รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๑๙/๒๕๕๘ (เป็นพิเศษ)
วันพุธที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกคะ ก่อนที่ที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระการประชุมที่ได้แจ้งแล้ว ดิฉันจะให้ท่านสมาชิกที่ได้แจ้งความประสงค์เพื่อขอปรึกษาหารือและค้างมาจากการประชุม สภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา รวม ๒ ท่านด้วยกันได้หารือก่อน ท่านละ ๒ นาที ท่านแรกเลย ดิฉันขอเชิญท่านนายกฯ เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ค่ะ
(นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ท่านยังไม่อยู่นะคะ ถ้าอย่างนั้นขอเชิญท่านฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ ขอเชิญค่ะ
กราบสวัสดีท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผม ฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ สปช. ๐๗ ผมเองได้ไปฟังความคิดเห็นและความต้องการของ ภาคประชาชนมาแล้วทั้ง ๔ ภาค ข้อสรุปของผมคือได้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ว่า ความคิดเห็นนี้ตรงกัน ผมจึงขอเสนอและขอใช้ชื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่รอคอย ทําไมผมพูดคํานี้ เพราะว่าผู้นําของรัฐบาลชุดนี้เขาอาจจะคืนความสุขให้เรานะครับ และที่ผมไปฟังความคิดเห็นมาจากภาคประชาชนทั้ง ๔ ภาค ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่เรากําลังร่าง หรือว่าคิดเห็นที่จะทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเห็นตรงกัน เพราะฉะนั้นทํานะครับ ทํามาเถอะครับพวกเราและท่านผู้นําของชาติทั้งหลาย มันเป็นสิ่งที่ดีแล้ว มันเป็นจังหวะที่ดี ของเราที่เราจะต้องทํา เป็นเวลาของเราแล้วที่เราจะต้องทําตรงนี้ แล้วผมเคยครั้งหนึ่ง ในชีวิตของผมเคยฟังมาแล้วว่าเชื่อผู้นําแล้วชาติพ้นภัย ครั้งนี้ก็เหมือนกันถ้าเราเชื่อว่า เขาจะคืนความสุขให้เรา แล้วเราทําไปตามที่เราปฏิบัติ ณ ปัจจุบันนี้เชื่อแน่ว่าประชาชนของเรา จะมีความสุขครับ ผมขอเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านนายกฯ เกรียงไกร ไม่ทราบเข้ามาหรือยังคะ ถ้าเผื่ออย่างนั้น ดิฉันขอเชิญท่านต่อไปนะคะ ท่าน พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ขอเชิญค่ะ
พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอปรึกษาท่านประธาน ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องการใช้รถจักรยานยนต์ขึ้นสะพานข้ามทางแยก ในกรุงเทพมหานคร เมื่อวานนี้ผมได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครว่า ในช่วงเช้าขณะที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครขับขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นสะพานข้ามทางแยกต่าง ๆ ปรากฏว่าได้มีทางเจ้าหน้าที่ตํารวจจราจรคอยสกัดจับ ซึ่งประชาชนเหล่านั้น เขาก็ให้ความเห็นว่าการใช้รถ ใช้ถนนในกรุงเทพฯ ยกเว้นทางด่วนก็ควรจะมีการอนุญาตให้ รถจักรยานยนต์เหมือนกับรถยนต์ทั่วไปใช้ได้เช่นเดียวกัน ก็ถือว่าให้มีความเสมอภาค เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน การที่เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ไปจับกุมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ขึ้นสะพานข้ามทางแยกตามจุดต่าง ๆ ก็คิดว่าประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้บัญชาการตํารวจนครบาล ผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติได้พิจารณาปรับแก้ไขการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตํารวจดังกล่าวด้วย
ส่วนประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ในเรื่องที่จะมีการปฏิรูปพระพุทธศาสนา เมื่อวานนี้ผมก็ได้เสนอชื่อเพื่อจะอภิปรายแต่ปรากฏว่าหมดเวลาก่อนนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานเมื่อวาน แล้วในวันนี้ผมก็ขอหารือเนื่องจากว่ากระผมนี้ ได้เคยบวชเป็นสามเณร ๗ ปี บวชเป็นพระ ๑ ปี รวมแล้ว ๘ ปี ก็ศึกษาปริยัติธรรมชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอกจนครบสูตร แล้วก็จากการที่จะปฏิรูปเมื่อวานอยากให้มีกฎหมายเพื่อจํากัดสิทธิ ของพระภิกษุ พระสงฆ์ไทย ผมคิดว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในขณะที่ท่านเทียนฉาย ท่านรับปากว่าท่านจะไปปรึกษาหารือกับคณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อออกกฎหมายฉบับดังกล่าว ผมก็อยากจะฝากให้ได้ใช้ดุลยพินิจในการที่จะพิจารณา ร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยเนื่องจากว่าสิทธิของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล วัดก็ถือว่าเป็นนิติบุคคล พระก็คือบุคคลธรรมดา เพราะฉะนั้นการที่จะได้มาซึ่งทรัพย์สิน ส่วนตัว ทรัพย์สินของวัดก็ควรจะแยกกัน ในกรณีที่เราทําบุญที่บ้านหรือส่วนราชการ ขออนุญาตต่อนิดเดียวครับท่านประธาน เรานิมนต์พระไปก็จะมีญาติโยมซึ่งมีศรัทธา ก็จะถวายเงิน ถวายจตุปัจจัยให้พระเป็นการส่วนตัว เพราะฉะนั้นเงินเหล่านั้นก็น่าจะเป็น สิทธิของพระ แต่ถ้ากรณีพระองค์นั้น รูปนั้นมรณภาพไป ทรัพย์สินดังกล่าวก็ให้ตกเป็นของวัดได้ แต่ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่พระท่านก็ต้องกิน ต้องใช้ในการเดินทาง พาหนะต่าง ๆ เพื่อความเป็นอยู่ อันนี้ผมก็อยากจะฝากให้ทางท่านประธานได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยนะครับ กราบขอบคุณครับ
ค่ะ ขอบคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ
(นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ไม่อยู่ในห้องประชุม)
ลงชื่อแล้วหายไปไหนคะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธชีวิน ค่ะ
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน ไม่อยู่ในห้องประชุม)
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๓๔ คน
ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้มีผู้เข้าลงชื่อ ๑๓๕ ท่าน เป็นองค์ประชุมแล้ว ดิฉันจะขอดําเนินการประชุม สภาปฏิรูปแห่งชาติตามระเบียบวาระนะคะ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
คือเรื่องรับทราบรายงานความคืบหน้าการดําเนินการของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ไม่มีนะคะ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองบันทึกการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
คือรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข เรื่อง กรอบความคิดรวบยอดของการปฏิรูประบบสาธารณสุข ซึ่งมีกรอบความคิดรวม ๓ วาระด้วยกันคือ
วาระการปฏิรูปที่ ๒๒ ระบบบริการสาธารณสุข
๑. การปฏิรูประบบบริการสุขภาพ
วาระการปฏิรูปที่ ๒๓ ระบบส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคใหม่ ๆ
๒. การปฏิรูประบบสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและควบคุมโรคและภัยคุกคาม สุขภาพ
วาระการปฏิรูปที่ ๒๔ ระบบการคลังด้านสุขภาพ ประกอบด้วย
๓. การปฏิรูประบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ และ
๔. การปฏิรูประบบการเงินด้านสุขภาพ
ซึ่งเอกสารเพิ่มเติมดิฉันได้ให้เจ้าหน้าที่จัดวางให้ท่านสมาชิกเพื่อประกอบ การพิจารณาแล้ว ต่อไปดิฉันขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ค่ะ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เชิญค่ะ
ท่านประธานครับ พอดีกรรมาธิการ ยังไม่พร้อมผมขอหารือสักนาทีหนึ่งได้ไหมครับ
คงต้องเลื่อนไปแล้วละค่ะ มันแทรกกลางไม่ได้แล้วค่ะ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานกรรมาธิการพร้อมไหมคะ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ดิฉันขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ได้นําเสนอรายงานกรอบความคิดรวบยอดของการปฏิรูประบบสาธารณสุขในวันนี้ ก่อนอื่น ดิฉันขอกราบเรียนขออนุญาตท่านประธานได้เชิญบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมประชุมด้วย ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาของอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบบริหารสาธารณสุข คือ นายแพทย์บุญชัย กิจสนาโยธิน ก็ขออนุญาตท่านประธานด้วยนะคะ
อนุญาตค่ะ
นอกจากนี้ก็มีการแจก เอกสารเพิ่มเติมในเรื่องของการปฏิรูประบบการเงิน การคลัง ซึ่งได้แจกเพิ่มเติมเอาไว้แล้ว ณ ที่นั่งนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งที่จะขออนุญาตท่านประธาน ก็คือในการนําเสนอซึ่งมีอยู่ ๓ วาระใหญ่ ๆ ด้วยกัน ก็คือเรื่องของการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขและเรื่องของ การปฏิรูประบบสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคและภัยคุกคามใหม่ ๆ รวมทั้งการปฏิรูป ระบบบริหารจัดการระบบสุขภาพ รวมทั้งการเงิน การคลังทางด้านสุขภาพ ดิฉันขอเรียนว่า เพื่อได้กรอบแนวคิดรวบยอดที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกันอย่างมีสมดุล ดิฉันขออนุญาต ให้นําเสนอพร้อมกันเลยทั้ง ๓ วาระ แล้วก็หลังจากนั้นท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็จะได้ใช้วิจารณญาณของท่านให้ข้อเสนอแนะหรืออภิปรายเพิ่มเติมนะคะ
ให้คอยก่อนถ้าเผื่ออย่างนั้นค่ะ
ค่ะ ดิฉันจะนําเสนอ ตามวาระต่าง ๆ นะคะ
ท่านสมาชิกคะ เนื่องจากรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบการสาธารณสุข ที่เสนอต่อสภาเพื่อให้พิจารณาในวันนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านได้เรียนแล้วว่า มีจํานวน ๓ วาระ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาดิฉันจะขอปรึกษาที่ประชุม โดยจะขอให้ท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานผลการพิจารณารวมกันไปทั้ง ๓ วาระนี้เลย เพื่อที่จะให้เห็นภาพรวมทั้งหมด และในขณะเดียวกันจะขอให้ท่านสมาชิกอภิปรายทั้ง ๓ วาระ ไปในคราวเดียวกัน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ดิฉันจะขอดําเนินการตามที่ขอปรึกษานะคะ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน
เดี๋ยวค่ะ ขอเชิญค่ะ
เรียนท่านประธาน ดิฉัน สารี อ๋องสมหวัง ดิฉันได้รับทราบว่าจะเป็นการอภิปรายทีละวาระ แล้วก็จะให้สมาชิกสามารถที่จะ ให้ข้อคิดเห็นทีละวาระ ดิฉันอยากเรียนถามว่าถ้าสมมุติอภิปรายรวมกันระยะเวลาที่จะ ให้ข้อคิดเห็นจะเป็นทีละประเด็นหรือว่ารวมกันเป็น ๕ นาทีคะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ถึงแม้ว่าการอภิปรายไปพร้อม ๆ กันทั้ง ๓ วาระ การให้ความเห็นเป็นแต่ละเรื่องได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหา พอเวลาทางฝ่ายเลขานุการเขาจดรายงานก็จะเป็นแต่ละเรื่องอยู่แล้ว ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ
ขอบพระคุณคะ ท่านประธาน ในลําดับของการนําเสนอนี้นะคะ ดิฉันจะขออนุญาตท่านประธานว่า ดิฉันจะเป็นผู้นําเสนอในภาพรวมกล่าวนําก่อน และหลังจากนั้นจะขอเรียนเชิญคุณหมอสุวัฒน์ นําเสนอในเรื่องของการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข ท่านพลอากาศเอก ขวัญชัย จะนําเสนอในเรื่องของการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ ระบบสาธารณสุข และคณะของท่านนะคะ ส่วนดิฉันจะนําเสนอในเรื่องของการปฏิรูปการเงิน การคลังด้านสุขภาพ ส่วนการปฏิรูปในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค คุณหมอณรงค์ศักดิ์ จะเป็นผู้นําเสนอ แล้วก็จะเสนอตามซีเควน (Sequence) เหล่านี้ อันนี้ขออนุญาตนําเสนอ โดยการฉายเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ขอเพาเวอร์พอยท์อันที่ ๑ เลยนะคะ ในการนําเสนอกรอบแนวคิดรวบยอดของการปฏิรูประบบสาธารณสุขนี้ ก่อนอื่นก็ขอ ทําความเข้าใจในเรื่องความหมายของระบบสาธารณสุข หรือเราเรียกกันไปกันมาเพื่อให้ มีความหมายกว้างขึ้นก็คือระบบสุขภาพ ซึ่งในความหมายของสุขภาพนั้นก็คือความสมบูรณ์พร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคมซึ่งเนื้อหาหรือว่าความเป็นมาในการปฏิรูปนี้ มันก็เริ่มต้นมาจากการที่การประชุมของ สปสช. ในการวาดฝันอนาคตของประเทศไทย ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ซึ่งเราได้มีข้อเสนอแนะกันในหลายความฝันด้วยกัน ในหลายวิสัยทัศน์ ที่เราจะมองเห็นประเทศไทยเป็นไปอย่างไร แล้วก็ประมาณ ๓ เรื่องในวิสัยทัศน์เหล่านั้น ที่เชื่อมโยงกันกับว่าจะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องมีระบบสุขภาพหรือระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ อันนั้นก็คือการทําให้ชุมชนเข้มแข็ง มีสมดุลอํานาจระหว่างส่วนบน และส่วนล่าง ที่สําคัญก็คือการจะสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง พลเมืองที่มีคุณภาพและคุณธรรม แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ําในโอกาส ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างสําคัญต่อสิ่งเหล่านี้ที่สังคม จะเข้มแข็งได้ คนจะมีคุณภาพได้มันจะต้องมาจากความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ ที่คนจะต้องมีสุขภาพดีนะคะ ซึ่งก็สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประเทศไทยที่เป็นที่ยอมรับกัน ในขณะนี้ ในปี ๒๕๗๕ หรือว่าในอีก ๒๐ ปีข้างหน้านะคะ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ของความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน มีความมั่นคงจากการเมืองที่มีนิติธรรมและโปร่งใส มีความมั่งคั่งจาก เศรษฐกิจซึ่งพอเพียง แบ่งปันและแข่งขันได้ แล้วก็มีความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคม มีสันติสุข ไม่มีความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ทุกคนได้รับความเป็นธรรมในสังคม ทั้งหมดนี้ ก็ด้วยความช่วยเหลือด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งทรัพยากรต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนเหล่านี้ มียุทธศาสตร์ที่สําคัญ ๔ ยุทธศาสตร์ด้วยกันนะคะ เราทุกคนก็คงจะ ได้ผ่านกันมาแล้วในการประชุมของ สปช. ในหลายครั้งที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ที่สําคัญ ที่เกี่ยวข้องกับทางระบบสาธารณสุขก็มี ๒ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน คือการสร้างคนไทยยุคใหม่ การที่จะทําให้ประเทศมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืน จําเป็นจะต้องมีคนไทยที่มีคุณภาพ แล้วก็ต้องมี สังคมไทยที่เข้มแข็งแล้วก็มีคุณภาพน่าอยู่ได้เช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ทั้ง ๒ ประการนี้ ยุทธศาสตร์นี้จําเป็นที่จะต้องมีระบบสุขภาพเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วยนะคะ ดังที่ท่านจะเห็น ในสไลด์ (Slide) ต่อไป ถ้าเผื่อสังคมไทยจะน่าอยู่นี้จะต้องปฏิรูปหรือพัฒนาอะไรบ้าง เราก็ตกลงกันในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน เช่น เรื่องของตํารวจก็จะต้องมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และในหลาย ๆ เรื่องนั้นก็มีระบบบริการสาธารณสุข มีระบบส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคใหม่ ๆ ที่จะมาคุกคามเรา แล้วก็มีการจัดการกับระบบการเงิน การคลัง ทางด้านสุขภาพด้วย เพราะฉะนั้นในเรื่องสุขภาพนี้มันก็จะเชื่อมโยงไปในยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของการพัฒนาประเทศไทยนะคะ
สไลด์ต่อไปอันนี้เป็นความหมายของสุขภาพอย่างดิฉันคิดว่าทุกท่าน คงจะทราบดีนะคะว่า ในความหมายของสุขภาพ ระบบสุขภาพแล้วก็ระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่ในขณะนี้ว่าโดยความเข้าใจในทั่วไประบบสาธารณสุขนั้นจะต้อง ให้สมบูรณ์พร้อมก็จะต้องมีทั้งระบบการสร้างเสริมสุขภาพ ระบบการป้องกันโรค การคัดกรองโรค ระบบการรักษาพยาบาล ระบบการฟื้นฟูสุขภาพ ทั้งหมดนี้ถ้าหากว่าได้เข้าถึงประชาชน อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ก็จะทําให้ประชาชนบรรลุถึงสุขภาวะได้นะคะ ความจริงแล้วการพัฒนาทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทยได้ดําเนินมาเป็นเวลายาวนาน เริ่มตั้งแต่ในเรื่องของการกระจายบุคลากรทางด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพสู่ชนบท ในขณะที่ เรายังมีความเป็นเมืองต่ําอยู่ แต่ในขณะนี้ความเป็นเมืองสูงขึ้น บุคลากรกระจายได้ดีขึ้น โครงสร้างของระบบสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาลในทุกระดับ สถานีอนามัยหรือ รพ.สต. ในขณะนี้ กระจายอยู่ในทุกตําบล ทุกอําเภอ แล้วก็ทุกจังหวัด แต่ในขณะเดียวกันเมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ก็มีการปฏิรูปที่สําคัญก็คือการปฏิรูปให้ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยความหมายให้ประชาชนทุกคนได้มีหลักประกันสุขภาพ ไม่ให้เกิดการล้มละลายเนื่องจาก การรักษาพยาบาล ในขณะนั้นความครอบคลุมของการได้รับบริการสุขภาพ จากเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้ ทําให้ประชาชนประมาณ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย ได้รับบริการสุขภาพ แต่ในขณะเดียวกันในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็มีปัจจัยอันเนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงของโลก ปัจจัยของโลกาภิวัตน์นี้เข้ามา รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ โครงสร้างของประชากร สังคม และเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็ทําให้สภาวะ ทางด้านสุขภาพของประเทศไทยต้องการการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยที่สําคัญ ๆ ที่อยากจะเรียนให้ทราบ เช่น สังคมที่สูงวัย ขณะนี้ประเทศไทยในอีกประมาณ ๑๐ กว่าปี ๒๐ ปีข้างหน้า เราจะเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ก็หมายความว่าถ้าเดินไป ๕ คน ๑ ใน ๕ ก็จะเป็นผู้สูงอายุแล้ว คือจะมีประมาณถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ ซึ่งก็ส่งผลกระทบถึง สุขภาพ เพราะไม่ว่าจะได้รับบริการที่ครอบคลุมทั่วถึงอย่างไรก็ตาม ด้วยวิถีของธรรมชาติ ผู้สูงอายุก็จะต้องเจ็บป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากความเสื่อมของเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายซึ่งอันนี้เป็นโครนิค ดีซีส (Chronic disease) หรือโรคเรื้อรัง ซึ่งอาจจะไม่เพิ่ม การรักษาพยาบาลโดยตรง แต่ว่าในการรักษาพยาบาลในช่วงบั้นปลายของชีวิตนั้นบางครั้ง ใช้เทคโนโลยีที่สูงและราคาแพงมาก ปัจจัยที่คุกคามต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น อันนี้ก็ต้อง เรียนให้ทราบว่าเรามีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพมากมาย แต่ในขณะนี้ รายงานล่าสุดก็ยังเห็นว่าปัจจัยเสี่ยงที่สําคัญของคนไทยก็ยังเป็นเหล้า และบุหรี่ อยู่อย่างเดิม รวมทั้งอุบัติเหตุต่าง ๆ นอกจากนั้นปัจจัยคุกคามจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นทั้งสังคม จะเป็นการลงทุนต่าง ๆ เรื่องของอุตสาหกรรมก็ยังทําให้คนถึงแม้ว่าจะมีพฤติกรรมสุขภาพ ที่ถูกต้องก็ยังไม่พ้นจากภัยต่อสุขภาพเช่นเดียวกัน การขาดแคลนบุคลากรก็ยังมีอยู่ เช่น ที่สําคัญที่เห็นชัดก็คือการขาดแคลนพยาบาลซึ่งในขณะนี้ก็ยังขาดแคลนอยู่ถึง ๓๐,๐๐๐ คน แล้วก็ถ้าเป็นแพทย์ แพทย์ส่วนใหญ่ในขณะนี้ก็มีจํานวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่เราขาดคือ แพทย์เฉพาะทางที่จะทําให้ทีมแพทย์ในการรักษาพยาบาลโรคที่ฉุกเฉินหรือว่า โรคที่สลับซับซ้อนยังขาดแคลนอยู่ มีความต้องการในการใช้บริการสุขภาพเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในเรื่องของกฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วนะคะ อันนั้นก็เป็นผลพวงมาจากนโยบายทางด้านการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน นโยบายเช่นนี้กระจายไปสู่ประชาชนอย่างรวดเร็วโดยวิถีการเมือง ทําให้ความต้องการ ทางด้านสุขภาพประชาชนตื่นตัวอย่างรุนแรงนะคะ ต้องเรียกว่า อย่างฉับพลัน ก็ทําให้ แสวงหาบริการสุขภาพมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของระบบสุขภาพ เปลี่ยนไม่ทันกับความต้องการของประชาชน เพราะฉะนั้นก็เกิดการขาดแคลน แล้วก็นํามาซึ่งความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการสุขภาพ นอกจากนี้ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยนั้นเราใช้ระบบของกองทุน ซึ่งรัฐบาลใช้จากภาษีของประชาชนนํามาซื้อบริการสุขภาพให้กับประชาชน ในขณะนี้ประเทศไทยมีกองทุนทางด้านสุขภาพที่สําคัญ ๆ อยู่ ๓ กองทุนด้วยกัน คือกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งดูแลประชากรส่วนใหญ่ประมาณ ๔๘ ล้านคน ๔๙ ล้านคน กองทุนสวัสดิการข้าราชการดูแลประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็กองทุนประกันสังคมดูแลประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐-๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ยังมีปัญหา ความเหลื่อมล้ําในระหว่างกองทุน ซึ่งเป็นปัญหาที่พูดกันอยู่ตลอดเวลาในขณะนี้ ดิฉันจะกล่าวถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ในเรื่องของระบบการเงิน การคลังต่อไป เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งเราได้คํานึงถึงแล้วก็คิดว่ามันยังต้องมีความจําเป็นที่จะทําให้ ระบบสุขภาพนั้นได้รับการพัฒนาหรือได้รับการปฏิรูปให้ดีขึ้น เพราะว่าสิ่งที่เราได้ ประสบความสําเร็จในขณะนี้ ก็คือประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อดูถึงผลลัพธ์ของการได้เข้าถึงบริการสุขภาพเหล่านั้นแล้ว มีผลกระทบอะไรบ้างต่อสุขภาพของประชาชนในแง่ของการเจ็บป่วย หรือการตาย ก็ต้องเรียนว่าผลคงไม่ใช่เป็นที่พอใจนักนะคะ เพราะประชาชนก็ยังเจ็บป่วยและตายด้วยโรค ที่สามารถที่จะป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่ เช่นโรคเรื้อรังทั้งหลาย ข้อมูลล่าสุดในขณะนี้ที่ประเทศไทย ผู้ชายไทยสูญเสียปีที่มีสุขภาวะของตัวเองไปมากที่สุด จากโรคติดสุราเรื้อรัง แล้วก็สารเสพติดอันตราย โรคมะเร็ง แล้วก็โรคหัวใจ ผู้หญิงก็สูญเสีย ปีของสุขภาวะหรือที่เราเรียกกันว่าดาริส (DALYs) อันเนื่องมาจากโรคของหลอดเลือดหัวใจ โรคคาร์ดิโอวาสคูลาร์ ดีซีส โรคของเส้นเลือดในสมองตีบและแตกและซึมเศร้า เป็นเรื่องที่น่าสงสาร ปัจจัยเสี่ยงที่สําคัญก็ยังเป็นเหล้าและบุหรี่อยู่เช่นเดิม ทั้งหมดนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยที่จีดีพี (GDP) เติบโตไม่เท่ากับการเติบโตด้านค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ อันนี้ก็เลยทําให้เราจําเป็นที่จะต้องปฏิรูป
วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปก็ได้ระบุไว้ว่าเราอยากจะให้ข้อเสนอเกี่ยวกับ การปฏิรูปและกลไกในการปฏิรูปที่ทําให้ระบบสุขภาพเป็นระบบที่มีคุณภาพมากขึ้น ช่วยเหลือประชาชนให้บรรลุถึงสุขภาวะหรือสุขภาพที่ดีได้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเราจะมีอัตราเกิด ของเราน้อย เกิดน้อยด้อยคุณภาพ เด็กไทยยังไอคิว (IQ) ไม่ถึง ๑๐๐ อยู่อีกเกือบ ครึ่งประเทศอะไรอย่างนี้ ก็คงเป็นผลต่อการพัฒนา เราต้องการระบบสุขภาพที่มีคุณภาพทั่วถึง เราทําได้ทั่วถึงอยู่แล้ว พอเพียงและยั่งยืน พอเหมาะกับสถานะทางเศรษฐกิจของเรา แต่ว่ามีประสิทธิภาพที่ทําให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ไม่มีความเหลื่อมล้ํา ทุกคนได้รับบริการตามสถานะทางด้านสุขภาพของเขาอย่างเป็นธรรมทุกคน อันนี้จะต้อง รวมไปถึงการบริหารจัดการด้านการเงิน การคลังที่มีคุณภาพ แล้วเราต้องคิดถึงภัยคุกคาม ทางด้านสุขภาพที่จะมา ไม่ใช่เฉพาะในประเทศ เพราะในขณะนี้การคมนาคม การสื่อสาร เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทั่วโลกสามารถจะติดต่อถึงกันในเวลาไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น โรคซึ่งเกิดในซีกโลกอีกด้านหนึ่งจะมาถึงประเทศไทยใน ๑ วันเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ก็จําเป็น ที่เราจะต้องสร้างระบบป้องกันภัยคุกคามทางด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพนะคะ แล้วนอกนั้นที่สําคัญที่สุดก็คือถ้าประชาชนมีความรู้ด้านสุขภาพนําไปสู่พฤติกรรม ทางด้านสุขภาพที่ถูกต้องประชาชนก็พึ่งตัวเองได้ทางด้านสุขภาพ อันนี้ก็คงเป็นจุดหมาย ที่สําคัญที่สุด เพราะฉะนั้นในการปฏิรูประบบเราก็จะแบ่งเป็นการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข โดยการเน้นการปฏิรูปสุขภาพที่มีประชาชนและพื้นที่เป็นฐาน แล้วก็ระบบส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค จัดการกับภัยคุกคามต่อสุขภาพ ระบบการเงิน การคลังก็จะทําให้เกิด ความพอเพียง เกิดความยั่งยืน แล้วก็ลดคอนฟลิคท์ (Conflict) ที่เกิดขึ้นนะคะ จากข้อมูล ต่าง ๆ เหล่านี้ เรามีสมัชชาสุขภาพซึ่งมีการประชุมของประชาชนจากหลายภาคส่วน ที่จะมาให้ความคิดเห็นในทางด้านสุขภาพที่เป็นประโยชน์และข้อมูลทางด้านสุขภาพ อันนี้ดิฉันคิดว่าคงเป็นสไลด์ที่รวบยอดความคิดของเราว่าเรากําลังจะทําอะไรบ้าง
สไลด์ต่อไปนี้ก็คือวาระการปฏิรูประบบสุขภาพที่เรากําลังจะนําเสนอ เราจะปฏิรูปในระบบสร้างเสริมสุขภาพกับระบบส่งเสริมป้องกันภัยคุกคามสุขภาพ ทั้ง ๒ ระบบนี้จะต้องอาศัยการบริหารจัดการทั้งระบบการเงิน การคลัง ทั้งระบบการจัดการ กําลังคน ทั้งระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ แล้วก็ระบบหลักประกันสุขภาพ อันนี้คือการปฏิรูป ทั้งระบบบริหารจัดการทางด้านสาธารณสุข ทั้งหมดนี้ก็จะต้องอาศัยกลไกของการอภิบาลระบบ ที่มีคุณภาพ มีความเชื่อมโยงในเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐแล้วก็เครือข่าย รวมทั้งกลไกของตลาด ซึ่งมีความต้องการ มีการสนองให้ต่อความต้องการเหล่านั้นเป็นไปได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านสุขภาพซึ่งไม่ใช่การลงทุนเพื่อค้ากําไร ถ้าหากว่าเราสามารถจะจัดการกับทุกอย่าง ในระบบได้อย่างลื่นไหลและมีประสิทธิภาพก็จะนํามาสู่บุคลากร หรือคน หรือพลเมือง ของประเทศไทยซึ่งสมบูรณ์พร้อมทั้งสมอง ทั้งทักษะ เฮด (Head) แล้วก็แฮนด์ (Hand) สามารถที่จะมีทักษะในการประกอบอาชีพ ทักษะของชีวิตได้ รวมทั้งสุขภาพที่ดี และหัวใจ ที่มีจริยธรรม เป็นคนที่สมบูรณ์พร้อม เมื่อได้คนที่สมบูรณ์พร้อมมารวมกัน เราก็จะได้ แอคทีฟ ซิติเซน (Active Citizen) แล้วก็ไปสู่สังคมซึ่งมีคุณภาพ รวมทั้งถ้าคนที่มีคุณภาพ ไปรวมอยู่กันในทุกที่เราก็จะเกิดเมือง หรือจังหวัดที่มีสุขภาวะเช่นเดียวกัน อันนี้คือจุดมุ่งหมายที่สําคัญของการปฏิรูประบบสุขภาพ ก็คงจะขอทบทวนประเด็นสุขภาพ ประเด็นการปฏิรูปนี่นะคะ ทั้ง ๔ ประเด็นดังกล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบบริการ บริหารจัดการ ระบบการเงิน ระบบการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันและควบคุมโรค และภัยคุกคามต่อสุขภาพ สไลด์อันนี้คงเป็นสไลด์สุดท้ายที่อยากจะเรียนสรุปว่าในแต่ละการปฏิรูป ในแต่ละระบบ มันมีแอลละเมนท์ (Aliment) ที่สําคัญอย่างไรบ้าง เช่นการปฏิรูประบบบริการนี้ ก็จะเน้นที่ปฐมภูมิเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ระบบสนับสนุนต่าง ๆ รวมทั้งการใช้แพทย์แผนไทย เข้ามาช่วยในระบบบริการสุขภาพด้วย ระบบบริหารจัดการก็จะเน้นเรื่องกลไกการบูรณาการ นโยบาย แล้วก็ยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ รวมทั้งทางด้านการเงิน การคลังที่จะเน้นการสร้าง ค่าใช้จ่ายหรือว่าการบริหารจัดการด้านการเงินโดยใช้ข้อมูลที่ถูกต้องมีคุณภาพ รวมทั้ง การกระจายอํานาจการบริหารทั้งหมด รวมทั้งการบริหารการเงินไปสู่ท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์นะคะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้านจะได้นําเสนอต่อไปนะคะ เพราะฉะนั้นในวาระต่อไปดิฉันขอเรียนเชิญคุณหมอสุวัฒน์ได้นําเสนอในเรื่องของการปฏิรูป ระบบบริการสุขภาพ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ขอเชิญค่ะ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทุกท่านครับ ผม นายแพทย์สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูประบบสาธารณสุขและประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ ก็ขออนุญาตที่จะมาขยายความต่อจากท่านประธานนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ การปฏิรูปตัวระบบบริการสุขภาพ ขอสไลด์เลยครับ สไลด์ภาพที่เป็นตารางระบบบริการครับ ในตัวระบบบริการอย่างที่ท่านประธานได้เรียนว่าเราเองก็ได้วิเคราะห์สถานการณ์ ทบทวน สังเคราะห์บทเรียน ซึ่งต้องเรียนต่อที่ประชุมว่าเรื่องระบบสุขภาพมีพัฒนาการ มีวิวัฒนาการ และมีการปฏิรูปมาเป็นระยะ มีผู้กล่าวว่าอย่างน้อยมี ๔ คลื่นของการปฏิรูปในเรื่องของ ระบบสุขภาพ คลื่นลูกที่ ๑ ก็จะเป็นปฏิรูปในเรื่องของโครงสร้างของรัฐ เช่นกระทรวงสาธารณสุข คลื่นลูกที่ ๒ ก็จะเป็นการปฏิรูปที่จะทําให้พี่น้องประชาชนทุกหัวระแหงในประเทศไทย เข้าถึงในเรื่องของสาธารณสุขมูลฐานนะครับ เรื่องน้ํา อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค พื้นฐานอย่างนี้เป็นต้น คลื่นลูกที่ ๓ ก็คือเรื่องของการเงิน การคลังที่ท่านประธานได้นําเรียน โดยเฉพาะเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และคลื่นลูกที่ ๔ ที่เรากําลังเผชิญและดําเนินอยู่ ในช่วงนี้ก็คือเรื่องทิศทางในเรื่องของการอภิบาลหรือการบริหารจัดการตัวระบบหรือกลไก ที่ให้สมดุลกัน ทั้งกลไกทางด้านรัฐ ทางด้านเครือข่ายและทางด้านตลาดอย่างที่ท่านประธาน ได้นําเรียนในกรอบความคิดรวบยอดนะครับ
สําหรับในเรื่องของระบบบริการแล้วในปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ ระบบบริการเราก็จะพบในเรื่องของสังคมผู้สูงวัยอย่างที่ท่านประธานได้เรียนว่า อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราก็จะมีผู้สูงอายุอีกถึงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร เราจะมีเรื่อง ความต้องการเรื่องการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น เรามีเรื่องของภัยคุกคามสุขภาพต่าง ๆ ที่เราเผชิญอยู่ เรามีเรื่องการเข้าถึงบริการในคนบางกลุ่มที่ยังขาดการเข้าถึงบริการและเรื่องความเหลื่อมล้ํา ต่าง ๆ นั่นคือปัญหาที่เราเผชิญ
ในประเด็นของการปฏิรูประบบบริการนั้นเราได้สังเคราะห์และวิเคราะห์กันว่า ต้องหาจุดคานงัดที่จะปฏิรูปตัวระบบบริการและทําให้สังคมนี้ทิศทางการปฏิรูปมันเคลื่อนไปได้ มีประเด็นใหญ่ ๆ ด้วยกันอยู่ ๕ ประเด็นตามสไลด์นะครับ เริ่มต้นก็คือตัวระบบบริการ ประกันสุขภาพที่อยู่ใกล้ชาวบ้านมากที่สุด ใกล้ชิดกับชาวบ้าน หรือเราอาจจะเรียกว่าเป็น ระบบบริการที่ใกล้บ้าน ใกล้ใจ ในภาษาวิชาการทางด้านระบบสุขภาพเราเรียกระบบบริการนี้ว่า ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิครับ เราขยายความเพิ่มเติม ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ จะเป็นระบบที่เราเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางและใช้พื้นที่เป็นฐานในการเรียนรู้ ในการกําหนด ในการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ นะครับ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ เป็นเรื่องที่คิดว่าทุกผู้คนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะบุคลากรในสายวิชาชีพเท่านั้น ทุกคนพอพูดถึง เรื่องสุขภาพ ทุกคนก็จะมีบทบาท มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลสุขภาพ อย่างน้อยที่สุดก็คือ เริ่มด้วยการดูแลตนเองนะครับ เรื่องของความเสมอภาคในด้านมาตรฐาน เรื่องการครอบคลุมบริการในทุกระดับ ในระดับของบริการปฐมภูมิ ระบบบริการปฐมภูมิ ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวของระบบบริการปฐมภูมิเอง ถ้าโรคมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น จําเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลที่ต่อเนื่อง ระบบก็ต้องเชื่อมร้อย หรือเกาะเกี่ยวกันอย่างแนบแน่นหรือเราเรียกว่า อย่างไร้รอยต่อนั่นเองไปยังระบบบริการ ในระดับที่สูงกว่าก็คือทุติยภูมิและตติยภูมินะครับ การกระจายหน้าที่การให้บริการสู่ท้องถิ่นชุมชน และภาคเอกชนในรูปแบบที่เหมาะสมในบริบทของพื้นที่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับ ทิศทางใหญ่ของการปฏิรูปว่าเราต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น เขาสามารถที่จะ เริ่มต้นการดูแลสุขภาพด้วยตัวเขาเอง ด้วยกําลังเขาเอง ด้วยการรวมทรัพยากรต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เขาเอง เพราะฉะนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทํา ๑ ในนั้นก็คือเรื่องเกี่ยวกับ ระบบสุขภาพที่ให้ใกล้ชาวบ้านด้วยนะครับ รวมถึงการนําเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติเข้ามาอยู่ในการปฏิรูประบบบริการด้วย อยู่ได้ในทุกระดับครับ รวมถึงการดูแลตนเองที่เราเรียกว่าเซลฟ์แคร์ (Self care) ด้วยนะครับ รวมถึงระบบสนับสนุน ต่าง ๆ ที่จะเป็นระบบที่เอื้ออํานวยให้ระบบบริการเคลื่อนต่อไปอย่างไม่มีอุปสรรคนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบข้อมูลข่าวสาร เรื่องการจัดการความรู้ เรื่องการสื่อสาร เป็นต้น
ขอสไลด์ต่อไปเลยครับ นี่คือกรอบใหญ่ ๆ อย่างที่ผมนําเรียนมาทั้งหมด เป็นคอนเซพชวล เฟรมเวิร์ก (Conceptual Framework) ของการปฏิรูประบบบริการ ผมเรียนอีกครั้งหนึ่งตามกรอบคอนเซพชวล เฟรมเวิร์กใหญ่ของชุดกรรมาธิการปฏิรูป ระบบสาธารณสุข ถ้าท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ติดตามในช่วงต้นที่ท่านประธาน ได้บรรยายไปแล้วนี้นะครับ เราเองเวลาเราคิดถึงระบบบริการก็คงไม่ได้แยกส่วนกับ ระบบส่งเสริมสุขภาพการป้องกันโรค การจัดการภัยคุกคามสุขภาพ เราคิดคํานึงถึง ระบบบริหารจัดการ ระบบเรื่องการจัดการเรื่องกําลังคน เรื่องการเงิน การคลังควบคู่ ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นถ้าดูไดอะแกรม (Diagram) นี้ก็จะพบว่าเรามุ่งเน้นตัวระบบบริการ ปฐมภูมิที่เรียกว่าไพรมารี แคร์ (Primary Care) เชื่อมต่อกับระบบสุขภาพชุมชนเพื่อทําให้ เกิดการดูแลตนเอง การพึ่งพาตนเองในระดับพื้นที่ที่เรียกว่าเซลฟ์แคร์ เรามีทิศทางในเรื่อง การปฏิรูประบบข้อมูลข่าวสารที่ทําให้ประชาชนเข้าถึงและสามารถดูแลตนเองได้เบื้องต้น เฮลธ์ อินฟอร์เมชัน ฟอร์ เซลฟ์แคร์ (Health Information for Self Care) นะครับ ที่เป็นกรอบอยู่ด้านขวามุมล่างนะครับ การใช้แพทย์แผนไทยเข้ามาในระบบบริการอย่างแนบแน่น ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีของสังคมที่เราจะใช้เอกลักษณ์ เราจะใช้ทุนที่มีอยู่ในสังคม ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ แล้วช่วยลดการนําเข้าเรื่องยาหรือเคมีภัณฑ์ได้จํานวนมากทีเดียวนะครับ เราจําเป็นอย่างยิ่งในระบบบริการที่จะต้องเชื่อมต่อกับระบบบริการที่สูงกว่าก็คือ ในระบบบริการทุติยภูมิและตติยภูมิ ระบบของเราต้องสอดคล้องกับระบบบริหารจัดการ เช่น ระบบบริหารจัดการเรื่องการเงินการคลังที่อยู่ทางด้านมุมขวาตรงกลางนะครับ ต้องมีเรื่องของการจัดการในระดับพื้นที่เรื่องการเงิน การคลัง นอกเหนือจากการเงิน การคลัง ในระดับประเทศ อันนั้นก็จะเป็นรูปแบบที่เราคิดว่าจะต้องเป็นทิศทางปฏิรูปที่ให้สอดคล้องกับ ระบบบริการ ส่วนฝั่งซ้ายมือที่เป็นวงกลมก็จะเป็นเรื่องการปฏิรูปเรื่องของกําลังคน กําลังคน ตั้งแต่ทีมผู้ให้บริการและเครือข่ายบริการ เราต้องรวบรวมเอาทรัพยากรที่มีอยู่ ทรัพยากรบุคคล ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน คลินิก ร้านขายยาเหล่านี้คือทรัพยากรที่เรามีอยู่ เราจะต้องทําให้เกิด การบูรณาการในพื้นที่ ทั้งในเขตเมือง ในชนบทและพัฒนาทีมที่เป็นทีมนําในระดับพื้นที่ ซึ่งเขาจะมีทักษะในเรื่องการบริหารจัดการและจะทําให้การขับเคลื่อนนี้นําไปสู่เมืองที่สุขภาพดี อันนี้ก็จะเป็นกรอบใหญ่ ๆ ที่เราใช้ในการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบบริการนะครับ เรามีขอบเขตของการปฏิรูปเนื่องจากเราเป็นสภาวิชาการเราก็เลยนําแนวคิด อันนี้ก็เป็น ระดับนานาชาตินะครับ และได้ทบทวนสังเคราะห์บทเรียนในหลายประเทศด้วยกัน คิดว่าขอบเขตอันหนึ่งซึ่งใช้กันแพร่หลายคือจากองค์การอนามัยโลกดับบลิวเอชโอ (WHO) ซึ่งบอกว่าปัจจัยฐานสําคัญของการปฏิรูประบบอย่างน้อยต้องมี ๖ ประการด้วยกันตามสไลด์ ที่ท่านเห็นนะครับ ซึ่งในแต่ละปัจจัยนี้จะมีความเชื่อมโยงต่อกันที่เราเรียกว่าเป็น เชน รีแอคชัน (Chain reactions) เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ หมายความว่าถ้าเราทําตัวใดตัวหนึ่ง ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งได้ดีก็จะเกื้อหนุนทําให้ตัวอื่น เดินหน้าไปได้ด้วยนะครับ เราแบ่ง ๖ ปัจจัยนี้ในบริบทของเมืองไทยเรานี้ได้ประมาณ ๓ กลุ่ม เอกสารก็คือ เลข ๑ เลข ๒ เลข ๓ นั่นเองนะครับ เป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน ซึ่งถ้าเราให้ปัจจัยต่าง ๆ มีความสัมพันธ์พัฒนาเชื่อมร้อยกันไปก็จะเป็นพื้นฐานสําคัญที่จะทําให้ประชาชน เข้าถึงบริการ ครอบคลุมบริการ เป็นบริการที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และเป้าหมาย หรือผลลัพธ์สุดท้ายก็คือสังคมที่มีสุขภาวะ มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น ตอบสนองต่อผู้รับบริการ ทั้งความคาดหวัง การให้เกียรติ การเคารพคุณค่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์นะครับ ลดความเสี่ยงการล้มละลายทางด้านการเงิน ลดความเสี่ยงทางด้านสังคม เช่น ระบบจะต้อง ดูแลคนด้อยโอกาสในสังคม คนพิการ ผู้ป่วยที่ติดเตียงอยู่ที่บ้าน และแน่นอนครับ ถ้าเราทําระบบได้มีความสมบูรณ์ ระบบนี้ก็จะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง ทั้งหลายทั้งปวงนี่คือ คุณลักษณะสําคัญของระบบบริการที่มีพื้นที่เป็นฐานและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สไลด์นี้ อยากจะนําเรียนอย่างนี้ครับว่าเป็นสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ปฏิรูประบบบริการสุขภาพเราได้พูดคุยและปรึกษาหารือ รวมถึงได้เชิญเอาคณะกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นนะครับ เราได้มาปรึกษาหารือ เป็นวงเล็กกันคล้าย ๆ เป็นครอส คัททิง (Cross Cutting) ก็มีความเห็นร่วมกันว่าเราน่าจะต้อง ขับเคลื่อนในลักษณะที่เหมาะกับสังคมไทย เราคงไม่ได้ตัดเสื้อโหลบอกว่าทิศทางการปฏิรูป ระบบสุขภาพเราเน้นพื้นที่เป็นฐานประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราจะกําหนดฟอร์แมท (Format) หรือรูปแบบที่ตายตัว ในบริบทของสังคมมีความหลากหลายสูงมาก เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ของเราก็คือนอกเหนือจะได้กรอบใหญ่ที่เป็นคอนเซพชวล ดีไซน์ (Conceptual Design) แล้วจะต้องวางรูปแบบของการศึกษา การเรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในสังคมและให้เหมาะกับบริบท ของพื้นที่เราก็เลยเตรียมการที่ใช้คําว่าไพรอท สทัดดี (Pilot study) นะครับ ขณะนี้หลังจากที่ เราได้พูดคุยแล้วก็ได้ลงพื้นที่พบว่ามีพื้นที่ประมาณ ๕๐ พื้นที่ครับที่สนใจที่จะเข้ามาเรียนรู้ ที่สนใจที่จะเข้ามาร่วมในเส้นทางการปฏิรูประบบสุขภาพด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวระบบบริการสุขภาพนี่มีอยู่ในทุกเขตบริการสุขภาพ มีสเกล (Scale) ใหญ่ตั้งแต่ระดับจังหวัด บอกว่าสนใจที่ทําในสเกลจังหวัดเลย เช่น จังหวัดภูเก็ต จังหวัดอํานาจเจริญ มีสเกลระดับพื้นที่ ระดับอําเภอนะครับ อําเภอที่เล็กมากอย่างเช่นที่อําเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี ซึ่งจริง ๆ วันนี้ตามกําหนดการเดิมคณะอนุกรรมาธิการเราจะลงไปพื้นที่นะครับ แต่พอเราติดภารกิจตรงนี้ ก็เลยขอเลื่อนไปก่อน หรืออําเภอที่มีความใหญ่ของประชากรประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน อย่างที่อําเภอวารินชําราบนะครับ เรามีพื้นที่ที่เป็นรูปแบบของพื้นที่ชายแดน ไม่ว่าไทย-พม่า ไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา หรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ที่เป็นพื้นที่ห่างไกล เช่นบางอําเภอ ของจังหวัดน่าน พื้นที่ที่เป็นเกาะอย่างเช่นเกาะสมุย ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการได้ลงพื้นที่ไป เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราก็เห็นความงดงามและทุนที่มีอยู่นะครับ แล้วมองกับกรอบที่เรามีอยู่ ก็คิดว่าการขับเคลื่อนนี้น่าจะมีหลากหลายรูปแบบ มีเสื้อหลายแบบที่ฟิท (Fit) พอกับบริบท ของสังคมในรูปแบบต่าง ๆ อีกทั้งยังมีพื้นที่ในเขตของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่จะเข้าในการไพรอท สทัดดีเช่นเดียวกันนะครับ ในปัจจัยต่าง ๆ ๓ กลุ่มนั้น ในปัจจัยพื้นฐาน ๓ กลุ่มนั้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าทิศทางที่เราจะเดินสุดท้าย หน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น ตัวอย่างที่ ๑ ในเรื่องปัจจัยที่เกี่ยวกับทีมผู้ให้บริการ เรื่องเครือข่ายบริการ ยา เครื่องไม้เครื่องมือ เทคโนโลยี อันนี้แน่นอนครับแนวคิดสําคัญก็คือ ต้องยึดโยงตั้งแต่ระดับรายบุคคลขึ้นมา จากบุคคลขึ้นมาเป็นครอบครัว มาเป็นชุมชนนะครับ ซึ่งหลักคิดอันนี้ไม่ใช่เฉพาะการให้บริการที่อยู่ในมือของวิชาชีพความเป็นหมอ ความเป็น พยาบาลเท่านั้น เราคิดว่าต้องเป็นลักษณะของสหวิชาชีพรวมกับสหอาชีพ และในความเป็นจริง ในสังคมก็เป็นอย่างนั้นครับ คนที่ดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชนคนที่ใกล้ตัวมากที่สุดก็คือญาติพี่น้องเขา คนที่ดูแลเฝ้าไข้เขา คนที่เป็นสมาชิกในครอบครัวหรือจิตอาสาหรือพี่น้อง อสม. หรือวิชาชีพต่าง ๆ เหล่านี้ครับ เราใช้คําว่า เป็นทีมที่เป็นแมทริกซ์ ทีม (Matrix team) คือเป็นลักษณะทีมทั้งแนวราบ และแนวดิ่ง จะเป็นองค์ประกอบสําคัญ เราพบว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าได้บูรณาการทํากัน ในพื้นที่จะมีการแชร์ (Share) ทรัพยากรในพื้นที่กันโดยอัตโนมัติ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ที่เป็นรูปธรรมนะครับ ที่เราลงไปเกาะสมุยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วน่าสนใจมาก เกาะสมุย มีประชากรที่ขึ้นทะเบียนประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคนแค่นั้นเองครับ แต่เทศบาลนครเกาะสมุย ซึ่งเป็นพื้นที่เทศบาลทั้งหมดนี่เขาทําสํามะโนประชากรเพิ่งล่าสุดได้ประมาณ ๒๗๐,๐๐๐ คน ต่างกันเยอะมากครับ มีปัญหาสุขภาพซึ่งอาจจะไม่ใช่ปัญหาของระดับประเทศ แต่ที่เกาะสมุย มีแรงงานต่างชาติ มีลูกหลานของแรงงานต่างชาติคนที่อพยพเข้าไปมีเด็กประมาณ ๒๐,๐๐๐ คนนะครับที่เป็นแรงงานต่างชาติ แล้วไม่ได้รับวัคซีนขั้นพื้นฐาน ถ้าเราเอาระบบ ระเบียบที่มีอยู่จากส่วนกลางเราจะให้บริการฉีดวัคซีนเด็กเหล่านี้ไม่ได้เลยครับ แต่ที่เกาะสมุย เทศบาลนครเกาะสมุย โรงพยาบาลเกาะสมุย สํานักงานสาธารณสุขอําเภอ รพ.สต. เครือข่าย โรงแรมในเกาะสมุยร่วมมือกันบอกว่าเป็นปัญหาสุขภาพของเขา เขาระดมทรัพยากร ยา เครื่องไม้เครื่องมือทั้งหมดฉีดให้กับเด็ก ๒๐,๐๐๐ คน ทั้งเกาะสมุยได้ นี่เป็นตัวอย่างที่ผมคิดว่า ทีมผู้ให้บริการมันมากไปกว่าความเป็นวิชาชีพ มันจะต้องเป็นสหวิชาชีพรวมกับสหอาชีพนะครับ
ในสไลด์ต่อไป รูปธรรมอีกอันหนึ่งซึ่งเราอยากเห็นครับ ถึงเวลาหรือยังครับ ที่คนไทยเรา คนไทยทุกคนเราจะมีหมอประจําตัวเรา เราจะมีหมอประจําครอบครัวเรา หรือเราคิดถึงแม้กระทั่งว่าต่อไปนี้ในข้อมูลพื้นฐานในบัตรประชาชนที่เป็นสมาร์ทการ์ด (Smart card) เราจะมีข้อมูลว่าคนคนนี้หมอประจําตัวเขาคือใคร ตัวอย่างครับ เราไปเห็น พื้นที่หนึ่งก็น่าสนใจมากครับ เขาทํารูปแบบอย่างนี้นะครับ
ขอสไลด์ต่อไปเลยครับ นี่เป็นตัวอย่างของพื้นที่หนึ่งนะครับ เขามีหมอประจําตัว ของเขา หมอประจําครอบครัวเขาชื่อหมออ้อยครับ มีเบอร์โทรศัพท์ให้ติดต่อได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีหมอใหญ่ที่เป็นหมอทํางานอยู่ที่โรงพยาบาลประจําอําเภอ ชื่อ หมอชัย มีเภสัชกร ถ้ามีปัญหาเรื่องยาที่เขาจะปรึกษาได้ ชื่อหมอธร อย่างนี้เป็นต้น มีกายภาพ ชื่อนี้ มีแพทย์แผนไทยชื่อ หมอชาญ มี อสม. ซึ่งเป็นคนที่ใกล้ตัวเขาที่จะดูแลเขาคือ พี่ขวัญ อันนี้ครับคือลักษณะของทีมผู้ให้บริการซึ่งต้องเป็นทั้งแนวราบและแนวดิ่งนะครับ
อีกตัวอย่างหนึ่งครับ รูปแบบที่เราคิดว่าการปฏิรูปต้องเดินไปให้ถึงครับ คือรูปแบบที่ประชาชนสามารถเลือกหน่วยบริการ สถานบริการในเครือข่ายได้ ในขอบเขต ในพื้นที่นั้นและรับประกันว่าการให้บริการมีทั้งเวลาราชการและเวลาราษฎร และรับประกันว่า การบริการในเครือข่ายนั้นต้องบริการได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีฉุกเฉิน สมมุตินะครับว่ามีคลินิก แห่งหนึ่งเป็นเครือข่ายในพื้นที่ ผมยกตัวอย่างเกาะสมุยแล้วกันเพราะลงพื้นที่เกาะสมุย คลินิกนี้เปิดให้บริการแค่ ๒ ทุ่ม คนมาใช้บริการเลือกบริการที่คลินิกได้ หลัง ๒ ทุ่ม โรงพยาบาลเกาะสมุยรับผิดชอบดูแลในเครือข่ายบริการนี้ ชาวบ้านเข้าถึงได้ภายใน ระยะเวลาไม่เกิน ๒๐ นาทีอย่างนี้เป็นต้น หลักเกณฑ์เหล่านี้ผมคิดว่าในระดับพื้นที่เราดีไซน์ (Design) รูปแบบที่ให้เหมาะสมในระดับพื้นที่ได้นะครับ
ตัวอย่างปัจจัยที่ ๒ ก็คือเรื่องการเงินกับเรื่องข้อมูลครับ ๒ เรื่องนี้ต้องผูกไว้ ด้วยกันครับ ผมลองยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็คือกลไกของระบบข้อมูลที่จะทําให้ การเงินการคลังมันขับเคลื่อนไปได้ มีทรัพยากรมากพอ เรื่องเงินก็เป็นเรื่องสําคัญนะครับ เราอาจจะมีชุดสิทธิประโยชน์ร่วมของ ๓ กองทุนอย่างที่ท่านประธานได้นําเรียนในตอนเริ่มต้น เป็นระดับประเทศ แต่ในระดับพื้นที่นี่ควรจะต้องมีชุดสิทธิประโยชน์จําเพาะของแต่ละพื้นที่ ยกตัวอย่างเกาะสมุยเมื่อสักครู่นี้ครับ ตรงนี้ครับเราต้องกระจายอํานาจให้พื้นที่เขามีเม็ดเงิน ที่สามารถจัดการทรัพยากรของเขาได้ในพื้นที่ครับ
อันนี้ก็เป็นรูปแบบครับว่าเราสามารถมีกลไกกลางในการจัดการการเงิน ระดับประเทศ แต่กลไกระดับพื้นที่ก็จะเป็นตัวหนุนเสริมที่แก้ปัญหาสุขภาพได้ตรงจุด
ระบบข้อมูลก็เช่นเดียวกันครับ เดี๋ยวก็จะมีท่านสมาชิกในคณะกรรมาธิการ จะพูดเกี่ยวกับเรื่องของศูนย์ข้อมูลกลางสารสนเทศเนชันแนล ดาตา เคลียร์ริง เฮาส์ (National Data Clearing House) ซึ่งตรงนั้นผมคิดว่าปัจจัยที่สําคัญถ้าปัจจัยนําเข้าก็คือ ข้อมูลพื้นฐานจากระดับพื้นที่ไม่ดีศูนย์ข้อมูลกลางก็ไปไม่เป็นเหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้น ทําอย่างไรให้การจัดการระดับประเทศจะให้มีคุณภาพ การจัดการระดับพื้นที่เป็นโลคอล แอเรีย (Local area) และการจัดการข้อมูลระดับพื้นฐานในทางการแพทย์ที่เราเรียกว่า เมดดิคอล เรคคอร์ด (Medical record) ก็ต้องมีคุณภาพตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะฉะนั้นระบบข้อมูลกับระบบการเงิน ก็จะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันนะครับ
ประเด็นสุดท้ายในเรื่องระบบบริการ ซึ่งเราคิดมาเป็นตุ๊กตา ซึ่งคิดว่าบางส่วน จะอยู่ในโพรเซส ดีไซน์ (Process Design) เลยนะครับ ก็คือคณะกรรมการบริหารจัดการ ระบบสุขภาพในระดับพื้นที่ อาจจะใช้คําว่า โลคอล เฮลธ์ บอร์ด (Local Health Board) นะครับ ที่เราลงพื้นที่ไปเสียงที่สะท้อนมาบอกว่าอย่างน้อยควรจะต้องมีองค์ประกอบก็คือ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทีมวิชาชีพทางด้าน สุขภาพ ภาคส่วนต่าง ๆ และที่สําคัญก็คือจากภาคประชาชนให้เราคิดว่าทิศทางการปฏิรูป ในอนาคตต้องพัฒนาให้ทีมนี้เป็นนิติบุคคล ซึ่งรูปแบบหน้าตาจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่า คนที่ออกแบบคงไม่ใช่พวกเราเท่านั้น พี่น้องประชาชน ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งหมดจะเป็นคนกําหนดรูปแบบ จํานวนควรจะเป็นเท่าไรดี องค์ประกอบจากสัดส่วนต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร คุณสมบัติในแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไรบ้าง กระบวนการคัดเลือกเป็นคัดเลือก โดยการแต่งตั้ง โดยการเลือกตั้ง ระยะเวลาของการดํารงตําแหน่งเป็นเท่าไร กลไกเหล่านี้ จากเดิมที่มีอยู่ในระบบเป็นลักษณะของการประสานงานต้องปรับเป็นเฟสซิง (Phasing) ของการพัฒนาหรือการปฏิรูป เช่น ระยะแรกจากประสานงานก็เป็นอํานวยการ และอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับกระจายอํานาจก็จะต้องพัฒนาเป็นนิติบุคคล ผมยกตัวอย่าง คณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่โลคอล เฮลธ์ บอร์ด ก็จะมีบทบาทหน้าที่สร้างทีม ผู้ให้บริการและเครือข่ายบริการ รวมถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในพื้นที่ การปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์จําเพาะให้เหมาะกับปัญหาสุขภาพของตัวเองในพื้นที่
บทบาทที่ ๓ เลยครับ การรับรู้ ควบคุม กํากับ ประเมินสภาวะสุขภาพ ปัจจัยคุกคาม ทางด้านสุขภาพ พร้อมทั้งดําเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งเรื่องนี้คิดว่าทางอาจารย์ณรงค์ศักดิ์ จะได้นําเรียนในกรอบความคิดเพิ่มเติมนะครับ
บทบาทที่ ๔ ก็คือการรับรู้ ควบคุม กํากับ การประเมินสถานการณ์การเงิน รวมทั้งการแก้ปัญหาในกรณีที่มีปัญหาสถานะทางการเงิน ซึ่งทุกวันนี้เราอาจจะได้ยินข่าว เรื่องสถานบริการขาดทุนหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่ารูปแบบที่เราใช้กลไกพื้นที่เล่นเป็น บทพระเอกแก้ปัญหาได้เป็นส่วนใหญ่นะครับ นี่คือเรื่องราวทั้งหมดของตัวระบบบริการ ผมขออนุญาตเน้นย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าระบบบริการในทิศทางของการปฏิรูประบบ ระบบบริการสุขภาพนั้นเราคงให้ความสําคัญซึ่งถือว่าเป็นจุดคานงัด เป็นการเปลี่ยนทั้งในเชิง โครงสร้าง วิธีการทํางานและแนวคิด นั่นคือการปฏิรูประบบบริการที่อยู่ใกล้ชาวบ้าน ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เราใช้ประชาชนเป็นฐาน มีพื้นที่เป็นฐานและมีประชาชน เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกัน ระบบสุขภาพที่มีอยู่แล้วของชุมชน ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมอตําแย หมอพื้นบ้านต่าง ๆ มาทํางานร่วมกัน เชื่อมโยงกับระบบบริการที่อยู่ในระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ แล้วมีระบบที่ต้องปฏิรูปไปพร้อม ๆ กันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องการเงิน การคลัง เรื่องกําลังคน เป็นต้นนะครับ ขออนุญาตนําเรียนกรอบความคิด โดยภาพรวมครับ ขอบพระคุณครับ
กราบเรียนท่านประธานนะคะ ในโอกาสต่อไปดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้เชิญ พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา เป็นผู้นําเสนอในการปฏิรูประบบบริหารจัดการระบบสาธารณสุขค่ะ
ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจังหวัดอุดรธานี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูประบบบริหารจัดการระบบสุขภาพ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ขออนุญาตรายงานผลการศึกษาต่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ครับ ภายหลังจากที่ อนุกรรมาธิการได้รับมอบหมายให้ดําเนินการศึกษาเรื่องดังกล่าว มีการประชุม อนุกรรมาธิการทั้งสิ้น จํานวน ๑๓ ครั้ง และร่วมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ ตลอดจนคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีการจัดสัมมนาการปฏิรูประบบสาธารณสุขภายใต้การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย
๑. กลไก ประสานบูรณาการ นโยบาย และยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพระดับชาติ
๒. กลไก ธรรมาภิบาล ตรวจสอบ กํากับความโปร่งใสและประสิทธิภาพ การใช้งบประมาณ ตลอดจนทรัพยากรด้านสุขภาพ
๓. แยกบทบาทและโครงสร้างของเพลเยอร์ (Player) ในระบบสุขภาพ ให้ชัดเจน
๔. ปฏิรูปการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพอย่างครบถ้วน
เนื่องจากขณะนี้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนได้ขยายขอบเขตจาก เชื้อโรคต่าง ๆ เป็นปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมอันหลากหลาย ทั้งสังคม เศรษฐกิจ มลภาวะ ทั้งดินฟ้าอากาศ ซึ่งในการควบคุมคุณภาพจากสิ่งแวดล้อมเหล่านี้จะส่งผลในวงกว้างต่อ สุขภาพของคนมากกว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล ดังนั้นการแก้ไขปัญหา สุขภาพและปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงขยายขอบเขตมากกว่าที่จะเป็นหน้าที่ของ กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น จําเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือในหลายภาคส่วน การขาดการบูรณาการ ของระบบทําให้การกําหนดยุทธศาสตร์ที่ไม่สอดคล้องทางด้านงบประมาณ นโยบาย ข้อมูล ไม่มีทั้งกลไกและผู้รับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลการคลังสุขภาพทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทําให้ไม่สามารถรู้ภาวะการคลังที่ถูกต้อง อีกทั้งมีผู้เกี่ยวข้องที่หลากหลายและทุกหน่วยงาน มีอิสระในการเสนอนโยบายสุขภาพ ในมุมมองตามบริบทของแต่ละองค์กรที่มีเจตนารมณ์ ทั้งที่เหมือนและต่างกันที่สามารถเสนอต่อรัฐบาลได้โดยตรง ไม่มีขั้นตอน ไม่มีกฎ กติกา ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบหลักด้านสุขภาพ กลั่นกรองความเร่งด่วน ความจําเป็น รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนจะนําสู่การขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ
แนวคิดการปฏิรูประบบบริหารจัดการ
๑. ปรับบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้อภิบาลและกํากับ ระบบสุขภาพเรกูเลเตอร์ (Regulator) ลดบทบาทการเป็นผู้จัดบริการเฮลธ์ แคร์ โพรวายเดอร์ (Health care provider)
๒. มีกลไกอภิบาลการบูรณาการ ๓ ระดับ คือ
๑. คณะกรรมการนโยบายสุขภาพระดับประเทศ
๒. คณะกรรมการสุขภาพระดับเขต
๓. คณะกรรมการสุขภาพระดับท้องถิ่น
๓. หน่วยบริการทํางานร่วมกันเป็นเครือข่ายเพื่อใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพ สูงสุด
๔. จัดระบบสุขภาพที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยืดหยุ่นตามบริบท ของพื้นที่และภาคประชาชนมีส่วนร่วม
จากแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ปรับบทบาทของกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้อภิบาลและกํากับระบบสุขภาพหรือเรกูเลเตอร์ ลดบทบาทการเป็นผู้จัดบริการ หรือเฮลธ์แคร์ โพรวายเดอร์ และให้มีกลไกอภิบาลบูรณาการ ๓ ระดับ คือ
คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยง ระบบการดูแลสุขภาพของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในกระทรวงเดียวกันและต่างกระทรวง ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานวิชาการอิสระต่าง ๆ จึงจําเป็นต้องมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลไกประสานและบูรณาการ นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพระดับชาติที่เป็นการอภิบาลโดยเครือข่ายเพื่อร่วมกัน กําหนดทิศทาง และร่วมกันอํานวยงานด้านสุขภาพให้เป็นไปในทิศทางแนวเดียวกัน เสริมกันและกันตามบทบาทหน้าที่ของตน เพื่อสร้างเอกภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย สาธารณสุขของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ําในระบบสุขภาพ บริหารทุนที่มีอยู่ของประเทศ อย่างมีประสิทธิภาพ และวางระบบสุขภาพของประเทศให้มีความยั่งยืน
คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน กรรมการจะมาจากหน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับปลัดกระทรวงต่าง ๆ และหน่วยงานภาคประชาสังคมระดับชาติ เช่นสมัชชาสุขภาพ โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นเลขานุการ
อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ มีอํานาจหน้าที่ กําหนดนโยบายสาธารณสุขและการพัฒนาสุขภาพตามนโยบายของรัฐบาล กําหนดทิศทาง และนโยบายด้านสุขภาพของประเทศทุกมิติ กลั่นกรองนโยบายสําคัญก่อนนําเสนอ คณะรัฐมนตรี กําหนดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการบูรณาการนโยบาย ด้านสุขภาพ วิเคราะห์และจัดทําข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทํางานเพื่อปฏิบัติงานตามความเหมาะสม
คณะกรรมการสุขภาพระดับเขต ให้แบ่งเขตสุขภาพของประเทศออกเป็น ๑๓ เขต ตามกลุ่มจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ในจํานวน ๑ เขตสุขภาพจะมีประชาชนประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน พื้นที่ประมาณ ๕-๗ จังหวัดเป็นกลไกเพื่อบูรณาการ เรื่องสุขภาพระดับเขต เพื่อร่วมกํากับทิศทางการดําเนินงานด้านสุขภาพให้เป็นไปตามนโยบาย และสนับสนุนการดําเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีส่วนร่วมของประชาชนกับการบริการสุขภาพ และเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวก มีคุณภาพบริการที่ดี คณะกรรมการสุขภาพ ระดับเขตที่มาจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วยการแต่งตั้งหรือคัดเลือกมาจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เป็นต้น
คณะกรรมการสุขภาพระดับท้องถิ่น โครงสร้างและหน้าที่จะสอดคล้อง เช่นเดียวกับระดับเขต คณะกรรมการสุขภาพระดับเขตและระดับท้องถิ่นจะทําให้เกิด ความเท่าเทียม การเข้าถึงบริการของประชาชน ทิศทางและการบูรณาการนโยบายสุขภาพ จะมีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ การบริหารงบประมาณด้านสุขภาพ และเมื่อเกิดโรค ที่ต้องเฝ้าระวัง เช่นโรคระบาดขึ้นในพื้นที่เขตสุขภาพ จะมีนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลง ด้านสุขภาพอย่างทันท่วงทีต่อสถานการณ์ จะมีธรรมาภิบาลและจริยธรรมในระบบที่เข้มแข็งขึ้น
นอกจากนี้คณะอนุกรรมาธิการยังเห็นควรให้จัดตั้งสํานักงานมาตรฐาน และการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สมสส. เป็นองค์กรอิสระ เพื่อทําหน้าที่บูรณาการข้อมูลผู้ป่วยของทั้ง ๓ กองทุนสุขภาพเป็นฐานข้อมูลที่จะช่วยให้ การเบิกจ่ายที่มีมาตรฐานเดียวกัน ลดความเหลื่อมล้ําการรักษาพยาบาล และลดความซ้ําซ้อน การเบิกจ่ายให้กับโรงพยาบาลด้วย ปัจจุบันพบว่าการบริหารจัดการระบบข้อมูลข่าวสารสารสนเทศ การเบิกจ่าย และการบริการสุขภาพ ไม่มีประสิทธิภาพ ข้อมูลไม่สามารถบูรณาการกันได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถ แลกเปลี่ยนข้อมูลบริการสุขภาพกันได้ ข้อมูลไม่มีคุณภาพทําให้ประชาชนไม่ได้รับ การรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น ปัจจุบันพยาบาลและเจ้าหน้าที่ สถานีอนามัยต้องใช้เวลากว่า ๑ ใน ๓ ของเวลามาทํางานจัดการกับรายงานและข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลการเบิกจ่ายของกองทุนประกันสุขภาพทั้ง ๓ ระบบ ซึ่งแตกต่างกัน แทนที่จะใช้เวลาเหล่านั้นไปกับการกํากับดูแลรักษาผู้ป่วย การบริหารจัดการข้อมูล สารสนเทศที่มีความหลากหลายไม่ใช้มาตรฐานข้อมูลเดียวกันเป็นภาระให้กับสถานพยาบาล เป็นอย่างมาก การปฏิรูประบบสารสนเทศ การเบิกจ่ายและการบริการสุขภาพ จึงมีความจําเป็นเร่งด่วนที่ประเทศควรดําเนินการ ยุทธศาสตร์ที่สําคัญที่ควรดําเนินการคือ การมีกลไกกลาง การจัดการข้อมูลข่าวสารสารสนเทศ การเบิกจ่ายและบริการสุขภาพ ที่มีประสิทธิภาพที่สามารถดําเนินการให้ข้อมูลที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพสามารถบูรณาการ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี ข้อมูลสารสนเทศ ที่ได้สามารถนําไปใช้เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการและการอภิบาลระบบการเบิกจ่าย การคลังสุขภาพ และการบริการสุขภาพให้มีความโปร่งใสเกิดดุลยภาพระหว่างกองทุนกับ สถานพยาบาล และระหว่างสถานพยาบาลด้วยกัน เป็นประโยชน์สําหรับการบริการ ประชาชน ระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพจะนําไปสู่การกําหนดทิศทาง การจัดบริการสุขภาพที่มุ่งไปสู่เป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ําในสังคม สํานักงานมาตรฐาน และการจัดสารสนเทศระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติหรือ สมสส. จะทําหน้าที่เป็นกลไกกลาง ในการกําหนดมาตรฐานข้อมูลระบบสารสนเทศ การประกันสุขภาพและบริการสุขภาพ ดําเนินการให้เกิดการบูรณาการกระบวนการการจัดส่งข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับ การเบิกจ่าย การบริการสุขภาพเป็นศูนย์กลางบริการจัดการข้อมูลสารสนเทศ การประกันสุขภาพ และเป็นคลังข้อมูลบริการสุขภาพที่สนับสนุนบริหารจัดการบริการสุขภาพและงานวิจัย เพื่อให้เกิดระบบข้อมูลสารสนเทศการประกันสุขภาพและบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใสและช่วยลดภาระงานของสถานพยาบาลในการจัดการข้อมูลการเบิกจ่าย ค่าบริการสุขภาพ กลไกที่ควรจัดตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐไม่ใช่ส่วนราชการและไม่แสวงหากําไร เป็นองค์กรที่เป็นอิสระจากกองทุนประกันสุขภาพและสถานพยาบาล การจัดตั้ง สํานักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติหรือ สมสส. นอกจากจะเป็นประโยชน์กับการบูรณาการ การทํางานของกองทุนประกันสุขภาพแล้ว ยังจะทําให้เกิดและรักษาดุลยภาพของการบริการจัดการ ตลอดจนอภิบาลระบบการเบิกจ่าย และบริการสุขภาพของประเทศ สามารถนําไปสู่การลดความเหลื่อมล้ํา การให้บริการสุขภาพ ในระบบต่าง ๆ ยังเป็นจุดตั้งต้นและการวางรากฐานการพัฒนาระบบสารสนเทศบริการสุขภาพ ของประเทศในภาพใหญ่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการปฏิรูประบบสุขภาพของชาติให้ประชาชน ได้รับบริการสุขภาพที่ปลอดภัย เท่าเทียม มีคุณภาพ คณะกรรมาธิการมีข้อเสนอให้รัฐบาล เร่งดําเนินการให้มีการจัดตั้งสํานักงานมาตรฐานและจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ ที่รัฐบาลดําเนินการอยู่ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูประบบบริหารจัดการสุขภาพ สําหรับคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาตินั้น เพื่อให้มีการนําไปปฏิบัติอย่างแท้จริง จะเสนอให้มีร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. ....ขึ้นมารองรับกับข้อเสนอแนะของกรรมาธิการในโอกาสต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธาน ต่อไปจะเป็นการนําเสนอในเรื่องการปฏิรูประบบการเงิน การคลังของระบบสุขภาพ โดยดิฉันเองค่ะ
ขอเชิญค่ะท่านประธานคะ
กราบเรียนท่านประธาน อันนี้เป็นการเชื่อมโยงในทุกระบบ เพราะว่าในการปฏิรูประบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบบริการ หรือว่าระบบการสร้างเสริมสุขภาพแล้วก็ป้องกันโรคนั้น การอภิบาลระบบก็มีความสําคัญ ท่านได้ฟังในเรื่องของการบริหารจัดการระบบไปแล้วว่าเราจะบริหารจัดการสิ่งที่จะ ปรับเปลี่ยนสําคัญ ก็คือจะมีเนชันแนล เฮลธ์ โพลีซี บอร์ด (National Health Policies Board) ซึ่งจะทําหน้าที่ในการที่จะกํากับนโยบายทางด้านสุขภาพ จําเป็นที่จะต้องมีเช่นนี้ เพราะว่า เรามีความจําเป็นในด้านสุขภาพซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ขอบเขตของปัญหาสุขภาพขยายออกไป นอกเหนือจากความสามารถของกระทรวงสาธารณสุขเพียงกระทรวงเดียวนะคะ เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นงานของอีกหลากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ในการนี้ถึงแม้ว่าประชาชนจะได้รับการรักษาพยาบาล จะได้รับ การป้องกันโรคโดยการฉีดวัคซีนที่ถูกต้อง มีพฤติกรรมอนามัยที่ถูกต้อง แต่ถ้าหากว่า สิ่งแวดล้อมยังประกอบไปด้วยมลภาวะที่เป็นพิษ สุขภาพของประชาชนก็จะดีไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นในการวางนโยบายสุขภาพจําเป็นจะต้องอาศัยหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกัน อันนี้ก็มีความจําเป็นที่จะต้องมีเนชันแนล เฮลธ์ โพลีซี บอร์ด ซึ่งจะทําหน้าที่เป็นเหมือน ผู้ตัดสิน ในนโยบายในแต่ละช่วงเวลาจากข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศในขณะนี้จากหลายแหล่ง ด้วยกัน จากนั้นก็จะนําไปสู่การจัดการเรื่องการเงิน การคลังในขณะที่มีประสิทธิภาพต่อไป ทําไมเราถึงจะต้องมากังวลในเรื่องการเงิน การคลัง ในด้านสุขภาพในขณะนี้ ที่เป็นอย่างนี้ ดิฉันก็ขอรีเฟอร์ (Refer) ไปถึงเอกสารที่วางไว้ที่โต๊ะของท่านทุกท่านนะคะ ในเรื่องของ วาระปฏิรูประบบการเงินด้านสุขภาพ อันนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะทําให้ท่านมองเห็นว่า เราคงจําเป็นที่จะต้องปฏิรูปทางระบบการเงิน การคลัง ก็เนื่องมาจากในขณะนี้ถ้าท่านจะดูไป ในหน้าที่ ๕ ของเอกสาร ท่านจะพบว่าในรูปที่ ๒ มันจะประกอบไปด้วย ๒ แท่งด้วยกัน แท่งแรกนี้จะเป็นอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีดีพีนะคะ
อีกแท่งที่ ๒ ถัดไปจะเป็นอัตราการเจริญเติบโตของรายจ่ายดําเนินการ ทางด้านสุขภาพ โดยหลักการแล้วอัตราการเพิ่มของรายจ่ายทางด้านสุขภาพไม่ควรจะ เกินไปกว่าจีดีพี แต่ในระยะหลังหลายปีมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา ท่านจะพบว่าอัตรา การเจริญเติบโตค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพนั้นเติบโตสูงกว่าการเติบโตของจีดีพี เพราะฉะนั้นอันนี้มันเป็นอันตรายว่าเราอาจจะต้องประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทางด้านสุขภาพในอนาคตไม่ช้านี้ แล้วโดยขณะนี้จีดีพีของเราเติบโตแค่ประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ อาจจะถึง ๑ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าการเจริญเติบโตทางด้านรายจ่าย ทางด้านสุขภาพนั้นแต่ละปีเพิ่มขึ้นประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราจําเป็นที่จะต้องมาปรับในเรื่องของการเงินการคลัง ทางด้านสุขภาพ แล้วค่าใช้จ่ายอันนี้มันมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นทุกปี ในประเทศไทย ระบบหลักประกันสุขภาพ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนของเราประมาณ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เกือบทั้งประเทศ รวมทั้งคนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยที่ไม่ใช่คนไทย บางส่วนก็ได้รับ การคุ้มครองจากระบบสุขภาพของเราด้วย แต่ในขณะเดียวกันทั้งหมดนี้รัฐเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย ทางด้านสุขภาพจากเงินภาษีของเราทั้งหมด แล้วก็จากภาคเอกชน แต่รัฐรับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่ คือประมาณ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในประเทศอื่นที่มีระบบหลักประกันสุขภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่ประชาชนจะมีส่วนร่วมด้วยในลักษณะของการประกันสุขภาพ ในประเทศไทย การประกันสุขภาพยังน้อยมาก แล้วนอกจากระบบของประกันสังคมที่มี ๓ ภาคีเข้ามาร่วมกัน กองทุนประกันสังคมอันนั้นผู้ทํางานประกันตน นายจ้างออกส่วนหนึ่ง รัฐบาลสมทบด้วย แต่สําหรับกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นใช้เงินจากเงินภาษีทั้งหมด เช่นเดียวกับ สวัสดิการข้าราชการ นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายหลักในด้านของค่าใช้จ่ายสุขภาพในขณะนี้ เป็นค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลทั้งสิ้น ซึ่งในหลักการถือว่ามันไม่คุ้มค่า เพราะว่า การใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุดในทางด้านสุขภาพก็คือการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การลงทุนในเรื่องของการฉีดวัคซีน วัคซีนในเด็กอีพีไอ (EPI) เช่น ป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก มีราคาประมาณ ๕๐ บาทต่อ ๑ เข็ม แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราปล่อยให้เด็กป่วย เป็นโรคเหล่านี้ค่ารักษาพยาบาลอาจจะไม่ต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเด็ก ๑ คน เพราะฉะนั้น การลงทุนที่จะป้องกันโรค หรือถ้าหากว่าดีที่สุดก็คือไม่ให้เป็นโรคเลย คือการสร้างเสริม สุขภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกําลังกาย การรณรงค์ต่าง ๆ เหล่านี้จะทําให้คุ้มค่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันในการลงทุนทางด้านสุขภาพของเรา ตอนนี้มันเป็นการลงทุนสําหรับการรักษาพยาบาลไปเกือบจะหมด แล้วงบทางด้าน สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งควรจะไม่ต่ํากว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้เหลือเพียง ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นเรียกว่าเราจ่ายเงินไป เป็นจํานวนสูงมากขึ้นเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเพราะว่าเป็นเพียง การรักษาพยาบาล ไม่ได้ทําให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น แต่เพียงหายจากโรคหรือบางที ก็ไม่หาย แล้วก็เป็นที่น่าวิตกว่าต่อไปขณะที่เราจะมีชุมชนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การรักษาพยาบาล ผู้สูงอายุจะเป็นการรักษาพยาบาลโรคเรื้อรังซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องเป็นเวลาหลาย ๆ ปี แล้วก็มีการคํานวณกันว่าในระยะบั้นปลายของชีวิตนั้นบางทีถ้าหากว่ามีการยื้อยุดระหว่าง ความตายกับความอยู่รอดจะทําให้ค่าใช้จ่ายนั้นยิ่งสูงมากขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราอาจจะต้องคํานึง และจะต้องเผชิญในอนาคตเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึง บริการทางด้านสุขภาพของคนบางกลุ่มอยู่เช่นเดียวกัน ระบบการจ่ายเงินสนับสนุนผู้ให้บริการกองทุนหลักประกันสุขภาพของทั้ง ๓ กองทุนใหญ่ ยังมีการแตกต่างกัน บอกว่ามีความเหลื่อมล้ํา ดิฉันก็ได้แสดงเอาไว้ในหน้าที่ ๗ ที่จะแสดงให้เห็นถึง ลักษณะของ ๓ กองทุนใหญ่ ๆ ประกอบไปด้วยระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเฉพาะที่สําคัญก็คือสิทธิประโยชน์ ในคอลัมน์ที่ ๒ ท่านจะเห็นว่าสิทธิประโยชน์นั้นก็ค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน นอกจากการเข้าถึงยา เข้าถึงบริการบางอย่าง เช่นยาในระบบของสวัสดิการราชการ ราชการมีสิทธิได้รับยา ในบัญชียาหลัก ส่วนยานอกบัญชียาหลักจะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์นะคะ แล้วก็บางกรณี ที่ราคาแพงมากก็ต้องขออนุญาต แต่ว่าของประกันสังคมนั้นเข้าถึงยาได้ตามบัญชียาหลัก ยานอกบัญชียาหลักก็อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์แล้วก็เป็นภาระค่าใช้จ่ายของสถานบริการ เพราะว่าเข้าไปในระบบประกันสังคมไปแล้วนะคะ สําหรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น เข้าถึงยาได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่ายานอกบัญชียาหลักก็ต้องขออนุญาต และบางครั้งจํานวนยา ที่ได้รับก็จะไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คิดว่าน่าจะต้องดําเนินการปรับก็คือทําให้ สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานของทั้ง ๓ กองทุนนี้มีความเท่าเทียมกัน เหมือนกับสามารถที่จะ นั่งเครื่องบินไปถึงจุดหมายได้โดยความปลอดภัยในทุกคนนะคะ อันนี้ก็เป็นจุดมุ่งหมายหลักที่สําคัญ แต่ว่าจะทําได้ก็จําเป็นที่จะต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บแล้วก็ราคา ค่ารักษาพยาบาล อันนี้ก็เลยมีความจําเป็นที่จะต้องมี เนชันแนล ดาตา เคลียร์ริง เฮาส์ ที่จะให้ข้อมูลของการใช้จ่ายของทั้ง ๓ กองทุนเอามาพูล (Pull) ไว้ แล้วก็วิเคราะห์เป็นระยะ ๆ ว่า ค่าใช้จ่ายเป็นเท่าไร แล้วก็สามารถที่จะกําหนดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานได้ ส่วนการที่จะ เติมสิทธิประโยชน์สําหรับบางกลุ่มแล้วแต่เฉพาะกองทุน อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ทําได้อย่างที่ คุณหมอสุวัฒน์ได้นําเสนอในเรื่องของบริการสุขภาพของท่านไปแล้วนะคะ อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทําไมถึงจะต้องปฏิรูปการเงินนะคะ สไลด์ที่เสนออันนี้ก็จะแสดงให้เห็นถึงความจําเป็นว่า ขั้นตอนในการทํา จัดตั้งศูนย์ข้อมูล วางกลไกในการเติมเงินเข้าสู่ระบบ แต่ว่าสิ่งที่จะต้องทําก็คือ จัดการให้ความเหลื่อมล้ํานั้นมันหมดไปโดยการที่จะทําให้สิทธิประโยชน์ของทุกคน ในประเทศไทยนั้นเท่าเทียมกันทั้งหมดนะคะ นอกจากนั้นสําหรับสิทธิประโยชน์ร่วมได้กล่าวไปแล้ว แล้วก็สามารถที่จะมีชุดสิทธิประโยชน์จําเพาะในแต่ละกองทุน หรือว่าจะในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะขอกล่าวทีหลังนะคะ นอกจากนั้นในการบริหารจัดการการเงินจะทําอย่างไรนะคะ ในที่นี้เรามีกองทุนหลักประกันสุขภาพใน ๓ กองทุนใหญ่ทําให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการ ทั้งหมดแล้ว ก็คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ยังคงอยู่สภาวะของการแยกระหว่าง เพอร์เชสเซอร์ (Purchaser) คือผู้ซื้อการรักษาพยาบาล คือรัฐเป็นผู้ซื้อการรักษาพยาบาล แทนประชาชน สําหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบให้บริการก็ยังแยกกันเหมือนเดิมนะคะ แต่วิธีการที่จะจ่ายเงินจะปฏิรูปให้เป็นการคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แล้วก็ป้องกันการที่ สถานพยาบาลบางแห่งจะมีปัญหาค่าใช้จ่ายที่ไม่เพียงพอ อันเนื่องมาจากอาจจะเป็นสถานพยาบาลที่มีประชากรน้อยก็ได้ค่าเหมาจ่ายรายหัวน้อย หรือมีแรงงานต่างด้าวเข้ามารับบริการ ซึ่งไม่ได้อยู่ในหลักประกันใด ๆ ทั้งสิ้นแต่จําเป็น จะต้องให้บริการเนื่องจากมนุษยธรรม อันนี้ก็ทําให้เป็นเบอร์เดิน (Burden) ของโรงพยาบาล อาจจะประสบภาวะลําบากทางด้านการเงินได้ เพราะฉะนั้นในหลักการที่ว่า เฉลี่ยความรับผิดชอบร่วมกันนั้น ดิฉันมีตัวอย่างของโรงพยาบาลที่จังหวัดเชียงราย โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงซึ่งผู้อํานวยการโรงพยาบาลเป็นผู้หญิง เธอได้รวมโรงพยาบาลอําเภอ หลายโรงพยาบาลในละแวกเดียวกัน แล้วก็แชร์เงินจากค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายหัวที่ แต่ละโรงพยาบาลได้รับร่วมกันสร้างเป็นเขตบริการสุขภาพของตัวเอง เฉลี่ยใช้ทรัพยากร ร่วมกัน เฉลี่ยการเงินการคลังด้วยกัน รวมทั้งบางครั้งทรัพยากรบุคคลด้วย อันนี้สามารถทําให้ การดําเนินงานคล่องตัว แล้วก็ไม่มีหนี้สินใด ๆ เกิดขึ้น
ต่อไปก็ขอกลับมาสู่กลไกที่เราจะใช้ ท่านคงจะจําสไลด์อันนี้ได้ อันนี้คือ ความเป็นจริงที่มีอยู่ในสังคมในประเทศไทยในปัจจุบัน ในระดับชาติเรามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ทางด้านสุขภาพหลายหน่วยงานที่เป็นของรัฐโดยตรงเลย ก็คือนับตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข ดั้งเดิม สปสช. ซึ่งเป็นเพอร์เชสเซอร์ใหญ่ในขณะนี้ หน่วยงานอื่น ๆ กระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงกลาโหมซึ่งมีโรงพยาบาลของกระทรวง ตํารวจซึ่งมีโรงพยาบาล มีสถานพยาบาลของตํารวจ ทั้งตํารวจ ทหาร มหาวิทยาลัยเป็นโพรไวเดอร์ รวมทั้งเอกชน ก็เป็นโพรไวเดอร์หน่วยหนึ่งด้วย สสส. ทําหน้าที่ในเรื่องของข้อมูลด้านเสริมสร้างสุขภาพ และคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติซึ่งนําเสนอนโยบายทางด้านสุขภาพ ทั้งหมดนี้เอาไว้ก่อน ขอย้อนกลับไปสไลด์แรก ทั้งหมดนี้เป็นระดับชาติซึ่งเราได้เสนอการปฏิรูปให้ฮาร์โมไนซ์ (Harmonize) หน่วยงานทั้งหมดเอามาคุยด้วยกันสําหรับที่จะตัดสินในนโยบายของชาติ ในรูปแบบของเนชันแนล เฮลธ์ โพลีซี บอร์ด เพราะฉะนั้นในระดับเขตในระดับพื้นที่ ก็เช่นเดียวกัน สําหรับที่จะทําให้การบริหารจัดการคล่องตัวรวมทั้งระบบการเงินการคลัง ที่คล่องตัวด้วย ก็ได้นําเสนอในลักษณะของรีเจินนอล เฮลธ์ บอร์ด (Regional Health Board) หรือเขตสุขภาพ ซึ่งการบริหารจัดการก็ในรูปแบบของคณะกรรมการสุขภาพระดับเขต กระทรวงสาธารณสุขก็มีเขตบริการสุขภาพของท่าน สปสช. ก็มีเขตของตัวเอง โรงพยาบาลก็เป็น ที่เราเลือกระดับเขตนี้เพราะว่ามันจะมีสถานพยาบาลครบทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ คือ รพ.สต. ไปจนกระทั่งโรงพยาบาลอําเภอซึ่งรักษาได้เฉพาะบางโรค แล้วก็รีเฟอร์ไปสู่ โรงพยาบาลจังหวัด และในระดับภาคหรือเขตอาจจะมีโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาคซึ่งเป็น โรงพยาบาลเฉพาะทาง มีความสามารถในการรักษาโรคได้หลากหลาย รวมทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในนั้นก็เป็นเทอร์เชียรี แคร์ (Tertiary Care) อย่างดีนะคะ นอกจากนี้ ก็มีเขตสุขภาพอื่น ๆ ถ้าเราทําให้หน่วยงานทั้งหมดนี้สามารถที่จะเข้ามาอยู่ในโต๊ะเจรจา อันเดียวกันได้ ทําให้หน่วยบริการทั้งหลายรวมกันเป็นพวงบริการอันใหญ่ โดยไม่มีบาวน์ดารี (Boundary) ระหว่างองค์กรของรัฐอีกต่อไป ประชาชนที่เจ็บป่วยสามารถที่จะไปที่ รพ.สต. รับบริการปฐมภูมิ ถ้าหากว่ามีปัญหา รพ.สต. ก็รีเฟอร์ไปที่โรงพยาบาลอําเภอ ถ้าอาการหนักไปกว่านั้นที่เป็นมะเร็ง ก็สามารถจะถูกส่งไป โรงพยาบาลจังหวัด ถ้าหากว่าโรงพยาบาลจังหวัดยังมีข้อขัดข้องในเรื่องแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ว่ามีโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยอยู่ในพื้นที่อันนั้น ก็ควรที่จะสามารถรีเฟอร์ไปได้ โดยไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ เรียกว่า รีเฟอร์แบบไร้รอยต่ออย่างที่คุณหมอสุวัฒน์ได้ว่า อันนี้คือเมกคานิซึม (Mechanism) ของเขตสุขภาพซึ่งทุกสเทคโฮลเดอร์ (Stakeholder) สามารถที่จะเข้ามารวมกัน แล้วก็พูดคุยกันได้ว่าเราจะแก้ปัญหาสุขภาพในพื้นที่ของเรา อย่างไรบ้างนะคะ ในลักษณะของเขตเช่นนี้ก็ควรจะได้รับการจัดการในเรื่องของงบประมาณด้วย เช่นเดียวกัน และโดยกลไกที่ถูกต้อง เขตก็น่าจะเป็นนิติบุคคลนะคะ เพื่อจะบริหารได้ทั้งนโยบาย และบริหารการเงินด้วย มีข้อเสนอแนะจากการปฏิรูปว่าให้เงินทั้งหมดในด้านสุขภาพนั้น ลงมาอยู่ที่เขต แล้วให้เขตประชุมกันโดยพิจารณาตามปัญหาที่จําเป็นของเขต ปกติในเรื่อง การพิจารณาไครทีเรีย (Criteria) ในการกระจาย ในการใช้เงินทางด้านสุขภาพนั้น โครงสร้างอายุ ของประชาชนก็มีความสําคัญ โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นมากก็เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา สถานะทางสังคม เศรษฐกิจของประชากร ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งรวมทั้งลักษณะความยากง่าย การเดินทาง ความทุรกันดารของพื้นที่ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่เราจะต้องมาพิจารณา ซึ่งในแต่ละเขตพื้นที่ของประเทศไทยไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นปัญหาทางด้านสุขภาพ ย่อมจะไม่เหมือนกัน การที่จะให้เขตซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดนี้ ได้ศึกษาปัญหา ของตัวเองแล้วก็จัดการแก้ไขปัญหา จัดการกับงบประมาณที่จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ ในระดับเขตเอง ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าให้คิดในระดับชาติ แล้วก็นําลงไปปฏิบัติในระดับพื้นที่นะคะ อันนี้คือการกระจายอํานาจที่แท้จริงทั้งนโยบาย และงบประมาณ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปอันนี้ก็คือให้งบประมาณในด้านสุขภาพทั้งหมด ลงไปสู่เขตนะคะ ผู้ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่ก็คือ สปสช. ที่จะต้องพิจารณาว่างบประมาณ ที่จะลงไปสู่เขต ไม่ว่าจะเป็นค่าเหมาจ่ายรายหัว หรือค่าใช้จ่ายในด้านโรคที่เฉพาะเจาะจงต่าง ๆ นี้ จะเป็นประมาณสักเท่าไร แล้วก็แอลโลเคท (Allocate) ไปสู่เขต เพราะถึงอย่างไรก็ตาม ในคณะกรรมการสุขภาพระดับเขตนั้นก็มีตัวแทนของ สป.สช. กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ภาคประชาชนที่เป็นผู้แทนของสมัชชาประชาชน ผู้แทนของโพรวินเชียล บอร์ด (Provincial Board) ต่าง ๆ เข้ามาอยู่เป็นสมาชิกของ เขตสุขภาพเหล่านี้ทั้งหมด ก็จะช่วยกันคิดพิจารณาว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรนะคะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่กําหนดไว้ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ค่ะ
อันสุดท้ายนะคะ เป็นข้อสรุปว่าโดยการบริหารจัดการทางด้านการเงินนี้นะคะ ก็คือแหล่งทุนสนับสนุนด้านสุขภาพที่เพียงพอเป็นเรื่องที่สําคัญอันหนึ่ง เราก็ทราบแล้วว่า เราใช้เงินด้านสุขภาพนี้มาก เพราะฉะนั้นประชาชนน่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะคอนทริบิวท์ (Contribute) เข้ามาในระบบนี้ เราก็ทราบดีว่าใน ๔๙ ล้านคนที่อยู่ในระบบของ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นรวมถึงใน ๔๙ ล้านคน เพราะว่าไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่ผู้ใช้แรงงาน มันรวมถึงมหาเศรษฐีติดระดับโลกเข้าไปด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นมีประชาชนประมาณ ๒๐ กว่าล้านคนใน ๔๙ ล้านคนที่มีความสามารถในการที่จะช่วยดูแลสุขภาพตัวเองได้ ในระดับหนึ่ง เว้นแต่อีกประมาณ ๒๐ ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ํากว่าเส้นความยากจนแล้วก็เป็นเด็กอายุต่ํากว่า ๑๕ ปี เป็นผู้สูงอายุ อายุมากกว่า ๖๐ ปี อันนี้ไม่ควรจะต้องให้รับภาระทางด้านสุขภาพ แล้วก็จะต้องดูแล ทางด้านสุขภาพด้วยซ้ําไป ฉะนั้นทั้งหมดนี้ถ้าหากว่าเคลื่อนไปสู่ระบบประกันสุขภาพได้ มันก็จะเป็นความมั่นคงทางด้านการเงินของสุขภาพด้วยเช่นเดียวกันนะคะ นอกจากนี้ การใช้เงินในขณะนี้คงจะทราบว่าระบบใน ๓ กองทุนใหญ่นี้ ระบบการจ่ายเงินไม่เหมือนกันนะคะ ระบบของ สปสช. นั้น จ่ายล่วงหน้ามาเลย เป็นเหมาจ่ายรายหัว แต่ของข้าราชการนั้น จ่ายตามหลังนะคะ เมื่อเกิดการเจ็บไข้แล้วก็รีอิมเบิร์ส (Reimburse) ทีหลัง เช่นเดียวกับ ระบบประกันสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ข้าราชการเป็นอยู่ก็คือเป็นระบบที่เป็นปลายปิดนะคะ ถ้าหากว่ามันเสริมเข้าไปด้วยระบบประกัน ก็จะทําให้มันมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยคิดถึง แพคเกจ (Package) ของสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่เท่ากันนะคะ ดิฉันได้กล่าวมาแล้ว ถึงเรื่องของการจ่ายเงิน ต่อไปก็อยากจะพูดอีกนิดหนึ่งว่าเราสามารถที่จะเติมเงินเข้าสู่ระบบได้นะคะ โดยวิธีการต่าง ๆ และโดยลักษณะของการทําเป็นเขตสุขภาพนี้ จะทําให้สามารถที่จะพัฒนาเป็น กองทุนสุขภาพในพื้นที่ได้เช่นเดียวกันเท่ากับเติมเข้าไปในสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ของประชาชนในเขตก็ได้ แล้วแต่ปัญหาทางด้านสุขภาพที่มีอยู่ แล้วทางบอร์ดของ รีเจินนอล เฮลธ์ บอร์ด เห็นสมควรว่าควรจะดําเนินการในเรื่องใดบ้างนะคะ นอกจากนี้ เราคิดในเรื่องของการเติมเงินในลักษณะต่าง ๆ เช่น ในเรื่องของทราเวล อินชัวรันซ์ (Travel Insurance) ซึ่งจะศึกษาให้ละเอียดต่อไปในเรื่องของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี เช่น ลงทุนในเรื่องของยา ในเรื่องของเครื่องมือแพทย์ ในเรื่องของวัคซีนต่าง ๆ ทั้งผลิตเอง เพื่อความมั่นคงทางด้านสุขภาพ ร่วมกันผลิตกับเพื่อนบ้านและกระจายความมั่นคง ทางด้านสุขภาพไปสู่ประเทศแถบอาเซียนได้ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีความสามารถ ในเรื่องวิชาการทางด้านสาธารณสุข ทางด้านการแพทย์ ถ้าหากว่าเรามีการลงทุนที่จะเป็นแหล่ง เทรนนิง (Training) ต่าง ๆ ทางด้านนี้ก็สามารถจะเติมเงินเข้าสู่ประเทศได้นะคะ ก็เป็นคร่าว ๆ ที่เกี่ยวกับระบบการเงิน การคลังทางด้านสุขภาพค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ หมดหรือยังคะ หรือว่ามีท่านอื่นอีก
ท่านสุดท้ายนะคะ แต่มีความสําคัญมากก็คือถ้าเผื่อว่าทําได้สําเร็จ เราจะไม่ต้องกังวลเลยเรื่องของการเงิน การคลัง แล้วก็การรักษาพยาบาลอีกต่อไป ก็เป็นการปฏิรูประบบสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค รวมทั้งภัยคุกคามด้านสุขภาพ ดิฉันขออนุญาตเรียนเชิญคุณหมอณรงค์ศักดิ์ค่ะท่านประธาน
เชิญค่ะคุณหมอคะ
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกที่เคารพนะครับ กระผม นายณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา สมาชิกหมายเลข ๗๖ ถ้าจะมีอาการเสียงสั่นบ้างเล็กน้อยไม่ใช่เพราะอายุนะครับ แต่เพราะว่าไม่เคย อันนี้เป็น ประสบการณ์ครั้งแรกบนเวทีอันทรงเกียรตินี้นะครับ กระผมขออนุญาตในกรอบ ที่ผมต้องนําเสนอนั้นก็คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของระบบสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกัน และควบคุมโรคและภัยคุกคามสุขภาพ ของผมก็คงจะอยู่ในหลักการอยู่ ๔ ด้านด้วยกัน อันหนึ่งก็คือเรื่องส่งเสริมการใช้หลักการที่ว่าทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ จริง ๆ มันคืออะไร และเพื่ออะไร เพื่อใครนะครับ แล้วก็มันจะทําอย่างไร และโดยใคร เพราะว่าเรื่องนี้บางทีบางคน ก็บอกว่ามันมีคําพูดที่มันสวยหรูอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ก็คงจะขออนุญาตกราบเรียนให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญและเป็นเรื่องต้นน้ําและถ้าเรา ทําเรื่องนี้ได้ดีอันนี้ก็คือการป้องกันที่เรียกว่าระดับต้นน้ําหรือปฐมภูมิ มันก็จะนําไปสู่เรื่องของ การเจ็บป่วยในโรคที่ไม่สมควรหรือก่อนเวลาที่อันควรนั้นก็จะลดน้อยลง
ในประเด็นที่ ๒ ถ้าอย่างนั้นแล้วกลไกอะไรต่าง ๆ ถ้าเราจะมุ่งในเรื่องของ ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ กลไกและระบบบริหารจัดการในส่วนกลาง ในส่วนภูมิภาค แล้วก็ตรงพื้นที่ท้องถิ่นนั้น มันจะต้องมีการปรับบทบาทต่าง ๆ อย่างไร และที่สําคัญที่สุดก็คือ เรื่องของการถ่ายบทบาทหน้าที่ของส่วนกลางที่จะลงสู่ตรงส่วนจังหวัดหรือเขต แล้วจากนั้น ที่จะลงสู่ท้องถิ่นนั้นมันมีความสัมพันธ์กับเรื่องของนโยบายทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพอย่างไร แล้วเราจะหวังผลสําเร็จในเชิงของผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดสุขภาพที่ดีได้อย่างไร บางทีตรงจุดนี้ อาจจะเป็นจุดถกเถียงในเรื่องที่ไปใช้ถ้อยคําที่ว่าไปลดอํานาจรัฐแล้วก็ไปเพิ่มบทบาทของ ตัวปลายทาง ก็คือตัวชุมชนแล้วก็ท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าคํานั้นอาจจะฟังแล้วมันเป็นเรื่อง เขาเรียกอะไร แบบซีโร ซัม เกม (Zero Sum Game) ก็คือผมมีอยู่ ๑๐ ถ่ายไปให้กับท้องถิ่น ๕ ผมก็จะเหลือ ๕ บวกกันกลายเป็น ๐ คงไม่ใช่แบบนั้น แต่แท้จริงแล้วคุณหมอสุวัฒน์ ขออนุญาตพาดพิงถึงนะครับว่าแท้จริงแล้วการที่ถ่ายโอนภารกิจ แล้วก็การกระจายบทบาท ลงไปสู่ในแนวกว้างแนวราบมันยิ่งทําให้ในทิศทางของการบริหารกิจการของบ้านเมืองนั้น มีช่องทางในการที่ไหลลงไปสู่ตัวกลุ่มเป้าหมายในชุมชนและในสังคมที่กว้างขวางขึ้น ถ้ามีมุมมองแบบนี้เจตคติในการที่มองเรื่องราวของการกระจายอํานาจหรือการถ่ายโอน ภารกิจนั้น ก็จะมองในเชิงที่สร้างสรรค์และจะเกิดประโยชน์กับบ้านเมือง แล้วการที่จะ ถ่ายบทบาทหน้าที่ลงไปนั้นเรื่องของนโยบายการกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งได้ทํากันมา นมนานแล้วและที่เป็นแผนหรืออะไรต่าง ๆ ที่ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ขณะนี้เป็นอย่างไร และมันมีประเด็นอะไรที่คิดว่ามันควรจะต้องถึงเวลาจะทบทวนในการที่จะทําให้มัน สอดคล้องกับทิศทางที่เรากําลังจะเดินไปข้างหน้า
และในประเด็นสุดท้ายก็คือระบบงานที่สนับสนุนต่าง ๆ เรื่องฐานข้อมูล อะไรต่าง ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเข้าไปสู่การนําเสนอว่าในเรื่องของสุขภาพนั้น มันมีนัยที่นับวันก็เกิดความเข้าใจและการตีความหมายที่กว้างขึ้น สมัยหนึ่งเราก็ตีความกัน เพียงแค่ว่าสุขภาพดีนั้น ก็คือการที่มีสุขภาพทางกาย ทางใจ ทางสังคมที่ดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็มีการมาเติมเรื่องของว่าใจมันอาจจะไม่พอ ซึ่งใจตรงนั้นก็มีการแยกออกมาถึงเรื่องของ จิตวิญญาณ ซึ่งนัยมันมีทั้งเรื่องของเชาว์ปัญญา คือไอคิวทั้งหลายกับทางอารมณ์ มีความเข้มแข็ง มีปัญหาก็ไม่ท้อถอย มีจิตใจดีงามที่เป็นจิตในการที่จะไม่คิดคดโกง และมีความอดทนเจอเรื่องราวก็สามารถที่จะฝันฝ่าไปได้ แล้วในเรื่องของสุขภาพเองนั้น ในนัยที่มันกว้างขึ้นในเชิงของการวัดว่ามันเป็นภาวะของแต่ละบุคคล รวมทั้งมันเป็นสิทธิ เป็นทั้งภาวะและเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนนั้นจะต้องเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อนําไปสู่ การที่มีสุขภาพดี ซึ่งในช่วงหลังก็มีการตีความว่าไม่ใช่เข้าถึงบริการสุขภาพเท่านั้น เขาเหล่านี้ต้องเข้าถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะด้วย เช่น การมีน้ําดื่มที่สะอาด อาหารเพียงพอ ปลอดภัย มีสิ่งแวดล้อมทั้งในที่ทํางาน ทั้งที่บ้านและในสาธารณะที่ดี ต้องได้รับข่าวสาร สื่อสารทางสุขภาพที่ถูกต้องที่เขาสามารถนําไปในการที่จะดูแล และรับผิดชอบสุขภาพของตัวเองและครอบครัว และมีความเท่าเทียมทางเพศด้วยสุขภาพ จึงมีลักษณะในนัยของความเป็นธรรมคือการสร้างความเป็นธรรมของทางสังคมด้วย เพราะว่าไม่เพียงแต่เรื่องการเข้าถึงบริการ แต่หมายถึงการเข้าถึงปัจจัยทางสังคมที่จะทําให้ เขามีสุขภาวะด้วย ฉะนั้นในนัยนี้มันเป็นนัยที่มันจะส่งต่อในเรื่องที่ว่าทําไมทุกนโยบาย ต้องห่วงใยสุขภาพ ในเรื่องนัยของสุขภาพในความหมายที่ว่านี้มันก็เป็นระบบหนึ่งของ ทางสังคมที่สร้างความมั่นคงให้กับทางบ้านเมืองด้วย แล้วถ้าเรามาดูในเรื่องของยุทธศาสตร์ ๕ ด้านของการปฏิรูปก็ได้มีการกําหนดว่าในเรื่องระบบสุขภาพอยู่ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ ในการสร้างคนไทยที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นในเรื่องที่เราพูดกันอยู่นี้มันเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ ที่อยู่ในการปฏิรูป ๕ ด้านที่ทาง สปช. กําลังดําเนินการอยู่ ในการพัฒนาระบบสุขภาพนั้น คงไม่ใช่ไปคํานึงถึงเฉพาะในเรื่องของทางปัจจัยตัวบุคคล แต่มันต้องไปนึกถึงตัวปัจจัยกําหนดสุขภาพ ที่มันมีความหลากหลายทั้งทางสังคม ทั้งทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมอื่น ๆ แล้วที่สําคัญก็คือจะต้องให้ความสําคัญกับการที่ว่าการสร้างสุขภาพนั้นจะนําไปสู่เรื่องของ การที่มีสุขภาวะที่ยั่งยืนและการพึ่งตนเองได้ของประชาชนบนพื้นฐานของหลักคุณธรรม จริยธรรม แล้วก็ธรรมาภิบาล ความรู้และปัญญา เพราะฉะนั้นการสร้างดุลยภาพ ของการพัฒนาต่าง ๆ นั้นต้องยึดอยู่บนหลักการของทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพเพื่อไม่ให้เกิด ผลกระทบต่อตัวบุคคลและตัวสังคม ชุมชนนะครับ ทีนี้ในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพ คํานี้แท้จริงแล้วได้ถูกใช้ครั้งแรกใน พ.ร.บ. ของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เมื่อปี ๒๕๔๑ แทนคําว่า การส่งเสริมสุขภาพ เพราะว่านัยมันอาจจะให้นัยที่ลึกซึ้งกว่า แล้วก็มีความหมายมากกว่า เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็ทําให้มีการขยายขอบเขตอย่างที่ปรากฏอยู่ใน เพาเวอร์พอยท์ว่าในการมองเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพก็ได้มีการขยายขอบเขตจากกิจกรรม ที่เป็นตัวบุคคล เป็นเรื่องของชุมชนหรือสังคม คือสเกล คือขนาดในการมองมันโตขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเจ็บไข้ได้ป่วยก็มีคนไปดู แต่มองว่าปัจจัยทางสังคมที่กําหนดตัวสุขภาวะ ระบบการศึกษา เรื่องของสาธารณูปโภคอะไรต่าง ๆ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องของสังคม วัฒนธรรมต่าง ๆ มันเกี่ยวข้องหมดเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นมุมมองที่มันกว้างขึ้น และไม่ได้มองเป็นรายบุคคล แต่มองกลุ่มประชากรทั้งหมดเป็นตัวตั้ง แล้วในเรื่องของ การสร้างเสริมสุขภาพนั้นก็จะมองต่อในเรื่องของการที่ว่าตัวองค์ประกอบทางด้านของ การสร้างเสริมสุขภาพในอดีตที่ผ่านไปนั้น เรามองเพียงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการบริการสุขภาพ ซึ่งเราจะพูดติดปากว่ามีการสร้างเสริมสุขภาพ มีการป้องกันโรค มีการรักษาพยาบาล มีการฟื้นฟู เพราะฉะนั้นในนัยดั้งเดิมของการส่งเสริมสุขภาพหรือสร้างเสริมสุขภาพนั้น มองเป็นนัยของการบริการเท่านั้น แต่ในขณะนี้ไม่ใช่แล้ว ถ้าเราพูดถึงในกรอบที่เราขยายมุมมองและความกว้างของการมอง ตอนนี้มองว่าในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพนั้นต้องตั้งเป้าเป็นเชิงศักยภาพของสังคม ของชุมชนท้องถิ่นในการที่จะจัดและบริหารจัดการระบบสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และจัดการกับภัยคุกคามสุขภาพของพื้นที่ของตัวเองได้ ฉะนั้นในแนวคิดที่ตรงนี้มันไม่ใช่ เป็นเรื่องของการเพียงแต่ไปให้บริการแล้ว แต่มันเป็นเรื่องของการที่ต้องไปพัฒนาตัวพื้นที่ ตัวสังคม ตัวชุมชน บุคคลนั้นให้ลุกขึ้นมาในการที่จะมีส่วนร่วมในการจัดและบริหารจัดการ ระบบนี้ได้ด้วยนะครับ อันนั้นก็คงเป็นเรื่องของการที่จะนําไปสู่ในภาพที่ให้เห็นต่อไปนะครับว่า ในปัจจัยทางสังคมที่เห็นเป็นรูปสามเหลี่ยมคว่ําอยู่นั้นท่านก็จะเห็นว่าตรงข้างบนนั้น มันเกี่ยวกับนโยบาย เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเรากําลังจะพัฒนามันขึ้นมานะครับ เรื่องของพัฒนาเศรษฐกิจ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กฎหมายต่าง ๆ ที่ออก แล้วก็มีเรื่องของทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางวัฒนธรรม ทางสิ่งแวดล้อม ระบบการศึกษา ที่อยู่อาศัย การทํางาน แล้วก็การจ้างงาน สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ ใน ๔ ชั้นแรกนั้นถือว่า เป็นตัวต้นน้ํา ปัจจัยทางสังคมใน ๔ ชั้นแรกเป็นตัวต้นน้ํา เพราะฉะนั้นถ้าใน ๔ ชั้นแรก เรามีนโยบายที่เกี่ยวกับ ๔ ชั้นแรก โดยคํานึงถึงตัวสุขภาพของคนหรือของชุมชน ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายของ ๔ ชั้นแรกนี้ หรือระวังผลกระทบที่เกิดจากนโยบายของ ๔ ชั้นแรกนี้ สิ่งที่จะเกิดก็คือคนและชุมชนสังคมนั้นจะได้ประโยชน์ทางเชิงบวกก็ได้ เชิงลบก็ได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายที่กําหนด และตรงนี้ครับ มันเป็นเรื่องของในระดับที่เรียกว่าประโยชน์ที่ได้ ทางเชิงต้นน้ําก็คือปฐมภูมิ เป็นการป้องกันปัญหาทางด้านสุขภาพในระดับปฐมภูมิ เพราะฉะนั้นถ้าเราป้องกันตรงระดับตรงนี้ได้ปัญหาในเรื่องของสุขภาพในภาพรวม ของประชากรก็จะลดน้อยลง แต่ถ้าตรงนี้เราป้องกันไม่ดี บางแห่งก็ยังมีปัญหา มีอะไรต่อมิอะไรอยู่ ตรงระดับ ๒ ลงมาที่เป็นปัจจัยทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องน้ําสะอาด เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องของเครือข่ายทางสังคม อันนี้จะเป็นการป้องกันระดับ ๒ ก็คืออาจจะเกิดเป็นหย่อม ๆ เป็นชุมชน เป็นสังคม มันไม่ได้เกิดกับประชากรทั้งหมด เพราะฉะนั้นการป้องกันในระดับนี้นั้น ปัจจัยสังคมเหล่านี้นั้นมันก็จะได้ประโยชน์ในส่วนของตัวชุมชนซึ่งเป็นขนาดที่มันเล็กลง แล้วถ้าเล็กไปกว่านั้นใหญ่ ซึ่งตรงนั้นเราเรียกว่ากลางน้ํานะครับ แต่ที่ตรงปลายน้ําก็คือ การที่เราไปให้ความรู้ ให้คําแนะนํา จัดกิจกรรมเพื่อให้แต่ละคนไปใช้ เป็นคลินิก เป็นศูนย์ออกกําลังกายอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งอันนั้นเป็นเรื่องของปัจจัยทางด้านตัวบุคคล ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ถ้าเราทําระดับที่ตรงนี้ มันเป็นระดับปลายน้ํา ประโยชน์ที่จะได้ มันจะได้เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าไปใช้หรือเข้าไปสัมผัส หรือเข้าถึงบริการที่ตรงนั้น แต่ว่ามันน้อย แล้วก็คิดในเชิงของการลงทุน ถ้ามันเป็นเรื่องของตรงปลายแหลมมันเป็นปัจเจกบุคคล เป็นรายบุคคล เพราะฉะนั้นมันจะใช้จ่ายเยอะมาก ได้มีการศึกษาแล้วพบว่าแท้จริงแล้ว ถ้าเราสามารถกําหนดได้ตั้งแต่ต้นน้ําในการที่จะป้องกันใน ๔ ชั้นที่ว่านี้แล้ว โรคภัยไข้เจ็บ มันก็จะไม่เกิด และมันจะเป็นการที่ลงทุนเทียบกับที่เราไปจัดบริการที่เป็นรายบุคคลแล้ว มันต่ํากว่ามาก และได้ครอบคลุมกลุ่มคนที่กว้างขวางกว่านะครับ ในส่วนของการดูแลในเรื่องอันนี้นั้น ท่านสมาชิกก็คงจะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลแล้ว มันไม่ใช่อยู่ในวงการสาธารณสุขแล้ว ๔ ชั้นของปัจจัยทางสังคม ๖ ชั้นหรือว่าทั้งหมด มันเป็นเรื่องที่นอกกรอบของ กระทรวงสาธารณสุขแล้ว เพราะฉะนั้นในการที่จะทําอะไรต่อไปนั้นกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นตัวนําหรือเป็นเจ้าของเรื่อง มันคงเป็นเรื่องที่ทําได้ยากแล้ว มันต้องใช้กระบวนการ ในการที่มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพราะทุกภาคส่วนที่อยู่ในปัจจัยทางสังคมเหล่านั้น เป็นทั้งผู้ก่อเหตุและเป็นทั้งผู้ที่ทั้งรับประโยชน์หรือรับผลกระทบทั้งสิ้นเพราะว่าเป็นสมาชิก อยู่ในสังคมเดียวกัน เพราะฉะนั้นในวิธีคิดในเรื่องของการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนด นโยบายสาธารณะทางด้านสุขภาพนั้นจึงสอดคล้องกับในองค์ประกอบในการที่จะ ส่งประโยชน์และส่งโทษของตัวต้นเหตุของการที่จะเกิดสุขภาพดีหรือเกิดโรคภัยไข้เจ็บนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการทํางานต่อไปมันไม่สามารถที่จะมีจุดสั่งการจุดใดจุดหนึ่ง แต่มันต้องการการรวมกลุ่มการนําการคิด คํานี้ถึงได้ผุดขึ้นมาว่ามันจะคู่กันมากับเรื่องที่ว่า ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ มันจะคู่กับการที่การมีส่วนร่วมในการกําหนดและพัฒนานโยบาย สาธารณะ มันก็จะคู่กันไปนะครับ ทีนี้ในเรื่องของในแนวทางที่จะเดินจากประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้เรียนให้ทราบ ทางกลุ่มที่ศึกษาก็ได้นํามาสังเคราะห์ว่าในเส้นทางที่เราจะเดินไปสู่ ตรงจุดนี้นั้น มันมีอยู่ด้วยกัน ๔ กล่อง แนวคิดในการปฏิรูป จะคิดว่าแนวคิด ๔ กล่องก็ได้ อยากจะเริ่มตรงกล่องทางด้านขวาที่เป็นเป้าประสงค์ อยากเริ่มที่ประชาชนครับว่าประชาชน หรือว่าบ้านเมืองนั้นเราต้องการอะไร เราต้องการให้มีพลเมืองที่ตื่นรู้ ที่เราเรียกกันว่า อินฟอร์ม ปอบพูเลชัน (Informed Population) หรืออินฟอร์ม เน็กซ์ ซิติเซน (Informed Next Citizen) เขาตื่นรู้มาเพื่อในการที่จะเข้ามาร่วมดูแลและรับผิดชอบสุขภาพทั้งของตนเองและครอบครัว ไม่ใช่มีแต่เรื่องของการรับรู้สิทธิว่าจะได้อะไร แต่เป็นเรื่องที่จะต้องมีหน้าที่คู่ไปกับสิทธิว่า แล้วเขาจะต้องดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวอย่างไรที่ไม่ให้เจ็บป่วย เพราะว่าทุกการเจ็บป่วยนั้น ก็คือภาระ เนื่องจากระบบการบริการสุขภาพของบ้านเมืองเรา เราใช้ภาษีเป็นฐานในการดูแล เพราะฉะนั้นจะต้องตื่นรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บทําอย่างไรถึงจะไม่เป็น ทําอย่างไรถึงจะเข้าไป มีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย คือการไปป้องกันตั้งแต่ต้นน้ํา และทําอย่างไรในการที่จะ ตัดไฟแต่ต้นลม เจ็บป่วยเล็กน้อยก็ดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งจะไปใช้แพทย์แผนไทยของ พ่อหลวงชาญชัยก็ได้นะครับ ทีนี้ตรงจุดนี้มันก็จะเป็นเรื่องที่ว่า ต้องการอะไร ต้องการ พลเมืองตื่นรู้ ต้องการมีชุมชนน่าอยู่ ต้องการเมืองไทยน่าอยู่และเกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน อันนี้คือความต้องการ ฉะนั้นถ้าเราย้อนจากที่ตรงนี้ว่าถ้าต้องการ ต้องการอะไร ถ้าต้องการอะไรแล้ว มากล่องถัดมา และต้องทําอะไรนะครับ ก็จะมีทิศทางทางยุทธศาสตร์ ๕ ด้านด้วยกันว่า มันมีเส้นทางในการที่จะดําเนินการอย่างนี้ ๕ ด้าน แล้วก็มีองค์ประกอบ ถ้ามันเกี่ยวกับ เรื่องสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคและปัจจัยคุกคามสุขภาพ ในแต่ละองค์ประกอบของกรอบนี้นั้น แต่ละองค์ประกอบนั้นก็จะมียุทธศาสตร์ ๕ ด้านที่คุณจะต้องไปคิด อันนี้คือทําอะไร แล้วก็ทําอย่างไร พอเกิดคําถามผมอยู่ที่หมู่บ้าน ผมอยู่ที่ตําบล ผมไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้และจะทําอย่างไร เสร็จแล้วก็ไปถามต่อว่าถ้าเรารู้แล้วเราจะทํา คนที่มีอํานาจหรือคนที่ดูแลเรื่องนี้อยู่เขาให้เราทําไหม อันนี้คือจะเป็นการย้อนจากว่า ต้องการอะไร ทําอย่างไร แล้วก็คนที่ดูแลรับผิดชอบหรือมีอํานาจในการที่ดูแลเรื่องนี้อยู่นั้น เขาให้ทําไหม ทีนี้ดูเหมือนว่าในทิศทางของบ้านเมืองที่ดําเนินการมาตลอดและเข้มข้นขึ้น ในทุกวันนี้ว่า ส่งสัญญาณว่าให้ทํา แต่การให้ทํานั้นแถมด้วยว่าให้บวกช่วยกันทํา บวกทําให้ดี เพราะฉะนั้น ๓ คํานี้มันก็จะนําไปสู่ในการว่า ถ้าทําอย่างไรเอา ๓ คํานี้ไปด้วยว่าให้ทํานะ ให้ช่วยกันทําแล้วก็ทําให้ดี มันก็จะเกิดการถ่ายลงมา เพราะฉะนั้นในกรอบแนวคิดที่ตรงนี้ เกิดจากการที่มองและย้อนจากตัวเป้าประสงค์ที่ต้องการไปถึงจุดที่ส่งสัญญาณว่า เราจะเดินเครื่องแล้วนะ อันนั้นก็เป็นภาพ ทีนี้ในกล่องที่ ๑ ผมขออนุญาตไปตัวกล่องที่ ๑ ซึ่งกล่องที่ ๑ ก็จะมีแผ่นภาพต่อไปนะ กล่องที่ ๑ จะเป็นกล่องที่เป็นเรื่องของตัวองค์กร แล้วก็บทบาทหน้าที่ที่เห็นอยู่บางทีภาพสีอาจจะไม่ชัดเจน มันก็จะมีองค์กรและบทบาทหน้าที่ ใน ๓ ระดับ ที่มีการเชื่อมโยงแล้วถ่ายระดับระหว่างกัน โดยมีบทบาทหน้าที่ที่จะเชื่อมโยง ระหว่างระดับ ตรงระดับข้างบนนั้นก็คือในระดับประเทศหรือในระดับชาตินั้น ซึ่งในรูปแบบตรงนี้ มันก็จะมีเรื่องของคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งรูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้นก็จะเห็นว่า ยังมีความหลากหลายอยู่ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไรยังไม่ลงตัว เพราะว่าในหลายภารกิจ หรือหลายกรรมาธิการก็จะมีลักษณะกรรมการระดับชาติตรงนี้ แต่ที่น่ายินดีก็คือกรรมาธิการ ชุดที่บริหารราชการก็ได้พูดถึงเรื่องการทํายุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็อาจารย์ยงยุทธ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่าน ก็ได้พูดถึงว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นอาจจะมีการแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ เพราะฉะนั้นตรงกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่แบ่งเป็นกลุ่ม และหลังจากนั้นมันจะแตกออกมาเป็น รายสาขาต่าง ๆ ไหม ถ้าเรามีหลักยึดของประเทศเป็นตัวตั้งเพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหล ผมว่าตรงนี้ก็คงอาจจะต้องไปครอส คัททิง กับตัวกลุ่มทางยุทธศาสตร์ที่กําลังพัฒนากันอยู่ แต่หลักการนะครับเท่าที่ฟังเมื่อวันจันทร์ชัดเจนและเหมือนกัน ก็คือเรื่องของการเน้น กระบวนการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านนั้น ๆ โดยกว้างขวางและทุกระดับที่จะมาสร้าง เพราะมองว่ายุทธศาสตร์แห่งชาตินั้นเป็นกรอบที่เป็น เส้นทางเดิน ในการที่แต่ละส่วนที่กําหนดร่วมกันนั้นต้องผูกพันในการที่จะไปเดินร่วมกัน ซึ่งตรงนี้นั้นในส่วนของทางสุขภาพก็มองว่า เพราะฉะนั้นในระดับของประเทศตรงนั้น ก็จะมีหน้าที่ในเรื่องของการสร้างตัวนโยบายเรื่องของห่วงใย ทุกนโยบายสาธารณะ ห่วงใยสุขภาพ เรื่องของมาตรการทางด้านการเงิน การคลัง โดยเฉพาะงบประมาณในแต่ละระดับ ให้มันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับด้านนั้น เรื่องของการกําหนดมาตรฐาน ที่ควรจะเป็นของตัวระบบทั้งการบริหารจัดการ ทั้งการบริการและเรื่องของการพัฒนา เพื่อที่จะถ่ายระดับลงไปสู่การปฏิบัติ แล้วก็สําคัญที่สุดก็คือการคอยกํากับดูแล และประเมินผล เพื่อนําไปสู่การพัฒนา อันนั้นก็จะเป็นกล่องแรกนี้ก็จะเป็นระดับชาติ
ตรงระดับที่ ๒ ก็คือระดับของตัวพื้นที่ ซึ่งในนัยของการมองตรงส่วนนี้ ก็มองพื้นที่เป็นเขต และ หรือ จังหวัด และตรงนี้ก็มีความสําคัญมากเช่นกันเหมือนกับเป็น จุดข้อต่อ ซึ่งก็ต้องโยงไปชุดกรรมาธิการของการบริหารราชการเหมือนกัน อาจารย์สีลาภรณ์พูด ขออภัยที่ต้องอ้างถึงท่านด้วย ท่านได้พูดว่าจังหวัดเป็นจุดนัดพบ เพราะฉะนั้นตรงจังหวัด เป็นพื้นที่ของการจุดนัดพบเพราะว่าในกระบวนการบริหารงบประมาณที่กําลังออกแบบอยู่นั้น ตรงจุดนี้จะมีการกําหนดงบประมาณจากล่างขึ้นบน แต่ล่างขึ้นบนนั้นจุดนัดพบก็คือที่จังหวัด เพื่อที่จะรวบรวม แล้วก็มาพิจารณาในการที่จะให้มันสอดคล้องกับภาพของตัวจังหวัด หรือที่เขตในการที่จะถ่ายต่อไปที่ตัวส่วนของประเทศ เพราะฉะนั้นตรงจังหวัดก็มองว่า ในบทบาทของที่ตรงนี้จะมีหน้าที่ในการกํากับดูแล มีหน้าที่ในการที่จะเป็นผู้สนับสนุน มีหน้าที่ที่จะช่วยในการที่จะพัฒนา และจุดสําคัญที่สุดที่ท่านประธานกรรมาธิการ อาจารย์พรพันธุ์ ได้พูดเสมอ ก็คือจะต้องเป็นจุดที่บูรณาการในการเชื่อมโยงภารกิจต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็น ข้ามหน่วยงาน หรือในหน่วยงานเดียวกันแต่ต่างระดับ แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือการปรับเกลี่ย ตัวทรัพยากร ซึ่งบางแห่งอาจจะได้มาก บางแห่งอาจจะได้น้อย แต่ตรงจุดนี้ซึ่งอาจจะเป็น ระดับจังหวัดหรือระดับเขตจะปรับเกลี่ยเพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่นั้นได้ใช้และเกิดประโยชน์ อย่างสูงสุด ซึ่งอันนี้เช่นกันนะครับ ก็จะไปสอดคล้องกับทางชุดของกรรมาธิการทางด้าน บริหารราชการที่ได้พูดถึงเรื่องของการใช้งบ การพัฒนางบที่เป็นเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นสทราทิจิก บัดเจทติง ซิสเตม (Strategic Budgeting System) ก็คือเอาจุดที่เป็น กลุ่มภารกิจที่ไปในทิศทางเดียวกันนั้นจะมีการตั้งงบประมาณในลักษณะที่เป็นกลุ่มภารกิจ ที่คล้ายคลึงกัน ถ้ามันเป็นอย่างนั้นตรงจุดข้อต่อนี้ก็จะทําทั้ง ๒ หน้าที่ ก็คือดูทั้งเรื่องมาจากพื้นที่ แล้วก็การเชื่อมโยงบูรณาการภายในของตัวเอง และเชื่อมในหน่วยงานอื่น อันนั้นก็จะเป็น ระดับที่ ๒ ซึ่งตรงจุดนี้ก็มีบทบาทในเรื่องของการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ หรือการกําหนดยุทธศาสตร์ของจังหวัด รวมทั้งเรื่องการบริหารและการดูแลเรื่องงบประมาณ แบบมีส่วนร่วมด้วยนะครับ แล้วก็เรื่องของการกําหนดตัวเคพีไอ (KPI) หรือตัวชี้วัดที่สําคัญ แล้วก็แน่นอนครับจะต้องมีหน้าที่ในการคอยติดตามกํากับ แล้วก็สนับสนุนเพื่อให้ หน่วยปฏิบัติสามารถในการที่จะดําเนินการได้อย่างแท้จริง
ทีนี้ในระดับที่ ๓ ก็จะเป็นระดับปฏิบัติ ซึ่งตรงจุดนี้ก็จะเป็นจุดที่มีความสําคัญมาก แล้วขณะนี้ผมว่าเรื่องหนึ่งที่เราอาจจะต้องให้ความสนใจก็คือเหมือนกับถนนทุกสายลงไปสู่ ตรงชุมชนและท้องถิ่น แต่ในนัยของทางสุขภาพตรงระดับท้องถิ่นอาจจะหมายรวมถึง ระดับอําเภอและตัวตําบลคือตัวท้องถิ่นนะครับ เพราะว่าในระบบบริการที่คุณหมอสุวัฒน์ นําเสนอไปเมื่อเช้านี้นั้นมันเป็นระบบการบริการผสมผสานระดับของพื้นที่ที่ระดับอําเภอ เนื่องจากมันมีความคุ้มค่าในการที่จะจัดระบบในระดับนั้น แล้วสามารถที่จะดูแล แล้วก็เชื่อมโยงทั้งระดับปฐมภูมิขึ้นไปถึงตติยภูมิเลย เพราะฉะนั้นในนัยของระดับ ๓ ของทางสุขภาพนี่ก็หมายรวมถึงการที่อาจจะเป็นอําเภอหรือตรงระดับตําบลได้ เพราะฉะนั้น ทิศทางขณะนี้ทุกอย่างวิ่งไปที่ตําบล พูดถึงเรื่องการกระจายอํานาจ พูดถึงเรื่องการถ่ายโอน ภารกิจ กระผมมีโอกาสในการที่ไปประชุมพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติทั้งท้องถิ่น แล้วก็ในส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มที่ถ่ายโอนให้กับท้องถิ่นแล้วและทั้งที่ยังไม่ได้ถ่ายโอน ก็มีประเด็นที่คิดว่าจะต้องนํามาพิจารณา อาจจะต้องขออนุญาตเสนอท่านประธานว่า ในประเด็นพวกนี้นั้นมันอาจจะเป็นสิ่งที่มันต้องมาครอส คัททิงกันในหลายคณะกรรมาธิการ ซึ่งบางทีทางท่านประธานเองอาจจะต้องเป็นเจ้าภาพในการดูแลเรื่องราวเหล่านี้ ทางท้องถิ่น ประเด็นที่เขาได้ฝากในการที่จะมาเรียนต่อทางท่านคณะกรรมาธิการท่านประธานนะครับว่า ต้องแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนผ่านทิศทางของตัวรัฐธรรมนูญ ตัวยุทธศาสตร์ชาติ หรือตัวนโยบายรัฐบาลในการที่จะเดิน ที่จะถ่ายโอน ที่จะกระจายต้องให้มีความชัดเจน และหากจะทําอย่างนั้นได้คงจะต้องไปทบทวนใน พ.ร.บ. ที่เป็น ๓ กลุ่มนะครับ พ.ร.บ. แรก ก็คือเรื่อง พ.ร.บ. ของท้องถิ่นแต่ละระดับว่ากรอบของบทบาทอํานาจหน้าที่ที่อยู่ใน พ.ร.บ. ณ วันนี้ กับสิ่งที่กําลังจะไหลลงไปสู่ที่ตัวท้องถิ่นนั้นมันไปกันได้ไหม ถึงเวลาที่จะต้องขยายแล้วหรือยัง และการถ่ายโอนภารกิจในลักษณะที่เป็นงานฝากแล้วก็ต้องไปตีความว่าอันนี้มันไม่ได้อยู่ในกรอบ ตาม พ.ร.บ. ที่เป็นท้องถิ่นแต่ละระดับนั้น แล้วก็ถูกท้วงติงจากทางหน่วยตรวจสอบ สตง. เรียกเงินคืนอะไรต่อมิอะไรนี้ ตรงจุดนี้จะเป็นปัญหาที่ทวีความกว้างแล้วก็ความใหญ่ และรุนแรงขึ้น ถ้าไม่ได้มาทบทวนกันว่าในเส้นทางใหม่ที่เรากําลังจะลงไปมากมายนั้น กรอบของบทบาทหน้าที่และอํานาจอะไรต่าง ๆ นั้นมันจะต้องปรับไหม เพราะขณะนี้ มันมีผู้เล่นใหม่ ๆ มันมีกิจกรรมใหม่ ๆ อย่างกระทรวงสาธารณสุขเราก็พบที่ทางคณะของ คุณหมอสุวัฒน์ พวกทีมการจัดบริการผสมผสานแล้วก็มีการไปเยี่ยมบ้าน มีการที่ไปปรับปรุง ตัวบ้านของผู้สูงอายุเพื่อให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของท่านก็ปรากฏว่าถูกท้วง ทางท้องถิ่นก็มาช่วยแต่ก็ถูกท้วงว่าทําไม่ได้เพราะว่าไม่ได้อยู่ในกรอบอํานาจหน้าที่ เรื่องของ การฉีดเรบีส์วัคซีนก็เช่นกัน ก็ถูกท้วงว่ามันไม่ได้อยู่ในบทบาทหน้าที่ที่ต้องทํา และมีเรื่อง อีกเยอะครับที่เป็นปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นมันคงจะต้องมาทบทวนที่ตรงนี้ถ้าเราจะเดินหน้าต่อ ในการที่จะกระจายและถ่ายโอนภารกิจเพื่อไปตอบสนองกับเส้นทางพัฒนา คงไม่ใช่แต่เรื่องสุขภาพ เรื่องเดียวนะครับ มีเรื่องการศึกษา มีเรื่องของการพัฒนาสังคมอะไรอีกตั้งหลายเรื่องนะครับ
พ.ร.บ. ที่ ๒ ก็คือ พ.ร.บ. เกี่ยวกับการกําหนดแผนและขั้นตอนกระจายอํานาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งแผนปฏิบัติการการถ่ายโอนซึ่งก็ผ่านมา ๒ ฉบับแล้ว ขณะนี้ฉบับที่ ๓ ก็ได้ทราบจากทางผู้รับผิดชอบว่าก็ดูเหมือนว่าได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อย แล้วก็กําลังจะเสนอแล้ว มันจะต้องปรับไหมถ้าเกิดมันมีการเปลี่ยนแปลงของรัฐธรรมนูญ และภารกิจที่เราคาดหวังจากการถ่ายระดับลงไปสู่ตัวพื้นที่มากขึ้นและทําให้เขาต้องเป็น ผู้ปฏิบัติมากขึ้น
แล้วก็ พ.ร.บ. ในกลุ่มที่ ๓ ก็คือ พ.ร.บ. เฉพาะด้านอย่างทางกระทรวงสาธารณสุข พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ร.บ. ทางด้านของควบคุมโรคติดต่อ พ.ร.บ. เรื่องบุหรี่ พ.ร.บ. เรื่องสุรา อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น มีการแตะ หรือมีการกระจาย หรือมีการกําหนดให้ท้องถิ่นนั้น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องราวเหล่านี้หรือเปล่า ชัดเจนขนาดไหน อย่างไร ซึ่งอันนี้ก็คงเป็นเรื่องแรก ที่คงจะต้องไปทบทวนกัน โดยเน้นเป้าหมายในการที่ว่ายกระดับและเพิ่มการกระจายอํานาจ และการบริหารงานท้องถิ่นนะครับ
ในประเด็นที่ ๒ ที่ฝากมาก็คือแนวทางการบูรณาการก็อย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้ว ก็คือว่ามีหลายเรื่องเหลือเกินที่จะลงไป ถ้าเราจะลงไปแบบนั้นต้องมีเจ้าภาพในการที่จะมาว่า มีกี่ภารกิจ กี่กระทรวง ทบวง กรม กี่ฟังก์ชัน (Function) ที่เราจะลงไปบูรณาการ และถ้าเราจะไปบูรณาการแบบนั้นจังหวะจะโคนหรือการจับกลุ่มก้อนนั้นควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งอันนี้ก็คงเช่นกันนะครับ คงต้องรบกวนท่านประธานพิจารณาในการที่ว่ามันก็จะต้องมีชุดเฉพาะ ในการที่จะมาพูดเรื่องของการกระจายและถ่ายโอนสู่ท้องถิ่นในลักษณะนี้ จากประเด็นที่ ๑ และประเด็นที่ ๒ มันจะมาสู่ประเด็นที่ ๓ และประเด็นที่ ๔ ก็คือเรื่องของการที่ว่าเรามีแต่ จะเทลงไปให้เขาทํางาน โครงสร้างและศักยภาพต่าง ๆ ของเขานั้นพร้อมหรือยังที่จะ รับการถ่ายโอนและกระจายเช่นนั้น อาจจะต้องมีแผนในการที่จะไปพัฒนายกระดับศักยภาพ ต่าง ๆ ให้ก่อนที่เขาจะรับภารกิจเหล่านี้ไหม หรือว่าทําคู่ขนานกันไป หลักสูตรของ การฝึกอบรมต่าง ๆ คู่มือต่าง ๆ ทําอย่างไรที่ให้มันเป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับทิศทาง ที่เรากําลังจะเดินไป
และในประเด็นที่ ๔ ก็คือเรื่องของการสนับสนุน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ว่า ทางกลุ่มกรรมาธิการทางบริหารราชการอดแตะท่านไม่ได้ ผมได้พบกับทางอาจารย์สีลาภรณ์ ผมบอกว่าอาจารย์ผมสวมรอยอาจารย์ล่ะ เพราะว่าทิศทางของอาจารย์มันไปทางเดียวกัน ฉะนั้นในเรื่องของการสนับสนุน โดยเฉพาะเรื่องของรายได้และงบประมาณ แนวทางในการ จัดเก็บฐานของรายได้ เรื่องของช่องทางของรายได้ รวมทั้งการบริหารจัดการที่ออกมา ในรูปของงบประมาณต่าง ๆ มันต้องสอดคล้องให้เกิดความคล่องตัวในการที่เขาจะ บริหารจัดการกับภารกิจที่เราจะถ่ายโอนลงไปให้กับเขา ฉะนั้นตรงจุดนี้ก็คงเป็นจุดที่เรื่องของ ตรงระดับที่ ๓ ของกลุ่มแรก ทีนี้ในกล่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของกลไกการบริหารจัดการ และการพัฒนาศักยภาพ อันนี้ผมก็คงใช้เวลาไม่มากที่จะบอกว่าตรงที่ว่าตรงนี้ทําอย่างไร ก็คือการที่ขณะนี้เราได้พูดถึงเรื่องทุกนโยบาย พูดถึงเรื่องการบริหารจัดการ พูดถึงเรื่อง การกํากับดูแล พูดถึงเรื่องการพัฒนา ทุกอย่างนั้นเราเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วม อันนี้ก็คงเป็นหัวใจว่าในเรื่องของกระบวนการการมีส่วนร่วมที่ตรงนี้นั้นมันเป็นคําแค่เป็นวาทกรรม หรือมันจะต้องมีกระบวนการที่มันชัดเจนออกมาว่าการมีส่วนร่วมนั้นมันเป็นการส่วนร่วม อย่างแท้จริงหรือเป็นการส่วนร่วมแบบพิธีกรรม ไปนั่งเซ็นชื่อเสร็จก็คือร่วมแล้ว หรือเป็นการร่วมที่ ทั้งร่วมคิด ร่วมบริหารจัดการ ร่วมทํา และร่วมรับผิดชอบ ผมว่า ๒ คําที่เรามีอยู่ก็คือการร่วมคิด และร่วมทํา แต่ร่วมบริหารจัดการและร่วมรับผิดชอบนั้นคงเป็นเรื่องใหม่ที่เราจะทําอย่างไร มันต้องคู่กันไปกับเรื่องของการที่เราจะกระจายอํานาจแล้วก็ถ่ายโอนภารกิจ ถ้าเรามุ่งหวัง ให้มันเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริงนะครับ
ส่วนในเรื่องของทางด้านระบบการเงิน การคลังแบบมีส่วนร่วม ผมคงไม่ไปแตะ อะไรนะครับ เพราะว่ามีรายละเอียดที่ทางท่านสมาชิกก็ได้รับทราบจากทางกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้องแล้ว แล้วก็เรื่องของศักยภาพ เรื่องของศักยภาพชุมชนท้องถิ่น ก็มีศักยภาพ ที่พึงประสงค์ ผมขอแผ่นต่อไปครับ ก็คงไม่ลงรายละเอียดนะครับ ว่ามันก็มีศักยภาพ ที่พึงประสงค์อยู่ ๘ ด้านด้วยกันที่ปรากฏอยู่ในเพาเวอร์พอยท์ เรื่องของการที่จะต้อง ทํานโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักวิชาการเชิงประจักษ์ เรื่องของการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่ชุมชน แล้วก็ปฏิรูปตัวระบบบริการต่าง ๆ ให้มีความสามารถเหล่านั้น การที่จะต้อง มีการพัฒนาศักยภาพแล้วเสริมพลังอํานาจ ส่วนใหญ่เราไปให้น้ําหนักกับการสร้างศักยภาพ ฝึกอบรมให้คู่มืออะไรต่าง ๆ แต่การเสริม พลังอํานาจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ หรือการติดตามกํากับ และประเมินผลเรายังไม่ได้ให้น้ําหนัก หรือยังไม่ได้ให้โอกาสในการที่จะให้ตัวชุมชนได้เข้าไป มีส่วนร่วมตรงนี้อย่างแท้จริง แล้วก็เรื่องของการพัฒนาศักยภาพทางด้านสุขภาพ ทางครอบครัวและชุมชน ซึ่งอันนี้ท่านสมาชิกคุณหมอไพศาลจะเน้นมาก ก็ฝากมาบอกว่า ขอให้เน้นย้ําตรงนี้ด้วยนะครับว่าสิทธิต้องคู่กับหน้าที่ เหมือนถือว่าเป็นหน้าที่ของพลเมือง ในการที่จะต้องตื่นรู้เกี่ยวกับการที่จะดูแลและรับผิดชอบสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และตัวสังคมร่วมกัน แล้วก็เรื่องของพวกกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องของการตลาด เชิงสังคม เรื่องการวิจัย พัฒนาและการจัดการความรู้ แล้วก็เรื่องของการจัดการสิ่งแวดล้อม และภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ตรงจุดนี้จะเป็นจุดที่ค่อนข้างล่อแหลม โดยเฉพาะถ้าขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดลําดับความสําคัญ เพราะเรื่องนี้มันจะเป็นเรื่อง การลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนในระดับตัวครัวเรือน หรือจะเป็นการลงทุนในระดับของ ตัวพื้นที่ ฉะนั้นตรงส่วนนี้ก็คงจะเป็นจุดที่เราต้องการการพัฒนาตัวศักยภาพนะครับ
ในกล่องที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องของว่าจะมีทิศทางของยุทธศาสตร์อย่างไร ซึ่งอันนี้ ก็จะสอดคล้องกับเรื่องของศักยภาพที่พึงประสงค์นะครับ อันนี้จริง ๆ แล้วมันเป็นปฏิญญาบัตร ของออตตาวา ซึ่งเป็นระดับสากลที่ได้พูดถึงว่าตัวทิศทางยุทธศาสตร์ที่สําคัญ ๕ ด้าน ก็คือ
๑. เรื่องการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ได้เรียนไปแล้วนะครับ
๒. การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
๓. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
๔. การพัฒนาศักยภาพด้านสุขภาพของบุคคล ครอบครัวและชุมชน และ
๕. การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ข้อ ๕ ทางคุณหมอสุวัฒน์ได้ลงรายละเอียดไปแล้ว
ในนัยหมายความว่าการส่งเสริมสุขภาพคุณก็ต้องพิจารณา ๕ ยุทธศาสตร์นี้ เรื่องการป้องกันและควบคุมโรค คุณก็ต้องพิจารณากิจกรรมใน ๕ ยุทธศาสตร์นี้ การควบคุม และกําจัดภัยคุกคามสุขภาพ คุณก็ต้องพิจารณากิจกรรมภายใต้ ๕ ยุทธศาสตร์นี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราพัฒนาตัวพื้นที่ให้เขามีความสามารถในการทําอะไร ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะ นําไปสู่ในกล่องที่ ๔ ก็คือเป้าประสงค์ที่กําหนดไว้ ผมขอภาพรวม อันนี้ก็จะเป็นเหมือน ภาพรวมของตัวกล่องที่ ๑ กล่องที่ ๒ และกล่องที่ ๓ ปนอยู่ในนั้นว่า ทางด้านซ้ายของท่านนะครับ ก็จะเป็นตัวโครงสร้างขององค์กรกลไกและระดับกับบทบาทหน้าที่ทางด้านขวา และตรงกลางนั้น เป็นกลไกในการบริหารจัดการหลักที่จะเกิดขึ้น
ภาพสุดท้ายครับ ในตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์เราก็คาดว่า ถ้าเราสามารถปฏิรูป ในแนวนี้นั้น เราก็คาดหวังว่าตัวบ่งชี้ของผลสัมฤทธิ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในเพาเวอร์พอยน์นั้น ผมคงไม่รบกวนเวลาท่านเพิ่มอีก ก็คงจะนําไปสู่เป้าหมายสุดท้ายที่เราต้องการ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ค่ะ ขณะนี้ได้เสร็จสิ้นการนําเสนอของกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ในทุกแอสเปคท์ (Aspect) ของการนําเสนอแล้ว ดิฉันอยากจะขอเรียนสรุปในสไลด์สุดท้ายนะคะว่า เมื่อปฏิรูปแล้วประชาชนและประเทศไทยจะได้อะไร ขอสไลด์อันนี้หน่อยค่ะ อันนี้คือข้อสรุปว่าแน่นอนประชาชนจะมีคุณภาพ เราจะได้ประชาชนที่มีคุณภาพ และประชาชนที่มีคุณภาพจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ทําให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีไปเรื่อย ๆ นําไปสู่ สังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข ระบบการจัดการสุขภาพมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราเน้นประชาชน เป็นศูนย์กลาง ประชาชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เพราะว่ามีความรู้ทางด้านสุขภาพ และการป้องกันโรค สร้างสังคมที่เกื้อกูลและแบ่งปัน อันนี้ก็จะตามมาจากคนที่มีคุณภาพ คนคุณภาพย่อมนําไปสู่สังคมที่ดี ระบบสุขภาพจะมีคุณภาพเพียงพอและยั่งยืนเนื่องจาก มีการจัดการระบบการเงิน การคลัง มีความเท่าเทียมทั่วถึงในการเข้าถึงบริการของประชาชน เพราะเริ่มต้นตั้งแต่ปฏิรูประบบปฐมภูมิเป็นต้นมา แล้วก็ทํามาตรฐานสิทธิขั้นพื้นฐาน ทางด้านสุขภาพให้เท่าเทียมกันหมดสําหรับทุกคนในประเทศไทย แล้วก็มีทิศทางของ การดูแลนโยบายที่ชัดเจนแล้วสามารถจะติดตามผลได้เนื่องจากมีระบบข้อมูลข่าวสาร ที่ทันสมัยและมีคุณภาพ แล้วก็หวังว่าจะต้องตามมาด้วยธรรมาภิบาลและจริยธรรมในระบบ ที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะทําให้ระบบนี้ต่อเนื่องยืนยาวต่อไป ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ จากนี้ก็เป็นช่วงเวลาของท่านสมาชิกที่จะได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ท่านสมาชิกที่ลงชื่อไว้แล้ว ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ๕ ท่านแรกก่อนนะครับ คุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป คุณทิวา การกระสัง พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ คุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ แล้วก็คุณสมเกียรติ ชอบผล เชิญคุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป ครับ
(นายพลเดช ปิ่นประทีป ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ถ้ายังไม่อยู่ขอไป คุณทิวา การกระสัง ก่อนนะครับ
(นายทิวา การกระสัง ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ไม่อยู่นะครับ พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ เชิญครับท่าน
พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดมุกดาหาร ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสาธารณสุขที่ได้มีแนวความคิด เพื่อจะปฏิรูประบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการปฏิรูประบบสุขภาพที่มีพื้นที่เป็นฐาน ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เรื่องนี้ผมมีความตระหนักในเรื่องสุขภาวะของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ในชนบท ส่วนในกรุงเทพมหานครอยู่ในจังหวัดและระดับอําเภอ ผมไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไร เนื่องจากว่าในกรุงเทพมหานคร ในจังหวัด ในอําเภอทุกอําเภอ จะมีโรงพยาบาลทั้งของรัฐและโรงพยาบาลภาคเอกชน มีคลินิกมากมายนะครับ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมาระบบบริการสุขภาพก็คือเป็นการให้บริการ ในโรงพยาบาลระดับจังหวัด ระดับอําเภอ การให้บริการในคลินิกของแพทย์จากโรงพยาบาล ในตัวจังหวัดและตัวอําเภอจะเห็นได้ว่าการบริการสุขภาพให้พี่น้องประชาชนนั้นจะกระจุกตัว อยู่ในกรุงเทพมหานคร อยู่ในจังหวัดและอําเภอเป็นส่วนใหญ่ จะเห็นได้ว่าประชาชน ที่อยู่รอบนอก นอกจังหวัด นอกอําเภอได้รับบริการสุขภาพไม่เท่าเทียมกัน มีความเหลื่อมล้ํา ไม่เป็นธรรมและการตอบสนองของพี่น้องประชาชนไม่ได้ดีเท่าที่ควรเนื่องจากว่าจะต้อง เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าคนที่อยู่ในชุมชนระดับจังหวัดและระดับอําเภอ กระผมจึงขอเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการได้นําไปคิดปรับปรุงก็คือตามที่ประธานกรรมาธิการ บอกว่ากําลังคนและบุคลากร พยาบาลขาดแคลน แพทย์ขาดแคลน จึงเสนออย่างนี้ว่า ให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ๓ กระทรวงได้ร่วมกันบูรณาการ ดังต่อไปนี้
๑. จัดหาทุนทางการศึกษาเพื่อปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขให้แก่นักเรียน ที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ในแต่ละตําบล ก็คือจัดหาทุนให้ไปเรียนแพทย์ตําบลละ ๒ คน จัดหาทุนให้ไปเรียนพยาบาลตําบลละ ๒๐ คน แล้วก็จัดหาทุนให้นักเรียนไปเรียนเภสัชกร ตําบลละ ๒ คน อันนี้ที่กล่าวก็คือหมายความว่าในระยะเวลา ๒๐ ปีข้างหน้าที่จะมีการปฏิรูป ประเทศไทยให้ดีขึ้น อันนี้จากการรับฟังความเห็นของประชาชน ๒ ครั้งที่จังหวัดมุกดาหาร ก็ได้เสนอแนะในเรื่องนี้มาว่าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลไม่มีแพทย์ มีผู้อํานวยการ โรงพยาบาลแต่จบสาธารณสุขศาสตร์ บางทีก็จบพยาบาลศาสตร์ทําหน้าที่เป็นผู้อํานวยการ เพราะฉะนั้นนับตั้งแต่ที่มีการปฏิรูปเป็นต้นไป ก็ควรจะจัดให้มีแพทย์ประจําโรงพยาบาลอย่างน้อย ตําบลละ ๒ คน ให้บริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง ปัจจุบันโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ทํางานตั้งแต่ ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๘.๐๐ นาฬิกา ก็ปิดประตูโรงพยาบาลแล้วเนื่องจาก บุคลากรขาดแคลนอย่างที่ว่า ไม่เพียงพอนะครับ โรงพยาบาลหนึ่งส่งเสริมสุขภาพตําบลจะมี ๕ คน มีผู้อํานวยการ ๑ คน มีพยาบาล ๔ คน เภสัชกรไม่มี และบริการไม่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมแนะนํา ก็คืออยากจะให้นักเรียนในตําบลนั้นที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ได้มีการสอบแข่งขันกันภายในตําบล ไปเรียนแพทย์ทั้ง ๒ คน ไปเรียนพยาบาล ๒๐ คน แล้วก็ไปเรียนเภสัชกร ๒ คน อย่างนี้หลังจากที่เขาเรียนจบแล้วเขาก็จะได้กลับไปทํางาน ในภูมิลําเนาของเขาเอง แม้ว่านอกจากเวลาพักแล้วไปอยู่ที่บ้านก็ยังสามารถที่จะ ไปปรึกษาหารือหรือว่าไปพบแพทย์ประจําโรงพยาบาลนั้นได้ ก็คือคนหนึ่งเป็นผู้อํานวยการ อีกคนหนึ่งก็เป็นรองผู้อํานวยการ ถ้าผู้อํานวยการไปประชุมยังมีรองผู้อํานวยการทําหน้าที่แทน อันนี้ก็อยากจะให้มีการจัดหาทุนให้กับคนชนบทเพื่อบริการระบบสุขภาพตามยุทธศาสตร์ ก็คือให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง จัดแพทย์ จัดพยาบาล จัดเภสัชกรไปให้ประชาชน ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ คุณทิวามาแล้ว เรียนเชิญคุณทิวาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ท่านสมาชิกทุกท่าน ผม ทิวา การกระสัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๙๒ จากจังหวัดบุรีรัมย์ครับ ผมได้ดูรายงานของท่าน แต่ไม่ละเอียดเพราะเยอะมาก ดูแล้วจะเน้นไปในเรื่องของระบบการรักษาพยาบาลกับเรื่องสุขภาพ อยากจะให้ท่านเน้นในเรื่องของระบบการป้องกันให้มากกว่าระบบอื่น กราบเรียนท่านประธานครับ ที่ผมกล่าวอย่างนั้นเนื่องจากว่าผมดูในคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติในหน้าที่ ๓๙ ขออนุญาตอ่านนิดหนึ่งครับ มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กสท. รองประธาน แล้วมีกรรมการนะครับ ดูไปแล้วยังขาดกระทรวงหลักอยู่ ๒ กระทรวงด้วยกัน นั่นคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศ เนื่องจากว่าการที่จะพัฒนาคนเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ป้องกันการเป็นโรค ต้องนําการกีฬา เข้าไป อย่างเช่น ท่านบอกว่าระบบการป้องกันท่านจะให้ อสม. พาคนในชุมชนเต้นตอนเย็น เพื่อป้องกันโรคได้ผลน้อยมาก ได้ผลแต่ได้ผลน้อย การที่จะให้คนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรง ถ้าเราจะปฏิรูปจะต้องปฏิรูปตั้งแต่อยู่ในท้อง เด็กคลอดออกมาควรจะปลูกฝังด้านการกีฬาให้เขา ให้เขาชอบกีฬาประเภทไหน ถ้าเขาชอบแล้วกีฬาจะพัฒนาสุขภาพ พัฒนาร่างกาย สิ่งเหล่านี้ องค์ความรู้ที่จะนําเข้าไปสู่ประชาชนที่ดีที่สุดก็คือคนที่มีความรู้ทางด้านการกีฬา และวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติก็จะต้องมีกระทรวงนี้เข้ามาดูแลด้วย นอกจากนั้น การป้องกันเสริมสร้างสุขภาพพลานามัยของประชาชน ในการสร้างคนนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศสําคัญยิ่ง เนื่องจากว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศจะต้องคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ จะต้องให้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศเข้ามาอยู่ มีความรับผิดชอบในการดูแลด้วย คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติผมฝาก ๒ กระทรวงนี้เข้าไปด้วย เท่าที่ทราบเราเสียเงิน จากการรักษาพยาบาลปีหนึ่งตกไปประมาณสัก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่าที่ผมฟังข่าวมาผิดหรือเปล่าต้องขออภัยนะครับ ถ้าเรามีระบบการป้องกันที่ดี ประชาชนเรา มีสุขภาพที่ดีตั้งแต่เด็ก ขอความกรุณาท่านช่วยฝากไปยังกระทรวงสาธารณสุข หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีระบบการวิจัยและพัฒนาให้ช่วยวิจัยหน่อยได้ไหมว่า ในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยซึ่งมีระบบความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพืช ทั้งสัตว์ว่าสิ่งเหล่านี้ เราจะทานอาหารประเภทไหนที่สามารถจะป้องกันโรคในแต่ละพื้นที่ได้ ก็วิจัยออกมาแล้ว ใช้พืชในแต่ละภูมิภาคนี่ละให้คนกิน เช่น ทานกล้วยบ่อย ๆ ป้องกันโรคอะไรบ้าง พืชผักชนิดไหน ป้องกันโรคอะไร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็สําคัญ อันนี้มีอยู่แล้ว อันนี้ก็อยู่ที่ระบบการวิจัย และพัฒนา ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศต้องรับผิดชอบ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศจะต้องรับผิดชอบอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือทรัพย์สินทางปัญญา พืชหลาย ๆ ชนิดอยู่ในประเทศเราสามารถ ผลิตเป็นยาพื้นบ้านซึ่งมีระบบป้องกันที่ดีได้ ถ้าเรามีการคิดค้นขึ้นมาเป็นยาเพื่อป้องกัน หรือรักษาสุขภาพ แล้วมีการจดทะเบียนเป็นลิขสิทธิ์ของประเทศ เป็นประโยชน์สาธารณะ ประชาชนก็สามารถถึงองค์ความรู้ได้ อีกกระทรวงหนึ่งที่จะต้องรับผิดชอบ กระทรวง ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการสื่อสาร การสื่อสารในที่นี้ผมเห็นกระทรวงสาธารณสุข ประสบความสําเร็จในการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ ต่อต้านการดื่มสุรา ท่านทําได้ไหม ให้เป็นวาระแห่งชาติเลย รณรงค์ให้คนออกกําลังกายหรือเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพ ของตนเอง ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยรักกีฬา เล่นกีฬา และพัฒนาสุขภาพของตนเองสามารถที่จะ ลดงบประมาณอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ท่านเสีย ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อาจจะเหลือแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาทได้
สุดท้ายอยากจะฝากนิดหนึ่งก็คือเนื่องจากอยู่กรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ เขานําข้อมูลมาให้ว่าในปัจจุบันนี้เราใช้ยา เสียเงินจากการซื้อยาปีหนึ่ง ๑๒๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๑๒๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทใช้ยาในประเทศไทยแค่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินแสนกว่าล้านบาท ขอให้ท่านไปคิดและพัฒนาว่าเราสามารถที่จะออกกฎหมายในประเทศได้ไหมว่าโรคอะไร ที่สามารถใช้ยาไทยได้ก็ให้ใช้ยาไทยเพื่อให้มีการพัฒนายาไทย ถ้ามียาไทยแล้วไม่ต้องสั่งยานอก เข้ามา ถ้ายานอกจะเข้ามาก็ให้ตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยเพื่อเราจะได้เทคโนโลยี และนวัตกรรมหรือแนวคิดของบริษัทยาต่าง ๆ ที่จะมาอยู่ในประเทศไทย ฝากนิดหนึ่งว่า ถ้าเมื่อเราจะปฏิรูปแล้วเราทําเพื่อลูกหลานเพื่ออนาคตต่อไปเราต้องเริ่มทํา เราก้าวเดินในวันนี้ดีกว่าเราไม่ก้าวเดินเลยนะครับ ๑๐ ปี ๒๐ ปีเป็นอย่างไรเราเอาทิ้งไปแล้ว เริ่มต้นใหม่ในวันนี้ ขอขอบพระคุณและให้กําลังใจท่านกรรมาธิการทุกท่านและขอขอบคุณ ท่านประธานที่ให้เกินนิดหนึ่ง ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากนะครับ เรียนเชิญคุณทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้แทนจากจังหวัดลําพูนครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ท่านคณะกรรมาธิการการปฏิรูประบบสาธารณสุขที่มีความตั้งใจในการที่จะปฏิรูป ระบบสาธารณสุขของเมืองไทยของเรา เพื่อที่จะต้องการให้ลดความเหลื่อมล้ําในด้าน การบริการสาธารณสุข แล้วก็ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ของชีวิตของพี่น้องคนไทยเรา แต่ว่ากระผมอยากจะฝากในประเด็นต่าง ๆ ที่จะกล่าวตอนนี้เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้นําไป พิจารณาในการปรับปรุงต่อไปก็คือ
ในประการแรก ท่านประธานครับกระผมได้มีโอกาสไปร่วมรับฟัง ความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน ในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ําซึ่งเป็นเป้าหมายของ สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ท่านประธานได้กล่าวไปว่าหลังจากปฏิรูปแล้วเราต้องลดในเรื่องของ ความเหลื่อมล้ําได้นั้น เขาฝากไว้อย่างนี้ท่านประธานครับว่าเหตุใดในการรักษาพยาบาลนั้น ประชาชนทั่วไปเข้ารับการรักษาแล้วมักจะไม่มีที่นอนให้ ห้องพักให้ ต้องไปอยู่ข้างนอกห้อง แต่ข้าราชการเข้าไปแล้วมีห้องให้พัก ทําไมอย่างนี้ อันนี้ก็ฝากไว้ หรือแม้แต่เรื่องยา เมื่อสักครู่ ท่านกรรมาธิการก็ได้กล่าวว่ายาก็ได้รับไม่เหมือนกันเช่นกัน ถ้าเป็นข้าราชการก็ได้รับยานอกบัญชีได้ แต่ประชาชนทั่วไปต้องรับยาตามบัญชี เขาก็ถามว่าแล้วข้าราชการเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ผมก็ตอบว่าเป็นเงินภาษี เขาก็บอกว่าเงินภาษีใครเป็นคนจ่าย ประชาชนไม่ได้จ่ายหรือ ในเมื่อประชาชนเป็นเจ้าของเงินภาษีแล้วประชาชนทําไมได้รับการดูแลน้อยกว่าข้าราชการ อันนี้ฝากท่านกรรมาธิการไปแก้ไข ไปดูให้ด้วยนะครับ
ประการต่อมา เราก็อยากจะเห็นว่าการให้บริการประชาชนได้ทัดเทียมกับ ราชการ เราไม่อยากเห็นว่าราชการต้องมาได้รับการรักษาพยาบาลเท่าเทียมกับประชาชน ที่มันเป็นดีอยู่แล้วก็ควรจะได้ ยกสิ่งที่มันไม่ดีหรือว่ามันด้อยกว่าให้สูงขึ้น อันนี้ประการหนึ่ง ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเรามักจะเห็นว่ามีผู้คน ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย ต้องมาออกโทรทัศน์ถึงได้รับการรักษาพยาบาล เด็กท้องโต เด็กหัวโตมาวิงวอนผ่านรายการ ทางโทรทัศน์ขอรับบริจาคเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล เป็นค่าผ่าตัด ทําไมประชาชนถึงได้รับ การปฏิบัติเช่นนั้น อยากจะให้มันมี เพราะค่าของชีวิต ผมเชื่อว่าทุกคนรักชีวิตเหมือนกัน ไม่ว่ายากดีมีจนนะครับ ทําอย่างไรที่จะไม่ให้มีภาพอย่างนี้ออกทางหน้าสื่อแล้วรัฐหรือบุคคลของรัฐ เข้าไปอุ้มชูนะครับ
ประการต่อมา อยากจะฝากว่านอกจากที่การให้บริการแล้วบุคคลากร ทางการแพทย์ก็มีความจําเป็น ผมเองนั้นเคยอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การสนับสนุน ในเรื่องของเครื่องไม้ เครื่องมือในการรักษาพยาบาล เช่น เครื่องฟอกไต พอยกเอาเครื่องฟอกไต ไปให้โรงพยาบาลชุมชน พอเสร็จแล้วคุณหมอย้ายโรงพยาบาลขาดหมอครับ เครื่องนั้นก็เลยใช้ประโยชน์ไม่ได้ อันนี้อยากจะฝาก แล้วก็ถามว่าทําไมไม่มีหมอ ทางสาธารณสุขบอกว่าหมอยังไม่มีโควตาที่จะไปเรียน ในปีหนึ่ง ๆ นั้นกําหนดโควตาไว้ ต้องรออีก ๒ ปี ท่านทั้งหลายครับ เมื่อ ๒ ปีผ่านล่วงไปเครื่องฟอกไตนั้นอาจจะใช้ไม่ได้แล้ว อันนี้ก็ทําให้การบริการประชาชนขาดความต่อเนื่องได้ ก็ฝากว่าทําอย่างไรที่จะให้คุณหมอ ที่อยู่ในชนบทนั้นมีโอกาสได้ไปอบรมเพิ่มศักยภาพในการดูแลโรคเฉพาะทางเหล่านี้ได้ ขออนุญาตท่านประธานครับว่าเรื่องการดูแลสุขภาพเบื้องต้นในพื้นฐานนั้นเรามี อสม. อยู่ อยากจะว่าท่านทําอย่างไรที่พัฒนาคุณภาพของ อสม. นั้นให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น
อีกประการหนึ่ง เมื่อกี้ท่านกรรมาธิการก็ได้พูดว่าต้องร่วมมือระดับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านทั้งหลายครับที่ผ่านมานั้นทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. นั้นได้ร่วมกันกับ สปสช. ในเรื่องของการตั้งกองทุนฟื้นฟูสุขภาพ ขออนุญาตสั้น ๆ นะครับ แต่ว่ามีข้อกําหนดอย่างนี้ครับว่า เช่น จังหวัดลําพูนของผมนั้นก่อนที่จะมีกองทุนนี้เกิดขึ้น สปสช. ได้ให้เงินไปดําเนินการในเรื่องของการฟื้นฟูสุขภาพ ยกตัวอย่างว่าปีละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พอตั้งกองทุนเหล่านี้มาแล้วเอาการสนับสนุนของท้องถิ่นมาเป็นข้อกําหนด เช่นว่าท้องถิ่น มีเงินอยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทในการที่สนับสนุนกองทุนในปีนั้น สปสช. แทนที่จะเคยให้ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ให้ครับ กลับลดลงเหลือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทําไมเอาหลักอะไรมาคิด อย่างนี้ว่าทําไมในเรื่องการดูแลประชาชนน่าที่จะเอา สปสช. เป็นหลักและท้องถิ่น มาสนับสนุน ไม่ใช่เอาท้องถิ่นมาเป็นหลัก ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าการดูแล สุขภาพประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่จําเป็น เพราะยิ่งสังคมเราจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ การเป็นผู้สูงอายุ ต้องได้รับการดูแลการเอาใจใส่ด้านสุขภาพ จึงจะมีอายุที่ยืนยาวต่อไปได้ ผมขอเป็นกําลังใจให้กับ คณะกรรมาธิการในการที่จะปฏิรูปการสาธารณสุขนี้เพื่อที่จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ในการที่จะให้การบริการที่ทั่วถึงเพียงพอ ยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเป็นธรรม ในสังคมต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญดอกเตอร์สมเกียรติ ชอบผล ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ ชอบผล ผมมี ๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ผมคิดว่าการวิเคราะห์ปัญหาของคณะปฏิรูปชุดนี้ทําได้ชัดเจนกว่า หลาย ๆ ชุดที่ผ่านมาในเรื่องสังคมผู้สูงวัย ปัจจัยคุกคามของโรค ความรุนแรง แล้วก็เรื่องขาดแคลน บุคลากร ปริมาณอะไรที่ท่านพูด แต่ผมเข้าใจว่าระหว่างบรรทัดมันยังมีเนื้อหาสาระ ที่มีอยู่มากกว่านี้ เช่นความรู้และพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน เพราะในอดีตที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่าระบบสาธารณสุขมันมีพัฒนาการ ปรมาจารย์ทางสาธารณสุขสมัยก่อน เช่น จะเป็นคุณหมอเสม หรือใครที่บอกว่าอยากให้ทุกคนเป็นหมอเพื่อจะได้ดูแลรักษาตัวเอง เพราะฉะนั้นในการให้ความรู้และพฤติกรรมเหล่านี้ถึงมีความจําเป็น สมัยอาจารย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ หรือคุณหมอณรงค์ศักดิ์เองเราทํางานค่อนข้างใกล้ชิดกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงสาธารณสุข และพวกสิ่งเหล่านี้มันลงไปสู่เด็กและเยาวชนทําให้ลดภาระอะไรต่าง ๆ ไปได้เยอะ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะเรียนก็คือเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องการเงิน ระบบการเงิน เพื่อสุขภาพที่ท่านได้แสดง ในระบบภาษีผมลองไปศึกษาข้อมูลดูก็พบว่าที่เราเก็บภาษีได้ ของเมืองไทยประมาณ ๒๐.๖ ของจีดีพี แต่ถ้าไปดูเนชันแนล แอคเคาท์ (National Account) ของระบบสุขภาพมันขึ้นไป ๖.๔๘ ในปี ๒๕๕๑ ข้อมูลค่อนข้างเก่ากว่าของท่าน แต่ถ้าถึงปัจจุบันผมไม่แน่ใจ แล้วก็ถ้าสังคมสูงวัยมันมากขึ้นแสดงว่าตัวเลขนี้มันต้องสูงขึ้น แน่นอน เพราะฉะนั้นท่านคิดว่าต้องไปทําอะไรเพื่อให้ตรงนี้มันลดลง แล้วถ้าไปดูตัวเลข ที่ผมเคยคุยกับคุณหมอณรงค์ศักดิ์ที่ท่านให้ผมดูในระบบที่มันอยู่ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ายาจาก ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ลดเหลือ ๒๘.๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ตัวเลขที่มันแสดงอะไรให้เห็นบางอย่างหรือเปล่า ที่ทําให้คุณภาพการบริการมันลดลงหรือไม่นะครับ
สุดท้ายที่อยากเรียนก็คือเรื่องที่คุณหมอสุวัฒน์ได้พูดถึงความก้าวหน้า และตัวอย่างที่ดี ๆ ของหลายพื้นที่ ผมเข้าใจว่าตรงนี้มันต้องสเกลอัพ (Scale up) ให้มันกว้างขวางมากขึ้น อย่างหลายแห่ง เช่น เทศบาลนครนครศรีธรรมราชในสมัยหนึ่ง ก็มีการลงไปดูให้มีเตียงผู้ป่วยที่บ้าน เช่น คนชรา ก็ไม่ต้องไปที่โรงพยาบาล จะมีหมอไปเยี่ยม หรือโทรศัพท์ไปถามอะไรอย่างนี้มันเป็นการทําที่ค่อนข้างทันสมัย แล้วท้ายที่สุดผมเข้าใจว่า เรื่องค่าใช้จ่ายที่มันไม่ปรากฏ เช่น ค่าเดินทางหรืออะไรของคนที่มารักษาพยาบาลในระบบเดิม ที่มันไม่ค่อยจะมีความคล่องตัว พอมันมีระบบที่รัฐบาลเขาพยายามทําเรื่องดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) มันอาจจะทําให้ค่าใช้จ่ายตรงนี้ลดลงได้มาก เช่น การนัดผู้ป่วย ที่จะมาโรงพยาบาลอะไรอย่างนี้ แล้วคนก็จะมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น พวกนี้รวมทั้ง งานวิจัยที่เกี่ยวกับพฤติกรรมซึ่งผมเข้าใจว่าก็มีอยู่หลายเรื่องนะครับ ก็สามารถที่จะมาเป็น ซอฟต์แวร์ (Software) ของระบบโครงสร้างที่ท่านวางไว้ที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว ก็จะทําให้ การขับเคลื่อนระบบปฏิรูปสาธารณสุขมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ดอกเตอร์สมเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามอีก ๕ ท่านนะครับ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ คุณกิตติ โกสินสกุล และคุณอ่อนอุษา ลําเลียงพล นะครับ เรียนเชิญดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน นะครับ
ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๘๕ ขออนุญาตนําเสนอเพียง ๒ ประเด็นเท่านั้นนะครับ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอแสดงความยินดีสําหรับข้อมูลต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้จัดหาให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของความพยายามในการที่จะทําให้ระบบการบริการสุขภาพของเราในอนาคต อันนี้คงจะต้องพูดเรื่องของอนาคตนะครับ ของเราได้มีพัฒนาการทั้งจํานวน ทั้งคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ แต่อย่างไรก็ตามผมขออนุญาตนําเสนอ ๒ ประเด็นสําคัญที่บางครั้งบางคราวนั้น เราอาจจะมองข้ามไปนะครับ
ประเด็นแรกเลยนั้น ก็คือปัญหาที่กําลังจะถ่วงรั้งสังคมของเราในอนาคต ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในกรณีของยุโรป ในกรณีของประเทศญี่ปุ่นเขามองว่าเป็นปัญหาใหญ่ ก็คือเรื่องของแนวโน้มในการลดลงของประชากรไทยของเรา เราคุยกันในเรื่องของ สังคมผู้สูงอายุเป็นจํานวนมากนะครับ เราคุยกันบ่อยในเรื่องนี้ เราคุยกันในเรื่องของ การพัฒนาทางด้านการดูแลสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ เรื่องของคุณภาพการรักษาพยาบาล เรื่องของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ การพัฒนาการสร้างบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล แพทย์ และนักวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามเราอาจจะลืมไปนะครับว่า จํานวนรายรับของเราในอนาคตนั้นจะลดลงอย่างรุนแรง เนื่องจากว่าปัญหาการขาดแคลน บุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาของรายได้ของเราในอนาคตนะครับ วันนี้เรามีการเพิ่มขึ้น ของประชากรของเราต่ําที่สุดในอาเซียนนะครับ ๐.๓๕ ในเอเชียประเทศที่ต่ํากว่าเรา มีประเทศเดียวนะครับ ก็คือประเทศญี่ปุ่น ลบ ๐.๒ นอกนั้นเขาสูงกว่าเราทั้งสิ้นนะครับ ประเทศอินโดนีเซียนั้น สูงกว่าเราถึง ๔ เท่า แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์ซึ่งในอดีตหมาด ๆ นั้น เขามีการเติบโต ของประชากรเท่า ๆ กับเรานะครับ แต่วันนี้เขามีเรื่องของการทดแทนประชากรในเรื่องของ การนําเอาประชากรจากในพื้นที่อื่นเข้าไปในประเทศของเขา ผมคิดว่าในเรื่องนี้นั้นเราคุยกัน น้อยไปหน่อยนะครับ ในเรื่องของการเพิ่มขึ้นของประชากรของเราขณะนี้ในอนาคตผมก็คิดว่า ต่อไปเรื่องที่เราจะพยายามที่จะหากําลังคนเข้ามา เรื่องของการที่จะจัดหารายได้เข้ามา เติมสัดส่วนของงบประมาณที่หายไปนี้นะครับ จะมีความรุนแรงอย่างยิ่ง ประเทศไทยเรา อยู่ในภาวะที่อาจจะเรียกกันว่าไทยแลนด์ พาราดอกซ์ (Thailand Paradox) ก็คือเรายังอยู่ใน ภาวะที่ยากจนแต่ว่ามีประชากรลด ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ อย่างเช่น ในทวีปยุโรป ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประชากรเขาลดนั้น เขาร่ํารวยแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นปัญหานี้จะเป็นปัญหาที่หนักหน่วงอย่างยิ่งสําหรับ กรณีของบ้านเรานะครับ ผมก็อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้พูดถึงในเรื่องของ การเพิ่มประชากรในส่วนนี้ด้วยว่าเราจะทําอย่างไรกันในอนาคต จะจัดหารายได้เรื่องของ การเพิ่มสัดส่วนประชากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความพยายาม ยกตัวอย่างเช่น ที่ประเทศสิงคโปร์ทําในการเพิ่มประชากรของตนเอง เรื่องของประเทศจีนที่พยายามจะทํา ขณะนี้คนไทยถ้าเราออกไปไหนเขามองคนไทยเป็นทรานส์เซ็กซ์ (Trans sex) ก็คือผู้ชายของเรา มีปัญหาในเรื่องของเพศสภาพมากขึ้นนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นปัญหาเรื่องของ การสนับสนุนกิจกรรมอะไรต่าง ๆ ที่จะเกื้อหนุนในเรื่องของการมีเพศสภาพที่ผิดปกติไป บางทีเราคงจะต้องคุยกันในเรื่องนี้ให้มากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดก็คือเรื่องของนิยามใหม่ของคําว่า สุขภาพ เราจะเห็นได้ว่าคําว่า สุขภาพ ในปี ๑๙๔๖ ปี ๑๙๔๘ คําว่า สุขภาพ หมายความว่า ภาวะที่ดี ในเรื่องของกาย ใจ สังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ตั้งแต่ปี ๒๐๐๐ เป็นต้นมานั้น คําว่า สุขภาพ นั้น เปลี่ยนแปลงไปตามนิยามของสหประชาชาติ ดับบลิวเอชโอนั้นเปลี่ยนเรื่องของสุขภาพไป โดยเน้นเรื่องของสปิริชวล เฮลธ์ (Spiritual Health) มากขึ้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของจิตวิญญาณ ทั้งนี้เนื่องจากว่าตลอดระยะเวลาที่ทางองค์การสหประชาชาติ หรือว่าดับบลิวเอชโอ (WHO) ได้ทํางานไป ๒๐-๓๐ ปี โดยตัดเอาเรื่องของจิตวิญญาณไปนั้น ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะพัฒนาเรื่องของสุขภาพได้ดีขึ้นเลยนะครับ ประชากรส่วนใหญ่ มีความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ ขออนุญาตเพิ่มเติมไปนิดหนึ่งนะครับ เมื่อวานเราคุยกัน ในเรื่องของศาสนา เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าเราสามารถที่จะเอาเรื่องของจิตวิญญาณเข้ามา เอาเรื่องของบทบาททางด้านศาสนาเข้ามาในเรื่องของประชากร พระ หรือว่าบุคลากร ที่อยู่ในศาสนาเข้ามาดูแลหรือเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของการทํางานทางด้านสาธารณสุข เรามีวัดอยู่ ๓๖,๐๐๐ วัด เรามีพระอยู่ตั้งเป็นแสนรูป ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ รูปนี้นะครับ บุคลากรอย่างนี้ในเรื่องของการใช้ชุมชนบําบัดก็ดี ศาสนาบําบัดก็ดี การใช้สังคมบําบัดนั้น จะสามารถช่วยในเรื่องของการแก้ปัญหา การขาดแคลนของบุคลากรทางด้านสุขภาพของเราได้ ในส่วนหนึ่งนะครับ ผมก็คิดว่าทั้ง ๒ ส่วนนี้ ในเรื่องของนิยามใหม่ ทางด้านสุขภาพก็ดี ในเรื่องของปัญหาการลดลงของประชากรก็ดีนี้นะครับ ก็อยากจะฝากเป็นการบ้าน ให้ทางท่านกรรมาธิการนําเอาไปใช้ในเรื่องของการคํานวณค่าต่าง ๆ เพื่อที่จะทําให้ ข้อมูลของท่านมีความสมบูรณ์มากขึ้น ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ดอกเตอร์วินัย เชิญดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ หมายเลข ๖๔ ผมคงไม่ต้องชมเชยคณะกรรมาธิการนะครับ เพราะว่าผมเองก็อยู่ในคณะกรรมาธิการนี้ด้วยนะครับ เพียงอยากจะเน้นสัก ๕ เรื่องซึ่งก็เป็นเรื่องที่ นําเสนอโดยท่านประธานและคณะกรรมาธิการแล้วด้วยนะครับ
คือเรื่องแรกผมอยากจะเน้นเรื่องการบริการสุขภาพในระดับเขต ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องสําคัญมากนะครับเพราะว่าจะพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมมันก็ต้องลงถึงชุมชน ระดับเขตนะครับ แต่การที่จะมีการบริการในระดับเขตได้มันจะต้องทําความเข้าใจก่อนว่า เขตบริการสุขภาพจะต้องมีความชัดเจนในกลไก ซึ่งจะต้องเป็นแหล่งประสานงานบริการสุขภาพ สําหรับชุมชนในรูปแบบวัน สต็อป เซอร์วิส (One Stop Service) ต้องเป็นที่ยอมรับ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนของสังคมอันนี้สําคัญมาก ไม่ใช่จะมี เขตหลายเขตประชาชนก็คงจะไม่เข้าใจว่าจะไปที่เขตไหนแน่ ควรจะเป็นวัน สต็อป เซอร์วิส นะครับ
อันที่ ๒ อันนี้ผมอยากจะเน้นว่าการเข้าให้บริการสุขภาพต่อประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนเป็นนโยบายหลัก แต่ในขณะเดียวกันผมว่าต้องเน้นอีกด้านหนึ่งด้วยว่า ประชาชนเองก็ต้องให้ความสําคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานของตนเอง โดยทางเขตบริการสุขภาพก็ต้องให้ข้อมูลด้านสุขภาพหรือที่เรียกว่า เฮลท์ ลิทเทอเรซี (Heath literacy) รวมทั้งคําแนะนํา ฝึกอบรมต่อประชาชน แต่ประชาชนต้องรับผิดชอบ ในการเปลี่ยนพฤติกรรมด้านระวังรักษาสุขภาพให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ว่า ดื่มเหล้าทุกวันแล้วมาขอรักษาเรื่องตับแข็ง
อันที่ ๓ เราต้องเผชิญความจริงเรื่องงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางด้านสุขภาพ รัฐเองก็มีความจําเป็นในการใช้จ่ายด้านอื่นด้วยนะครับ เช่นเรื่องงบประมาณ ด้านการศึกษาซึ่งก็คงเพิ่มค่อนข้างสูงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันต้องมีวิธีการที่จะมาเติมเต็ม งบประมาณด้านสุขภาพอย่างที่ได้มีการเสนอแนะไว้แล้วโดยท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่สามารถรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดและประชาชนทุกคนได้ มันจะต้องมีแนวทางอื่นที่จะมาเพิ่มด้วยนะครับ
อันที่ ๔ ผมอยากจะพูดถึงแนวทางสุขภาพที่เน้นด้านปฐมภูมิในลักษณะของ เหมาครอบครัวแล้วก็การใช้ปัญญาท้องถิ่น เช่นแผนไทย มันเป็นการต่อยอดไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นการต่อยอดจากงานที่ สสส. สํานักงานส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติได้ทําไว้แล้วอย่างมีผลยิ่ง
ส่วนเรื่องสุดท้ายก็แตะกันไว้นิดหนึ่งนะครับ ปัญหาสังคมผู้สูงวัยซึ่งผมเข้าใจว่า จะมีคณะกรรมาธิการนําโดยอาจารย์เจิมศักดิ์คงจะมารายงานโดยละเอียดต่อไปภายหน้า ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ ท่านดอกเตอร์ชิงชัย เชิญรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ต้องขออภัย ท่านประธานพอดีผมเพิ่งทานข้าวมาแล้วไม่ได้ฟังว่าถึงแล้ว เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องสําคัญมาก การรักษาสุขภาพนั้นที่จริงเขากล่าวกันว่าต้องอยู่ที่ตัวเองก่อนก่อนที่จะให้คนอื่นมารักษาเรา เหมือนที่สมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว เพราะฉะนั้นการดูแลตัวเองจึงเป็นเรื่องสําคัญ ร่างกายเราประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ํา ลม ไฟ ถ้า ๔ ส่วนนี้มีความสมดุลทุกอย่างก็จะอยู่ได้ แต่ถ้าหากว่าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่างกายก็จะอ่อนแอ เพราะฉะนั้นทําอย่างไรให้ ๔ ส่วนนี้ มีความสมดุลก็คงจะอยู่ที่การดูแลตัวเองก่อนเป็นเบื้องต้น ดินอยู่ที่ไหน น้ําอยู่ที่ไหน ลมอยู่ที่ไหน ไฟอยู่ที่ไหน ซึ่งทุกคนรู้ว่าอยู่ที่ไหน และอะไรคือดิน อะไรคือน้ํา อะไรคือไฟ เพราะทุกวันนี้ จึงมีการบอกว่าอาหารนั้นคือสิ่งที่จะทําให้ร่างกายแข็งแรงได้ ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงไม่บริโภคเนื้อสัตว์ หันมาบริโภคสิ่งที่เป็นผักสิ่งที่เป็นปลา หรือที่หลายคนจดจําบทว่า กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ําว้า เดินวันละ ๕,๐๐๐ ก้าว แล้วแถมไปอีกว่ากินข้าวซ้อมมือ ทานให้ครบอย่างนี้ร่างกายก็จะดี แล้วก็ครบธาตุ ๔ อย่างไรก็ตามการดูแลร่างกายตัวเองนั้นถือว่าเป็นการดูแลสุขภาพเบื้องต้น แต่เนื่องจาก เชื้อโรคมันมี เมื่อเชื้อโรคมีการที่เชื้อโรคเข้าไปทําลายในส่วนต่าง ๆ อวัยวะต่าง ๆ นั้น ก็เป็นสิ่งที่จะต้องรักษา เพราะฉะนั้นก่อนจะไปโรงพยาบาลต้องดูแลตัวเองก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ โรงพยาบาลได้ตั้งขึ้นมาซึ่งเรียกว่าสาธารณสุขนะครับ ก็จะต้องจัดให้ดี ให้บริการอย่างมีความตั้งใจ จริงใจ ปัญหาของการบริการสุขภาพปัจจุบันนี้อันที่ ๑ ก็คือไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น โรงพยาบาลเอกชนถึงเกิดขึ้นมาจํานวนไม่น้อย และโรงพยาบาลเอกชนส่วนหนึ่งบริการได้ดีครับ ผู้คนจึงนิยมไปโรงพยาบาลเอกชน การบริการนั้นก็คงเริ่มตั้งแต่เรื่องของความพร้อม ของโรงพยาบาล โรงพยาบาลในประเทศไทยหลายแห่งที่ไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่ เครื่องไม้เครื่องมือซึ่งยังขาดอยู่ค่อนข้างมาก ตรงนี้ก็คงจะต้องช่วยกันดูแล และกระจายความพร้อมนี้ไปสู่ที่ที่ยังไม่พร้อม อย่าให้กองอยู่ที่ใดที่หนึ่ง นั่นคือสิ่งหนึ่ง ที่ประจักษ์อยู่ ในเรื่องของการบริการด้านบุคลากรก็มีเสียงบ่นอยู่บ้างนะครับว่า บุคลากรสาธารณสุขของเรานั้นไม่พร้อมที่จะให้บริการ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องบอกว่า พร้อมบริการ แต่ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาที่มีเสียงบ่นอยู่ผมก็ได้ยินอยู่บ่อย แล้วผมก็ประสบด้วยตัวเอง คือรอยยิ้มไม่ค่อยมี หน้าตาเคร่งเครียด จริง ๆ แล้วพอเห็นชุดขาวพวกเราก็มีความสบายใจ สุขใจครับ ผมชอบชุดสีขาว คือชุดแห่งความบริสุทธิ์ แต่มีอยู่ส่วนหนึ่งที่พยาบาลเรายิ้มไม่เป็นนะครับ ท่านประธาน ทําอย่างไรให้พยาบาลเรายิ้มเป็นมากขึ้น ส่วนหนึ่งนะไม่ใช่ส่วนใหญ่ เมื่อคนไข้ไปถึงเห็นพยาบาลไม่ยิ้ม หน้าเครียด คนไข้ก็ใจไม่ดีครับ เพราะฉะนั้นการรักษานั้น คงจะต้องรักษาทั้งจิตใจและร่างกายพร้อมกันไป รักษากายอย่างเดียวไม่พอ เพราะฉะนั้น หมอเมื่อก่อนซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทยจะรักษาทั้ง ๒ ด้านคือรักษากายและรักษาใจ อันนี้คือเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสําคัญต้องให้กําลังใจกันก่อน เพราะฉะนั้นการรักษาใจทําให้ มีกําลังใจและแข็งแรง กายก็จะมีภูมิต้านทานเพิ่ม เรียกว่าสารแห่งภูมิต้านทานมันจะเกิดตามมา นี่คือเรื่องหนึ่งที่สําคัญ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าส่วนหนึ่งส่วนน้อยที่มีอยู่นั้นก็จะต้องมีการพัฒนาบุคลากร เพื่อที่จะให้ไปสู่สิ่งที่ดังกล่าวแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการกระจายความเป็นธรรมในแง่งบประมาณ ของโรงพยาบาล บางแห่งยังน่าสงสารครับ ท่านประธานครับ กว่าจะมีหมอที่มีฝีมือสักคนหนึ่งนี่ก็ยาก เพราะฉะนั้นจึงต้องไปที่โรงพยาบาลที่มีความพร้อม ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าภาคใต้ก็ต้องไป สงขลานครินทร์ท่านประธานครับ ถ้าไม่ไปสงขลานครินทร์แล้วก็ไม่มั่นใจครับ เพราะหมอดี อยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้นี่เองมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จึงพยายามจะขอให้มีโรงพยาบาล แล้วก็สําเร็จแล้ว ได้งบประมาณต้องขอขอบพระคุณรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ว่าจะพรรคไหนก็แล้วแต่ครับ ซึ่งช่วยให้มีงบประมาณตรงนี้กําลังสร้างอยู่ แต่ก็มีปัญหาบางประการในการก่อสร้าง อย่างไรก็ตามคิดว่าคงสู่ความสําเร็จ เพราะฉะนั้นการรักษาร่างกายจึงเป็นเรื่องสําคัญ แต่อย่าลืมภูมิปัญญาไทย แพทย์แผนไทยยังมีคุณค่ามาก หมองูบางท่านรักษาคนหายเป็น ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ คน เช่นหมอสมนึก ชูประสูติ ที่พรหมโลกเป็นต้นครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณกิตติ โกสินสกุล
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายกิตติ โกสินสกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดตราด ท่านประธานที่เคารพครับ จากรายงานของคณะกรรมาธิการการปฏิรูประบบสาธารณสุขในคณะนี้ก็คงไม่ต้องชมกัน ผมอยากจะขอเรียนว่าในหลายส่วนของพี่น้องประชาชนคนไทยนั้นมีความหวังและดีใจมาก ที่ระบบของสาธารณสุขนั้นจะมีโอกาสพัฒนาเปลี่ยนแปลงเหมือนดังที่หลาย ๆ คนหวัง แล้วก็เฝ้าที่จะทุ่มเทเสียเวลากับสิ่งนี้เพื่ออนาคตของคนในชาติ มีคนจํานวนไม่น้อยนะครับ ท่านประธานที่พยายามคิดถึงตลอดเวลาว่าทําอย่างไรถึงจะให้ระบบของสาธารณสุขนั้น ดําเนินการไปโดยที่มีความเป็นธรรมและทั่วถึงในส่วนของพี่น้องประชาชน หลายสิ่งหลายอย่าง เกิดขึ้นในขณะนี้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขว่า วันนี้สิ่งที่คนไทยมีความกังวลและเป็นห่วงที่สุดคือข่าวลือมากมายหรือข่าวที่ออกตาม หน้าหนังสือพิมพ์และสื่อทีวีว่าผู้บริหารในกระทรวงนั้นมีปัญหากันและทะเลาะกัน แล้วท่านจะเอาเวลาที่ไหนไปปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นส่วนที่ท่านต้องรับผิดชอบดูแลพี่น้องประชาชน อันนั้นคือสิ่งที่หลายคนเป็นห่วง
อีกสิ่งหนึ่งที่บอกได้เลยว่ากระผมเองนั้นก็อยากจะถ่ายทอดนิดหนึ่งว่า อยากจะขอร้องให้บรรดาท่านผู้มีอํานาจและผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่าหลงในอํานาจยศ อย่าหลงในประโยชน์ส่วนตัวกันเสียจนเกินไป จนลืมประโยชน์ส่วนใหญ่ของพี่น้องประชาชน ในส่วนที่ผมกังวลมากที่สุดและที่ได้เป็นข่าวในขณะนี้ท่านประธาน เรื่องของคณะกรรมการ สปสช. ที่บอกว่าบางคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาจัดสรร เงินกองทุนเพื่อใช้ในด้านต่าง ๆ และมีกรรมการ สปสช. เป็นประธาน ออกระเบียบที่เกี่ยวกับ การใช้เงิน เพื่อให้สามารถนําเงินกองทุน ๓๐ บาทรักษาทุกโรคไปใช้ได้โดยไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย นําเงินกองทุน ๓๐ บาทรักษาทุกโรคไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง เช่น ในกรณีที่ให้มูลนิธิ ชมรม หรือบุคคลซึ่งมีกรรมการ สปสช. นั้นเป็นผู้นําหรือผู้บริหารตรงนั้น ๆ ในแต่ละปีนะครับท่านประธาน สปสช. จัดซื้อยาเวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ในลักษณะผูกขาดเป็นวงเงินถึง ๖,๐๐๐ ล้านบาท และทราบว่ามีการจ่ายคอมมิชชัน (Commission) คืน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๖๐๐ ล้านบาทด้วย แทนที่เงินที่จ่ายคืนกลับไปที่สวัสดิการของ สปสช. นั้นจะนําเข้าไปทําประโยชน์ใน สปสช. กลับไม่ใช่ กลับหาวิธีการซิกแซกนําเงินตรงนี้ไปใช้จ่ายในขณะที่พยายามดึงคนที่ไม่ใช่แพทย์ เดินทางดูงานต่างประเทศ อันนี้หรือครับที่เป็นเรื่องที่ควรจะทํา หรือว่าไม่สามารถที่จะ ตรวจสอบได้หรือว่าไม่มีกระบวนการการตรวจสอบตรงนี้ หรือมีอย่างอื่นครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ อันนี้ยังไม่รวมนะครับ ถึงเรื่องการที่ใช้วิธีการซิกแซกที่แต่งบัญชี โอนเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทให้กับ ๒๕๐ โรงพยาบาล สุดท้ายแล้วก็บอกว่าตัวเองนั้นมีการใช้เงิน อย่างมีประสิทธิภาพเพราะใช้เงินหมดแล้วก็ได้เงินก้อนใหม่มา พอหลังจากนั้นที่ได้รับ เงินก้อนใหม่มาแล้วก็มีผลในการที่จะไปพิจารณาในส่วนของการที่จะพิจารณาโบนัส ของสํานักงาน มันหมายความว่าอย่างไร ทั้งที่เขาควรจะได้ในส่วนของโบนัสนั้นอย่างเป็นธรรม เขาก็ไม่ได้
ท่านประธานครับ สุดท้ายผมขอนิดเดียว สิ่งที่ผมได้นําเรียน ผมกําลังจะบอกว่า มีการประกันสุขภาพในส่วนของแรงงานต่างด้าว ซึ่งเดิมนั้นกระทรวงสาธารณสุขประกาศ กําหนดเดิมนั้นอยู่ที่ ๑,๑๐๐ บาทในแต่ละคนแต่ละหัวของแรงงาน แต่พอมาตอนหลังขึ้นเป็น ๒,๒๐๐ บาท เหตุที่ผมต้องนําเรียนนี่ก็เนื่องจากว่าเราไม่คิด ได้กําไร ขาดทุนเพื่อหวังกําไร การที่ขึ้นมาเป็น ๒,๒๐๐ บาทนี่ แทนที่จะได้เงินจํานวนมาก ในจํานวนหัวเข้ามามาก ๆ กลับทําให้เหมือนกับผลักคนเหล่านั้นออกไปจากระบบของ ประกันสุขภาพ อันที่จริงแล้วเคยมีหนังสือของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ร้องขอที่จะให้ทางกระทรวงสาธารณสุขนั้นเว้นในเรื่องของการประกันสุขภาพสําหรับ คนงานในเรือที่ออกไปทํางานประมงนอกน่านน้ํา เพราะเหตุที่ว่าเขาไม่มีโอกาสกลับมาใช้เลย อีกส่วนหนึ่งสั้น ๆ ว่าคนที่อยู่ในประเทศไทยที่มาขึ้นทะเบียนตามประกาศของรัฐบาล ได้จ่ายเงิน ๑,๑๐๐ บาท มาตอนหลังเป็น ๒,๒๐๐ บาท ในที่สุดแล้วอยู่กับเราในฐานะที่เป็น ผู้ประกอบการนี่เพียง ๑๐ วันแล้วก็หนีไป พอหนีไปเขาก็ไปอยู่กับนายจ้างใหม่ พอไปอยู่กับ นายจ้างใหม่ก็ไปแจ้งชื่อใหม่ พอแจ้งชื่อใหม่ก็ต้องไปจ่ายประกันสุขภาพเพิ่มเป็นรายใหม่ ต่อไป อยากจะกราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการและต่อไปยังผู้ที่ รับผิดชอบในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขว่าแล้วเงินเหล่านั้นไปไหน เอาเงินเหล่านั้น มาเก็บสะสมไว้เพื่อเอามาเล่นแร่แปรธาตุกันอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นอยากจะขอกราบเรียนว่า อยากจะให้เปิดโอกาสให้มีการเลือกที่จะใช้ในบริการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รัฐได้ไหมครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอ่อนอุษา ลําเลียงพล ครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน อ่อนอุษา ลําเลียงพล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๒๓๙ จุดมุ่งหมายของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูประบบสาธารณสุข ก็คือการปฏิรูปกลไกที่จะทําให้บริการสุขภาพเป็นระบบ ที่มีการให้บริการสุขภาพที่ทั่วถึงเพียงพอและยั่งยืนนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญยิ่งนะคะ ต่อวิสัยทัศน์ประเทศที่มีคนหรือว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดิฉันมั่นใจว่าการปฏิรูประบบสาธารณสุข เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่สําคัญนะคะ ที่จะช่วยให้ลดความเหลื่อมล้ําแล้วก็สร้างความเป็นธรรม ในสังคมไทยของเรา โดยเฉพาะจะนําไปสู่จุดมุ่งหมายที่จะทําให้คนไทยเป็นคนยุคใหม่ ที่สมบูรณ์ทั้งกาย จิต ปัญญา แล้วก็สังคมนะคะ ตามที่พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้บัญญัติความหมายของคําว่า สุขภาพ เอาไว้ แต่ในวันนี้ในบริบทของวันนี้นะคะ ระบบคําว่า สุขภาพมากกว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพนะคะ ตอนนี้ความหมายของสุขภาพนี้ได้รวมไปถึง ปัจจัยทางสังคม ซึ่งก็หมายรวมถึงน้ํา อาหาร อากาศ อารมณ์ แล้วก็อีกหลาย ๆ อ ที่เราพูดกัน ในวันนี้ การออกกําลังกาย และการมีชีวิตที่มีภาวะที่เป็นสุขภาวะนะคะ ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่เรากําลังอยู่ในขณะนี้นะคะ สื่อเป็นปัจจัยที่สําคัญในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวาง แล้วก็หลากหลายด้วยนะคะ ทุกคนในวันนี้ตื่นตัวในเรื่องสุขภาพมาก แล้วก็ได้รับข่าวสาร ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์ (Online) อยากรู้เรื่องอะไร ก็กูเกิล (Google) ค่ะ อยากรู้เรื่องอะไรก็ยูทูบ (YouTube) คนที่มีความรู้ใหม่ ๆ ทางเลือกใหม่ ๆ ที่จะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง การรับประทานอาหารแบบใหม่ การมีแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนโบราณ ซึ่งรวมไปถึงแพทย์แผนไทยด้วย วิธีการบําบัดต่าง ๆ ในเรื่องอาหารเสริม สมุนไพรเป็นที่นิยม เพราะว่าคนอยากแข็งแรงค่ะ ไม่อยากป่วยไข้ ทําให้วันนี้คนแข็งแรงอายุยืน และประเทศไทยก็กําลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุหรือ เอจจิง โซไซตี (Aging Society) ซึ่งต้องการมีการเตรียมตัวรองรับในระบบสาธารณสุขด้วยอย่างเข้มแข็ง จากกรอบ แนวความคิดรวบยอดที่ทางกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขได้ทําการรวบรวมในรายงานนี้ ค่อนข้างสมบูรณ์นะคะ ดิฉันขอชื่นชม แต่ดิฉันตั้งข้อสังเกตว่าในเรื่องของสื่อและเทคโนโลยี สารสนเทศน้อยมาก ดิฉันมีความเชื่ออย่างมากว่าความรู้เรื่องสาธารณสุขหรือสุขภาพ ของประชาชนนั้น สื่อมีบทบาทที่สําคัญจริง ๆ นะคะ ดิฉันเคยทํางานกับ สสส. หรือสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในขณะที่ดิฉันทํางานเป็นเอเจนซี (Agency) โฆษณาในแคมเปญ (Campaign) รณรงค์เรื่อง สุขภาวะในวัยรุ่น และได้เห็นผลลัพธ์จากพลังของการสื่อสารที่มียุทธศาสตร์อย่างมีนัยสําคัญ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านความคิด ด้านทัศคติ และที่สําคัญที่สุดคือพฤติกรรม ของผู้คน ซึ่งเราได้มีผู้อภิปรายมาแล้วนะคะว่า วันนี้เรากําลังเคลื่อนตัวไปในการเสริมสร้าง สุขภาพและมีความเชื่อมากกว่าที่จะไปซ่อมแซมสุขภาพนะคะ ไม่ต้องให้ป่วยเสียก่อน แต่ว่าเราจะต้องสนับสนุนในการเสริมสร้างสุขภาพนะคะ มีคนเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนดิฉันเสนอว่าเราน่าจะมีแคมเปญด้วยซ้ําไปว่าเราเอาอวัยวะของร่างกายออกมาวาง แล้วก็ติดราคาเลยเป็นแคมเปญโฆษณาว่า ถ้าจะต้องซ่อมแซมมันจะเป็นราคาสักกี่ล้านบาท เพราะฉะนั้นเราคงไม่อยากให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น แคมเปญที่ สสส. ทําและประสบความสําเร็จ ทุกคนก็ทราบดี ให้เหล้าเท่ากับแช่ง งดเหล้าเข้าพรรษา เมาไม่ขับ หรือสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งมีการรณรงค์ทั้งในเรื่องของกายและใจ ซึ่งมีผลไปถึงทางสังคมด้วย สสส. เป็นหน่วยราชการ ที่เป็นองค์การสร้างเสริมสุขภาพรูปแบบใหม่ที่กํากับดูแลโดยสํานักนายกรัฐมนตรี มีเงินทุน ปีละประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่ได้มาจากภาษีบาปปีละ ๒ เปอร์เซ็นต์ และมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้คนไทยมีสุขภาวะที่ยั่งยืน สุขภาพดีครบ ๔ มิติที่คุยไปแล้วนะคะ คือ กาย จิต ปัญญา และสังคม สสส. ทํางานในนโยบายทั้งเชิงรุก แล้วก็เชิงนโยบายสร้างสรรค์โอกาส และนวัตกรรม เชิงรุกก็คือการแก้ปัญหาในเรื่องของสุขภาพ เช่น แคมเปญลด ละ เลิก หรือว่าเมาไม่ขับต่าง ๆ แล้วก็มีแคมเปญที่ให้ความรู้ความสามารถ ดิฉันคิดว่า สสส. เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอยู่แล้ว และมีนโยบายในการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเสริมพลังจากภาครัฐ มีบุคลากรโครงสร้างในการทํางาน และมีกองทุนสนับสนุนอย่างเหลือเฟือ คณะกรรมาธิการควรจะพิจารณาในเรื่องของ การทํางานเป็นภาคีต่อไปกับทาง สสส. เพราะว่า สสส. เชื่อมั่นในการกระตุ้นบทบาทของสื่อ มาอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพนะคะ ดิฉันขอสรุปว่าสื่อในฐานะที่มีบทบาทเป็นโรงเรียน ของสังคม ทางคณะกรรมาธิการควรจะพิจารณานํามาบูรณาการในแผนปฏิรูปด้วย เพื่อที่จะให้สื่อช่วยให้ความรู้ในเรื่องสุขภาพ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคภัย ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์นํามาใช้ให้เป็นประโยชน์นะคะ แล้วก็ในเรื่องของสื่อ ที่จะช่วยได้ในเรื่องของเทคโนโลยีก็คือการเก็บข้อมูล ซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็ได้เสนอ ในเรื่องของระบบศูนย์ข้อมูลกลางอยู่แล้ว ดาตาเบส (Database) เป็นข้อมูลที่มีค่ามหาศาลอยู่ ๒ ประเด็น ก็คือ ระบบการจัดเก็บในดาตาเบสสําคัญ แต่ดิฉันคิดว่าการนํามาใช้หรือการที่นํามา ยูทีไลท์ (UT light) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสําคัญมากกว่านะคะ เราสามารถที่จะเอาดาตาเบส มาควอลิไฟ (Qualify) มาทําให้มีคุณภาพเพื่อที่จะส่งข้อมูลข่าวสารถึงประชาชน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีอินไซท์ (Insight) ที่แตกต่างกันไปอย่างมีประสิทธิภาพตามกลุ่มคน และที่สําคัญมากที่สุดก็คือการใช้สื่อเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติและพฤติกรรม ของผู้คน ให้คนไทยกลายเป็นคนไทยยุคใหม่ที่สมบูรณ์ ที่ทางกรรมาธิการชุดนี้เขียนไว้ ในรายงานคือ ๔ H ฮาร์ท เฮด แฮนด์ (Heart Head Hand) แล้วก็เฮลธ์ (Health) ดิฉันมีข้อคิดนิดเดียวก่อนจบ ก็คือดิฉันชอบที่คณะกรรมาธิการพูดเรื่องเอชไอเอพี (HiAP) เฮลธ์ อิน ออล์ โพลีซี (Health in All Policies) ดิฉันก็ขอให้เขาคิดว่าเราน่าจะมีการสื่อสาร แบบบูรณาการในนโยบายสาธารณสุข ก็คือไอซีเอชพี (ICHP) อินทีเกรเทด คอมมูนิเคชัน อิน เฮลธ์ โพลีซี (Integrated Communication in Health Policy) ถ้าเราทําการปฏิรูป สาธารณสุขและไม่สามารถสื่อถึงคนทั้งประเทศได้เราจะไม่ประสบความสําเร็จนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามอีก ๕ ท่านนะครับ พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ คุณหมออําพล จินดาวัฒนะ คุณบัญชา ปรมีศณาภรณ์ คุณสารี อ๋องสมหวัง และคุณชาลี เจริญสุข เชิญ พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ ครับ
(พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ถ้ายังไม่อยู่ หมออําพล จินดาวัฒนะ ครับ คุณบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ครับ เชิญครับ
ผม บัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิก สปช. ๑๒๐ นะครับ ขอกราบเรียนท่านประธานและท่านกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข รวมทั้งสมาชิกของ สปช. นะครับ ผมนั่งฟังตั้งแต่เช้าผมก็เห็นนะครับว่าคุณค่าของ คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขที่ศึกษาให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับด้านสาธารณสุข มีประโยชน์ต่อประชากรไทยและสร้างรายได้ให้กับประเทศชาตินะครับ ผมก็ได้ฟังจาก ท่านสมาชิกหลายกรณี ผมก็อาจจะไม่กล่าวถึงเนื่องจากว่าจะทําให้เสียเวลานะครับ ผมเห็นว่า สิ่งที่กรรมาธิการสมควรที่จะให้ความสําคัญก็คือสินค้ายาสมุนไพรไทยนะครับ เพราะอะไร เพราะว่าสมุนไพรไทยปัจจุบันต่างประเทศให้ความสนใจลงทุนเข้ามาศึกษา ค้นคว้า และพยายามที่จะนําคุณสมบัติของสมุนไพรของประเทศไทยนําไปทํารายได้ให้กับ ต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่หากว่าเราละเลย เนื่องจากว่าสมุนไพรไทย เป็นสมุนไพรถ้าเรียกได้ว่าเป็นคู่บ้านคู่เมือง ดังนั้นสิ่งดี ๆ ของเรา สร้างชื่อเสียงของเรา เราต้องเก็บรักษาไว้และพัฒนาให้มันเกิดความก้าวหน้า เพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลกับประชาชนนะครับ เนื่องจากว่าเราก็ทราบว่าสมุนไพรไทยเป็นยาโบราณที่สามารถรักษาร่างกายให้ประชากร มีอายุยืนยาวนานเมื่อเทียบกับยาต่างประเทศที่ทางรัฐบาลสั่งซื้อมานะครับเป็นเงินจํานวนมาก สิ้นเปลืองงบประมาณมากนะครับ ถ้าเทียบความร้ายแรงในการรับประทานยาต่างประเทศ มีผลข้างเคียงมาก ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่ ดังนั้นผมก็อยากจะให้กระทรวงสาธารณสุข ได้หันมาสนใจคุณสมบัติเกี่ยวกับยาสมุนไพรเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชากร และประชากร จะได้มีความรู้ว่าประเทศเรานี้มีความสําคัญอย่างไร มีของดีของมีค่าอย่างไร ซึ่งปัจจุบัน ผมก็ได้ศึกษามา ขอเรียนท่านประธานว่าเดิมกระทรวงสาธารณสุขมีการจดทะเบียนรับรอง ยาสมุนไพรให้เป็นยาสามัญประจําบ้าน ซึ่งเป็นยาสามัญประจําบ้านมีผลถึงประชากรนะครับ ชาวไทยสามารถนํายาจําหน่ายได้ทั่วถึงทุกตรอก ทุกซอย ทุกบ้าน ที่กันดารก็จําหน่ายได้นะครับ แต่ปรากฏว่าปัจจุบันนี้กระทรวงได้ยกเลิกการจดทะเบียนยาสามัญประจําบ้านนะครับ ซึ่งเมื่อจดทะเบียนยกเลิกเป็นยาสามัญแล้วนี่มันมีผลถึงการจําหน่าย ต้องจําหน่ายโดยเภสัชกร ดังนั้นประกาศดังกล่าวเป็นการทําลายรายได้ให้กับประชากรชาวไทย ซึ่งที่ผ่านมาแล้ว สมุนไพรเราเป็นที่ยอมรับ ผู้ที่ทานจะไม่ได้รับอันตรายเลย และมีมาช้านานแล้ว ผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานนะครับ ฝากท่านกรรมาธิการว่าขอให้ได้โปรดประสาน กระทรวงให้พิจารณาทบทวนการจดทะเบียนเลิกเกี่ยวกับยาสมุนไพรสามัญประจําบ้าน ขอให้กลับมาใช้เหมือนเดิมนะครับขอให้พิจารณา ผมจึงมีข้อสังเกตว่ายาที่สั่งมาจากเมืองนอก ปรากฏว่าน่าเชื่อว่าจะสร้างรายได้ให้กับกลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม งบประมาณในการสั่งซื้อยา จากต่างประเทศถือว่าอยู่ในอันดับการทุจริตต้น ๆ เลยครับในอันดับที่เขาเรียงลําดับไว้ ดังนั้นเงินมหาศาลเป็นแสนล้านบาทก็ยังว่าได้เลยนะครับ ดังนั้นขอให้กระทรวงสาธารณสุข ได้โปรดตรวจสอบรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติมิให้เงินรั่วไหลออกต่างประเทศ โดยไม่มีความจําเป็นนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ผมเห็นหมออําพลเข้ามาแล้วใช่ไหมครับ ข้ามคิวท่านไปแล้ว แต่เอาตอนนี้เลยเชิญครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ ขออภัยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปครับ ต้องกราบเรียน ขอบพระคุณท่านประธาน ขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอเรื่องนี้ เนื่องจากว่า ผมเองนั้นก็ได้มีโอกาสมีประสบการณ์อยู่ในการทํางานในระบบสุขภาพมา ๔๕ ปี ตั้งแต่เป็น นักศึกษาจนถึงวันนี้ก็ต้องขอบคุณมากครับคณะกรรมาธิการที่ได้พัฒนาข้อเสนอนี้ ก็ดูมีความมุ่งมั่นตั้งใจทําเรื่องนี้อย่างดีเป็นการยกระดับการปฏิรูประบบสุขภาพนะครับ คงจะต้องขออนุญาตใช้เวลาในการอภิปราย ๓ วาระปฏิรูป วาระที่ ๒๒ วาระที่ ๒๓ วาระที่ ๒๔ นะครับ เนื่องจากว่าตอนนี้เรามารวมกันเสนอจากการอภิปรายอาจจะมีบางส่วน ที่ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง แต่จะใช้ให้น้อยที่สุดเพื่อจะรบกวนเวลาของสภาให้น้อยที่สุด แต่พยายามจะให้มีประโยชน์สูงสุดนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องการที่ ท่านกรรมาธิการเสนอวันนี้เป็นเรื่องกรอบความคิดรวบยอดซึ่งยังไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก แต่ในกรอบความคิดรวบยอดนั้นก็จําเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเพื่อจะมากําหนดกรอบ ความคิดรวบยอดนั้น ในขณะเดียวกันก็จะพูดถึงประเด็นสําคัญซึ่งท่านประธาน และคณะกรรมาธิการได้กรุณานําเสนอเมื่อเช้านะครับ ผมได้มีโอกาสรับฟังตลอดทุกเรื่อง แล้วก็ได้มีโอกาสอ่านเอกสารนะครับ ต้องเรียนว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ คราวนี้ผมจะขอไป ทีละเรื่องนะครับ ในอะเจนดา (Agenda) ๒๒ ในระเบียบวาระปฏิรูป ๒๒ เรื่องการปฏิรูป ระบบบริการการแพทย์และสาธารณสุข เรื่องนี้คงจะใช้เวลาไม่มากครับ อยู่ในเอกสาร ที่ส่งให้พวกเราได้ไปอ่านแล้วตั้งแต่เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งต้องกราบเรียนท่านประธาน ไปยังท่านคณะกรรมาธิการว่าเอกสารที่ทําเรื่องของการที่มากําหนดกรอบความคิดอันนี้ ทําได้ดีมาก ๆ เลยนะครับ มีการศึกษาประเด็นที่จะศึกษา วิธีการศึกษา รวมทั้งมี คณะอนุกรรมาธิการ มีการรับฟังความเห็น มีการประชุมต่าง ๆ แล้วก็มีข้อสรุป เมื่อสักครู่ ตอนเช้าก็มีผู้แทนคณะกรรมาธิการเสนอไปแล้ว แล้วก็มีกรอบความคิดเรื่องการปฏิรูป ที่มีพื้นที่เป็นฐานประชาชนเป็นศูนย์กลางอยู่ในหน้า ๒๒ ของรายงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แล้วก็ได้เน้นเรื่องการบูรณาการการบริการสุขภาพในพื้นที่ในระดับอําเภอ ซึ่งเป็นจุดที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์ในการเสนอการปฏิรูปครั้งนี้ก็ได้คือเรื่องการเน้นเรื่องการปฏิรูประบบปฐมภูมิ ซึ่งเราทราบดีว่าเรื่องปฏิรูปปฐมภูมินี้เป็นหัวใจสําคัญแล้วก็ประเทศไทยเรายังทําไม่สําเร็จสักทีหนึ่ง ถ้าเราทําสําเร็จจากการปฏิรูปบริการที่เน้นปฐมภูมิครั้งนี้ได้จริงก็เป็นคุณูประโยชน์ กับประชาชนอย่างมากนะครับ เพราะว่าบริการปฐมภูมินั้นจะทําให้เกิด ประสิทธิภาพ และมีคุณภาพในการให้บริการแล้วก็สร้างความเป็นธรรมอย่างสูง ผมเรียนฝากประเด็นเดียว สําหรับระบบนี้ครับท่านประธาน ในระบบนี้ในผังภูมิหน้า ๒๒ ของรายงาน ผมขออนุญาต ยึดรายงานที่ส่งไปให้ก่อนหน้านี้นะครับ เพราะถือว่าอันนั้นคือให้เวลาเราในการทําการบ้าน ส่วนเอกสารในอะเจนดา ๒๔ ที่เพิ่งปรากฏเมื่อเช้านี้เดี๋ยวผมจะขออนุญาตพูดตอนอะเจนดา ๒๔ อีกครั้งหนึ่ง สําหรับในข้อเสนอของอะเจนดา ๒๒ หรือวาระปฏิรูป ๒๒ ผมเสนอเป็นประเด็นเดียว เป็นข้อสังเกต แล้วก็ฝากท่านคณะกรรมาธิการครับว่าการพิจารณาปฏิรูปโดยเน้นระบบสุขภาพ ระดับอําเภออย่างเดียวนี้โดยไม่ได้พูดถึงการเน้นระบบส่งต่อหรือระบบบริการระดับที่เรียกว่า ทุติยภูมิกับตติยภูมิอาจจะทําให้ขาดข้อต่อที่สําคัญและอาจจะทําให้ปฏิรูปบริการปฐมภูมิ สําเร็จได้ยาก เพราะว่าถ้าตรงนี้เราไม่เชื่อมโยงมาถึงการบริการระดับบนแล้วคิดให้ชัดเจนนะครับว่า จะมีโครงข่ายอย่างไรก็จะทําให้ประชาชนนั้นข้ามบริการจากปฐมภูมิไปสู่ระดับตติยภูมิ และทุติยภูมิ ตรงนี้ก็น่าจะต้องคิดให้ถึงตรงนี้ด้วย ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ในสําหรับระเบียบวาระที่ ๒
สําหรับวาระปฏิรูปที่ ๒๓ นี้เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและควบคุมโรคและปัจจัยคุกคามสุขภาพ ซึ่งวันนี้ท่านคณะกรรมาธิการได้เรียงใหม่ ไปพูดตอนท้าย เป็นอันสุดท้ายแต่ก็คือระเบียบวาระที่ ๒๓ ผมคิดว่าทําให้เพื่อนสมาชิก ปวดหัวพอสมควรเพราะว่าระเบียบวาระมันมีวาระที่ ๒๒ วาระที่ ๒๓ และวาระที่ ๒๔ อันนั้นผมจบไปแล้วนะครับ ที่กดเมื่อกี้นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒๓ วันนี้นําเสนอเป็นเรื่องสุดท้าย ผมคิดว่าเป็นความยากลําบาก สําหรับเพื่อนสมาชิกที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงสาธารณสุขครับว่ามันเรียงกันอย่างไรกันแน่ แต่บังเอิญเราได้ดูจากเอกสารที่ท่านส่งก่อนแล้วที่ผมกราบเรียน เรื่องนี้ก็มีการศึกษาวิเคราะห์ไว้ อย่างเป็นระบบอย่างมากนะครับ เมื่อเช้านี้ท่านผู้แทนคณะกรรมาธิการได้เสนอก็เป็นระบบ มีการศึกษาอย่างชัดเจนนะครับ มีการเสนอกรอบความคิดอยู่ในแผนภูมิที่ ๑ หน้า ๓๔ อยู่ในแผนภูมิที่ ๒ หน้า ๓๘ ซึ่งท่านผู้เสนอคืออาจารย์หมอณรงค์ศักดิ์ก็ย้ําชัดเจน เรื่องทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ แล้วก็เรื่องต่าง ๆ นะครับ แล้วก็พูดถึงในกรอบความคิดที่ ๕ ในหน้า ๔๑ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นการศึกษาที่เป็นระบบ ต้องขอชื่นชมนะครับ แล้วก็มีความชัดเจน ก่อนที่จะมาออกเป็นรูปของกรอบความคิดรวบยอด มีเหตุ มีผล ที่มา ที่ไป และในกรอบความคิดที่ ๕ ในหน้า ๔๑ นั้นเป็นกรอบความคิดเรื่องของปฏิรูประบบสร้างเสริม ป้องกันและควบคุม โรคภัยคุกคามสุขภาพโดยชุมชน ผมอยากจะย้ําตรงนี้เพราะมันจะเป็นข้อต่อที่สําคัญ ที่จะไปเชื่อมโยงกับงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมซึ่งเราได้เสนอกรอบความคิด เรื่องชุมชนแล้ว ซึ่งสิ่งที่ท่านเสนอนี้มุ่งความสําเร็จที่ฐานรากของชุมชนคือชุมชนท้องถิ่น สอดคล้องกับข้อเสนอปฏิรูประบบบริการวาระ ๒๒ ที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้นะครับ ที่มุ่งที่ระบบสุขภาพระดับอําเภอและสอดคล้องกับการปฏิรูปเพื่อสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง วาระที่ ๒๘ ซึ่งเสนอไปแล้ว ผมต้องขอเรียนเพื่อจะเชื่อมโยงว่าเดี๋ยวเราจะได้ไปทํางานต่อร่วมกัน เพื่อจะได้มุ่งไปสู่ความสําเร็จ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
มาถึงระเบียบวาระที่ ๒๔ ที่กราบเรียนไว้ว่าจะไม่ใช้เวลาของท่านมากนัก เวลาที่ตั้งข้างหน้าน่าจะเริ่มใหม่นะครับ ระเบียบวาระที่ ๒๔ การปฏิรูปการเงินการคลัง ด้านสุขภาพ เราก็ได้อ่านเอกสารที่ท่านส่งให้ก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ปรากฏอยู่ในเอกสารที่พวกเรา ได้รับทั้งหมด ข้อนี้อยู่ในเอกสารตั้งแต่ เรื่องของการปฏิรูปเรื่องนี้อยู่ในพาร์ท (Part) แรกนะครับ มีการกล่าวถึงอยู่ในรายงานด้านหน้า ซึ่งรายงานด้านหน้ามีอยู่ทั้งหมด ๙ หน้า แล้วตอนท้าย ของรายงานพูดว่าแนวดังนี้จะไปบูรณาการร่วมกันกับกรรมาธิการชุดต่าง ๆ มีชื่อกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคมอยู่ในนี้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาในอะเจนดานี้ เรายังไม่เคยได้มีโอกาสได้ทํางานด้วยกันนะครับ มีการเสนอไว้เรื่องกรอบความคิดในวาระนี้กรรมาธิการท่านได้เสนอ ๒ เรื่องแยกกันเข้ามา คือเรื่องที่เรียกว่า การปฏิรูปการบริหารจัดการด้านสุขภาพและการปฏิรูประบบการเงิน การคลัง ด้านสุขภาพ ตรงนี้เกิดความสับสนในความเข้าใจสักนิดหนึ่งเพราะท่านได้ไปแยกระบบ การเงินการคลังออกเป็น ๒ เรื่องด้วยกัน ซึ่งก็คงเป็นความพยายามที่จะแยกนะครับ ทําให้ผมไม่เข้าใจว่าระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพนี้มันอยู่ภายใต้ระบบด้านการเงินการคลัง ด้านสุขภาพหรือระบบการจัดการระบบสุขภาพทั้งระบบ อันนี้เป็นความสับสนเบื้องต้น ที่อยากจะกราบเรียนเป็นข้อสังเกตในการทํางานขั้นถัดไปนะครับ ทีนี้ในส่วนที่ท่านสรุปไว้ ในรายงานหน้า ๘ ท่านพูดถึงเรื่องการปฏิรูประบบบริหารจัดการ (อภิบาลระบบ) แต่สิ่งที่ อยู่ในเอกสารผนวกแนบท้ายเป็นหนังคนละม้วนครับ ไม่เหมือนกันครับ ถ้าท่านลองอ่านดูแล้ว จะพบว่าไม่เหมือนกันครับ แล้วก็เมื่อเช้าที่ท่านประธานได้นําเสนอไปในที่ประชุม โดยเพาเวอร์พอยท์ชุดใหม่ที่มาวันนี้ก็จะมีความเหมือนด้วยแล้วต่างด้วย ตรงนี้สร้างความสับสน ได้พอสมควรนะครับ ในขณะเดียวกันเรื่องแนวปฏิรูปการเงิน การคลัง ที่ท่านเสนอไว้ในข้อ ๔ หน้า ๙ ก็เช่นเดียวกันมีความสับสนพอสมควร ผมอยากจะกราบเรียนว่าเราก็พยายามจะไปดูว่า ท่านศึกษาสิ่งที่มาใส่ไว้ในกรอบตรงนี้เอามาจากที่ใด พอเราไปดูในรายงานเดิมเราไม่พบว่า มีการศึกษาวิจัยเหมือนกับ ๒ วาระสักครู่นี้นะครับ ๒ วาระสักครู่นี้มีการศึกษาวิจัยชัดเจนและกําหนดข้อเสนอที่เป็นกรอบความคิดรวบยอด แต่อันสุดท้ายไม่ได้มีการเสนอเอกสาร เราไม่มีอ่านครับ มีเอกสารเพียงแค่เรื่องละ ๒ หน้า แล้วก็มีการสรุปรวบยอด มีข้อเสนอไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการระดับชาติ เรื่องเขต เรื่องการจัดสรรเงินทองของกองทุนของเรื่องการเงินการคลังด้านสุขภาพ พอมาเช้าวันนี้ ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการท่านก็ทํางานหนักมากนะครับ ท่านได้เสนอเอกสารเข้ามาอีก ๒ ชิ้น ชิ้นหนึ่งเขียนหัวชัดเจนว่าระเบียบวาระ วาระปฏิรูปที่ ๒๔ เพิ่มเติม อันนี้พอเราพลิกเข้าไปดูข้างใน เป็นเรื่องการปฏิรูประบบข้อมูลสารสนเทศบริการสุขภาพของประเทศ การจัดตั้ง สํานักมาตรฐานชื่อยาว ๆ นี่นะครับ มีตัวย่อด้วย ผมก็ไม่ทราบว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับ กรอบความคิดรวบยอดตรงไหน แต่ท่านได้ไปสรุปอันนี้ไว้เป็นข้อหนึ่งอยู่ในกรอบความคิดรวบยอด แล้วก็ไม่ทราบที่มาที่ไป เป็นการศึกษาแยกเรื่องออกมาเรื่องหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในการวิเคราะห์ มาทั้งระบบ และตอนท้ายของเอกสารนี้มีการเสนอให้เสนอไปยัง ครม. เพื่อจะไปตั้งสํานักนี้ แล้วก็เสนอไป สนช. ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ สับสนครับ ว่าอะไร เรื่องนี้มันเป็นกรอบความคิดรวบยอดตรงไหน แล้วมันมาอยู่ในส่วนของกรอบความคิดรวบยอด อย่างไร ทีนี้มีเอกสารชิ้นหนึ่งที่ได้จากวันนี้ วาระปฏิรูปการเงินการคลังด้านสุขภาพ ผมก็พยายามอ่านและพยายามเข้าใจ พยายามอ่านใจกรรมาธิการ ท่านก็คงต้องการขยายข้อ ๔ ของระเบียบวาระที่ ๒๔ ในเอกสารเดิม ซึ่งไม่มีที่มาที่ไป ท่านก็ได้เขียนเอกสารนี้เข้ามาใหม่ มีทั้งหมด ๑๑ หน้า ตั้งแต่ประเด็นปัญหาหน้าที่ ๑-๘ หน้าที่ ๑๐ ภาคที่พึงประสงค์และกลไก หน้า ๑๑ การลงทุนและการหาเงินเข้าระบบ ไม่เป็นการศึกษาที่เป็นระบบเหมือน ๒ วาระแรก แล้วก็ยังไม่รู้ว่าวิธีการศึกษาเป็นอย่างไร มีการอ้างอิงอะไร และรับฟังความเห็นมากน้อยแค่ไหน แต่ท่านได้ขมวดออกมาเป็นกรอบความคิด ผมจะใช้เวลาท่านประธานอีกนิดเดียว กรอบความคิดที่ท่านเสนอในวันนี้ เราก็เพิ่งเห็นในวันนี้
หมออําพลสรุปเถอะ
ผมยังอยู่ในเวลาไหมครับ
จริง ๆ แล้ว มันเป็นช่องโหว่ของประธาน เราลืมไปว่าพิจารณา ๓ วาระรวด หมอก็เล่น ๑๕ นาทีไปแล้วล่ะ
แต่ยังไม่ถึง ๑๐ นาทีนะครับ ผมอีกนิดเดียว เท่านั้น
ต่ออีกหน่อย สรุปนะครับ
ผมคงต้องขออนุญาตเคลียร์ (Clear) ความเข้าใจครับ ผมตั้งใจแล้วก็วันประชุมกิจการสภาผมได้ถามท่านประธานแล้วว่า ๓ ระเบียบวาระ เวลาเป็นอย่างไร และผมพยายามทําหน้าที่ วาระที่ ๒๒ วาระที่ ๒๓ ผมใช้เวลาสั้นมาก เวลาตรงนี้ ผมยังอยู่ในเวลา แล้วก็ขออนุญาตจะจบแล้ววันนี้ ต้องขอบพระคุณท่านประธาน ที่กรุณาครับ กรอบความคิดรวบยอดวันนี้เป็นรูปวงกลมอยู่ตรงกลางแล้วก็มี ๔ แฉกออกไป ผมเรียนไปแล้ว ๒ ระบบข้างบน ผมมีประเด็นฝากเป็นข้อสังเกตกรรมาธิการเท่านั้นล่ะครับ ว่าเรื่องของวาระที่ ๒๔ นั้นไม่มีที่มาที่ไปของการศึกษาอย่างเป็นระบบ แล้วท่านได้กําหนด บางเรื่องใส่ไว้ในกรอบวาระ ท่านได้เสนอบางเรื่องลอยเข้ามา เราไม่รู้ที่มาที่ไป เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าการเสนอในประเด็นเหล่านี้มาได้อย่างไร สภาปฏิรูปแห่งชาติ เราทํางานเราคงต้องมีมาตรฐานแล้วก็มีการทํางานที่ตอบกับสังคมได้โดยรวมครับ จริง ๆ แล้วผมลําบากใจในการพูดอันนี้ ผมขออนุญาตจบเพียงเท่านี้ เพื่อจะบอกว่ามีคนเตือนว่า วันนี้ควรพูดหรือไม่ ถึงแม้ว่าเป็นความจริง แต่ผมคิดว่าเราทํางานสาธารณะ ความจริง ที่เป็นประโยชน์นั้นเราคงจะต้องพูดครับ ผมเคารพท่านประธาน และเคารพท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นครูบาอาจารย์ด้วยกันทั้งสิ้นนะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ผมขอสรุปสุดท้ายว่าหวานเป็นลม ขมเป็นยาครับ สิ่งที่ผมพูดนั้น อาจจะดูเหมือนว่าไม่ถูกใจไม่ถูกหู แต่ผมขออนุญาตชื่นชมวาระที่ ๒๒ วาระที่ ๒๓ ผมขออนุญาตฝากด้วยความห่วงใยไปในวาระที่ ๒๔ ซึ่งคิดว่าท่านประธานคงจะได้สื่อถึง ท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้รับเพื่อจะได้ไปช่วยกันทํางานต่อไป เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ จริง ๆ แล้วการนําเสนอเป็นการเสนอ ๓ วาระรวด เพราะฉะนั้นเหตุการณ์อภิปรายมันจึงเป็น เป็น ๕ บวก ๕ บวก ๕ นาที เพราะฉะนั้นก็เข้าใจตรงกัน คุณประภาศรีจะขออภิปราย ผมขอให้ท่านใช้สิทธิในฐานะเป็นกรรมาธิการในตอนท้าย เพราะท่านเป็นกรรมาธิการครับ คุณสารี อ๋องสมหวัง เชิญครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน สารี อ๋องสมหวัง ดิฉันขออนุญาตอภิปรายวาระที่ ๒๒ โดยรวมดิฉันคิดว่าดิฉันสนับสนุนการปฏิรูประบบบริการ สาธารณสุขที่นําเสนอ แล้วก็ดิฉันชื่นชม ดิฉันเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากเห็นการที่เราจะมี แพทย์ประจําครอบครัว หลายคนเมื่อเวลามีปัญหาโรคเรื้อรัง เป็นมะเร็ง หรือต้องผ่าตัด ยกตัวอย่างแค่นี้ก็แล้วกันนะคะ หลายคนอยากถามคนที่ไว้ใจ อยากคุยกับคุณหมอที่คิดว่า รู้จักเราดี เพราะฉะนั้นข้อเสนอเรื่องการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขที่จะให้มี แพทย์ประจําครอบครัวดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นข้อเสนอที่เยี่ยมยอดมากนะคะ แล้วก็สนับสนุน แล้วก็อยากเห็นว่าสามารถที่จะทําได้จริง รายงานของการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข โดยภาพรวมดิฉันก็สนับสนุนนะคะ แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ขาดหายไปจากการปฏิรูประบบบริการ สาธารณสุขซึ่งอยู่ในกรอบที่นําเสนอเพาเวอร์พอยท์หนามากในหน้า ๕๔ ก็คือการที่ระบบบริการ สุขภาพที่พึงประสงค์ที่ควรจะได้ความคุ้มครองเมื่อได้รับความเสียหายจากบริการ ซึ่งดิฉันเอง ได้มีโอกาสเรียกว่าร่วมกับท่านประธานกรรมาธิการในการทํางานเรื่องการคุ้มครองผู้เสียหาย จากบริการสาธารณสุขซึ่งดิฉันคิดว่าควรจะเขียนไว้ในรายงานของการปฏิรูประบบบริการ สาธารณสุขที่ชัดเจนผ่านรูปธรรม ๒ เรื่องที่ดิฉันอยากเล่าให้เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปฟัง
เรื่องที่ ๑ ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ดี ๆ ท้องก็โตไปโรงพยาบาล ไปสถานีอนามัย สถานีอนามัยก็คิดว่าตั้งครรภ์ไม่มีชุดทดสอบบอกว่าให้ไปโรงพยาบาล ประวัติของผู้หญิงคนนี้ บอกว่าเขาใช้ยาคุมกําเนิดมา ๕ ปี เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลก็มั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้ไม่น่าจะ ตั้งครรภ์แน่นอน สุดท้ายตรวจด้วยชุดทดสอบก็พบว่าเป็นลบหรือเนกาทีฟ (Negative) โรงพยาบาลนัดมาผ่าตัดเพื่อผ่าเนื้องอก หลังจากผ่าเนื้องอกก็พบว่าผู้หญิงคนนี้ตั้งครรภ์ มีเด็กแฝด ๒ คน ผู้หญิงคนนี้ใช้เวลา ๗ ปี ในการที่จะพิสูจน์ว่าเรื่องของตัวเองที่เกิดขึ้นจาก การผ่าท้องเป็นเรื่องที่ผิดพลาดหรือไม่ผิดพลาด ขั้นตอนแรกร้องเรียนกระทรวงสาธารณสุขว่า การผ่าท้องเป็นสิ่งที่ผิดพลาด กระทรวงสาธารณสุขมีคําสั่งบอกว่าการผ่าท้อง เป็นการวินิจฉัยโรคไม่ได้รักษาเนื้องอกในผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงคนนี้ได้อุทธรณ์กับศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางบอกว่ากระบวนวิธีพิจารณาคดีนี้ชอบแล้ว ผู้หญิงคนนี้ได้อุทธรณ์กับ ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดบอกว่ากรณีนี้เป็นกรณีละเมิดไม่อยู่ในอํานาจศาลปกครอง แล้วก็ถามว่าทําไมไม่พาลูกมาด้วย ผู้หญิงคนนี้บอกว่าลูกไปโรงเรียน ๗ ปีนะคะ ที่คนคนหนึ่ง พยายามที่อยากจะรู้ว่าสิ่งที่ได้ทําการรักษาเขาเป็นเรื่องที่ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราควรจะต้องเดินหน้าก็คือการที่ทําให้มีกลไกช่วยเหลือผู้หญิงคนนี้ แทนที่เขาจะต้องใช้เวลาถึง ๗ ปีในการแก้ปัญหาของตัวเอง แล้วสุดท้ายก็ต้องกลับไปที่ ศาลที่จังหวัดสมุทรสงคราม
กรณีที่ ๒ คุณหมอทํางานหนักมาก ผ่าตัด แต่ว่าเกิดปัญหาคนไข้ตาบอด ที่จังหวัดขอนแก่น ๑๑ ราย เราคงจํากันได้ หลายคนก็บอกว่าน่าจะฟ้องคุณหมอนะคะ แต่ดิฉันเชื่อว่าไม่มีหมอคนไหนในประเทศนี้ที่อยากจะให้คนไข้เสียชีวิตหรืออยากจะให้คนไข้ บาดเจ็บ แต่ความผิดพลาดบกพร่องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ๑๑ รายนี้พบว่าหลังจากที่ไปสอบสวนเกิดขึ้นจาก น้ํายาที่ใช้ในการทําความสะอาดเครื่องมือไม่สะอาดพอ แต่หากเราจะต้องไปฟ้องแพทย์ มันก็ไม่ได้เกิดความเป็นธรรมเลย และที่สําคัญคนไข้ก็ตาบอดซึ่งนี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้น แน่นอน เพราะฉะนั้นคิดว่าระบบบริการสาธารณสุขเราต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีอยู่ และเกิดขึ้นทุกวัน ควรจะต้องมีกลไกนี้ที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากเห็นว่าการปฏิรูป ระบบบริการสาธารณสุขที่มีตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ ควรจะมีเรื่องกลไกการเยียวยา ความเสียหายที่ชัดเจน และขอให้คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขเพิ่มเติมประเด็นนี้ ในรายงานด้วยนะคะ
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันคิดว่าเรื่องการปฏิรูประบบการบริหารจัดการด้านสุขภาพ ซึ่งดิฉันคิดว่าการปฏิรูประบบบริหารจัดการด้านสุขภาพอาจจะทําให้เกิดปัญหา ถ้าเราดูในสไลด์นี้ เช่นเดียวกันว่าเราอยากเห็นความเป็นธรรม มีส่วนร่วมจากทุกส่วน กระจายอํานาจไปสู่ เขตสุขภาพ งบประมาณกระจายโดยตรงสู่เขตสุขภาพ ชุดสิทธิประโยชน์หลักเหมือนกัน ดิฉันอยากเรียนนิดหนึ่งว่างบประมาณปัจจุบันถึงหน่วยบริการจากเดิมที่เราจัดสรร งบประมาณตามขนาดของโรงพยาบาล แล้วเมื่อเรามีระบบหลักประกันสุขภาพทําให้เกิด ความเป็นธรรมหรือขจัดความเหลื่อมล้ําของผู้คนได้ไปมากที่ทําให้งบประมาณ ไปถึงประชาชนโดยตรงในหน่วยบริการ แล้วขณะนี้เรากําลังจะกลับมาจัดสรรงบประมาณ ในระดับเขต ซึ่งนั่นก็จะทําให้หน่วยบริการต่าง ๆ ต้องมากราบผู้อํานวยการเขต หรือก็ต้อง มากราบคนที่มาทําหน้าที่ดูแลในระดับเขต ซึ่งเดิมเป็นแบบนั้นในกระทรวงสาธารณสุข ที่จะได้ให้งบประมาณของตัวเองไปกับหน่วยบริการของตัวเอง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ข้อเสนอนี้นอกจากไม่ขจัดความเหลื่อมล้ําแล้วน่ากังวลนะคะว่าถอยหลังแล้วอาจจะเรียกว่า ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ําจริง สิ่งที่ขาดหายไปเลยจากการวิเคราะห์ของคณะกรรมาธิการก็คือ ความไม่เป็นธรรมของผู้ประกันตน ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรอบการวิเคราะห์เลย ทั้ง ๆ ที่ผู้ประกันตน เรียกว่า จ่ายสตางค์รับผิดชอบเรื่องบริการสุขภาพอยู่กลุ่มเดียว ๑๐ ล้านคน แต่ขณะที่ ระบบอื่นใช้งบประมาณจากรัฐทั้งหมด เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องดําเนินการในสิ่งที่จะขจัดความเหลื่อมล้ําแล้วก็สร้างความเป็นธรรม เพราะฉะนั้น การที่จะมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปสําหรับผู้ประกันตนมีความสําคัญและมีความจําเป็น ในการปฏิรูประบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องการเงินการคลังด้านสุขภาพ ดิฉันขออนุญาตว่า ดิฉันได้รับเรื่องจดหมาย ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นเรื่องที่ยื่นต่อประธานกรรมาธิการ คุ้มครองผู้บริโภคด้วย ก็คือเรื่องคัดค้านรายงานวาระการปฏิรูประบบการเงินการคลัง ด้านสุขภาพ ซึ่งอันนี้ก็นําเรียนท่านประธานด้วยนะคะ ดิฉันขอส่งให้กับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูประบบสาธารณสุข และ
ประเด็นที่ ๓ ที่ดิฉันคิดว่ามีความสําคัญมากก็คือเรื่องของการเงินการคลัง ด้านสุขภาพ ดิฉันคิดว่าเรากังวลมากเกินไปว่าเราใช้เงินมาก ดิฉันอยากให้ตัวเลข ในสหรัฐอเมริกาเราใช้เงินประมาณ ๘,๓๖๒ ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ในประเทศอังกฤษ เราใช้เงินประมาณ ๓,๔๘๐ ดอลลาร์ต่อคนต่อปี เรื่องรักษาพยาบาลหรือเรื่องระบบบริการ สาธารณสุข แต่ขณะที่ประเทศไทยใช้เงินประมาณ ๑๐๐ ดอลลาร์ต่อคนต่อปี แล้วก็น้อยกว่า ร้อยละ ๔ ของจีดีพี เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าหลักฐานที่กรรมาธิการแต่ว่าอาจจะมีเพิ่ม ในตอนหลังที่กังวลเรื่องงบประมาณ ดิฉันคิดว่าก็อาจจะไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ แล้วก็ไม่ได้ชี้ว่า ที่เพิ่มเป็นเพราะเพิ่มในส่วนเงินเดือน เพราะว่าเงินเดือนเพิ่มทุกปีร้อยละ ๑๐ ซึ่งทั้ง ๓ ระบบสุขภาพ ก็ทําให้ไม่เห็นข้อมูลที่ชัดเจน
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันอยากชี้ว่าเรามีค่าใช้จ่ายด้านยาที่มาก คนไทยใช้ยา ประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐซื้อยาต้นแบบแพงกว่า โรงพยาบาลอื่น ๆ ถึง ๓.๓ เท่า แล้วก็ซื้อยาสามัญแพง ๑.๔๖ เท่า เพราะฉะนั้นสัดส่วนที่พูดถึง ในเรื่องเหล่านี้ต้องไปถึงต้นตอจริง ๆ ของปัญหา แล้วดิฉันคิดว่าสิ่งที่กรรมาธิการ ไม่ได้วิเคราะห์เลยก็คือ ปัญหาที่อาจจะเกิดจากนโยบายที่เราคิด อย่างเช่น ศูนย์กลางการแพทย์ ของนานาชาติต่าง ๆ ที่จะมีการดําเนินการซึ่งอาจจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ
ประเด็นสุดท้าย ดิฉันคิดว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสนอเรื่องเนชันแนล เฮลธ์ โพลีซี บอร์ด ดูเหมือนไม่เห็นว่าปัจจุบันเรามีอะไรอยู่บ้าง แล้วดิฉันคิดว่าจากการที่พยายาม จะทดลองให้เงินไปถึงเขตทําให้อย่างน้อยหลายเขตได้เงินน้อยลง ดิฉันยกตัวอย่างเขต ๑ เขต ๒ เขต ๑ เงินจะลดลงไปประมาณ ๖๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าจัดสรรในระดับเขต หรือเขต ๒ ซึ่งเรามีโรงพยาบาลอุ้มผางที่มีปัญหา เงินหายไปประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าการที่เราจะมีหน่วยใหม่ไม่มีส่วนร่วม ดิฉันคิดว่าระบบสุขภาพไปไกลมากกว่า ระบบอื่น ๆ แม้กระทั่งการศึกษาก็ยังจะมาใช้ระบบหัวประชากรต่อนักศึกษาเช่นเดียวกับ ระบบสาธารณสุข เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าความก้าวหน้าของระบบสาธารณสุขแล้วก็การมีส่วนร่วม ของประชาชนต่อระบบสาธารณสุขมีมาก การกระจายอํานาจกับท้องถิ่นมีมาก ทุกวันนี้ ท้องถิ่นได้เงินประมาณ ๔๕ บาทต่อหัวต่อคนของประชากรในท้องถิ่นของตัวเองโดยที่ท้องถิ่น สมทบ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ามันไปไกลเกินกว่าที่เราจะกลับมาตั้งคณะกรรมการ ระดับกระทรวงแล้วไม่มีส่วนร่วมของใครเลย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าอยากให้ทบทวน ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปที่สําคัญ ๆ แล้วดิฉันคิดว่าเราไม่น่าจะกังวลกันมาก เพราะดิฉันคิดว่า ถ้ารัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ทําเรื่องที่สําคัญมาก คือเรื่องการศึกษาและการสาธารณสุข เราจะมีรัฐบาลไปทําอะไร ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณชาลี เจริญสุข ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม นายชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ต้องขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ต้องบอกว่าทํารายงานได้ละเอียด ผมก็คงจะต้องขออภิปรายใน ๒ วาระเท่านั้นเอง แต่คงใช้เวลาไม่มากนะครับ
วาระแรกก็คือเห็นด้วยในเรื่องของการที่เราจะป้องกันก่อนที่จะเป็นโรค ฉะนั้นก็คงสนับสนุนว่าในสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราบุคคลภายนอกอาจจะไม่ทราบว่า เราปฏิรูปแล้วเรื่องสุขภาพ คือในห้องอาหารของเรามีอาหารเพื่อสุขภาพก็คืออาหารมังสวิรัติ ทุกมื้อ แล้วผมก็เองเป็นแฟนคลับกับหลาย ๆ ท่านที่อยู่บนเรด เทเบิล (Red table) ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข เห็นหน้าเห็นตาก็จะเป็นขาประจํา นี่คือก้าวแรกครับว่าถ้าเราต้องการที่จะไม่เป็นโรค เราก็ต้องคํานึงถึงสุขภาพ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ต้องบอกว่าเป็นผู้ที่ละเอียด เป็นผู้นํา ฉะนั้นผมจะต้องเรียนท่านผู้มีเกียรติและเพื่อนสมาชิกว่า ต้องมาช่วยกันรับประทานอาหารในห้องอาหาร และที่สําคัญผมเองเป็นต้นแบบที่เคยประสบปัญหา เรื่องสุขภาพมาแล้ว ก็คือก่อนนั้นบริโภคเนื้อเยอะมาก ไปตลาดต้องซื้อเนื้อก่อนไม่ซื้อผักเลย ปรากฏว่าไปตรวจสุขภาพทางจังหวัดจัด ก็ไปตรวจเลือดปรากฏว่ามีอาการของค่อนข้างเสี่ยงที่จะเป็นโรค ก็หมายความว่ามีสารพิษ อยู่ในอาหาร ผมก็ปรับใหม่ทานเจเสร็จก็มาทานมังสวิรัติ ไปตรวจอีกครั้งปรากฏว่าปลอดภัย ตัวผมเองเป็นเครื่องยืนยันว่าถ้าเราไม่อยากที่จะป่วย ไม่อยากที่จะให้ทางภาครัฐเป็นภาระ ในเรื่องของการรักษาพยาบาลต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน จะปฏิรูปใคร จะปฏิรูปอะไร ต้องปฏิรูปตัวเราก่อน ผมยังห่วงสังคมวันนี้ครับ สังคมของเราท่านลองไปตลาดและในระดับจังหวัด หลาย ๆ จังหวัด อาชีพที่เกิดขึ้นมาที่เป็นเอสเอ็มอี (SME) ปรากฏว่าอาชีพที่ง่ายที่สุด คืออะไรรู้ไหมครับ ขายพวกเนื้อ ก็หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นสเต็กเนื้อ หรือหมูปิ้ง หมูย่าง ซึ่งเป็นอาชีพที่ทํารายได้ดีมากเลย ปรากฏว่าคนไทยไม่ทานผักกันแล้วครับ คือการที่ เราจะบริโภคอะไรนําอะไรเข้าปากลงไป ผมว่า ณ วันที่เราทานหรือประชาชนในประเทศเรา ที่เขามีความเป็นอยู่ เขาไม่ได้คิดหรอกครับว่าสิ่งที่เขารับประทานเข้าไปคือสะสมแล้ว นั่นคือโรคภัยไข้เจ็บ ตรงนี้เป็นโจทย์หนักนะครับ ผมว่านอกจากการรณรงค์ที่ผ่านมาแล้ว ของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นของ สสส. เอง หรือ สปสช. ที่กําลังจะเสริมสร้างให้ ประชาชนรักษาสุขภาพก่อนที่จะป่วย ผมว่าต้องรณรงค์เรื่องของการที่จะไปครอส คัททิง กับกระทรวงที่เกี่ยวข้องไหม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการก็เกี่ยว เพราะว่า การให้ความรู้เรื่องของโภชนาการนี้สําคัญมาก ไม่ใช่ผักครึ่งหนึ่งหรือเนื้อครึ่งหนึ่งนะครับ ผมว่าสังคมทุกวันนี้เราควรบริโภคผักสัก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เนื้อสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือถ้าเรา ขึ้นไประดับที่ทานมังสวิรัติได้ก็คือยังทานไข่ได้ มันก็ไม่ได้ทําให้สุขภาพเราเสียหรือว่า ไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญที่ผมตั้งใจที่จะขึ้นมาพูด และอีกเรื่องซึ่งมีเวลาเหลือ อีกนิดหน่อย เพราะว่าผมคงใช้เวลาไม่มาก
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของจังหวัดฉะเชิงเทราล่าสุดวันที่ ๒ มีนาคม มีข่าวออกไปใหญ่โตมากครับ เรื่องชาวกัมพูชามาขายของในตลาดนัดแล้วป่วยเป็นโรคกาฬหลังแอ่น และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลพุทธโสธร ผมเองครั้งแรกตกใจมาก ตกใจคิดไปถึงอะไรรู้ไหมครับ คิดถึงว่าโรคนี้เป็นโรคติดต่อใช่ไหม เป็นโรคร้ายแรงใช่ไหม แล้วลูกเราไปโรงเรียน จะเป็นโรคกาฬหลังแอ่นไหมเพราะไปเจอเพื่อนเยอะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นบ้าง ปรากฏว่า ก็มีการให้ข่าวกันอย่างมากมาย ดังมากช่วงนั้น ผมเองก็ไปตลาดก็ปรากฏว่าแม่ค้าในตลาด บ่นทันทีบอกว่ารู้ไหมตลาดเราจะร้างแล้ว เพราะข่าวออกไปว่ามีโรคกาฬหลังแอ่นมาจาก จังหวัดฉะเชิงเทราตลาดไม่มีคนเลยครับ กลัวติดโรคครับ ตรงนี้ล่ะครับเป็นประเด็นซึ่งผมจะ เรียนต่อไปว่าอยากให้ไปแตะเรื่องของการที่จะดูแลในเรื่องของไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างชาติ ที่เข้ามาแล้ว กลไกในการป้องกันวันนี้ต้องบอกว่ากระบวนการนี้พูดง่าย ๆ ว่ายังไม่เข้มข้นพอ อย่างเช่น การที่เรามีแรงงานต่างชาติเข้ามาเออีซี (AEC) ก็จะหลั่งไหลเข้ามาในสิ้นปีนี้ จะต้องแยกโรงพยาบาลหรือไม่ แยกกับผู้ที่รักษาเดิมเพราะมันก็แน่นอยู่แล้ว เหมือนเมื่อสักครู่ ที่ท่านสมาชิกทรงชัย วงศ์สุวรรณ ได้พูด สปช. ของเราบอกว่าต่างจังหวัดเป็นเหมือนกัน เตียงเต็มไม่มีที่นอน เป็นเหมือนกันหมดเลยครับ แล้วต่างชาติเข้ามาแล้วเราจะทําอย่างไร โรคติดต่อที่มันมากับแรงงานเหล่านี้ สมมุติว่าเป็นเรื่องทางด้านจิตใจแล้วก็เป็นเรื่องของความมั่นคง ฉะนั้นเรื่องนี้อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการของเราทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสาธารณสุข ได้คิดถึงแล้วก็วางแผนว่าเราจะทํากฎหมายอะไรเกี่ยวกับเออีซี มันจะต้องกลับไปถึงอะไร รู้ไหมครับ มันต้องกลับไปถึงโครงสร้างเดิม หมายความว่าเด็กที่เกิดมาต้องทําวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคภัยที่เป็นโรคร้ายแรง ทีนี้พอคนงานเข้ามาถามว่า แล้วเราสามารถย้อนกลับข้อมูลไปได้ไหมว่าคนที่มาทํางานเขาได้ทําวัคซีนไหม อย่างเช่น คนที่อยู่ตามเขา ที่เขาไม่ได้มีบัตรประชาชน ซึ่งก็ยังเป็นปัญหาการรับรองสิทธิที่มาทํางานอยู่ในเมืองไทยว่าเขาได้ทําวัคซีนไหม ปรากฏว่า ถ้าเราย้อนกลับไปผมมั่นใจว่าถ้าอยู่ตามดอยตามเขาที่เขาเข้ามาทํางาน ไม่ได้ทําวัคซีน แล้วนั่นละครับคือเขาจะเป็นพาหะนําโรคมาให้กับคนไทย และโจทย์ต่อไปก็คือเราจะแยกอย่างไร ให้เขารักษาแยกกับผู้ป่วยคนไทยกับคนต่างชาติหรือไม่ อย่างไร อันนี้ฝากเป็น ๒ ประเด็นนะครับ ผมว่าผมเกินเวลาเท่านี้เพราะว่าถ้าอภิปราย ๓ วาระเดี๋ยวจะยาวครับ ขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ทําเรื่องดี ๆ และฝากทิ้งท้ายว่าอาหารคือสิ่งสําคัญ ของร่างกายของเราก็คือเป็นหลัก การออกกําลังกายก็เหมือนกันทําอย่างไรให้การออกกําลังกาย คือกีฬาหลักของตัวเองของร่างกายคือทานอาหารเสร็จต้องออกกําลังกายเป็นหลักคู่กันไป ไม่ใช่การออกกําลังกายคืองานอดิเรก ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ขอเอ่ยนามอีก ๕ ท่านนะครับ คุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง คุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ และคุณจิรวัฒน์ เวียงด้าน เชิญคุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ครับ
(นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ไม่อยู่ในห้องประชุม)
ไม่อยู่นะครับ คุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่จริงผมคิดว่าคงเป็นข้อเสนอบางอันที่ผมคิดว่ากรรมาธิการได้ทําแล้ว แต่ว่ามีบางเรื่องเมื่ออ่านแล้วอาจจะมีเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสุขภาพ
อันแรก ผมคิดว่าเรื่องที่คุณสารีได้พูดไปเรื่องของการประกันการบริการ ทางสุขภาพ ที่จริงผมคิดว่าในรายงานนี้อาจจะไม่กล้าที่จะพูดถึงมากนักเพราะเหมือนกับว่า ตอนนี้มีความขัดแย้งกันอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าสมควรที่จะมีการเอาเรื่องนี้มากล่าวด้วยก็คือ เรื่องของเมื่อได้รับการบริการสุขภาพและเกิดความเสียหาย การจะไปเรียกร้องกับใคร แล้วก็มีมาตรการในการศึกษาเพื่อที่จะดูว่าเมื่อได้รับการบริการทางสุขภาพแล้ว มันมีมาตรการในการที่จะไปลดกระบวนการอย่างนี้ที่จะไม่ให้เกิดซ้ําขึ้นอีก แล้วก็เพื่อที่จะ เรียนรู้ด้วย สาธารณะก็จะได้เรียนรู้ด้วย ในวงการที่เกี่ยวข้องเรื่องสุขภาพก็จะได้รู้ด้วย อันนี้เพื่อลดช่องว่างนะครับ ฉะนั้นผมคิดว่ารายงานนี้อาจจะไม่ได้กล่าวถึงมากนัก แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมคิดว่าอยากจะเสนอแนะกรรมาธิการว่าน่าจะเพิ่มในส่วนนี้เข้าไป
ส่วนที่ ๒ ผมคิดว่าในรายงานอาจจะมองเรื่องปัญหาว่ามีประชาชนบางกลุ่ม อาจจะไม่เข้าถึงในการรักษาและมุมมองที่ดีที่สุดข้อเสนอนี้ก็คือว่าจะต้องหาแนวทาง แก้ไขปัญหานี้ให้ชัดเจนมากขึ้นว่ามีชนกลุ่มใดบ้างที่อาจจะไม่เข้าถึง ผมยกตัวอย่างเช่น วันนี้ประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่มีบางกลุ่มที่อาจจะไม่มีบัตรประชาชน แล้ววันนี้ยังทําบัตรประชาชนไม่ได้ ผมมีคําถามว่าคนกลุ่มนี้เขาจะเข้ามาอยู่ในกลุ่มของ ที่กล่าวถึงนี้ได้อย่างไร อย่างไรก็แล้วแต่การอพยพแรงงานหรือการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามา ก็สามารถที่จะเข้ามาสู่ระบบการบริการทางสุขภาพได้ แต่คนกลุ่มนี้วันนี้สิทธิในการที่เป็นคนไทย ก็หายไป แต่ถามว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาก็อยู่บนแผ่นดินไทยนี่ละครับ แล้วก็การเข้าถึงบริการ ทางสุขภาพอันนี้ผมว่าก็ต้องมีความจําเป็นในการที่จะระบุให้ชัดเจนว่าจะมีมาตรการ ในการเยียวยาในการที่จะดูแลคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร เพราะถามว่าทําไมถึงยังไม่ได้บัตร ผมว่าขั้นตอนเขามันเป็นขั้นตอนทางกฎหมายรวมไปถึงระยะเวลา รวมไปถึงการประกาศ รวมไปถึงการขึ้นทะเบียน ถ้าเรารู้ว่าคนกลุ่มนี้มีเท่าไรแล้วก็มีสถิติ ถ้าดูจํานวนผมคิดว่า นับหลายแสนคนที่อยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน ฉะนั้นผมคิดว่าถ้าในรายงานนี้จะเพิ่มว่า มีคนบางกลุ่มแล้วรวมคนกลุ่มนี้เข้าไปด้วย ผมคิดว่าความสมบูรณ์ของรายงานก็อยากให้ มีเพิ่มมากขึ้นนะครับ
ส่วนที่ ๓ คือการขาดหายไปของการมองปัญหาของกรรมาธิการ เรื่องของ นโยบายของการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ แม้ว่านโยบายนี้จะเป็นการสร้างรายได้ แล้วทุกคนก็มองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนก็อยากจะมารักษา ผมคิดว่าอาจจะ มองในมุมเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่มันขาดหายไปก็คือว่าการเข้าถึงของประกันสุขภาพ มันจะไปกระทบอีกกลุ่มหนึ่ง อันนี้มันจะมีมาตรการในการดูแลรักษาหรือการเยียวยาไม่ให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์แล้ว แต่แพทย์ก็ถูกไหลมาอยู่ในโรงพยาบาลดังหมด แต่โรงพยาบาลชนบทอย่างที่อาจารย์สืบพงศ์ พูดเมื่อสักครู่นี้ โรงพยาบาลเล็ก ๆ แทบจะไม่มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ฉะนั้นผมว่า แนวทางต่อข้อเสนอรายงานนี้ในมุมมองนี้ผมคิดว่าต้องหามาตรการในการที่จะลดเหมือนกัน ไม่ใช่บอกว่าเราเป็นศูนย์กลางแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่มันขาดหายไป เราไม่ได้อุดช่องว่าง อีกอันหนึ่งผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดวันนี้ผมคิดว่าอาจจะต้องพูดถึงก็คือว่าการเข้าถึงสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มอื่นแล้ว โรงพยาบาลขนาดใหญ่วันนี้บิลค่ารักษาพยาบาลมีราคาสูง บางครั้ง เราเข้าไปนอนโรงพยาบาลด้วยโรค ๑ โรค นอนเพียง ๒ คืน ราคาเหยียบล้านบาท ฉะนั้นผมว่า การกําหนดราคาอย่างนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเขาใช้การกําหนดด้วยอะไรนะครับ เรามีมาตรการ ในการควบคุมในการกําหนดราคาประเภทโรงพยาบาลเอกชนที่มีแพทย์เชี่ยวชาญ มีหมอผู้เชี่ยวชาญ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าการควบคุมราคาของผู้รักษา มันจะเกิด ความเป็นธรรมได้อย่างไรแล้วก็มีการควบคุมได้อย่างไร ฉะนั้นผมว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่อาจจะ อยากให้เพิ่มเติมอยู่ในรายงานประมาณ ๓-๔ เรื่องที่ผมได้กล่าวถึง ผมคงไม่ใช้เวลาทั้ง ๓ เรื่อง แต่ว่าใช้ตามเวลาปกติ ตามที่มีโอกาสได้อ่านในรายงานนี้ แล้วก็มีคนฝากว่ารายงานบางเรื่อง มันอาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็คงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ครับ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมคงไม่อภิปราย แบ่งวาระนะครับ ขออนุญาตรวมไปเลย เสนอใน ๓ ประเด็นนะครับ
ในเรื่องที่ ๑ เรื่องของสุขภาพซึ่งนิยามขององค์การอนามัยโลกอย่างที่ กระทรวงสาธารณสุขได้นํามาใช้ ในเรื่องของการปราศจากโรค เรื่องของความสมบูรณ์ทางจิต และสังคมนี้นะครับ จะเห็นว่างานมันค่อนข้างจะกว้างมากขึ้น ไม่ใช่อยู่เฉพาะในส่วนของ การที่จะรักษาโรคอย่างเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับข้อเสนอ ของการปฏิรูประบบการเงินด้านสุขภาพที่เสนออยู่ในเรื่องที่ ๔ ข้อที่ ๓ เรื่องการจัดตั้ง เนชันแนล เฮลธ์ โพลีซี บอร์ด แต่ผมคิดว่าจริง ๆ เฉพาะโพลีซีคงไม่พอนะครับ อาจจะเป็น เนชันแนล เฮลธ์ บีโลว์ (National Health Below) เลยที่จะดูแลในเรื่องนี้นะครับ ผมว่าถ้าดูแลเฉพาะโพลีซีหรือนโยบายอย่างเดียว บางทีเขาทําหรือไม่ทํามันก็ไม่สามารถที่จะ ไปบูรณาการได้ จะเห็นว่ามีเรื่องที่เกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการรักษาสุขภาพ อย่างเดียว เป็นเรื่องของการดูแลในเรื่องของการป้องกันไม่ให้มีมลพิษหรือว่าเรื่องของการ โภชนาการ ซึ่งรวมอยู่ในนี้ค่อนข้างมาก น่าจะบูรณาการ มีองค์กรหนึ่งซึ่งอาจจะต้องเชื่อมโยง หลาย ๆ กระทรวงเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เพราะฉะนั้นในหน่วยงานตรงนี้ ก็ค่อนข้างเห็นด้วยว่ามันคงไม่ใช่เฉพาะโพลีซี ถ้าเป็นเนชันแนล เฮลธ์ บีโลว์เลย จะเป็นไปได้ไหม ในการที่จะดูแลตรงนี้นะครับ นี่คือเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ คือจะเห็นว่าขั้นตอนของการที่คนจะเจ็บป่วย มันเริ่มตั้งแต่ โภชนาการและขณะนี้จะเห็นว่ามีโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ใช่เป็นโรคติดต่อค่อนข้างเยอะ โรคเบาหวาน โรคสารพัดโรค โรคความดันที่เกิดจากการบริโภคยูอาร์ วอท ยูอีท (You are what you eat) กินอะไรเข้าไปก็เป็นแบบนั้น แล้วก็การเตรียมคน หมายความว่า การรักษาคน ในเบื้องต้น เมื่อเขาเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นหวัดคัดจมูกอะไรก็แล้วแต่ ขณะเดียวกันรุนแรงขึ้น ก็คือไปหาหมอเฉพาะทาง เพราะฉะนั้นขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าถ้าแบ่งได้ดี มันก็จะสกัดคนที่เข้าไปแออัดกันที่โรงพยาบาลจังหวัด จะเห็นว่าขณะนี้โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลจังหวัดรับบทหนักมาก ในขณะที่ค่าใช้จ่ายไม่พอนะครับ บางโรงพยาบาล แทบจะชักหน้าไม่ถึงหลัง สมัยก่อนยังมีกองทุนมีอะไรต่ออะไรขึ้นมาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ประจําจังหวัดมีเป็นร้อยล้านบาท แต่ตอนนี้หมดเนื้อหมดตัวแล้วแทบจะไม่เหลือ เท่าที่กระผมเคยไปเยี่ยมคนไข้มา แม้กระทั่งพยาบาลที่จะไปเช็ดตัวตอนนี้ก็ตัดงบไปหมดแล้วนะครับ อยู่เวรก็โดนตัด เพราะฉะนั้นผลพวงต่าง ๆ ในเรื่องชักหน้าไม่ถึงหลังมันจะไปออกกับ ประชาชนทั่วไปหรือคนไข้ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมคิดว่าการที่จะผ่องถ่ายอํานาจ ในประการที่ ๒ ไปสู่องค์การบริหารส่วนตําบลหรือไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น ตรงนี้ควรจะ เร่งกระทํา ก็มีนโยบายในการเปลี่ยนศูนย์อนามัยเป็น รพ.สต. ก็ไปสังกัดกับ อบต. ประมาณสัก ๓๐ กว่าแห่ง ถ้าจําไม่ผิดที่ดําเนินการ ลองทดลองไปแล้ว เพียงแต่ว่าถ้าจะทําในส่วนนี้ท่านต้องไปแก้กฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย เพราะว่ากฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นบอกไว้เพียงแต่ว่า เขามีหน้าที่ในการที่จะ ป้องกันและระงับเท่านั้นเอง ที่ไปรักษาหรือไปเตรียมการในเรื่องต่าง ๆ บางทีทําไม่ได้ อยู่นอกเหนือกฎหมายนะครับ เพราะฉะนั้นขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้กระทั่ง จะฉีดยารักษาสุนัขยังทําไม่ได้ เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่นะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการที่ผ่องถ่าย ในส่วนอํานาจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในส่วนนี้ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ อบต. ขึ้นมานี้นะครับ ให้เขาทํางานได้ ขณะเดียวกันก็จัดสรรงบประมาณในการที่ดําเนินการตรงนี้ได้ ตั้งแต่รณรงค์ ในเรื่องของโภชนาการในการที่จะรักษาเบื้องต้น การคัดกรองคนในระดับต้นเพื่อไม่ให้ไปสู่ โรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้น ๆ มันทําให้ลดคนตรงนั้น บริการตรงนั้นก็สามารถทําให้เป็นเรียกว่า โรคเฉพาะทาง ได้ง่ายขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในส่วนการที่เราจะโอนอํานาจในส่วนนี้ ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะต้องแก้กฎหมายบางตัวก็ไปแก้เสีย การจะตั้งงบประมาณช่วยเหลือ ผมคิดว่าเท่าที่คุยกับนายก อบต. หลายท่าน ท่านก็บอกว่า บางครั้งตอนนี้ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับโอน รพ.สต. ไปแล้ว เขาก็มีการส่งคน ไปเรียนพยาบาลวิชาชีพ อาจจะไม่ถึงขั้นหมอนะครับ พยาบาลวิชาชีพประจําอยู่ก็คงจะ พอเพียงในการที่จะเริ่มต้นตรงนี้ แต่สิ่งสําคัญก็คือเขาสามารถระงับคนที่จะเข้าไปสู่ โรงพยาบาลใหญ่ ลดปริมาณคนตรงนั้นได้ค่อนข้างมาก ไม่ไปแออัด ที่โรงพยาบาลใหญ่ ขนาด มีเรื่องเล่าว่าครู ซี ๕ ไปตรวจสุขภาพ เนื่องจากโอพีดี (OPD) ของเขาคนแน่นมากตอนเช้า หมอแกก็ตรวจเสร็จแกก็จ่ายยาเลย จนกระทั่งคุณครูท่านนี้ท่านก็บอกว่าหมอรู้แล้วหรือว่า ผมเป็นอะไร บอกรู้แล้ว บอกหมอสเต็ด (Stead) หมอยังไม่เข้าหูเลย ฟังออกมานี้รู้แล้ว จ่ายยาออกมาแล้วเร่งด่วนถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราผ่องถ่ายตรงนี้ไป ในส่วนอํานาจต่าง ๆ อาจจะมีงบให้บ้างหรือไม่ให้ ผมคิดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ช่วยตัวเองได้หลายเรื่องนะครับ เรื่องนี้ก็คิดว่าน่าจะดําเนินการเพื่อจะลดภาระในส่วนข้างบนลงไป
ในประการที่ ๓ ซึ่งเป็นประการสุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องราวต่าง ๆ ตอนนี้ งบประมาณไปรวมหมดของกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็มี สปสช. มาอยู่ตรงกลาง ขณะนี้บริหารจัดการในเรื่องค่าหัวอีก ๒,๘๙๕ บาทต่อหัว ๔๙ ล้านคนในขณะนี้ประมาณสัก ๑๓๐,๐๐๐-๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้งบประมาณจะเห็นว่ารวมหมด ทั้งเงินเดือน จะไปสร้างอาคารผู้ป่วยหรือแม้กระทั่งในเรื่องของหยูกยา ยาก็มีปัญหา ยาแพง ในเรื่องของคอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ก็มีอีก ในการที่ต้องจ่ายยาแพง เพราะฉะนั้นหลายเรื่องหลายราวตรงนี้ถ้าแยกงบได้ไหม งบในส่วนของยาเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อจะให้ประชาชนได้มียาดีได้ใช้บ้าง ไม่ใช่พองบเหลือน้อย เงินเดือนลดไม่ได้ แต่ยาลดได้ ประชาชนก็ลําบากอีก เพราะฉะนั้นถ้าแยกงบว่าส่วนของการที่จะสร้างอาคารผู้ป่วยหรือเรื่องยา ที่จะต้องใช้ยาดีกันออกไปส่วนหนึ่งได้ไหม แต่ส่วนเงินเดือนที่เป็นงบประจําก็ว่ากันไปตามนั้นเลย เพราะเงินเดือนมันลดไม่ได้อยู่แล้ว ขออย่างเดียวคือการป่วยไข้ของประชาชนทั่วไปนั้น อย่าไปเสี่ยงต่อการใช้ยาถูก ๆ หรือแม้กระทั่งยาบางตัวที่ไม่ค่อยแน่ใจเพราะว่าตัวยานั้นลดได้ ประชาชนไม่รู้ แต่เงินเดือนหมอลดไม่ได้ ผมก็ค่อนข้างจะเห็นใจนะครับเพราะว่าคุณหมอต่าง ๆ จะเห็นว่าท่านก็จะบ่นอยู่ตลอดเวลาว่างานหนัก เงินน้อย และเครียดอีกต่างหาก เพราะไม่รู้ จะถูกฟ้องเมื่อไร เพราะฉะนั้นถ้าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถประมวลได้ เงินก็ไปได้สะดวกหน่อย ประชาชนก็ได้ใช้ยาดี ขณะเดียวกันคุณหมอก็ไม่ได้เครียด กลัวที่จะถูกฟ้อง งานนี้ล่ะครับ ผลพวงจะไปออกเป็นผลที่ดีต่อประชาชนทั่วไปครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เข้าใจว่าอาจารย์วิริยะยังไม่เข้ามา เชิญคุณจิรวัฒน์ เวียงด้าน ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๔๒ จากจังหวัดนครพนมครับ อยู่ต่างจังหวัดครับ เรื่องการบริการสาธารณสุขอาจจะมีปัญหาสําหรับคนอยู่ต่างจังหวัดไกล ๆ แต่อย่างไร ก็ขอให้กําลังใจคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข เนื่องจากว่าการที่จะปฏิรูปคน ที่มีความคิดที่เก่ง ๆ ที่อยู่ในองค์กรเดียวกันให้มีทิศทางในทางเดียวกันก็คงจะเป็นเรื่องที่ ลําบากสักนิดหนึ่ง แต่ผมก็ให้กําลังใจท่านในการที่จะปฏิรูปเพื่อเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติ และพี่น้องต่างจังหวัดที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ปัจจัยในการที่จะทําให้การบริการสาธารณะระบบสาธารณสุขเราครบวงจรแล้วก็ ลดความเหลื่อมล้ําให้มีการทั่วถึงได้อย่างมีคุณภาพ ผมก็ว่ามันขึ้นอยู่กับปัจจัยตั้งแต่ งบประมาณและอุปกรณ์ งบประมาณกับอุปกรณ์ก็คงจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเป็นปัญหาใหญ่เท่าไร ในการที่จะจัดหาให้ได้ แต่ว่าหัวใจสําคัญมันอยู่ที่เรื่องการบริการแล้วก็บุคลากร เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจว่าการให้บริการทางด้านสาธารณสุข ผมคิดว่าเป็นเรื่องของจิตอาสาแต่บางครั้ง มันก็เป็นเรื่องทั้งพาณิชย์เป็นเรื่องทั้งอะไรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้น พี่น้องประชาชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารเขามีความห่วงใยในตัวเองอยู่ สมัยก่อนที่ผ่านมา ก็มีอยู่ ๒ เรื่อง ก็คือสมมุติว่าถ้ามีลูกเวลาลูกจะเข้าโรงเรียนก็ต้องเหนื่อยในการที่จะต้องหาเงิน ๒. เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องคิดในเรื่องของการหาเงินในการเข้ารักษาพยาบาล แต่พอหลัง ๆ มา เราก็มีสวัสดิการที่ดีขึ้นถึงมันจะไม่ดีเท่าที่ควรก็ยังดีกว่าหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการรักษาพยาบาลการให้บริการอย่างทั่วถึงที่ชาวบ้านเขาชอบกันเรื่อง ๓๐ บาทรักษาทุกโรคแล้วก็บริการฟรี เราก็คิดว่าประชาชนเขาจะไม่มีเงินในการที่จะ รักษาพยาบาล ผมเองเนื่องจากว่าอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดก็ได้เห็นว่าทําไมเมื่อรักษาฟรีแล้ว หรือว่าไปโรงพยาบาลเสียแค่ ๓๐ บาท แต่ทําไมคลินิกยังมีแต่คนจนเต็มไปหมดเลย ตอนแรก ผมก็คิดว่าแสดงว่าประชาชนมีเงิน ทําไมรัฐไม่เก็บสตางค์ชาวบ้าน แต่ทีนี้พอเราไปคุยกับ ชาวบ้านจริง ๆ แล้วเขาบอกว่าที่เขาต้องมาคลินิกเพราะอะไร เนื่องจากว่าเวลาไปที่ โรงพยาบาลอําเภอหรือจังหวัดกว่าจะได้ตรวจใช้เวลานานมาก ก็เลยไปที่คลินิก เพราะคลินิก จะได้ตรวจค่อนข้างเร็วถึงจะเสียสตางค์ ถึงสตางค์ไม่มีเขาก็หยิบยืมมา เนื่องจากเวลา ในการเดินทางและการทํามาหากิน ผมเองที่จริงไม่อยากจะพูดประเด็นเรื่องคลินิกมากนัก แต่ว่าเราก็เห็นความเติบโตของคลินิกในพื้นที่ในอําเภอ คลินิกบางคลินิกก็มีอุปกรณ์พร้อมมากกว่า โรงพยาบาลประจําอําเภอด้วยซ้ําไป ผมก็เลยพูดในเรื่องของการให้บริการ แต่ในส่วนของ พยาบาลก็มีโอกาสตอนที่คุณแม่ไม่สบายก็ไปรักษาพยาบาลได้คุยกับน้อง ๆ พยาบาล เนื่องจากคนไข้เยอะก็บอกว่าพยาบาลไม่พอ เมื่อก่อนประมาณสักกลางปีที่แล้ว ก็เห็นพยาบาลประมาณ ๗,๐๐๐ คน ๘,๐๐๐ คนบอกว่าทําไมกระทรวงสาธารณสุขไม่บรรจุเขา เราก็เลยงงว่าตกลงพยาบาลพอหรือไม่พอ ทําไมยังไม่ได้รับการบรรจุอีก ๗,๐๐๐ คน ๘,๐๐๐ คน เราก็มองในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ปัจจัยหลักที่เราคิดว่าการที่เรามาพูดถึงเรื่องบุคลากร ในการรักษาพยาบาล งบประมาณสถานพยาบาลไม่พอ ผมคิดว่ามันน่าจะเกิดมาจาก การรณรงค์หรือการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ผมอยากจะให้การปฏิรูปครั้งนี้ให้ความสําคัญ กับการรณรงค์และแก้ไขปัญหาเบื้องต้น อยากให้เราให้ความรู้ในการศึกษาให้มากขึ้น เราก็เห็นว่าในต่างประเทศเวลาเขาจะบริโภคอะไรเขาจะอ่านฉลาก เขาจะกําหนดปริมาณ ในการควบคุมในการผลิตอาหารนี้เป็นหลัก ผมดูได้เลยว่าหลัง ๆ มานี้มันจะมีการเอาน้ํา มาผสมกับน้ําตาลออกมาเป็นสีน้ําตาลเขียว ๆ อะไรก็ไม่รู้ แล้วมาแจกลดกันเต็มไปหมด เราไม่ได้ดูว่าการควบคุมปริมาณการใช้น้ําตาลหรืออะไรที่อยู่ในเครื่องดื่มทุกวันนี้มันมีเยอะมาก ผมบอกอย่างนี้ภาคอีสานผม ผมเข้าไปคลุกคลีกับคนป่วย ผู้สูงอายุที่ท่านเป็นโรคเบาหวาน ก็ไปคุยกันว่าทําไมมันเป็นเบาหวานกันแบบนั่นเลย ทีนี้ก็เลยมาคุยกันพอถามไปถามมา เขาบอกข้าวที่เราทานอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนภาคอีสาน กข. ๖ เป็นข้าวที่มีความหวานสูง คือเราจะป้องกันโรคได้อย่างไร ในขณะที่ปัจจัยที่เป็นปัจจัยหลักมันสร้างโรคเราทุกวัน เพราะฉะนั้นผมว่าการรณรงค์ในเรื่องของการบริโภคการควบคุมอาหารที่เราควรจะต้อง เพราะคนไทยเราขอให้อร่อย โรคภัยมา ไม่ แต่ว่าคนต่างประเทศเขาจะไม่ได้สนใจความอร่อย เขาจะสนใจปริมาณคุณภาพของอาหารที่เขาบริโภค เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปดูว่า การควบคุมโดยเฉพาะ อย. ควรจะทําหน้าที่ในเชิงรุกให้มากขึ้น เราอยากจะให้บรรจุ แล้วก็ฝึกนิสัยของเด็กตั้งแต่อนุบาลว่าทําไมต้องอ่านฉลาก แม้แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟูด (Fast food) ที่เป็นอาหารขยะ พอแคมเปญ อาหารเมนู (Menu) นี้ออกมา เราไม่เคยเห็นว่ามันให้คุณค่าอะไรกับการบริโภคเมนูใหม่ ๆ นี้เลย เราไม่มีในการควบคุมตรงนี้ เราก็บริโภคกัน ยิ่งชาวบ้านเราชอบในเรื่องอะไรที่ผ่านทีวี วิทยุแล้วก็หลับหูหลับตากันซื้อ โดยที่ไม่ได้สนใจ แล้วมาตรฐานในการควบคุมเราคิดว่าบ้านเราก็ยังไม่ได้มีมาตรฐานดีพอ ถ้าอย่างนั้นส่วนหนึ่งเราต้องการอยากจะเห็นในการควบคุมในเรื่องของการผลิตอาหารนี้เป็นหลัก ผมคิดว่าแล้วเราก็จะช่วยลดปริมาณคนป่วยลงได้ แม้แต่การรักษาพยาบาลก็จะทําให้เราเอง เราก็ไม่ต้องมาห่วงในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องของอุปกรณ์ที่จะต้องหางบประมาณในการมาซื้อ ผมคิดว่าหัวใจสําคัญหลัก ๆ ก็คือในเรื่องของการทํางานเชิงรุกออกมาให้ข้อมูล แล้วก็เริ่มต้น สําหรับประชาชนรุ่นใหม่ที่จะเกิดมา ผมว่าน่าจะสร้างวัฒนธรรมเรื่องนี้ให้หนักที่สุด อย่าไปคิดว่าต้องคนมีความรู้แล้วไปอ่านว่ากี่แคลอรี อะไร จริง ๆ ถ้าเราสอนเขานี่มันจะเข้าใจ แล้วเราเองก็ควบคุมว่าคุณต้องประกาศว่ารับประทานบริโภคอาหารชนิดนี้แล้วได้อะไรต่อร่างกาย ให้เขาเข้าใจ คือต้องสร้างจิตสํานึกตัวนี้ให้หนักที่สุด ผมคิดว่ามันน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด อย่างไรก็ยังให้กําลังใจคณะกรรมาธิการชุดนี้เพื่อที่จะปฏิรูประบบโครงสร้างสาธารณสุข ให้ได้มีประสิทธิภาพแล้วก็ครอบคลุมทั่วถึง แล้วก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ําได้อย่างแท้จริง ขอบคุณมากครับ
เข้าใจว่า พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ มาแล้วใช่ไหมครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกคน กระผม พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ สมาชิกหมายเลข ๐๖๒ การปฏิรูประบบสาธารณสุข ทั้ง ๓ วาระ ๔ เรื่อง ที่หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะขอพูดในภาพรวมของทั้งหมด แล้วก็จะอภิปรายในประเด็นในเรื่องของการนําแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ อาจจะเป็นความคิดเห็นในมุมกว้างเพื่อจะขอให้หลาย ๆ ท่านนั้นมีทัศนคติในเชิงสร้างสรรค์ สําหรับการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย จะเห็นว่าผมใช้คําว่า แพทย์แผนไทย และแพทย์พื้นบ้านไทย คือเป็นการเน้นเฉพาะเจาะจงนะครับ หลาย ๆ ท่านอาจจะได้เห็นว่า มันมีคําที่มากมายที่จะใช้ในเรื่องนี้ เช่น ภูมิปัญญาไทย องค์ความรู้ไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านสุขภาพเป็นต้น มีหลายคําที่ใช้แต่ผมขอใช้ใน ๒ คําซึ่งมันมีความชัดเจน ในเรื่องของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย น่าดีใจ ผมเห็นว่าสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายไปในเรื่องของการนําสมุนไพรมาใช้ การนําแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ แล้วก็ในกรรมาธิการซึ่งท่านประธานเองก็ได้พูดถึงว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันมีราคาสูง มีราคาแพง มีการขาดแคลนแพทย์ พยาบาล แล้วก็ในเรื่องขององค์ความรู้ที่จะต้องพึ่งพาตนเอง ความคุ้มค่าที่จะนํามาใช้ในเรื่องของการป้องกัน เสริมสร้าง ฟื้นฟูสุขภาพมากกว่าการรักษา หรือที่ท่านคุณหมอสุวัฒน์ใช้คําว่า สร้างนําซ่อม แล้วก็สุขภาพเป็นเรื่องของมิติกว้างเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมถือว่าโดยเฉพาะในระบบปฐมภูมิเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การนําแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้คือเป็นการดูแลตนเอง แล้วมันสามารถจะแก้ปัญหา ซึ่งหลาย ๆ ท่านได้พูดไปแล้วว่าถ้าได้มีการนํามาใช้อย่างจริงจัง ผมใช้คําว่าจริงจัง เพราะเรื่องนี้ ได้พูดกันมามาก แล้วก็อย่างที่ท่านชิงชัยก็พูดไปนะบอกว่าในเรื่องของยุทธศาสตร์มันมีอยู่แล้ว นี่ก็เป็นการต่อยอด แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงคือสิ่งเหล่านี้มันไม่เคยนํามาสู่การปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ายังต้องผลักดันให้มันมีการเขียนในนโยบาย ในรายละเอียดต่อไป ที่จะมีการนําไปสู่การปฏิบัติ เพราะว่าการดูแลตนเองมันเป็นเขาเรียกว่าเซลฟ์แคร์ หรือไพรมารี แคร์ อะไรก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องที่สามารถนําภูมิปัญญาของไทยหรือว่ากิน กินผักเป็นยาอะไรก็แล้วแต่นะครับ ซึ่งการที่จะผลักดันถ้าเห็นว่าการแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทยมีความจําเป็น มันต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากองค์กรหรือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในทุก ๆ หน่วย ต้องช่วยกันผลักดัน ผมยกตัวอย่างอย่างกระทรวงศึกษาธิการ ผมพยายามพูดไปมากเลยว่า การที่จะเสริมสร้างให้คนมีความรู้พื้นฐานทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการนําสมุนไพรไปใช้ ในสาธารณสุขมูลฐานเป็นสิ่งที่เกิดได้ในชุมชน ในครัวเรือนทุก ๆ คน ถ้าทุกคนมีความรู้ มันควรอยู่ในหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการด้วยซ้ําไป เราก็อาจจะไม่ต้องสั่งสอนกันมากหรอก รู้ว่าถ้าปวดหัวตัวร้อนทําอย่างไร ฟ้าทะลายโจรในบ้าน หรือว่าขิง ข่า ตะไคร้ ที่ผมพยายามพูด คือในกรรมาธิการของผมจะได้ฟังเรื่องนี้เยอะมากเลย เราสามารถที่จะใช้โดยที่ไม่ต้อง ไปหาหมอในโลกพื้นฐานง่าย ๆ ซึ่งมันก็จะนําไปสู่การลดการใช้การบริการในระบบบริการ สาธารณสุขคือโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาล รพ.สต. ก็ดีนะครับ แล้วมันก็จะนําไปสู่ การที่ลด คือเราพูดกันมากเลยว่ากองทุนมีปัญหา ใช้เงินเยอะ เป็นแสน ๆ ล้านบาท เรานําเข้ายาต่างประเทศ ที่มีบางท่านพูดไปแล้วว่าก็เป็นแสนล้านบาทเช่นกัน แล้วก็เพียงแค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นําเข้า แล้วก็เราใช้น้อยมาก สิ่งเหล่านี้ผมเองก็ยังสงสัย คือว่าในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่มีการผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมวกกลับมาเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นถ้ามีหลักสูตรพวกนี้คนก็จะรู้เรื่องสุขภาพเบื้องต้นนะครับ โดยที่ถ้ามันไปเสริมกับ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพที่จะมีการจัดตั้งต่อไปมันก็จะเพิ่มคุณค่าของการดูแลตนเอง ได้มากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทนที่ท่านจะส่งเสริมในเรื่องของพืชเศรษฐกิจก็ดี ผมว่าสมุนไพรถ้ามันมีการผลักดันให้มีการใช้มากขึ้น นี่คือพืชเศรษฐกิจชั้นดีเลย แล้วก็วงรอบของมันก็อาจจะน้อยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้กระทรวงแรงงาน ในเรื่องของกองทุนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าผลักดันสิ่งเหล่านี้หลาย ๆ หน่วยงานซึ่งอาจจะต้อง มีการช่วยเหลือกัน แล้วข้อสําคัญคือว่าทุกท่านควรจะมีเรื่องของการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทยอยู่ในหัวใจและสามารถนําไปใช้ในระบบ แม้กระทั่งในเรื่องของ การเสริมสร้างป้องกันโรค การป้องกันภัยคุกคามพวกนี้ ในนโยบายที่คุณหมอณรงค์ศักดิ์ได้พูดถึง มันก็สามารถจะเอาการแพทย์แผนไทยไปอินทีเกรท (Integrate) ได้อย่างเป็นรูปธรรมนะครับ
ทีนี้วกมาในเรื่องของกองทุนการคลังนะครับ จะเห็นว่าเราพูดกันถึง ๓ กองทุนมีความเหลื่อมล้ํา แล้วผมจะพูดในทุกโอกาสเลยว่าในความเหลื่อมล้ําของกองทุน มันก็มีความเหลื่อมล้ําในสิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลด้วย จะเห็นว่ากองทุนสวัสดิการ ข้าราชการก็มีสิทธิการเบิกจ่ายได้บางส่วน กองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็มีบางส่วน แต่กองทุนประกันสังคมไม่มีเลยนะครับ แล้วก็ยังไปเกี่ยวพันกับบัญชียาหลักแห่งชาติ ยังมีอะไรอีก แต่ถึงแม้ว่า ๒ กองทุนจะมีการใช้ แต่ว่าในเรื่องของการปฏิบัติจริงเราจะเห็นว่า ใน รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์พวกนี้ก็ไม่มีแพทย์แผนไทยประจํา การจ่าย ผมเคยพูดไปแล้วนะครับว่าก็เอาไปนวด การรักษาโดยใช้เภสัชเวชกรรมการแพทย์แผนไทยไม่เกิด เมื่อไม่มีการใช้ ไม่มีการสั่งการใช้ การพัฒนามันก็ไม่เกิด ผมยังเชื่อว่าถ้าทั้ง ๓ กองทุน ได้ผลักดันอย่างจริงจังมันก็จะเกิดการหมุนเวียนของระบบการพัฒนา มันก็เชื่อมโยงไปถึง สมุนไพร แล้วมูลค่าอะไรต่าง ๆ มันก็จะตามมา แต่ขอให้เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องจริงจัง มีหลายคนพูดว่า การแพทย์แผนไทยที่มีจุดอ่อน ได้รับการดูถูกดูแคลนก็เพราะว่าความไม่มีมาตรฐาน คือหมายความว่าไม่มีหลักวิชา แต่ผมว่านี่คือภูมิปัญญา เราสามารถนําหลักวิชาเข้ามาใช้ได้ หรือว่าการทดสอบในเชิงประจักษ์ หรือตํารับยาอะไรต่าง ๆ ข้อสําคัญคือว่าทุกส่วน มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเรื่องนี้หรือไม่นะครับ ผมอยากจะเรียนว่าผมได้ยิน นายกรัฐมนตรีท่านพูดในเรื่องของการใช้สมุนไพรก็ดี ในเรื่องของภูมิปัญญาไทย องค์ความรู้ ต่าง ๆ เพื่อทําให้เกิดการต่อยอดเสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วก็ลดต้นทุนอะไรก็แล้วแต่ ท่านพูดมา ๓ ครั้งแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าท่านเห็นถึงความสําคัญของเรื่องการใช้สมุนไพร มันมีตัวเลขนะครับว่า การใช้สมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ ๔.๔ ล้านล้านบาท แต่ว่าในประเทศไทยใช้จริง ๆ ประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าเรามองว่า สเปช (Space) หรือว่า โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นมีโอกาสอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะการเปิดเออีซีที่กําลังจะมาถึง เท่ากับสามารถขจัดอุปสรรคซึ่งผมเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายตั้งใจกันจริงก็ต้องฝ่าพ้นอุปสรรคไปได้นะครับ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขเองซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องผลักดันในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่า จะบอกว่ามีการผลักดันแต่ถ้าเราดูผมก็พูดอีกนะครับว่าในงบประมาณปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้งบประมาณ ๙๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยได้เงินประมาณ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเทียบแล้วก็ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วถามว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดการผลักดันให้การพัฒนาการแพทย์แผนไทย ไปได้แค่ไหนนะครับ หลาย ๆ ท่านเกิดไม่ทันสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ผมได้ยินคือ มันมีข้อมูลทางเอกสารที่พูดว่าในระหว่างสงครามเกิดการขาดแคลนยาอย่างขนาดหนัก เพราะว่ายาที่ส่งมาทางเรือหรือมาจากทางยุโรป อเมริกานี่เส้นทางมันถูกปิดส่งมาไม่ได้ ประเทศไทยคือยามีค่ายิ่งกว่าทองคําอีก รัฐบาลสมัยนั้นก็พยายามผลักดันว่าให้ประชาชน มาผลิตยาสมุนไพรไทยให้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเราจะบอกว่าโลกาภิวัตน์ นวัตกรรมอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นมา การผลิตยาสมุนไพรก็เหมือนกับไม่ได้รับการสนับสนุน แล้วก็เทคโนโลยีเข้ามา เพราะฉะนั้นคนก็มานิยมใช้ในเรื่องการรักษาพยาบาลดูแลสุขภาพ ทางด้านแผนปัจจุบันมากขึ้น ที่ผมพูดในเรื่องนี้คือเพื่อมาถึงจุดที่อยากจะบอกว่าการปฏิรูป หรือการพัฒนาการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทยมันสามารถจะแก้ปัญหาได้ หลายสิ่งหลายอย่างถ้าทุกคนมีความตั้งใจจริงนะครับ คือเราพูดกันไปมากมาย แต่ว่าการผลักดัน ให้เกิดขึ้นยังไม่มี ก็มาถึงที่สุดว่าเมื่อมันเกิดขึ้นนั่นคือการยืนบนขาตนเองหรือการพึ่งพา ตนเอง ความมั่นคงทางด้านยาก็จะเกิดขึ้นนะครับ ผมก็ขอฝากเรื่องนี้ไว้คือลงมาพูดข้างล่าง เพื่อจะได้มีการบันทึก กรรมาธิการจะได้ คือผมก็เป็นหนึ่งในนั้นนะครับ ก็ขอขอบคุณครับ
อีก ๕ ท่านนะครับ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ คุณรสนา โตสิตระกูล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นาวาอากาศเอก ไพศาล จันทรพิทักษ์ นะครับ เชิญ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์
พลเอก จิระ โกมุทพงศ์
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ผมก็เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ที่ได้แถลงไปในตอนต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูประบบสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและ ควบคุมโรคและภัยคุกคามสุขภาพนะครับ ประกอบกับท่านพรพันธุ์ก็ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า มีการป้องกันไว้ดีกว่าการรักษา แล้วผมขออนุญาตเสริมท่านทิวาที่กล่าวไปในตอนต้นเช่นกัน นะครับ แล้วในเอกสารระบุไว้ว่ามิติทางด้านสุขภาพคนไทยมีปัจจัยเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง หัวใจ เบาหวาน ล้วนมีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมสุขภาพ ด้านต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้รับการส่งเสริมที่เพียงพอ ทีนี้ผมก็อยากจะขออนุญาต เรามาส่งเสริมการเล่นกีฬาหรือการออกกําลังกายกันดีกว่านะครับ เนื่องจากพระราชดํารัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือในวันกีฬาแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๑ แล้วรัฐสภาก็ได้อัญเชิญประดิษฐานไว้ที่หน้าอาคารรัฐสภา ๒ กล่าวไว้ว่า กีฬามีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับชีวิตของแต่ละคนและชีวิตของบ้านเมือง ก็แสดงว่ารัฐสภาก็ให้ความสําคัญของพระราชดํารัสของพระองค์ท่านนะครับ จึงได้ประดิษฐานไว้ที่หน้าอาคารรัฐสภา ๒ ด้านหน้านะครับ ประกอบกับกีฬาแล้วก็รวมทั้ง การออกกําลังกายเป็นการสร้างคน คนก็สร้างชาตินะครับ ชาติจะเจริญได้ทุกคน ต้องมีสุขภาพแล้วก็มีพลานามัยที่แข็งแรง เนื่องจากคนก็เป็นส่วนประกอบของชาติทําอย่างไรถึงจะมีสุขภาพดีซึ่งก็มีหลายทางนะครับ ทั้งการออกกําลังกาย การเล่นกีฬา การทานอาหารที่มีประโยชน์อันเป็นการป้องกันมา ตั้งแต่ต้นเหตุเลยก็ว่าได้นะครับ พวกเราคงเคยได้ยินเพลงกราวกีฬานะครับ กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทําคนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล มีตะละล้าด้วยนะครับ เราทุกคนก็คงได้ยินแล้วนะครับ การเล่นกีฬาก็ให้หมายความรวมถึงการออกกําลังกายด้วยนะครับ คนมีสุขภาพแข็งแรงย่อมจะลดงบประมาณในการรักษาพยาบาลได้น้อยลง ซึ่งเราอาจจะ มองไม่เห็นเป็นตัวเงินก็ว่าได้ ผมมีข้อมูลว่าการเจ็บป่วยที่ไม่ต้องนอนรักษาในสถานพยาบาล เพิ่มขึ้น คือผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นจาก ๒๘.๒ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๔๙ เป็น ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๒ แต่อย่างไรก็ตามประชาชนของชาวไทยก็กําลังเผชิญกับการเจ็บป่วยด้วยโรค ที่ป้องกันได้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งโรคอุบัติใหม่หรือโรคระบาดซ้ํา ที่เป็นผลกระทบมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะฉะนั้นการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เป็นการแสดงศักยภาพของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเป็นอย่างดีนะครับ ผมขออนุญาตนําเสนอแต่เพียงเท่านี้นะครับ เพราะว่าเห็นความสําคัญของการเล่นกีฬา และการออกกําลังกายที่จะทําให้สามารถลดภาระของรัฐบาลได้ในการรักษาพยาบาลนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ก่อนจะไปต่อ ผมเห็นอาจารย์วิริยะเข้ามาแล้วอาจารย์จะให้ความเห็นเลยไหมครับ อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์
ขอบคุณมากครับท่านประธาน ขออภัยนะครับ เรื่องของคนพิการก็คือเกี่ยวกับเรื่องกองทุนนะครับท่านประธาน คือโดยหลักท่านประธานครับ กองทุนบัตรทองของคนพิการเราเรียกว่าบัตรทอง ๗๔ ท่านประธาน คนพิการที่ไม่เสียสตางค์ จะได้บัตรทอง ๗๔ แล้วบัตรทอง ๗๔ ให้สิทธิคนพิการรักษาพยาบาลที่ไหนก็ได้ แล้วก็ยังมีเรื่องพวกกายอุปกรณ์ พวกขาเทียม เฮียร์ริง เอด (Hearing Aid) วีลแชร์ (Wheelchair) อะไรทั้งหลายนะครับท่านประธาน แต่พอคนพิการเราส่งเสริมให้ไปมีงานทําครับ พอเข้าไปทํางานมันก็ต้องทําประกันสังคมครับท่านประธาน พอทําประกันสังคม กฎหมายก็บอกเลยว่าให้ไปใช้สิทธิตามประกันสังคม พอไปใช้สิทธิตามประกันสังคม สิทธิตามประกันสังคมในส่วนนี้ก็ทําให้คนพิการมีปัญหา คือสิทธิตอนไม่เสียสตางค์ไปรักษา ที่ไหนก็ได้ แต่พอเสียสตางค์ประกันสังคมกลับบอกว่าต้องระบุแล้วคุณต้องไปที่นั่นแล้วส่งต่อ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทําให้สิทธิของคนพิการเสียไปก็เลยทําให้หลายคนบอกว่า แบบนี้ไม่ทํางานดีกว่า หรือขาเทียมท่านประธานครับ ในระบบประกันสังคมถ้าไปพิการ ในภายหลังในระหว่างทํางานแล้วไปพิการมีสิทธิได้ขาเทียม แต่ถ้าคุณพิการมาก่อนแล้ว แล้วไปทํางานขาเทียมมันชํารุดปกติในระบบบัตรทอง ๗๔ ขอได้ แต่พอไปประกันสังคมบอกไม่ได้ ก็ต้องเชิญทางประกันสังคมมาไกล่เกลี่ยเรื่องขาเทียมนี่แก้ปัญหาไปได้ คือก็พยายามตีความ ตอนนี้คนหูหนวกก็มีปัญหาอีกเฮียร์ริง เอดไม่ได้อีกละครับ คืออยากให้ช่วยดูด้วยว่า ในระบบประกันสังคมมันต้องเสียสตางค์นะครับท่านประธาน คนพิการไปทํางาน ทําประกันสังคมก็ต้องจ่ายสตางค์ แต่สิทธิประโยชน์หลายส่วนมันน้อยกว่าในระบบบัตรทอง ๗๔ ที่ไม่ได้จ่ายสตางค์ เพราะฉะนั้นผมก็เลยอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการช่วยดูว่า เราจะทําอย่างไร จะเขียนตรงไหนที่มีหลักประกันว่าสิทธิประโยชน์ตามประกันสังคม มันจะต้องไม่น้อยกว่าสิทธิประโยชน์ตามบัตรทอง ผมว่าอันนี้สําคัญ เพราะมิฉะนั้นมันเกิดลักลั่นว่าไม่เสียสตางค์กลับมีสิทธิดีกว่าเสียสตางค์ มันอธิบายยากนะ ท่านประธานครับ จริง ๆ ผมก็ฝากท่าน สนช. มณเฑียรช่วยดูอยู่เหมือนกันนะครับ แต่ไม่ทราบว่าแก้ไขเรียบร้อยหรือยัง เพราะว่ากฎหมายประกันสังคมก็เข้า สนช. เร็ว ๆ นี้ ยังไม่ได้ติดตามว่าผ่านไปแล้วแล้วได้มีการแก้ไขที่จะให้หลักประกันกับคนพิการมากน้อยแค่ไหน ผมก็ขอฝากกรรมาธิการช่วยดูอีกทางหนึ่งนะครับว่ากองทุน ๓ กองทุนนี่เราต้องถือว่า ไม่เสียสตางค์มันต่ําสุด พวกเสียสตางค์มันต้องมีหลักประกันว่าขั้นต่ําสุดต้องมี จะมีมากกว่า ก็เป็นสิ่งที่แล้วแต่ว่าจะให้มีมากน้อยแค่ไหน แต่คนเสียสตางค์ก็ควรจะให้เขามีสิทธิมากกว่า เพราะเราให้เขาเสียสตางค์แล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมก็อยากจะขอฝากกรรมาธิการ ได้ช่วยดูแล โดยเฉพาะการบูรณาการ ๓ กองทุน บัตรทอง ประกันสังคมแล้วก็ของข้าราชการ อย่างไรก็อย่าให้สิทธิประโยชน์ของคนพิการที่ใช้บัตรทองกลับมีสิทธิประโยชน์น้อยลง เมื่อเขามาทําประกันสังคมครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณรสนา โตสิตระกูล ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันจะขอใช้โอกาสในการอภิปราย ๓ วาระรวดเดียวเลยนะคะ ภายในเวลา ๑๕ นาที ซึ่งวาระของทางคณะกรรมาธิการในวาระที่ ๒๒ ก็คือระบบบริการสาธารณสุข วาระที่ ๒๓ คือระบบส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคใหม่ ๆ แล้วก็ระบบการคลังสุขภาพ ประเด็นที่ดิฉันอยากจะแตะ ซึ่งกรรมาธิการนี้ก็แม้ว่าได้ทําเอกสารค่อนข้างดี แต่ว่าถ้าจะให้ ดิฉันตั้งข้อสังเกตสักนิดหนึ่งก็คือว่าประเด็นเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิก บางท่านได้พูดถึงอยู่บ้าง ต้องบอกว่ามีการพูดถึงน้อยมาก ดิฉันเห็นในหน้า ๒๓ ในข้อ ๕ ที่บอกว่าปฏิรูปให้มีการใช้การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก ภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวบ้าน ด้านสุขภาพในการพึ่งตนเอง ดูแลตนเอง และบูรณาการให้อยู่ในการบริการสุขภาพทุกระดับ เพื่อตอบสนองความจําเป็นทางสุขภาพของประชาชน ซึ่งในส่วนนี้อยู่ในวาระแรก คือเรื่องระบบบริการสาธารณสุข แล้วก็ในหน้า ๑๐๓ ซึ่งอันนี้ก็อยู่ในเรื่องการคลัง การปฏิรูป ระบบการเงินด้านสุขภาพในหน้า ๑๐๓ ซึ่งก็เขียนแตะไว้เพียงนิดเดียวนะคะ ในเรื่องเกี่ยวกับ การลงทุนด้านเทคโนโลยีซึ่งจะมีเรื่องของยาและแพทย์แผนไทยด้วย ดิฉันเองก็มีความรู้สึกว่า คณะกรรมาธิการได้กล่าวถึงเรื่องของแพทย์แผนไทยอย่างเสียไม่ได้ แต่บอกว่า ไม่มีรายละเอียดใด ๆ ทั้งสิ้นว่าในการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้านนั้น จะมีระบบวิธีการอย่างไร ท่านมีการอธิบายในส่วนอื่นอย่างพิสดารแล้วก็ลงรายละเอียดเยอะ แต่ในส่วนของการแพทย์แผนไทยมีการแตะน้อยมาก คือดิฉันคิดว่าเมื่อเราต้องการจะปฏิรูป การแพทย์แผนไทยนั้นเราไม่ตั้งความหวังหรือคะว่าเราน่าจะปฏิรูปการแพทย์แผนไทย ให้เป็นการแพทย์แห่งชาติ คือเหมือนในประเทศจีน พม่า อินเดียเขามีการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เขามีการแพทย์แห่งชาติของเขาเอง แต่ของเราต้องบอกว่ามันมีน้อยมาก ดิฉันนึกถึงคําพูด ของอาจารย์ท่านหนึ่งนะคะ ท่านบอกว่าการแพทย์แผนไทยมีสภาพเหมือนกับลูกเมียหลวง แม่ตายค่ะ คือเป็นลูกเมียหลวง แต่ว่าแม่ตายก็เลยไม่มีใครดูแล เวลานี้สภาพของการแพทย์แผนไทย ก็ตกอยู่ในสภาพอนาถานะคะ เป็นไปตามเท่าที่จะเป็นไปได้ ท่านเองอาจจะเอามาแปะไว้นิดหน่อย พอไม่ให้เสียน้ําใจกัน แต่ว่าไม่ได้มีความตั้งใจในการที่จะพัฒนาอย่างจริงจังนะคะ ซึ่งดิฉันเองคิดว่า การที่เราจะพัฒนาการแพทย์แผนไทยให้เป็นการแพทย์แห่งชาตินั้นมันต้องการเจตจํานง ทางการเมืองค่ะ มันต้องมีโพลิติคอล วิล (Political Will) จึงจะเกิดขึ้นได้ ดิฉันคิดว่าแม้แต่การแพทย์แผนจีนสมัยหลังปฏิวัติของท่านเหมา เจ๋อ ตุง เขาประกาศเลยว่า ต้องการพัฒนาการแพทย์จีนขึ้นมาเป็นการแพทย์แห่งชาติ เพราะเขาไม่สามารถที่จะใช้เงินในการที่จะ อาศัยการแพทย์แผนตะวันตกมาเพื่อที่จะบริการดูแลสุขภาพคนทั้งประเทศของเขา ดิฉันเอง เคยไปดูงานที่ประเทศอินเดียและประเทศพม่าเขาก็มีโรงพยาบาล มีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าของเราดิฉันคิดว่าในอดีตเคยมีความตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดิฉันบอกว่า มันต้องการอาศัยสิ่งที่เรียกว่าเจตจํานงทางการเมืองของผู้ปกครองหรือผู้บริหาร ในอดีต ในยุคที่เราอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระเจ้าแผ่นดินท่านมีเจตจํานงในการที่จะ พัฒนาการแพทย์แผนไทยให้เป็นการแพทย์แห่งชาติ ซึ่งดูได้อย่างสมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ท่านทรงโปรดให้มีการตั้งมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของเมืองไทย แล้วมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกนั้นก็คือมหาวิทยาลัยทางการแพทย์แผนไทย คือวัดโพธิ์เรานี่ล่ะ วัดโพธิ์เป็นที่รวบรวมตํารับตําราทุกอย่างไม่ว่าตํารายา ท่านวดฤาษีดัดตน สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้ มีการค้นคว้านะคะ เพราะว่าท่าฤาษีดัดตนที่มันควรจะมีถึง ๘๑ ท่า เวลานี้เหลือเพียง ๒๕ ท่า และต้องบอกว่าแม้แต่บารัค โอบามา เองเมื่อมาเยี่ยมเมืองไทยที่แห่งหนึ่งที่ต้องไปก็คือวัดโพธิ์ และถ้าไปดูสถิติของคนต่างชาติที่เข้ามาดูวัดโพธิ์มากกว่าวัดพระแก้วนะคะ เพราะฉะนั้น เราควรภูมิใจว่าในอดีตเราเคยมีมหาวิทยาลัยแห่งแรกซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางการแพทย์แผนไทย และเมื่อมาถึงยุคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ต้องบอกเลยว่าหลังจาก ที่ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์เพียง ๒ ปีนะคะ คือในปี ๒๔๑๓ ท่านทรงโปรดให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัยซึ่งในสมัยนั้นเป็นจางวางกรมแพทย์ สมัยนี้คงเรียกว่าเป็นอธิบดี กรมแพทย์เป็นประธานรวบรวมจัดทําตําราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวงขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นตําราที่รวบรวมความรู้ในเรื่องการรักษาพยาบาลทุกอย่าง แล้วก็ระบุเอาไว้ อย่างชัดเจนว่าอันเป็นคุณประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก ซึ่งต้องบอกว่าพระเจ้าแผ่นดินนั้น ท่านได้ให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพของประชาชน นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คือใช้การแพทย์ของชาติ ก็คือการแพทย์แผนไทย หลังจากที่ได้ มีการทําตําราแพทย์หลวงมาแล้ว ๒๐ ปีต่อมาพระองค์ท่านทางปรารภด้วยความเป็นห่วงว่า “ขอเตือนว่าหมอฝรั่งนั้นดีจริง แต่ควรให้ยาไทยสูญไปหรือหาไม่ หมอไทยจะควรให้มีต่อไป ภายหน้าหรือควรไว้มีบ้างเท่านั้น” สิ่งที่พระองค์ท่านตั้งคําถามก็คือว่าจะให้มีหมอไทย อย่างจริง ๆ จัง ๆ หรือเปล่า หรือว่ามีเอาไว้พอประดับเล็ก ๆ น้อง ๆ พระองค์ท่านทรงมีดํารัส ต่อไปว่า “ถ้าว่าส่วนตัวฉันยังสมัครใจกินยาไทยและยังวางใจหรืออุ่นใจในหมอไทยมาก ถ้าหมอไทยจะรักษาอย่างหมอฝรั่งหมดก็ดูจะเยือกเย็นเหมือนเห็นที่อื่นไม่เห็นพระสงฆ์ เหมือนกัน” เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ที่พระเจ้าแผ่นดินท่านทรงมีพระราชปรารภนะคะ แล้วก็ที่จริงต้องบอกว่าสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ นั้น หลังจากทรงโปรดให้รวบรวม ตําราแล้วพระองค์ท่านยังทรงตั้งราชแพทยาลัย ซึ่งในหลักสูตรอบรมแพทย์แผนปัจจุบันนั้น มีแพทย์แผนไทยอยู่ด้วย แต่หลังจากที่การแพทย์ของร็อคกี้เฟลเลอร์เข้ามาก็เลยยกเลิก แพทย์แผนปัจจุบันแผนอื่นด้วยซึ่งรวมไปถึงแพทย์แผนไทยและยาไทย ดังนั้นราชแพทยาลัยก็เลย เปลี่ยนมาเป็นคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล และหลังจากนั้นก็คือการแพทย์แผนไทย ก็สูญหายไปเลยเป็นเวลา ๑๐๐ ปี ที่ตกอยู่ในสภาพลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก็แบบที่เรียกว่าลูกเมียหลวงแม่ตาย ไม่มีใครดูแลเอาใจใส่นะคะ เพราะฉะนั้นเวลานี้ถ้าพูดถึงการปฏิรูปท่านอุตส่าห์แปะไว้หน่อยหนึ่งนะ แต่ไม่มีรายละเอียดเลยว่า ท่านจะทําอะไรบ้างกับการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยให้ก้าวหน้าขึ้นมา ดิฉันคิดว่าทุกชาติ มีอาหารประจําชาติ เรามีอาหารไทยที่เราถือว่าเป็นระดับคุยซีน (Cuisine) มีประเทศน้อยมาก ที่เขามีตํารับอาหารในระดับคุยซีน เราเองมีเลยทั้งในระดับการแพทย์แผนไทย มีมวยไทย มีการนวดไทย ต้องบอกว่ามันเป็นภูมิปัญญาที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ปรากฏว่าเราได้ละเลย และทอดทิ้งนะคะ เราไม่ได้มีความพยายามที่จะมีการต่อยอดสิ่งเหล่านี้ให้มาเป็นประโยชน์ กับสังคมปัจจุบัน ทีนี้ดิฉันคิดว่าในส่วนของระบบบริการสาธารณสุขถ้าจะพูดอย่างนั้นนะคะ แต่ในวาระต่อมาที่บอกว่าจะสนับสนุนระบบส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคใหม่ ๆ ต้องบอกว่าในหนังสือของ ฟริตจ๊อบ คาปร้า พูดเอาไว้ชัดเจนข้อหนึ่งว่า โรคใหม่ ๆ ที่หายไป อาจจะไม่ใช่เพราะความสามารถของแพทย์สมัยใหม่นะ แต่มันเกิดขึ้นจากสุขอนามัยที่ดีขึ้น ความสะอาดที่ดีขึ้น ทําให้โรคต่าง ๆ เหล่านั้นมันหมดไป แต่เวลานี้โรคแบบใหม่ คือโรคไม่ติดต่อ ประเภทโรคที่เกิดจากพฤติกรรมทางสังคม เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเน่าเสียต่าง ๆ และพฤติกรรมในการบริโภคของเรา เช่น โรคหัวใจ โรคไขมัน โรคความดันโลหิตสูง โรคอะไรทั้งหลายเหล่านี้ซึ่งที่จริงแล้วต้องบอกว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็ไม่มีวิธีการรักษานะคะ แต่ว่าถ้าจะบอกว่าคือคณะกรรมาธิการได้ยกคําพูดที่เรียกว่า นิยามสุขภาพขององค์การอนามัยโลกที่บอกว่าสุขภาพนั้นไม่ใช่เพียงแค่สุขภาวะทางกาย แต่เป็นสุขภาวะทางกาย จิต สังคม สิ่งแวดล้อม แล้วอาจจะต้องรวมถึงสุขภาวะทางปัญญาหรือไม่ สุขภาวะที่เขาเรียกว่า สปิริชวล เฮลธ์ ตอนนั้นเขาใช้คําว่า สุขภาวะทางจิตวิญญาณ คนบอกฟังดูมันแปลก ๆ นะ สุขภาวะ สปิริชวล เฮลธ์ อาจจะหมายถึงสุขภาวะทางปัญญาหรือไม่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้การแพทย์แผนปัจจุบันตอบสนองได้จริงหรือเปล่าคะ แต่การแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นการแพทย์แบบองค์รวม จะสามารถตอบสนองสิ่งเหล่านี้ได้ ในขณะที่การแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมันเป็นวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์แบบแยกส่วน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าท่านต้องการจะให้บรรลุถึงนิยามคําว่า สุขภาพนั้น ท่านควรจะต้องผลักดันให้การแพทย์แผนไทยนั้นเข้ามาอยู่ในระบบบริการ เข้ามาอยู่ ในระบบการส่งเสริมสุขภาพ เพราะว่าในส่วนของการส่งเสริมสุขภาพที่เป็นองค์รวมนั้น น่าจะสอดคล้องกับระบบส่งเสริมสุขภาพของแผนไทยอย่างที่การป้องกันโรคใหม่ ๆ อย่างที่ท่านพูดถึงนะคะ เพราะดิฉันเองก็อยากจะเห็นการลงรายละเอียดในเรื่องนี้ให้มากขึ้น แล้วก็อยากจะเห็นไปถึงขั้นว่าในรัฐธรรมนูญจะต้องมีประเด็นในเรื่องของการที่จะพัฒนา การแพทย์แผนไทยให้เป็นการแพทย์แห่งชาติ เวลานี้อาจจะไม่สามารถที่จะเป็นการแพทย์หลัก แต่เราควรหรือไม่ที่จะมีอะไรที่เป็นของเราเอง ซึ่งในอดีตถ้าท่านเพื่อนสมาชิกเคยดูหนัง เรื่องโหมโรง เราจะเห็นได้ว่าแม้แต่ดนตรีไทยในยุคสมัยหนึ่งผู้นําประเทศก็สั่งให้เลิก เหมือนกับยาไทยนั่นล่ะ ให้ไปสนใจบัลเลย์ สนใจดนตรีฝรั่ง แล้วก็คนที่เป็นนักดนตรี ต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ เรียนกัน ดิฉันคิดว่าทําไมเราจึงไม่ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมที่เรามีอยู่ แล้วกลายเป็นว่าเราพยายามจํากัดตัวเราเองด้วยซ้ําไป ในขณะที่ดิฉันไปดูการแพทย์ที่พม่า เขาเอาการฝังเข็มมาเป็นการแพทย์ของแผนพม่าเลย ไม่ใช่แผนปัจจุบันด้วยนะคะ ในอดีตการแพทย์แบบฝังเข็มหมอไทยทําได้นะคะ แต่หลังจากที่เขาพบว่าการฝังเข็ม ของจีนนั้นเป็นวิทยาศาสตร์ เท่านั้นล่ะการแพทย์แผนปัจจุบันก็รวบไปเป็นของตัวเอง แล้วห้ามหมอไทยใช้อีก ซึ่งดิฉันคิดว่าในอดีตตั้งแต่สมัยพระนารายณ์เรานําขี้ผึ้งจากต่างชาติ เอามาอยู่ในสูตรยาไทย หรือแม้แต่ในหนังสือ ในคัมภีร์โอสถพระนารายณ์มีการใช้โสมและใช้ภาษาเดิมคือจินเส็ง อยู่ในตํารับยาด้วย แต่มาถึงปัจจุบันนี้กลายเป็นว่าเราพยายามกีดกันตัวเราเอง เราไม่ให้หมอไทย พัฒนาที่จะใช้สารใหม่ ๆ เข้ามา ดิฉันเองคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นการจํากัดการพัฒนาของเรา สิ่งที่สําคัญที่สุดดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเราจะมีเจตจํานงทางการเมืองมันต้องมีการระบุเรื่องนี้ ให้ชัดเจน และเจตจํานงทางการเมืองข้อหนึ่งที่จะเป็นการสะท้อนออกมาว่าท่านสนใจ ที่จะส่งเสริมสุขภาพแบบที่ท่านกรรมาธิการบอกว่า สร้างนําซ่อม ป้องกันดีกว่ารักษา จริงหรือไม่ ต้องไปดูที่งบประมาณ ที่ท่านพูดถึงเรื่องงบประมาณนี่นะคะ แต่ท่านอาจจะ ไปพูดในส่วนอื่น ดิฉันขอตั้งประเด็นขึ้นมาว่าถ้าดูจากงบประมาณที่กระทรวงสาธารณสุขได้ และเปรียบเทียบกับกรมการแพทย์แผนไทย สมมุติว่ากระทรวงสาธารณสุขได้งบประมาณ ในการบริหารกระทรวง ๑๐๐ บาท กรมการแพทย์แผนไทยได้ ๑ สลึงค่ะ ๑ สลึงเท่านั้น และถ้าเราดูจาก สปสช. ที่เป็นผู้ซื้อบริการและประชาชนได้รายหัวมา ตอนนี้ปีหนึ่งเท่าไรคะ ๒,๒๐๐ บาท ประมาณนั้นใช่ไหมคะ แต่ว่าการแพทย์แผนไทยได้ ๘ บาท เท่าไร ดิฉันลองคํานวณดู ๓๖ สตางค์ค่ะ และเมื่อสักครู่ดิฉันขณะขับรถมาดิฉันก็เปิดฟังนะคะ ท่านประธานกรรมาธิการก็บอกว่างบประมาณในส่วนของการป้องกันสุขภาพอยู่ที่ ๔-๗ บาท โดยประมาณ ก็คือ ๔-๗ เปอร์เซ็นต์ใน ๑๐๐ บาท ซึ่งดิฉันคิดว่าตัวเลขของงบประมาณนี่ล่ะ เป็นตัวที่บ่งบอกอย่างสําคัญว่ามีการให้ความสําคัญในยุทธศาสตร์สร้างนําซ่อมจริงหรือเปล่า และดิฉันเห็นว่าถ้าการที่เราจะผนวกเอากระบวนการดูแลสุขภาพที่มีประชาชน เป็นศูนย์กลาง ดิฉันยังเห็นว่าเรายังไม่มียุทธศาสตร์ รัฐของเราหรือกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมในการที่จะนําเอาองค์ความรู้ บุคลากร เช่น หมอพื้นบ้าน หมอไทย ซึ่งเป็นระบบบริการทางการแพทย์ในชุมชนนํามาใช้อย่างจริงจัง ดิฉันเองคิดว่า จริง ๆ แล้วยุทธศาสตร์นั้นไม่ใช่เพียงแค่ว่าเน้นให้คนเข้าถึงบริการเท่านั้น แต่ท่านจะต้อง นําให้การแพทย์แผนไทยนั้นเข้าไปถึงตัวประชาชนเลย และเวลานี้ต้องบอกว่าข้อดี ของการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านนั้นมันอยู่ในชุมชน มีบุคลากรอยู่ในชุมชน ประชาชนคุ้นเคยยิ่งกว่าแผนฝรั่ง ทําไมเราถึงไม่เอาสิ่งที่เป็นข้อดีเหล่านี้เข้ามาเป็องค์ประกอบ ในระบบการให้บริการสุขภาพของเรา ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่าเรามีการส่งเสริม เรื่องนี้อย่างจริงจัง มันต้องทํายุทธศาสตร์ตรงนี้ให้ชัดเจน แต่ดิฉันบอกว่าในยุทธศาสตร์ ที่ท่านกําหนดมาไม่มียุทธศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการแพทย์แผนไทยซึ่งขาดหายไป ดิฉันเอง ก็อยากให้ท่าน ถ้าท่านมีเวลาน่าจะทําในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น ดิฉันเองเห็นว่าสิ่งที่มันเป็นรากเหง้า ของเรานี่มันมีความสําคัญ ท่านเห็นต้นไม้ใช่ไหมคะ ต้นไม้ที่สูงใหญ่ร่มใบครึ้มขนาดไหน มันจะบอกท่านเลยว่ารากมันหยั่งลึกเท่า ๆ กับลําต้นที่พุ่งขึ้นสู่บนพื้นดิน เพราะฉะนั้น ถ้าเรายิ่งสามารถกลับไปหาภูมิปัญญาในอดีตของเราได้ลึกซึ้งมากเท่าไร ดิฉันเชื่อว่าเราจะ สามารถที่จะสร้างระบบสุขภาพที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้คนได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่เวลานี้ ต้องบอกว่าประเทศไทยกําลังเป็นม้าอารีนะคะ เราส่งเสริมการแพทย์แผนจีน เราส่งเสริม การแพทย์ทุกประเภทเข้ามา แต่เราทิ้งการแพทย์ที่เป็นของเราเอง และดิฉันคิดว่าสิ่งที่ จะทําให้เกิดยุทธศาสตร์ในการที่จะส่งเสริมการแพทย์แผนไทยอย่างจริงจังนั้นมันต้องมีตลาด คุณต้องสร้างสิ่งที่เราเรียกว่าดีมานด์ (Demand) ถ้าดีมานด์โดยที่ สปสช. ในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ มีการซื้อบริการทางการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านมากขึ้น มันก็จะทําให้เกิดซัพพลาย (Supply) มากขึ้น เกิดการเรียกว่าการวิจัย การส่งเสริม ปรับปรุงคุณภาพต่าง ๆ มากขึ้น แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ แล้วก็บอกว่าปฏิรูปมันเป็นเพียงอยู่ในอากาศ มันก็เป็นเพียงแค่ ลิพเซอร์วิส (Lip Service) หรือเป็นการเพียงแต่พูดแปะ ๆ เอาไว้เท่านั้นเองแต่ไม่มีการทํา อย่างจริงจัง ดิฉันเองหวังนะคะว่าเราควรจะมีสิ่งต่าง ๆ ที่มันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของเรา แล้วก็พัฒนาให้มันสามารถตอบสนองต่อโลกยุคใหม่ ดิฉันเองนึกถึงคําพูดของพ่อค้า ควรจะเรียกว่าพ่อค้ายาไทยท่านหนึ่ง ที่พูดกับดิฉันบอกว่าภูมิปัญญาถ้าเอามาทํามาหากินไม่ได้ ไม่มีใครอยากรักษานะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่จะส่งเสริมการแพทย์แผนไทย ให้ยืนยงอยู่ได้นั้นต้องทําให้มันสามารถที่จะเข้ามาอยู่ในระบบที่จะทําให้คนดูแลสุขภาพ มีทางการตลาดได้ ดิฉันเองคิดว่าเรามีพัฒนาการในเรื่องนี้น้อยมากโดยเฉพาะในเรื่อง เทคโนโลยีด้วยนะคะ ดิฉันเองดูในเรื่องของเทคโนโลยีในส่วนของการแพทย์ไทยปรากฏว่า เรามีเทคโนโลยีแบบต่ําสุดเลย ไปดูอย่างการทําแบทช์ นัมเบอร์ (Batch number) การปั๊มตรา วันหมดอายุ คือโลว์เทค (Low tech) ที่สุด เทคโนโลยีต่ําสุดก็คือใช้มือปั๊มเอา แล้วก็เทคโนโลยีสูงสุดก็คือเป็นเครื่องอิงค์เจ็ท (Inkjet) แต่ถ้าไปดูประเทศอินเดีย ขนาดโรงงานผลิตยาของเขาขนาดยอดขาย ๑๐๐ ล้านบาท เขามีระบบที่มันเป็นเซมิแมนวล (Semi manual) ก็คือว่าใช้ทั้งมือแล้วก็เครื่อง แล้วเขาก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่มันเป็น เทคโนโลยีระดับกลางเพื่อการพัฒนาคุณภาพของยา แต่ปรากฏว่าของเราไม่เคยมีความคิด ในเรื่องการพัฒนาอุปกรณ์การผลิตยาแบบเทคโนโยลีระดับกลางให้ยามีคุณภาพ แต่เสร็จแล้ว เราบอกว่าการผลิตยาไทยต่อไปต้องเป็นจีเอ็มพี (GMP) นะ อันนี้มันเท่ากับว่าเรานี่ปล่อย การแพทย์แผนไทยนี้อยู่ในสภาพตามยถากรรมมาเป็นเวลา ๑๐๐ ปี แต่พอมาถึงวันหนึ่ง เราบอกว่าต้องพัฒนาการแพทย์แผนไทยขึ้นมาเท่ากับมาตรฐานยุโรปโดยที่เราไม่เคยถามว่า แล้วตกลงใครเป็นตลาดของเรา ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการที่พูด เรื่องการปฏิรูปควรจะต้องคิดเรื่องนี้นะคะว่าเราจะปฏิรูปจริง ๆ อย่างไรที่จะทําให้ การแพทย์แผนไทยซึ่งมีคุณค่ามหาศาลนั้นมันกลับมามีชีวิตชีวาอยู่ในสังคมเราและ รับใช้สังคม แต่เวลานี้เราต้องบอกว่าการแพทย์แผนไทยนั้นมีพัฒนาการอยู่ภายใต้การมอง แบบการแพทย์ตะวันตก ดิฉันอุปมาง่าย ๆ นะคะว่าการแพทย์แผนไทยเหมือนคุณ จะกินกาแฟ คุณย่อมไม่พัฒนากาแฟไปเป็นคาเฟอีน (Caffeine) ใช่ไหม แต่เวลานี้เราเห็นว่า การพัฒนาการแพทย์แผนไทยหรือยาไทยคือการเปลี่ยนกาแฟให้เป็นคาเฟอีน ซึ่งมันต่างกันมาก เราจะต้องพัฒนาการแพทย์แผนไทยหรือยาไทยในรูปของกาแฟที่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่คุณภาพอยู่ที่การแยกออกมาเป็นคาเฟอีน ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าความคิดในเรื่องนี้ มีความแจ่มชัดเราก็จะสามารถที่จะพัฒนาการแพทย์แผนไทยเหล่านี้ขึ้นมาได้ แล้วดิฉัน เชื่อมั่นว่าเราจะลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในการที่จะต้องนําเข้ายาจากต่างประเทศลง แล้วก็ดิฉันเองเคยพูดว่าการลดรายจ่ายเท่ากับการเพิ่มรายได้ ถ้าเราสามารถลดการนําเข้า ยาแผนปัจจุบันลงโดยหันมาใช้ยาแผนไทย ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี คือการลดการนําเข้า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันจะสร้างมูลค่าในประเทศมากกว่านั้น ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็น สิ่งที่มันขาดหายไปนะคะในการทํายุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เพราะฉะนั้น ดิฉันเองก็คงจะเสนอเพิ่มเติมเพียงแค่นี้นะคะว่าในสิ่งที่คณะกรรมาธิการทํามาก็เป็น สิ่งที่น่าชื่นชม น่าสนับสนุน แต่ก็อยากขอให้คิดถึงการแพทย์แผนไทยในทั้ง ๓ ระบบของท่าน คือในระบบบริการสาธารณสุขเราจะพัฒนาการแพทย์แผนไทยขึ้นมาเข้าสู่ระบบการบริการ เหล่านี้ได้อย่างไร แล้วก็รวมไปถึงการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคนั้น เราจะอาศัย การแพทย์แผนไทยเข้ามาได้อย่างไร แล้วก็รวมไปถึงว่าถ้าเราจะพัฒนาอย่างจริงจังนั้น งบประมาณที่สมเหตุสมผลควรจะเป็นเท่าไร ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ๐๗๔ ด้านการศึกษาครับ ผมขอบคุณคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพยิ่งเลย ที่มีรายงานฉบับนี้ขึ้นมา ทําให้ผมย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ผมเด็ก ๆ ช่วงนั้น พ.ศ. ๒๕๐๗ ผมอยู่ที่วัด ผมไปหาหมอ ไอแล้วก็มีเสมหะ หมอบอกผมว่าผมเป็นหวัดลงคอ และที่สุดหมอก็สั่งยาให้ผม คิดราคาตอนนั้น ๓๕ บาท ท่านประธานครับ ผมมีเงินอยู่ในกระเป๋า ๒๐ บาท เด็กวัดนี่ครับ คนที่เป็นคนจ่ายยาให้ผมไม่ใช่หมอหรอกครับ เคาะยาออก ๕ เม็ด แล้วก็เอายามาให้ผม ตั้งแต่วันนั้นผมมองระบบสาธารณสุขด้วยความไม่เข้าใจ ทําไมจึงมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เขาไม่ใช่คนหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้การพูดถึงเรื่องนี้ทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่คิดว่า ถ้ามีการปฏิรูปได้จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้มัน ๕๐ ปีแล้ว ผมเข้าใจว่าความหวังของ การเปลี่ยนแปลงทางด้านสาธารณสุขของไทยน่าจะเกิดขึ้นได้ ผมจะพูดใน ๓ ประเด็น ประเด็นละ ๑ วาระ ๓ วาระรวด และเข้าใจว่าไม่ใช้เวลามากเกินความจําเป็น
ประการแรก ผมมองว่าถ้าเราพูดถึงระบบสาธารณสุขเราคงต้องพูดถึงเรื่อง การผลิตบุคลากรทางด้านการแพทย์ วันนี้ผมมองว่าถ้าเราไม่ปฏิรูปการผลิตบุคลากร ด้านเหล่านี้เราจะพูดถึงระบบสาธารณสุขทั้งระบบก็คงประสบความสําเร็จได้ยาก เรามีปัญหา ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในเชิงปริมาณนั้นวันนี้สังคมไทยรู้อยู่ครับว่าเราขาดแคลนแพทย์ เราขาดแคลนบุคลาการทางด้านสาธารณสุข แต่กลไกการผลิตเหล่านี้กลับเหมือนกับไม่ได้ยินเสียง ผลิตเท่าที่ผลิตได้ ผลิตเท่าที่จะทําได้ แทนที่จะคิดที่จะขยายกลไกการผลิตให้มากขึ้น ตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ผมอยากพูดถึงการผลิต บุคลากรทางการแพทย์ ออนดีมานด์ (On demand) ตามความต้องการของประชาชน ตามความต้องการของชุมชนท้องถิ่น ถ้าเราพูดถึงการผลิตออนดีมานด์แล้วการแพทย์แผนไทย ก็คงอยู่ในดีมานด์ตรงนี้ด้วย ผมพูดถึงการผลิตแพทย์บายเลเวล (By level) คือตามระดับ ลูกชายผมเป็นวิศวกรครับ เขาบอกว่าเขาสามารถออกแบบ รับรองแบบได้แค่นี้ล่ะ ถ้าหลายชั้นมากกว่านี้ต้องให้อาจารย์เขาเป็นคนทํา ผมเข้าใจว่าสังคมไทยกําลังต้องการ แพทย์แบบนี้ บางเรื่องที่ไม่ใช่รุนแรงมากนักก็มีแพทย์ระดับหนึ่ง บางเรื่องเป็นซีเรียส เธรท (Serious threat) ก็ต้องใช้แพทย์อีกระดับหนึ่ง ถ้าเราใช้แพทย์ในระดับเดียวกัน ด้วยมาตรฐานเดียวกันเราก็จะขาดแคลน เพราะฉะนั้นกระบวนการผลิตแพทย์ทั่วไป อาจจะต้องขยายพื้นที่มากขึ้น ขยายปริมาณมากขึ้น ส่วนแพทย์เฉพาะทางที่ลึกก็คงจะต้อง ใช้ความสามารถเฉพาะ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง วิธีการผลิตแพทย์ด้วยกระบวนการที่ คัดนักเรียนแบบนี้ผมมองว่าเป็นการคัดนักเรียนแบบที่ง่ายเกินไป ท่านประธานของผม ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ผมไม่เชื่อว่าท่านเรียนได้แค่พยาบาล ถ้าเปิดโอกาสให้ท่านเรียนแพทย์ได้ ผมเข้าใจว่าเราจะมีแพทย์ที่ดีและหน้าตาดีอย่างที่เห็นอยู่ เพราะฉะนั้นกระบวนการผลิตแพทย์ คงไม่ใช่จํากัดด้วยมาตรฐานในการวัดนักเรียนอย่างที่เป็นอยู่แล้วกระมัง เปิดโอกาสมากขึ้นไหมครับ ในการที่ให้เรามีนักเรียนเข้าสู่ระบบแพทย์มากขึ้น วันนี้ออนดีมานด์ ไม่ใช่ดีมานด์ของแพทยสภา มันคงจะเป็นดีมานด์ของประชาชนที่เขาเดือดร้อน
ประเด็นที่ ๓ เรื่องของการผลิตแพทย์ ผมว่าต้องออน ฮิวแมน สปิริต (On Human Spirit) กระบวนการผลิตแพทย์ต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ผมมีแพทย์ที่สุราษฎร์อยู่คนหนึ่งขออนุญาตที่เอ่ยนาม คือคุณหมอคมพจน์ ผมมีปัญหาเรื่องของเส้นเลือดหัวใจ ผมไปหาหมอคมพจน์ทุกครั้ง แล้วคุณหมอบอกว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายที่อาจารย์ทํา มาตรวจกี่ครั้งกี่ครั้งก็ไม่มีค่าใช้จ่าย อาจารย์ไปเอายา ที่โรงพยาบาลได้ หมอแบบนี้ละครับที่เป็นที่ต้องการของสังคมไทย ไม่ใช่เรียกคนไข้ จากโรงพยาบาลรัฐมาอยู่ที่คลินิก แต่หมอคมพจน์พยายามที่จะบอกลุง บอกป้า บอกว่า ไปที่โรงพยาบาลเถอะ ตรงนี้ไม่ต้องเสียเงิน หมอแบบนี้แหละครับคือฮิวแมน สปิริต ที่เราควรจะมี
ประเด็นถัดไปครับ เรื่องของปฏิรูปกระบวนการส่งเสริมสุขภาพ เมื่อวานครับ ท่านประธานครับ ผมไปวัดความดัน พอไปนั่งปั๊บเจ้าหน้าที่ก็วัดให้ผมเลย ความดันผม ๑๕๙ ๘๐ เจ้าหน้าที่บอกว่าสูง ผมหน้าซีดเลยครับ เพราะปกติไม่เชื่อว่าอย่างนั้น คุณหมอณรงค์ศักดิ์ ที่นั่งอยู่ข้างบนนะครับ บอกอาจารย์ อาจารย์ต้องถอดสูทออก แล้วก็อย่านั่งไขว่ห้าง แล้วอาจารย์ก็นั่งสักพักหนึ่งแล้วค่อยวัดใหม่ ผมทําตามคําแนะนําครับ ความดันผมเหลือ ๑๓๔ ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ คําแนะนําง่าย ๆ ถ้าเราสามารถที่จะส่งความรู้ ข้อมูลเหล่านี้ไปให้กับประชาชนโดยทั่วไป เขาเรียนรู้ในการทําจัดการกับตัวเขาเองไม่ยากเย็นมากนัก แต่เราไม่บอก เรามีกระบวนการสื่อสารที่ไม่เพียงพอใช่หรือไม่ ผมบอกว่ากระบวนการ ที่เป็นเรื่องของสุขภาพนั้น ต้องบอกว่าเฮนซ์ อิน ออน มีเดีย (Hence in on media) นั่นแปลว่าจากนี้เป็นต้นไประบบสุขภาพนั้นต้องมีกระบวนการสื่อสารในทุก ๆ สื่อได้แล้วกระมัง สื่อที่ว่านั้นอย่างน้อยคนก็สามารถเป็นสื่อในเรื่องของสุขภาพได้ อย่างน้อยเอกสารข้อมูลต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องของสุขภาพได้ อย่างน้อยสื่อทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ออนไลน์ เรามีแอพพลิเคชัน (Application) สักอันหนึ่งสําหรับประชาชนทั่วไปที่เขาสามารถเรียนรู้ศึกษาเรื่องสุขภาพ ของเขาได้ ออนไลน์ สิ่งแบบนี้ผมว่ามีความจําเป็นมากในการที่จะสื่อสารไปถึงประชาชน รวมทั้งสื่อกระแสหลักทีวี วิทยุที่จําเป็นจะต้องมี รวมทั้งหนังสือพิมพ์ด้วย วันนี้เรามีทีวี ช่องไหนบ้างไหมครับท่านประธานที่พยายามสื่อข้อมูลเหล่านี้ให้กับประชาชน นอกจากละคร ที่เราเห็นอยู่ตบตีกันนัวเนียไปหมด สิ่งเหล่านี้ผมเข้าใจว่าประชาชนยังมีความต้องการให้เรา สื่อสารไปถึงเขาในทุก ๆ ช่องทางที่เป็นไปได้ และประเด็นที่สําคัญที่สุดก็คือต้องพูดบอกว่า เป็นเรื่องของการสื่อสารทุก ๆ ที่ แปลว่าทุก ๆ ที่เขาไป มีกระบวนการสื่อสารเรื่องสุขภาพอยู่ ผมเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สําหรับประชาชนมาก
ในวาระสุดท้ายครับที่เป็นรายงานของฉบับนี้ ผมอยากจะพูดถึงพีพีพี (PPP) พีพีพี ก็คือ พับลิก ไพรเวท พาร์ติซิเพชัน (Public Private Participation) ผมมองว่า ลําพังแต่รัฐอย่างเดียวไม่สามารถจัดการกับระบบสุขภาพของประเทศได้แล้ว ณ เวลานี้ ผมมองว่าโรงพยาบาลเอกชนจําเป็นอย่างยิ่งต้องให้บทบาทเขามากขึ้น เขาไม่ควรจะถูกมองว่า เป็นโรงพยาบาลที่เอารัดเอาเปรียบแล้ว เขาควรจะถูกมองว่านี่คือกลไกที่จะช่วยทําให้ ระบบสุขภาพของรัฐมันประสบความสําเร็จได้ โรงพยาบาลเอกชนช่วยได้หลายเรื่องครับท่านประธาน อย่างน้อยเราต้องเปลี่ยนความคิดรวบยอดใหม่เกี่ยวกับโรงพยาบาลเอกชนว่า เขาไม่ใช่คู่แข่ง แต่เขาก็คือร่วมพัฒนา ร่วมปรับปรุงระบบสาธารณสุขของชาติได้นะครับ เมื่อเราเปลี่ยนแปลง ความคิดรวบยอดเหล่านี้ได้แล้ว
ประเด็นถัดมาก็คือโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นทางเลือกสําหรับผู้มีศักยภาพ ที่จะเลือก เราไม่ควรจะต้องไปจํากัดว่าโรงพยาบาลเอกชนต้องเป็นของคนรวยหรือคนจน เท่านั้น แต่ถ้าเขามีศักยภาพที่จะเลือกเขาเลือกได้ และเมื่อเขาเลือกได้แล้ว พื้นที่ในโรงพยาบาลของรัฐทั่วไปมันก็จะว่างลง ผมพูดถึงโรงพยาบาลเอกชนในเรื่องของ การถ่ายโอนคนไข้ ผมมองว่าจะเป็นคลินิกก็ดี จะเป็นโรงพยาบาลเอกชนก็ดีสามารถที่จะ โยกถ่ายโอนคนไข้ได้ แน่นอนว่าการถ่ายโอนคนไข้นั้นต้องอยู่ในศักยภาพที่คนไข้สามารถที่จะ จ่ายได้ด้วย บางคนไปนอนที่โรงพยาบาลของรัฐด้วยความยากลําบาก ถ้าให้มีทางเลือก ที่โอนไปในภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลเอกชนและรัฐ ผมเข้าใจว่า ทางเลือกนี้จะถูกเลือกมากขึ้นนะครับ
ในเรื่องของการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลเอกชนและ โรงพยาบาลของรัฐ ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่จําเป็นอย่างยิ่ง เราปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าหมอดี ๆ หมอเก่ง ๆ มีไม่น้อยทีเดียวที่อยู่ในโรงพยาบาลเอกชน เพราะฉะนั้นจะเป็นอย่างไรไหมครับ ที่เราจะทําให้การถ่ายโอนหมอเป็นเรื่องที่เป็นปกติระหว่าง ๒ โรงพยาบาลประเภทนี้ จะเป็นไปได้ไหมครับที่โรงพยาบาลเอกชนนั้นเป็นกลไกของการสื่อสารทางด้านสุขภาพ ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงภายใต้สื่อที่เราเตรียมไว้ให้ จะเป็นไปได้ไหมครับ ที่ทําให้โรงพยาบาลเอกชนกับโรงพยาบาลของรัฐใช้เครื่องมือทางการแพทย์ร่วมกัน และมีความเป็นไปได้ไหมครับที่ทําให้โรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีแพทย์ดี ๆ นั้นเป็นส่วนหนึ่ง ในกระบวนการผลิตแพทย์ในระบบของเราด้วย ผมเข้าใจว่าทั้ง ๓ เรื่องนี้น่าจะทําให้ รายงานของคณะกรรมาธิการที่ทํามาอย่างดีประสบความสําเร็จสมบูรณ์ได้ครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานถึงทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขด้วยความชื่นชมเพราะว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชม ระบบการให้บริการด้านสาธารณสุขมาโดยตลอดนะครับ แล้วก็ได้เป็นตัวอย่างของการพัฒนา ในหลาย ๆ ด้านนะครับ ผมอ่านเอกสารทั้งหมดอย่างค่อนข้างละเอียดด้วยความสนใจ เป็นพิเศษนะครับ ผมคิดว่าเอกสารต่าง ๆ ทําได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์และค่อนข้างดีมาก มีเพียงประเด็นเดียวที่ผมจําเป็นที่อาจจะต้องขอเสนอความคิดเห็น ก็คือเอกสารในวาระที่ ๒๔ คือผมได้ใช้เวลาอ่านเอกสารตั้งแต่เริ่มเปิดประชุมและอ่านอย่างต่อเนื่องไปจนกระทั่งถึง ปัจจุบัน ผมเห็นพ้องตามการอภิปรายของบางท่านที่ได้พูดถึงว่าเอกสารในวาระที่ ๒๔ เรื่องของระบบการเงินการคลัง ยังเป็นเอกสารที่ค่อนข้างอาจจะดูแล้วยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไร ในเชิงของรายละเอียดนะครับ มีการศึกษาหรือหลักฐานอ้างอิงต่าง ๆ หรือระบบการจัดการต่าง ๆ ผมคิดว่ายังไม่ค่อยเพียงพอเท่าไรในมุมมองที่อ้างอิงอันนี้นะครับ ยกตัวอย่าง ในเอกสารเพิ่มเติม ของรายงานเพิ่มเติมที่มาเมื่อเช้านี้ในเรื่องของการที่จะมีคณะกรรมการประสานงานกองทุน ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพที่ตั้งเมื่อปีที่แล้ว และได้มีมติเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ ให้ก่อตั้งสํานักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือที่ใช้ชื่อย่อว่า สมสส. ให้เป็นองค์กรมหาชนเพื่อจะจัดการปัญหา ตามเพาเวอร์พอยท์ หน้า ๔๔ ต่อเนื่องหน้า ๔๕ ที่ระบบการเงินที่จะใช้เข้าไปสู่โรงพยาบาลนั้นมีปัญหา แล้วก็จําเป็นจะต้องมีองค์กรมหาชนนี้เกิดขึ้นมาตามมติของคณะกรรมการดังกล่าวนะครับ ในขณะเดียวกันในเอกสารร่างแรกก่อนที่จะมาเป็นเอกสารเพิ่มเติมมันมีอันหนึ่งก็คือ เรื่องการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพระดับชาติ ที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า เนชันแนล อินฟอร์เมชัน เคลียร์ริง เฮาส์ (National Information Clearing House) นะครับ ผมเองอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจว่า สมสส. กับตัวเคลียร์ริง เฮาส์ (Clearing house) เป็นตัวเดียวกันหรือเปล่าในความหมายนะครับ สมสส. จะทําหน้าที่แค่การประเมิน หรือประมวลผลทางด้านระบบข้อมูลสารสนเทศ แล้วจะทําหน้าที่รวมไปถึงเคลียร์ริง เฮาส์ หรือเปล่านะครับ ซึ่งในลักษณะอย่างนี้ก็จะเป็นความน่าเป็นห่วงของเอกสารที่ทําการศึกษามานะครับ บังเอิญเรื่องนี้ที่ผมจําเป็นต้องนั่นเพราะว่าได้รับข่าวสารมาถึงปัญหาในประเด็นตรงนี้ แล้วก็กังวลใจว่าเมื่อมาถึงสภาปฏิรูปของเราแล้วมันอาจจะเปลี่ยนในมุมมองของความขัดแย้ง ที่ด้วยความเห็นไม่ตรงกันตรงนี้ ถ้าเราทําเรื่องนี้ให้รอบคอบที่จะดูกลไกต่าง ๆ ทําการศึกษาต่าง ๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะนําไปใช้ในการที่จะก่อให้เกิดความต้องการตรงนี้ จริง ๆ นะครับ ซึ่งสิ่งที่ผมกังวลใจก็บังเอิญเช่นกันในเอกสารเพิ่มเติมของอันนี้ได้ระบุ ในตอนท้ายว่าในวาระที่ ๒๔ นั้นนําเสนอเพื่อให้ สปช. เรามีมติเห็นชอบเพื่อนําเสนอต่อ ครม. แล้วก็ สนช. ต่อไป ผมเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ครับว่า ด้วยประเด็นตรงนี้ก็เลยมองว่าในวาระที่ ๒๔ นั้นอาจจะ จําเป็นที่จะต้องให้คณะกรรมาธิการทําการศึกษาเพิ่มเติมถึงความชัดเจน แล้วบังเอิญ มันไปกระทบกองทุนหลายกองทุนไม่ว่าจะเป็น สปสช. เองที่กําลังมีปัญหากันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของประกันสังคม หรือเป็นเรื่องของกรมบัญชีกลางที่เข้ามาร่วมด้วยในตรงนี้ ซึ่งการควอลิไฟ หรือการทําความชัดเจนตรงนี้อาจจะมีความจําเป็น ก็เลยกราบเรียนท่านประธานไปถึง ท่านคณะกรรมาธิการว่าผมชื่นชมในหลักการทํางานทั้งหมด แล้วก็สนับสนุนการทํางานตรงนี้ เป็นกําลังใจอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่าอยากให้สิ่งที่ทําโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบการเงินการคลัง ที่เป็นหัวใจนั้นมีความละเอียดมากขึ้นกว่านี้ในการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป และสามารถที่จะ ทําให้ดึงเอาส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยได้มีโอกาสทํางานกับพวกเรามากขึ้น เพื่อความรอบคอบในการมีมติออกไปครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน นาวาอากาศเอก ไพศาล จันทรพิทักษ์
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นาวาอากาศเอก นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ กรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขด้วย แล้วก็กีฬา ขออนุญาตอภิปรายให้ความเห็นทั้ง ๓ วาระติดต่อกันโดยเป็นภาพรวมนะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือเป็นเรื่องที่อยากจะพูดว่าในระหว่างทํางานก็มีเรื่องที่ทั้งดีใจ แล้วก็เสียใจ ดีใจก็คือกรรมาธิการกีฬาได้มีการเสนอการบรรจุ คําว่า กีฬา ไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ได้รับการบรรจุไว้ในร่างแล้วนะครับ แต่ที่เสียดายและเสียใจก็คือเรื่องของการที่เรา ในฐานะเป็น ๑ ในกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข พยายามจะผลักดันในการที่จะให้ ประชาชนหรือที่ใช้คําว่า บุคคลมีหน้าที่ในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพส่วนตน บุคคลในครอบครัว และสังคม โดยรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมศักยภาพ รวมทั้งการให้ข้อมูล ด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยแก่ประชาชน ซึ่งเป็น ๑ ใน ๘ เรื่องที่เสนอให้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่ได้รับการบรรจุเข้าไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เท่าที่ทราบนะครับ ต่อมาเราก็พยายามจะผลักดัน ก็มีการทําจดหมายถึงประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ก็เสนอเรื่องนี้เข้าไปใหม่ แต่ว่าก็มีการอาจจะไปบรรจุไว้ ผมอยากจะอ่านให้พวกเราที่เป็นสมาชิกได้ทราบว่าในมาตรา ๒๗ ที่ระบุถึงหน้าที่พลเมือง พลเมืองมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
๑. ปกป้องและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้
๒. หน้าที่คือป้องกันประเทศ รับราชการทหาร รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
๓. มีหน้าที่เสียภาษีอากรโดยสุจริต
๔. มีหน้าที่ใช้สิทธิทางการเมืองโดยสุจริตและมุ่งถึงประโยชน์ส่วนรวม
แล้วก็เป็นข้อที่ ๕ ที่อาจจะมีการเติมเข้าไป แต่ยังไม่ได้ทราบว่ามันจะเป็นจริง หรือเปล่า ข้อนี้จะเขียนว่าหน้าที่ของพลเมืองคือช่วยเหลือราชการ ช่วยเหลือในการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ช่วยเหลือในการป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบ หน้าที่ในการรับการศึกษาอบรม ประกอบอาชีพและวิชาชีพโดยสุจริต และสุดท้ายก็มีให้เติมว่า รวมทั้งการดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว อันนี้เป็นข้อที่ได้เสนอเข้าไปใหม่นะครับ แต่ว่าที่จะโยงถึงวาระที่เราคุยกันก็คือว่าสิ่งที่เราพบเห็นก็คือการที่แพทย์ไม่พอ พยาบาลไม่พอ เตียงเต็ม งบประมาณไม่พอ ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่ความไม่เพียงพอทั้งสิ้นจนเราต้องหาทางปฏิรูป แต่สิ่งหนึ่งที่จะทําให้ลดในเรื่องความไม่เพียงพอเหล่านี้คือลดการที่เราไม่เจ็บป่วย หลายท่านในที่นี้ ได้พูดถึงอาจจะต้องเอ่ยถึงท่านสืบพงศ์ ท่านชาลี หรือว่าท่านณรงค์ที่พูดถึงเรื่องของ การดูแลสุขภาพว่าเป็นสิ่งที่มีความสําคัญ เมื่อสักครู่นี้หลายท่านก็พูดถึงการแพทย์ การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย ไม่ว่าจะเป็น การแพทย์แผนอะไรนะครับ ผมอยากจะใช้ว่า การแพทย์ที่ดีที่สุดคือการแพทย์สามัญสํานึกนะครับ อยากจะให้ท่านช่วยจําคํานี้และช่วยไปเผยแพร่ด้วยนะครับว่าพวกเราควรจะมีสามัญสํานึก ในการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่พวกเราอย่างเดียวนะครับ หมายถึงประชาชนชาวไทยนะครับ ถามว่าคนเราอย่าอ้วนนี้ทราบไหม ทุกคนทราบ รับประทานอาหารอย่างที่เมื่อสักครู่นี้ หลายท่านทราบว่ารับประทานอะไรดี อะไรไม่ดี ทราบไหม ออกกําลังกายดีอย่างไรทราบไหมนะครับ ไม่รับสารอันตรายเข้าร่างกาย ผมจะให้ อ ทั้งหมด ๘ อ ด้วยกันนะครับ ไม่รับสารอันตราย เข้าร่างกาย ทราบไหมครับว่าเป็นสามัญสํานึก ท่านที่สูบบุหรี่ ท่านที่ดื่มสุรา ท่านที่กินเหล้านะครับ อย่าอดนอน ทราบไหมว่ามันไม่ดีเพราะว่าจะทําให้ความดันวันรุ่งขึ้นท่านสูงขึ้น แล้วท่านก็ ไม่มีความรู้สึกว่าสดชื่น ท่านต้องไปเช็กอัพ (Checkup) อัพเดท (Update) สุขภาพของท่าน ท่านทราบไหม อารมณ์ที่ท่านควรจะควบคุมให้ได้ ท่านทราบไหม แล้วก็ อ ที่ ๘ ในเรื่องของ การที่จะดูแลสุขภาพคือการป้องกันโรคก็คืออิมมูไนเซชัน (Immunization) อันนี้ต่าง ๆ เป็นเรื่องของการแพทย์สามัญสํานึก ซึ่งผมอยากจะโยงไปถึงว่าถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความกล้าหาญที่จะเขียนไปว่าประชาชนพลเมืองจะต้องมีหน้าที่ ในการดูแลสุขภาพ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในเรื่องของการดูแลสุขภาพนี้จะลดลงแน่ ๆ ดูได้อย่างไรบ้าง เมื่อประมาณสัก ๓ อาทิตย์ที่แล้ว กรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา เราลงไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นะครับ มีการแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย เราก็ไปดู ไปเยี่ยมชมนะครับ ก็มีท่านหนึ่ง อายุ ๑๐๔ ปี มาแข่งขัน ๔ คูณ ๑๐๐ แต่ท่านเป็นไม้ที่จะเป็นการเดินนะครับ มีอายุ ๙๙ ปี มาแข่งวิ่ง มีอายุ ๘๕-๘๙ ปี มาแข่ง ๔ คูณ ๔๐๐ นะครับ ท่านเหล่านั้นมีสุขภาพดีถามว่า มีอินเซนทีฟ (Incentive) อะไรให้คนเหล่านั้นไหม เรากําลังบอกว่าความเหลื่อมล้ํา คนที่ดูแลสุขภาพดีตลอดไม่เคยไปใช้บริการทางการแพทย์เลย ไม่เคยไปใช้งบประมาณ ทางการแพทย์ของรัฐเลย กับคนที่ไม่ปฏิบัติตัวเลย ไม่ระมัดระวังเลยนะครับ แล้วการดูแลสุขภาพที่บอกว่าการแพทย์สามัญสํานึกที่ผมว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีฐานะ อย่างไรก็ตาม มีสิทธิที่จะปฏิบัติตัวเหมือนกัน คนที่หาเช้ากินค่ําท่านลองดูนะครับ อ้วนไหมครับ มีอ้วน มีความดันโลหิตสูง มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมคิดว่าการที่เราจะผลักดันในเรื่องนี้ ผมยังอยากเสนออีกครั้งหนึ่งนะครับว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โปรดพิจารณา อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าการที่เราระบุว่าพลเมืองควรมีหน้าที่นั้น จะเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก แล้วจะลดค่าใช้จ่ายลงนะครับ แล้วจะเป็นคุณูปการกับประเทศไทยด้วยนะครับ เพราะว่า ถ้าเรากําหนดให้มีหน้าที่แล้ว ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ผมเชื่อว่าค่าใช้จ่ายบริการทางการแพทย์ สิ่งที่เรากําลังจะปฏิรูปอะไรต่าง ๆ ที่เรากําลังพูดถึงรายละเอียดต่าง ๆ นั้นนี้ ผมคิดว่า ปัญหาจะเบาบางลงมากเลยนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสุชาติ นวกวงษ์ ค่ะ เชิญอาจารย์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากผมติด ไปประชุมตรงอื่นแล้วเพิ่งจะเข้ามานะครับ ผมมีความเห็นอยู่ ๒ ประการครับท่านประธานครับ เรื่องของสุขภาพนี้ต้องเน้นตรงที่ใกล้ประชาชนมากที่สุด ส่วนที่ใกล้ประชาชนมากที่สุดนะครับ ในความเห็นของผมคือเรื่องของโรงพยาบาลสุขภาพตําบลนะครับ ถ้าเราทําให้โรงพยาบาลสุขภาพตําบล ซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกว่า รพ.สต. นี้นะครับ สามารถเข้าถึงประชาชนได้ เข้าถึงในเชิงส่งเสริมสุขภาพได้ แล้วก็ทําให้สุขภาพของประชาชนดีได้ก็จะลดค่าใช้จ่ายของรัฐไป ซึ่งก็สอดคล้องกับ ท่านหมอไพศาลเมื่อสักครู่นี้นะครับ ทําอย่างไรจึงจะทําให้ประชาชนเห็นว่าสุขภาพเป็นหน้าที่ ของตนเองนะครับ กรณีอย่างเช่นนี้นะครับ เจ็บป่วยนะครับ คุณหมออยู่ที่โรงพยาบาล หมออยู่ที่คลินิก หมอไม่ทราบหรอกครับว่าคนไข้ป่วยด้วยโรคอะไร หมอก็ใช้วิธีซักประวัตินะครับ ซักไปซักมาคนไข้ตอบไม่ถูกก็มี เพราะฉะนั้นหมอก็ใช้วิธีดุลยพินิจว่าคนไข้น่าจะเป็นโรคนี้ จ่ายยาให้ไป ถูกโรคไม่ถูกโรคไม่ทราบ ในความเห็นของผมนั้นคุณหมอไม่ใช่เป็นเทวดา คิดโรคทุกโรคไม่ได้ทั้งหมด ต้องใช้วิธีการแอสซูม (Assume) เอาเหมือนกันนะครับ ไดแอกโนซิส (Diagnosis) นี้นะครับ วิธีการสังเคราะห์เอา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือทําให้ประชาชนเห็นว่า สุขภาพเป็นเรื่องของตนเองครับ นี่คือหน้าที่ของประชาชนต้องคิดนะครับ ในส่วนของรัฐ ถ้าหากว่าประชาชนเจ็บป่วยแล้วก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้บริการประชาชน หลักการ สปสช. ซึ่งเป็นโครงการของนักการเมืองนี้ ผมก็ยังมองไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์ มากนักนะครับ ถึงแม้ว่าจะทําให้ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านะครับ แต่ว่า สปสช. ตรงนั้น ความจริงดูแลได้ทั่วถึงหรือยัง แล้วทําให้เกิดการบริหารงบประมาณ ที่ดีแล้วหรือยัง การบริการสาธารณสุขที่ดีแล้วหรือยังนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ระบบที่นําเสนอครั้งนี้ คือผมไม่ได้ฟังมากนะครับ ถ้าหากว่าระบบตรงนี้ได้ดูแลไปถึงเรื่องของ สปสช. ด้วยนะครับ ก็จะทําให้การดูแลทางด้านสาธารณสุขของประเทศครอบคลุมไปถึง เรื่องปัญหาต่าง ๆ ได้มากขึ้น แล้วก็ช่วยขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้มากขึ้นนะครับ
อีกประการหนึ่งครับท่านประธานครับ เรื่องของสุขภาพนี้ นอกจากจะดูแล โดยประชาชนเองแล้ว รัฐให้บริการแล้วนะครับ ส่วนหนึ่งที่เราจะคิดละเลยไม่ได้คือ ภาคเอกชน ภาคเอกชนก็คือโรงพยาบาลเอกชน ถึงแม้ว่าจะเป็นบริการเสริม แต่ก็เป็นการดูแล ประชาชนทางด้านสุขภาพเช่นเดียวกันนะครับ บางโรงพยาบาลอาจจะเป็นลักษณะของ ธุรกิจพาณิชย์นะครับ เขาเรียกว่า สุขภาพเชิงพาณิชย์ แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นโรงพยาบาลเสริม แต่อย่างไรก็ตามนะครับ โรงพยาบาลบางแห่งที่เป็นของเอกชนก็ให้บริการประชาชนอย่างดี นะครับ แล้วก็ราคาไม่แพง เราควรจะต้องหาทางสนับสนุนโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ให้บริการ ประชาชนในลักษณะของมิตรจิตมิตรใจเหล่านั้นด้วยนะครับ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าโรงพยาบาลไหน ที่ทําแบบนี้ แต่เข้าใจว่าหมอในประเทศไทยที่มีใจรักประชาชนน่าจะมี แล้วก็น่าจะอยู่ใน โรงพยาบาลเอกชนด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการปฏิรูประบบสุขภาพนี้ครับ ก็ควรจะนึก คํานึงถึงหมอเหล่านั้นด้วย ให้หมอเหล่านั้นมีที่ยืน ให้หมอเหล่านั้นคิดได้แล้วก็ร่วมสัมพันธ์กับ ภาครัฐได้ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ถ้ามองทิศทางเหล่านี้เราก็จะมองเห็นว่า ระบบสุขภาพเริ่มต้นตั้งแต่ประชาชนดูแลตัวเอง รัฐช่วยและเอกชนช่วยเสริม ก็จะทําให้ ระบบประกันสุขภาพบ้านเราสามารถพัฒนาได้ตามทิศทางที่เราต้องการ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะอาจารย์คะ ต่อไปขอเชิญคุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดมหาสารคาม เกี่ยวกับเรื่องของการที่คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขที่เสนอวาระที่ ๒๒ วาระที่ ๒๓ วาระที่ ๒๔ ก็คือระบบบริการสุขภาพ ระบบบริการสาธารณสุข ในวาระที่ ๒๒ ระบบส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคใหม่ ๆ ในวาระที่ ๒๓ และระบบการคลังด้านสุขภาพในวาระที่ ๒๔ นะครับ ผมขออนุญาตพูดอภิปรายทั้ง ๓ วาระรวมกันเลยนะครับ เพื่อความต่อเนื่องนะครับ
อันแรกก็คือเรื่องของความสําคัญของระบบสาธารณสุขก็เป็นที่ทราบกันว่า คนทุกคนต้องการมีชีวิตที่ดีมีสุข แล้วถ้าคนมีสุขภาพที่ดีก็ถือว่าเป็นต้นทุนของประเทศ ถือว่าประเทศนั้นได้พลเมืองที่ดีสามารถจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เพราะฉะนั้นแล้ว การลงทุนด้านสุขภาพถือว่าเป็นความคุ้มค่าของประเทศที่ทําให้คนอยู่ดีมีสุขและมีการบริการ ที่ดีนะครับ สมัยผมจบเป็นหมอใหม่ ๆ พ.ศ. ๒๕๒๙ ที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ มีคนไข้ป่วยเป็น โรคไส้ติ่ง สมัยก่อนไม่มีระบบที่จะดูแลด้านการเงินการคลังของผู้ป่วย ถ้าคนไหนไม่มีเงิน พยาบาลก็จะไปต่อรองว่ามีเงินไหม ไม่มีเงินไหม และถ้าไม่มีก็จะมาบอกคุณหมอว่า ขออนุเคราะห์ ขอสังคมสงเคราะห์นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และถ้าคนไข้ไม่มีเงินบางคน ต้องไปหยิบยืมแล้วก็เป็นหนี้เป็นสินนํามาให้เกิดภาวะล่มสลายด้านการเงินการคลังของคน พอมีหนี้มีสินครอบครัวก็แตกแยก ปัญหาอื่น ๆ ก็ตามมา แต่ปัจจุบันผมเชื่อมั่นในเรื่อง ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยที่เรามีความก้าวหน้าแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระดับ ถึงแม้อาจจะมีปัญหาเรื่องของความขัดแย้งบ้าง หมายถึงว่าโดยภาพรวมของ วงการสาธารณสุขของประเทศไทย เรามาด้วยเรียกว่าสิ่งที่มีการพัฒนามาเป็นระดับ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นซึ่งก็บอกว่าในแวดวงสาธารณสุขเรามีผู้หลักผู้ใหญ่ มีประชาชน มีนักคิดต่าง ๆที่จะมาพัฒนาระบบสาธารณสุขของเราให้มีความก้าวหน้าเรื่อย ๆ นะครับ ในส่วนของหลักการความคิดหลักก็คือว่าประชาชนจะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม เป็นหน้าที่ที่ท่านอาจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ที่อภิปรายที่ผ่านมาว่าประชาชนต้องมีหน้าที่ ในการดูแลสุขภาพตัวเองแล้วอย่าพึ่งหมอ ซึ่งอันนี้ก็ตรงกับความคิดแล้วก็อาจารย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ก็บอกว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องคอมมอนเซนส์ (Common sense) ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องว่าสุขภาพเกิดจากตัวเราเอง ประชาชนจะต้องมีความรู้ มีทักษะ แล้วก็มีส่วนร่วมในการที่จะทํางานด้านสาธารณสุข ในการดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ ซึ่งแนวคิดนี้ก็เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยที่เรากําเนิด อสม. มา ผมจําได้ผมเป็นนักศึกษาแพทย์ สมัยก่อนเราคิดว่าแต่ก่อนการแพทย์จะต้องพึ่งหมอ แต่ช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลง ทางความคิดว่าถ้าประชาชนมีความรู้สามารถจะจัดการตัวเองได้ สามารถจะร่วมในการที่จะ บริหารสุขภาพได้ โรคเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถดูแลตัวเองได้ โรคเจ็บป่วยปานกลาง ก็มาสถานีอนามัย โรคเจ็บป่วยที่หนักขึ้นก็มาโรงพยาบาลอําเภอ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลจังหวัด ซึ่งแนวความคิดนี้ก็เกิดเรื่องของอาสาสมัครสาธารณสุขขึ้นมา หรือ อสม. เพราะว่ากระทรวงสาธารณสุขก็สร้าง อสม. ขึ้นมาเพื่อจะให้มีความรู้แล้วก็สื่อสาร กับประชาชน ทําให้เกิดการมีส่วนร่วมของการทํางานด้านสาธารณสุขเป็นฐานสําคัญเป็นต้นมา ส่วนการกระจายทรัพยากรอีกด้านหนึ่งคือว่าการกระจายทรัพยากรตอนนี้ในส่วนของ สาธารณสุขและอันอื่น ๆ ปกติในที่เราปฏิรูปประเทศที่เราไปอบรมสัมมนาว่าตอนนี้ฐานของ ทรัพยากร มันเป็นพีระมิดที่คว่ําก็คือว่าส่วนบนจะมีทรัพยากรที่เยอะ มาส่วนกลางก็น้อยลง ส่วนฐานส่วนล่างก็คือพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นหรือจังหวัดหรือชุมชนต่าง ๆ ทรัพยากร ที่ตกลงมาส่วนนี้ก็น้อย เพราะฉะนั้นแล้วในการกระจายทรัพยากรในทุกมิติของการพัฒนา ประเทศ โดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุขส่วนกลางต้องเล็กลง แล้วก็ส่วนท้องถิ่น ส่วนพื้นที่ ก็ควรจะได้รับการส่งเสริมแล้วก็ให้มีการทํางานร่วมกันให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งระบบที่อยู่ข้างบนผมเรียกว่าระบบกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ส่วนกลางนี่นะครับ จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน มีการสื่อสารนโยบายมาถึงส่วนพื้นที่ส่วนล่างให้ชัดเจน มีการกระจายทรัพยากรที่ให้ประโยชน์สูงสุดมาที่ส่วนล่าง แล้วก็การกระจายทรัพยากรแต่ละพื้นที่ ต้องเป็นธรรม นี่ก็คือหลักการ ในส่วนของพื้นที่เองนะครับ จริง ๆ แล้วที่เคยมีการพูดถึง จตุพลังหรือเรียกว่าการบูรณาการในพื้นที่ซึ่งจริง ๆ ท้องถิ่น ผมในฐานะตัวแทนของ นายกเทศมนตรีในส่วนหนึ่งด้วย ในส่วนของท้องถิ่นถือว่าเป็นกําลังสําคัญเพราะว่าส่วนต่าง ๆ ที่มาที่พื้นที่นี่นะครับ ใครเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาท้องถิ่นจะเป็นตัวที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ท้องถิ่นก็จะบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถิ่น ถ้าด้านสาธารณสุขนะครับ โรงพยาบาล รพ.สต. แล้วก็คลินิกชุมชน หรือสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด ถ้าในจังหวัดของผม ก็อาจจะมีคณะพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล คณะแพทย์ คณะเภสัชกรอะไรต่าง ๆ ซึ่งหน่วยงานที่อยู่ในจังหวัดใครที่ทํางานด้านสาธารณสุขเราก็มาบูรณาการร่วมกัน ในการพัฒนาพื้นที่ตัวเอง ซึ่งรวมทั้งชุมชน แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งในชุมชนในพื้นที่ท้องถิ่น จะเป็นคนที่หาแนวร่วมเก่ง เพราะว่าท้องถิ่นต้องการคนมาช่วยทํางาน เราจะมีชมรมเยอะนะครับ ท่านประธาน ที่จังหวัดผมเองไม่ว่าจะเป็นชมรมช่างเสริมสวย ตัดผมนี่ เราก็มี ท่านไม่ใช่ ทํางานเฉพาะเสริมสวย ตัดผมนะครับ งานต่าง ๆ ท่านมาช่วยหมด นี่คือจิตใจสาธารณะ ชมรมอาสาสมัครกู้ชีพ กู้ภัย ชมรมตลาดสด ตลาดโต้รุ่งอย่างนี้เขาก็มาช่วยในเรื่องของ สาธารณสุขได้หมด สิ่งนี้คือสิ่งที่เป็นกําลังสําคัญในพื้นที่ที่ทํางานร่วมกัน แล้วในการที่ อยู่ในพื้นที่ระดับล่าง ถ้ามีนโยบายระดับบนมาชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทางโรงพยาบาล ทาง สสจ. ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทางกระทรวงมหาดไทย เราก็มาบูรณาการในพื้นที่ให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับพื้นที่ตัวเอง ในท้องถิ่นเอง ตอนนี้มีการพัฒนาด้านสาธารณสุขที่ดียิ่งขึ้น ทาง อบจ. ตอนนี้มีกองทุนที่ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากทางสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. นะครับ อบจ. สมัยก่อนก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าไร ตอนนี้ยังมีการพัฒนาสํานักหรือกองสาธารณสุขขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้วก็ดูแลเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน ดูแลเรื่องไข้เลือดออก ดูแลเรื่องการรณรงค์ในการป้องกัน โรคอื่น ๆ บาง อบจ. นี่พัฒนาไปถึงการมีโรงพยาบาล เช่น อบจ. ภูเก็ตนะครับ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ นี้ ทางท้องถิ่นก็สามารถจะบูรณาการแล้วก็พัฒนาทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ ด้านสาธารณสุขด้วย ในส่วนของเทศบาลหรือ อบต. กองทุนหลักประกันสุขภาพตําบล ซึ่งถือว่าเป็นงบรายหัวที่เราได้จาก สปสช. เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เราได้รับตั้งแต่ ๓๗.๕๐ บาท มา ๔๐ บาท ล่าสุดก็เป็น ๔๕ บาท ท่านประธานก็รู้ดีเพราะว่าท่านประธาน ก็อยู่ในบอร์ด (Board) ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเช่นกันนะครับ ซึ่งท้องถิ่นนี่ถือว่าเป็นหัวเชื้อที่ทําให้ท้องถิ่นมาทํางานด้านสาธารณสุขเยอะขึ้น ท้องถิ่น ก็เอาเงินมาสมทบ ซึ่งถือว่าเป็นกุศโลบายที่ดีที่จะทําให้ท้องถิ่นมาทํางานด้านสุขภาพ ผมบอกท่านประธานผ่านท่านผู้มีเกียรตินะครับ ว่านโยบายเฮลธ์ อิน ออล โพลีซี แอพโพรช (Health in All Policies Approach) ถือว่ามีความสําคัญ แล้วท้องถิ่นก็เหมือนโลคอล กัฟเวอร์นเมนท์ (Local government) เหมือนหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน แล้วก็เป็น ผู้บริหารที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน เพราะฉะนั้นแล้วในทุกนโยบายของท้องถิ่นถ้าเอาเรื่องของ เฮลธ์ อิน ออล โพลีซี แอพโพรช มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพซึ่งท้องถิ่น ก็ดูแลอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ เรามีการออกกําลังกาย การเต้นแอโรบิก การจัดดนตรีในสวนให้ผู้ที่มีสุขภาพดีมาออกกําลัง มาร้องเพลง การป้องกันโรคไข้เลือดออก เรื่องของพิษสุนัขบ้า งานประเพณี ท้องถิ่นก็สามารถจะทําไพรออริที (Priority) เรื่องของ มีความสําคัญของสุขภาพ เช่น สงกรานต์ปลอดเหล้า ลอยกระทงปลอดเหล้า สมัยก่อนงานลอยกระทงเราตีกันตลอด คนกินเหล้าแล้วก็เกิดปัญหาขึ้นมา ทะเลาะวิวาท สมัยนี้มีเรื่องของลอยกระทง สงกรานต์ ปลอดเหล้า ความปลอดภัยและพฤติกรรมสุขภาพก็ดีขึ้นนะครับ พื้นที่ปลอดบุหรี่ ท้องถิ่นก็ทําได้ การรณรงค์เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ ท้องถิ่นก็ทําได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็อยากนําเรียน ท่านประธานด้วยว่าท้องถิ่นยังมีปัญหาที่ถึงแม้เราอยากทําอะไรเยอะ ๆ แต่ปัญหาหลาย ๆ อย่าง ที่ท้องถิ่นทําแล้วก็ไม่สะดวก ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้ก็อยากจะทําให้ท้องถิ่นทํางาน ด้านสาธารณสุข ด้านสุขภาพและด้านอื่น ๆ ให้ได้รับความสะดวกยิ่งขึ้นนะครับ ซึ่งตอนนี้ ท้องถิ่นไม่สะดวกเรื่องอะไรบ้าง คือเรื่องระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออํานวยให้สะดวก ในการทํางานนะครับ และด้านสุขภาพ เช่นเรื่องของพิษสุนัขบ้า เดือนที่แล้วมีการระบาดของ พิษสุนัขบ้าในจังหวัดมหาสารคาม ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านก็ทํางานร่วมกับทางท้องถิ่นเต็มที่ แต่ท้องถิ่นก็ติดปัญหาว่าระเบียบต่าง ๆ ปรากฏว่าท้องถิ่นไม่สามารถจะนํางบประมาณ มีเงินนะครับ แต่ไม่สามารถจะนําเงินไปซื้อวัคซีนไปฉีดให้กับสุนัขได้ ที่จะป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราก็ลําบากใจนะครับ เราก็ต้องทํางานอย่างอื่นแทนนะครับ แล้วเรื่องนี้ ก็ต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยพวกเราต้องทําให้ได้ครับ ต้องใช้งบตัวอื่น ซึ่งอันนี้ก็ทําให้ เรื่องที่น่าจะส่งเสริมให้ทํางานสะดวกยิ่งขึ้น เอาสมองไปคิดเรื่องที่ยาก ๆ กลับกลายว่า ต้องมาแก้ปัญหาเรื่องง่าย ๆ ก็อยากฝากท่านประธานไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องว่าระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อให้การทํางานสะดวก น่าจะมีการพัฒนาแก้ไขตลอดเวลานะครับ อย่างหนึ่งที่ได้พูดถึงก็คือ บางทีเราไปดูผู้ป่วยยากไร้ ผู้พิการ มีปัญหา บางคนผมไปเยี่ยมผู้ป่วย บ้านฝนตกมา เป็นคนผู้สูงอายุ ลูกหลานก็อยู่กรุงเทพมหานครหมด ส่งเงินมาให้เดือนละ ๕๐๐ บาท มีเบี้ยยังชีพอีก เบี้ยผู้พิการอีกเดือนละ ๕๐๐ บาท กับ ๖๐๐ บาท บ้านเรียกว่าฝนตกมา ไม่มีฝาเลยนะครับ อันนี้เราไปดูแล้วก็เกิดรันทดใจนะครับ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะมีให้กัน แทบจะเรียกว่าเราเห็นอกเห็นใจกันนะครับ ซึ่งส่วนนี้ทางเทศบาลเราจะทําอย่างไร ที่จะไปช่วยเหลือได้นะครับ ช่วงนั้นโชคดีมีงบที่ให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศว่า งบแก้ไขปัญหาบ้านเรือนผู้ยากไร้เทิดไท้องค์ราชันย์นะครับ แต่งบนี้ในปีถัดมาก็ไม่มีแล้วนะครับ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ทําให้เราไปเจอปัญหาในความเดือดร้อนในผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วก็ยากไร้นะครับ เราไม่สามารถจะไปแก้ไขปัญหาพวกนี้ได้ในกฎระเบียบของท้องถิ่นนะครับ เช่น ผู้พิการที่ต้องการห้องน้ํา โถส้วมที่ไม่สะดวก ราวจับอะไรต่าง ๆ ที่เขาไม่มีเงินซื้อ ถ้าท้องถิ่นสามารถจะมีระเบียบต่าง ๆ ที่ถูกต้องเราก็สามารถทํางานได้ด้วยความสะดวก ยิ่งขึ้นนะครับ ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยเอง คณะกรรมการการกระจายอํานาจฯ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ควรจะมีการสังคายนาระเบียบ เกี่ยวกับการทํางานท้องถิ่นให้เกิดทํางานสะดวกแต่ต้องไม่ใช้ในทางที่ผิดนะครับ ซึ่งตัวนี้ ผมคิดว่าถึงเวลาที่การปฏิรูปกฎหมายแล้วก็การปฏิรูประเบียบของท้องถิ่นต่าง ๆ จะได้ทํางานได้สะดวกยิ่งขึ้นนะครับ แทนที่จะเอาเวลาไปคิดเรื่องของการที่จะต้อง มาทําอย่างไรเพื่อจะทําให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ เอาเวลาไปคิดอย่างอื่นที่สําคัญยิ่งขึ้นนะครับ ผมมีเวลาอีก ๕ นาทีใช่ไหมครับ ก็กราบนําเรียนท่านประธานนะครับว่าในท้องถิ่นเอง ในฐานะที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนะครับ เราพยายามจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แล้วก็พัฒนาระบบสาธารณสุขให้ดี แต่ก็ต้องการสิ่งที่เป็นระเบียบ เป็นตัวช่วย แล้วก็การจัดการในพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนบนให้มากยิ่งขึ้นนะครับ ทีนี้ในส่วนของการดูแลผู้สูงอายุ ตอนนี้ผมในฐานะที่เป็นกรรมการปฏิรูประบบรองรับ ผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในสังคมผู้สูงอายุในอนาคตผู้สูงวัยก็มีปัญหาบ้างนะครับว่า ในกลุ่มผู้สูงอายุเราแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มสุขภาพดีเราก็อยากให้มีการส่งเสริม แล้วก็ส่งเสริมสุขภาพ แล้วก็ดูแลให้เขามีพลัง มีคุณค่าทางสังคม แล้วก็เป็นตัวช่วยคนอื่นในการสังคม กลุ่มพิการ เล็กน้อยก็น่าจะมีการช่วยเหลืออุปกรณ์ที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหามากขึ้น กลุ่มติดเตียง ดูแลญาติ ญาติที่ยังไม่มีความพร้อมนะครับ นี่คือสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลพิเศษ อันนี้คือสิ่งที่ท้องถิ่น แล้วก็ส่วนอื่น ๆ น่าจะมีงบประมาณมีการสนับสนุนจากส่วนของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือส่วนอื่น ๆ เข้ามาช่วยเหลือในการที่ทําให้การดูแลผู้ป่วย ผู้พิการที่ติดเตียงให้ได้รับ สิ่งดูแลที่ดีขึ้น ในส่วนของการทํางานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผมในฐานะที่เคยรับราชการ ในกระทรวงสาธารณสุขถึง ๑๗-๑๘ ปีนะครับ ก็เข้าใจในหัวอกคนทํางานนะครับ ความสําเร็จ ที่จะเกิดขึ้นในระบบสาธารณสุขไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนทํางาน แล้วก็ผู้ป่วยควรจะต้อง มีความสมดุล แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ กายภาพบําบัด โภชนาการหรือบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งหมด นักสาธารณสุขต่าง ๆ ที่ดูแลประชาชน ก็ได้รับการดูแลได้ดี ต้องดูแลให้ดี เพราะคนเหล่านี้จะเป็นคนดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย หรือประชาชน ในส่วนของประชาชนก็ต้องมีการพัฒนาระบบการบริการที่ดี มีคุณภาพ มีความครอบคลุม แล้วการสมดุลระหว่างผู้ให้บริการ แล้วก็ผู้รับบริการจะต้องเข้าใจทั้ง ๒ กลุ่ม แล้วมีการบริหารจัดการที่ดี มีบรรยากาศที่ดีด้วย ไม่ใช่ถ้าบรรยากาศที่เกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเป็นการฟ้องร้อง ไม่ว่าเป็นการที่จะร้องเรียนกัน ผมคิดว่าทั้งผู้ให้ผู้รับก็จะเกิดความรู้สึก ที่ไม่ดี ซึ่งผมคิดว่าในส่วนของฝ่ายให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ กายภาพบําบัด โภชนาการหรือบุคลากรทางการแพทย์ ต้องการสิ่งที่ดี ให้กับประชาชน อาจจะมีปัญหาการบริการที่ไม่สะดวกบ้าง หรือมีปัญหาเรื่องของ ความผิดพลาด หรือเรื่องของปัญหาที่เกิดจากการรักษาบ้างนะครับ ก็ควรจะมีระบบ การแก้ปัญหาที่ดีที่จะเกิดขึ้นนะครับ ซึ่งในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิ หลักประกันถ้วนหน้าได้ทําได้ดีแล้ว ก็คือ ม. ๔๑ นะครับ ซึ่งตัวนี้ผมเคยเป็นกรรมการ ม. ๔๑ ผมเชื่อมั่นนะครับว่า ม. ๔๑ ที่ช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการรักษาทําได้ค่อนข้างดี ในส่วนของสิทธิอื่นไม่ว่าจะเป็นสิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม ก็อยากนําเรียน ท่านคณะกรรมาธิการเพื่อจะหาวิธีการที่จะขยายการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาในสิทธิอื่นนะครับ ก็คือสิทธิราชการกับสิทธิประกันสังคมให้เฉกเช่นเดียวกับสิทธิของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือสิทธิทั่วไปก็อยากให้ว่าใช้มาตรฐานเดียวกัน ใจจริง ผมอยากให้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้ทําเรื่อง ม. ๑๑ ขยายบริการไปสู่สิทธิอื่น ๆ อาจจะให้สิทธิราชการ สิทธิส่วนของประกันสังคมมาซื้อบริการของสิทธิอื่นที่ซื้อบริการของ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติใน ม. ๔๑ นะครับ ก็นําเรียนท่านประธานมาเพื่อฝากไปถึง กรรมาธิการเพื่อจะแก้ไขปัญหาเรื่องของการขยายสิทธิผู้ป่วยที่เกิดจากปัญหา ในการรักษาพยาบาล ก็ขอให้กําลังใจคณะกรรมาธิการเพื่อจะพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย ไปสู่ความมีคุณภาพ ครอบคลุม แล้วก็ประชาชนมีความสุข ผู้บริการมีความสุขต่อไป ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านคณิศร ขุริรัง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจากจังหวัดหนองบัวลําภูครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากอดีตจนถึงปัจจุบันสิ่งที่พวกเราประสบพบเห็นอยู่ตลอดเวลาในโรงพยาบาลศูนย์ประจําจังหวัด ใหญ่ ๆ นั่นก็คือสภาพของคนไข้ซึ่งส่วนมากไปใช้บริการของโรงพยาบาลชุมชนนั้นจะเป็น คนยากคนจน คนชั้นกลาง สภาพการเข้าคิวต่อแถวแน่นห้องทําบัตรก็ดี ห้องรอตรวจก็ดี เป็นภาวะที่เราพบเห็นอยู่อย่างเสมอมา นอกจากนั้นสภาพของคนไข้ล้นเตียง เตียงเสริม ตามระเบียงญาติคนไข้ต้องนั่งรับประทานอาหารเป็นสภาพที่เราเห็นใจซึ่งทุกท่าน ทุกฝ่าย ก็พยายามจะหาทางแก้ไขอยู่เสมอมา ถึงแม้จะมีการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เป็นแนวทางหลักที่มีความสําคัญในการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขและมีการดําเนินการ การพัฒนาการมาอย่างยาวนาน ในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบสาธารณสุข จากโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ส่งผลกระทบทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้าน การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคด้วย ทั้งในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ การกระจายบุคลากร การบริหารจัดการ การประเมินผลงานซึ่งมีผลต่อกิจกรรม การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคต่าง ๆ รวมทั้งคุณภาพของกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคตามสิทธิประโยชน์ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิ่งหนึ่งที่จะต้อง ดําเนินการนั่นก็คือกระบวนการเพิ่มสมรรถนะให้ประชาชนมีความสามารถในการควบคุม และพัฒนาสุขภาพตนเองอันจะเป็นผลต่อสุขภาวะที่สมบูรณ์ทางกาย ทางจิตใจและทางสังคม ส่วนกิจกรรมป้องกันโรคก็ต้องเป็นงานที่ต้องทําควบคู่กันไปด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ การจัดการปัญหาสุขภาพของประชาชนนั้นประเด็นสําคัญอยู่ที่ว่าการทําให้ประชาชน มีความรู้และตระหนักต่อการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองเป็นสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมอันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ มักจะขาดความตระหนักในประเด็นเหล่านี้ ดังนั้นการใช้หลักนําประสบการณ์การเจ็บป่วย การเรียนรู้จากการนําคนป่วย คนตายมาสอนคนดีเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนเพื่อให้เกิดการพัฒนา ระบบสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไปจําเป็นต้องอาศัยงานสู่ ภาคประชาชน ได้แก่ การส่งเสริมดูแลสุขภาพตนเอง การดูแลสุขภาพในกลุ่ม โดยอาศัย อาสาสาธารณสุขประจําหมู่บ้านและแกนนําครอบครัวหรือกลุ่มองค์กรในชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นการเน้นการพัฒนาทักษะของชุมชน การใช้เทคนิค ประชาคมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนระบบสุขภาพในชุมชนตามแนวทาง ๓ ต้อง ๖ ไม่ ๓ ต้องมีอะไรบ้างครับ ต้องกินอาหารถูกหลัก นี่คือต้องที่ ๑ ต้องที่ ๒ ต้องออกกําลังกาย เพียงพอ ต้องที่ ๓ ต้องมีอารมณ์ดี ๖ ไม่ ก็คือ ไม่อ้วน ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม ไม่สูบและไม่ดื่ม แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน สุขภาพระดับจังหวัด แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนชีวิตชุมชน ที่ประชาชนสามารถคิดเองทําเองก็จะเป็นวิถีชีวิตของชุมชนที่ส่งผลให้ประชาชนเกิดสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามวิถีเมืองไทยแข็งแรงต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ค่ะ ท่านอยู่ไหมคะ
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติผู้มีเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉันนางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี สปช. ๐๑๓ ด้านสังคมและด้านแรงงาน และเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาด้วย ในฐานะที่ดิฉันอดีตเคยเป็นพยาบาลค่ะ ก็อยากจะมีความคิดเห็นด้านแพทย์แผนไทย และยาสมุนไพร เพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมที่จะมียาของเราที่เป็นตัวอย่าง ในอาเซียนในอนาคตนะคะ เพื่อการสาธารณสุขของประเทศในเขต ๗๗ จังหวัด และเป็นของขวัญให้กับประชาชนชาวไทยในวาระครบ ๖๐ พรรษา เป็นการถวายพระราชกุศล ปลูกต้นไม้ แล้วก็พืชพันธุ์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ครบ ๖๐ พรรษา ขอให้ชาวไทยทุกคนมีการปลูกสมุนไพรรั้วบ้าน ทุก ๆ บ้านน่าจะมีไว้ เพื่อเป็นยา แล้วก็เพื่อเป็นอาชีพด้วยนะคะ ประโยชน์ที่จะได้รับ ๑. ประชาชนมีสุขภาพที่ดี มีทางเลือกในการรักษาพยาบาลมากขึ้น ๒. ประหยัดงบประมาณในการสั่งยาแผนปัจจุบัน จากต่างประเทศ ปัจจุบันนี้ยาในประเทศไม่ว่าสถานีอนามัยหรือว่าโรงพยาบาลต้องใช้ยา ที่ราคาถูกเพราะว่าใช้งบ ๓๐ บาท ดังนั้นเป็นการส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนปลูกสมุนไพรพื้นบ้าน เป็นสินค้าเกษตร สร้างรายได้ให้ครัวเรือนและเป็นอาหารสุขภาพนะคะ ดิฉันเคยกิน น้ําคลอโรฟิลล์เราจะต้องมีอะไรสักอย่างที่กินแล้วให้เรายั่งยืน อายุพันปี แล้วก็เป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติที่หน้าตาสดชื่นแล้วก็มีสุขภาพดี รับใช้ประเทศชาติ ๔. ส่งเสริมโครงการ พระราชดําริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ให้ทุกคนตระหนัก พืชแล้วก็สิ่งบางอย่าง ของคนไทยไม่รู้จักก็มีนะคะ เมื่อประชาชนได้ปลูกในกระถางบนบ้าน ในบ้าน รั้วบ้าน หรือในสวน ประชาชนมีอาชีพมีรายได้พอเพียง ไม่เดือดร้อนก็เป็นการส่งเสริมลดปัญหา อาชญากรรม และความไม่สงบต่าง ๆ ที่มีผู้ไม่หวังดีใช้เป็นเงื่อนไขปลุกระดมหรืออื่น ๆ การที่พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปแพทย์แผนไทย ดิฉันเห็นด้วยได้พยายามผลักให้การแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรได้รับการพัฒนา แล้วก็สนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง จึงเห็นควรที่ทุกท่านควรสนับสนุนให้ผ่านสภา เพื่อให้มีมติสนับสนุน เพื่อให้มีอาชีพให้แก่ประชาชนนะคะ ดิฉันเคยรับราชการที่สถานีอนามัย แค่สถานีอนามัยนะคะ มีสมุนไพรน่าจะมีทุกบ้าน แล้วก็ดิฉันเคยรับราชการที่โรงพยาบาลยุพราชยะหา ในโรงพยาบาลสมัยก่อนก็มีสมุนไพร ดังนั้นดิฉันอยากจะให้ อสม. ทุกคนทั้งประเทศ แล้วก็ทุกครัวเรือนในฐานะที่ ๖๐ พรรษาขององค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ อยากให้มีการรณรงค์ปลูกสมุนไพรเพื่อส่งเสริมแพทย์แผนไทย เพื่อดูแลสุขภาพของตัวเอง แล้วก็เพื่อประเทศด้วยนะคะ แล้วก็เหลือเฟือเราก็ขายให้ต่างชาติด้วยนะคะ แล้วก็ดิฉันเห็นว่า แพทย์แผนไทยหรือยาสมุนไพรก็สามารถเสาะหาในพื้นที่ได้เป็นการอนุรักษ์สมุนไพรพื้นบ้าน เรื่องนี้อย่ามองแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวควรเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมและเป็นการลดปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันด้วยนะคะ บางอย่างบางคนไม่รู้จักแต่ดิฉันจะยกตัวอย่างว่าฟังแล้ว มันน่ากลัว อย่างเช่นยกตัวอย่างฟ้าทะลายโจรดูแล้วเหมือนกับว่าเป็นโจร แต่ว่าต้นมาอย่างไร ดิฉันคิดว่าทุกคนน่าจะรู้จักฟ้าทะลายโจรแล้วก็มีประโยชน์ แล้วก็เป็นการส่งเสริม ผลิตสมุนไพรอย่างเช่นต้นไม้บางอย่างเกี่ยวกับเริมดิฉันรู้ว่าต้องเอาใบกระท้อนเอามาพ่นกับหมาก ยกตัวอย่างหลาย ๆ อย่างที่ได้รับอย่างสมุนไพรนะคะ ดิฉันในฐานะวันที่ ๒๑ ได้เชิญทางด้าน ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านคนพิการอาจารย์วิริยะไปเปิดสาขามูลนิธิทางภาคใต้ ก็ได้เห็นคนพิการที่ไปมีอาชีพเกี่ยวกับนวดแผนไทย แล้วก็เขาไม่มีสิทธิที่จะเรียนเวชศาสตร์แผนไทย อยากจะให้ผลักดันมีเวชศาสตร์ด้วย เพราะว่าที่ไม่อนุญาตเปิดคลินิกได้หรือว่าเรียนได้ เพราะเขาอ้างว่าตาบอดแล้วไม่รู้สี แต่ตอนนี้ยุคไฮเทค (High-tech) คนพิการตาบอด ก็มีทั้งสมาร์ทโฟน (Smart Phone) แล้วก็มียกตัวอย่างอาจารย์วิริยะยังเรียนด้านกฎหมาย แล้วท่านก็ยังไปประเทศสหรัฐอเมริกาโดยไม่ต้องอาศัยคนอื่นเพราะมีสมาร์ทโฟน มีอุปกรณ์ ด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย อยากจะให้มีเวชศาสตร์ให้กับคนพิการด้วยเพราะว่าถ้าคนพิการ จะเรียนเวชศาสตร์ สมมุติสามีหรือภรรยาพิการต้องนวดแผนโบราณเป็น ต้องเอาสามี เป็นแพทย์คนปกติแต่งงานได้เพราะเปิดคลินิกไม่ได้ ดังนั้นดิฉันคิดว่าเป็นการขีดจํากัดจริง ๆ แล้วคนตาบอดไม่มีแขน ไม่มีขาเขายังวาดรูปเก่งกว่าคนปกติ ดังนั้นดิฉันคิดว่าน่าจะสนับสนุน ให้ทางคนพิการเปิดโอกาสในการที่เราจะปฏิรูปประเทศไทยก็อยากจะเอาสมุนไพรนี่ละ บรรจุเข้าไปเพื่อให้ทุกคนก่อนที่จะไปถึงอนามัย ถึงโรงพยาบาลสามารถดูแลกับตัวเอง ก็เป็นประโยชน์มาก ดิฉันขอฝากไว้นะคะว่าตอนนี้ทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เกิดเหตุการณ์ทุกวันอยากจะเชิญชวนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านถ้ามีโอกาส คณะกรรมาธิการทุกท่านทั้ง ๑๘ คณะ บวก ๕ คณะเชิญไปจังหวัดยะลาบ้าง เพราะว่า เขาจะได้เสนอการปฏิรูปประเทศไทย ๒๐ ปีประเทศไทยปฏิรูปอย่างไร ๕ จังหวัดชายแดน ก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย เขาต้องการที่จะมีความใกล้ชิด ต้องการที่จะปฏิรูป ให้ประเทศไทยสงบ แล้วก็อยู่เย็นเป็นสุขเพื่อ ๖๐ พรรษาพระองค์ท่าน แล้วก็ ๙๐ พรรษา พระองค์ท่าน ทุกท่านก็ขอบคุณที่คณะกรรมการสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ได้ส่งตัวแทนดิฉัน ผู้หญิงอิสลามคนเดียวเขาขอขอบคุณนะคะ แล้วเขาก็ฝากไปเยี่ยมทุกท่านด้วยนะคะ ขอขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๓๐ ท่านที่แจ้งความประสงค์ ที่จะอภิปรายให้ความเห็นและแนวคิดในการปฏิรูประบบการสาธารณสุขได้อภิปรายครบแล้วค่ะ ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก ขอเชิญค่ะ ท่านประธาน
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปช. ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก สปช. ที่ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ ในข้อเสนอแนะ ข้อแนะนํา ข้อวิจารณ์ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์มาก สําหรับในการปฏิรูประบบสาธารณสุขของเรานะคะ ไม่ว่าจะเป็นการที่จะแก้ไขในเรื่อง ความเหลื่อมล้ําให้ดีมากยิ่งขึ้น ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร การที่ให้มุ่งเน้นให้ชัดเจนมากขึ้น ในระบบของการป้องกันโรค การพัฒนาเรื่องสื่อสารทางสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะ พึ่งตัวเองได้ทางด้านสุขภาพในระดับหนึ่ง แล้วก็เรื่องของโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดิฉันคิดว่า เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากก็คือท่านให้ความสําคัญอย่างยิ่งกับแพทย์แผนไทย ยาสมุนไพรต่าง ๆ เราก็จะดําเนินการตามที่ท่านแนะนํานะคะ สําหรับเรื่องกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหาย ทางกรรมาธิการไม่ได้หลงลืม ไม่ได้ละเลยเลยนะคะ ความจริงแล้วเราได้กําหนดเสนอไว้ ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็กําหนดแนวทางในการดําเนินการแล้วด้วย แต่เนื่องจากว่าในการเสนอ การปฏิรูปคราวนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ชัดเจน ไม่ตรงนักนะคะ เราก็เลยละเว้นไว้ก่อน แต่คิดว่ารายละเอียดทั้งหมดมันก็จะอยู่ในฉบับสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ ในการดําเนินการนะคะ อันนั้นก็คงจะมีรายละเอียดที่เต็มที่ของในทุกเรื่องที่เราจะปฏิรูปนะคะ
ดิฉันก็มีเรื่องสุดท้ายที่อยากจะเรียนทําความเข้าใจนะคะ เพราะบางท่าน ที่ยังรู้สึกว่าท่านยังไม่เข้าใจแต่เป็นเรื่องที่สําคัญ อันนั้นเป็นเหมือนจุดกลไกคานงัดอันหนึ่งของเรา ก็คือการแก้ไขปัญหาสุขภาพโดยกลไกของเขตสุขภาพนะคะ อันนี้เป็นเรื่องที่มีหลายประเทศ ได้ใช้กลไกอันนี้ที่จะทําให้ปัญหาในพื้นที่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและตรงจุดมากยิ่งขึ้น และได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่เป็นอย่างดีนะคะ เพราะฉะนั้นเราก็ใช้กลไกอันนี้ ที่จะมาแก้ไขปัญหาซึ่งท่านก็คงจะทราบดีอยู่แล้วว่ามันเกิดขึ้นอย่างไรในประเทศของเรา ในขณะนี้ในระบบสาธารณสุขนะคะ โดยกลไกของเขตสุขภาพซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยง เอาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพมาทํางานร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของ เป็นเพื่อน เป็นญาติพี่น้องของเขา เราคิดว่า อันนี้เป็นกลไกที่จะแก้คอนฟลิคท์ระหว่างออร์แกไนเซชัน (Organization) ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่มีอยู่หลากหลายในพื้นที่จะสามารถ เข้ามาร่วมมือกันทํางานให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ โดยในลักษณะของคณะกรรมการสุขภาพ ระดับเขตนะคะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เป็นผู้ซื้อบริการ หรือจะเป็นผู้ที่ให้บริการ จะเป็นฝ่าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นภาคประชาชน จะเป็นภาคเอกชน ผู้ให้บริการ ภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ฝ่ายตรวจสอบการใช้จ่ายภาคประชาชน ทั้งหมดนี้สามารถที่จะ มาร่วมประชุมกันเป็นเมมเบอร์ (Member) ของรีเจินนอล เฮลธ์ บอร์ด หรือว่า คณะกรรมการสุขภาพระดับเขตที่จะมาพิจารณาศึกษาปัญหาสุขภาพในพื้นที่ด้วยกัน แล้วก็เชื่อมโยงบริการสุขภาพจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะ เข้าถึงบริการได้อย่างเป็นบริการใกล้บ้าน ถูกส่งต่อไปโดยสะดวก แล้วก็ไม่ต้องรอนาน เนื่องจากรีซอร์ส (Resource) ต่าง ๆ ในพื้นที่จะถูกใช้ร่วมกัน อันนี้ก็เกิดมาจากการตกลง ในระดับการประชุม เพราะบางครั้งเรามีเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ที่ราคาแพงมากมาย ของแต่ละองค์กร อันนี้มันทําให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ แต่ถ้าเผื่อได้มีการนั่งพูดจากัน การแชร์ รีซอร์ส (Share resource) เหล่านี้จะทําได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่รวมถึงการแชร์ ของบุคลากรด้วย มีบางท่านได้พูดถึงการถ่ายโอนบุคลากรเชื่อมโยงกันในการทํางานระหว่าง ภาคเอกชนและภาครัฐ อันนี้ก็สามารถที่จะทําได้ ถ้าหากว่าเอกชนได้เข้ามาร่วมมืออย่างจริงใจ สิ่งเหล่านี้เราคิดว่าโดยเมคคานิซึมของรีเจินนอล เฮลธ์ บอร์ด หรือกรรมการในเขตสุขภาพ จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งคอนฟลิคท์ต่าง ๆ ความไม่เข้าใจต่าง ๆ การขาดแคลนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลาย ๆ ประเทศก็มีระบบอันนี้อยู่นะคะ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือถ้าหากว่าจะมีการร่วมมือกันจริง ๆ การร่วมมือทางด้าน งบประมาณก็จําเป็น และดิฉันก็ต้องเรียนยืนยันว่างบประมาณทางด้านสุขภาพของเรา ก็กําลังมีปัญหาในอนาคตอันไม่ไกลนี้แน่ ๆ ถึงแม้ว่าท่านจะบอกว่าค่าใช้จ่ายอย่างไรก็ยังเพียง ๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เพิ่มเติมได้อีก ๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านต้องไม่ลืมว่าอัตราการเติบโตของ ค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพนั้นสูงกว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีในประเทศไทยมาเป็นเวลา ๔-๕ ปีแล้ว ขนาดปีสุดท้ายจีดีพีเติบโตแค่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่อัตราเพิ่มของค่าใช้จ่าย ด้านสุขภาพเพิ่มถึง ๙.๒ เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ซีเรียส (Serious) นะคะ เพราะฉะนั้นโดยระบบการบริหารการเงินที่ถูกต้อง ดิฉันคิดว่าสามารถที่จะ ลดคอนฟลิคท์ แล้วก็สามารถที่จะช่วยให้เรามีสถานะทางการเงินการคลังที่มั่นคงขึ้น สิ่งที่เราเสนอ และอาจจะต้องทําในรายละเอียดอีกก็คือ ถ้าหากว่าประชาชนสามารถจะมีส่วนร่วม ในค่าใช้จ่ายในด้านระบบสุขภาพได้ เช่น โดยการประกันสุขภาพ โดยการลงทุน ในกองทุนสุขภาพในพื้นที่ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะสามารถทําให้บริการสุขภาพสถานะทางการเงิน มั่นคงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราไม่ได้คิดว่าต่อไปคนไทยจะพึ่งเงินภาษีของรัฐบาลแต่อย่างเดียว แต่ระบบประกันสุขภาพนั้นควรจะขยายต่อไปให้เต็มพื้นที่ประเทศไทย อันนั้นจะเป็นการยืนยัน ความมั่นคงของการเงินการคลังด้านสุขภาพมากกว่า ส่วน ณ ปัจจุบันที่เรามีการเสนอให้ งบประมาณทั้งหมดในด้านสุขภาพลงไปสู่เขตสุขภาพ แล้วให้เขตสุขภาพบริหารจัดการเองนั้น เราคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะทําให้แก้ปัญหา อย่างเช่นโรงพยาบาลขาดทุนต่าง ๆ แล้วก็มีปัญหาความเหลื่อมล้ําของการให้บริการเขตสุขภาพ คณะกรรมการในเขตสุขภาพจะเป็นคนตัดสินว่าบริการอะไรที่จําเป็นนะคะ ความขาดแคลน ของโรงพยาบาลหนึ่งอาจจะได้รับการแก้ไขโดยความช่วยเหลือจากอีกโรงพยาบาลหนึ่งก็ได้ ดิฉันมีตัวอย่างของโรงพยาบาลที่อําเภอแม่ฟ้าหลวงซึ่งมีประชากร ๗๐,๐๐๐ คน มีเครือข่าย โรงพยาบาลอยู่ ๕ อําเภอด้วยกัน จัดเขตบริการสุขภาพนํางบเหมาจ่ายรายหัวมารวมกัน ทําตั้งแต่จัดซื้อจัดจ้างในโรงพยาบาล รวมทั้งซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ที่จําเป็นสําหรับ การรักษาพยาบาลเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้น โดยไม่ต้องของบเพิ่มจาก สปสช. หรือต้องรอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานใดเลย รวมทั้งสาธารณสุขจังหวัดด้วยนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เขามีมาแล้ว แล้วก็ทําได้แล้ว นอกจากนั้นนอกจากการแก้ไขปัญหา เรื่องการเงินแล้วยังทําให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีระหว่างหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่ด้วย แล้วโดยหลักการของเขตสุขภาพนั้นหน่วยบริการในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นขององค์กรใด ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงสาธารณสุข ของกระทรวงกลาโหม ของมหาวิทยาลัย ของภาคเอกชน อาจจะใช้กลไกของบอร์ดมาร่วมกันเป็นเครือข่ายการบริการก็จะทําให้ ประชาชนได้รับบริการอย่างมีคุณภาพและสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะว่าแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ บางท่านอาจจะอยู่ในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากว่า บางคนสังกัดกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยหลักการปัจจุบันท่านไม่สามารถที่จะ ไปรักษาได้ในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยต้องใช้โรงพยาบาลที่ท่านรีจิสเตอร์ (Register) อยู่ในลักษณะของกลไกของเขตสุขภาพสิ่งเหล่านี้สามารถจะทําได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ จะเกิดประโยชน์สูงสุดนั้นก็คือประชาชน ความสะดวกสบายที่จะประชาชนจะได้ แต่ว่ามันก็อาจจะมีความคับข้อง ข้องขัดหรือว่าไม่สบายใจในสิ่งที่เคยเป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้ ดิฉันไม่คิดว่ามันจะก้าวหน้าหรือมันจะถอยหลัง แต่มันเป็นการทําเพื่อประชาชน ทั้งผู้ที่รับบริการ ผู้ที่ให้บริการก็จะมีความสุขด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย อันนี้ขอชี้แจงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
มีท่านอื่นชี้แจงเพิ่มเติมหรือเปล่าคะ ไม่มีนะคะ ก็ขอขอบพระคุณค่ะ ก็เป็นอันว่าที่ประชุม ได้รับทราบแนวทางการดําเนินการของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ทั้ง ๓ วาระการปฏิรูปแล้วนะคะ คือวาระการปฏิรูปที่ ๒๒ การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข วาระการปฏิรูปที่ ๒๓ การปฏิรูประบบส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคใหม่ ๆ และระเบียบวาระการปฏิรูปที่ ๒๔ การปฏิรูประบบการคลังด้านสุขภาพ และทั้งได้รับทราบ ความคิดเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําไปเป็นแนวทางในการดําเนินการต่อไปนะคะ เป็นอันจบ การพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓ นี้ค่ะ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านด้วยค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา วันนี้ไม่มีนะคะ
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระแล้ว ดิฉันขอขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทุกท่านที่ได้ให้ความเห็นอย่างสร้างสรรค์แล้วก็อยู่ประชุม ปิดการประชุมค่ะ