ธนิต เสนอปฏิรูปอุตสาหกรรมข้าว ผ่านโมเดลเมืองข้าวและกาฬสินธุ์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๔ · ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙

ธนิต โสรัตน์ หารือการปฏิรูปอุตสาหกรรมข้าวโดยใช้เมืองข้าวเป็นต้นแบบ พร้อมเสนอโมเดลกาฬสินธุ์เพื่อยกระดับการผลิตอย่างยั่งยืนและเชื่อมโยงเกษตรกรกับอุตสาหกรรมผ่านมาตรการพิเศษด้านภาษีและการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ พร้อมทั้งขอบคุณสมาชิกที่ให้ข้อเสนอแนะและยืนยันจะนำความคิดเห็นไปปรับปรุงพัฒนางานต่อไป

นายธนิต โสรัตน์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพนะครับ ผม ธนิต โสรัตน์ ก็จะนำเสนออย่างสั้น ๆ นะครับ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อแนะนำต่าง ๆ ก็จะเอาไปปรับนะครับ

ประเด็นนำร่องเมืองข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์ทำมาตอนคิดตั้งแต่มกราคม นำเสนอกรรมาธิการ แล้วก็ศึกษาอย่างจริงจังก็พฤษภาคม เราศึกษาก่อนที่จะมีปัญหาเรื่องข้าว ตอนทำเราคิดอยู่แล้วเป็นเรื่องของความท้าทายค่อนข้างสูง เพราะว่าเจตจำนงเรากำลังมองว่า ข้าวมันต้องปฏิรูป ถ้าโจทย์ว่าต้องปฏิรูปก็คือก็อยากจะคิดอะไรที่ไม่เหมือนเดิม แล้วก็ต้อง ทำอย่างไรจะให้เกิดข้าว ซึ่งผมมาจากภาคอุตสาหกรรม เราก็มองย้อนกลับไปว่าอุตสาหกรรม มันก้าวหน้าได้อย่างไร มันก้าวหน้าเพราะว่าเราไม่ยึดติดอยู่กับแบบเก่า ๆ และมันต้องแข่งขันได้ แล้วก็ต้องยั่งยืน อนาคตอีก ๑๐ ปีข้างหน้าผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงมาก คู่แข่งของเราจะเติบโต แล้วก็แข็งแรงกว่าเราภายใต้ต้นทุนที่ต่ำกว่า แรงงานในอนาคตของเราก็จะลดน้อยถอยลง เพราะฉะนั้นเวลาเราศึกษาตรงนี้เราศึกษาโครงสร้างและตอนศึกษาผมคิดว่าถ้าคนมา เกี่ยวข้องเอามาชี้แจงรวม ๆ กันเป็นร้อยนะครับ มาจาก ๓๐ กว่าหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร องค์กรที่เกี่ยวกับข้าว เพราะฉะนั้นเราเห็นภาพข้าวหรือว่าโครงสร้างข้าวที่เป็น อย่างปัจจุบันนี้และมองออกไปอีกสักไม่เกิน ๑๐ ปีข้างหน้า จุดแข็งของเราที่เรามีในอดีต มันจะหมดไป เพื่อนบ้านใหม่ ๆ ของเราจะเติบโต ตอนนี้พม่ากำลังจะออกมา และอนาคต เขาอาจจะชิงแชมป์ (Champ) เรา อินเดียในเอกสารที่ให้ท่านในเปเปอร์ (Paper) ใหญ่ เรามีสถิติข้าวย้อนหลังไป ๑๐ ปีของหลาย ๆ ประเทศ จะพบว่าอินเดียแค่ ๖ ปีจากการส่งออก ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตัน กระโดดขึ้นมาเป็นเกือบ ๑๐ ล้านตัน แล้วก็หลาย ๆ ประเทศตัวเลข เติบโตขึ้นตลอด เพราะฉะนั้นในเรื่องของโครงสร้างข้าวขีดความสามารถการแข่งขัน และตลาดในอนาคตจะแข่งขันรุนแรง เราถึงมองว่าอนาคตข้าวจะเป็นอย่างไร อันนั้นไม่ได้ คิดเองนะครับ คนหลาย ๓๐ กว่าหน่วยงานช่วยกันคิด ทีนี้ประเด็นข้าวที่ท่านทราบเป็น เรื่องใหญ่มาก ข้าวสารของเรา ข้าวขาวเรา ๑๙.๒๕ ล้านตัน เราบริโภคเอง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ๗,๐๐๐,๐๐๐ ตัน มีนักท่องเที่ยวมาบริโภคในนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน คนไทยทานข้าวจริง ๆ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตันเท่านั้นเอง มีตัวเลขนักท่องเที่ยวมา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เพราะฉะนั้นเราผลิตและกินเองในประเทศ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเราอยู่ บนตลาดโลกทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องราคาผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นเปเปอร์ (Paper) ที่ทำ เผอิญไม่ได้ตั้งใจกัน แต่เปเปอร์ (Paper) ออกมาแนว ๆ แบบนี้ ท่านอำนวย ท่านก็คิดในเรื่องของการแก้ปัญหาข้าวโดยใช้วิถีสหกรณ์ผมคิดว่าก็ทำไป สหกรณ์ก็ทำมา ร้อยปีแล้ว จะยกระดับหรือจะแบ่งปันผลประโยชน์ก็แล้วแต่ แต่อีกเปเปอร์ (Paper) นั้นมองเรื่องของ การยกระดับข้าว กรณีเคส (Case) ของกาฬสินธุ์นั้นมองทะลุออกไป มองมิติ ๑๐ ปีข้างหน้าไปว่า เราจะปฏิรูปนั้นมันต้องยกระดับข้าว ไม่คิดเหมือนเดิม ๆ ชาวนาก็ผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เรื่องของซัปพลาย (Supply) ไป ไม่ได้มองและไม่ได้เชื่อมโยง ท่านนึกแล้วกันนะครับว่า ข้าวมีแค่เกษตรกรเป็นคนผลิต หลังจากนั้นกระบวนการตั้งแต่โรงสีแปรรูปข้าวถุง หรือว่า อุตสาหกรรมต่าง ๆ มันเป็นอุตสาหกรรมทั้งหมดเลย ที่ผ่านมานั้นเป็นการแยกส่วนการพัฒนา แนวคิดนี้คือการยกระดับแล้วมีเมืองต้นแบบ เอาเกษตรกรต้องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม และเกษตรกรจะได้อะไร เรามีพื้นที่เป็นโฟกัสเชิงพื้นที่ ในพื้นที่นั้นทำไมจึงต้องเอา เศรษฐกิจพิเศษมาลง ข้าวนั้นเราถือว่าไม่ได้อยู่ในซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super Cluster) ของบีโอไอ (BOI) อีกแล้ว เพราะฉะนั้นโรงสีหรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้อย่างเก่งก็จะได้ลดภาษี เขาเปิดแทกซ์ (Tax) หรือภาษีรายได้ไม่เกิน ๓ ปี แต่ถ้าอยู่ในสิทธิพิเศษยังจะได้ถึง ๘ ปี เป็นอย่างน้อย นั่นคือแนวคิดว่าถ้าจะพัฒนาเชิงพื้นที่แล้วไม่เอาอะไรที่จูงใจหรือมาตรการ ภาษีเข้ามาใส่อุตสาหกรรมจะไม่มา ฉะนั้นถ้าอุตสาหกรรมมาแล้วเกษตรกรจะได้อะไร เช่นการทำนาแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรม ผมเรียนตั้งแต่ต้นว่าคุณเอาเกษตรกรที่อ่อนแอ ๑๐๐ คนมาเรียงกันก็จะได้คนอ่อนแอ ๑๐๐ คน แต่ถ้าคนอ่อนแอรวมตัวกันแปลงเล็ก ๆ จะเป็นรูปแบบสหกรณ์ แล้วก็จอยต์เวนเจอร์ (Joint Venture) เชื่อมโยงกับโรงสีหรือผู้ประกอบการ เราจะได้ความเข้มแข็งสามารถเชื่อมโยง ไปถึงโรงสีและสามารถที่จะส่งออกได้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็คือว่าถ้ามีเศรษฐกิจพิเศษ มาจับเรื่องของภาษี การลดภาษีบีโอไอ (BOI) ๘ ปีเป็นแรงจูงใจ เกษตรกรก็จะได้ส่วนที่ตรงนี้ เรื่องของค้าส่งค้าปลีก แล้วก็เรื่องของการส่งออกนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องเสริมทักษะ เพราะฉะนั้นในเศรษฐกิจพิเศษที่ตรงนี้ก็มีเรื่องการบ่มเพาะ แล้วก็มีเรื่องการลงทุน เรื่องบริษัทประชารัฐรักสามัคคีอะไรเช่นนี้ ประเด็นเมืองข้าวที่เรียนที่ตรงนี้ เป็นการนำเข้ามา ทุกวงจร ทั้งคลัสเตอร์ (Cluster) ทั้งโรงสี ๔.๐ อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมปุ๋ย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการซัปพอร์ตอินดัสทรี (Support Industry) ทั้งหลายทั้งปวงเข้ามา เมืองข้าวต้นแบบจริง ๆ เรามีรับเบอร์ซิตี้ (Rubber City) จริง ๆ ก็ไม่ได้ของใหม่ แต่รับเบอร์ซิตี้ (Rubber City) ที่สงขลาค่อนข้างจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะว่าไม่ได้มีแรงจูงใจเรื่อง ของเศรษฐกิจพิเศษ เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สงขลาไปลงที่สะเดานะครับ อนาคตอันใกล้ ที่เชียงใหม่กำลังทำโมเดล (Model) เรื่องฟู้ดวัลเลย์ (Food Valley) เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของข้าวมันคือต้องมีเมืองต้นแบบ คราวนี้ก็กลับไปว่าเศรษฐกิจพิเศษหลายท่านบอกต้องเป็น เรื่องของชายแดน เราก็ศึกษามาเหมือนกันในเรื่องของเศรษฐกิจพิเศษ จริง ๆ ไม่ได้เขียนเรื่อง ชายแดนเอาไว้ เพียงแต่รัฐบอกว่าในระยะเริ่มต้นนั้นก็ให้ที่ชายแดน แต่ว่าเศรษฐกิจพิเศษ แห่งที่ ๑๑ นั้นเรียนเลยว่าไม่ได้อยู่ที่ชายแดน เข้าใจว่า ครม. กำลังจะประกาศหรือประกาศ แล้วไม่ทราบก็อยู่ที่ฉะเชิงเทรา รวมพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองเข้าไป เพราะฉะนั้น ในเรื่องของกาฬสินธุ์โมเดล กาฬสินธุ์โมเดลที่ตรงนี้ก็เป็นแนวคิดที่เราจะใช้นวัตกรรม ใช้เทคโนโลยี และใช้การบ่มเพาะสร้างเกษตรกรให้เขามีขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโมเดล (Model) ธุรกิจในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมกับภาคเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ในภาคอีสานนั้นเราทราบดี เราศึกษาเราทราบเลยว่าชาวนาอีสานนั้นเป็นกลุ่มที่ยากจนที่สุด ของประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาต้นแบบให้อยู่ที่จังหวัดอีสานได้ และถ้าอีสานประสบ ความสำเร็จก็เป็นโมเดล (Model) ทำไมต้องเป็นกาฬสินธุ์ จริง ๆ กาฬสินธุ์ เราก็ไม่มีอะไร เป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าเมื่อเราไปลอนช์โมเดล (Launch Model) แล้ว ทางโน้นเขาตอบสนองทันที ผู้ว่าราชการจังหวัดเรียกประชุม กกร.จังหวัด ภาครัฐ เอกชนประชุม ทางจังหวัดชี้ว่าต้องมี ที่ราชพัสดุตรงนี้ว่าสามารถทำได้ จังหวัดเคยจะเอาไปทำศูนย์ราชการอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ก็เป็นรายละเอียดที่เมื่อท่านผ่านที่ตรงนี้แล้วก็จะต้องมีคณะทำงานไปศึกษาความเป็นไปได้ ของพื้นที่ต่าง ๆ ในเรื่องของอีสาน เรื่องของกาฬสินธุ์ ขนาดเมืองก็พอเหมาะ จังหวัด โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มี

ดังนั้นแนวคิดอีกอันหนึ่งที่อยากจะฝากท่านก็คือว่าการปฏิรูปเรื่องข้าวตรงนี้ อย่างที่บอกตอนทำบอกเลยว่าเป็นความท้าทายมากเพราะว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่อยากให้ท่าน ฝากไปว่าก็หลายแนวทางมีอยู่แล้ว สหกรณ์ดีอยู่แล้วเราก็ทำไป เรื่องกาฬสินธุ์โมเดลก็ยัง มีแนวคิดของสหกรณ์อยู่ แต่ขอให้ท่านมองว่ากำลังคิดนอกกรอบปฏิรูปไปว่าอีก ๑๐ ปีข้างหน้า ข้าวเราจะทำอย่างที่เป็นอยู่ย้อนหลังไปอีก ๔๐ ปี หรือว่าเราจะคิดใหม่ ลองใหม่ และสร้างโมเดล (Model) ที่กาฬสินธุ์ ถ้ากาฬสินธุ์ประสบความสำเร็จ จังหวัดข้างเคียงก็สามารถที่จะเอาไป ทำได้ เขตพิเศษที่อีสานขณะนี้มีอย่างน้อย ๓ แห่งอยู่แล้วนะครับ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร นครพนมกับมุกดาหารก็ติดกันแค่ ๖๐ กิโลเมตรกว่า ๆ นั่นเอง ดังนั้นอยากให้ ท่านช่วยมองด้วยนะครับว่าถ้าเราจะปฏิรูปแล้วก็อยากจะฝากที่ตรงนี้ไป ความสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ ถ้าสำเร็จก็เดินหน้า ไม่สำเร็จก็จะเป็นโมเดล (Model) ว่ามันไม่สำเร็จเพราะอะไร และถ้าอนาคต จะมีการต่อยอดต่อไป ก็เอาความล้มเหลวของโครงการนี้ไปต่อยอด ขอบพระคุณครับ