉบับผ่านสสน. และเร่งให้มีการประกาศใช้กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติภายใน 120 วันตามรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันได้นำรายงานโครงการนำร่องเมืองข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์เข้าสู่การพิจารณาและลงมติรับรอง ก่อนปิดการประชุมด้วยการย้ำความร่วมมือทุกฝ่ายเพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืนและส่งความปรารถนาดีในโอกาสปีใหม่
ขอบคุณครับ ความจริงในขั้นตอนประชุมกิจการสภา เรื่องของรายงาน เรื่อง ไรซ์ ซิตี้ ไพลอต โปรเจกต์ (Rice City Pilot Project) รูปแบบของการปฏิรูปเรื่องข้าว ก็คือการให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษนั่นเอง ที่เรียกว่าสเปเชียล อีโคโนมิก โซน (Special Economic Zone) เหมือนที่ทางรัฐบาลกำลังปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการมีเขตอย่างน้อย ๑๐ พื้นที่รอบประเทศเพราะว่าเรากำลังเชื่อมโยงกับทางประชาคม อาเซียน อันนี้ก็เป็นรูปแบบโมเดล (Model) ที่จะเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปเศรษฐกิจ หลังจากที่เรากระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง เมืองใหญ่ ๆ หัวเมืองใหญ่มา วันนี้ขอบเขตประเทศ ที่มันมีโลจิสติกส์ (Logistics) เชื่อมโยงของการค้าธุรกิจก็ให้ตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทีนี้ตอนที่กรรมาธิการเศรษฐกิจไปนำเสนอในวิป (Whip) ก็มีการซักถามเรื่องนี้โดยละเอียด ก็ได้โมเดล (Model) ออกมาว่า โดยแท้ที่จริงก็คือการให้มีเขตเศรษฐกิจในจังหวัดที่มี ศักยภาพในการปลูกข้าว ๒. จะปลูกขายแบบเดิมอีกไม่ได้แล้ว ปลูกกันมาตั้งแต่ตั้งสุโขทัยเป็น ราชธานี วันนี้ชาวนาก็ยังจนอยู่ ทั้งที่เราเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมากในการผลิตเกินกว่า การใช้และบริโภคในประเทศ จนกระทั่งเป็นแชมป์ (Champ) โลกในการส่งออกข้าวมา ๓๐ ปีจะหย่อน บางปีเท่านั้นเอง ก็หมายความว่าเมื่อชาวนาผลิตได้มากน่าจะรวยสิ แต่ทำไมยิ่งผลิตมากยิ่งจน ยิ่งเป็นหนี้ เข้าใจว่าโครงสร้างระบบข้าวปล่อยต่อไปแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว และรัฐบาลแต่ละชุด เข้ามาก็ตั้งใจช่วยชาวนา แต่บางครั้งด้วยเหตุผลทางการเมืองบ้างอะไรบ้างก็กลายเป็นประชานิยมสุดโต่ง เกิดความเสียหายทำลายระบบพื้นฐาน ดังนั้นเราก็ไม่ได้มาปฏิรูปเขาก็เลยเสนอว่าเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษข้าวขึ้นมา คือไรซ์ซิตี้ (Rice City) ก็คือเป็น สเปเชียล อีโคโนมิก โซน (Special Economic Zone) แล้วก็เห็นว่าไปดูมาที่ไหนที่เริ่มมีการขยับปรับตัวได้ เช่น ทำบิ๊กฟาร์ม (Big Farm) คือฟาร์มขนาดใหญ่ แทนที่จะเป็นรายย่อย แล้วก็มีการใช้เครื่องจักร เครื่องกลมีเทคโนโลยีใหม่เข้าไป สุดท้ายก็คือการแปรรูปอย่างไรครับ เขาก็เลยไปดูโรงสีเผอิญว่า ที่กาฬสินธุ์มีความคืบหน้ามาก และท่านที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการด้วย เพราะฉะนั้นกับคณะทั้งท่านประธานสถิตย์และทั้งคณะ ท่านรองประธาน ซึ่งท่านก็เป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเลิศวิโรจน์แล้วก็ ท่านมรกต ซึ่งอยู่ ธ.ก.ส. ท่านธนิต โสรัตน์ เป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ เป็นนักบริหารด้านโลจิสติกส์ (Logistics) เป็นรองประธานสภาอุตสาหกรรมมาก่อนไปดูแล้วก็เห็นว่าที่กาฬสินธุ์เขามี ความก้าวหน้าในการที่จะปฏิรูประบบข้าวทั้งระบบตามแนวที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้วางไว้ว่า เป็นวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปข้าว เพียงเท่านั้นแหละครับ ทีแรกใช้คำว่าโมเดล (Model) ด้วยซ้ำไป ผมบอกอย่าใช้โมเดล (Model) เลย คือโมเดล (Model) มันต้องสำเร็จแล้วจนเป็น ตัวอย่างเขาก็เลยไปปรับมาใช้คำว่าไพลอต (Pilot) นำร่องแค่นั้นเอง ไม่ได้มีนัยอะไรเลย แต่ก็ขอบคุณในความห่วงใยเป็นความรอบคอบของท่านสุรินทร์ เพราะเห็นโลกมานานแล้ว เพราะฉะนั้นทางท่านประธานก็ไปปรับตรงส่วนนี้ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจทั้ง ๒ เรื่องแล้วนะครับ ต่อไป ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานหรือไม่ตามลำดับ โดยจะเริ่มจากเรื่อง การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนหรือยังครับ พลเอก ชูศักดิ์ เสียบบัตรกด หรือยังครับ เรียบร้อยนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนแล้ว ขอทราบผลด้วยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การจัดการข้าว โดยระบบสหกรณ์หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดำเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ เมื่อไม่มี ก็ขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลการลงคะแนนนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๐ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนะครับ เรื่อง การจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องที่ ๒ เรื่อง นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์ Rice City Pilot Project : Kalasin Province หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
เนื่องจากเป็นการลงมติอย่างต่อเนื่องและไม่เห็นว่ามีผู้ใดได้ออกจาก ห้องประชุมก็ถือว่าองค์ประชุมยังครบอยู่นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหม เมื่อใช้สิทธิครบถ้วนแล้วก็ขอปิด การลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ เห็นด้วย ๑๓๕ ไม่เห็นด้วย ๑ งดออกเสียง ๘ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์ Rice City Pilot Project : Kalasin Province จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจทั้ง ๒ เรื่องแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจง และขอเชิญไปรับประทานอาหารที่ห้องข้าง ๆ ผมจะดำเนินการประชุมต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใดประสงค์ จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ ใกล้ปีใหม่แล้วครับ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ปีหน้าเรามีกฎหมายที่แต่ละคณะกรรมาธิการได้ไปกลั่นกรองแล้วก็นำเสนอมา โดยเฉลี่ยกรรมาธิการละ ๔ ฉบับที่เห็นว่าเป็นกฎหมายที่จำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศ ในด้านต่าง ๆ ๑๑ บวก ๑ ที่ท่านรับผิดชอบนะครับ โดยกรรมาธิการได้ส่งมาเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ที่ประชุมกรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้ให้ประสานกับทาง สนช. คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามแนวทางท่านประธานดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ว่าในภารกิจด้านการจัดทำกฎหมาย การผ่านพิจารณากฎหมาย ท้ายที่สุดก็จะไปคลอดอยู่ที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาตินะครับ ดังนั้นในฐานะที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา รับผิดชอบเรื่องการปฏิรูปประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจทางบริหารก็ประสานผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ๒ ฝ่ายอะไรก็ว่าไป ผ่านไปถึงมิสเตอร์รีฟอร์มผ่านอำนาจทางบริหารของท่านนายกรัฐมนตรีก็ไปมากแล้ว ๑๐๐ กว่าเรื่อง แต่ว่าส่วนที่เป็นร่างกฎหมายนี้ครับมันต้องใช้เวลา ทีนี้ร่างกฎหมายนี้ เมื่อดูภารกิจของ สนช. จากการประชุมวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ระหว่าง สนช. กับ สปท. แล้วก็เห็นได้ชัดเจนว่าในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี้เขาจะมี
๑. กฎหมายเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล
๒. ก็คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
๓. กฎหมายที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญอีก รวมแล้ว ๕๐ กว่าฉบับ ยังไม่รวม กฎหมายเฉพาะหน้าที่ค้างคาจำเป็น เป็นปัญหาเฉพาะหน้าและจำเป็นจะต้องแก้ไข และ
สุดท้ายก็คือกฎหมายปฏิรูปที่เราส่งไปพร้อมกับรายงานปฏิรูปในชุดแรก ๆ นี้ครับ ส่งให้กับทางรัฐบาลไปรวมแล้วเกือบ ๑๔๐ เรื่อง ในจำนวนนั้นไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ มีตัวร่างกฎหมาย หรือมีข้อเสนอกฎหมายที่จำเป็นต่อการปฏิรูปพ่วงไปด้วย และยังมีอีกอย่างน้อย ๓๖ ฉบับ ที่เราจะต้องประสานเพื่อเตรียมความพร้อมทาง สนช. เพราะฉะนั้นเขาจะมีกำหนดการ นิติบัญญัตินะครับ เวลาที่เหลืออยู่ของ สนช. ก็มีจำกัด แม้ว่าจะผ่านกฎหมาย พิจารณา กฎหมายไปได้อย่างมากพอสมควร ๒๐๐ กว่าฉบับแล้วนะครับ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี้ ดังนั้นเพื่อที่จะให้การปฏิรูปปรากฏเป็นจริง โดยเฉพาะที่เป็นกฎหมายนี้ก็ได้ดำเนินการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นปีหน้านี้คงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ท่านสมาชิกและกรรมาธิการแต่ละคณะคงจะต้อง
๑. คือติดตามงานที่ได้ส่งไปแล้วครับ โดยเฉพาะที่ผ่านคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ซึ่งในนี้เราก็มี พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ เป็นรองประธานคณะกรรมการ ประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และการปรับคณะรัฐมนตรีหลังสุดนี้นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นประธานวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ท่านวันชัย ท่านเสรี ท่านคำนูณ หลายต่อหลายท่านที่อยู่ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติก็คงทราบ ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ นั้นก็เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก สปช. ตอนนั้นให้จัดทำรายงานวิสัยทัศน์ออกแบบอนาคต ประเทศไทย และส่งมอบให้รัฐบาลไปในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๘ นะครับ ในนาม สปช. นั่นคือต้นกำเนิดของไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เพราะฉะนั้นเมื่อท่านได้เข้ามาเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ขับเคลื่อนในเรื่องนี้ในมุมของกระทรวงพาณิชย์ และกรรมการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จนกระทั่งคราวนี้การปรับ ครม. ครั้งนี้จึงเป็นการปรับ ครม. เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงได้วางผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ วิสัยทัศน์ออกแบบอนาคตประเทศไทยนะครับ แล้วก็เรื่องไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นี้ ผนวกเข้ากับรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป เรามี ครม. ใหม่ คือ ครม. ชุดปฏิรูป เดิมก็ปฏิรูปเยอะแล้ว อันนี้ก็เร่งรัดให้มากขึ้นเพราะเวลาที่เหลืออยู่ก็น้อยลงมานะครับ
๒. ก็คือเรามีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จะมีกฎหมาย ๒ ฉบับที่เป็นกฎหมายปฏิรูปโดยเฉพาะเลยนะครับ ที่ต้องประกาศใช้ให้แล้วเสร็จใน ๑๒๐ วัน ก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติครับ คือการปฏิรูประยะยาว
๓. ก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ๒ ฉบับนี้เป็น ๒ ฉบับที่ต้องออกก่อนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วย และจะมีกลไกใหม่ ๆ ที่จะมารับผิดชอบการปฏิรูปต่อจาก สปท. เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ปี ๒๕๖๐ ก็จะเป็นปี ของการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศวางรากฐานใหม่ให้อนาคตประเทศนะครับ และเป็น ปีแรกของ ๒๐ ปียุทธศาสตร์ชาติ และเป็นความต่อเนื่องที่พันกันมา ๒ ปีกว่าแล้ว ขณะนี้ เริ่มเห็นความแข็งแรงของประเทศเราเหนือกว่าประเทศต่าง ๆ ในลักษณะที่เรียกว่าเป็น คอมแพเรทิฟแอดแวนเทจ (Comparative Advantage) นะครับ ดังนั้นก็เลยเรียนว่า ในสิ้นปีนี้เราคงจะเป็นการประชุมนัดสุดท้าย แล้วก็ในฐานะที่เป็นรองประธานวิป (Whip) สปท. นะครับ แล้วก็เป็นกรรมการที่ปรึกษาวิป (Whip) ๓ ฝ่าย รองประธานวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ก็ได้เห็นว่าความทุ่มเทพยายามของทุกท่าน และกรรมาธิการทุกคณะเริ่มปรากฏผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศ และปี ๒๕๖๐ จะเป็นปีที่เราจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในหลายมิติของการปฏิรูปเรื่อง การคอร์รัปชันเราได้เห็นแล้วว่าก่อนที่จะเกิดการปฏิรูปแล้ว ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบชี้มูล ที่มีความผิดทางอาญา มีมูลแล้วก็เรื่องร่ำรวยผิดปกติ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ท่านคิดสิครับ และเราได้ทำสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ก็คือสร้างกลไกคือศาลคอร์รัปชันขึ้นมา โดยความร่วมมือของแม่น้ำ ๕ สาย โดยการเร่งรัดของท่านนายกรัฐมนตรี ศาลยุติธรรม และบรรดาศาลฎีกาท่านก็เดินหน้าเต็มที่ ในที่สุด สนช. ผ่านกฎหมายแล้วก็เปิดศาลทำการได้ ไม่ใช่ง่ายนะครับ ถึงขั้นเปิดศาลทำการได้ต้องหาผู้พิพากษาที่ชำนาญการเรื่องนี้ ที่ใส่ใจสนใจ เรื่องนี้ แล้วก็ต้องมีสถานที่ ต้องมีฝ่ายธุรการ ต้องมีระบบ ศาลตอนนี้กำลังใช้ระบบอีไฟลิง (e-Filing) ครับ จะเอาคำร้องคำฟ้องอะไรอยู่จังหวัดนี้จะไปเอาที่กรุงเทพฯ ต้องมาเอาที่ศาลเลย ไม่ต้องแล้วต่อไปนี้อยู่จังหวัดไหนก็ขอได้เลย หรือการใช้อีเอ็ม (EM) ที่เราได้เสนอไป ขณะนี้ประเทศกำลังเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจเราก็กำลังเปลี่ยนแปลงนะครับ การส่งออก เดือนพฤศจิกายนสูงสุดในรอบปีที่ผ่านมาเลย ขยายตัว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นนะครับ การส่งออกรถยนต์แข็งแรงมากทำให้ราคายางดีดขึ้นมากิโลกรัมละ ๘๐ บาท และเศรษฐกิจ ท้องถิ่นโลคัลอีโคโนมี (Local Economy) ที่เป็น ๑ ใน ๖ ฐานใหม่ก็จะเห็นได้ผลนะครับ คนใต้ คนอีสาน คนเหนือ ก็จะได้ผลพวงด้วยจากราคายางที่เพิ่มขึ้นเห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นเรากำลังปรับโครงสร้างต่าง ๆ ก็เป็นแต่เพียงฝากไว้ในวันสุดท้ายของการประชุม ปี ๒๕๕๙ แล้วก็ภารกิจของเราในปี ๒๕๖๐ ท่านประธานไม่ได้ทำหน้าที่ในช่วงสุดท้ายของ การประชุมวาระที่ ๖ ก็เลยเพียงเกริ่นไว้พอให้เห็นภารกิจ ปี ๒๕๖๐ ว่าคงเป็นงานหนักและ เป็นงานที่เรามีเวลาจำกัดมากขึ้น ต้องเร่งรัดการทำงานมากขึ้นนะครับ แล้วก็ขณะนี้ภารกิจ การติดตามงานที่เราส่งไปของแต่ละคณะกับ ๒. คือตัวแผนปฏิรูปใน ๓๗ วาระ ซึ่งส่วนใหญ่ ก็ส่งครบหมดแล้ว แต่ว่าตัวร่างกฎหมายที่จะต้องผลักดันทำงานประสานกับทางกรรมาธิการ ของ สนช. เรามีวิป (Whip) สนช. และเรามีระบบอนุกรรมาธิการร่วมระหว่าง สนช. สปท. เพื่อที่จะทำให้ร่างกฎหมายที่มีอยู่หลายเวอร์ชัน (Version) เหลือเพียงเวอร์ชัน (Version) เดียว เพื่อให้ ครม. ได้ตัดสินใจง่ายขึ้น เร็วขึ้น เมื่อเหลือ ๑ เวอร์ชัน (Version) กฤษฎีกาก็พิจารณา ได้เร็วขึ้นนะครับ พอเข้า สนช. วาระ ๑ วาระ ๒ ก็ใช้เวลาสั้นลงในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ เสร็จแล้วลงมติวาระ ๓ ทุกอย่างต้องบริหารแบบกระบวนการปฏิรูปทั้งสิ้น ดังนั้นก็เลยฝาก ท่านสมาชิกนะครับ มีท่านใดจะหารือฝากไว้ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ก็ขอให้โชคดีมีสุข มีความสุขตลอดปีใหม่ ท่านประธานฝากความปรารถนาดี มาถึงทุกท่านก็หวังว่าจะได้นำหนังสือท่านประธานไปอ่านนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ฝาก ให้พวกเราไปอ่านด้วย หนังสือที่ท่านประธานของเราท่านเขียนไว้ ท่านใช้เวลา ๑ ปีเต็ม ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรม เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็ท่านรองประธาน คนที่สอง ท่านก็มอบแผ่นซีดี (CD) เพลงพระราชนิพนธ์ ๔๘ เพลงครบทุกเพลงเลย ส่วนผมก็มอบข้าวให้ ทุกท่านไปบำรุงร่างกายช่วยชาวนา น่าดีใจว่าวาระการประชุมของเราเป็นวาระสุดท้าย ของปีนี้เป็นเรื่องการช่วยชาวนาปฏิรูประบบข้าว ๗๐๐ กว่าปีเราจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยพิมพ์เขียวปฏิรูปข้าวและระบบข้าวทั้งระบบด้วยแนวคิดใหม่ วิธีการใหม่ ๆ เหมือนอย่างที่ เราทำสำเร็จมาเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนคือระบบอ้อยน้ำตาล ๗๐ : ๓๐ ชาวนาควรได้ไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนที่ชาวไร่อ้อยได้ โรงน้ำตาลก็ได้ไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ชาวนา จะลืมตาอ้าปากระบบก็เดินได้ ผมก็กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วว่าเรื่องข้าวนี่ ๒๕ ปี ที่เราอยู่ในสภาและรัฐบาล ท่านนิกรก็คงทราบในฐานะอดีตรัฐมนตรี ว่าอ้อยน้ำตาลวันนี้โรงงานน้ำตาลถึงแม้จะได้ส่วนแบ่ง แค่นั้นแต่ขอขยาย ๆ ครับ ก็แสดงว่ามันเดินได้ ข้าวก็เหมือนกันถ้าเราสามารถที่จะทำให้ ชาวนาได้สัดส่วนมาก ๆ ผลิตมากต้องรวยไม่ใช่ยิ่งผลิตยิ่งจน อันนั้นก็เป็นภารกิจของเรานะครับ ที่ท้าทายสำหรับปี ๒๕๖๐ นะครับ
วันนี้ก็หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน แล้วก็ขอให้มีความสุขในปีที่ผ่านมา แล้วก็ยืดเยื้อต่อไปในปี ๒๕๖๐ ครับ ขอปิดการประชุมครับ