พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการระบบสุขภาพที่ครอบคลุมและประสิทธิภาพ พร้อมเสนอแนวคิดการปฏิรูปการบริหารจัดการด้านสุขภาพ โดยการแบ่งเขตสุขภาพเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการบริหารจัดการและงบประมาณ เพื่อให้การบริหารจัดการคล่องตัวและสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพและความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพ และเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการด้านการเงินและการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางด้านสุขภาพของประชาชน
กราบเรียนท่านประธาน อันนี้เป็นการเชื่อมโยงในทุกระบบ เพราะว่าในการปฏิรูประบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบบริการ หรือว่าระบบการสร้างเสริมสุขภาพแล้วก็ป้องกันโรคนั้น การอภิบาลระบบก็มีความสําคัญ ท่านได้ฟังในเรื่องของการบริหารจัดการระบบไปแล้วว่าเราจะบริหารจัดการสิ่งที่จะ ปรับเปลี่ยนสําคัญ ก็คือจะมีเนชันแนล เฮลธ์ โพลีซี บอร์ด (National Health Policies Board) ซึ่งจะทําหน้าที่ในการที่จะกํากับนโยบายทางด้านสุขภาพ จําเป็นที่จะต้องมีเช่นนี้ เพราะว่า เรามีความจําเป็นในด้านสุขภาพซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ขอบเขตของปัญหาสุขภาพขยายออกไป นอกเหนือจากความสามารถของกระทรวงสาธารณสุขเพียงกระทรวงเดียวนะคะ เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นงานของอีกหลากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ในการนี้ถึงแม้ว่าประชาชนจะได้รับการรักษาพยาบาล จะได้รับ การป้องกันโรคโดยการฉีดวัคซีนที่ถูกต้อง มีพฤติกรรมอนามัยที่ถูกต้อง แต่ถ้าหากว่า สิ่งแวดล้อมยังประกอบไปด้วยมลภาวะที่เป็นพิษ สุขภาพของประชาชนก็จะดีไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นในการวางนโยบายสุขภาพจําเป็นจะต้องอาศัยหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกัน อันนี้ก็มีความจําเป็นที่จะต้องมีเนชันแนล เฮลธ์ โพลีซี บอร์ด ซึ่งจะทําหน้าที่เป็นเหมือน ผู้ตัดสิน ในนโยบายในแต่ละช่วงเวลาจากข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศในขณะนี้จากหลายแหล่ง ด้วยกัน จากนั้นก็จะนําไปสู่การจัดการเรื่องการเงิน การคลังในขณะที่มีประสิทธิภาพต่อไป ทําไมเราถึงจะต้องมากังวลในเรื่องการเงิน การคลัง ในด้านสุขภาพในขณะนี้ ที่เป็นอย่างนี้ ดิฉันก็ขอรีเฟอร์ (Refer) ไปถึงเอกสารที่วางไว้ที่โต๊ะของท่านทุกท่านนะคะ ในเรื่องของ วาระปฏิรูประบบการเงินด้านสุขภาพ อันนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะทําให้ท่านมองเห็นว่า เราคงจําเป็นที่จะต้องปฏิรูปทางระบบการเงิน การคลัง ก็เนื่องมาจากในขณะนี้ถ้าท่านจะดูไป ในหน้าที่ ๕ ของเอกสาร ท่านจะพบว่าในรูปที่ ๒ มันจะประกอบไปด้วย ๒ แท่งด้วยกัน แท่งแรกนี้จะเป็นอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีดีพีนะคะ
อีกแท่งที่ ๒ ถัดไปจะเป็นอัตราการเจริญเติบโตของรายจ่ายดําเนินการ ทางด้านสุขภาพ โดยหลักการแล้วอัตราการเพิ่มของรายจ่ายทางด้านสุขภาพไม่ควรจะ เกินไปกว่าจีดีพี แต่ในระยะหลังหลายปีมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา ท่านจะพบว่าอัตรา การเจริญเติบโตค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพนั้นเติบโตสูงกว่าการเติบโตของจีดีพี เพราะฉะนั้นอันนี้มันเป็นอันตรายว่าเราอาจจะต้องประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทางด้านสุขภาพในอนาคตไม่ช้านี้ แล้วโดยขณะนี้จีดีพีของเราเติบโตแค่ประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ อาจจะถึง ๑ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าการเจริญเติบโตทางด้านรายจ่าย ทางด้านสุขภาพนั้นแต่ละปีเพิ่มขึ้นประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราจําเป็นที่จะต้องมาปรับในเรื่องของการเงินการคลัง ทางด้านสุขภาพ แล้วค่าใช้จ่ายอันนี้มันมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นทุกปี ในประเทศไทย ระบบหลักประกันสุขภาพ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนของเราประมาณ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เกือบทั้งประเทศ รวมทั้งคนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยที่ไม่ใช่คนไทย บางส่วนก็ได้รับ การคุ้มครองจากระบบสุขภาพของเราด้วย แต่ในขณะเดียวกันทั้งหมดนี้รัฐเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย ทางด้านสุขภาพจากเงินภาษีของเราทั้งหมด แล้วก็จากภาคเอกชน แต่รัฐรับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่ คือประมาณ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในประเทศอื่นที่มีระบบหลักประกันสุขภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่ประชาชนจะมีส่วนร่วมด้วยในลักษณะของการประกันสุขภาพ ในประเทศไทย การประกันสุขภาพยังน้อยมาก แล้วนอกจากระบบของประกันสังคมที่มี ๓ ภาคีเข้ามาร่วมกัน กองทุนประกันสังคมอันนั้นผู้ทํางานประกันตน นายจ้างออกส่วนหนึ่ง รัฐบาลสมทบด้วย แต่สําหรับกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นใช้เงินจากเงินภาษีทั้งหมด เช่นเดียวกับ สวัสดิการข้าราชการ นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายหลักในด้านของค่าใช้จ่ายสุขภาพในขณะนี้ เป็นค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลทั้งสิ้น ซึ่งในหลักการถือว่ามันไม่คุ้มค่า เพราะว่า การใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุดในทางด้านสุขภาพก็คือการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การลงทุนในเรื่องของการฉีดวัคซีน วัคซีนในเด็กอีพีไอ (EPI) เช่น ป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก มีราคาประมาณ ๕๐ บาทต่อ ๑ เข็ม แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราปล่อยให้เด็กป่วย เป็นโรคเหล่านี้ค่ารักษาพยาบาลอาจจะไม่ต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเด็ก ๑ คน เพราะฉะนั้น การลงทุนที่จะป้องกันโรค หรือถ้าหากว่าดีที่สุดก็คือไม่ให้เป็นโรคเลย คือการสร้างเสริม สุขภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกําลังกาย การรณรงค์ต่าง ๆ เหล่านี้จะทําให้คุ้มค่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันในการลงทุนทางด้านสุขภาพของเรา ตอนนี้มันเป็นการลงทุนสําหรับการรักษาพยาบาลไปเกือบจะหมด แล้วงบทางด้าน สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งควรจะไม่ต่ํากว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้เหลือเพียง ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นเรียกว่าเราจ่ายเงินไป เป็นจํานวนสูงมากขึ้นเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเพราะว่าเป็นเพียง การรักษาพยาบาล ไม่ได้ทําให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น แต่เพียงหายจากโรคหรือบางที ก็ไม่หาย แล้วก็เป็นที่น่าวิตกว่าต่อไปขณะที่เราจะมีชุมชนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การรักษาพยาบาล ผู้สูงอายุจะเป็นการรักษาพยาบาลโรคเรื้อรังซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องเป็นเวลาหลาย ๆ ปี แล้วก็มีการคํานวณกันว่าในระยะบั้นปลายของชีวิตนั้นบางทีถ้าหากว่ามีการยื้อยุดระหว่าง ความตายกับความอยู่รอดจะทําให้ค่าใช้จ่ายนั้นยิ่งสูงมากขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราอาจจะต้องคํานึง และจะต้องเผชิญในอนาคตเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึง บริการทางด้านสุขภาพของคนบางกลุ่มอยู่เช่นเดียวกัน ระบบการจ่ายเงินสนับสนุนผู้ให้บริการกองทุนหลักประกันสุขภาพของทั้ง ๓ กองทุนใหญ่ ยังมีการแตกต่างกัน บอกว่ามีความเหลื่อมล้ํา ดิฉันก็ได้แสดงเอาไว้ในหน้าที่ ๗ ที่จะแสดงให้เห็นถึง ลักษณะของ ๓ กองทุนใหญ่ ๆ ประกอบไปด้วยระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเฉพาะที่สําคัญก็คือสิทธิประโยชน์ ในคอลัมน์ที่ ๒ ท่านจะเห็นว่าสิทธิประโยชน์นั้นก็ค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน นอกจากการเข้าถึงยา เข้าถึงบริการบางอย่าง เช่นยาในระบบของสวัสดิการราชการ ราชการมีสิทธิได้รับยา ในบัญชียาหลัก ส่วนยานอกบัญชียาหลักจะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์นะคะ แล้วก็บางกรณี ที่ราคาแพงมากก็ต้องขออนุญาต แต่ว่าของประกันสังคมนั้นเข้าถึงยาได้ตามบัญชียาหลัก ยานอกบัญชียาหลักก็อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์แล้วก็เป็นภาระค่าใช้จ่ายของสถานบริการ เพราะว่าเข้าไปในระบบประกันสังคมไปแล้วนะคะ สําหรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น เข้าถึงยาได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่ายานอกบัญชียาหลักก็ต้องขออนุญาต และบางครั้งจํานวนยา ที่ได้รับก็จะไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คิดว่าน่าจะต้องดําเนินการปรับก็คือทําให้ สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานของทั้ง ๓ กองทุนนี้มีความเท่าเทียมกัน เหมือนกับสามารถที่จะ นั่งเครื่องบินไปถึงจุดหมายได้โดยความปลอดภัยในทุกคนนะคะ อันนี้ก็เป็นจุดมุ่งหมายหลักที่สําคัญ แต่ว่าจะทําได้ก็จําเป็นที่จะต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บแล้วก็ราคา ค่ารักษาพยาบาล อันนี้ก็เลยมีความจําเป็นที่จะต้องมี เนชันแนล ดาตา เคลียร์ริง เฮาส์ ที่จะให้ข้อมูลของการใช้จ่ายของทั้ง ๓ กองทุนเอามาพูล (Pull) ไว้ แล้วก็วิเคราะห์เป็นระยะ ๆ ว่า ค่าใช้จ่ายเป็นเท่าไร แล้วก็สามารถที่จะกําหนดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานได้ ส่วนการที่จะ เติมสิทธิประโยชน์สําหรับบางกลุ่มแล้วแต่เฉพาะกองทุน อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ทําได้อย่างที่ คุณหมอสุวัฒน์ได้นําเสนอในเรื่องของบริการสุขภาพของท่านไปแล้วนะคะ อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทําไมถึงจะต้องปฏิรูปการเงินนะคะ สไลด์ที่เสนออันนี้ก็จะแสดงให้เห็นถึงความจําเป็นว่า ขั้นตอนในการทํา จัดตั้งศูนย์ข้อมูล วางกลไกในการเติมเงินเข้าสู่ระบบ แต่ว่าสิ่งที่จะต้องทําก็คือ จัดการให้ความเหลื่อมล้ํานั้นมันหมดไปโดยการที่จะทําให้สิทธิประโยชน์ของทุกคน ในประเทศไทยนั้นเท่าเทียมกันทั้งหมดนะคะ นอกจากนั้นสําหรับสิทธิประโยชน์ร่วมได้กล่าวไปแล้ว แล้วก็สามารถที่จะมีชุดสิทธิประโยชน์จําเพาะในแต่ละกองทุน หรือว่าจะในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะขอกล่าวทีหลังนะคะ นอกจากนั้นในการบริหารจัดการการเงินจะทําอย่างไรนะคะ ในที่นี้เรามีกองทุนหลักประกันสุขภาพใน ๓ กองทุนใหญ่ทําให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการ ทั้งหมดแล้ว ก็คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ยังคงอยู่สภาวะของการแยกระหว่าง เพอร์เชสเซอร์ (Purchaser) คือผู้ซื้อการรักษาพยาบาล คือรัฐเป็นผู้ซื้อการรักษาพยาบาล แทนประชาชน สําหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบให้บริการก็ยังแยกกันเหมือนเดิมนะคะ แต่วิธีการที่จะจ่ายเงินจะปฏิรูปให้เป็นการคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แล้วก็ป้องกันการที่ สถานพยาบาลบางแห่งจะมีปัญหาค่าใช้จ่ายที่ไม่เพียงพอ อันเนื่องมาจากอาจจะเป็นสถานพยาบาลที่มีประชากรน้อยก็ได้ค่าเหมาจ่ายรายหัวน้อย หรือมีแรงงานต่างด้าวเข้ามารับบริการ ซึ่งไม่ได้อยู่ในหลักประกันใด ๆ ทั้งสิ้นแต่จําเป็น จะต้องให้บริการเนื่องจากมนุษยธรรม อันนี้ก็ทําให้เป็นเบอร์เดิน (Burden) ของโรงพยาบาล อาจจะประสบภาวะลําบากทางด้านการเงินได้ เพราะฉะนั้นในหลักการที่ว่า เฉลี่ยความรับผิดชอบร่วมกันนั้น ดิฉันมีตัวอย่างของโรงพยาบาลที่จังหวัดเชียงราย โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงซึ่งผู้อํานวยการโรงพยาบาลเป็นผู้หญิง เธอได้รวมโรงพยาบาลอําเภอ หลายโรงพยาบาลในละแวกเดียวกัน แล้วก็แชร์เงินจากค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายหัวที่ แต่ละโรงพยาบาลได้รับร่วมกันสร้างเป็นเขตบริการสุขภาพของตัวเอง เฉลี่ยใช้ทรัพยากร ร่วมกัน เฉลี่ยการเงินการคลังด้วยกัน รวมทั้งบางครั้งทรัพยากรบุคคลด้วย อันนี้สามารถทําให้ การดําเนินงานคล่องตัว แล้วก็ไม่มีหนี้สินใด ๆ เกิดขึ้น
ต่อไปก็ขอกลับมาสู่กลไกที่เราจะใช้ ท่านคงจะจําสไลด์อันนี้ได้ อันนี้คือ ความเป็นจริงที่มีอยู่ในสังคมในประเทศไทยในปัจจุบัน ในระดับชาติเรามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ทางด้านสุขภาพหลายหน่วยงานที่เป็นของรัฐโดยตรงเลย ก็คือนับตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข ดั้งเดิม สปสช. ซึ่งเป็นเพอร์เชสเซอร์ใหญ่ในขณะนี้ หน่วยงานอื่น ๆ กระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงกลาโหมซึ่งมีโรงพยาบาลของกระทรวง ตํารวจซึ่งมีโรงพยาบาล มีสถานพยาบาลของตํารวจ ทั้งตํารวจ ทหาร มหาวิทยาลัยเป็นโพรไวเดอร์ รวมทั้งเอกชน ก็เป็นโพรไวเดอร์หน่วยหนึ่งด้วย สสส. ทําหน้าที่ในเรื่องของข้อมูลด้านเสริมสร้างสุขภาพ และคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติซึ่งนําเสนอนโยบายทางด้านสุขภาพ ทั้งหมดนี้เอาไว้ก่อน ขอย้อนกลับไปสไลด์แรก ทั้งหมดนี้เป็นระดับชาติซึ่งเราได้เสนอการปฏิรูปให้ฮาร์โมไนซ์ (Harmonize) หน่วยงานทั้งหมดเอามาคุยด้วยกันสําหรับที่จะตัดสินในนโยบายของชาติ ในรูปแบบของเนชันแนล เฮลธ์ โพลีซี บอร์ด เพราะฉะนั้นในระดับเขตในระดับพื้นที่ ก็เช่นเดียวกัน สําหรับที่จะทําให้การบริหารจัดการคล่องตัวรวมทั้งระบบการเงินการคลัง ที่คล่องตัวด้วย ก็ได้นําเสนอในลักษณะของรีเจินนอล เฮลธ์ บอร์ด (Regional Health Board) หรือเขตสุขภาพ ซึ่งการบริหารจัดการก็ในรูปแบบของคณะกรรมการสุขภาพระดับเขต กระทรวงสาธารณสุขก็มีเขตบริการสุขภาพของท่าน สปสช. ก็มีเขตของตัวเอง โรงพยาบาลก็เป็น ที่เราเลือกระดับเขตนี้เพราะว่ามันจะมีสถานพยาบาลครบทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ คือ รพ.สต. ไปจนกระทั่งโรงพยาบาลอําเภอซึ่งรักษาได้เฉพาะบางโรค แล้วก็รีเฟอร์ไปสู่ โรงพยาบาลจังหวัด และในระดับภาคหรือเขตอาจจะมีโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาคซึ่งเป็น โรงพยาบาลเฉพาะทาง มีความสามารถในการรักษาโรคได้หลากหลาย รวมทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในนั้นก็เป็นเทอร์เชียรี แคร์ (Tertiary Care) อย่างดีนะคะ นอกจากนี้ ก็มีเขตสุขภาพอื่น ๆ ถ้าเราทําให้หน่วยงานทั้งหมดนี้สามารถที่จะเข้ามาอยู่ในโต๊ะเจรจา อันเดียวกันได้ ทําให้หน่วยบริการทั้งหลายรวมกันเป็นพวงบริการอันใหญ่ โดยไม่มีบาวน์ดารี (Boundary) ระหว่างองค์กรของรัฐอีกต่อไป ประชาชนที่เจ็บป่วยสามารถที่จะไปที่ รพ.สต. รับบริการปฐมภูมิ ถ้าหากว่ามีปัญหา รพ.สต. ก็รีเฟอร์ไปที่โรงพยาบาลอําเภอ ถ้าอาการหนักไปกว่านั้นที่เป็นมะเร็ง ก็สามารถจะถูกส่งไป โรงพยาบาลจังหวัด ถ้าหากว่าโรงพยาบาลจังหวัดยังมีข้อขัดข้องในเรื่องแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ว่ามีโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยอยู่ในพื้นที่อันนั้น ก็ควรที่จะสามารถรีเฟอร์ไปได้ โดยไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ เรียกว่า รีเฟอร์แบบไร้รอยต่ออย่างที่คุณหมอสุวัฒน์ได้ว่า อันนี้คือเมกคานิซึม (Mechanism) ของเขตสุขภาพซึ่งทุกสเทคโฮลเดอร์ (Stakeholder) สามารถที่จะเข้ามารวมกัน แล้วก็พูดคุยกันได้ว่าเราจะแก้ปัญหาสุขภาพในพื้นที่ของเรา อย่างไรบ้างนะคะ ในลักษณะของเขตเช่นนี้ก็ควรจะได้รับการจัดการในเรื่องของงบประมาณด้วย เช่นเดียวกัน และโดยกลไกที่ถูกต้อง เขตก็น่าจะเป็นนิติบุคคลนะคะ เพื่อจะบริหารได้ทั้งนโยบาย และบริหารการเงินด้วย มีข้อเสนอแนะจากการปฏิรูปว่าให้เงินทั้งหมดในด้านสุขภาพนั้น ลงมาอยู่ที่เขต แล้วให้เขตประชุมกันโดยพิจารณาตามปัญหาที่จําเป็นของเขต ปกติในเรื่อง การพิจารณาไครทีเรีย (Criteria) ในการกระจาย ในการใช้เงินทางด้านสุขภาพนั้น โครงสร้างอายุ ของประชาชนก็มีความสําคัญ โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นมากก็เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา สถานะทางสังคม เศรษฐกิจของประชากร ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งรวมทั้งลักษณะความยากง่าย การเดินทาง ความทุรกันดารของพื้นที่ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่เราจะต้องมาพิจารณา ซึ่งในแต่ละเขตพื้นที่ของประเทศไทยไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นปัญหาทางด้านสุขภาพ ย่อมจะไม่เหมือนกัน การที่จะให้เขตซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดนี้ ได้ศึกษาปัญหา ของตัวเองแล้วก็จัดการแก้ไขปัญหา จัดการกับงบประมาณที่จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ ในระดับเขตเอง ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าให้คิดในระดับชาติ แล้วก็นําลงไปปฏิบัติในระดับพื้นที่นะคะ อันนี้คือการกระจายอํานาจที่แท้จริงทั้งนโยบาย และงบประมาณ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปอันนี้ก็คือให้งบประมาณในด้านสุขภาพทั้งหมด ลงไปสู่เขตนะคะ ผู้ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่ก็คือ สปสช. ที่จะต้องพิจารณาว่างบประมาณ ที่จะลงไปสู่เขต ไม่ว่าจะเป็นค่าเหมาจ่ายรายหัว หรือค่าใช้จ่ายในด้านโรคที่เฉพาะเจาะจงต่าง ๆ นี้ จะเป็นประมาณสักเท่าไร แล้วก็แอลโลเคท (Allocate) ไปสู่เขต เพราะถึงอย่างไรก็ตาม ในคณะกรรมการสุขภาพระดับเขตนั้นก็มีตัวแทนของ สป.สช. กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ภาคประชาชนที่เป็นผู้แทนของสมัชชาประชาชน ผู้แทนของโพรวินเชียล บอร์ด (Provincial Board) ต่าง ๆ เข้ามาอยู่เป็นสมาชิกของ เขตสุขภาพเหล่านี้ทั้งหมด ก็จะช่วยกันคิดพิจารณาว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรนะคะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่กําหนดไว้ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ค่ะ
อันสุดท้ายนะคะ เป็นข้อสรุปว่าโดยการบริหารจัดการทางด้านการเงินนี้นะคะ ก็คือแหล่งทุนสนับสนุนด้านสุขภาพที่เพียงพอเป็นเรื่องที่สําคัญอันหนึ่ง เราก็ทราบแล้วว่า เราใช้เงินด้านสุขภาพนี้มาก เพราะฉะนั้นประชาชนน่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะคอนทริบิวท์ (Contribute) เข้ามาในระบบนี้ เราก็ทราบดีว่าใน ๔๙ ล้านคนที่อยู่ในระบบของ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นรวมถึงใน ๔๙ ล้านคน เพราะว่าไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่ผู้ใช้แรงงาน มันรวมถึงมหาเศรษฐีติดระดับโลกเข้าไปด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นมีประชาชนประมาณ ๒๐ กว่าล้านคนใน ๔๙ ล้านคนที่มีความสามารถในการที่จะช่วยดูแลสุขภาพตัวเองได้ ในระดับหนึ่ง เว้นแต่อีกประมาณ ๒๐ ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ํากว่าเส้นความยากจนแล้วก็เป็นเด็กอายุต่ํากว่า ๑๕ ปี เป็นผู้สูงอายุ อายุมากกว่า ๖๐ ปี อันนี้ไม่ควรจะต้องให้รับภาระทางด้านสุขภาพ แล้วก็จะต้องดูแล ทางด้านสุขภาพด้วยซ้ําไป ฉะนั้นทั้งหมดนี้ถ้าหากว่าเคลื่อนไปสู่ระบบประกันสุขภาพได้ มันก็จะเป็นความมั่นคงทางด้านการเงินของสุขภาพด้วยเช่นเดียวกันนะคะ นอกจากนี้ การใช้เงินในขณะนี้คงจะทราบว่าระบบใน ๓ กองทุนใหญ่นี้ ระบบการจ่ายเงินไม่เหมือนกันนะคะ ระบบของ สปสช. นั้น จ่ายล่วงหน้ามาเลย เป็นเหมาจ่ายรายหัว แต่ของข้าราชการนั้น จ่ายตามหลังนะคะ เมื่อเกิดการเจ็บไข้แล้วก็รีอิมเบิร์ส (Reimburse) ทีหลัง เช่นเดียวกับ ระบบประกันสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ข้าราชการเป็นอยู่ก็คือเป็นระบบที่เป็นปลายปิดนะคะ ถ้าหากว่ามันเสริมเข้าไปด้วยระบบประกัน ก็จะทําให้มันมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยคิดถึง แพคเกจ (Package) ของสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่เท่ากันนะคะ ดิฉันได้กล่าวมาแล้ว ถึงเรื่องของการจ่ายเงิน ต่อไปก็อยากจะพูดอีกนิดหนึ่งว่าเราสามารถที่จะเติมเงินเข้าสู่ระบบได้นะคะ โดยวิธีการต่าง ๆ และโดยลักษณะของการทําเป็นเขตสุขภาพนี้ จะทําให้สามารถที่จะพัฒนาเป็น กองทุนสุขภาพในพื้นที่ได้เช่นเดียวกันเท่ากับเติมเข้าไปในสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ของประชาชนในเขตก็ได้ แล้วแต่ปัญหาทางด้านสุขภาพที่มีอยู่ แล้วทางบอร์ดของ รีเจินนอล เฮลธ์ บอร์ด เห็นสมควรว่าควรจะดําเนินการในเรื่องใดบ้างนะคะ นอกจากนี้ เราคิดในเรื่องของการเติมเงินในลักษณะต่าง ๆ เช่น ในเรื่องของทราเวล อินชัวรันซ์ (Travel Insurance) ซึ่งจะศึกษาให้ละเอียดต่อไปในเรื่องของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี เช่น ลงทุนในเรื่องของยา ในเรื่องของเครื่องมือแพทย์ ในเรื่องของวัคซีนต่าง ๆ ทั้งผลิตเอง เพื่อความมั่นคงทางด้านสุขภาพ ร่วมกันผลิตกับเพื่อนบ้านและกระจายความมั่นคง ทางด้านสุขภาพไปสู่ประเทศแถบอาเซียนได้ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีความสามารถ ในเรื่องวิชาการทางด้านสาธารณสุข ทางด้านการแพทย์ ถ้าหากว่าเรามีการลงทุนที่จะเป็นแหล่ง เทรนนิง (Training) ต่าง ๆ ทางด้านนี้ก็สามารถจะเติมเงินเข้าสู่ประเทศได้นะคะ ก็เป็นคร่าว ๆ ที่เกี่ยวกับระบบการเงิน การคลังทางด้านสุขภาพค่ะ ขอบคุณค่ะ