คำนูณ สิทธิสมาน สนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างรอบด้าน โดยเสนอให้เร่งผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญาและร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปประเทศให้บรรจุในแผนกฎหมายสำคัญ พร้อมเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในคณะกรรมการต่าง ๆ เพื่อขยายสิทธิเสรีภาพและสร้างความเป็นธรรมในระบบยุติธรรม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับรายงานชิ้นนี้นะครับ แต่ที่ลุกขึ้นมาขออภิปรายนอกจากจะเพื่อสนับสนุนแล้วยังอยากจะขอให้ร่วมมือกันว่าเราจะ ทำอย่างไรให้รายงานชิ้นนี้เป็นมากกว่าเพียงการอภิปรายที่สวยงามกันในสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ จะทำอย่างไรครับที่จะทำให้การปฏิรูปในเรื่องนี้เป็นไปได้โดยเร็วที่สุด โดยมีรูปธรรมที่สุดนะครับ ซึ่งผมเองขออนุญาตมองภาพรวมของสถานการณ์บ้านเมืองว่า นี่คือตัวอย่างของรายงานที่เสนอการปฏิรูปที่ใหญ่มากครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่างกฎหมายที่ท่านเสนอมาแม้ว่าจะเขียนว่าเป็นภาคผนวก เป็นเอกสารประกอบการพิจารณา และแม้ว่าในรายงานนั้นท่านจะบอกว่าที่เสนอมานี้เป็นเพียงตัวอย่าง ซึ่งทางรัฐบาลจะต้องไป จัดการร่างกฎหมายอีกทีหนึ่ง แต่หลังจากกระผมพิจารณาอ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ตั้งแต่ครั้งที่ประชุมกรรมาธิการกิจการสภาแล้วมาจนถึงวันนี้ กระผมเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่เผยแพร่ออกมาแล้ว และถ้ามีการปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยระบอบปัจจุบันที่พวกเราเป็นส่วนหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรมแล้วนี่ จะเป็นการตอบคำถาม ของสังคมได้ครับ ในขณะที่สังคมส่วนหนึ่งมักจะวิพากษ์วิจารณ์ระบอบในปัจจุบันว่า การปฏิรูปที่เกิดขึ้นหรือตัวบทกฎหมายที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ อย่างนั้นเป็นไปในทางที่ตรงข้าม กับเรื่องการสนับสนุนการใช้สิทธิและเสรีภาพ ซึ่งในหลายอย่างกระผมเห็นว่าโดยสถานการณ์ บ้านเมือง และโดยความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมืองเหตุการณ์โลกมันก็มีความจำเป็นครับ แต่ถ้าเรามีการปฏิรูปในด้านนี้ออกมาในพร้อม ๆ กันไปด้วยนี่นะครับ ประโยชน์ทางการเมือง ก็จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะว่าเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพครั้งสำคัญที่รัฐธรรมนูญ เขาเขียนไว้แต่เพียงหลักการใหญ่ ๆ แต่นี่คือการขยายสิทธิเสรีภาพอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการขยายใหญ่ในลักษณะที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบยุติธรรมขึ้นมา มากมาย กระผมจะขออนุญาตขยายความสักเล็กน้อยจากตัวร่างพระราชบัญญัติ จะเห็นได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นตั้งแต่คำนิยามก็จะนิยามคำว่าผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา ในหน้า ๒๓ ไว้กว้างขวางและครอบคลุม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้คำนิยามคำว่า การคุ้มครอง ในหน้า ๒๔ ก็กว้างขวางอย่างยิ่งแล้วก็ครอบคลุม ขออนุญาตอ่านนะครับ การคุ้มครองหมายความว่าการให้ความคุ้มครองทางกาย จิตใจ ทรัพย์สิน รวมตลอดถึง การดูแลช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา การช่วยเหลือทางกฎหมาย การคุ้มครอง ความปลอดภัย หลังจากถูกประทุษร้ายจนถึงการบังคับคดี และการป้องกันไม่ให้ถูก ประทุษร้ายซ้ำ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะพบตัวผู้กระทำความผิดหรือศาลลงโทษผู้กระทำความผิดด้วย หรือไม่ก็ตาม ผมไม่ทราบว่าถ้าเขียนให้กว้างขวางกว่านี้จะเขียนอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นการขยายสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนที่ได้รับ ความเสียหายนั้นก็จะมีสิทธิเข้าร่วมในกระบวนการยุติธรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ก่อน การพิจารณาคดี ระหว่างการพิจารณาคดี ไปถึงชั้นบังคับโทษทางอาญาหรือคำสั่งศาล อันนี้ ก็ปรากฏอยู่ในหน้า ๓๐ หมวด ๔ หลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา มาตรา ๒๔ (๑) (๒) สิทธิที่จะได้รับแจ้งข้อมูลความคืบหน้าของทุกคดี ในทุกขั้นตอนของ การดำเนินคดี ไม่ทราบว่ามาตรา ๒๔ (๑) ถ้าผมตีความอย่างนี้จะได้ไหมครับว่าสมมุติว่า คดีพิจารณาไปแล้วจนถึงศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว จำเลยขออุทธรณ์และขอยื่นอุทธรณ์ ขอยื่นปล่อยตัวชั่วคราวหรือประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ ถ้าพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ก็หมายความว่าในการพิจารณาจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยผู้ที่ศาลพิพากษาลงโทษ ไว้แล้วและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์นั้น ก็จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเข้าไปร่วม ในกระบวนการพิจารณาด้วยใช่หรือไม่ครับ อันนี้ก็จะเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้และเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม มากที่สุด แต่ในเมื่อนิยามคำว่าการคุ้มครองไว้อย่างกว้างขวางเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจาก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่แม้จะเป็นเพียงตัวอย่างนี่นะครับ แต่กระผมเห็นว่าเป็นการปฏิรูป ใหญ่มากจริง ๆ ก็คือว่ามันจะต้องมีองค์กร มีกระบวนการและมีการใช้เงินเกิดขึ้น อย่างค่อนข้างมาก มีการขยายกำลังของเจ้าหน้าที่ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมตามสมควร ขออนุญาตพาท่านประธานไปดูดังต่อไปนี้ครับ
ในกระบวนการนี้เราจะมีคณะกรรมการคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ในคดีอาญาแห่งชาติ ซึ่งก็ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน แล้วก็จะมีรัฐมนตรีต่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง และที่สำคัญก็คือมีผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๙ คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์โดดเด่น เป็นที่ประจักษ์ด้านต่าง ๆ นี่คือคณะกรรมการระดับชาติเอาไว้ชั้นหนึ่ง จากนั้นเรายังมี คณะกรรมการในระดับจังหวัด ก็คือมาตรา ๑๖ คณะกรรมการคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ในคดีอาญาจังหวัดทุกจังหวัด แล้วก็มีคณะกรรมการคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ในคดีอาญากรุงเทพมหานคร โดยองค์ประกอบในระดับจังหวัดและระดับ กทม. ก็จะต้องมี ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน จากวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นอกจากจะเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพอย่างเป็นจริงที่สุดเป็นการ ปฏิรูปใหญ่แล้ว ยังเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพที่ให้โอกาสภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีความกว้างขวาง และที่สำคัญที่สุดเราจะเห็นการตั้งศูนย์คุ้มครองสิทธิเสรีภาพซึ่งมหาวิทยาลัยหรือองค์กรต่าง ๆ นั้น ก็จะสามารถมาจดทะเบียน แล้วก็รับเงินสนับสนุนเป็นศูนย์คุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ในคดีอาญาได้ ดังปรากฏอยู่ในหมวด ๕ ในหน้า ๓๕ สังคมไทยจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หน้ามือเป็นหลังมือ และผู้เสียหายหรือเหยื่อจะได้รับความคุ้มครองอย่างยิ่ง เช่นเดียวกัน ก็จะต้องมีการใช้เงิน การใช้เงินนี้ท่านก็ต้องไปดูที่หมวด ๖ การคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอาญา ที่หน้า ๓๖ มาตรา ๔๘ ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา ซึ่งที่มา ของเงินนั้นนอกจากจะเป็นเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว ที่สำคัญอีก ๒ รายการที่สำคัญมาก ซึ่งกระทรวงการคลังก็จะต้องได้พิจารณาต่อไป และจะต้องมีผลกระทบต่อเงินรายได้ของแผ่นดินด้วย ก็คือจะต้องตัดมาจากเงินค่าปรับที่ได้ จากจำเลยในคดีอาญาที่ไม่ต้องส่งคลังตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด นี่ประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง ก็คือเงินรายได้จากการขายทรัพย์สินที่ถูกริบทรัพย์ หลังการหักค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด จะเห็นได้ว่าทั้งสิ้น ทั้งปวงนี้เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ เป็นการปฏิรูปใหญ่ ที่แท้จริง และเป็นการปฏิรูปใหญ่ที่เป็นการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนในลักษณะที่ให้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มต่าง ๆ นั้นเข้ามาอยู่ร่วมในคณะกรรมการทุกระดับ ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการ บริหารกองทุนด้วย แต่แน่นอนแหละครับก็จะต้องมีการขยายอัตรากำลังในกระทรวงยุติธรรม ในกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพและสำนักงานยุติธรรมจังหวัดด้วย เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับการขยายสิทธิเสรีภาพโดยตรง เพราะฉะนั้นนอกจากที่เราจะให้ความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์กันแล้ว สิ่งหนึ่งก็คือ ทำอย่างไรที่เราจะต้องร่วมกันผลักดันแล้วก็เสนอแนะให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบอบปัจจุบัน ซึ่งเราเป็นส่วนหนึ่งได้จัดการนำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อให้มีผลใช้บังคับโดยไม่ช้าเกินไป หรือให้อยู่ในลิสต์ (List) ของบัญชีรายชื่อของร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งน่าจะต้องบรรจุไว้ในพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศต่อไป เพราะจะเป็น การตอบคำถามที่แท้จริงว่าระบอบปัจจุบันนั้นมีด้านที่ขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากด้านที่มีความจำเป็นที่อาจจะต้องทบทวนในเรื่องสิทธิแลเสรีภาพ ที่ก่อให้เกิดปัญหาในอดีตที่ผ่านมาด้วยบางประการ กราบขอบพระคุณครับ