สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘

จิรวัฒน์ เวียงด้าน พูดถึงปัญหาการบริการสาธารณสุขในพื้นที่ต่างจังหวัดและขอความช่วยเหลือจากคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรณรงค์และแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เช่น การควบคุมปริมาณการใช้น้ำตาลในเครื่องดื่มและการศึกษาให้ความรู้แก่ประชาชนในการบริโภคอาหาร

นายจิรวัฒน์ เวียงด้าน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๔๒ จากจังหวัดนครพนมครับ อยู่ต่างจังหวัดครับ เรื่องการบริการสาธารณสุขอาจจะมีปัญหาสําหรับคนอยู่ต่างจังหวัดไกล ๆ แต่อย่างไร ก็ขอให้กําลังใจคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข เนื่องจากว่าการที่จะปฏิรูปคน ที่มีความคิดที่เก่ง ๆ ที่อยู่ในองค์กรเดียวกันให้มีทิศทางในทางเดียวกันก็คงจะเป็นเรื่องที่ ลําบากสักนิดหนึ่ง แต่ผมก็ให้กําลังใจท่านในการที่จะปฏิรูปเพื่อเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติ และพี่น้องต่างจังหวัดที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ปัจจัยในการที่จะทําให้การบริการสาธารณะระบบสาธารณสุขเราครบวงจรแล้วก็ ลดความเหลื่อมล้ําให้มีการทั่วถึงได้อย่างมีคุณภาพ ผมก็ว่ามันขึ้นอยู่กับปัจจัยตั้งแต่ งบประมาณและอุปกรณ์ งบประมาณกับอุปกรณ์ก็คงจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเป็นปัญหาใหญ่เท่าไร ในการที่จะจัดหาให้ได้ แต่ว่าหัวใจสําคัญมันอยู่ที่เรื่องการบริการแล้วก็บุคลากร เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจว่าการให้บริการทางด้านสาธารณสุข ผมคิดว่าเป็นเรื่องของจิตอาสาแต่บางครั้ง มันก็เป็นเรื่องทั้งพาณิชย์เป็นเรื่องทั้งอะไรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้น พี่น้องประชาชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารเขามีความห่วงใยในตัวเองอยู่ สมัยก่อนที่ผ่านมา ก็มีอยู่ ๒ เรื่อง ก็คือสมมุติว่าถ้ามีลูกเวลาลูกจะเข้าโรงเรียนก็ต้องเหนื่อยในการที่จะต้องหาเงิน ๒. เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องคิดในเรื่องของการหาเงินในการเข้ารักษาพยาบาล แต่พอหลัง ๆ มา เราก็มีสวัสดิการที่ดีขึ้นถึงมันจะไม่ดีเท่าที่ควรก็ยังดีกว่าหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการรักษาพยาบาลการให้บริการอย่างทั่วถึงที่ชาวบ้านเขาชอบกันเรื่อง ๓๐ บาทรักษาทุกโรคแล้วก็บริการฟรี เราก็คิดว่าประชาชนเขาจะไม่มีเงินในการที่จะ รักษาพยาบาล ผมเองเนื่องจากว่าอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดก็ได้เห็นว่าทําไมเมื่อรักษาฟรีแล้ว หรือว่าไปโรงพยาบาลเสียแค่ ๓๐ บาท แต่ทําไมคลินิกยังมีแต่คนจนเต็มไปหมดเลย ตอนแรก ผมก็คิดว่าแสดงว่าประชาชนมีเงิน ทําไมรัฐไม่เก็บสตางค์ชาวบ้าน แต่ทีนี้พอเราไปคุยกับ ชาวบ้านจริง ๆ แล้วเขาบอกว่าที่เขาต้องมาคลินิกเพราะอะไร เนื่องจากว่าเวลาไปที่ โรงพยาบาลอําเภอหรือจังหวัดกว่าจะได้ตรวจใช้เวลานานมาก ก็เลยไปที่คลินิก เพราะคลินิก จะได้ตรวจค่อนข้างเร็วถึงจะเสียสตางค์ ถึงสตางค์ไม่มีเขาก็หยิบยืมมา เนื่องจากเวลา ในการเดินทางและการทํามาหากิน ผมเองที่จริงไม่อยากจะพูดประเด็นเรื่องคลินิกมากนัก แต่ว่าเราก็เห็นความเติบโตของคลินิกในพื้นที่ในอําเภอ คลินิกบางคลินิกก็มีอุปกรณ์พร้อมมากกว่า โรงพยาบาลประจําอําเภอด้วยซ้ําไป ผมก็เลยพูดในเรื่องของการให้บริการ แต่ในส่วนของ พยาบาลก็มีโอกาสตอนที่คุณแม่ไม่สบายก็ไปรักษาพยาบาลได้คุยกับน้อง ๆ พยาบาล เนื่องจากคนไข้เยอะก็บอกว่าพยาบาลไม่พอ เมื่อก่อนประมาณสักกลางปีที่แล้ว ก็เห็นพยาบาลประมาณ ๗,๐๐๐ คน ๘,๐๐๐ คนบอกว่าทําไมกระทรวงสาธารณสุขไม่บรรจุเขา เราก็เลยงงว่าตกลงพยาบาลพอหรือไม่พอ ทําไมยังไม่ได้รับการบรรจุอีก ๗,๐๐๐ คน ๘,๐๐๐ คน เราก็มองในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ปัจจัยหลักที่เราคิดว่าการที่เรามาพูดถึงเรื่องบุคลากร ในการรักษาพยาบาล งบประมาณสถานพยาบาลไม่พอ ผมคิดว่ามันน่าจะเกิดมาจาก การรณรงค์หรือการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ผมอยากจะให้การปฏิรูปครั้งนี้ให้ความสําคัญ กับการรณรงค์และแก้ไขปัญหาเบื้องต้น อยากให้เราให้ความรู้ในการศึกษาให้มากขึ้น เราก็เห็นว่าในต่างประเทศเวลาเขาจะบริโภคอะไรเขาจะอ่านฉลาก เขาจะกําหนดปริมาณ ในการควบคุมในการผลิตอาหารนี้เป็นหลัก ผมดูได้เลยว่าหลัง ๆ มานี้มันจะมีการเอาน้ํา มาผสมกับน้ําตาลออกมาเป็นสีน้ําตาลเขียว ๆ อะไรก็ไม่รู้ แล้วมาแจกลดกันเต็มไปหมด เราไม่ได้ดูว่าการควบคุมปริมาณการใช้น้ําตาลหรืออะไรที่อยู่ในเครื่องดื่มทุกวันนี้มันมีเยอะมาก ผมบอกอย่างนี้ภาคอีสานผม ผมเข้าไปคลุกคลีกับคนป่วย ผู้สูงอายุที่ท่านเป็นโรคเบาหวาน ก็ไปคุยกันว่าทําไมมันเป็นเบาหวานกันแบบนั่นเลย ทีนี้ก็เลยมาคุยกันพอถามไปถามมา เขาบอกข้าวที่เราทานอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนภาคอีสาน กข. ๖ เป็นข้าวที่มีความหวานสูง คือเราจะป้องกันโรคได้อย่างไร ในขณะที่ปัจจัยที่เป็นปัจจัยหลักมันสร้างโรคเราทุกวัน เพราะฉะนั้นผมว่าการรณรงค์ในเรื่องของการบริโภคการควบคุมอาหารที่เราควรจะต้อง เพราะคนไทยเราขอให้อร่อย โรคภัยมา ไม่ แต่ว่าคนต่างประเทศเขาจะไม่ได้สนใจความอร่อย เขาจะสนใจปริมาณคุณภาพของอาหารที่เขาบริโภค เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปดูว่า การควบคุมโดยเฉพาะ อย. ควรจะทําหน้าที่ในเชิงรุกให้มากขึ้น เราอยากจะให้บรรจุ แล้วก็ฝึกนิสัยของเด็กตั้งแต่อนุบาลว่าทําไมต้องอ่านฉลาก แม้แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟูด (Fast food) ที่เป็นอาหารขยะ พอแคมเปญ อาหารเมนู (Menu) นี้ออกมา เราไม่เคยเห็นว่ามันให้คุณค่าอะไรกับการบริโภคเมนูใหม่ ๆ นี้เลย เราไม่มีในการควบคุมตรงนี้ เราก็บริโภคกัน ยิ่งชาวบ้านเราชอบในเรื่องอะไรที่ผ่านทีวี วิทยุแล้วก็หลับหูหลับตากันซื้อ โดยที่ไม่ได้สนใจ แล้วมาตรฐานในการควบคุมเราคิดว่าบ้านเราก็ยังไม่ได้มีมาตรฐานดีพอ ถ้าอย่างนั้นส่วนหนึ่งเราต้องการอยากจะเห็นในการควบคุมในเรื่องของการผลิตอาหารนี้เป็นหลัก ผมคิดว่าแล้วเราก็จะช่วยลดปริมาณคนป่วยลงได้ แม้แต่การรักษาพยาบาลก็จะทําให้เราเอง เราก็ไม่ต้องมาห่วงในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องของอุปกรณ์ที่จะต้องหางบประมาณในการมาซื้อ ผมคิดว่าหัวใจสําคัญหลัก ๆ ก็คือในเรื่องของการทํางานเชิงรุกออกมาให้ข้อมูล แล้วก็เริ่มต้น สําหรับประชาชนรุ่นใหม่ที่จะเกิดมา ผมว่าน่าจะสร้างวัฒนธรรมเรื่องนี้ให้หนักที่สุด อย่าไปคิดว่าต้องคนมีความรู้แล้วไปอ่านว่ากี่แคลอรี อะไร จริง ๆ ถ้าเราสอนเขานี่มันจะเข้าใจ แล้วเราเองก็ควบคุมว่าคุณต้องประกาศว่ารับประทานบริโภคอาหารชนิดนี้แล้วได้อะไรต่อร่างกาย ให้เขาเข้าใจ คือต้องสร้างจิตสํานึกตัวนี้ให้หนักที่สุด ผมคิดว่ามันน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด อย่างไรก็ยังให้กําลังใจคณะกรรมาธิการชุดนี้เพื่อที่จะปฏิรูประบบโครงสร้างสาธารณสุข ให้ได้มีประสิทธิภาพแล้วก็ครอบคลุมทั่วถึง แล้วก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ําได้อย่างแท้จริง ขอบคุณมากครับ