สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘

สารี อ๋องสมหวัง พูดถึงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีแพทย์ประจำครอบครัว การคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข และการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อระบบสาธารณสุข เธอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขเพิ่มเติมประเด็นนี้ และตรวจสอบการบริหารจัดการเงินและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพื่อหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน สารี อ๋องสมหวัง ดิฉันขออนุญาตอภิปรายวาระที่ ๒๒ โดยรวมดิฉันคิดว่าดิฉันสนับสนุนการปฏิรูประบบบริการ สาธารณสุขที่นําเสนอ แล้วก็ดิฉันชื่นชม ดิฉันเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากเห็นการที่เราจะมี แพทย์ประจําครอบครัว หลายคนเมื่อเวลามีปัญหาโรคเรื้อรัง เป็นมะเร็ง หรือต้องผ่าตัด ยกตัวอย่างแค่นี้ก็แล้วกันนะคะ หลายคนอยากถามคนที่ไว้ใจ อยากคุยกับคุณหมอที่คิดว่า รู้จักเราดี เพราะฉะนั้นข้อเสนอเรื่องการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขที่จะให้มี แพทย์ประจําครอบครัวดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นข้อเสนอที่เยี่ยมยอดมากนะคะ แล้วก็สนับสนุน แล้วก็อยากเห็นว่าสามารถที่จะทําได้จริง รายงานของการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข โดยภาพรวมดิฉันก็สนับสนุนนะคะ แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ขาดหายไปจากการปฏิรูประบบบริการ สาธารณสุขซึ่งอยู่ในกรอบที่นําเสนอเพาเวอร์พอยท์หนามากในหน้า ๕๔ ก็คือการที่ระบบบริการ สุขภาพที่พึงประสงค์ที่ควรจะได้ความคุ้มครองเมื่อได้รับความเสียหายจากบริการ ซึ่งดิฉันเอง ได้มีโอกาสเรียกว่าร่วมกับท่านประธานกรรมาธิการในการทํางานเรื่องการคุ้มครองผู้เสียหาย จากบริการสาธารณสุขซึ่งดิฉันคิดว่าควรจะเขียนไว้ในรายงานของการปฏิรูประบบบริการ สาธารณสุขที่ชัดเจนผ่านรูปธรรม ๒ เรื่องที่ดิฉันอยากเล่าให้เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปฟัง

เรื่องที่ ๑ ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ดี ๆ ท้องก็โตไปโรงพยาบาล ไปสถานีอนามัย สถานีอนามัยก็คิดว่าตั้งครรภ์ไม่มีชุดทดสอบบอกว่าให้ไปโรงพยาบาล ประวัติของผู้หญิงคนนี้ บอกว่าเขาใช้ยาคุมกําเนิดมา ๕ ปี เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลก็มั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้ไม่น่าจะ ตั้งครรภ์แน่นอน สุดท้ายตรวจด้วยชุดทดสอบก็พบว่าเป็นลบหรือเนกาทีฟ (Negative) โรงพยาบาลนัดมาผ่าตัดเพื่อผ่าเนื้องอก หลังจากผ่าเนื้องอกก็พบว่าผู้หญิงคนนี้ตั้งครรภ์ มีเด็กแฝด ๒ คน ผู้หญิงคนนี้ใช้เวลา ๗ ปี ในการที่จะพิสูจน์ว่าเรื่องของตัวเองที่เกิดขึ้นจาก การผ่าท้องเป็นเรื่องที่ผิดพลาดหรือไม่ผิดพลาด ขั้นตอนแรกร้องเรียนกระทรวงสาธารณสุขว่า การผ่าท้องเป็นสิ่งที่ผิดพลาด กระทรวงสาธารณสุขมีคําสั่งบอกว่าการผ่าท้อง เป็นการวินิจฉัยโรคไม่ได้รักษาเนื้องอกในผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงคนนี้ได้อุทธรณ์กับศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางบอกว่ากระบวนวิธีพิจารณาคดีนี้ชอบแล้ว ผู้หญิงคนนี้ได้อุทธรณ์กับ ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดบอกว่ากรณีนี้เป็นกรณีละเมิดไม่อยู่ในอํานาจศาลปกครอง แล้วก็ถามว่าทําไมไม่พาลูกมาด้วย ผู้หญิงคนนี้บอกว่าลูกไปโรงเรียน ๗ ปีนะคะ ที่คนคนหนึ่ง พยายามที่อยากจะรู้ว่าสิ่งที่ได้ทําการรักษาเขาเป็นเรื่องที่ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราควรจะต้องเดินหน้าก็คือการที่ทําให้มีกลไกช่วยเหลือผู้หญิงคนนี้ แทนที่เขาจะต้องใช้เวลาถึง ๗ ปีในการแก้ปัญหาของตัวเอง แล้วสุดท้ายก็ต้องกลับไปที่ ศาลที่จังหวัดสมุทรสงคราม

กรณีที่ ๒ คุณหมอทํางานหนักมาก ผ่าตัด แต่ว่าเกิดปัญหาคนไข้ตาบอด ที่จังหวัดขอนแก่น ๑๑ ราย เราคงจํากันได้ หลายคนก็บอกว่าน่าจะฟ้องคุณหมอนะคะ แต่ดิฉันเชื่อว่าไม่มีหมอคนไหนในประเทศนี้ที่อยากจะให้คนไข้เสียชีวิตหรืออยากจะให้คนไข้ บาดเจ็บ แต่ความผิดพลาดบกพร่องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ๑๑ รายนี้พบว่าหลังจากที่ไปสอบสวนเกิดขึ้นจาก น้ํายาที่ใช้ในการทําความสะอาดเครื่องมือไม่สะอาดพอ แต่หากเราจะต้องไปฟ้องแพทย์ มันก็ไม่ได้เกิดความเป็นธรรมเลย และที่สําคัญคนไข้ก็ตาบอดซึ่งนี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้น แน่นอน เพราะฉะนั้นคิดว่าระบบบริการสาธารณสุขเราต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีอยู่ และเกิดขึ้นทุกวัน ควรจะต้องมีกลไกนี้ที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากเห็นว่าการปฏิรูป ระบบบริการสาธารณสุขที่มีตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ ควรจะมีเรื่องกลไกการเยียวยา ความเสียหายที่ชัดเจน และขอให้คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขเพิ่มเติมประเด็นนี้ ในรายงานด้วยนะคะ

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันคิดว่าเรื่องการปฏิรูประบบการบริหารจัดการด้านสุขภาพ ซึ่งดิฉันคิดว่าการปฏิรูประบบบริหารจัดการด้านสุขภาพอาจจะทําให้เกิดปัญหา ถ้าเราดูในสไลด์นี้ เช่นเดียวกันว่าเราอยากเห็นความเป็นธรรม มีส่วนร่วมจากทุกส่วน กระจายอํานาจไปสู่ เขตสุขภาพ งบประมาณกระจายโดยตรงสู่เขตสุขภาพ ชุดสิทธิประโยชน์หลักเหมือนกัน ดิฉันอยากเรียนนิดหนึ่งว่างบประมาณปัจจุบันถึงหน่วยบริการจากเดิมที่เราจัดสรร งบประมาณตามขนาดของโรงพยาบาล แล้วเมื่อเรามีระบบหลักประกันสุขภาพทําให้เกิด ความเป็นธรรมหรือขจัดความเหลื่อมล้ําของผู้คนได้ไปมากที่ทําให้งบประมาณ ไปถึงประชาชนโดยตรงในหน่วยบริการ แล้วขณะนี้เรากําลังจะกลับมาจัดสรรงบประมาณ ในระดับเขต ซึ่งนั่นก็จะทําให้หน่วยบริการต่าง ๆ ต้องมากราบผู้อํานวยการเขต หรือก็ต้อง มากราบคนที่มาทําหน้าที่ดูแลในระดับเขต ซึ่งเดิมเป็นแบบนั้นในกระทรวงสาธารณสุข ที่จะได้ให้งบประมาณของตัวเองไปกับหน่วยบริการของตัวเอง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ข้อเสนอนี้นอกจากไม่ขจัดความเหลื่อมล้ําแล้วน่ากังวลนะคะว่าถอยหลังแล้วอาจจะเรียกว่า ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ําจริง สิ่งที่ขาดหายไปเลยจากการวิเคราะห์ของคณะกรรมาธิการก็คือ ความไม่เป็นธรรมของผู้ประกันตน ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรอบการวิเคราะห์เลย ทั้ง ๆ ที่ผู้ประกันตน เรียกว่า จ่ายสตางค์รับผิดชอบเรื่องบริการสุขภาพอยู่กลุ่มเดียว ๑๐ ล้านคน แต่ขณะที่ ระบบอื่นใช้งบประมาณจากรัฐทั้งหมด เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องดําเนินการในสิ่งที่จะขจัดความเหลื่อมล้ําแล้วก็สร้างความเป็นธรรม เพราะฉะนั้น การที่จะมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปสําหรับผู้ประกันตนมีความสําคัญและมีความจําเป็น ในการปฏิรูประบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ

ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องการเงินการคลังด้านสุขภาพ ดิฉันขออนุญาตว่า ดิฉันได้รับเรื่องจดหมาย ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นเรื่องที่ยื่นต่อประธานกรรมาธิการ คุ้มครองผู้บริโภคด้วย ก็คือเรื่องคัดค้านรายงานวาระการปฏิรูประบบการเงินการคลัง ด้านสุขภาพ ซึ่งอันนี้ก็นําเรียนท่านประธานด้วยนะคะ ดิฉันขอส่งให้กับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูประบบสาธารณสุข และ

ประเด็นที่ ๓ ที่ดิฉันคิดว่ามีความสําคัญมากก็คือเรื่องของการเงินการคลัง ด้านสุขภาพ ดิฉันคิดว่าเรากังวลมากเกินไปว่าเราใช้เงินมาก ดิฉันอยากให้ตัวเลข ในสหรัฐอเมริกาเราใช้เงินประมาณ ๘,๓๖๒ ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ในประเทศอังกฤษ เราใช้เงินประมาณ ๓,๔๘๐ ดอลลาร์ต่อคนต่อปี เรื่องรักษาพยาบาลหรือเรื่องระบบบริการ สาธารณสุข แต่ขณะที่ประเทศไทยใช้เงินประมาณ ๑๐๐ ดอลลาร์ต่อคนต่อปี แล้วก็น้อยกว่า ร้อยละ ๔ ของจีดีพี เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าหลักฐานที่กรรมาธิการแต่ว่าอาจจะมีเพิ่ม ในตอนหลังที่กังวลเรื่องงบประมาณ ดิฉันคิดว่าก็อาจจะไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ แล้วก็ไม่ได้ชี้ว่า ที่เพิ่มเป็นเพราะเพิ่มในส่วนเงินเดือน เพราะว่าเงินเดือนเพิ่มทุกปีร้อยละ ๑๐ ซึ่งทั้ง ๓ ระบบสุขภาพ ก็ทําให้ไม่เห็นข้อมูลที่ชัดเจน

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันอยากชี้ว่าเรามีค่าใช้จ่ายด้านยาที่มาก คนไทยใช้ยา ประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐซื้อยาต้นแบบแพงกว่า โรงพยาบาลอื่น ๆ ถึง ๓.๓ เท่า แล้วก็ซื้อยาสามัญแพง ๑.๔๖ เท่า เพราะฉะนั้นสัดส่วนที่พูดถึง ในเรื่องเหล่านี้ต้องไปถึงต้นตอจริง ๆ ของปัญหา แล้วดิฉันคิดว่าสิ่งที่กรรมาธิการ ไม่ได้วิเคราะห์เลยก็คือ ปัญหาที่อาจจะเกิดจากนโยบายที่เราคิด อย่างเช่น ศูนย์กลางการแพทย์ ของนานาชาติต่าง ๆ ที่จะมีการดําเนินการซึ่งอาจจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ

ประเด็นสุดท้าย ดิฉันคิดว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสนอเรื่องเนชันแนล เฮลธ์ โพลีซี บอร์ด ดูเหมือนไม่เห็นว่าปัจจุบันเรามีอะไรอยู่บ้าง แล้วดิฉันคิดว่าจากการที่พยายาม จะทดลองให้เงินไปถึงเขตทําให้อย่างน้อยหลายเขตได้เงินน้อยลง ดิฉันยกตัวอย่างเขต ๑ เขต ๒ เขต ๑ เงินจะลดลงไปประมาณ ๖๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าจัดสรรในระดับเขต หรือเขต ๒ ซึ่งเรามีโรงพยาบาลอุ้มผางที่มีปัญหา เงินหายไปประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าการที่เราจะมีหน่วยใหม่ไม่มีส่วนร่วม ดิฉันคิดว่าระบบสุขภาพไปไกลมากกว่า ระบบอื่น ๆ แม้กระทั่งการศึกษาก็ยังจะมาใช้ระบบหัวประชากรต่อนักศึกษาเช่นเดียวกับ ระบบสาธารณสุข เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าความก้าวหน้าของระบบสาธารณสุขแล้วก็การมีส่วนร่วม ของประชาชนต่อระบบสาธารณสุขมีมาก การกระจายอํานาจกับท้องถิ่นมีมาก ทุกวันนี้ ท้องถิ่นได้เงินประมาณ ๔๕ บาทต่อหัวต่อคนของประชากรในท้องถิ่นของตัวเองโดยที่ท้องถิ่น สมทบ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ามันไปไกลเกินกว่าที่เราจะกลับมาตั้งคณะกรรมการ ระดับกระทรวงแล้วไม่มีส่วนร่วมของใครเลย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าอยากให้ทบทวน ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปที่สําคัญ ๆ แล้วดิฉันคิดว่าเราไม่น่าจะกังวลกันมาก เพราะดิฉันคิดว่า ถ้ารัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ทําเรื่องที่สําคัญมาก คือเรื่องการศึกษาและการสาธารณสุข เราจะมีรัฐบาลไปทําอะไร ขอบพระคุณค่ะ