ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา หารือเรื่องระบบสร้างเสริมสุขภาพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำหลักการด้านสุขภาพไปใช้ในนโยบายต่างๆ เพื่อป้องกันและควบคุมโรคและภัยคุกคามสุขภาพ นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการกระจายอำนาจและถ่ายโอนภารกิจลงสู่ท้องถิ่น เพื่อสร้างสรรค์และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการดูแลสุขภาพ และยังหารือเรื่องสุขภาพที่ครอบคลุมถึงสิทธิและภาวะของแต่ละบุคคล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสุขภาพที่ยั่งยืนและการพึ่งตนเองของประชาชน
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกที่เคารพนะครับ กระผม นายณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา สมาชิกหมายเลข ๗๖ ถ้าจะมีอาการเสียงสั่นบ้างเล็กน้อยไม่ใช่เพราะอายุนะครับ แต่เพราะว่าไม่เคย อันนี้เป็น ประสบการณ์ครั้งแรกบนเวทีอันทรงเกียรตินี้นะครับ กระผมขออนุญาตในกรอบ ที่ผมต้องนําเสนอนั้นก็คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของระบบสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกัน และควบคุมโรคและภัยคุกคามสุขภาพ ของผมก็คงจะอยู่ในหลักการอยู่ ๔ ด้านด้วยกัน อันหนึ่งก็คือเรื่องส่งเสริมการใช้หลักการที่ว่าทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ จริง ๆ มันคืออะไร และเพื่ออะไร เพื่อใครนะครับ แล้วก็มันจะทําอย่างไร และโดยใคร เพราะว่าเรื่องนี้บางทีบางคน ก็บอกว่ามันมีคําพูดที่มันสวยหรูอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ก็คงจะขออนุญาตกราบเรียนให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญและเป็นเรื่องต้นน้ําและถ้าเรา ทําเรื่องนี้ได้ดีอันนี้ก็คือการป้องกันที่เรียกว่าระดับต้นน้ําหรือปฐมภูมิ มันก็จะนําไปสู่เรื่องของ การเจ็บป่วยในโรคที่ไม่สมควรหรือก่อนเวลาที่อันควรนั้นก็จะลดน้อยลง
ในประเด็นที่ ๒ ถ้าอย่างนั้นแล้วกลไกอะไรต่าง ๆ ถ้าเราจะมุ่งในเรื่องของ ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ กลไกและระบบบริหารจัดการในส่วนกลาง ในส่วนภูมิภาค แล้วก็ตรงพื้นที่ท้องถิ่นนั้น มันจะต้องมีการปรับบทบาทต่าง ๆ อย่างไร และที่สําคัญที่สุดก็คือ เรื่องของการถ่ายบทบาทหน้าที่ของส่วนกลางที่จะลงสู่ตรงส่วนจังหวัดหรือเขต แล้วจากนั้น ที่จะลงสู่ท้องถิ่นนั้นมันมีความสัมพันธ์กับเรื่องของนโยบายทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพอย่างไร แล้วเราจะหวังผลสําเร็จในเชิงของผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดสุขภาพที่ดีได้อย่างไร บางทีตรงจุดนี้ อาจจะเป็นจุดถกเถียงในเรื่องที่ไปใช้ถ้อยคําที่ว่าไปลดอํานาจรัฐแล้วก็ไปเพิ่มบทบาทของ ตัวปลายทาง ก็คือตัวชุมชนแล้วก็ท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าคํานั้นอาจจะฟังแล้วมันเป็นเรื่อง เขาเรียกอะไร แบบซีโร ซัม เกม (Zero Sum Game) ก็คือผมมีอยู่ ๑๐ ถ่ายไปให้กับท้องถิ่น ๕ ผมก็จะเหลือ ๕ บวกกันกลายเป็น ๐ คงไม่ใช่แบบนั้น แต่แท้จริงแล้วคุณหมอสุวัฒน์ ขออนุญาตพาดพิงถึงนะครับว่าแท้จริงแล้วการที่ถ่ายโอนภารกิจ แล้วก็การกระจายบทบาท ลงไปสู่ในแนวกว้างแนวราบมันยิ่งทําให้ในทิศทางของการบริหารกิจการของบ้านเมืองนั้น มีช่องทางในการที่ไหลลงไปสู่ตัวกลุ่มเป้าหมายในชุมชนและในสังคมที่กว้างขวางขึ้น ถ้ามีมุมมองแบบนี้เจตคติในการที่มองเรื่องราวของการกระจายอํานาจหรือการถ่ายโอน ภารกิจนั้น ก็จะมองในเชิงที่สร้างสรรค์และจะเกิดประโยชน์กับบ้านเมือง แล้วการที่จะ ถ่ายบทบาทหน้าที่ลงไปนั้นเรื่องของนโยบายการกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งได้ทํากันมา นมนานแล้วและที่เป็นแผนหรืออะไรต่าง ๆ ที่ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ขณะนี้เป็นอย่างไร และมันมีประเด็นอะไรที่คิดว่ามันควรจะต้องถึงเวลาจะทบทวนในการที่จะทําให้มัน สอดคล้องกับทิศทางที่เรากําลังจะเดินไปข้างหน้า
และในประเด็นสุดท้ายก็คือระบบงานที่สนับสนุนต่าง ๆ เรื่องฐานข้อมูล อะไรต่าง ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเข้าไปสู่การนําเสนอว่าในเรื่องของสุขภาพนั้น มันมีนัยที่นับวันก็เกิดความเข้าใจและการตีความหมายที่กว้างขึ้น สมัยหนึ่งเราก็ตีความกัน เพียงแค่ว่าสุขภาพดีนั้น ก็คือการที่มีสุขภาพทางกาย ทางใจ ทางสังคมที่ดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็มีการมาเติมเรื่องของว่าใจมันอาจจะไม่พอ ซึ่งใจตรงนั้นก็มีการแยกออกมาถึงเรื่องของ จิตวิญญาณ ซึ่งนัยมันมีทั้งเรื่องของเชาว์ปัญญา คือไอคิวทั้งหลายกับทางอารมณ์ มีความเข้มแข็ง มีปัญหาก็ไม่ท้อถอย มีจิตใจดีงามที่เป็นจิตในการที่จะไม่คิดคดโกง และมีความอดทนเจอเรื่องราวก็สามารถที่จะฝันฝ่าไปได้ แล้วในเรื่องของสุขภาพเองนั้น ในนัยที่มันกว้างขึ้นในเชิงของการวัดว่ามันเป็นภาวะของแต่ละบุคคล รวมทั้งมันเป็นสิทธิ เป็นทั้งภาวะและเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนนั้นจะต้องเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อนําไปสู่ การที่มีสุขภาพดี ซึ่งในช่วงหลังก็มีการตีความว่าไม่ใช่เข้าถึงบริการสุขภาพเท่านั้น เขาเหล่านี้ต้องเข้าถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะด้วย เช่น การมีน้ําดื่มที่สะอาด อาหารเพียงพอ ปลอดภัย มีสิ่งแวดล้อมทั้งในที่ทํางาน ทั้งที่บ้านและในสาธารณะที่ดี ต้องได้รับข่าวสาร สื่อสารทางสุขภาพที่ถูกต้องที่เขาสามารถนําไปในการที่จะดูแล และรับผิดชอบสุขภาพของตัวเองและครอบครัว และมีความเท่าเทียมทางเพศด้วยสุขภาพ จึงมีลักษณะในนัยของความเป็นธรรมคือการสร้างความเป็นธรรมของทางสังคมด้วย เพราะว่าไม่เพียงแต่เรื่องการเข้าถึงบริการ แต่หมายถึงการเข้าถึงปัจจัยทางสังคมที่จะทําให้ เขามีสุขภาวะด้วย ฉะนั้นในนัยนี้มันเป็นนัยที่มันจะส่งต่อในเรื่องที่ว่าทําไมทุกนโยบาย ต้องห่วงใยสุขภาพ ในเรื่องนัยของสุขภาพในความหมายที่ว่านี้มันก็เป็นระบบหนึ่งของ ทางสังคมที่สร้างความมั่นคงให้กับทางบ้านเมืองด้วย แล้วถ้าเรามาดูในเรื่องของยุทธศาสตร์ ๕ ด้านของการปฏิรูปก็ได้มีการกําหนดว่าในเรื่องระบบสุขภาพอยู่ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ ในการสร้างคนไทยที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นในเรื่องที่เราพูดกันอยู่นี้มันเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ ที่อยู่ในการปฏิรูป ๕ ด้านที่ทาง สปช. กําลังดําเนินการอยู่ ในการพัฒนาระบบสุขภาพนั้น คงไม่ใช่ไปคํานึงถึงเฉพาะในเรื่องของทางปัจจัยตัวบุคคล แต่มันต้องไปนึกถึงตัวปัจจัยกําหนดสุขภาพ ที่มันมีความหลากหลายทั้งทางสังคม ทั้งทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมอื่น ๆ แล้วที่สําคัญก็คือจะต้องให้ความสําคัญกับการที่ว่าการสร้างสุขภาพนั้นจะนําไปสู่เรื่องของ การที่มีสุขภาวะที่ยั่งยืนและการพึ่งตนเองได้ของประชาชนบนพื้นฐานของหลักคุณธรรม จริยธรรม แล้วก็ธรรมาภิบาล ความรู้และปัญญา เพราะฉะนั้นการสร้างดุลยภาพ ของการพัฒนาต่าง ๆ นั้นต้องยึดอยู่บนหลักการของทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพเพื่อไม่ให้เกิด ผลกระทบต่อตัวบุคคลและตัวสังคม ชุมชนนะครับ ทีนี้ในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพ คํานี้แท้จริงแล้วได้ถูกใช้ครั้งแรกใน พ.ร.บ. ของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เมื่อปี ๒๕๔๑ แทนคําว่า การส่งเสริมสุขภาพ เพราะว่านัยมันอาจจะให้นัยที่ลึกซึ้งกว่า แล้วก็มีความหมายมากกว่า เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็ทําให้มีการขยายขอบเขตอย่างที่ปรากฏอยู่ใน เพาเวอร์พอยท์ว่าในการมองเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพก็ได้มีการขยายขอบเขตจากกิจกรรม ที่เป็นตัวบุคคล เป็นเรื่องของชุมชนหรือสังคม คือสเกล คือขนาดในการมองมันโตขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเจ็บไข้ได้ป่วยก็มีคนไปดู แต่มองว่าปัจจัยทางสังคมที่กําหนดตัวสุขภาวะ ระบบการศึกษา เรื่องของสาธารณูปโภคอะไรต่าง ๆ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องของสังคม วัฒนธรรมต่าง ๆ มันเกี่ยวข้องหมดเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นมุมมองที่มันกว้างขึ้น และไม่ได้มองเป็นรายบุคคล แต่มองกลุ่มประชากรทั้งหมดเป็นตัวตั้ง แล้วในเรื่องของ การสร้างเสริมสุขภาพนั้นก็จะมองต่อในเรื่องของการที่ว่าตัวองค์ประกอบทางด้านของ การสร้างเสริมสุขภาพในอดีตที่ผ่านไปนั้น เรามองเพียงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการบริการสุขภาพ ซึ่งเราจะพูดติดปากว่ามีการสร้างเสริมสุขภาพ มีการป้องกันโรค มีการรักษาพยาบาล มีการฟื้นฟู เพราะฉะนั้นในนัยดั้งเดิมของการส่งเสริมสุขภาพหรือสร้างเสริมสุขภาพนั้น มองเป็นนัยของการบริการเท่านั้น แต่ในขณะนี้ไม่ใช่แล้ว ถ้าเราพูดถึงในกรอบที่เราขยายมุมมองและความกว้างของการมอง ตอนนี้มองว่าในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพนั้นต้องตั้งเป้าเป็นเชิงศักยภาพของสังคม ของชุมชนท้องถิ่นในการที่จะจัดและบริหารจัดการระบบสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และจัดการกับภัยคุกคามสุขภาพของพื้นที่ของตัวเองได้ ฉะนั้นในแนวคิดที่ตรงนี้มันไม่ใช่ เป็นเรื่องของการเพียงแต่ไปให้บริการแล้ว แต่มันเป็นเรื่องของการที่ต้องไปพัฒนาตัวพื้นที่ ตัวสังคม ตัวชุมชน บุคคลนั้นให้ลุกขึ้นมาในการที่จะมีส่วนร่วมในการจัดและบริหารจัดการ ระบบนี้ได้ด้วยนะครับ อันนั้นก็คงเป็นเรื่องของการที่จะนําไปสู่ในภาพที่ให้เห็นต่อไปนะครับว่า ในปัจจัยทางสังคมที่เห็นเป็นรูปสามเหลี่ยมคว่ําอยู่นั้นท่านก็จะเห็นว่าตรงข้างบนนั้น มันเกี่ยวกับนโยบาย เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเรากําลังจะพัฒนามันขึ้นมานะครับ เรื่องของพัฒนาเศรษฐกิจ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กฎหมายต่าง ๆ ที่ออก แล้วก็มีเรื่องของทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางวัฒนธรรม ทางสิ่งแวดล้อม ระบบการศึกษา ที่อยู่อาศัย การทํางาน แล้วก็การจ้างงาน สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ ใน ๔ ชั้นแรกนั้นถือว่า เป็นตัวต้นน้ํา ปัจจัยทางสังคมใน ๔ ชั้นแรกเป็นตัวต้นน้ํา เพราะฉะนั้นถ้าใน ๔ ชั้นแรก เรามีนโยบายที่เกี่ยวกับ ๔ ชั้นแรก โดยคํานึงถึงตัวสุขภาพของคนหรือของชุมชน ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายของ ๔ ชั้นแรกนี้ หรือระวังผลกระทบที่เกิดจากนโยบายของ ๔ ชั้นแรกนี้ สิ่งที่จะเกิดก็คือคนและชุมชนสังคมนั้นจะได้ประโยชน์ทางเชิงบวกก็ได้ เชิงลบก็ได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายที่กําหนด และตรงนี้ครับ มันเป็นเรื่องของในระดับที่เรียกว่าประโยชน์ที่ได้ ทางเชิงต้นน้ําก็คือปฐมภูมิ เป็นการป้องกันปัญหาทางด้านสุขภาพในระดับปฐมภูมิ เพราะฉะนั้นถ้าเราป้องกันตรงระดับตรงนี้ได้ปัญหาในเรื่องของสุขภาพในภาพรวม ของประชากรก็จะลดน้อยลง แต่ถ้าตรงนี้เราป้องกันไม่ดี บางแห่งก็ยังมีปัญหา มีอะไรต่อมิอะไรอยู่ ตรงระดับ ๒ ลงมาที่เป็นปัจจัยทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องน้ําสะอาด เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องของเครือข่ายทางสังคม อันนี้จะเป็นการป้องกันระดับ ๒ ก็คืออาจจะเกิดเป็นหย่อม ๆ เป็นชุมชน เป็นสังคม มันไม่ได้เกิดกับประชากรทั้งหมด เพราะฉะนั้นการป้องกันในระดับนี้นั้น ปัจจัยสังคมเหล่านี้นั้นมันก็จะได้ประโยชน์ในส่วนของตัวชุมชนซึ่งเป็นขนาดที่มันเล็กลง แล้วถ้าเล็กไปกว่านั้นใหญ่ ซึ่งตรงนั้นเราเรียกว่ากลางน้ํานะครับ แต่ที่ตรงปลายน้ําก็คือ การที่เราไปให้ความรู้ ให้คําแนะนํา จัดกิจกรรมเพื่อให้แต่ละคนไปใช้ เป็นคลินิก เป็นศูนย์ออกกําลังกายอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งอันนั้นเป็นเรื่องของปัจจัยทางด้านตัวบุคคล ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ถ้าเราทําระดับที่ตรงนี้ มันเป็นระดับปลายน้ํา ประโยชน์ที่จะได้ มันจะได้เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าไปใช้หรือเข้าไปสัมผัส หรือเข้าถึงบริการที่ตรงนั้น แต่ว่ามันน้อย แล้วก็คิดในเชิงของการลงทุน ถ้ามันเป็นเรื่องของตรงปลายแหลมมันเป็นปัจเจกบุคคล เป็นรายบุคคล เพราะฉะนั้นมันจะใช้จ่ายเยอะมาก ได้มีการศึกษาแล้วพบว่าแท้จริงแล้ว ถ้าเราสามารถกําหนดได้ตั้งแต่ต้นน้ําในการที่จะป้องกันใน ๔ ชั้นที่ว่านี้แล้ว โรคภัยไข้เจ็บ มันก็จะไม่เกิด และมันจะเป็นการที่ลงทุนเทียบกับที่เราไปจัดบริการที่เป็นรายบุคคลแล้ว มันต่ํากว่ามาก และได้ครอบคลุมกลุ่มคนที่กว้างขวางกว่านะครับ ในส่วนของการดูแลในเรื่องอันนี้นั้น ท่านสมาชิกก็คงจะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลแล้ว มันไม่ใช่อยู่ในวงการสาธารณสุขแล้ว ๔ ชั้นของปัจจัยทางสังคม ๖ ชั้นหรือว่าทั้งหมด มันเป็นเรื่องที่นอกกรอบของ กระทรวงสาธารณสุขแล้ว เพราะฉะนั้นในการที่จะทําอะไรต่อไปนั้นกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นตัวนําหรือเป็นเจ้าของเรื่อง มันคงเป็นเรื่องที่ทําได้ยากแล้ว มันต้องใช้กระบวนการ ในการที่มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพราะทุกภาคส่วนที่อยู่ในปัจจัยทางสังคมเหล่านั้น เป็นทั้งผู้ก่อเหตุและเป็นทั้งผู้ที่ทั้งรับประโยชน์หรือรับผลกระทบทั้งสิ้นเพราะว่าเป็นสมาชิก อยู่ในสังคมเดียวกัน เพราะฉะนั้นในวิธีคิดในเรื่องของการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนด นโยบายสาธารณะทางด้านสุขภาพนั้นจึงสอดคล้องกับในองค์ประกอบในการที่จะ ส่งประโยชน์และส่งโทษของตัวต้นเหตุของการที่จะเกิดสุขภาพดีหรือเกิดโรคภัยไข้เจ็บนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการทํางานต่อไปมันไม่สามารถที่จะมีจุดสั่งการจุดใดจุดหนึ่ง แต่มันต้องการการรวมกลุ่มการนําการคิด คํานี้ถึงได้ผุดขึ้นมาว่ามันจะคู่กันมากับเรื่องที่ว่า ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ มันจะคู่กับการที่การมีส่วนร่วมในการกําหนดและพัฒนานโยบาย สาธารณะ มันก็จะคู่กันไปนะครับ ทีนี้ในเรื่องของในแนวทางที่จะเดินจากประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้เรียนให้ทราบ ทางกลุ่มที่ศึกษาก็ได้นํามาสังเคราะห์ว่าในเส้นทางที่เราจะเดินไปสู่ ตรงจุดนี้นั้น มันมีอยู่ด้วยกัน ๔ กล่อง แนวคิดในการปฏิรูป จะคิดว่าแนวคิด ๔ กล่องก็ได้ อยากจะเริ่มตรงกล่องทางด้านขวาที่เป็นเป้าประสงค์ อยากเริ่มที่ประชาชนครับว่าประชาชน หรือว่าบ้านเมืองนั้นเราต้องการอะไร เราต้องการให้มีพลเมืองที่ตื่นรู้ ที่เราเรียกกันว่า อินฟอร์ม ปอบพูเลชัน (Informed Population) หรืออินฟอร์ม เน็กซ์ ซิติเซน (Informed Next Citizen) เขาตื่นรู้มาเพื่อในการที่จะเข้ามาร่วมดูแลและรับผิดชอบสุขภาพทั้งของตนเองและครอบครัว ไม่ใช่มีแต่เรื่องของการรับรู้สิทธิว่าจะได้อะไร แต่เป็นเรื่องที่จะต้องมีหน้าที่คู่ไปกับสิทธิว่า แล้วเขาจะต้องดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวอย่างไรที่ไม่ให้เจ็บป่วย เพราะว่าทุกการเจ็บป่วยนั้น ก็คือภาระ เนื่องจากระบบการบริการสุขภาพของบ้านเมืองเรา เราใช้ภาษีเป็นฐานในการดูแล เพราะฉะนั้นจะต้องตื่นรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บทําอย่างไรถึงจะไม่เป็น ทําอย่างไรถึงจะเข้าไป มีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย คือการไปป้องกันตั้งแต่ต้นน้ํา และทําอย่างไรในการที่จะ ตัดไฟแต่ต้นลม เจ็บป่วยเล็กน้อยก็ดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งจะไปใช้แพทย์แผนไทยของ พ่อหลวงชาญชัยก็ได้นะครับ ทีนี้ตรงจุดนี้มันก็จะเป็นเรื่องที่ว่า ต้องการอะไร ต้องการ พลเมืองตื่นรู้ ต้องการมีชุมชนน่าอยู่ ต้องการเมืองไทยน่าอยู่และเกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน อันนี้คือความต้องการ ฉะนั้นถ้าเราย้อนจากที่ตรงนี้ว่าถ้าต้องการ ต้องการอะไร ถ้าต้องการอะไรแล้ว มากล่องถัดมา และต้องทําอะไรนะครับ ก็จะมีทิศทางทางยุทธศาสตร์ ๕ ด้านด้วยกันว่า มันมีเส้นทางในการที่จะดําเนินการอย่างนี้ ๕ ด้าน แล้วก็มีองค์ประกอบ ถ้ามันเกี่ยวกับ เรื่องสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคและปัจจัยคุกคามสุขภาพ ในแต่ละองค์ประกอบของกรอบนี้นั้น แต่ละองค์ประกอบนั้นก็จะมียุทธศาสตร์ ๕ ด้านที่คุณจะต้องไปคิด อันนี้คือทําอะไร แล้วก็ทําอย่างไร พอเกิดคําถามผมอยู่ที่หมู่บ้าน ผมอยู่ที่ตําบล ผมไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้และจะทําอย่างไร เสร็จแล้วก็ไปถามต่อว่าถ้าเรารู้แล้วเราจะทํา คนที่มีอํานาจหรือคนที่ดูแลเรื่องนี้อยู่เขาให้เราทําไหม อันนี้คือจะเป็นการย้อนจากว่า ต้องการอะไร ทําอย่างไร แล้วก็คนที่ดูแลรับผิดชอบหรือมีอํานาจในการที่ดูแลเรื่องนี้อยู่นั้น เขาให้ทําไหม ทีนี้ดูเหมือนว่าในทิศทางของบ้านเมืองที่ดําเนินการมาตลอดและเข้มข้นขึ้น ในทุกวันนี้ว่า ส่งสัญญาณว่าให้ทํา แต่การให้ทํานั้นแถมด้วยว่าให้บวกช่วยกันทํา บวกทําให้ดี เพราะฉะนั้น ๓ คํานี้มันก็จะนําไปสู่ในการว่า ถ้าทําอย่างไรเอา ๓ คํานี้ไปด้วยว่าให้ทํานะ ให้ช่วยกันทําแล้วก็ทําให้ดี มันก็จะเกิดการถ่ายลงมา เพราะฉะนั้นในกรอบแนวคิดที่ตรงนี้ เกิดจากการที่มองและย้อนจากตัวเป้าประสงค์ที่ต้องการไปถึงจุดที่ส่งสัญญาณว่า เราจะเดินเครื่องแล้วนะ อันนั้นก็เป็นภาพ ทีนี้ในกล่องที่ ๑ ผมขออนุญาตไปตัวกล่องที่ ๑ ซึ่งกล่องที่ ๑ ก็จะมีแผ่นภาพต่อไปนะ กล่องที่ ๑ จะเป็นกล่องที่เป็นเรื่องของตัวองค์กร แล้วก็บทบาทหน้าที่ที่เห็นอยู่บางทีภาพสีอาจจะไม่ชัดเจน มันก็จะมีองค์กรและบทบาทหน้าที่ ใน ๓ ระดับ ที่มีการเชื่อมโยงแล้วถ่ายระดับระหว่างกัน โดยมีบทบาทหน้าที่ที่จะเชื่อมโยง ระหว่างระดับ ตรงระดับข้างบนนั้นก็คือในระดับประเทศหรือในระดับชาตินั้น ซึ่งในรูปแบบตรงนี้ มันก็จะมีเรื่องของคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งรูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้นก็จะเห็นว่า ยังมีความหลากหลายอยู่ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไรยังไม่ลงตัว เพราะว่าในหลายภารกิจ หรือหลายกรรมาธิการก็จะมีลักษณะกรรมการระดับชาติตรงนี้ แต่ที่น่ายินดีก็คือกรรมาธิการ ชุดที่บริหารราชการก็ได้พูดถึงเรื่องการทํายุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็อาจารย์ยงยุทธ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่าน ก็ได้พูดถึงว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นอาจจะมีการแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ เพราะฉะนั้นตรงกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่แบ่งเป็นกลุ่ม และหลังจากนั้นมันจะแตกออกมาเป็น รายสาขาต่าง ๆ ไหม ถ้าเรามีหลักยึดของประเทศเป็นตัวตั้งเพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหล ผมว่าตรงนี้ก็คงอาจจะต้องไปครอส คัททิง กับตัวกลุ่มทางยุทธศาสตร์ที่กําลังพัฒนากันอยู่ แต่หลักการนะครับเท่าที่ฟังเมื่อวันจันทร์ชัดเจนและเหมือนกัน ก็คือเรื่องของการเน้น กระบวนการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านนั้น ๆ โดยกว้างขวางและทุกระดับที่จะมาสร้าง เพราะมองว่ายุทธศาสตร์แห่งชาตินั้นเป็นกรอบที่เป็น เส้นทางเดิน ในการที่แต่ละส่วนที่กําหนดร่วมกันนั้นต้องผูกพันในการที่จะไปเดินร่วมกัน ซึ่งตรงนี้นั้นในส่วนของทางสุขภาพก็มองว่า เพราะฉะนั้นในระดับของประเทศตรงนั้น ก็จะมีหน้าที่ในเรื่องของการสร้างตัวนโยบายเรื่องของห่วงใย ทุกนโยบายสาธารณะ ห่วงใยสุขภาพ เรื่องของมาตรการทางด้านการเงิน การคลัง โดยเฉพาะงบประมาณในแต่ละระดับ ให้มันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับด้านนั้น เรื่องของการกําหนดมาตรฐาน ที่ควรจะเป็นของตัวระบบทั้งการบริหารจัดการ ทั้งการบริการและเรื่องของการพัฒนา เพื่อที่จะถ่ายระดับลงไปสู่การปฏิบัติ แล้วก็สําคัญที่สุดก็คือการคอยกํากับดูแล และประเมินผล เพื่อนําไปสู่การพัฒนา อันนั้นก็จะเป็นกล่องแรกนี้ก็จะเป็นระดับชาติ
ตรงระดับที่ ๒ ก็คือระดับของตัวพื้นที่ ซึ่งในนัยของการมองตรงส่วนนี้ ก็มองพื้นที่เป็นเขต และ หรือ จังหวัด และตรงนี้ก็มีความสําคัญมากเช่นกันเหมือนกับเป็น จุดข้อต่อ ซึ่งก็ต้องโยงไปชุดกรรมาธิการของการบริหารราชการเหมือนกัน อาจารย์สีลาภรณ์พูด ขออภัยที่ต้องอ้างถึงท่านด้วย ท่านได้พูดว่าจังหวัดเป็นจุดนัดพบ เพราะฉะนั้นตรงจังหวัด เป็นพื้นที่ของการจุดนัดพบเพราะว่าในกระบวนการบริหารงบประมาณที่กําลังออกแบบอยู่นั้น ตรงจุดนี้จะมีการกําหนดงบประมาณจากล่างขึ้นบน แต่ล่างขึ้นบนนั้นจุดนัดพบก็คือที่จังหวัด เพื่อที่จะรวบรวม แล้วก็มาพิจารณาในการที่จะให้มันสอดคล้องกับภาพของตัวจังหวัด หรือที่เขตในการที่จะถ่ายต่อไปที่ตัวส่วนของประเทศ เพราะฉะนั้นตรงจังหวัดก็มองว่า ในบทบาทของที่ตรงนี้จะมีหน้าที่ในการกํากับดูแล มีหน้าที่ในการที่จะเป็นผู้สนับสนุน มีหน้าที่ที่จะช่วยในการที่จะพัฒนา และจุดสําคัญที่สุดที่ท่านประธานกรรมาธิการ อาจารย์พรพันธุ์ ได้พูดเสมอ ก็คือจะต้องเป็นจุดที่บูรณาการในการเชื่อมโยงภารกิจต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็น ข้ามหน่วยงาน หรือในหน่วยงานเดียวกันแต่ต่างระดับ แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือการปรับเกลี่ย ตัวทรัพยากร ซึ่งบางแห่งอาจจะได้มาก บางแห่งอาจจะได้น้อย แต่ตรงจุดนี้ซึ่งอาจจะเป็น ระดับจังหวัดหรือระดับเขตจะปรับเกลี่ยเพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่นั้นได้ใช้และเกิดประโยชน์ อย่างสูงสุด ซึ่งอันนี้เช่นกันนะครับ ก็จะไปสอดคล้องกับทางชุดของกรรมาธิการทางด้าน บริหารราชการที่ได้พูดถึงเรื่องของการใช้งบ การพัฒนางบที่เป็นเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นสทราทิจิก บัดเจทติง ซิสเตม (Strategic Budgeting System) ก็คือเอาจุดที่เป็น กลุ่มภารกิจที่ไปในทิศทางเดียวกันนั้นจะมีการตั้งงบประมาณในลักษณะที่เป็นกลุ่มภารกิจ ที่คล้ายคลึงกัน ถ้ามันเป็นอย่างนั้นตรงจุดข้อต่อนี้ก็จะทําทั้ง ๒ หน้าที่ ก็คือดูทั้งเรื่องมาจากพื้นที่ แล้วก็การเชื่อมโยงบูรณาการภายในของตัวเอง และเชื่อมในหน่วยงานอื่น อันนั้นก็จะเป็น ระดับที่ ๒ ซึ่งตรงจุดนี้ก็มีบทบาทในเรื่องของการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ หรือการกําหนดยุทธศาสตร์ของจังหวัด รวมทั้งเรื่องการบริหารและการดูแลเรื่องงบประมาณ แบบมีส่วนร่วมด้วยนะครับ แล้วก็เรื่องของการกําหนดตัวเคพีไอ (KPI) หรือตัวชี้วัดที่สําคัญ แล้วก็แน่นอนครับจะต้องมีหน้าที่ในการคอยติดตามกํากับ แล้วก็สนับสนุนเพื่อให้ หน่วยปฏิบัติสามารถในการที่จะดําเนินการได้อย่างแท้จริง
ทีนี้ในระดับที่ ๓ ก็จะเป็นระดับปฏิบัติ ซึ่งตรงจุดนี้ก็จะเป็นจุดที่มีความสําคัญมาก แล้วขณะนี้ผมว่าเรื่องหนึ่งที่เราอาจจะต้องให้ความสนใจก็คือเหมือนกับถนนทุกสายลงไปสู่ ตรงชุมชนและท้องถิ่น แต่ในนัยของทางสุขภาพตรงระดับท้องถิ่นอาจจะหมายรวมถึง ระดับอําเภอและตัวตําบลคือตัวท้องถิ่นนะครับ เพราะว่าในระบบบริการที่คุณหมอสุวัฒน์ นําเสนอไปเมื่อเช้านี้นั้นมันเป็นระบบการบริการผสมผสานระดับของพื้นที่ที่ระดับอําเภอ เนื่องจากมันมีความคุ้มค่าในการที่จะจัดระบบในระดับนั้น แล้วสามารถที่จะดูแล แล้วก็เชื่อมโยงทั้งระดับปฐมภูมิขึ้นไปถึงตติยภูมิเลย เพราะฉะนั้นในนัยของระดับ ๓ ของทางสุขภาพนี่ก็หมายรวมถึงการที่อาจจะเป็นอําเภอหรือตรงระดับตําบลได้ เพราะฉะนั้น ทิศทางขณะนี้ทุกอย่างวิ่งไปที่ตําบล พูดถึงเรื่องการกระจายอํานาจ พูดถึงเรื่องการถ่ายโอน ภารกิจ กระผมมีโอกาสในการที่ไปประชุมพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติทั้งท้องถิ่น แล้วก็ในส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มที่ถ่ายโอนให้กับท้องถิ่นแล้วและทั้งที่ยังไม่ได้ถ่ายโอน ก็มีประเด็นที่คิดว่าจะต้องนํามาพิจารณา อาจจะต้องขออนุญาตเสนอท่านประธานว่า ในประเด็นพวกนี้นั้นมันอาจจะเป็นสิ่งที่มันต้องมาครอส คัททิงกันในหลายคณะกรรมาธิการ ซึ่งบางทีทางท่านประธานเองอาจจะต้องเป็นเจ้าภาพในการดูแลเรื่องราวเหล่านี้ ทางท้องถิ่น ประเด็นที่เขาได้ฝากในการที่จะมาเรียนต่อทางท่านคณะกรรมาธิการท่านประธานนะครับว่า ต้องแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนผ่านทิศทางของตัวรัฐธรรมนูญ ตัวยุทธศาสตร์ชาติ หรือตัวนโยบายรัฐบาลในการที่จะเดิน ที่จะถ่ายโอน ที่จะกระจายต้องให้มีความชัดเจน และหากจะทําอย่างนั้นได้คงจะต้องไปทบทวนใน พ.ร.บ. ที่เป็น ๓ กลุ่มนะครับ พ.ร.บ. แรก ก็คือเรื่อง พ.ร.บ. ของท้องถิ่นแต่ละระดับว่ากรอบของบทบาทอํานาจหน้าที่ที่อยู่ใน พ.ร.บ. ณ วันนี้ กับสิ่งที่กําลังจะไหลลงไปสู่ที่ตัวท้องถิ่นนั้นมันไปกันได้ไหม ถึงเวลาที่จะต้องขยายแล้วหรือยัง และการถ่ายโอนภารกิจในลักษณะที่เป็นงานฝากแล้วก็ต้องไปตีความว่าอันนี้มันไม่ได้อยู่ในกรอบ ตาม พ.ร.บ. ที่เป็นท้องถิ่นแต่ละระดับนั้น แล้วก็ถูกท้วงติงจากทางหน่วยตรวจสอบ สตง. เรียกเงินคืนอะไรต่อมิอะไรนี้ ตรงจุดนี้จะเป็นปัญหาที่ทวีความกว้างแล้วก็ความใหญ่ และรุนแรงขึ้น ถ้าไม่ได้มาทบทวนกันว่าในเส้นทางใหม่ที่เรากําลังจะลงไปมากมายนั้น กรอบของบทบาทหน้าที่และอํานาจอะไรต่าง ๆ นั้นมันจะต้องปรับไหม เพราะขณะนี้ มันมีผู้เล่นใหม่ ๆ มันมีกิจกรรมใหม่ ๆ อย่างกระทรวงสาธารณสุขเราก็พบที่ทางคณะของ คุณหมอสุวัฒน์ พวกทีมการจัดบริการผสมผสานแล้วก็มีการไปเยี่ยมบ้าน มีการที่ไปปรับปรุง ตัวบ้านของผู้สูงอายุเพื่อให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของท่านก็ปรากฏว่าถูกท้วง ทางท้องถิ่นก็มาช่วยแต่ก็ถูกท้วงว่าทําไม่ได้เพราะว่าไม่ได้อยู่ในกรอบอํานาจหน้าที่ เรื่องของ การฉีดเรบีส์วัคซีนก็เช่นกัน ก็ถูกท้วงว่ามันไม่ได้อยู่ในบทบาทหน้าที่ที่ต้องทํา และมีเรื่อง อีกเยอะครับที่เป็นปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นมันคงจะต้องมาทบทวนที่ตรงนี้ถ้าเราจะเดินหน้าต่อ ในการที่จะกระจายและถ่ายโอนภารกิจเพื่อไปตอบสนองกับเส้นทางพัฒนา คงไม่ใช่แต่เรื่องสุขภาพ เรื่องเดียวนะครับ มีเรื่องการศึกษา มีเรื่องของการพัฒนาสังคมอะไรอีกตั้งหลายเรื่องนะครับ
พ.ร.บ. ที่ ๒ ก็คือ พ.ร.บ. เกี่ยวกับการกําหนดแผนและขั้นตอนกระจายอํานาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งแผนปฏิบัติการการถ่ายโอนซึ่งก็ผ่านมา ๒ ฉบับแล้ว ขณะนี้ฉบับที่ ๓ ก็ได้ทราบจากทางผู้รับผิดชอบว่าก็ดูเหมือนว่าได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อย แล้วก็กําลังจะเสนอแล้ว มันจะต้องปรับไหมถ้าเกิดมันมีการเปลี่ยนแปลงของรัฐธรรมนูญ และภารกิจที่เราคาดหวังจากการถ่ายระดับลงไปสู่ตัวพื้นที่มากขึ้นและทําให้เขาต้องเป็น ผู้ปฏิบัติมากขึ้น
แล้วก็ พ.ร.บ. ในกลุ่มที่ ๓ ก็คือ พ.ร.บ. เฉพาะด้านอย่างทางกระทรวงสาธารณสุข พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ร.บ. ทางด้านของควบคุมโรคติดต่อ พ.ร.บ. เรื่องบุหรี่ พ.ร.บ. เรื่องสุรา อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น มีการแตะ หรือมีการกระจาย หรือมีการกําหนดให้ท้องถิ่นนั้น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องราวเหล่านี้หรือเปล่า ชัดเจนขนาดไหน อย่างไร ซึ่งอันนี้ก็คงเป็นเรื่องแรก ที่คงจะต้องไปทบทวนกัน โดยเน้นเป้าหมายในการที่ว่ายกระดับและเพิ่มการกระจายอํานาจ และการบริหารงานท้องถิ่นนะครับ
ในประเด็นที่ ๒ ที่ฝากมาก็คือแนวทางการบูรณาการก็อย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้ว ก็คือว่ามีหลายเรื่องเหลือเกินที่จะลงไป ถ้าเราจะลงไปแบบนั้นต้องมีเจ้าภาพในการที่จะมาว่า มีกี่ภารกิจ กี่กระทรวง ทบวง กรม กี่ฟังก์ชัน (Function) ที่เราจะลงไปบูรณาการ และถ้าเราจะไปบูรณาการแบบนั้นจังหวะจะโคนหรือการจับกลุ่มก้อนนั้นควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งอันนี้ก็คงเช่นกันนะครับ คงต้องรบกวนท่านประธานพิจารณาในการที่ว่ามันก็จะต้องมีชุดเฉพาะ ในการที่จะมาพูดเรื่องของการกระจายและถ่ายโอนสู่ท้องถิ่นในลักษณะนี้ จากประเด็นที่ ๑ และประเด็นที่ ๒ มันจะมาสู่ประเด็นที่ ๓ และประเด็นที่ ๔ ก็คือเรื่องของการที่ว่าเรามีแต่ จะเทลงไปให้เขาทํางาน โครงสร้างและศักยภาพต่าง ๆ ของเขานั้นพร้อมหรือยังที่จะ รับการถ่ายโอนและกระจายเช่นนั้น อาจจะต้องมีแผนในการที่จะไปพัฒนายกระดับศักยภาพ ต่าง ๆ ให้ก่อนที่เขาจะรับภารกิจเหล่านี้ไหม หรือว่าทําคู่ขนานกันไป หลักสูตรของ การฝึกอบรมต่าง ๆ คู่มือต่าง ๆ ทําอย่างไรที่ให้มันเป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับทิศทาง ที่เรากําลังจะเดินไป
และในประเด็นที่ ๔ ก็คือเรื่องของการสนับสนุน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ว่า ทางกลุ่มกรรมาธิการทางบริหารราชการอดแตะท่านไม่ได้ ผมได้พบกับทางอาจารย์สีลาภรณ์ ผมบอกว่าอาจารย์ผมสวมรอยอาจารย์ล่ะ เพราะว่าทิศทางของอาจารย์มันไปทางเดียวกัน ฉะนั้นในเรื่องของการสนับสนุน โดยเฉพาะเรื่องของรายได้และงบประมาณ แนวทางในการ จัดเก็บฐานของรายได้ เรื่องของช่องทางของรายได้ รวมทั้งการบริหารจัดการที่ออกมา ในรูปของงบประมาณต่าง ๆ มันต้องสอดคล้องให้เกิดความคล่องตัวในการที่เขาจะ บริหารจัดการกับภารกิจที่เราจะถ่ายโอนลงไปให้กับเขา ฉะนั้นตรงจุดนี้ก็คงเป็นจุดที่เรื่องของ ตรงระดับที่ ๓ ของกลุ่มแรก ทีนี้ในกล่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของกลไกการบริหารจัดการ และการพัฒนาศักยภาพ อันนี้ผมก็คงใช้เวลาไม่มากที่จะบอกว่าตรงที่ว่าตรงนี้ทําอย่างไร ก็คือการที่ขณะนี้เราได้พูดถึงเรื่องทุกนโยบาย พูดถึงเรื่องการบริหารจัดการ พูดถึงเรื่อง การกํากับดูแล พูดถึงเรื่องการพัฒนา ทุกอย่างนั้นเราเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วม อันนี้ก็คงเป็นหัวใจว่าในเรื่องของกระบวนการการมีส่วนร่วมที่ตรงนี้นั้นมันเป็นคําแค่เป็นวาทกรรม หรือมันจะต้องมีกระบวนการที่มันชัดเจนออกมาว่าการมีส่วนร่วมนั้นมันเป็นการส่วนร่วม อย่างแท้จริงหรือเป็นการส่วนร่วมแบบพิธีกรรม ไปนั่งเซ็นชื่อเสร็จก็คือร่วมแล้ว หรือเป็นการร่วมที่ ทั้งร่วมคิด ร่วมบริหารจัดการ ร่วมทํา และร่วมรับผิดชอบ ผมว่า ๒ คําที่เรามีอยู่ก็คือการร่วมคิด และร่วมทํา แต่ร่วมบริหารจัดการและร่วมรับผิดชอบนั้นคงเป็นเรื่องใหม่ที่เราจะทําอย่างไร มันต้องคู่กันไปกับเรื่องของการที่เราจะกระจายอํานาจแล้วก็ถ่ายโอนภารกิจ ถ้าเรามุ่งหวัง ให้มันเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริงนะครับ
ส่วนในเรื่องของทางด้านระบบการเงิน การคลังแบบมีส่วนร่วม ผมคงไม่ไปแตะ อะไรนะครับ เพราะว่ามีรายละเอียดที่ทางท่านสมาชิกก็ได้รับทราบจากทางกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้องแล้ว แล้วก็เรื่องของศักยภาพ เรื่องของศักยภาพชุมชนท้องถิ่น ก็มีศักยภาพ ที่พึงประสงค์ ผมขอแผ่นต่อไปครับ ก็คงไม่ลงรายละเอียดนะครับ ว่ามันก็มีศักยภาพ ที่พึงประสงค์อยู่ ๘ ด้านด้วยกันที่ปรากฏอยู่ในเพาเวอร์พอยท์ เรื่องของการที่จะต้อง ทํานโยบายที่เน้นการใช้ข้อมูลและหลักวิชาการเชิงประจักษ์ เรื่องของการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่ชุมชน แล้วก็ปฏิรูปตัวระบบบริการต่าง ๆ ให้มีความสามารถเหล่านั้น การที่จะต้อง มีการพัฒนาศักยภาพแล้วเสริมพลังอํานาจ ส่วนใหญ่เราไปให้น้ําหนักกับการสร้างศักยภาพ ฝึกอบรมให้คู่มืออะไรต่าง ๆ แต่การเสริม พลังอํานาจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ หรือการติดตามกํากับ และประเมินผลเรายังไม่ได้ให้น้ําหนัก หรือยังไม่ได้ให้โอกาสในการที่จะให้ตัวชุมชนได้เข้าไป มีส่วนร่วมตรงนี้อย่างแท้จริง แล้วก็เรื่องของการพัฒนาศักยภาพทางด้านสุขภาพ ทางครอบครัวและชุมชน ซึ่งอันนี้ท่านสมาชิกคุณหมอไพศาลจะเน้นมาก ก็ฝากมาบอกว่า ขอให้เน้นย้ําตรงนี้ด้วยนะครับว่าสิทธิต้องคู่กับหน้าที่ เหมือนถือว่าเป็นหน้าที่ของพลเมือง ในการที่จะต้องตื่นรู้เกี่ยวกับการที่จะดูแลและรับผิดชอบสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และตัวสังคมร่วมกัน แล้วก็เรื่องของพวกกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องของการตลาด เชิงสังคม เรื่องการวิจัย พัฒนาและการจัดการความรู้ แล้วก็เรื่องของการจัดการสิ่งแวดล้อม และภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ตรงจุดนี้จะเป็นจุดที่ค่อนข้างล่อแหลม โดยเฉพาะถ้าขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดลําดับความสําคัญ เพราะเรื่องนี้มันจะเป็นเรื่อง การลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนในระดับตัวครัวเรือน หรือจะเป็นการลงทุนในระดับของ ตัวพื้นที่ ฉะนั้นตรงส่วนนี้ก็คงจะเป็นจุดที่เราต้องการการพัฒนาตัวศักยภาพนะครับ
ในกล่องที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องของว่าจะมีทิศทางของยุทธศาสตร์อย่างไร ซึ่งอันนี้ ก็จะสอดคล้องกับเรื่องของศักยภาพที่พึงประสงค์นะครับ อันนี้จริง ๆ แล้วมันเป็นปฏิญญาบัตร ของออตตาวา ซึ่งเป็นระดับสากลที่ได้พูดถึงว่าตัวทิศทางยุทธศาสตร์ที่สําคัญ ๕ ด้าน ก็คือ
๑. เรื่องการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ได้เรียนไปแล้วนะครับ
๒. การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
๓. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
๔. การพัฒนาศักยภาพด้านสุขภาพของบุคคล ครอบครัวและชุมชน และ
๕. การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ข้อ ๕ ทางคุณหมอสุวัฒน์ได้ลงรายละเอียดไปแล้ว
ในนัยหมายความว่าการส่งเสริมสุขภาพคุณก็ต้องพิจารณา ๕ ยุทธศาสตร์นี้ เรื่องการป้องกันและควบคุมโรค คุณก็ต้องพิจารณากิจกรรมใน ๕ ยุทธศาสตร์นี้ การควบคุม และกําจัดภัยคุกคามสุขภาพ คุณก็ต้องพิจารณากิจกรรมภายใต้ ๕ ยุทธศาสตร์นี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราพัฒนาตัวพื้นที่ให้เขามีความสามารถในการทําอะไร ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะ นําไปสู่ในกล่องที่ ๔ ก็คือเป้าประสงค์ที่กําหนดไว้ ผมขอภาพรวม อันนี้ก็จะเป็นเหมือน ภาพรวมของตัวกล่องที่ ๑ กล่องที่ ๒ และกล่องที่ ๓ ปนอยู่ในนั้นว่า ทางด้านซ้ายของท่านนะครับ ก็จะเป็นตัวโครงสร้างขององค์กรกลไกและระดับกับบทบาทหน้าที่ทางด้านขวา และตรงกลางนั้น เป็นกลไกในการบริหารจัดการหลักที่จะเกิดขึ้น
ภาพสุดท้ายครับ ในตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์เราก็คาดว่า ถ้าเราสามารถปฏิรูป ในแนวนี้นั้น เราก็คาดหวังว่าตัวบ่งชี้ของผลสัมฤทธิ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในเพาเวอร์พอยน์นั้น ผมคงไม่รบกวนเวลาท่านเพิ่มอีก ก็คงจะนําไปสู่เป้าหมายสุดท้ายที่เราต้องการ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ