ชาญชัย เจริญสุวรรณ เสนอแนวคิดการนำแพทย์แผนไทยมาเสริมสร้างสุขภาพของประชาชน โดยเน้นการใช้สมุนไพรไทยในการแก้ปัญหาสุขภาพของประเทศ และเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขผลักดันการพัฒนาการแพทย์แผนไทยอย่างจริงจัง
พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ
กรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกคน กระผม พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ สมาชิกหมายเลข ๐๖๒ การปฏิรูประบบสาธารณสุข ทั้ง ๓ วาระ ๔ เรื่อง ที่หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะขอพูดในภาพรวมของทั้งหมด แล้วก็จะอภิปรายในประเด็นในเรื่องของการนําแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ อาจจะเป็นความคิดเห็นในมุมกว้างเพื่อจะขอให้หลาย ๆ ท่านนั้นมีทัศนคติในเชิงสร้างสรรค์ สําหรับการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย จะเห็นว่าผมใช้คําว่า แพทย์แผนไทย และแพทย์พื้นบ้านไทย คือเป็นการเน้นเฉพาะเจาะจงนะครับ หลาย ๆ ท่านอาจจะได้เห็นว่า มันมีคําที่มากมายที่จะใช้ในเรื่องนี้ เช่น ภูมิปัญญาไทย องค์ความรู้ไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านสุขภาพเป็นต้น มีหลายคําที่ใช้แต่ผมขอใช้ใน ๒ คําซึ่งมันมีความชัดเจน ในเรื่องของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย น่าดีใจ ผมเห็นว่าสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายไปในเรื่องของการนําสมุนไพรมาใช้ การนําแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ แล้วก็ในกรรมาธิการซึ่งท่านประธานเองก็ได้พูดถึงว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันมีราคาสูง มีราคาแพง มีการขาดแคลนแพทย์ พยาบาล แล้วก็ในเรื่องขององค์ความรู้ที่จะต้องพึ่งพาตนเอง ความคุ้มค่าที่จะนํามาใช้ในเรื่องของการป้องกัน เสริมสร้าง ฟื้นฟูสุขภาพมากกว่าการรักษา หรือที่ท่านคุณหมอสุวัฒน์ใช้คําว่า สร้างนําซ่อม แล้วก็สุขภาพเป็นเรื่องของมิติกว้างเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมถือว่าโดยเฉพาะในระบบปฐมภูมิเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การนําแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้คือเป็นการดูแลตนเอง แล้วมันสามารถจะแก้ปัญหา ซึ่งหลาย ๆ ท่านได้พูดไปแล้วว่าถ้าได้มีการนํามาใช้อย่างจริงจัง ผมใช้คําว่าจริงจัง เพราะเรื่องนี้ ได้พูดกันมามาก แล้วก็อย่างที่ท่านชิงชัยก็พูดไปนะบอกว่าในเรื่องของยุทธศาสตร์มันมีอยู่แล้ว นี่ก็เป็นการต่อยอด แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงคือสิ่งเหล่านี้มันไม่เคยนํามาสู่การปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ายังต้องผลักดันให้มันมีการเขียนในนโยบาย ในรายละเอียดต่อไป ที่จะมีการนําไปสู่การปฏิบัติ เพราะว่าการดูแลตนเองมันเป็นเขาเรียกว่าเซลฟ์แคร์ หรือไพรมารี แคร์ อะไรก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องที่สามารถนําภูมิปัญญาของไทยหรือว่ากิน กินผักเป็นยาอะไรก็แล้วแต่นะครับ ซึ่งการที่จะผลักดันถ้าเห็นว่าการแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทยมีความจําเป็น มันต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากองค์กรหรือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในทุก ๆ หน่วย ต้องช่วยกันผลักดัน ผมยกตัวอย่างอย่างกระทรวงศึกษาธิการ ผมพยายามพูดไปมากเลยว่า การที่จะเสริมสร้างให้คนมีความรู้พื้นฐานทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการนําสมุนไพรไปใช้ ในสาธารณสุขมูลฐานเป็นสิ่งที่เกิดได้ในชุมชน ในครัวเรือนทุก ๆ คน ถ้าทุกคนมีความรู้ มันควรอยู่ในหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการด้วยซ้ําไป เราก็อาจจะไม่ต้องสั่งสอนกันมากหรอก รู้ว่าถ้าปวดหัวตัวร้อนทําอย่างไร ฟ้าทะลายโจรในบ้าน หรือว่าขิง ข่า ตะไคร้ ที่ผมพยายามพูด คือในกรรมาธิการของผมจะได้ฟังเรื่องนี้เยอะมากเลย เราสามารถที่จะใช้โดยที่ไม่ต้อง ไปหาหมอในโลกพื้นฐานง่าย ๆ ซึ่งมันก็จะนําไปสู่การลดการใช้การบริการในระบบบริการ สาธารณสุขคือโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาล รพ.สต. ก็ดีนะครับ แล้วมันก็จะนําไปสู่ การที่ลด คือเราพูดกันมากเลยว่ากองทุนมีปัญหา ใช้เงินเยอะ เป็นแสน ๆ ล้านบาท เรานําเข้ายาต่างประเทศ ที่มีบางท่านพูดไปแล้วว่าก็เป็นแสนล้านบาทเช่นกัน แล้วก็เพียงแค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นําเข้า แล้วก็เราใช้น้อยมาก สิ่งเหล่านี้ผมเองก็ยังสงสัย คือว่าในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่มีการผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมวกกลับมาเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นถ้ามีหลักสูตรพวกนี้คนก็จะรู้เรื่องสุขภาพเบื้องต้นนะครับ โดยที่ถ้ามันไปเสริมกับ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพที่จะมีการจัดตั้งต่อไปมันก็จะเพิ่มคุณค่าของการดูแลตนเอง ได้มากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทนที่ท่านจะส่งเสริมในเรื่องของพืชเศรษฐกิจก็ดี ผมว่าสมุนไพรถ้ามันมีการผลักดันให้มีการใช้มากขึ้น นี่คือพืชเศรษฐกิจชั้นดีเลย แล้วก็วงรอบของมันก็อาจจะน้อยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้กระทรวงแรงงาน ในเรื่องของกองทุนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าผลักดันสิ่งเหล่านี้หลาย ๆ หน่วยงานซึ่งอาจจะต้อง มีการช่วยเหลือกัน แล้วข้อสําคัญคือว่าทุกท่านควรจะมีเรื่องของการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทยอยู่ในหัวใจและสามารถนําไปใช้ในระบบ แม้กระทั่งในเรื่องของ การเสริมสร้างป้องกันโรค การป้องกันภัยคุกคามพวกนี้ ในนโยบายที่คุณหมอณรงค์ศักดิ์ได้พูดถึง มันก็สามารถจะเอาการแพทย์แผนไทยไปอินทีเกรท (Integrate) ได้อย่างเป็นรูปธรรมนะครับ
ทีนี้วกมาในเรื่องของกองทุนการคลังนะครับ จะเห็นว่าเราพูดกันถึง ๓ กองทุนมีความเหลื่อมล้ํา แล้วผมจะพูดในทุกโอกาสเลยว่าในความเหลื่อมล้ําของกองทุน มันก็มีความเหลื่อมล้ําในสิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลด้วย จะเห็นว่ากองทุนสวัสดิการ ข้าราชการก็มีสิทธิการเบิกจ่ายได้บางส่วน กองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็มีบางส่วน แต่กองทุนประกันสังคมไม่มีเลยนะครับ แล้วก็ยังไปเกี่ยวพันกับบัญชียาหลักแห่งชาติ ยังมีอะไรอีก แต่ถึงแม้ว่า ๒ กองทุนจะมีการใช้ แต่ว่าในเรื่องของการปฏิบัติจริงเราจะเห็นว่า ใน รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์พวกนี้ก็ไม่มีแพทย์แผนไทยประจํา การจ่าย ผมเคยพูดไปแล้วนะครับว่าก็เอาไปนวด การรักษาโดยใช้เภสัชเวชกรรมการแพทย์แผนไทยไม่เกิด เมื่อไม่มีการใช้ ไม่มีการสั่งการใช้ การพัฒนามันก็ไม่เกิด ผมยังเชื่อว่าถ้าทั้ง ๓ กองทุน ได้ผลักดันอย่างจริงจังมันก็จะเกิดการหมุนเวียนของระบบการพัฒนา มันก็เชื่อมโยงไปถึง สมุนไพร แล้วมูลค่าอะไรต่าง ๆ มันก็จะตามมา แต่ขอให้เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องจริงจัง มีหลายคนพูดว่า การแพทย์แผนไทยที่มีจุดอ่อน ได้รับการดูถูกดูแคลนก็เพราะว่าความไม่มีมาตรฐาน คือหมายความว่าไม่มีหลักวิชา แต่ผมว่านี่คือภูมิปัญญา เราสามารถนําหลักวิชาเข้ามาใช้ได้ หรือว่าการทดสอบในเชิงประจักษ์ หรือตํารับยาอะไรต่าง ๆ ข้อสําคัญคือว่าทุกส่วน มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเรื่องนี้หรือไม่นะครับ ผมอยากจะเรียนว่าผมได้ยิน นายกรัฐมนตรีท่านพูดในเรื่องของการใช้สมุนไพรก็ดี ในเรื่องของภูมิปัญญาไทย องค์ความรู้ ต่าง ๆ เพื่อทําให้เกิดการต่อยอดเสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วก็ลดต้นทุนอะไรก็แล้วแต่ ท่านพูดมา ๓ ครั้งแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าท่านเห็นถึงความสําคัญของเรื่องการใช้สมุนไพร มันมีตัวเลขนะครับว่า การใช้สมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ ๔.๔ ล้านล้านบาท แต่ว่าในประเทศไทยใช้จริง ๆ ประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าเรามองว่า สเปช (Space) หรือว่า โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นมีโอกาสอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะการเปิดเออีซีที่กําลังจะมาถึง เท่ากับสามารถขจัดอุปสรรคซึ่งผมเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายตั้งใจกันจริงก็ต้องฝ่าพ้นอุปสรรคไปได้นะครับ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขเองซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องผลักดันในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่า จะบอกว่ามีการผลักดันแต่ถ้าเราดูผมก็พูดอีกนะครับว่าในงบประมาณปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้งบประมาณ ๙๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยได้เงินประมาณ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเทียบแล้วก็ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วถามว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดการผลักดันให้การพัฒนาการแพทย์แผนไทย ไปได้แค่ไหนนะครับ หลาย ๆ ท่านเกิดไม่ทันสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ผมได้ยินคือ มันมีข้อมูลทางเอกสารที่พูดว่าในระหว่างสงครามเกิดการขาดแคลนยาอย่างขนาดหนัก เพราะว่ายาที่ส่งมาทางเรือหรือมาจากทางยุโรป อเมริกานี่เส้นทางมันถูกปิดส่งมาไม่ได้ ประเทศไทยคือยามีค่ายิ่งกว่าทองคําอีก รัฐบาลสมัยนั้นก็พยายามผลักดันว่าให้ประชาชน มาผลิตยาสมุนไพรไทยให้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเราจะบอกว่าโลกาภิวัตน์ นวัตกรรมอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นมา การผลิตยาสมุนไพรก็เหมือนกับไม่ได้รับการสนับสนุน แล้วก็เทคโนโลยีเข้ามา เพราะฉะนั้นคนก็มานิยมใช้ในเรื่องการรักษาพยาบาลดูแลสุขภาพ ทางด้านแผนปัจจุบันมากขึ้น ที่ผมพูดในเรื่องนี้คือเพื่อมาถึงจุดที่อยากจะบอกว่าการปฏิรูป หรือการพัฒนาการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทยมันสามารถจะแก้ปัญหาได้ หลายสิ่งหลายอย่างถ้าทุกคนมีความตั้งใจจริงนะครับ คือเราพูดกันไปมากมาย แต่ว่าการผลักดัน ให้เกิดขึ้นยังไม่มี ก็มาถึงที่สุดว่าเมื่อมันเกิดขึ้นนั่นคือการยืนบนขาตนเองหรือการพึ่งพา ตนเอง ความมั่นคงทางด้านยาก็จะเกิดขึ้นนะครับ ผมก็ขอฝากเรื่องนี้ไว้คือลงมาพูดข้างล่าง เพื่อจะได้มีการบันทึก กรรมาธิการจะได้ คือผมก็เป็นหนึ่งในนั้นนะครับ ก็ขอขอบคุณครับ