สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘

ณรงค์ พุทธิชีวิน พูดถึงปัญหาของระบบสาธารณสุข โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบสาธารณสุขของไทยให้ดีขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้นและสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมี "จิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์" ในการเป็นแพทย์และการส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ๐๗๔ ด้านการศึกษาครับ ผมขอบคุณคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพยิ่งเลย ที่มีรายงานฉบับนี้ขึ้นมา ทําให้ผมย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ผมเด็ก ๆ ช่วงนั้น พ.ศ. ๒๕๐๗ ผมอยู่ที่วัด ผมไปหาหมอ ไอแล้วก็มีเสมหะ หมอบอกผมว่าผมเป็นหวัดลงคอ และที่สุดหมอก็สั่งยาให้ผม คิดราคาตอนนั้น ๓๕ บาท ท่านประธานครับ ผมมีเงินอยู่ในกระเป๋า ๒๐ บาท เด็กวัดนี่ครับ คนที่เป็นคนจ่ายยาให้ผมไม่ใช่หมอหรอกครับ เคาะยาออก ๕ เม็ด แล้วก็เอายามาให้ผม ตั้งแต่วันนั้นผมมองระบบสาธารณสุขด้วยความไม่เข้าใจ ทําไมจึงมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เขาไม่ใช่คนหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้การพูดถึงเรื่องนี้ทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่คิดว่า ถ้ามีการปฏิรูปได้จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้มัน ๕๐ ปีแล้ว ผมเข้าใจว่าความหวังของ การเปลี่ยนแปลงทางด้านสาธารณสุขของไทยน่าจะเกิดขึ้นได้ ผมจะพูดใน ๓ ประเด็น ประเด็นละ ๑ วาระ ๓ วาระรวด และเข้าใจว่าไม่ใช้เวลามากเกินความจําเป็น

ประการแรก ผมมองว่าถ้าเราพูดถึงระบบสาธารณสุขเราคงต้องพูดถึงเรื่อง การผลิตบุคลากรทางด้านการแพทย์ วันนี้ผมมองว่าถ้าเราไม่ปฏิรูปการผลิตบุคลากร ด้านเหล่านี้เราจะพูดถึงระบบสาธารณสุขทั้งระบบก็คงประสบความสําเร็จได้ยาก เรามีปัญหา ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในเชิงปริมาณนั้นวันนี้สังคมไทยรู้อยู่ครับว่าเราขาดแคลนแพทย์ เราขาดแคลนบุคลาการทางด้านสาธารณสุข แต่กลไกการผลิตเหล่านี้กลับเหมือนกับไม่ได้ยินเสียง ผลิตเท่าที่ผลิตได้ ผลิตเท่าที่จะทําได้ แทนที่จะคิดที่จะขยายกลไกการผลิตให้มากขึ้น ตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ผมอยากพูดถึงการผลิต บุคลากรทางการแพทย์ ออนดีมานด์ (On demand) ตามความต้องการของประชาชน ตามความต้องการของชุมชนท้องถิ่น ถ้าเราพูดถึงการผลิตออนดีมานด์แล้วการแพทย์แผนไทย ก็คงอยู่ในดีมานด์ตรงนี้ด้วย ผมพูดถึงการผลิตแพทย์บายเลเวล (By level) คือตามระดับ ลูกชายผมเป็นวิศวกรครับ เขาบอกว่าเขาสามารถออกแบบ รับรองแบบได้แค่นี้ล่ะ ถ้าหลายชั้นมากกว่านี้ต้องให้อาจารย์เขาเป็นคนทํา ผมเข้าใจว่าสังคมไทยกําลังต้องการ แพทย์แบบนี้ บางเรื่องที่ไม่ใช่รุนแรงมากนักก็มีแพทย์ระดับหนึ่ง บางเรื่องเป็นซีเรียส เธรท (Serious threat) ก็ต้องใช้แพทย์อีกระดับหนึ่ง ถ้าเราใช้แพทย์ในระดับเดียวกัน ด้วยมาตรฐานเดียวกันเราก็จะขาดแคลน เพราะฉะนั้นกระบวนการผลิตแพทย์ทั่วไป อาจจะต้องขยายพื้นที่มากขึ้น ขยายปริมาณมากขึ้น ส่วนแพทย์เฉพาะทางที่ลึกก็คงจะต้อง ใช้ความสามารถเฉพาะ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง วิธีการผลิตแพทย์ด้วยกระบวนการที่ คัดนักเรียนแบบนี้ผมมองว่าเป็นการคัดนักเรียนแบบที่ง่ายเกินไป ท่านประธานของผม ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ผมไม่เชื่อว่าท่านเรียนได้แค่พยาบาล ถ้าเปิดโอกาสให้ท่านเรียนแพทย์ได้ ผมเข้าใจว่าเราจะมีแพทย์ที่ดีและหน้าตาดีอย่างที่เห็นอยู่ เพราะฉะนั้นกระบวนการผลิตแพทย์ คงไม่ใช่จํากัดด้วยมาตรฐานในการวัดนักเรียนอย่างที่เป็นอยู่แล้วกระมัง เปิดโอกาสมากขึ้นไหมครับ ในการที่ให้เรามีนักเรียนเข้าสู่ระบบแพทย์มากขึ้น วันนี้ออนดีมานด์ ไม่ใช่ดีมานด์ของแพทยสภา มันคงจะเป็นดีมานด์ของประชาชนที่เขาเดือดร้อน

ประเด็นที่ ๓ เรื่องของการผลิตแพทย์ ผมว่าต้องออน ฮิวแมน สปิริต (On Human Spirit) กระบวนการผลิตแพทย์ต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ผมมีแพทย์ที่สุราษฎร์อยู่คนหนึ่งขออนุญาตที่เอ่ยนาม คือคุณหมอคมพจน์ ผมมีปัญหาเรื่องของเส้นเลือดหัวใจ ผมไปหาหมอคมพจน์ทุกครั้ง แล้วคุณหมอบอกว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายที่อาจารย์ทํา มาตรวจกี่ครั้งกี่ครั้งก็ไม่มีค่าใช้จ่าย อาจารย์ไปเอายา ที่โรงพยาบาลได้ หมอแบบนี้ละครับที่เป็นที่ต้องการของสังคมไทย ไม่ใช่เรียกคนไข้ จากโรงพยาบาลรัฐมาอยู่ที่คลินิก แต่หมอคมพจน์พยายามที่จะบอกลุง บอกป้า บอกว่า ไปที่โรงพยาบาลเถอะ ตรงนี้ไม่ต้องเสียเงิน หมอแบบนี้แหละครับคือฮิวแมน สปิริต ที่เราควรจะมี

ประเด็นถัดไปครับ เรื่องของปฏิรูปกระบวนการส่งเสริมสุขภาพ เมื่อวานครับ ท่านประธานครับ ผมไปวัดความดัน พอไปนั่งปั๊บเจ้าหน้าที่ก็วัดให้ผมเลย ความดันผม ๑๕๙ ๘๐ เจ้าหน้าที่บอกว่าสูง ผมหน้าซีดเลยครับ เพราะปกติไม่เชื่อว่าอย่างนั้น คุณหมอณรงค์ศักดิ์ ที่นั่งอยู่ข้างบนนะครับ บอกอาจารย์ อาจารย์ต้องถอดสูทออก แล้วก็อย่านั่งไขว่ห้าง แล้วอาจารย์ก็นั่งสักพักหนึ่งแล้วค่อยวัดใหม่ ผมทําตามคําแนะนําครับ ความดันผมเหลือ ๑๓๔ ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ คําแนะนําง่าย ๆ ถ้าเราสามารถที่จะส่งความรู้ ข้อมูลเหล่านี้ไปให้กับประชาชนโดยทั่วไป เขาเรียนรู้ในการทําจัดการกับตัวเขาเองไม่ยากเย็นมากนัก แต่เราไม่บอก เรามีกระบวนการสื่อสารที่ไม่เพียงพอใช่หรือไม่ ผมบอกว่ากระบวนการ ที่เป็นเรื่องของสุขภาพนั้น ต้องบอกว่าเฮนซ์ อิน ออน มีเดีย (Hence in on media) นั่นแปลว่าจากนี้เป็นต้นไประบบสุขภาพนั้นต้องมีกระบวนการสื่อสารในทุก ๆ สื่อได้แล้วกระมัง สื่อที่ว่านั้นอย่างน้อยคนก็สามารถเป็นสื่อในเรื่องของสุขภาพได้ อย่างน้อยเอกสารข้อมูลต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องของสุขภาพได้ อย่างน้อยสื่อทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ออนไลน์ เรามีแอพพลิเคชัน (Application) สักอันหนึ่งสําหรับประชาชนทั่วไปที่เขาสามารถเรียนรู้ศึกษาเรื่องสุขภาพ ของเขาได้ ออนไลน์ สิ่งแบบนี้ผมว่ามีความจําเป็นมากในการที่จะสื่อสารไปถึงประชาชน รวมทั้งสื่อกระแสหลักทีวี วิทยุที่จําเป็นจะต้องมี รวมทั้งหนังสือพิมพ์ด้วย วันนี้เรามีทีวี ช่องไหนบ้างไหมครับท่านประธานที่พยายามสื่อข้อมูลเหล่านี้ให้กับประชาชน นอกจากละคร ที่เราเห็นอยู่ตบตีกันนัวเนียไปหมด สิ่งเหล่านี้ผมเข้าใจว่าประชาชนยังมีความต้องการให้เรา สื่อสารไปถึงเขาในทุก ๆ ช่องทางที่เป็นไปได้ และประเด็นที่สําคัญที่สุดก็คือต้องพูดบอกว่า เป็นเรื่องของการสื่อสารทุก ๆ ที่ แปลว่าทุก ๆ ที่เขาไป มีกระบวนการสื่อสารเรื่องสุขภาพอยู่ ผมเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สําหรับประชาชนมาก

ในวาระสุดท้ายครับที่เป็นรายงานของฉบับนี้ ผมอยากจะพูดถึงพีพีพี (PPP) พีพีพี ก็คือ พับลิก ไพรเวท พาร์ติซิเพชัน (Public Private Participation) ผมมองว่า ลําพังแต่รัฐอย่างเดียวไม่สามารถจัดการกับระบบสุขภาพของประเทศได้แล้ว ณ เวลานี้ ผมมองว่าโรงพยาบาลเอกชนจําเป็นอย่างยิ่งต้องให้บทบาทเขามากขึ้น เขาไม่ควรจะถูกมองว่า เป็นโรงพยาบาลที่เอารัดเอาเปรียบแล้ว เขาควรจะถูกมองว่านี่คือกลไกที่จะช่วยทําให้ ระบบสุขภาพของรัฐมันประสบความสําเร็จได้ โรงพยาบาลเอกชนช่วยได้หลายเรื่องครับท่านประธาน อย่างน้อยเราต้องเปลี่ยนความคิดรวบยอดใหม่เกี่ยวกับโรงพยาบาลเอกชนว่า เขาไม่ใช่คู่แข่ง แต่เขาก็คือร่วมพัฒนา ร่วมปรับปรุงระบบสาธารณสุขของชาติได้นะครับ เมื่อเราเปลี่ยนแปลง ความคิดรวบยอดเหล่านี้ได้แล้ว

ประเด็นถัดมาก็คือโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นทางเลือกสําหรับผู้มีศักยภาพ ที่จะเลือก เราไม่ควรจะต้องไปจํากัดว่าโรงพยาบาลเอกชนต้องเป็นของคนรวยหรือคนจน เท่านั้น แต่ถ้าเขามีศักยภาพที่จะเลือกเขาเลือกได้ และเมื่อเขาเลือกได้แล้ว พื้นที่ในโรงพยาบาลของรัฐทั่วไปมันก็จะว่างลง ผมพูดถึงโรงพยาบาลเอกชนในเรื่องของ การถ่ายโอนคนไข้ ผมมองว่าจะเป็นคลินิกก็ดี จะเป็นโรงพยาบาลเอกชนก็ดีสามารถที่จะ โยกถ่ายโอนคนไข้ได้ แน่นอนว่าการถ่ายโอนคนไข้นั้นต้องอยู่ในศักยภาพที่คนไข้สามารถที่จะ จ่ายได้ด้วย บางคนไปนอนที่โรงพยาบาลของรัฐด้วยความยากลําบาก ถ้าให้มีทางเลือก ที่โอนไปในภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลเอกชนและรัฐ ผมเข้าใจว่า ทางเลือกนี้จะถูกเลือกมากขึ้นนะครับ

ในเรื่องของการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลเอกชนและ โรงพยาบาลของรัฐ ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่จําเป็นอย่างยิ่ง เราปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าหมอดี ๆ หมอเก่ง ๆ มีไม่น้อยทีเดียวที่อยู่ในโรงพยาบาลเอกชน เพราะฉะนั้นจะเป็นอย่างไรไหมครับ ที่เราจะทําให้การถ่ายโอนหมอเป็นเรื่องที่เป็นปกติระหว่าง ๒ โรงพยาบาลประเภทนี้ จะเป็นไปได้ไหมครับที่โรงพยาบาลเอกชนนั้นเป็นกลไกของการสื่อสารทางด้านสุขภาพ ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงภายใต้สื่อที่เราเตรียมไว้ให้ จะเป็นไปได้ไหมครับ ที่ทําให้โรงพยาบาลเอกชนกับโรงพยาบาลของรัฐใช้เครื่องมือทางการแพทย์ร่วมกัน และมีความเป็นไปได้ไหมครับที่ทําให้โรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีแพทย์ดี ๆ นั้นเป็นส่วนหนึ่ง ในกระบวนการผลิตแพทย์ในระบบของเราด้วย ผมเข้าใจว่าทั้ง ๓ เรื่องนี้น่าจะทําให้ รายงานของคณะกรรมาธิการที่ทํามาอย่างดีประสบความสําเร็จสมบูรณ์ได้ครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ