สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ โดยเฉพาะการแพทย์แผนไทย และเรียกร้องการสนับสนุนการปฏิรูปและการพัฒนาการแพทย์แผนไทยให้เป็นการแพทย์แห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแพทย์แผนไทยที่ถูกละเลยและทอดทิ้ง หลังจากที่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภว่าควรให้หมอไทยอยู่ต่อไป

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันจะขอใช้โอกาสในการอภิปราย ๓ วาระรวดเดียวเลยนะคะ ภายในเวลา ๑๕ นาที ซึ่งวาระของทางคณะกรรมาธิการในวาระที่ ๒๒ ก็คือระบบบริการสาธารณสุข วาระที่ ๒๓ คือระบบส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคใหม่ ๆ แล้วก็ระบบการคลังสุขภาพ ประเด็นที่ดิฉันอยากจะแตะ ซึ่งกรรมาธิการนี้ก็แม้ว่าได้ทําเอกสารค่อนข้างดี แต่ว่าถ้าจะให้ ดิฉันตั้งข้อสังเกตสักนิดหนึ่งก็คือว่าประเด็นเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิก บางท่านได้พูดถึงอยู่บ้าง ต้องบอกว่ามีการพูดถึงน้อยมาก ดิฉันเห็นในหน้า ๒๓ ในข้อ ๕ ที่บอกว่าปฏิรูปให้มีการใช้การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก ภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวบ้าน ด้านสุขภาพในการพึ่งตนเอง ดูแลตนเอง และบูรณาการให้อยู่ในการบริการสุขภาพทุกระดับ เพื่อตอบสนองความจําเป็นทางสุขภาพของประชาชน ซึ่งในส่วนนี้อยู่ในวาระแรก คือเรื่องระบบบริการสาธารณสุข แล้วก็ในหน้า ๑๐๓ ซึ่งอันนี้ก็อยู่ในเรื่องการคลัง การปฏิรูป ระบบการเงินด้านสุขภาพในหน้า ๑๐๓ ซึ่งก็เขียนแตะไว้เพียงนิดเดียวนะคะ ในเรื่องเกี่ยวกับ การลงทุนด้านเทคโนโลยีซึ่งจะมีเรื่องของยาและแพทย์แผนไทยด้วย ดิฉันเองก็มีความรู้สึกว่า คณะกรรมาธิการได้กล่าวถึงเรื่องของแพทย์แผนไทยอย่างเสียไม่ได้ แต่บอกว่า ไม่มีรายละเอียดใด ๆ ทั้งสิ้นว่าในการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้านนั้น จะมีระบบวิธีการอย่างไร ท่านมีการอธิบายในส่วนอื่นอย่างพิสดารแล้วก็ลงรายละเอียดเยอะ แต่ในส่วนของการแพทย์แผนไทยมีการแตะน้อยมาก คือดิฉันคิดว่าเมื่อเราต้องการจะปฏิรูป การแพทย์แผนไทยนั้นเราไม่ตั้งความหวังหรือคะว่าเราน่าจะปฏิรูปการแพทย์แผนไทย ให้เป็นการแพทย์แห่งชาติ คือเหมือนในประเทศจีน พม่า อินเดียเขามีการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เขามีการแพทย์แห่งชาติของเขาเอง แต่ของเราต้องบอกว่ามันมีน้อยมาก ดิฉันนึกถึงคําพูด ของอาจารย์ท่านหนึ่งนะคะ ท่านบอกว่าการแพทย์แผนไทยมีสภาพเหมือนกับลูกเมียหลวง แม่ตายค่ะ คือเป็นลูกเมียหลวง แต่ว่าแม่ตายก็เลยไม่มีใครดูแล เวลานี้สภาพของการแพทย์แผนไทย ก็ตกอยู่ในสภาพอนาถานะคะ เป็นไปตามเท่าที่จะเป็นไปได้ ท่านเองอาจจะเอามาแปะไว้นิดหน่อย พอไม่ให้เสียน้ําใจกัน แต่ว่าไม่ได้มีความตั้งใจในการที่จะพัฒนาอย่างจริงจังนะคะ ซึ่งดิฉันเองคิดว่า การที่เราจะพัฒนาการแพทย์แผนไทยให้เป็นการแพทย์แห่งชาตินั้นมันต้องการเจตจํานง ทางการเมืองค่ะ มันต้องมีโพลิติคอล วิล (Political Will) จึงจะเกิดขึ้นได้ ดิฉันคิดว่าแม้แต่การแพทย์แผนจีนสมัยหลังปฏิวัติของท่านเหมา เจ๋อ ตุง เขาประกาศเลยว่า ต้องการพัฒนาการแพทย์จีนขึ้นมาเป็นการแพทย์แห่งชาติ เพราะเขาไม่สามารถที่จะใช้เงินในการที่จะ อาศัยการแพทย์แผนตะวันตกมาเพื่อที่จะบริการดูแลสุขภาพคนทั้งประเทศของเขา ดิฉันเอง เคยไปดูงานที่ประเทศอินเดียและประเทศพม่าเขาก็มีโรงพยาบาล มีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าของเราดิฉันคิดว่าในอดีตเคยมีความตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดิฉันบอกว่า มันต้องการอาศัยสิ่งที่เรียกว่าเจตจํานงทางการเมืองของผู้ปกครองหรือผู้บริหาร ในอดีต ในยุคที่เราอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระเจ้าแผ่นดินท่านมีเจตจํานงในการที่จะ พัฒนาการแพทย์แผนไทยให้เป็นการแพทย์แห่งชาติ ซึ่งดูได้อย่างสมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ท่านทรงโปรดให้มีการตั้งมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของเมืองไทย แล้วมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกนั้นก็คือมหาวิทยาลัยทางการแพทย์แผนไทย คือวัดโพธิ์เรานี่ล่ะ วัดโพธิ์เป็นที่รวบรวมตํารับตําราทุกอย่างไม่ว่าตํารายา ท่านวดฤาษีดัดตน สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้ มีการค้นคว้านะคะ เพราะว่าท่าฤาษีดัดตนที่มันควรจะมีถึง ๘๑ ท่า เวลานี้เหลือเพียง ๒๕ ท่า และต้องบอกว่าแม้แต่บารัค โอบามา เองเมื่อมาเยี่ยมเมืองไทยที่แห่งหนึ่งที่ต้องไปก็คือวัดโพธิ์ และถ้าไปดูสถิติของคนต่างชาติที่เข้ามาดูวัดโพธิ์มากกว่าวัดพระแก้วนะคะ เพราะฉะนั้น เราควรภูมิใจว่าในอดีตเราเคยมีมหาวิทยาลัยแห่งแรกซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางการแพทย์แผนไทย และเมื่อมาถึงยุคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ต้องบอกเลยว่าหลังจาก ที่ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์เพียง ๒ ปีนะคะ คือในปี ๒๔๑๓ ท่านทรงโปรดให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัยซึ่งในสมัยนั้นเป็นจางวางกรมแพทย์ สมัยนี้คงเรียกว่าเป็นอธิบดี กรมแพทย์เป็นประธานรวบรวมจัดทําตําราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวงขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นตําราที่รวบรวมความรู้ในเรื่องการรักษาพยาบาลทุกอย่าง แล้วก็ระบุเอาไว้ อย่างชัดเจนว่าอันเป็นคุณประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก ซึ่งต้องบอกว่าพระเจ้าแผ่นดินนั้น ท่านได้ให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพของประชาชน นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือใช้การแพทย์ของชาติ ก็คือการแพทย์แผนไทย หลังจากที่ได้ มีการทําตําราแพทย์หลวงมาแล้ว ๒๐ ปีต่อมาพระองค์ท่านทางปรารภด้วยความเป็นห่วงว่า “ขอเตือนว่าหมอฝรั่งนั้นดีจริง แต่ควรให้ยาไทยสูญไปหรือหาไม่ หมอไทยจะควรให้มีต่อไป ภายหน้าหรือควรไว้มีบ้างเท่านั้น” สิ่งที่พระองค์ท่านตั้งคําถามก็คือว่าจะให้มีหมอไทย อย่างจริง ๆ จัง ๆ หรือเปล่า หรือว่ามีเอาไว้พอประดับเล็ก ๆ น้อง ๆ พระองค์ท่านทรงมีดํารัส ต่อไปว่า “ถ้าว่าส่วนตัวฉันยังสมัครใจกินยาไทยและยังวางใจหรืออุ่นใจในหมอไทยมาก ถ้าหมอไทยจะรักษาอย่างหมอฝรั่งหมดก็ดูจะเยือกเย็นเหมือนเห็นที่อื่นไม่เห็นพระสงฆ์ เหมือนกัน” เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ที่พระเจ้าแผ่นดินท่านทรงมีพระราชปรารภนะคะ แล้วก็ที่จริงต้องบอกว่าสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ นั้น หลังจากทรงโปรดให้รวบรวม ตําราแล้วพระองค์ท่านยังทรงตั้งราชแพทยาลัย ซึ่งในหลักสูตรอบรมแพทย์แผนปัจจุบันนั้น มีแพทย์แผนไทยอยู่ด้วย แต่หลังจากที่การแพทย์ของร็อคกี้เฟลเลอร์เข้ามาก็เลยยกเลิก แพทย์แผนปัจจุบันแผนอื่นด้วยซึ่งรวมไปถึงแพทย์แผนไทยและยาไทย ดังนั้นราชแพทยาลัยก็เลย เปลี่ยนมาเป็นคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล และหลังจากนั้นก็คือการแพทย์แผนไทย ก็สูญหายไปเลยเป็นเวลา ๑๐๐ ปี ที่ตกอยู่ในสภาพลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก็แบบที่เรียกว่าลูกเมียหลวงแม่ตาย ไม่มีใครดูแลเอาใจใส่นะคะ เพราะฉะนั้นเวลานี้ถ้าพูดถึงการปฏิรูปท่านอุตส่าห์แปะไว้หน่อยหนึ่งนะ แต่ไม่มีรายละเอียดเลยว่า ท่านจะทําอะไรบ้างกับการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยให้ก้าวหน้าขึ้นมา ดิฉันคิดว่าทุกชาติ มีอาหารประจําชาติ เรามีอาหารไทยที่เราถือว่าเป็นระดับคุยซีน (Cuisine) มีประเทศน้อยมาก ที่เขามีตํารับอาหารในระดับคุยซีน เราเองมีเลยทั้งในระดับการแพทย์แผนไทย มีมวยไทย มีการนวดไทย ต้องบอกว่ามันเป็นภูมิปัญญาที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ปรากฏว่าเราได้ละเลย และทอดทิ้งนะคะ เราไม่ได้มีความพยายามที่จะมีการต่อยอดสิ่งเหล่านี้ให้มาเป็นประโยชน์ กับสังคมปัจจุบัน ทีนี้ดิฉันคิดว่าในส่วนของระบบบริการสาธารณสุขถ้าจะพูดอย่างนั้นนะคะ แต่ในวาระต่อมาที่บอกว่าจะสนับสนุนระบบส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคใหม่ ๆ ต้องบอกว่าในหนังสือของ ฟริตจ๊อบ คาปร้า พูดเอาไว้ชัดเจนข้อหนึ่งว่า โรคใหม่ ๆ ที่หายไป อาจจะไม่ใช่เพราะความสามารถของแพทย์สมัยใหม่นะ แต่มันเกิดขึ้นจากสุขอนามัยที่ดีขึ้น ความสะอาดที่ดีขึ้น ทําให้โรคต่าง ๆ เหล่านั้นมันหมดไป แต่เวลานี้โรคแบบใหม่ คือโรคไม่ติดต่อ ประเภทโรคที่เกิดจากพฤติกรรมทางสังคม เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเน่าเสียต่าง ๆ และพฤติกรรมในการบริโภคของเรา เช่น โรคหัวใจ โรคไขมัน โรคความดันโลหิตสูง โรคอะไรทั้งหลายเหล่านี้ซึ่งที่จริงแล้วต้องบอกว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็ไม่มีวิธีการรักษานะคะ แต่ว่าถ้าจะบอกว่าคือคณะกรรมาธิการได้ยกคําพูดที่เรียกว่า นิยามสุขภาพขององค์การอนามัยโลกที่บอกว่าสุขภาพนั้นไม่ใช่เพียงแค่สุขภาวะทางกาย แต่เป็นสุขภาวะทางกาย จิต สังคม สิ่งแวดล้อม แล้วอาจจะต้องรวมถึงสุขภาวะทางปัญญาหรือไม่ สุขภาวะที่เขาเรียกว่า สปิริชวล เฮลธ์ ตอนนั้นเขาใช้คําว่า สุขภาวะทางจิตวิญญาณ คนบอกฟังดูมันแปลก ๆ นะ สุขภาวะ สปิริชวล เฮลธ์ อาจจะหมายถึงสุขภาวะทางปัญญาหรือไม่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้การแพทย์แผนปัจจุบันตอบสนองได้จริงหรือเปล่าคะ แต่การแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นการแพทย์แบบองค์รวม จะสามารถตอบสนองสิ่งเหล่านี้ได้ ในขณะที่การแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมันเป็นวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์แบบแยกส่วน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าท่านต้องการจะให้บรรลุถึงนิยามคําว่า สุขภาพนั้น ท่านควรจะต้องผลักดันให้การแพทย์แผนไทยนั้นเข้ามาอยู่ในระบบบริการ เข้ามาอยู่ ในระบบการส่งเสริมสุขภาพ เพราะว่าในส่วนของการส่งเสริมสุขภาพที่เป็นองค์รวมนั้น น่าจะสอดคล้องกับระบบส่งเสริมสุขภาพของแผนไทยอย่างที่การป้องกันโรคใหม่ ๆ อย่างที่ท่านพูดถึงนะคะ เพราะดิฉันเองก็อยากจะเห็นการลงรายละเอียดในเรื่องนี้ให้มากขึ้น แล้วก็อยากจะเห็นไปถึงขั้นว่าในรัฐธรรมนูญจะต้องมีประเด็นในเรื่องของการที่จะพัฒนา การแพทย์แผนไทยให้เป็นการแพทย์แห่งชาติ เวลานี้อาจจะไม่สามารถที่จะเป็นการแพทย์หลัก แต่เราควรหรือไม่ที่จะมีอะไรที่เป็นของเราเอง ซึ่งในอดีตถ้าท่านเพื่อนสมาชิกเคยดูหนัง เรื่องโหมโรง เราจะเห็นได้ว่าแม้แต่ดนตรีไทยในยุคสมัยหนึ่งผู้นําประเทศก็สั่งให้เลิก เหมือนกับยาไทยนั่นล่ะ ให้ไปสนใจบัลเลย์ สนใจดนตรีฝรั่ง แล้วก็คนที่เป็นนักดนตรี ต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ เรียนกัน ดิฉันคิดว่าทําไมเราจึงไม่ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมที่เรามีอยู่ แล้วกลายเป็นว่าเราพยายามจํากัดตัวเราเองด้วยซ้ําไป ในขณะที่ดิฉันไปดูการแพทย์ที่พม่า เขาเอาการฝังเข็มมาเป็นการแพทย์ของแผนพม่าเลย ไม่ใช่แผนปัจจุบันด้วยนะคะ ในอดีตการแพทย์แบบฝังเข็มหมอไทยทําได้นะคะ แต่หลังจากที่เขาพบว่าการฝังเข็ม ของจีนนั้นเป็นวิทยาศาสตร์ เท่านั้นล่ะการแพทย์แผนปัจจุบันก็รวบไปเป็นของตัวเอง แล้วห้ามหมอไทยใช้อีก ซึ่งดิฉันคิดว่าในอดีตตั้งแต่สมัยพระนารายณ์เรานําขี้ผึ้งจากต่างชาติ เอามาอยู่ในสูตรยาไทย หรือแม้แต่ในหนังสือ ในคัมภีร์โอสถพระนารายณ์มีการใช้โสมและใช้ภาษาเดิมคือจินเส็ง อยู่ในตํารับยาด้วย แต่มาถึงปัจจุบันนี้กลายเป็นว่าเราพยายามกีดกันตัวเราเอง เราไม่ให้หมอไทย พัฒนาที่จะใช้สารใหม่ ๆ เข้ามา ดิฉันเองคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นการจํากัดการพัฒนาของเรา สิ่งที่สําคัญที่สุดดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเราจะมีเจตจํานงทางการเมืองมันต้องมีการระบุเรื่องนี้ ให้ชัดเจน และเจตจํานงทางการเมืองข้อหนึ่งที่จะเป็นการสะท้อนออกมาว่าท่านสนใจ ที่จะส่งเสริมสุขภาพแบบที่ท่านกรรมาธิการบอกว่า สร้างนําซ่อม ป้องกันดีกว่ารักษา จริงหรือไม่ ต้องไปดูที่งบประมาณ ที่ท่านพูดถึงเรื่องงบประมาณนี่นะคะ แต่ท่านอาจจะ ไปพูดในส่วนอื่น ดิฉันขอตั้งประเด็นขึ้นมาว่าถ้าดูจากงบประมาณที่กระทรวงสาธารณสุขได้ และเปรียบเทียบกับกรมการแพทย์แผนไทย สมมุติว่ากระทรวงสาธารณสุขได้งบประมาณ ในการบริหารกระทรวง ๑๐๐ บาท กรมการแพทย์แผนไทยได้ ๑ สลึงค่ะ ๑ สลึงเท่านั้น และถ้าเราดูจาก สปสช. ที่เป็นผู้ซื้อบริการและประชาชนได้รายหัวมา ตอนนี้ปีหนึ่งเท่าไรคะ ๒,๒๐๐ บาท ประมาณนั้นใช่ไหมคะ แต่ว่าการแพทย์แผนไทยได้ ๘ บาท เท่าไร ดิฉันลองคํานวณดู ๓๖ สตางค์ค่ะ และเมื่อสักครู่ดิฉันขณะขับรถมาดิฉันก็เปิดฟังนะคะ ท่านประธานกรรมาธิการก็บอกว่างบประมาณในส่วนของการป้องกันสุขภาพอยู่ที่ ๔-๗ บาท โดยประมาณ ก็คือ ๔-๗ เปอร์เซ็นต์ใน ๑๐๐ บาท ซึ่งดิฉันคิดว่าตัวเลขของงบประมาณนี่ล่ะ เป็นตัวที่บ่งบอกอย่างสําคัญว่ามีการให้ความสําคัญในยุทธศาสตร์สร้างนําซ่อมจริงหรือเปล่า และดิฉันเห็นว่าถ้าการที่เราจะผนวกเอากระบวนการดูแลสุขภาพที่มีประชาชน เป็นศูนย์กลาง ดิฉันยังเห็นว่าเรายังไม่มียุทธศาสตร์ รัฐของเราหรือกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมในการที่จะนําเอาองค์ความรู้ บุคลากร เช่น หมอพื้นบ้าน หมอไทย ซึ่งเป็นระบบบริการทางการแพทย์ในชุมชนนํามาใช้อย่างจริงจัง ดิฉันเองคิดว่า จริง ๆ แล้วยุทธศาสตร์นั้นไม่ใช่เพียงแค่ว่าเน้นให้คนเข้าถึงบริการเท่านั้น แต่ท่านจะต้อง นําให้การแพทย์แผนไทยนั้นเข้าไปถึงตัวประชาชนเลย และเวลานี้ต้องบอกว่าข้อดี ของการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านนั้นมันอยู่ในชุมชน มีบุคลากรอยู่ในชุมชน ประชาชนคุ้นเคยยิ่งกว่าแผนฝรั่ง ทําไมเราถึงไม่เอาสิ่งที่เป็นข้อดีเหล่านี้เข้ามาเป็องค์ประกอบ ในระบบการให้บริการสุขภาพของเรา ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่าเรามีการส่งเสริม เรื่องนี้อย่างจริงจัง มันต้องทํายุทธศาสตร์ตรงนี้ให้ชัดเจน แต่ดิฉันบอกว่าในยุทธศาสตร์ ที่ท่านกําหนดมาไม่มียุทธศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการแพทย์แผนไทยซึ่งขาดหายไป ดิฉันเอง ก็อยากให้ท่าน ถ้าท่านมีเวลาน่าจะทําในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น ดิฉันเองเห็นว่าสิ่งที่มันเป็นรากเหง้า ของเรานี่มันมีความสําคัญ ท่านเห็นต้นไม้ใช่ไหมคะ ต้นไม้ที่สูงใหญ่ร่มใบครึ้มขนาดไหน มันจะบอกท่านเลยว่ารากมันหยั่งลึกเท่า ๆ กับลําต้นที่พุ่งขึ้นสู่บนพื้นดิน เพราะฉะนั้น ถ้าเรายิ่งสามารถกลับไปหาภูมิปัญญาในอดีตของเราได้ลึกซึ้งมากเท่าไร ดิฉันเชื่อว่าเราจะ สามารถที่จะสร้างระบบสุขภาพที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้คนได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่เวลานี้ ต้องบอกว่าประเทศไทยกําลังเป็นม้าอารีนะคะ เราส่งเสริมการแพทย์แผนจีน เราส่งเสริม การแพทย์ทุกประเภทเข้ามา แต่เราทิ้งการแพทย์ที่เป็นของเราเอง และดิฉันคิดว่าสิ่งที่ จะทําให้เกิดยุทธศาสตร์ในการที่จะส่งเสริมการแพทย์แผนไทยอย่างจริงจังนั้นมันต้องมีตลาด คุณต้องสร้างสิ่งที่เราเรียกว่าดีมานด์ (Demand) ถ้าดีมานด์โดยที่ สปสช. ในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ มีการซื้อบริการทางการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านมากขึ้น มันก็จะทําให้เกิดซัพพลาย (Supply) มากขึ้น เกิดการเรียกว่าการวิจัย การส่งเสริม ปรับปรุงคุณภาพต่าง ๆ มากขึ้น แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ แล้วก็บอกว่าปฏิรูปมันเป็นเพียงอยู่ในอากาศ มันก็เป็นเพียงแค่ ลิพเซอร์วิส (Lip Service) หรือเป็นการเพียงแต่พูดแปะ ๆ เอาไว้เท่านั้นเองแต่ไม่มีการทํา อย่างจริงจัง ดิฉันเองหวังนะคะว่าเราควรจะมีสิ่งต่าง ๆ ที่มันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของเรา แล้วก็พัฒนาให้มันสามารถตอบสนองต่อโลกยุคใหม่ ดิฉันเองนึกถึงคําพูดของพ่อค้า ควรจะเรียกว่าพ่อค้ายาไทยท่านหนึ่ง ที่พูดกับดิฉันบอกว่าภูมิปัญญาถ้าเอามาทํามาหากินไม่ได้ ไม่มีใครอยากรักษานะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่จะส่งเสริมการแพทย์แผนไทย ให้ยืนยงอยู่ได้นั้นต้องทําให้มันสามารถที่จะเข้ามาอยู่ในระบบที่จะทําให้คนดูแลสุขภาพ มีทางการตลาดได้ ดิฉันเองคิดว่าเรามีพัฒนาการในเรื่องนี้น้อยมากโดยเฉพาะในเรื่อง เทคโนโลยีด้วยนะคะ ดิฉันเองดูในเรื่องของเทคโนโลยีในส่วนของการแพทย์ไทยปรากฏว่า เรามีเทคโนโลยีแบบต่ําสุดเลย ไปดูอย่างการทําแบทช์ นัมเบอร์ (Batch number) การปั๊มตรา วันหมดอายุ คือโลว์เทค (Low tech) ที่สุด เทคโนโลยีต่ําสุดก็คือใช้มือปั๊มเอา แล้วก็เทคโนโลยีสูงสุดก็คือเป็นเครื่องอิงค์เจ็ท (Inkjet) แต่ถ้าไปดูประเทศอินเดีย ขนาดโรงงานผลิตยาของเขาขนาดยอดขาย ๑๐๐ ล้านบาท เขามีระบบที่มันเป็นเซมิแมนวล (Semi manual) ก็คือว่าใช้ทั้งมือแล้วก็เครื่อง แล้วเขาก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่มันเป็น เทคโนโลยีระดับกลางเพื่อการพัฒนาคุณภาพของยา แต่ปรากฏว่าของเราไม่เคยมีความคิด ในเรื่องการพัฒนาอุปกรณ์การผลิตยาแบบเทคโนโยลีระดับกลางให้ยามีคุณภาพ แต่เสร็จแล้ว เราบอกว่าการผลิตยาไทยต่อไปต้องเป็นจีเอ็มพี (GMP) นะ อันนี้มันเท่ากับว่าเรานี่ปล่อย การแพทย์แผนไทยนี้อยู่ในสภาพตามยถากรรมมาเป็นเวลา ๑๐๐ ปี แต่พอมาถึงวันหนึ่ง เราบอกว่าต้องพัฒนาการแพทย์แผนไทยขึ้นมาเท่ากับมาตรฐานยุโรปโดยที่เราไม่เคยถามว่า แล้วตกลงใครเป็นตลาดของเรา ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการที่พูด เรื่องการปฏิรูปควรจะต้องคิดเรื่องนี้นะคะว่าเราจะปฏิรูปจริง ๆ อย่างไรที่จะทําให้ การแพทย์แผนไทยซึ่งมีคุณค่ามหาศาลนั้นมันกลับมามีชีวิตชีวาอยู่ในสังคมเราและ รับใช้สังคม แต่เวลานี้เราต้องบอกว่าการแพทย์แผนไทยนั้นมีพัฒนาการอยู่ภายใต้การมอง แบบการแพทย์ตะวันตก ดิฉันอุปมาง่าย ๆ นะคะว่าการแพทย์แผนไทยเหมือนคุณ จะกินกาแฟ คุณย่อมไม่พัฒนากาแฟไปเป็นคาเฟอีน (Caffeine) ใช่ไหม แต่เวลานี้เราเห็นว่า การพัฒนาการแพทย์แผนไทยหรือยาไทยคือการเปลี่ยนกาแฟให้เป็นคาเฟอีน ซึ่งมันต่างกันมาก เราจะต้องพัฒนาการแพทย์แผนไทยหรือยาไทยในรูปของกาแฟที่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่คุณภาพอยู่ที่การแยกออกมาเป็นคาเฟอีน ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าความคิดในเรื่องนี้ มีความแจ่มชัดเราก็จะสามารถที่จะพัฒนาการแพทย์แผนไทยเหล่านี้ขึ้นมาได้ แล้วดิฉัน เชื่อมั่นว่าเราจะลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในการที่จะต้องนําเข้ายาจากต่างประเทศลง แล้วก็ดิฉันเองเคยพูดว่าการลดรายจ่ายเท่ากับการเพิ่มรายได้ ถ้าเราสามารถลดการนําเข้า ยาแผนปัจจุบันลงโดยหันมาใช้ยาแผนไทย ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี คือการลดการนําเข้า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันจะสร้างมูลค่าในประเทศมากกว่านั้น ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็น สิ่งที่มันขาดหายไปนะคะในการทํายุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เพราะฉะนั้น ดิฉันเองก็คงจะเสนอเพิ่มเติมเพียงแค่นี้นะคะว่าในสิ่งที่คณะกรรมาธิการทํามาก็เป็น สิ่งที่น่าชื่นชม น่าสนับสนุน แต่ก็อยากขอให้คิดถึงการแพทย์แผนไทยในทั้ง ๓ ระบบของท่าน คือในระบบบริการสาธารณสุขเราจะพัฒนาการแพทย์แผนไทยขึ้นมาเข้าสู่ระบบการบริการ เหล่านี้ได้อย่างไร แล้วก็รวมไปถึงการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคนั้น เราจะอาศัย การแพทย์แผนไทยเข้ามาได้อย่างไร แล้วก็รวมไปถึงว่าถ้าเราจะพัฒนาอย่างจริงจังนั้น งบประมาณที่สมเหตุสมผลควรจะเป็นเท่าไร ขอบคุณค่ะ