กิตติศักดิ์ ชี้ระบบสาธารณสุขไทยก้าวหน้า ประชาชนต้องร่วมดูแลสุขภาพ

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘

กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ อภิปรายถึงความสำคัญของระบบสาธารณสุขในฐานะต้นทุนการพัฒนาประเทศ โดยชี้ให้เห็นวิวัฒนาการจากการพึ่งพาหมอในอดีตสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และเสนอแนวทางปฏิรูปด้วยการกระจายทรัพยากรจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในการดูแลสุขภาพ

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดมหาสารคาม เกี่ยวกับเรื่องของการที่คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขที่เสนอวาระที่ ๒๒ วาระที่ ๒๓ วาระที่ ๒๔ ก็คือระบบบริการสุขภาพ ระบบบริการสาธารณสุข ในวาระที่ ๒๒ ระบบส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคใหม่ ๆ ในวาระที่ ๒๓ และระบบการคลังด้านสุขภาพในวาระที่ ๒๔ นะครับ ผมขออนุญาตพูดอภิปรายทั้ง ๓ วาระรวมกันเลยนะครับ เพื่อความต่อเนื่องนะครับ

อันแรกก็คือเรื่องของความสําคัญของระบบสาธารณสุขก็เป็นที่ทราบกันว่า คนทุกคนต้องการมีชีวิตที่ดีมีสุข แล้วถ้าคนมีสุขภาพที่ดีก็ถือว่าเป็นต้นทุนของประเทศ ถือว่าประเทศนั้นได้พลเมืองที่ดีสามารถจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เพราะฉะนั้นแล้ว การลงทุนด้านสุขภาพถือว่าเป็นความคุ้มค่าของประเทศที่ทําให้คนอยู่ดีมีสุขและมีการบริการ ที่ดีนะครับ สมัยผมจบเป็นหมอใหม่ ๆ พ.ศ. ๒๕๒๙ ที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ มีคนไข้ป่วยเป็น โรคไส้ติ่ง สมัยก่อนไม่มีระบบที่จะดูแลด้านการเงินการคลังของผู้ป่วย ถ้าคนไหนไม่มีเงิน พยาบาลก็จะไปต่อรองว่ามีเงินไหม ไม่มีเงินไหม และถ้าไม่มีก็จะมาบอกคุณหมอว่า ขออนุเคราะห์ ขอสังคมสงเคราะห์นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และถ้าคนไข้ไม่มีเงินบางคน ต้องไปหยิบยืมแล้วก็เป็นหนี้เป็นสินนํามาให้เกิดภาวะล่มสลายด้านการเงินการคลังของคน พอมีหนี้มีสินครอบครัวก็แตกแยก ปัญหาอื่น ๆ ก็ตามมา แต่ปัจจุบันผมเชื่อมั่นในเรื่อง ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยที่เรามีความก้าวหน้าแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระดับ ถึงแม้อาจจะมีปัญหาเรื่องของความขัดแย้งบ้าง หมายถึงว่าโดยภาพรวมของ วงการสาธารณสุขของประเทศไทย เรามาด้วยเรียกว่าสิ่งที่มีการพัฒนามาเป็นระดับ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นซึ่งก็บอกว่าในแวดวงสาธารณสุขเรามีผู้หลักผู้ใหญ่ มีประชาชน มีนักคิดต่าง ๆที่จะมาพัฒนาระบบสาธารณสุขของเราให้มีความก้าวหน้าเรื่อย ๆ นะครับ ในส่วนของหลักการความคิดหลักก็คือว่าประชาชนจะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม เป็นหน้าที่ที่ท่านอาจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ที่อภิปรายที่ผ่านมาว่าประชาชนต้องมีหน้าที่ ในการดูแลสุขภาพตัวเองแล้วอย่าพึ่งหมอ ซึ่งอันนี้ก็ตรงกับความคิดแล้วก็อาจารย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ก็บอกว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องคอมมอนเซนส์ (Common sense) ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องว่าสุขภาพเกิดจากตัวเราเอง ประชาชนจะต้องมีความรู้ มีทักษะ แล้วก็มีส่วนร่วมในการที่จะทํางานด้านสาธารณสุข ในการดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ ซึ่งแนวคิดนี้ก็เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยที่เรากําเนิด อสม. มา ผมจําได้ผมเป็นนักศึกษาแพทย์ สมัยก่อนเราคิดว่าแต่ก่อนการแพทย์จะต้องพึ่งหมอ แต่ช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลง ทางความคิดว่าถ้าประชาชนมีความรู้สามารถจะจัดการตัวเองได้ สามารถจะร่วมในการที่จะ บริหารสุขภาพได้ โรคเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถดูแลตัวเองได้ โรคเจ็บป่วยปานกลาง ก็มาสถานีอนามัย โรคเจ็บป่วยที่หนักขึ้นก็มาโรงพยาบาลอําเภอ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลจังหวัด ซึ่งแนวความคิดนี้ก็เกิดเรื่องของอาสาสมัครสาธารณสุขขึ้นมา หรือ อสม. เพราะว่ากระทรวงสาธารณสุขก็สร้าง อสม. ขึ้นมาเพื่อจะให้มีความรู้แล้วก็สื่อสาร กับประชาชน ทําให้เกิดการมีส่วนร่วมของการทํางานด้านสาธารณสุขเป็นฐานสําคัญเป็นต้นมา ส่วนการกระจายทรัพยากรอีกด้านหนึ่งคือว่าการกระจายทรัพยากรตอนนี้ในส่วนของ สาธารณสุขและอันอื่น ๆ ปกติในที่เราปฏิรูปประเทศที่เราไปอบรมสัมมนาว่าตอนนี้ฐานของ ทรัพยากร มันเป็นพีระมิดที่คว่ําก็คือว่าส่วนบนจะมีทรัพยากรที่เยอะ มาส่วนกลางก็น้อยลง ส่วนฐานส่วนล่างก็คือพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นหรือจังหวัดหรือชุมชนต่าง ๆ ทรัพยากร ที่ตกลงมาส่วนนี้ก็น้อย เพราะฉะนั้นแล้วในการกระจายทรัพยากรในทุกมิติของการพัฒนา ประเทศ โดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุขส่วนกลางต้องเล็กลง แล้วก็ส่วนท้องถิ่น ส่วนพื้นที่ ก็ควรจะได้รับการส่งเสริมแล้วก็ให้มีการทํางานร่วมกันให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งระบบที่อยู่ข้างบนผมเรียกว่าระบบกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ส่วนกลางนี่นะครับ จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน มีการสื่อสารนโยบายมาถึงส่วนพื้นที่ส่วนล่างให้ชัดเจน มีการกระจายทรัพยากรที่ให้ประโยชน์สูงสุดมาที่ส่วนล่าง แล้วก็การกระจายทรัพยากรแต่ละพื้นที่ ต้องเป็นธรรม นี่ก็คือหลักการ ในส่วนของพื้นที่เองนะครับ จริง ๆ แล้วที่เคยมีการพูดถึง จตุพลังหรือเรียกว่าการบูรณาการในพื้นที่ซึ่งจริง ๆ ท้องถิ่น ผมในฐานะตัวแทนของ นายกเทศมนตรีในส่วนหนึ่งด้วย ในส่วนของท้องถิ่นถือว่าเป็นกําลังสําคัญเพราะว่าส่วนต่าง ๆ ที่มาที่พื้นที่นี่นะครับ ใครเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาท้องถิ่นจะเป็นตัวที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ท้องถิ่นก็จะบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถิ่น ถ้าด้านสาธารณสุขนะครับ โรงพยาบาล รพ.สต. แล้วก็คลินิกชุมชน หรือสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด ถ้าในจังหวัดของผม ก็อาจจะมีคณะพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล คณะแพทย์ คณะเภสัชกรอะไรต่าง ๆ ซึ่งหน่วยงานที่อยู่ในจังหวัดใครที่ทํางานด้านสาธารณสุขเราก็มาบูรณาการร่วมกัน ในการพัฒนาพื้นที่ตัวเอง ซึ่งรวมทั้งชุมชน แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งในชุมชนในพื้นที่ท้องถิ่น จะเป็นคนที่หาแนวร่วมเก่ง เพราะว่าท้องถิ่นต้องการคนมาช่วยทํางาน เราจะมีชมรมเยอะนะครับ ท่านประธาน ที่จังหวัดผมเองไม่ว่าจะเป็นชมรมช่างเสริมสวย ตัดผมนี่ เราก็มี ท่านไม่ใช่ ทํางานเฉพาะเสริมสวย ตัดผมนะครับ งานต่าง ๆ ท่านมาช่วยหมด นี่คือจิตใจสาธารณะ ชมรมอาสาสมัครกู้ชีพ กู้ภัย ชมรมตลาดสด ตลาดโต้รุ่งอย่างนี้เขาก็มาช่วยในเรื่องของ สาธารณสุขได้หมด สิ่งนี้คือสิ่งที่เป็นกําลังสําคัญในพื้นที่ที่ทํางานร่วมกัน แล้วในการที่ อยู่ในพื้นที่ระดับล่าง ถ้ามีนโยบายระดับบนมาชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทางโรงพยาบาล ทาง สสจ. ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทางกระทรวงมหาดไทย เราก็มาบูรณาการในพื้นที่ให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับพื้นที่ตัวเอง ในท้องถิ่นเอง ตอนนี้มีการพัฒนาด้านสาธารณสุขที่ดียิ่งขึ้น ทาง อบจ. ตอนนี้มีกองทุนที่ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากทางสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. นะครับ อบจ. สมัยก่อนก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าไร ตอนนี้ยังมีการพัฒนาสํานักหรือกองสาธารณสุขขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้วก็ดูแลเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน ดูแลเรื่องไข้เลือดออก ดูแลเรื่องการรณรงค์ในการป้องกัน โรคอื่น ๆ บาง อบจ. นี่พัฒนาไปถึงการมีโรงพยาบาล เช่น อบจ. ภูเก็ตนะครับ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ นี้ ทางท้องถิ่นก็สามารถจะบูรณาการแล้วก็พัฒนาทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ ด้านสาธารณสุขด้วย ในส่วนของเทศบาลหรือ อบต. กองทุนหลักประกันสุขภาพตําบล ซึ่งถือว่าเป็นงบรายหัวที่เราได้จาก สปสช. เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เราได้รับตั้งแต่ ๓๗.๕๐ บาท มา ๔๐ บาท ล่าสุดก็เป็น ๔๕ บาท ท่านประธานก็รู้ดีเพราะว่าท่านประธาน ก็อยู่ในบอร์ด (Board) ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเช่นกันนะครับ ซึ่งท้องถิ่นนี่ถือว่าเป็นหัวเชื้อที่ทําให้ท้องถิ่นมาทํางานด้านสาธารณสุขเยอะขึ้น ท้องถิ่น ก็เอาเงินมาสมทบ ซึ่งถือว่าเป็นกุศโลบายที่ดีที่จะทําให้ท้องถิ่นมาทํางานด้านสุขภาพ ผมบอกท่านประธานผ่านท่านผู้มีเกียรตินะครับ ว่านโยบายเฮลธ์ อิน ออล โพลีซี แอพโพรช (Health in All Policies Approach) ถือว่ามีความสําคัญ แล้วท้องถิ่นก็เหมือนโลคอล กัฟเวอร์นเมนท์ (Local government) เหมือนหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน แล้วก็เป็น ผู้บริหารที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน เพราะฉะนั้นแล้วในทุกนโยบายของท้องถิ่นถ้าเอาเรื่องของ เฮลธ์ อิน ออล โพลีซี แอพโพรช มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพซึ่งท้องถิ่น ก็ดูแลอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ เรามีการออกกําลังกาย การเต้นแอโรบิก การจัดดนตรีในสวนให้ผู้ที่มีสุขภาพดีมาออกกําลัง มาร้องเพลง การป้องกันโรคไข้เลือดออก เรื่องของพิษสุนัขบ้า งานประเพณี ท้องถิ่นก็สามารถจะทําไพรออริที (Priority) เรื่องของ มีความสําคัญของสุขภาพ เช่น สงกรานต์ปลอดเหล้า ลอยกระทงปลอดเหล้า สมัยก่อนงานลอยกระทงเราตีกันตลอด คนกินเหล้าแล้วก็เกิดปัญหาขึ้นมา ทะเลาะวิวาท สมัยนี้มีเรื่องของลอยกระทง สงกรานต์ ปลอดเหล้า ความปลอดภัยและพฤติกรรมสุขภาพก็ดีขึ้นนะครับ พื้นที่ปลอดบุหรี่ ท้องถิ่นก็ทําได้ การรณรงค์เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ ท้องถิ่นก็ทําได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็อยากนําเรียน ท่านประธานด้วยว่าท้องถิ่นยังมีปัญหาที่ถึงแม้เราอยากทําอะไรเยอะ ๆ แต่ปัญหาหลาย ๆ อย่าง ที่ท้องถิ่นทําแล้วก็ไม่สะดวก ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้ก็อยากจะทําให้ท้องถิ่นทํางาน ด้านสาธารณสุข ด้านสุขภาพและด้านอื่น ๆ ให้ได้รับความสะดวกยิ่งขึ้นนะครับ ซึ่งตอนนี้ ท้องถิ่นไม่สะดวกเรื่องอะไรบ้าง คือเรื่องระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออํานวยให้สะดวก ในการทํางานนะครับ และด้านสุขภาพ เช่นเรื่องของพิษสุนัขบ้า เดือนที่แล้วมีการระบาดของ พิษสุนัขบ้าในจังหวัดมหาสารคาม ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านก็ทํางานร่วมกับทางท้องถิ่นเต็มที่ แต่ท้องถิ่นก็ติดปัญหาว่าระเบียบต่าง ๆ ปรากฏว่าท้องถิ่นไม่สามารถจะนํางบประมาณ มีเงินนะครับ แต่ไม่สามารถจะนําเงินไปซื้อวัคซีนไปฉีดให้กับสุนัขได้ ที่จะป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราก็ลําบากใจนะครับ เราก็ต้องทํางานอย่างอื่นแทนนะครับ แล้วเรื่องนี้ ก็ต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยพวกเราต้องทําให้ได้ครับ ต้องใช้งบตัวอื่น ซึ่งอันนี้ก็ทําให้ เรื่องที่น่าจะส่งเสริมให้ทํางานสะดวกยิ่งขึ้น เอาสมองไปคิดเรื่องที่ยาก ๆ กลับกลายว่า ต้องมาแก้ปัญหาเรื่องง่าย ๆ ก็อยากฝากท่านประธานไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องว่าระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อให้การทํางานสะดวก น่าจะมีการพัฒนาแก้ไขตลอดเวลานะครับ อย่างหนึ่งที่ได้พูดถึงก็คือ บางทีเราไปดูผู้ป่วยยากไร้ ผู้พิการ มีปัญหา บางคนผมไปเยี่ยมผู้ป่วย บ้านฝนตกมา เป็นคนผู้สูงอายุ ลูกหลานก็อยู่กรุงเทพมหานครหมด ส่งเงินมาให้เดือนละ ๕๐๐ บาท มีเบี้ยยังชีพอีก เบี้ยผู้พิการอีกเดือนละ ๕๐๐ บาท กับ ๖๐๐ บาท บ้านเรียกว่าฝนตกมา ไม่มีฝาเลยนะครับ อันนี้เราไปดูแล้วก็เกิดรันทดใจนะครับ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะมีให้กัน แทบจะเรียกว่าเราเห็นอกเห็นใจกันนะครับ ซึ่งส่วนนี้ทางเทศบาลเราจะทําอย่างไร ที่จะไปช่วยเหลือได้นะครับ ช่วงนั้นโชคดีมีงบที่ให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศว่า งบแก้ไขปัญหาบ้านเรือนผู้ยากไร้เทิดไท้องค์ราชันย์นะครับ แต่งบนี้ในปีถัดมาก็ไม่มีแล้วนะครับ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ทําให้เราไปเจอปัญหาในความเดือดร้อนในผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วก็ยากไร้นะครับ เราไม่สามารถจะไปแก้ไขปัญหาพวกนี้ได้ในกฎระเบียบของท้องถิ่นนะครับ เช่น ผู้พิการที่ต้องการห้องน้ํา โถส้วมที่ไม่สะดวก ราวจับอะไรต่าง ๆ ที่เขาไม่มีเงินซื้อ ถ้าท้องถิ่นสามารถจะมีระเบียบต่าง ๆ ที่ถูกต้องเราก็สามารถทํางานได้ด้วยความสะดวก ยิ่งขึ้นนะครับ ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยเอง คณะกรรมการการกระจายอํานาจฯ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ควรจะมีการสังคายนาระเบียบ เกี่ยวกับการทํางานท้องถิ่นให้เกิดทํางานสะดวกแต่ต้องไม่ใช้ในทางที่ผิดนะครับ ซึ่งตัวนี้ ผมคิดว่าถึงเวลาที่การปฏิรูปกฎหมายแล้วก็การปฏิรูประเบียบของท้องถิ่นต่าง ๆ จะได้ทํางานได้สะดวกยิ่งขึ้นนะครับ แทนที่จะเอาเวลาไปคิดเรื่องของการที่จะต้อง มาทําอย่างไรเพื่อจะทําให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ เอาเวลาไปคิดอย่างอื่นที่สําคัญยิ่งขึ้นนะครับ ผมมีเวลาอีก ๕ นาทีใช่ไหมครับ ก็กราบนําเรียนท่านประธานนะครับว่าในท้องถิ่นเอง ในฐานะที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนะครับ เราพยายามจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แล้วก็พัฒนาระบบสาธารณสุขให้ดี แต่ก็ต้องการสิ่งที่เป็นระเบียบ เป็นตัวช่วย แล้วก็การจัดการในพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนบนให้มากยิ่งขึ้นนะครับ ทีนี้ในส่วนของการดูแลผู้สูงอายุ ตอนนี้ผมในฐานะที่เป็นกรรมการปฏิรูประบบรองรับ ผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในสังคมผู้สูงอายุในอนาคตผู้สูงวัยก็มีปัญหาบ้างนะครับว่า ในกลุ่มผู้สูงอายุเราแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มสุขภาพดีเราก็อยากให้มีการส่งเสริม แล้วก็ส่งเสริมสุขภาพ แล้วก็ดูแลให้เขามีพลัง มีคุณค่าทางสังคม แล้วก็เป็นตัวช่วยคนอื่นในการสังคม กลุ่มพิการ เล็กน้อยก็น่าจะมีการช่วยเหลืออุปกรณ์ที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหามากขึ้น กลุ่มติดเตียง ดูแลญาติ ญาติที่ยังไม่มีความพร้อมนะครับ นี่คือสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลพิเศษ อันนี้คือสิ่งที่ท้องถิ่น แล้วก็ส่วนอื่น ๆ น่าจะมีงบประมาณมีการสนับสนุนจากส่วนของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือส่วนอื่น ๆ เข้ามาช่วยเหลือในการที่ทําให้การดูแลผู้ป่วย ผู้พิการที่ติดเตียงให้ได้รับ สิ่งดูแลที่ดีขึ้น ในส่วนของการทํางานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผมในฐานะที่เคยรับราชการ ในกระทรวงสาธารณสุขถึง ๑๗-๑๘ ปีนะครับ ก็เข้าใจในหัวอกคนทํางานนะครับ ความสําเร็จ ที่จะเกิดขึ้นในระบบสาธารณสุขไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนทํางาน แล้วก็ผู้ป่วยควรจะต้อง มีความสมดุล แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ กายภาพบําบัด โภชนาการหรือบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งหมด นักสาธารณสุขต่าง ๆ ที่ดูแลประชาชน ก็ได้รับการดูแลได้ดี ต้องดูแลให้ดี เพราะคนเหล่านี้จะเป็นคนดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย หรือประชาชน ในส่วนของประชาชนก็ต้องมีการพัฒนาระบบการบริการที่ดี มีคุณภาพ มีความครอบคลุม แล้วการสมดุลระหว่างผู้ให้บริการ แล้วก็ผู้รับบริการจะต้องเข้าใจทั้ง ๒ กลุ่ม แล้วมีการบริหารจัดการที่ดี มีบรรยากาศที่ดีด้วย ไม่ใช่ถ้าบรรยากาศที่เกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเป็นการฟ้องร้อง ไม่ว่าเป็นการที่จะร้องเรียนกัน ผมคิดว่าทั้งผู้ให้ผู้รับก็จะเกิดความรู้สึก ที่ไม่ดี ซึ่งผมคิดว่าในส่วนของฝ่ายให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ กายภาพบําบัด โภชนาการหรือบุคลากรทางการแพทย์ ต้องการสิ่งที่ดี ให้กับประชาชน อาจจะมีปัญหาการบริการที่ไม่สะดวกบ้าง หรือมีปัญหาเรื่องของ ความผิดพลาด หรือเรื่องของปัญหาที่เกิดจากการรักษาบ้างนะครับ ก็ควรจะมีระบบ การแก้ปัญหาที่ดีที่จะเกิดขึ้นนะครับ ซึ่งในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิ หลักประกันถ้วนหน้าได้ทําได้ดีแล้ว ก็คือ ม. ๔๑ นะครับ ซึ่งตัวนี้ผมเคยเป็นกรรมการ ม. ๔๑ ผมเชื่อมั่นนะครับว่า ม. ๔๑ ที่ช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการรักษาทําได้ค่อนข้างดี ในส่วนของสิทธิอื่นไม่ว่าจะเป็นสิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม ก็อยากนําเรียน ท่านคณะกรรมาธิการเพื่อจะหาวิธีการที่จะขยายการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาในสิทธิอื่นนะครับ ก็คือสิทธิราชการกับสิทธิประกันสังคมให้เฉกเช่นเดียวกับสิทธิของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือสิทธิทั่วไปก็อยากให้ว่าใช้มาตรฐานเดียวกัน ใจจริง ผมอยากให้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้ทําเรื่อง ม. ๑๑ ขยายบริการไปสู่สิทธิอื่น ๆ อาจจะให้สิทธิราชการ สิทธิส่วนของประกันสังคมมาซื้อบริการของสิทธิอื่นที่ซื้อบริการของ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติใน ม. ๔๑ นะครับ ก็นําเรียนท่านประธานมาเพื่อฝากไปถึง กรรมาธิการเพื่อจะแก้ไขปัญหาเรื่องของการขยายสิทธิผู้ป่วยที่เกิดจากปัญหา ในการรักษาพยาบาล ก็ขอให้กําลังใจคณะกรรมาธิการเพื่อจะพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย ไปสู่ความมีคุณภาพ ครอบคลุม แล้วก็ประชาชนมีความสุข ผู้บริการมีความสุขต่อไป ขอบคุณมากครับ