สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เรียงตาม รายชื่อที่เขาส่งมาก่อนนะครับ คุณภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ไม่มีนะครับ คุณทศพล เพ็งส้ม เชิญครับ

นายทศพล เพ็งส้ม นนทบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์

เรื่องแรกที่จะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าขณะนี้มีผักตบชวาได้ขึ้นอยู่ บริเวณคลองพระวิมลราชา ตั้งแต่เทศบาลเมืองบางบัวทอง ไป อบต. บางบัวทอง อบต. พิมลราช จนกระทั่งถึงบริเวณหน้าวัดไทรใหญ่ ในอําเภอไทยน้อย เนื่องจากในขณะนี้ผมก็ ได้รับการร้องเรียน แล้วโดยเฉพาะได้ไปลงพื้นที่ก็พบเห็นจริง ๆ ว่าเต็ม ตั้งแต่อําเภอ บางบัวทองถึงอําเภอไทรน้อย ระยะทางประมาณ ๑๔-๑๕ กิโลเมตร ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีแล้วก็กรมชลประทาน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือในขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีนั้นบางอําเภอมี สภ.อ. โดยเฉพาะยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ในอําเภอบางใหญ่ของจังหวัดนนทบุรีนั้นมีประชากร ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่มีสถานีตํารวจ ๒ สถานี แต่ปรากฏว่าอําเภอบางบัวทอง อําเภอเดียวมีประชากรประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน กลับมี สภ.อ. เดียว ซึ่งในการดูแล บริหารงานเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้นก็ไม่สามารถอํานวยความสะดวก ให้กับประชาชนในอําเภอบางบัวทองได้อย่างเต็มความสามารถ ก็อยากฝากท่านประธานครับ ว่าเสนอให้ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นสํารวจแล้วก็ก่อตั้งสถานีตํารวจภูธร อําเภอบางบัวทองแห่งที่ ๒ ซึ่งสามารถดูแลตําบลพิมลราช ตําบลบางคูลัด และตําบล บางรักพัฒนา ซึ่งเนื้อที่ก็อาจจะไปสร้างที่ อบต. บางคูลัด ในอําเภอบางบัวทองอีกแห่งหนึ่ง ก็ได้ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณภูมิพัฒน์ เชิญครับ

นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดนครพนม เนื่องจากชาวจังหวัดนครพนมมีปัญหา ความเดือดร้อนจํานวนมาก ขาดแคลนน้ําอุปโภคบริโภคและน้ําเพื่อการเกษตร ซึ่งอยู่ใน ความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรน้ําบาดาล ขอให้ได้ขุดเจาะน้ําบาดาลและก่อสร้างโรงผลิตน้ําดื่ม น้ําประปาสะอาดดื่มได้ให้แก่ราษฎร ในหมู่บ้านและโรงเรียนในหมู่บ้าน ขอให้กรมทรัพยากรน้ําบาดาลได้อนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ํา ดังนี้ มีหมู่ ๑ หมู่ ๓ หมู่ ๙ หมู่ ๑๐ และหมู่ ๑๕ รวม ๕ หมู่เป็นบ้านสามผง และในโรงเรียน บ้านสามผงวิทยาคม ตําบลสามผง อําเภอศรีสงคราม หมู่ ๘ บ้านไทยเจริญ หมู่ ๑๑ บ้านไทยสบาย หมู่ ๑๔ บ้านนาหนองหวาย หมู่ ๑๖ บ้านดงน้อย และโรงเรียนบ้านดงน้อย ตําบลสามผง อําเภอศรีสงคราม หมู่ ๒ บ้านหนองบาท้าว หมู่ ๓ และหมู่ ๑๐ บ้านยางงอย และในโรงเรียนบ้านยางงอย หมู่ ๕ และหมู่ ๙ บ้านปฏิรูป ตําบลศรีสงคราม อําเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม และขอโรงผลิตน้ําดื่มสะอาดดื่มได้ในโรงเรียนดังนี้ ๑. โรงเรียนบ้านคําแม่นาง ตําบลหนองซน อําเภอนาทม ๒. โรงเรียนนาทมวิทยา ตําบล นาทม อําเภอนาทม ๓. โรงเรียนบ้านเซียงเซา ตําบลบ้านเอื้อง อําเภอศรีสงคราม ๔. โรงเรียนบ้านนาเดื่อพิทยาคม ตําบลนาเดื่อ ๕. โรงเรียนบ้านนาหว้า ตําบลนาหว้า จังหวัดนครพนม

เรื่องต่อมาเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน ราษฎรหมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๑๐ บ้านยางงอย ตําบลศรีสงคราม อําเภอ ศรีสงคราม ขอโครงการสถานีสูบน้ําด้วยไฟฟ้าและส่งน้ําระบบทางท่อเพื่อทํานาปรังพื้นที่ ๑,๒๐๐ ไร่ และขออนุรักษ์ฟื้นฟูหนองจอกคําไฮ กว้าง ๒๐๐ เมตร ยาว ๔๐๐ เมตร กราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณสถาพร มณีรัตน์

นายสถาพร มณีรัตน์ ลําพูน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ขออนุญาต นําความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตจังหวัดลําพูนที่ได้ร้องเรียนผ่านกระผม เพื่อที่จะให้ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ๓ เรื่องดังนี้

เรื่องที่ ๑ ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกพริกหนุ่ม ราคาตกต่ําในเขต อําเภอบ้านธิ อําเภอเมือง อําเภอแม่ทา ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้นอกจากพริกหนุ่มจะราคา ตกแล้ว ปรากฏว่าไม่มีพ่อค้าไปรับซื้อ ทําให้เกษตรกรผู้ปลูกพริกมีความเดือดร้อน จึงอยากจะ ให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาตลาดเพื่อที่จะดําเนินการให้เกษตรกรผู้ปลูกพริกหนุ่ม ได้ดําเนินการอยู่รอดต่อไป

เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากหมู่บ้านสวัสดิการทหารบก หมู่บ้าน ช่างเพี้ยน อําเภอบ้านธิ จังหวัดลําพูน ว่าขณะนี้หมู่บ้านสวัสดิการทหารบกถูกทอดทิ้ง ไม่ได้ ปฏิบัติตามสัญญา โดยการไม่ได้ต่อไฟฟ้า ไม่ได้เดินประปาให้กับทหารหรือหน่วยราชการที่ไปซื้อหมู่บ้าน สวัสดิการดังกล่าว จึงขอให้ท่านประธานผ่านไปยังกองทัพบก และกระทรวงกลาโหม ให้ดําเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามสัญญาด้วย

เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน หมู่ที่ ๑๒ ตําบลทาปลาดุก อําเภอแม่ทา จังหวัดลําพูน เรื่อง ไม่มีไฟฟ้าใช้ จํานวน ๑๗ หลังคาเรือน จึงฝากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดําเนินการเพื่อที่จะให้บรรเทาความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนต่อไป ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไป คุณไมตรี สอยเหลือง เชิญครับ

นายไมตรี สอยเหลือง ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายไมตรี สอยเหลือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอนําปัญหาของโรงพยาบาลสัตหีบ กม. ๑๐ ตําบลพลูตาหลวง อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มาหารือกับท่านประธาน เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขดังนี้นะครับ โรงพยาบาลสัตหีบ กม. ๑๐ ตั้งอยู่ที่ตําบลพลูตาหลวง อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นโรงพยาบาลประจําอําเภอสัตหีบ เป็นโรงพยาบาลขนาด ๖๐ เตียง มีบุคลากรประจําโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล ลูกจ้าง รวมประมาณ ๒๕๐ คน บริการประชาชนในเขตอําเภอสัตหีบ ๑๔๐,๐๐๐ คนเศษ มีคนไข้ใช้บัตรทองประมาณ ๖๙,๐๐๐ คน ขณะนี้โรงพยาบาลสัตหีบ กม. ๑๐ กําลังก่อสร้างตึกผู้ป่วยนอกในวงเงิน งบประมาณ ๖๐ ล้านบาท ยังขาดอุปกรณ์การแพทย์อีกเป็นจํานวนมากที่ต้องการเร่งด่วนคือ เครื่องเอ็กซเรย์ขนาด ๖๓๐ มิลลิแอมแปร์ และเครื่องวิเคราะห์โลหิตอัตโนมัติ อยู่ในวงเงิน งบประมาณ ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอฝากท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ได้โปรดสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ดังกล่าว ให้แก่โรงพยาบาลสัตหีบ กม. ๑๐ ตําบลพลูตาหลวง อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีด้วย ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญ คุณหมอประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ

นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องที่จะฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมชลประทาน ท่านประธานครับ ชาวอําเภอเมืองหลายหมู่บ้าน ตอนแรกรู้สึกว่าดีใจ เพราะว่าเงินกู้ไทยเข้มแข็ง ที่บอกงบไทยเข้มแข็งแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินกู้ ไปขุดลอก หลายแห่งนะครับ ผมเคยเสนองบประมาณไว้ ตอนที่ไม่มีข้อห้าม เขาก็ไปออกแบบ ปรากฏว่า ไปขุดลอกได้งบเงินกู้นะครับ ขุดลอกหนองเขื่อง ขุดลอกหนองนาแซง ขุดสระประมง บ้านดอนกู่ ตําบลหนองไผ่ ชาวบ้านดีใจครับตอนแรก พอขุดเสร็จชาวบ้านเสียใจ เพราะอะไรครับ เช่นบ้านดอนกู่ สระประมงเขากว้าง ๆ ครับ มันขุดเสร็จเอาดินไปถมครับ สระใหญ่ ๆ ลดลง ครึ่งหนึ่ง ชาวบ้านก็งงเลยครับ มันออกแบบกันอย่างไร ขุดดินจากใต้สระนี้ครับ เอาไปถมเป็น ฝั่งใหญ่เบ้อเร่อเท่อ คันดิน ๓ เมตรก็พอ นี่คันดิน ๒๐ เมตร สระใหญ่ ๆ ท่านประธาน ขุดเสร็จแล้ว จากหนองใหญ่ ๆ กลายเป็นสระ ผมก็ไม่เข้าใจว่ากรมชลประทานคิดอย่างไร เขาบอกว่าขุดไปตามแบบ นี่หนองเขื่องก็เช่นกันครับ เขาให้ขุดเกือบ ๒ เมตร มันขุดไป ๕๐ เซนติเมตร มันบอกว่าเสร็จแล้ว หนองนาแซงก็เช่นเดียวกัน ผมฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ไปเยี่ยมผมหน่อยครับผมจะพาไปดู ๕๐ ล้าน ปริมาตรดิน ๑.๕ ล้านคูณ ไปอีก ๑.๕ เท่าครับท่านประธาน เกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คิว ปรากฏว่าขุดไปขุดมาไม่รู้ว่าดิน มันอันตรธานหายไปไหน ๕๐ ล้าน ฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการธีระ หน่อยครับ ไปตรวจหน่อย ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ยื่นเป็นหนังสือถึงผมได้ไหม ครับ ผมจะส่ง ป.ป.ช. ไปตรวจให้ ยื่นเป็นเอกสารเลยครับ เอาอย่างนี้ต้องเอาให้ติดคุก เพราะว่าท่านได้ตรวจสอบแล้วเอาให้แน่ชัดไปเลยครับ ต่อไปท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล เชิญครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สุโขทัย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมฝากท่านประธานถึงทางกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะกรมทางหลวงชนบทนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของการสร้างทางหลวงหมายเลข ๑๒๙๓ นะครับ ทางเชื่อมไปบ้านคลองยาง ซึ่งทางหลวงชนบทนั้นไปสร้างทางไว้ ๓ กิโลเมตรแล้ว ยังขาดอีกประมาณ ๕ กิโลเมตร เส้นทางนี้ประมาณ ๙ กิโลเมตร ก็สร้างไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ฝากถึงกรมทางหลวงให้ไป ดําเนินการให้แล้วเสร็จ จัดสรรงบให้กับพี่น้องในหมู่ ๒ หมู่ ๙ ตําบลท่าชนวน อําเภอ กงไกลาส และอีกเส้นทางหนึ่งก็คือเส้นทางบ้านบางสนิมนะครับ ในตอนที่ ๒ นี้ก็ยังสร้าง ไม่แล้วเสร็จ ก็ฝากท่านประธานถึงกรมทางหลวงชนบท แล้วก็ผมฝากอีกเรื่องหนึ่งครับ คือเรื่องของตอนนี้สถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งทางจังหวัดได้ประกาศเป็นจังหวัด ภัยแล้ง ภัยพิบัติแล้วนะครับ เพราะว่าจังหวัดสุโขทัยเกิดภัยแล้งอย่างหนัก ไม่มีน้ําในการทํา การเกษตรเพราะว่าต้องอาศัยน้ําจากจังหวัดกําแพงเพชร แล้วก็จากจังหวัดพิษณุโลก แม่น้ําน่าน กําแพงเพชรก็จากแม่น้ําปิง ก็ฝากถึงกรมชลประทาน ในการจัดสรรน้ํามาให้กับ เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยอย่างเพียงพอ ก็ฝากถึงชลประทานนั้นให้ลงไปดูแล อย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นพี่น้องที่ทําการเกษตรในเรื่องของการทําไร่ ทํานา ในจังหวัดสุโขทัยจะต้องเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะน้ําจากกําแพงเพชรที่ประตูทองแดง ที่จะต้องผันน้ํามาให้ในพื้นที่อําเภอคีรีมาศ อําเภอเมืองนี้ทั้งหมด และโดยเฉพาะที่จาก แม่น้ําปิง จังหวัดพิษณุโลก แม่น้ําน่าน จังหวัดพิษณุโลกก็มาที่อําเภอกงไกลาสและอําเภอเมือง ทางด้านทิศตะวันออก ก็ฝากกับท่านประธานด้วยครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไป คุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย เรื่องที่ อยากจะขอหารือกับท่านประธานในวันนี้ก็คือดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวจังหวัด ชัยภูมินะคะ คงไม่เฉพาะที่เขตเลือกตั้งของดิฉัน ๗ อําเภอค่ะ แต่ก็รวมถึงทั้งจังหวัดนะคะ ว่าตอนนี้เงินที่จะได้รับชดเชยจากค่าเสียหายที่ถูกน้ําท่วม ยังไม่ได้รับเงินชดเชยเลยค่ะ ท่านประธาน เขาก็เกิดความลําบากค่ะ ว่าข้าวที่จะมีกินก็ไม่มี ก็อยากจะฝากท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ ให้ช่วยดูแลจัดสรร เรื่องเงินชดเชยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ําท่วมด้วยค่ะ

เรื่องที่ ๒ ค่ะท่านประธาน ปัจจุบันนี้พี่น้องบอกดิฉันมาว่ายาเสพติดหาซื้อง่าย เหมือนกับซื้อยาพาราค่ะ โดยเฉพาะพี่น้องจังหวัดชัยภูมิ พี่น้องบอกว่าเดี๋ยวนี้เริ่มมีการงัดแงะ ขึ้นบ้านแล้วค่ะ ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีอีกเช่นกันค่ะให้ช่วย ดูแล แล้วก็จัดการเรื่องการป้องกัน แล้วก็ดูแลเรื่องผู้ค้ายาเสพติดให้ได้รับการจัดการ เพื่อประชาชนจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดี แล้วก็ปลอดภัยในชีวิตมากขึ้นด้วยค่ะ

เรื่องที่ ๓ ค่ะ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับพี่น้องชาวตําบลภูแลนคา และตําบลชีบน เขาร้องเรียนมาว่าปัจจุบันสัญญาณโทรศัพท์เขาไม่สามารถจะติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก บางครั้งจะโทรหากันจะต้องวิ่งหาที่ว่าบริเวณไหนที่พอจะมีสัญญาณ เพื่อจะได้โทรติดต่อกัน ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีจุติ ไกรฤกษ์ ให้ช่วยดูแลจัดสรรเรื่อง เครือข่ายโทรศัพท์ บริเวณตําบลชีบน และตําบลภูแลนคา อําเภอบ้านเขว้า ด้วยค่ะ

และเรื่องสุดท้ายค่ะท่านประธาน ตอนนี้พี่น้องบอกว่าข้าวของราคาแพงมาก อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ค่ะให้ช่วยดูแลด้วย ทําอย่างไรดี อย่าไปคิดแค่ไข่ชั่งกิโลขายคงจะต้องไปดูในเรื่องอื่น ๆ ด้วย เพราะตอนนี้ยากจน มากค่ะ ชาวบ้านจะหาเงินไปซื้อก็ลําบากในเมื่อราคาขึ้น แล้วก็ราคาน้ํามันค่ะท่านประธาน มีราคาที่แพงขึ้นมาก ชาวบ้านไม่สามารถจะนําเงินไปซื้อเพื่อไปสูบน้ํามารดข้าวได้ค่ะ ต้อง ฝากท่านประธานด้วยค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณขยัน วิพรหมชัย

นายขยัน วิพรหมชัย ลําพูน

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน ขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้อง ชาวลําพูน

เรื่องที่ ๑ เนื่องจากขณะนี้มีลําไยอบแห้ง ทั้งอบแห้งเปลือกและอบแห้ง เนื้อสีทองยังคงค้างสต็อก (Stock) อีกเป็นจํานวนมาก ทําให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ขนาดเล็กเดือดร้อน จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวง การคลังรีบหาตลาด

เรื่องที่ ๒ ขอให้ ธ.ก.ส. สังกัดกระทรวงการคลังได้เร่งรัดการอนุมัติเปิดบูธ (Booth) จําหน่ายลําไยอบแห้ง ข้าว และสินค้าเกษตรที่เมืองอี้อูซึ่งถือได้ว่าเป็นตลาดค้าส่ง ที่ใหญ่ที่สุดให้ประเทศจีนนะครับ

เรื่องที่ ๓ ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องชาวลําพูนในเขต อําเภอบ้านโฮ่ง อําเภอลี้ อําเภอเวียงหนองล่อง ๖๑๐ รายที่รายชื่อตกหล่นจากอุทกภัยน้ําท่วม เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดการจ่ายเงินชดเชย ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ําท่วม พืชผลการเกษตรเสียหายในเขต อําเภอบ้านโฮ่ง อําเภอป่าซาง และอําเภอเมือง

เรื่องที่ ๔ ขอให้รัฐบาลโดยสํานักงบประมาณเร่งรัดการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้พิการในจังหวัดลําพูนที่รายชื่อตกหล่นรวมทั้งหมด ๔,๐๐๐ กว่าราย โดยเฉพาะในเขต ตําบลศรีเตี้ย ซึ่งรายชื่อตกหล่นถึง ๗๐๐ กว่าราย ซึ่งขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มี กําลังเงินพอที่จะจ่ายเงินทําให้ไม่สามารถจ่ายเงินเบี้ยยังชีพและผู้พิการในเขตพื้นที่ตําบลศรีเตี้ย

เรื่องที่ ๕ ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นประธาน บอร์ด (Board) ธ.ก.ส. ได้ดําเนินการแก้ไขปัญหาตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาที่จะให้ธนาคาร ธ.ก.ส. ปรับปรุงโครงสร้างหนี้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าเอ็นพีแอล (NPL) โดยการตัดดอกเบี้ยลดต้นเหลือครึ่งหนึ่งนะครับ ซึ่งขณะนี้ทางกฤษฎีกาตีความว่า ธ.ก.ส. ไม่สามารถดําเนินการได้ ซึ่งจะทําให้ลูกค้า ธ.ก.ส. เดือดร้อน จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้ดําเนินการในเรื่องนี้ด้วยนะครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปท่านอํานวย คลังผา ครับเชิญ

นายอํานวย คลังผา ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้ผมขออนุญาตหารือ ๓ เรื่องนะครับ

ปัญหาเรื่องแรก คือปัญหาน้ําท่วมตลาดเทศบาลโคกสําโรง น้ําท่วมมานานมาก ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ไปออกแบบสํารวจไว้แล้ว งบประมาณ ทั้งหมด ๑๗ ล้านบาท จังหวัดก็เสนอมาที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ แล้วก็อยากจะฝากให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยดูแลเรื่องงบน้ําท่วม ๑๗ ล้านบาทให้กับ ชาวตลาดโคกสําโรงด้วยครับ เรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ ปัญหาน้ําท่วม เงิน ๕,๐๐๐ บาท พี่น้องประชาชนอําเภอโคกสําโรง หลายตําบล หลายหมู่บ้านด้วยกันยังไม่ได้รับเลยในขณะนี้ ก็อยากจะฝากท่านประธาน ถึงท่านนายกรัฐมนตรีให้เร่งดําเนินการในเรื่องนี้ด้วยครับ

เรื่องที่ ๓ เงินค่าชดเชยเรื่องโครงการวางท่อน้ําจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในอําเภอ โคกเจริญหลายรายยังไม่ได้รับเงิน อยากจะฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ให้เร่งดําเนินการเรื่องเงินชดเชย เรื่องขุดสระน้ําให้กับพี่น้องชาวโคกเจริญ ด้วยครับ ดังนั้นในขณะนี้ปัญหาต่าง ๆ ในอําเภอโคกสําโรง โดยเฉพาะในเรื่องค่าเวนคืน หลายส่วนด้วยกันก็อยากจะฝากท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาทุ่งมรกงซึ่งทางราชการ กองทัพบกได้ไปใช้พื้นที่ของเกษตรกร มีการประชุมหลายครั้งแต่ยังไม่มีการอนุมัติในเรื่องเงิน ดังกล่าวที่พี่น้องประชาชนเรียกร้อง ทั้งหมด ๓๐ กว่ารายด้วยกัน ดังนั้นอยากจะฝาก ท่านประธานถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดําเนินการให้ช่วยเหลือให้กับเกษตรกร ดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณวิรัตน์ วิริยะพงษ์ เชิญครับ

นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สุโขทัย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีเรื่อง หารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องนะครับ ผมได้รับการร้องขอจากผู้บริหารสถานศึกษาขอ งบประมาณในการจัดสร้างอาคารเรียน ซึ่งมีสภาพชํารุดผุพัง โครงสร้างเป็นไม้ไม่แข็งแรง ฝาและฝ้าเพดานถูกปลวกกัดกินจนเกือบจะพังทั้งหลัง โดยเฉพาะทางโรงเรียนอนุบาลเมืองสุโขทัยนะครับได้รับการร้องเรียนจากผู้อํานวยการสมชาย พรถึง ซึ่งมีอาคารเรียน ๒ หลังนะครับ ซึ่งเป็นแบบ ป. ๑ ฉ ๔ ห้องเรียนสร้างเมื่อปี ๒๕๑๒ และอีกหลังหนึ่งนะครับแบบ ป. ๑ ข ขนาด ๕ ห้องเรียนสร้างเมื่อปี ๒๕๒๐ มีสภาพ ชํารุดมาก จึงอยากของบของบประมาณด้วยนะครับ ในอีกโรงเรียนหนึ่งนะครับได้รับการ ร้องเรียนจากผู้อํานวยการจํารัส หาญกล้า โรงเรียนอนุบาลศรีสําโรง ซึ่งโรงเรียนอนุบาล ศรีสําโรงนั้นเป็นโรงเรียนอนุบาลขนาดใหญ่มีนักเรียนถึง ๘๐๐ กว่าคนบริหารการศึกษาตั้งแต่ ระดับปฐมวัยจนถึงชั้นประถมปีที่ ๖ มีนักเรียนมาจาก ๓ อําเภอ อําเภอศรีสําโรง สวรรคโลก และอําเภอเมือง ได้ขอสร้างอาคารทดแทนอาคารเดิมซึ่งเป็น ๓ อาคารรวมถึง ๑๘ ห้องเรียน ซึ่งทางโรงเรียนนั้นได้เสนอขอรับพิจารณาผ่านสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต ๒ เพื่อ ของบลงทุนและค่าที่ดิน และค่าก่อสร้างอาคารเรียนขนาดใหญ่แบบ สพฐ. ๑ ๓ ชั้นขนาด ๑๕ ห้องเรียนนะครับซึ่งได้ยื่นเสนอขอรับการพิจารณาไปแล้ว ก็อยากจะฝากไปยัง กระทรวงศึกษาธิการผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีได้จัดสรรงบประมาณตรงนี้ด้วยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ได้รับการร้องเรียนจากนายบุญส่ง กันสุข ซึ่งเป็นสมาชิก องค์การบริหารส่วนตําบล หมู่ที่ ๙ ตําบลสามเรือน อําเภอศรีสําโรง ได้ของบสนับสนุน งบประมาณจากกรมส่งเสริม ก่อสร้างถนนคอนกรีตสายบ้านคลองห้วยคล้าตะวันออก สายตะวันตกนะครับ ขอได้รับการสนับสนุนด้วย ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญคุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ครับ

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เลย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย วันนี้ ดิฉันขอหารือท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนผู้ปลูกยางพารา ในอําเภอวังสะพุงและในพื้นที่จังหวัดเลยหลายคนมากเกี่ยวกับเรื่องแสงสว่างในพื้นที่ทํา การเกษตร ซึ่งพี่น้องประชาชนได้ไปปลูกบ้านพักในที่ดินที่ทําสวนยางพาราแต่ไม่มีแสงสว่าง ในบ้านพัก จะโยงไฟฟ้าจากในหมู่บ้านก็ห่างไกล ถ้าจะขอขยายเขตไปในพื้นที่ทําการเกษตรก็ มีราคาสูง จึงกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงพลังงาน ถ้ามีโครงการหรือมีงบประมาณที่จะ ช่วยเหลือการไฟฟ้าในพื้นที่การเกษตรให้กับพี่น้องประชาชนชาวสวนยางจะขอบพระคุณอย่างยิ่ง

เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องดิฉันได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายครรชิต พันธุ์สนิท นายกองค์การบริหารส่วนตําบลศรีฐาน อําเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ที่ รับผิดชอบเป็นถนนระหว่างบ้านวังยาง หมู่ที่ ๔ ถึงบ้านคลองหนีบ หมู่ที่ ๕ ตําบลศรีฐาน อําเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ระยะทางประมาณ ๙,๘๐๐ เมตรว่าเป็นถนนที่เป็นดินไม่ใช่ดิน ลูกรังจะมีถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อขรุขระมาก ในฤดูฝนนะคะทุก ๆ ปีเป็นจํานวนหลายสิบปี แล้วที่พี่น้องประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน เมื่อมีฝนตกก็จะเป็นโคลนตม ไม่ว่า รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ไม่สามารถที่จะแล่นผ่านไปมาได้ในระยะทางเกือบ ๑๐ กิโลเมตร นี้นะคะ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการสัญจรไปมา จึงกราบเรียน ท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบทช่วยผลักดันส่งนายช่างแล้วออกไปสํารวจตรวจสอบผลักดันงบประมาณ สร้างคอนกรีตเสริมเหล็กให้กับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณนริศ ขํานุรักษ์ เชิญครับ

นายนริศ ขํานุรักษ์ พัทลุง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีที่ท่านประธาน กรุณาให้หมอประสิทธิ์ส่งเรื่อง แล้วก็ท่านกรุณาจะส่ง ป.ป.ช. ผมฝากของผมสักเรื่องนะครับ เรื่องปลูกป่ากับเพาะชํากล้าไม้ของกรมป่าไม้

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ส่งมาครับ

นายนริศ ขํานุรักษ์ พัทลุง

อดีตท่านประธานก็เป็นกรรมาธิการชุดนี้ อยู่แล้ว ก็ขณะนี้การเรียกรับผลประโยชน์ต่อโครงการดังกล่าวผู้ปฏิบัติไม่สามารถทํางานได้ จะส่งผลต่อความเสียหายของบ้านเมืองต่อไปในอนาคตนะครับ

เรื่องที่ผมขอหารือก็คือ ขณะนี้หลังจากอุทกภัย วาตภัยเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัด พัทลุงถนนหนทางได้รับความเสียหาย มีพี่น้องเดือดร้อน บางพื้นที่ก็เริ่มเดินขบวนนะครับ เพราะว่าถนนได้รับความเสียหาย เช่น เมื่ออาทิตย์ที่แล้วถนนสายโคกสัก-ลอน ในอําเภอบางแก้ว พี่น้องประชาชนเดินขบวนเพราะได้รับความเสียหายจากความชํารุดของถนนหนทางนะครับ

๒. มีหน่วยงานกรมข้าว ผมเรียกร้องขอให้ไปตั้งหน่วยงานย่อยในพื้นที่จังหวัด พัทลุง เพราะว่าพื้นที่จังหวัดพัทลุงมีนาข้าวทั้งหมดตั้ง ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ในอดีต ขณะนี้เหลือ เพียง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าไร่เอง ผมไม่อยากให้ลดไปมากกว่านี้ เพราะว่าข้าวเป็นพืชอาหารซึ่งไม่ ควรลดอีกเลย เป็นความจําเป็นของมนุษยชาตินะครับ ผมคิดว่าอยากให้กรมข้าวมีหน่วยงาน ไปอยู่ในจังหวัดพัทลุงเพื่อที่จะแก้ไขฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพคนทํานา

แล้วก็เรื่องสุดท้ายผมอยากให้รัฐบาลช่วยรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนได้ ประหยัด ขณะนี้ในพื้นที่ภาคใต้เศรษฐกิจภาคใต้ดีที่สุดในประวัติการณ์ ราคายางไม่เคยสูง ขนาดนี้ครับ สูง ๑๘๐ บาท แต่ว่าผมก็เห็นพี่น้องประชาชนไม่ค่อยประหยัด ผมอยากให้ รัฐบาลได้ช่วยรณรงค์ให้พี่น้องชาวใต้ได้ประหยัดและเก็บออมเอาไว้เผื่อวันข้างหน้าราคายาง อาจจะมีปัญหาได้ เขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ผมจึงขออนุญาตเรียนท่านประธาน ๓-๔ เรื่องครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณชมภู จันทาทอง

นางชมภู จันทาทอง หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องที่จะมาปรึกษาหารือท่านประธานผ่านไปหน่วยงานที่รับผิดชอบตามที่ดิฉัน ได้ลงพื้นที่ เนื่องจากหมู่ที่ ๑ บ้านน้ําเป ตําบลรัตนวาปี อําเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ท่านประธานคะ เบิกจ่ายเงินงบประมาณโครงการเพิ่มศักยภาพหมู่บ้านคืองบประมาณ เอสเอ็มแอล (SML) เมื่อสมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ จะเป็นโครงการเอสเอ็มแอล ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ ท่านประธานคะยังเบิกเงินไม่ได้ ทางพี่น้องประชาชนหมู่ที่ ๑ ก็ได้ทําหนังสือเพื่อ ประสานไปทางจังหวัดตั้งแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ทางจังหวัดก็ติดตามมาตลอด แต่ก็เงียบไป แล้วก็ทําหนังสืออีกฉบับหนึ่งวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ จนได้ทราบว่า ทางจังหวัดนั้นได้ทํารายงานเบิกเงินของหมู่บ้านนี้รหัสผิด ก็เปลี่ยนรหัสหมู่บ้านเสร็จ เรียบร้อยก็ยังเงียบไปอีก ทางจังหวัดก็ทําหนังสืออีกครั้งหนึ่ง สุดท้ายก็เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ ทางจังหวัดก็ได้รับการตอบจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบ เปลี่ยนจากงบเอสเอ็มแอลก็เป็นอยู่ดีมีสุข ก็บอกว่าอยู่ในวาระในการติดตามอยู่ เมื่อวานนี้ ดิฉันก็ประสานไปทางส่วนกลางก็ยังไม่ทราบว่างบประมาณนี้จะได้หรือเปล่า เพราะว่า หมู่บ้านนี้เขาได้สร้างศาลาส่งเสริมการท่องเที่ยวริมโขง เขาได้รับเงินจากเอสเอ็มแอลนั้นในงบ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ดิฉันก็อยากฝากทางท่านประธานผ่านไปทางหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักนายกรัฐมนตรีว่างบประมาณตรงนี้ทางผู้รับเหมาเขาก็มาทวงถาม พี่น้องประชาชนหมู่ที่ ๑ ของหมู่บ้านน้ําเป ตําบลรัตนวาปีตลอด อยากฝากให้ติดตามคืบหน้า ในการเบิกเงินนะคะ

เรื่องที่ ๒ งบประมาณอยู่ดีมีสุขของรัฐบาลชุดนี้ ดิฉันออกไปเยี่ยมเยียนพี่น้อง ประชาชน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ทําหนังสือมา

นางชมภู จันทาทอง หนองคาย

ส่วนมาก ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เบิกเงินไม่ได้ แล้วก็โครงการไม่ผ่าน มีการเรียกเก็บเงิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อยากฝากไปทาง ท่านนายกรัฐมนตรีทราบหรือเปล่า ขอบคุณมากค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์

นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรครวมชาติพัฒนา ท่านประธานคะ ดิฉันขอหารือเรื่องเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งดิฉันได้ยื่นกระทู้แล้วก็ยื่น ญัตติเข้ามาตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ไม่ได้รับการกระทู้ กระทู้ไม่ได้จัดเข้าวาระ แล้วก็ญัตติ ก็ไม่ได้พูด ดิฉันจึงจะขอผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการเกษตร เนื่องจากว่าตอนนี้เราประกันราคามันสําปะหลังอยู่ที่ ๑.๗๐ บาท ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ พอปี ๒๕๕๔ นั้นประกันอยู่ที่ ๑.๙๐ บาท ในกรณีที่ประกันราคานั้นราคาเพิ่มขึ้น ทีนี้ประชาชน เขาสนใจว่าอยากจะให้รัฐบาลนั้นประกันราคาเพิ่มขึ้นอีก เพื่อที่มันสําปะหลังจะได้เพิ่มขึ้น แต่เพียงแต่ว่าดิฉันอยากจะให้ทางรัฐบาลมุ่งเน้นในเรื่องเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เนื่องจากว่าในภาคอีสานนั้นปลูกได้แค่ ๑ ไร่ ๓ ตัน แต่ว่าดิฉันได้ไปดูงานอยู่ที่อําเภอ คลองหาด จังหวัดสระแก้ว ได้ผลผลิตของมันสําปะหลังนั้น ๑ ไร่ต่อ ๓๐ ตัน ถ้าหากว่าเรามา คํานวณราคาที่เพิ่มขึ้นอยู่ขณะนี้ ราคาอยู่ที่ ๓ บาท ๗๐ สตางค์ ๓ บาท ๗๐ สตางค์ ถ้าหากว่าเขาได้ ๓๐ ตันนั้นจะสร้างความร่ํารวยให้เกษตรกรได้อย่างไรนะคะ มองเห็นชัด ๆ เลยว่าร่ํารวยแน่นะคะ ดิฉันจะขอฝากท่านประธานผ่านถึงท่านรัฐมนตรีว่า จัดงบประมาณให้ กรมวิชาการแล้วก็ขยายพื้นที่ไปวิเคราะห์วิจัยแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัด ว่าในจังหวัดนี้สามารถ ที่จะเพิ่มผลผลิตจากมันสําปะหลังที่ได้ ๑ ไร่ ๓ ตันนั้นเพิ่มให้ขึ้นได้มาเป็น ๕ ตัน ๘ ตันหรือ ๑๐ ตัน ไม่ถึงขนาดจะต้องให้ถึง ๓๐ ตันหรอกนะคะ ดิฉันขอฝากท่านประธานนะคะ

และอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ดิฉันอยากขอฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม มีการศึกษาเรื่องรางรถไฟบัวใหญ่-มุกดาหาร ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนปัจจุบันนี้ ยังได้เห็นว่าการจัดงบประมาณแค่อีก ๓๐ ล้านบาทจะศึกษาไปถึงไหน ดําเนินการก่อสร้าง เลยค่ะ จัดงบประมาณให้เลยนะคะจากเส้นบัวใหญ่-มุกดาหาร ตอนนี้มีสะพานข้ามแม่น้ําโขง เกิดขึ้นที่จังหวัดมุกดาหาร แล้วถ้าไม่มีรถไฟขนส่งผลผลิตทางการเกษตรหรือขนส่งผู้โดยสารก็ ไม่สามารถที่จะยกฐานะหรือพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ําโขงนี้ได้ ดิฉันขอฝากท่านประธาน ผ่านถึงท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านที่ดูแลเรื่องการเกษตรและเรื่องรถไฟบัวใหญ่-มุกดาหาร ขอบคุณค่ะท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เดี๋ยวจะดําเนินการครับ ต่อไปคุณอนุรักษ์ บุญศล

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ และ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องเงื่อนไขการค้ําประกันการกู้ ชพค. ของครูทั้งรัฐ เอกชนและบุคลากรทางการศึกษา ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากครู ทั้งภาครัฐ โรงเรียนเอกชนและบุคลากรทางการศึกษาว่าการกู้เงิน ชพค. หรือที่เรียกกันว่า สวัสดิการ สก.สค. นั้นมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพคะ การกู้ ชพค. นั้น จํานวนประชากรที่ขอกู้อยู่เดี๋ยวนี้ที่ยังไม่ได้รับเงินกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ราย เพราะว่าเงื่อนไข ของ สก.สค. ของแต่ละจังหวัดนั้นไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกันนะคะ อย่างเช่นจังหวัดสกลนครนั้น ผู้ขอกู้ ชพค. นั้น คนค้ําประกันจะเป็นเฉพาะให้เฉพาะข้าราชการครูในจังหวัดสกลนคร เท่านั้น ดิฉันจึงมาร้องขอท่านรัฐมนตรีและผู้มีอํานาจสั่งการ และ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าให้ข้าราชการครูทั้งประเทศเป็นผู้ค้ําประกันได้หรือไม่ ไม่จํากัดเฉพาะข้าราชการครูใน จังหวัดนั้น ๆ นะคะ และเงื่อนไขต่อไปค่ะ ให้ข้าราชการทุกสังกัดหน่วยงาน ทุกกระทรวง ทบวง กรม ค้ําประกันได้หรือไม่ ไม่จําเพาะเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ เงื่อนไขต่อไปค่ะ ใช้ หลักทรัพย์ของตนเองค้ําประกันได้หรือไม่ และเงื่อนไขต่อไปค่ะ ใช้บัญชีเงินสดของคนอื่นค้ํา ได้หรือไม่

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

กรุณาทําเป็นเอกสารมา ก็จะสะดวกครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

จบแล้วค่ะ การผ่อนปรนเงื่อนไข อย่างเป็นธรรมเป็นการนําผู้มีรายได้น้อยสู่แหล่งทุน ขอบพระคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญคุณวัชระ เพชรทอง

นายวัชระ เพชรทอง กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับจดหมายร้องเรียนจากนายต่อพงษ์ คล้ายมนต์ ประธานนักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ ๖ สโมสรนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ว่าบรรดาน้อง ๆ นักศึกษาแพทย์นั้นยังต้องการได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยมหิดลเช่นเดิม อยากให้กรุงเทพมหานครไปดําเนินการ

เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากท่าน พันตํารวจโท ประมวล สมพงศ์ ขอให้ปรับปรุงซอยเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ ๔ ซอยสินสมบูรณ์ เขตหนองแขม

เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากบรรดาน้อง ๆ เด็ก ๆ และเยาวชนว่า ตามที่มีข่าวว่าจะเคอร์ฟิว (Curfew) เด็กอายุ ๑๘ ปี ห้ามออกนอกบ้านหลัง ๔ ทุ่มนั้น ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเด็กและเยาวชนหรือไม่ ขอความชัดเจนจากรัฐบาลในเรื่องนี้

เรื่องที่ ๔ ท่านประธานที่เคารพครับ สืบเนื่องจากการชุมชนของพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสันติอโศกของท่านโพธิ์รักษ์ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือพี่น้องกลุ่มอื่น ๆ ที่มาชุมนุม ต้องการให้รัฐบาลนั้นได้ดูแลรักษาความปลอดภัยกับพี่น้อง ที่มาชุมนุมทุกกลุ่ม ทุกองค์กร ไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของสื่อมวลชน ความปลอดภัยของพี่น้องกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความปลอดภัยของ พี่น้องสันติอโศก และความปลอดภัยของพี่น้องที่มีความนิยมในกลุ่มของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร และข้อเรียกร้องต่าง ๆ นั้น รัฐบาลทําได้หรือไม่ก็ควรชี้แจงให้ชัดเจน

เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ สืบเนื่องจากคุณวีระ สมความคิด ซึ่งขณะนี้ ติดคุกอยู่ที่ประเทศกัมพูชาถือว่าเป็นการที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศมีความรู้สึก เสียใจที่รัฐบาลกัมพูชาทําอย่างนั้น ผมต้องการที่จะให้รัฐบาลได้ตรวจสอบว่า จากนโยบาย ของรัฐบาลมีเงินงบประมาณจากกระทรวง ทบวง กรม ที่ไปช่วยเหลือประเทศกัมพูชา ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ตัดลงทั้งหมดได้หรือไม่ ตัดงบประมาณที่จะช่วยเหลือประเทศกัมพูชา ทั้งหมด ทุกบาททุกสตางค์ได้หรือไม่ เพราะเขาทํากับประเทศไทย ทํากับประชาชนชาวไทย ถึงขนาดนี้ ขอขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภายินดีต้อนรับครับ คณะผู้บริหารเทศบาล ตําบลสนม จังหวัดสุรินทร์ ด้วยความยินดีนะครับ ขณะนี้เรากําลังให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปรึกษาหารือเรื่องที่ผู้แทนราษฎรได้ออกไปเยี่ยมเยือนพี่น้อง ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เขาก็มาแจ้งให้สภาทราบ สภาก็จะได้ดําเนินการตามขั้นตอน ส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสะสางปัญหาเหล่านั้นให้กับพี่น้องประชาชน ก็เรียนให้ทราบว่า ถ้าผู้แทนเขาขยันเขาก็มา คนที่ไม่ขยันเขาก็ไม่มา อย่างนี้เป็นต้น ก็ดูเอาก็แล้วกันครับ เพราะ ท่านเป็นผู้บริหารเทศบาล เป็นหน่วยต้นนะครับ ก็แจ้งให้ทราบ ทุกคนเขาขยันทั้งนั้นครับ รถมันติดเลยมาไม่ค่อยได้ ตอนเช้า แต่ผมก็ต้องมาแต่เช้าเพราะรับปากไว้ว่า ๐๘.๓๐ นาฬิกา วันนี้ จะให้ปรึกษาหารือกัน เพราะว่าค้างมานานแล้ว ต่อไปเชิญคุณพงศ์พันธ์ สุนทรชัย ครับ

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ได้นําเรียนท่านประธานเพื่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ท่านประธานครับ ลําน้ําสวยซึ่งเป็นลําน้ําที่รับน้ําจากจังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ อําเภอบ้านผือ รับน้ําผ่านไปจังหวัดหนองคายลงแม่น้ําโขง ในช่วงหน้าน้ําจะได้รับผลกระทบ อย่างแรง น้ําท่วม บริเวณที่น้ําไหลผ่าน หน้าแล้งชาวบ้านหวังที่จะทํานาปรัง ปรากฏว่า เกิดน้ําแล้ง เพราะฉะนั้นฝากหน่วยงานเร่งรัดในเรื่องโครงการจัดทําแผน เพื่อที่จะขุดสระ ในลําน้ําก็ได้ แล้วก็ทําแก้มลิงโดยด่วน เพื่อที่จะให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ได้คลาย ความกังวลลงไปนะครับ

เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการทําถนน ๘ ช่องจราจรที่กรมทางหลวง ได้ดําเนินการอยู่ บริเวณช่วงจากตัวเมืองออกไปยังที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ทําครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นอยากให้เร่งรัดในเรื่องการทําเพื่อเป็นหน้าตา ของทั้ง ๒ ประเทศ อย่าได้ทําครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทําให้จบเส้นทางเพียงแค่ ๑ กิโลเมตรเดียว นี่ทําแค่ ๕๐๐ เมตร ยังไม่แล้วเสร็จ

เรื่องที่ ๓ การทําถนน ๔ ช่องจราจรจากอําเภอเมืองไปยังอําเภอโพนพิสัย ขาดช่วงอยู่ประมาณ ๒๐ กิโลเมตรเศษ ๆ เป็นปัญหามาก เพราะเป็นเส้นทางจราจรของ รถบรรทุกสินค้า รถบรรทุกทราย เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจากช่วง กม. ๑๐ ถึง กม. ๓๐ จากจังหวัดหนองคายไปอําเภอโพนพิสัย เพราะฉะนั้นฝากทางกรมทางหลวงได้เร่งดําเนินการด้วย

เรื่องสุดท้ายมีปัญหามากในเรื่องของการจราจรของพี่น้องในอําเภอสระใคร โดยเฉพาะตําบลบ้านฝางจากบ้านบักฮุ่งถึงบ้านขี้เหล็ก ช่วงนี้เหลืออยู่ประมาณสัก ๑ กิโลเมตร จากช่วงทาง ๕ กิโลเมตร ได้รับการทําเป็นถนนคอนกรีตลาดยางผสมกันไปแล้ว ประมาณ ๔ กิโลเมตร ลําบากมากครับ ช่วยกรุณาได้ไปดูแลอย่างเร่งด่วนด้วย ขอบคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญ คุณรังสิมา รอดรัศมี

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันขอหารือ ๕ เรื่องนะคะ

เรื่องที่ ๑ ดิฉันเคยเรียนท่านประธานแล้วว่าพี่น้องประชาชนที่เช่าที่การรถไฟ เขาอยากเสียค่าเช่า แต่ทางการรถไฟไม่ยอมไปเก็บค่าเช่า ค่าเช่าที่เขายอมเสียนี้คือเสีย ในราคาเดิมนะคะ ไม่ใช่ราคาที่ขึ้น แล้วก็คืบหน้าอย่างไรท่านประธานช่วยแจ้งด้วยนะคะ เพราะว่าพูดไปเป็นปีแล้ว

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คืออย่างนี้ ผมว่าให้ท่าน ส.ส. รังสิมา เขียนชื่อเลยว่ามีใคร แล้วผมจะได้ทําไปให้เขาได้ประสานงานตอบให้ท่านทราบ ภายใน ๓๐ วัน

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

ส่งท่านประธานไปแล้วค่ะ คราวที่แล้ว

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่มีชื่อครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

มีค่ะ รายชื่อเป็นหางว่าวเลยค่ะ เดี๋ยวดิฉันเอามาให้ใหม่ก็ได้ ไปค้นก่อนค่ะ ไม่ได้แล้วให้มาบอกดิฉันนะคะ

เรื่องที่ ๒ เรื่องบัตรประชาชน เมื่อวานนี้มีกฎหมายบัตรประชาชน แต่ดิฉัน ไม่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะคนไทยผลัดถิ่นเท่านั้นนะคะที่ไม่ได้เป็นคนไทย อยากจะเรียนท่านประธานว่าขณะนี้จังหวัดต่าง ๆ ก็มีปัญหามาก เป็นคนไทยแต่ไม่ได้ บัตรประชาชน อยากให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้สํารวจว่าใครตกสํารวจบ้าง เป็นคนไทย ไม่มีบัตรประชาชนต้องมาร้องผู้แทนราษฎร ทุกอาทิตย์เลย พอร้องผู้แทนราษฎรแล้วถึงจะได้ นี่ผู้แทนราษฎรก็ต้องรับภาระมาก แทนที่กระทรวงมหาดไทยจะไปดําเนินการสํารวจว่าใคร ตกสํารวจบ้าง สิทธิประโยชน์เขาจะได้ได้ ไม่ว่าจะเป็นรักษาพยาบาลหรือว่าสวัสดิการต่าง ๆ

เรื่องที่ ๓ คือความก้าวหน้าของข้าราชการตํารวจที่จบปริญญาโทได้ร้องเรียน มาที่ดิฉัน เมื่อวาน พ.ร.บ. ตํารวจเข้าดิฉันก็ไม่ได้สงวนไว้ เพราะเรื่องมันเกิดจากที่ พ.ร.บ. ผ่านไปแล้ว ก็อยากจะให้เห็นถึงความสําคัญของข้าราชการตํารวจที่จบปริญญาโทแล้วจะได้ เอาความรู้ความสามารถมาใช้

เรื่องที่ ๔ คือเรื่องลูกจ้างในสภา เงินพิเศษของลูกจ้างสภาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ จนปัจจุบันนี้ยังไม่ได้รับ ขอให้ท่านประธานช่วยดูให้หน่อยนะคะ

เรื่องสุดท้าย เรื่องสี่แยกไฟแดงจากสะพานวัดนางวัง ขณะนี้จราจรเวลา มีเทศกาลรถจะติดมากเลยที่ตลาดน้ํายามเย็นที่สมุทรสงคราม แล้วนี่จะมีงานส้มโออีกนะคะ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากทางกระทรวงคมนาคมให้ไปทําสี่แยกไฟแดงตรงสะพานวัดนางวัง ให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณนิยม วรปัญญา

นายนิยม วรปัญญา ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียน จากราษฎรในช่วงระยะเวลาสภาปิดนี้มากมายครับ วันนี้จะขอเรียนขอรับการสนับสนุน จากท่านประธานมีอยู่ทั้งหมด ๘ โครงการครับ ๑. นวดแผนไทย ๒. ยาสมุนไพรไทย ๓. ตัดแต่งผมชาย หญิง ๔. ซ่อมเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ๕. ซ่อมเครื่องไฟฟ้าและไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ๖. ขอให้กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยช่วยซ่อมถนนที่เกิดภัยพิบัติแล้ว บัดนี้น้ําแห้งไปหมดแล้วก็ยังไม่ได้ทําการซ่อม ขอให้ช่วยเร่งซ่อมให้ และ ๗. ขอให้ขุดลอก ลําแม่น้ําป่าสักซึ่งตื้นเขิน เพื่อให้เป็นแหล่งเก็บน้ํา เป็นแก้มลิงไว้เป็นน้ําใช้ฤดูแล้ง ๘. ขอให้ ขุดลอกคลองลํานารายณ์ให้เชื่อมกับแม่น้ําป่าสักเป็นแก้มลิงเช่นเดียวกัน รายละเอียด ผมขอส่งเป็นหนังสือ เพราะว่ามีรายละเอียดบอกตําแหน่งหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายก อบต. กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรอิสระภาคเอกชน ที่อาสาสมัครมาช่วยโดยไม่ได้ขอรับค่าตอบแทน ให้ร่วมด้วยช่วยกันสํารวจในแหล่งที่เหมาะสม แล้วก็ทําประชาคมว่าอันไหนที่จะควรทําก่อนหลัง ไม่อย่างนั้นก็แย่งกันทําทําพร้อม ๆ กัน คงไม่ได้ งบประมาณคงไม่พอ ขอส่งเป็นหนังสือกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส. กทม.

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร ขอกราบเรียนหารือท่านประธานถึงประเด็นปัญหาเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรี ได้ไปตรวจเยี่ยมบริเวณพื้นที่ชุมชนนวลจิตในเขตวัฒนา ซึ่งทางรัฐบาลเองก็ได้ให้นโยบาย ในเรื่องของการปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรม แต่ประเด็นที่ยังมีความสําคัญที่ต้อง กราบเรียนท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ทางกรุงเทพมหานคร การไฟฟ้านครหลวง และการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย เนื่องจากว่าในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต ๒ ที่ผมได้รับเลือกตั้งมา ไม่ว่าจะเป็นเขตยานาวา สาธร บางคอแหลม คลองเตย และวัฒนา หรือแม้แต่ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครอีกหลายแห่งยังมีพื้นที่มืดเปลี่ยว ซึ่งจําเป็นต้องได้รับ การผลักดันในเรื่องของการติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง รวมทั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่เรียกกันว่า ซีซีทีวี (CCTV) ซึ่งที่ผ่านมาทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง บช.น. และกรุงเทพมหานครได้ดําเนินการเร่งรัดในการติดตั้ง แต่ว่าในปัจจุบันเองจากปัญหา ยาเสพติดแล้วก็ในเรื่องของปัญหาอาชญากรรมที่แพร่ระบาดก็จําเป็นอย่างยิ่งที่ในพื้นที่พี่น้อง ประชาชนก็ได้ร้องเรียน แล้วก็เชื่อมั่นว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองทุกท่านก็จะมีความเป็นห่วงในเรื่อง ของปัญหายาเสพติด ปัญหาอบายมุข แล้วก็ปัญหาอาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ใต้ทางด่วน พื้นที่ตรอกซอกซอยถ้ามีโอกาสได้รับการเร่งสํารวจแล้วก็ติดตั้งกล้องไฟฟ้า วงจรปิดและกล้องซีซีทีวีก็จะช่วยทําให้การป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไข อย่างทั่วถึงนะครับ ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ได้ฝากไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบพระคุณครับ ต่อไป คุณนิยม เวชกามา

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กระผมต้องขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยว กระทบความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่หลายแห่งในจังหวัดสกลนคร เนื่องจาก ขณะนี้ปรากฏว่ามีกลุ่มพ่อค้าเข้าไปตั้งโรงย่อยไม้ ซึ่งพี่น้องบอกว่าโรงย่อยไม้ ผมไม่ทราบว่า วันนี้มันเป็นไปได้อย่างไร พอหลังจากปิดป่าไปแล้ววันนี้พี่น้องประชาชนบ้านผมจะมีป่า หลงเหลือแล้ว ซึ่งโรงย่อยไม้นี้สกลนครมีถึง ๗ แห่งครับ ในเขตพื้นที่อําเภอโพนนาแก้ว บ้านวังปลาเซือม อําเภอกุสุมาลย์ บ้านสนามบิน แล้วก็อําเภอวานรนิวาส อําเภอภูพาน ตลอดข้ามไปที่เขตอําเภอสมเด็จ หากถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากระทรวงมหาดไทยก็ดี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ดี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ดี กระทรวง อุตสาหกรรมก็ดีไม่เข้าไปดูแลอย่างจริงจังแล้ว ผมเกรงว่าป่าไม้ที่บ้านผมอําเภอภูพาน ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งจะกลายเป็นภูเขาหัวโล้น เพราะฉะนั้น ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งพี่น้องประชาชนเรียกร้องและสอบถามมาว่าปืนที่ถูกทาง ราชการเก็บไป กระทรวงมหาดไทยของท่านเก็บไป ตั้งแต่สมัยชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง หายไปหมด ทั้งที่อําเภอโพนนาแก้ว อําเภอเมือง ในเขตตําบลม่วงลาย ตําบลโคกก่อง วันนี้ ไม่ได้ส่งคืนมาและหลังจากเก็บเกี่ยวตอนนี้โจรผู้ร้ายชุกชุม วัว ควาย ก็หาย ข้าวในนาถูกลัก ในเล้าในฉางถูกลักหมด วันนี้ไม่มีอาวุธปืนลูกซองที่จะมาดูแลสมบัติของตัวเองซึ่งเป็นปืนของ ราชการ อันนี้สอบถามว่าไปไหน เมื่อไรจะคืนให้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวรงค์ เดชกิจวิกรม

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมมีเรื่องที่จะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและทางรัฐบาล เกี่ยวกับห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลพุทธชินราช ผมได้รับการร้องเรียนจากเพื่อนข้าราชการโรงพยาบาลพุทธชินราช ก็คือคุณหมอและ พยาบาล ตลอดจนพี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะเวลาเกิดอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน เนื่องจากว่าห้องฉุกเฉินห้องจะเล็กมาก เวลามีอุบัติเหตุประชาชนได้รับบาดเจ็บ เยอะ ๆ สัก ๒๐-๓๐ คนไปใช้บริการห้องฉุกเฉินห้องจะเล็ก ต้องเอาประชาชนไปนอนรออยู่ บริเวณข้างนอก ผมทราบข่าวมาก่อนหน้านี้ว่าทางท่านรัฐมนตรี ท่านวิทยา แก้วภราดัย สมัยนั้นเคยอนุมัติการก่อสร้างตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินให้กับโรงพยาบาลพุทธชินราช ตอนนั้นก็ประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ท่านกรณ์ จาติกวณิช ขณะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังด้วย ก็เคยไปเยี่ยมชมที่จะมีการก่อสร้าง แต่ไป ๆ มา ๆ โครงการดังกล่าว ได้ถูกตัดทิ้งไป คือทางโรงพยาบาลพุทธชินราชเองมีความจําเป็นที่จะต้องใช้ตึกอุบัติเหตุ ฉุกเฉินในการบริการผู้ป่วยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง จึงอยากกราบเรียนท่านประธานช่วย ทําเรื่องไปยังรัฐบาลให้จัดทํางบประมาณเพื่อดูแลโครงการนี้ด้วย ผมมีเรื่องที่จะเรียนเพิ่มเติม เนื่องจากว่าพอมีเวลาพี่น้องเกษตรกรชาวนาฝากขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีในการแก้ปัญหา ภัยพิบัติ น้ําท่วมครั้งล่าสุดใน ๒ กรณี คือกรณีที่ ๑ ชื่นชมรัฐบาลว่าท่านนายกรัฐมนตรีทําได้ เร็วมาก คือพื้นที่แถวบ้านผมลงทะเบียนช่วงเดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าเดือนมกราคม เงินมาแล้ว พี่น้องชาวนาก็ตกใจว่า โอ ไม่คิดว่าจะทําได้เร็วขนาดนี้ เพราะก่อนหน้านี้เวลา น้ําท่วมทีหนึ่งใช้เวลาประมาณ ๘ เดือนถึง ๑๐ เดือน แต่ครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน นอกจากนี้แล้วเขาก็ฝากชื่นชมมาว่าครั้งนี้ได้รับการเยียวยาที่คุ้มค่า เนื่องจากว่าน้ําท่วมครั้งนี้ ได้รับการดูแลถึง ๓ สิทธิ ก็คือ ๑ ได้รับเงินช่วยเหลือ ๖๐๐ บาท มาเป็น ๒,๐๙๘ บาท และ กรณีที่ ๒ คือได้รับเงินส่วนต่างของโครงการประกันรายได้ด้วย และสิทธิที่ ๓ ที่เขาได้รับก็คือ เขาได้รับพันธุ์ข้าวในการดูแลกรณีน้ําท่วมด้วย ก็เลยฝากชื่นชมมายังท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คนสุดท้าย ท่านฐิติมา ฉายแสง เพราะเวลาเลยมาชั่วโมงกว่าแล้วครับ ส่วนอีก ๓ ท่านเอาไว้วันหน้า เชิญครับ

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต หารือ ๓-๔ เรื่องด้วยกันนะคะ

เรื่องแรก สะพานข้ามคลองบางพระซึ่งอยู่ระหว่างตําบลบางพระ กับเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรานั้นมีสภาพแคบเกินไป เกิดอันตรายได้ง่าย ประชาชนจึง ร้องขอมาขอให้ทําให้กว้างขึ้น

เรื่องที่ ๒ ก็คือว่า สะพานเช่นเดียวกันค่ะ เป็นสะพานไม้ ต้องการเป็นสะพาน คอนกรีต ของตําบลบางเตย หมู่ที่ ๗ ชื่อสะพานว่า ข้ามคลอง สะพานนี่ข้ามคลองอยู่ในซอย ทรัพย์สิน ต้องการกว้าง ๖ เมตร ยาว ๒๘ เมตร ข้างทางก็ข้างละ ๑ เมตร อีกสะพานหนึ่งค่ะ หมู่ที่ ๗ เช่นเดียวกัน ของตําบลบางเตย อําเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา คือ ข้ามคลองแคบ บางเตย เป็นสะพานไม้ ต้องการเป็นสะพานคอนกรีตกว้าง ๖ เมตร ยาว ๓๒ เมตร ข้างทาง ข้างละ ๑ เมตร ทั้ง ๒ สะพานนี้คือแคบเกินไป แล้วก็เป็นไม้ ซึ่งเป็นอันตรายได้

อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสําคัญมากเช่นเดียวกัน คือ ประชาชนจากตําบลหนองไม้แก่น อําเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรานั้น นําโดยท่านประธานชมรมกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ตําบล หนองไม้แก่น ได้มาร้องเรียนเรื่องของประปาค่ะ ท่านคะ มีปัญหามากว่า น้ําใช้นี่ เรียกว่า ทั้งไม่ได้คุณภาพ จึงอยากที่จะได้ประปาหมู่บ้านไว้ใช้ในตําบลหนองไม้แก่นซึ่งอยู่ในอําเภอ แปลงยาว กันดารมากค่ะท่านประธาน ขออนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยทั้ง ๔ ประการด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขณะนี้มีผู้เซ็นชื่อเข้าประชุม เกิน ๑ ใน ๕ ในการตอบกระทู้ถาม ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปเป็นกระทู้ถามทั่วไปนะครับ มีอยู่ ๓ กระทู้

กระทู้แรก ขอความอนุเคราะห์สนับสนุนงบประมาณในการเวนคืนที่ดิน และก่อสร้างถนนในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ (ของ คุณขยัน วิพรหมชัย) ถามรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ

เชิญเจ้าของกระทู้ครับ

นายขยัน วิพรหมชัย ลําพูน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ขอกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องความคืบหน้า

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอถามกระทู้ ไม่ใช่ กระทู้ถามครับ

นายขยัน วิพรหมชัย ลําพูน 🔗

ขอโทษครับ ขอตั้งกระทู้ถาม ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องความคืบหน้าการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมือง ค. ๑-ค. ๓ ของจังหวัดลําพูน ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านก็ได้กรุณา มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯพณฯ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ซึ่งได้ ให้ความสนใจและใส่ใจต่อปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ทั้งเรื่องของน้ําท่วม เรื่องของฝนแล้งและเรื่องของภัยหนาว ก่อนอื่นต้องถือโอกาสได้กราบ ขอบพระคุณทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้จัดทําแผน ป้องกันน้ําท่วมในพื้นที่เขตเมืองและเขตชานเมืองของจังหวัดลําพูน ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ จังหวัดลําพูนได้งบประมาณของกรมโยธาธิการไปร่วม ๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการ แก้ไขปัญหาเรื่องของภัยน้ําท่วมในพื้นที่จังหวัดลําพูนอย่างถาวร ท่านประธานที่เคารพครับ แต่เนื่องจากว่าโครงการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมือง ค.๑-ค.๓ จังหวัดลําพูนถือว่ามีความสําคัญต่อ วิถีชีวิตของคนจังหวัดลําพูน ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้ผมได้ทําหน้าที่ ในฐานะ ส.ส. มาเป็นระยะเวลา ๒ ปีเศษ ได้ให้ความใส่ใจสนใจปัญหาโครงการก่อสร้างถนน เลี่ยงเมือง แล้วก็ได้ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมได้ใส่ใจและสนใจเพราะเห็นว่าจังหวัดลําพูนนั้นเป็นจังหวัดที่เป็น เมืองโบราณ มีอายุถึง ๑,๔๐๐ ปี มีโบราณสถานที่มีความสําคัญเก่าแก่ นอกจากนั้นก็ยังเป็น เมืองเกษตร เป็นเมืองอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมืองเกษตรนั้นเป็นเมืองที่ถือว่าผลิตลําไยที่มี คุณภาพดีที่สุดในโลก แต่ละปีก็สร้างมูลค่าเรื่องของการส่งออกเป็นจํานวนเงินนับหลาย พันล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าจังหวัดลําพูนเป็นเมืองเก่าแก่ มีโบราณ สถานที่เก่าแก่ แล้วก็เป็นเมืองที่เป็นย่านนิคมอุตสาหกรรม เป็นศูนย์กลางของความ เจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ มีการจ้างงานปีหนึ่งนับแสนคน ในเขตพื้นที่เมืองจังหวัดลําพูนนั้น นอกจากเป็นเมืองโบราณแล้วยังเป็นศูนย์ราชการที่ตั้งศาลากลาง สถานที่ราชการ โรงเรียน ในช่วงเช้าท่านประธานที่เคารพครับ คนมาทํางาน คนมาโรงเรียน ก็จะเกิดการจราจรติดขัด ในเขตเมืองทั้ง ๔ จุด ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องของอุบัติเหตุ เรื่องของการจราจร คนมาทํางาน รถบรรทุก ๑๐ ล้อ รถบรรทุกหินดินทรายก็ใช้ถนนในเขตเทศบาลเมือง ซึ่งทําให้ถนนชํารุด ทรุดโทรมตลอดถึงโบราณวัตถุ และนอกจากนั้นสิ่งสําคัญได้เกิดอุบัติเหตุทําให้ประชาชน โดยทั่วไปเสียชีวิตจากการจราจรคับคั่งปีหนึ่งเป็นจํานวนนับหลายสิบคน ถ้าคิดเป็นตัวเงิน แล้วคิดเป็นจํานวนมากมหาศาลซึ่งไม่สามารถตีเป็นมูลค่าเงินได้ จากสภาพปัญหาและความ เดือดร้อนดังกล่าวทางจังหวัดลําพูนร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้วางแผน ทําผังเมืองในการที่จะก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองนับตั้งแต่ในเขตตําบลต้นธง ตําบลในเมือง และตําบลเหมืองง่า เพื่อที่จะเป็นการแก้ไขความเจริญเติบโตของเมืองและแก้ไขปัญหาจราจร แออัด จึงได้มีกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินในเขตพื้นที่ตําบลต้นธง ตําบลเหมืองง่า ตําบลในเมือง เมื่อ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และพระราชกฤษฎีกามีระยะเวลา ๔ ปี และได้หมดลงในปี ๒๕๕๓ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความกรุณาในการต่อพระราชกฤษฎีกาเวนคืนอีก ๔ ปี ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ ในช่วงของกฤษฎีกาอยู่ ผมจึงถืออนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานสอบถามไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาตอบกระทู้ของผมในเรื่องที่ ๑ ว่าขณะนี้ความคืบหน้าของโครงการ ก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองจังหวัดลําพูนคืบหน้าไปถึงไหน อย่างไร ผมได้ตั้งกระทู้ถามเป็น ครั้งที่ ๓ แล้วนะครับ ซึ่งพี่น้องชาวลําพูนผมรอฟังอยู่ว่าโครงการถนนเลี่ยงเมืองเส้นนี้รัฐบาล จะได้ให้ความสําคัญ สนใจใส่ใจในการที่จะตั้งงบประมาณในปี ๒๕๕๕ หรือไม่ อย่างไร เพราะจังหวัดลําพูนในส่วนของภาคเหนือทั้งหมดนี่ท่านประธานที่เคารพครับ ยังไม่มีถนน เลี่ยงเมืองสักเส้นหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย รวมทั้งภาคเหนือ ตอนบน เขามีถนนเลี่ยงเมืองหลายเส้นทั้ง ค.๑ ค.๒ ค.๓ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงอยากถืออนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทยในประเด็นที่ ๑ ว่าขณะนี้ความคืบหน้าของการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมือง มีความคืบหน้าไปลักษณะใดอย่างใดไปเบื้องต้นครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยตอบ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอตอบกระทู้ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดลําพูน ก่อนอื่นต้องขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนจังหวัดลําพูนที่ท่าน ส.ส. นายขยัน วิพรหมชัย เป็นผู้แทนของ พี่น้องของประชาชน ก็ได้ติดตามให้ความสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนร่วม เกี่ยวกับปัญหาของ จังหวัดลําพูนต่อเนื่องมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกระทู้การก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองลําพูนนั้น สมัยประชุมคราวที่แล้วท่านสอบถามมา ๒ หน และครั้งนี้เมื่อเปิดสมัยประชุมก็เป็นกระทู้ ที่สอบถามติดตามอีกครั้งหนึ่ง เห็นตรงกันครับว่าในจังหวัด ส่วนราชการก็ดี ประชาชนก็ดี เห็นว่าถ้าได้มีการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองของจังหวัดลําพูนสายนี้แล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการจราจรที่มีความแออัดอยู่ในชุมชน กรมโยธาธิการและผังเมือง สังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีการสํารวจออกแบบ ประมาณการ ค่าใช้จ่ายไว้เป็นที่เรียบร้อยโดยใช้งบประมาณทั้งหมด ๖๐๐ ล้านบาท ในงบประมาณส่วนนี้ จะแบ่งเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้าง ๓๕๐ ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งจะต้องมีการเวนคืนให้กับ พี่น้องประชาชนประมาณ ๔๓๔ รายในพื้นที่เกี่ยวข้องที่ต้องชดเชย ท่านประธานที่เคารพครับ กรมโยธาธิการและผังเมืองนั้นได้ดําเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะรู้ว่าเป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนของจังหวัดลําพูน เหตุที่วันนี้ยังมีความล่าช้า และเป็นประเด็นคําถามของท่าน ส.ส. ขยัน ก็คือว่าขณะนี้พระราชกฤษฎีกาที่จะมี ความเกี่ยวข้องในการเวนคืนที่ดินให้กับพี่น้องประชาชน ๔๓๔ รายไปถึงไหนแล้ว ผมต้อง เรียนว่าเมื่อมีการเวนคืนก็ต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมาย โดยพระราชกฤษฎีกาเดิมนั้น ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ ก่อนจะมีการสิ้นสุด กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ก็ได้มีการยกร่างกฤษฎีกาใหม่ แล้วก็ได้นําเสนอกับคณะรัฐมนตรี โดยผ่านคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อผ่าน ครม. แล้วก็เข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ผู้แทนของ กระทรวงมหาดไทย ของกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ไปชี้แจง และคณะกรรมการกฤษฎีกา มีบางประเด็นที่ต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะแผนที่แนบท้ายในการดําเนินการก่อสร้าง จากนั้นกรมโยธาธิการและผังเมืองไม่ได้นิ่งนอนใจ คณะกรรมการกฤษฎีกาต้องการข้อมูล เพิ่มเติมก็ได้รวบรวมส่ง และขณะนี้ได้ส่งนําเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔ ฉะนั้นในขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่จะมีการตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เพื่อการเวนคืนให้กับพี่น้องประชาชน ๔๓๔ ราย หลังจากพระราชกฤษฎีกานี้มีผลบังคับใช้ ขั้นตอนต่อไปต้องขอเรียนท่าน ส.ส. ขยันและพี่น้องประชาชนจังหวัดลําพูนว่าในส่วนของ กรมโยธาธิการและผังเมืองนั้นได้มีการสํารวจออกแบบประมาณการเรียบร้อย หลังจาก พระราชกฤษฎีกาเสร็จสมบูรณ์ก็จะนําเข้าแผนเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณต่อไป และโครงการนี้มีประโยชน์ครับที่ต้องดําเนินการก่อสร้างครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญถามอีกครั้งครับ

นายขยัน วิพรหมชัย ลําพูน

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ กราบขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ท่านได้ตระหนักเห็นถึงสภาพปัญหา ความต้องการและความเดือดร้อนของพี่น้องชาวลําพูนและเห็นความจําเป็นที่กระทรวง มหาดไทย โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองที่จะบรรจุแผนงบประมาณในการที่จะก่อสร้างถนน ดังกล่าวข้างต้น ต้องถือโอกาสกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ดังที่ท่านได้นําเรียนท่านประธานสภาว่าขณะนี้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมโยธาธิการได้เสนอพระราชกฤษฎีกาไปยังกฤษฎีกาเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม จากการที่ ผมได้มีโอกาสได้ติดตามยังเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบกฤษฎีกา ซึ่งได้มีโอกาสประชุม คณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่หลายครั้ง และท่านก็ได้ตอบผมว่าถ้าหากกระทรวง มหาดไทยได้ส่งเอกสารที่มีความสมบูรณ์มาถึงกฤษฎีกาเมื่อไร ภายใน ๗ วันเขาก็สามารถที่จะ ออกพระราชกฤษฎีกาที่มีความสมบูรณ์ให้กับกรมโยธาธิการและผังเมือง นั่นก็หมายความว่า กระทรวงมหาดไทยได้ส่งไปเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ถ้านับไป ๗ วัน ภายในอาทิตย์หน้า ผมก็ เข้าใจว่าพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ก็คงจะมีความสมบูรณ์ เนื่องจากว่าได้มีพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ แล้ว และขณะนี้เป็นการตอบครั้งที่ ๒ ผมคิดว่าเอกสารแผนที่ แผนผังต่าง ๆ ก็คงจะไม่มีความแตกต่างไปกับอันอื่น จึงถืออนุญาตได้กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กํากับกรมโยธาธิการ และผังเมือง และท่านก็เข้าใจปัญหาของผู้แทนที่ชื่อขยัน วิพรหมชัย ว่าถนนเส้นนี้มีความ จําเป็นและมีความสําคัญอย่างมากต่อการที่จะพัฒนาจังหวัดลําพูน โดยเฉพาะเรื่องของการ แก้ไขปัญหาจราจรเรื่องอุบัติเหตุ เรื่องของการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ จึงสอบถาม ท่านประธานสภาไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า กรณีเช่นนี้ถ้ากฤษฎีกาได้ ตอบเอกสารหรือว่าพระราชกฤษฎีกาที่มีความสมบูรณ์ ภายในอาทิตย์หน้านี้กรมโยธาธิการ และผังเมืองจะได้กรุณาบรรจุโครงการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองเส้นดังกล่าวในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ได้หรือไม่ อย่างไร เพราะผมได้รับการร้องเรียนจากประชาชนทั้งหมด ๔๐๐ กว่าราย ครับท่านประธาน แล้วขณะนี้เขามีความเดือดร้อน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มาถึงปัจจุบัน ปี ๒๕๕๔ เขาไม่สามารถจะเอาที่ดินแปลงดังกล่าวไปทํานิติกรรมจํานองจํานํากรณีใด ๆ ได้ทั้งสิ้น เพราะว่าธนาคารก็ไม่สามารถในการที่จะรับจํานองนิติกรรมดังกล่าวได้ข้างต้น เพราะเขามี ความเดือดร้อน จึงอยากอนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความมั่นใจกับกระผมอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าหากอาทิตย์หน้ากฎหมาย พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีความสมบูรณ์ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จะได้ตั้งงบประมาณเพื่อก่อสร้างถนนเส้นดังกล่าวหรือไม่ อย่างไรครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญตอบครับ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนนี้เมื่อกระทรวงมหาดไทยได้ส่งข้อสังเกตให้กับ คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ก็ขอเรียนว่าเมื่อการพิจารณาของคณะกรรมการแล้วเสร็จ กระทรวงมหาดไทยก็ปฏิบัติตามกระบวนการขั้นตอนอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ว่าโครงการนี้จะ เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ฉะนั้นขอเรียนในชั้นนี้ว่าเมื่อได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ กฤษฎีกาแล้วจะดําเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการของบประมาณเพื่อดําเนินการก่อสร้าง ถนนเลี่ยงเมืองของจังหวัดลําพูนครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จบกระทู้ถามที่ ๑ นะครับ

ต่อไปกระทู้ถามที่ ๒ กระทู้ถามเรื่อง ขอให้ขยายถนนสุขุมวิทสายเก่า ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ ตอนสมุทรปราการ-ชลบุรี เป็น ๔ ช่องทางจราจร ผู้ถามคือ คุณฐิติมา ฉายแสง ถามนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมตอบ

เชิญเจ้าของกระทู้ถาม

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสนําเอาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ ๒ ของจังหวัดฉะเชิงเทราที่ได้เลือกให้ดิฉันเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาทํางานในสภามาพูดจามาอภิปรายแทนพวกเขาในสภา แล้ววันนี้ ดิฉันก็นําความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวฉะเชิงเทราและชาวสมุทรปราการ และประชาชนจากที่อื่นที่เกี่ยวข้องมาอภิปรายในสภาโดยการตั้งกระทู้ถามทั่วไป เพื่อเอา ปัญหาความเดือดร้อนที่จะกล่าวต่อไปนี้หวังว่าทางฝ่ายบริหารจะตระหนักแล้วก็เข้าใจข้อมูล พื้นฐานที่ดิฉันจะพูดต่อ แล้วก็แก้ไขให้พี่น้องประชาชน เพราะว่าดิฉันเองคงต้องใช้อํานาจทาง นิติบัญญัติเป็นอํานาจที่จะมาใช้ในการแก้ปัญหาให้ประชาชนดิฉันทําเองไม่ได้ ต้องถือว่าวันนี้ เป็นวันแรกของการประชุมสภาที่ท่านประธานอนุญาตให้ ส.ส. ได้ตั้งกระทู้และดิฉันได้ตั้ง กระทู้นี้เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ และได้บรรจุเป็นเรื่องที่ ๒ ของวันแรกนี้ ซึ่งถือว่าดิฉันได้ ทําหน้าที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ทันทีด้วยเหมือนกัน กระทู้ถามของดิฉันเป็นกระทู้ถาม เลขที่ ๔๕๐ เป็นเรื่องของการขอให้ขยายถนนเรียกว่าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ ตอน สมุทรปราการ-ชลบุรีให้เป็น ๔ ช่องจราจร หรือเรียกว่าถนนสายสุขุมวิทสายเก่า ประชาชน เข้าใจแบบนั้นซึ่งดิฉันตั้งกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรีแต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ว่างให้ท่าน รัฐมนตรีมาตอบก็ดีนะคะ ไม่เป็นอะไรเพราะท่านดูแลโดยตรงอยู่เช่นเดียวกัน เหตุที่ดิฉัน นําเรื่องของถนนสุขุมวิทสายเก่ามาตั้งกระทู้ถามในครั้งนี้ก็เพราะว่าพี่น้องประชาชนเดือดร้อน จริง ๆ คุณภาพชีวิตของประชาชนย่ําแย่มาก ๆ โดยเฉพาะความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินซึ่งเป็นประเด็นสําคัญที่ดิฉันจะพูดต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยอย่างยิ่ง ถ้าดิฉัน ไม่นํามาพูดจาในสภาครั้งนี้ก็ไม่แน่ใจว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ อย่างไร ท่านประธานคะในเนื้อหากระทู้ของดิฉันเองนั้นจะบอกไว้ว่าถนนที่อยากให้ขยายเป็น ๔ ช่อง จราจรนั้นมีความยาวทั้งสิ้น ๑๘ กิโลเมตรเศษ นั่นคือตอนที่ดิฉันเตรียมข้อมูลดิฉันมองภาพ จากจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งดิฉันเป็นตัวแทนอยู่ มองภาพว่าจากหน้าสถานีขนส่งของจังหวัด ฉะเชิงเทราซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของถนน ๘ ช่องจราจร แต่แล้วก็วิ่งไปได้แค่เพียง ๓.๖ กิโลเมตร เท่านั้นก็ต้องหยุดชะงักไป ถนนสาย ๘ ช่องจราจรที่ดิฉันเริ่มต้นพูดนั้นเป็นถนนที่ได้รับ การอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในสมัย พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ท่านได้อนุมัติไว้ โดยการผลักดันของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้นและคุณวุฒิพงษ์ ฉายแสง เป็น ส.ส. จังหวัดฉะเชิงเทราได้ผลักดันไว้จนกระทั่งได้ ๘ เลน แต่ได้แค่เพียง ๓.๖ กิโลเมตรเท่านั้นเอง ต้องหยุดไปเพราะอะไร เพราะ คมช. มาทํารัฐประหารแล้วยึดอํานาจ แล้วก็ไม่ให้งบประมาณอีกเลย ถนนสายนี้มันยาวเป็น ๒๐ กิโลเมตรเลยนะคะท่านประธาน แต่ปรากฏว่าหยุด เอาละ หยุดก็เลยกลายเป็น ๔ เลน ๔ ช่องจราจรไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ถึงตรงหน้าทางเข้าตลาดบางปะกงเป็นจุดเริ่มต้นแล้วละค่ะที่จะเป็น ๒ ช่องจราจร ทีนี้ ๒ ช่องจราจรตรงนี้มันเป็น ๒ ช่องจราจรที่อยู่บนตําบลบางปะกง เดินทางไปเรื่อย ๆ ท่านมองภาพ ไปเรื่อย ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอตําบลสองคลอง ทั้ง ๒ ตําบลนี้อยู่อําเภอบางปะกง จังหวัด ฉะเชิงเทรา ซึ่งวิ่งไปอีกหน่อยก็จะไปเจอตําบลคลองด่านของอําเภอบางบ่อ จังหวัด สมุทรปราการ ทั้งหมดนี้ละค่ะจาก ๒ ช่องจราจรที่ดิฉันบอกว่าทางเข้าหน้าตลาดบางปะกง วิ่งไป ๑๘ กิโลเมตรเศษ อันนี้ ๒ ช่องจราจร ดิฉันก็นึกว่ามันจบตรงนี้เพราะต่อจากนั้นไปก็ ๔ ช่องจราจร แต่ปรากฏว่ามันไปจบอยู่ที่หลักกิโลเมตรที่ ๕๗ + ๗๐๐ ต่อจากนั้นไปเป็น ๔ ช่องจราจรก็จริง แต่เป็น ๔ ช่องจราจรเพียง ๓.๖ กิโลเมตรเท่านั้นเอง หยุดอีกแล้ว กลายเป็น ๒ ช่องจราจรไปอีก ๑๔.๕ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นมันแคบ ๆ กว้าง ๆ อยู่ ตลอดเวลาไปจนกระทั่งถึงตําบลบางตําหรุ ซึ่งขณะนี้ยกฐานะกลายเป็นเทศบาลตําบลบางปู ไปแล้วเป็นอีก ๑๔.๕ กิโลเมตร รวมทั้งสิ้นแล้วจึงเป็น ๓๓ กิโลเมตร ซึ่งดิฉันอยากจะพูด ในวันนี้คือพูดรวมทั้งหมดจนถึง ๓๓ กิโลเมตร ก็คือถึงเทศบาลตําบลบางปูไปเลย ซึ่งประชาชนนั้นเดือดร้อนมาก เพราะฉะนั้นตําบลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็จะมีตําบลบางปะกง ตําบลสองคลอง ตําบลคลองด่าน ตําบลบางตําหรุ หรือเทศบาลตําบลบางตําหรุ ถามว่าทําไม ดิฉันจึงต้องขอให้ขยายถนนสุขุมวิทสายเก่าให้เป็น ๔ ช่องจราจรทําไม เหตุผลมีอย่างนี้ว่า เส้นทางถนนสุขุมวิทสายเก่านั้นเป็นถนนที่เป็นสายสําคัญมากของประเทศ ประชากรอาศัย อยู่จํานวนมาก ดิฉันมีข้อมูลค่ะว่าถนนเส้นนี้และละแวกใกล้ ๆ กับถนนเส้นนี้นั้นเป็นถนนที่มีผู้คนนั้นมา สัญจรไปมามากมาย เฉพาะใน ๒ ตําบลของจังหวัดฉะเชิงเทราเองที่กล่าวถึง มีวัดถึง ๑๔ วัด โรงเรียน ๒๐ โรงเรียน ชุมชน ๑๓ ชุมชน สุเหร่า ๓ สุเหร่า ศูนย์เด็กเล็ก ๙ ศูนย์ ที่สําคัญมี โรงงานมากถึง ๔๔ โรงงาน นี่คือจังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้น ยังไม่รวมคลองด่าน ยังไม่รวม เทศบาลบางปูหรือตําบลบางตําหรุที่จะมีคนอีกมากมาย ถามว่าประชากรมีเท่าไรเอ่ย ๒ ตําบล จังหวัดฉะเชิงเทรามี ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ประชากรตําบลคลองด่านอีก ๓๐,๐๐๐ คน รวมเป็น ๕๐,๐๐๐ คน ประชากรของตําบลบางตําหรุ ที่บอกยกฐานะไปแล้วอีก ๑๐๐,๐๐๐ คน ๑๕๐,๐๐๐ คนเข้าไปแล้ว และยังมีประชาชนที่พยายามที่จะไปท่องเที่ยว สถานพักตากอากาศบางปู หรือประชาชนที่มาใช้ถนนเส้นนั้นทําอะไร จะไปโรงเรียน จะไป ทํางาน ติดต่อค้าขาย ทําธุระปะปังใด ๆ ไปสถานที่ท่องเที่ยว รวมแล้วกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธาน เยอะขนาดไหน ประชาชนจํานวนมากก็ใช้ถนนเส้นนี้จะไปมอเตอร์เวย์เพื่อจะ เข้ากรุงเทพฯ ก็ดี ไปเมืองชลบุรีก็ดี หรือไปแหลมฉบังก็ดี และรถยนต์ที่วิ่งอยู่ สถิติบอกว่า ๑๒,๔๘๕ คันต่อวัน ในจํานวนนี้ ๕๔ เปอร์เซ็นต์เป็นรถ ๖ ล้อ เมื่อพูดมาถึงตรงนี้มันก็ หมายความว่าถ้ายิ่งมีคนใช้รถใช้ถนนมากเท่าไร โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุอาจจะมีมากเท่านั้น นี่มันเป็นธรรมดาเรารู้กันอยู่ แต่ถ้าถนนมันไม่คับแคบมันก็ช่วยผ่อนเบากันได้บ้าง แต่นี่ ปรากฏว่าถนนมันแคบ แคบมาก ซึ่งกว้างเพียง ๑๒ เมตรรวมไหล่ทางแล้วเท่านั้น แต่เป็น ถนนหลวง ถนนแผ่นดิน ยังจะแคบขนาดนี้มีอยู่อีกหรือในประเทศไทย ท่านประธานลองคิดดู นะคะว่าถนนนะคะถ้าท่านไปแล่นอยู่ท่านจะพบกับภยันอันตรายมากมายขนาดไหน เสียวไส้ ขนาดไหน ๒ ช่องจราจรไม่ได้หมายความว่า ๒ ช่องไป ๒ ช่องกลับนะคะ มันไป ๑ แล้วก็ กลับ ๑ เพราะฉะนั้นนี่คืออันตรายมาก ทีนี้ถามว่าอันตรายมีอย่างไรท่านประธาน ดิฉันจะรีบ บอก ท่านประธานคะ บางที่มีโรงงานอยู่ โรงงานก็ให้รถหกล้อหรือรถสิบล้อมาจอดอยู่ ข้างถนน ถามว่าเป็นอย่างไร รถเวลามันจะแซงกัน มอเตอร์ไซค์ก็ดี รถยนต์ก็ดี เวลาจะแซง ก็ปรากฏว่ามีปัญหาว่าเขาแซงยากลําบาก มีโค้งอีกหลายโค้ง หรือประชาชนที่จะต้องส่งลูก ไปโรงเรียนต้องมาเดินกลางถนน เดินกลางถนนเพื่อหลบรถที่จอดอยู่ข้างทาง แล้วอะไร จะเกิดขึ้น มีอยู่เคส (Case) หนึ่งท่านประธาน มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งโทรศัพท์ ไม่ได้ขับรถ แต่จอดอยู่ข้างทาง รถหกล้อหรือรถสิบล้อก็ไม่รู้เอาไปรับประทานสิ้น ตาย ปรากฏว่า ความเดือดร้อนแบบนี้มันเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เพราะฉะนั้นอันตรายแบบนี้จึงถือว่าน่าจะ เป็นเหตุผลมากพอที่รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารต้องรีบหาทางแก้ไขเพื่อให้ความเป็นอยู่ของ ประชาชนนั้นดีขึ้น จึงขอถามคําถามว่ารัฐบาลมีนโยบายขยายถนนสุขุมวิทสายเก่าช่วงที่เป็น ๒ ช่องจราจรที่ดิฉันอธิบายให้ฟังเป็น ๔ ช่องจราจรตลอดทั้งสายเพื่อลดอุบัติเหตุและลดการ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือไม่ ขอทราบรายละเอียดค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญตอบ ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม ขอตอบกระทู้ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนอื่น ต้องกราบเรียนนะครับว่าอย่างที่ผมเคยพูดตลอดเวลาว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ท่านสมาชิก สภา ผู้แทนราษฎรได้นําความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาพูดในสภาเพื่อให้ผู้บริหาร หรืองานในกระทรวงต่าง ๆ ได้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กรณีนี้ก็เป็น อีกกรณีหนึ่งที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านฐิติมา ฉายแสง ได้นําเรื่องของถนนของ จังหวัดฉะเชิงเทราที่มาพูดถึงปัญหาการจราจรของพี่น้องประชาชน

ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าตลอดระยะเวลาที่ดํารงตําแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมพยายามที่จะดูภาพการจราจร ของทั่วทุกภูมิภาค และเป็นที่ทราบดีว่าเส้นทางตะวันออกเป็นเส้นทางสายเศรษฐกิจ มีปริมาณจราจรที่หนาแน่น ทุกฝ่ายก็ทราบดี ฉะนั้นในเส้นทางเพื่อให้ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ได้เห็นถึงภาพรวม เส้นทางที่จะเดินทางผ่านจังหวัดฉะเชิงเทราไปยัง ภาคตะวันออกมันมีอยู่ ๕ เส้นทางหลักใหญ่ ๆ

เส้นทางแรก เส้นทางสาย ๓๐๔ จากมีนบุรีถึงฉะเชิงเทราเป็น ๔ ช่องจราจร แล้วเส้นทางที่ ๒ ก็คือเส้นทางหมายเลข ๗ จากกรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา-ชลบุรีนี่เป็น ๘ ช่อง จราจร เส้นทางที่ ๓ หมายเลข ๓๔ จากกรุงเทพ-บางปะกง อันนี้เป็น ๘ ช่องจราจร แล้วเส้นทางที่ ๔ ก็คือเส้นทางยกระดับบูรพาวิถี เป็นมอเตอร์เวย์ เป็น ๖ ช่องจราจร แล้วก็ เส้นทางที่ ๕ ก็คือฉะเชิงเทราไปยังกรมทางหลวงชนบท ซึ่งขณะนี้เราได้ขยายเป็น ๔ ถึง ๖ ช่องจราจร แล้วผมกราบเรียนว่าเมื่อเราเห็นความสําคัญของเส้นทางเหล่านี้ กระทรวง คมนาคมจะพยายามบูรณะเส้นทางเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพดีตลอด แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือ เส้นทางที่ผมกราบเรียนว่า เมื่อเราเห็นถึงความสําคัญจะได้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่จะ แก้ไขปัญหาการจราจรไปยังภาคตะวันออก อย่างที่ทุกท่านทราบว่าสภาแห่งนี้ได้อนุมัติกรอบ การเจรจาที่จะให้ไทยลงทุนรถไฟความเร็วสูง เราก็กําหนดเส้นทางลําดับแรก เส้นทางเร่งด่วน แรกที่จะแก้ไขปัญหาการจราจรไปยังภาคตะวันออก ซึ่งเดิมสภาพัฒน์ได้กําหนดเส้นทาง ไม่ได้ผ่านฉะเชิงเทรานะครับ วันนี้ผมก็ให้ไปทบทวนว่าลองไปดูเพื่อการแก้ไขปัญหา การจราจรที่จะให้ผ่านฉะเชิงเทราให้ได้ ฉะนั้นอย่างที่ผมเรียนว่าเมื่อกระทรวงได้เห็นถึง ความสําคัญของเส้นทางเหล่านี้ เราก็ได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาทุกระบบ เพื่อแก้ไขปัญหา ส่วนที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านหยิบยกปัญหาถึงเส้นทางหมายเลข ๓ ที่ท่านได้ หยิบยกอย่างที่ท่านกราบเรียนต่อท่านประธานสภาว่า เส้นนี้ความยาวทั้งหมดเป็น ๕๗ กิโลเมตร แล้วลาดยางที่เหลือที่จะขยายช่องจราจรที่เหลืออยู่ ๔ ช่องจราจรอีก ๑๘ กิโลเมตร เราก็ได้ทําการศึกษาเอาไว้แล้ว แต่ผมกราบเรียนท่านสมาชิกว่า ผมไปดูแผน ของฉะเชิงเทรามีอยู่แผนหนึ่งซึ่งเร่งด่วนอย่างที่ท่านเรียน พยายามที่จะผลักดันให้เป็น ๔ ช่อง จราจรก็คือสาย ๓๑๔ บางปะกง-ฉะเชิงเทรา ๑๗ กิโลเมตร ซึ่งในอดีตที่มีการไปประชุม ครม. สัญจรที่นั่นก็ผลักดันจะให้เป็น ๔ ช่องจราจร แผนนี้ทางจังหวัดเองก็อยากเร่งให้เป็น ๔ ช่องจราจรเราก็ได้บรรจุในปีงบประมาณ ปี ๒๕๔๕ ปรากฏว่าปี ๒๕๔๕ ทางหลวงเราได้ งบประมาณในการก่อสร้างโครงการใหญ่ ๆ แค่ ๑๙ โครงการ ฉะนั้นเรื่องที่เส้นทางที่ท่าน สมาชิกท่านพูดถึงก็คือ ๑๘ กิโลเมตร เราบรรจุในแผนพัฒนาทางหลวงระยะปี ๒๕๕๕ ถึง ปี ๒๕๕๙ ฉะนั้นถ้าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราก็จะไปจัดลําดับความสําคัญระหว่าง สาย ๓๑๔ กับสายหมายเลข ๓ ที่ท่านได้กราบเรียนต่อประธานว่า เราจะลําดับความสําคัญ กันอย่างไร ในปี ๒๕๕๕ ในการที่จะตั้งงบประมาณก็จะพิจารณาที่จะจัดตั้งงบประมาณกัน ต่อไป กราบขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญถามอีกครั้ง

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันเองได้รับทราบข้อมูลมาว่าถนนเส้นนี้แขวงการทางสมุทรปราการ เป็นผู้รับผิดชอบ แล้วก็ได้ขอตั้งงบประมาณไว้ที่ ๘๗๕ ล้านบาท สําหรับปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ แต่ไม่รู้หรอกว่า ครม. จะอนุมัติหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ดิฉัน ยังสงสัยว่า ท่านรัฐมนตรีก็ตอบว่าปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๙ เอาละไม่เป็นไร จะปีไหนก็แล้วแต่ แต่ท่านประธานคะ ดิฉันอยากให้ท่านพิจารณาอย่างนี้ว่า การที่ท่านจะต้องพิจารณาว่า โครงการใดสําคัญกว่ากันนั้น ดิฉันก็ไม่รู้นะท่านจะใช้วิจารณญาณอย่างไร ดิฉันไม่ได้ช่ําชอง เรื่องที่จะเป็นถนนส่วนไหนสําคัญอย่างไร หาข้อมูลมาได้เท่านี้ก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่อย่างนี้ค่ะว่า ดิฉันอยากจะขออนุญาตเปรียบเปรยอย่างนี้ว่า ถนนเส้นนี้มันสําคัญและเร่งด่วนมาก เพราะดิฉันเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ไปใช้ เวลาไปงานท่านประธานก็รู้ว่าเวลาเราไปงานเราจะต้อง แข่งกับเวลาขนาดไหน เมื่อมันเป็น ๒ ช่องทางจราจร นั่นคือจะต้องแซง แล้วมัน มีโค้งอันตรายจริง ๆ แล้วภาพที่ดิฉันเห็นอยู่ตลอดเวลาเป็นภาพที่ประชาชนเดือดร้อนมาก ในช่วงหลังวันออกพรรษา ๑๐ วันเท่านั้นท่านประธาน ๘ ศพ วัดสองคลองในตําบล สองคลองของอําเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่มีศาลาจะสวดศพเพียงพอเลย ภาพแบบนี้ เรื่องแบบนี้มันอยู่ในความกลุ้มอกกลุ้มใจของคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน แล้วก็ได้รับการร้องเรียนมามาก ดิฉันอยากจะเปรียบเปรยว่าทีโครงการถนนปลอดฝุ่น ซึ่งไม่ได้มีปัญหาถนนพังมากสักเท่าไรท่านยังผันงบประมาณได้ด่วนหลายหมื่นล้านบาท ไปทําให้ถนนมันสวยเสียทั่วประเทศ หลายหมื่นล้านบาท แต่นี่ไม่กี่ร้อยล้านบาท แล้วที่ดิฉัน พูดไปตั้งแต่ต้นก็ไม่อยากจะพูดแค่เพียง ๑๘ กิโลเมตรเศษ ตามที่เนื้อหาในกระทู้ที่ดิฉันพูด เพราะดิฉันพูดใหม่แล้วว่าได้ไปพบว่าหลังจากหลักกิโลเมตรที่ ๕๔ + ๐๐๐ ไปหาเทศบาลบาง ปูนั้นมันมีอีก ๑๔.๕ กิโลเมตร รวมแล้วทั้งสิ้น ๓๓ กิโลเมตร ซึ่งจะแก้ปัญหาให้พี่น้อง ประชาชนทั้งฉะเชิงเทรา ทั้งสมุทรปราการ และจังหวัดอื่น ๆ ที่มาเที่ยวอะไรก็แล้วแต่ ทีปลอดฝุ่นยังทําได้ ตรงนี้ทําไมไม่ทําเร่งด่วนให้ ท่านจะเจียดเงินไทยเข้มแข็งจะเจียดเงินไทย ใครเข้มแข็งอะไรก็แล้วแต่มันก็ย่อมได้ แต่แล้วก็ได้ยินท่านว่าปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ ตรงนี้ก็ยังไม่รู้ ว่ารอฟ้ารอฝนขนาดไหน แขวงการทางสมุทรปราการก็บอกว่าปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ถ้านับของท่านหรือนับของแขวงการทางก็เข้าไปเกือบ ๒ ปี ถามว่า ๒ ปี มันจะอีกกี่ศพ แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้งบประมาณ เพราะได้ยินได้ฟังจะยุบสภา จะยึดอํานาจกันอยู่ ตลอดเวลา พี่น้องประชาชนจึงเดือดร้อนมาก จึงขอถามท่านอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าหากท่าน ไม่สามารถดําเนินการแบบเร่งด่วนได้ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สิน เสียหาย ท่านจะดําเนินการอย่างไรเป็นการป้องกันจนกว่าจะได้รับงบประมาณ เพื่อไม่ให้ ประชาชนเสียชีวิตมากไปกว่านี้ท่านจะดําเนินการอย่างไร ขอบพระคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เดี๋ยวขออนุญาตสักครู่ครับ สภายินดีต้อนรับอาจารย์และนักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรีด้วยความยินดีนะครับ และทราบว่าขณะนี้กลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุจาก อบต. ธงชัย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จะมาเยี่ยมสภา ๒๕๐ ท่าน ตอนนี้มาบางส่วนแล้ว สภายินดีต้อนรับครับ เชิญรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมตอบ

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม อย่างที่ผมกราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่านท่านประธานไปแล้วนะครับ ว่าเราได้เห็นความสําคัญของการผ่านการเดินทางของพี่น้องชาวจังหวัดฉะเชิงเทราอยู่แล้ว เราก็มีถนนเส้นต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปเบื้องต้นแล้วว่า ๕ สายนี้เราบํารุงอยู่ ให้ผิวจราจรให้ใช้งานอยู่ในสภาพดีตลอดเวลา แล้วก็อย่างที่เรียนท่านสมาชิก ผ่านท่านประธานไปแล้วว่าวันนี้ในการจัดลําดับความสําคัญของถนน ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าในที่ผมทํางานอยู่นี้ ผมพยายามที่จะทําแผนแม่บทของถนนให้ได้ เพื่อจะจัดลําดับความสําคัญ ถามว่าเอาอะไรมาจัดลําดับความสําคัญ ก็คือเอาปริมาณจราจร ที่เดินทางและเอาเส้นทางต่าง ๆ มาดูว่าสามารถเดินทางนอกจากเส้นทางที่มีอยู่แล้ว มีเส้นทางใดเสริมไปบ้าง ฉะนั้นวันนี้ที่กราบเรียนว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะ เข้าใจผิดว่าเราไปเนรมิตถนนสวยไร้ฝุ่นนี้ คือถนนไร้ฝุ่นนี้เป็นถนนที่ไม่ใช่ลาดยาง แต่เป็น ถนนลูกรังแต่อยู่ในโครงข่ายของทางหลวงชนบท ฉะนั้นวันนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ ในต่างจังหวัด ที่อยู่ในชนบทจริง ๆ เขาทุกข์สาหัสมาก เขาต้องกินฝุ่น ความจําเป็นจริง ๆ เราต้องทําถึง ๗,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร รัฐบาลขณะนี้เราทําไป ๔,๐๐๐ กว่า กิโลเมตร ยังมีพี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบทอีก ในเส้นทางอีก ๓,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ที่เดือดร้อนที่กินฝุ่นอยู่ ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าการจราจรเป็นคนละระดับ อันนี้เป็น ภาคชนบท อันนี้เป็นภาคในเมือง ส่วนท่านสมาชิกพูดถึงเรื่องอุบัติเหตุ ผมเรียนครับว่า กระทรวงคมนาคมก็ให้ความสําคัญในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุต่าง ๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศโครงการถนนสีขาวเพิ่มขึ้นมาหรือมาตรการต่าง ๆ แต่ว่าไม่ได้ นิ่งนอนใจที่จะไม่ดําเนินการตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึงว่าเมื่อไม่เห็นความสําคัญ ขณะนี้ถึงแม้ว่าจะบรรจุตามแผน ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๙ เราก็สามารถที่จะดําเนินการในช่วง ระยะเวลานี้อยู่ได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าเราให้ ความสําคัญตลอดเวลาที่จะดําเนินการตามลําดับความสําคัญจริง ๆ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็จบ ยังติดใจหรือครับ ผมว่าละเอียดพอแล้วนะครับ เชิญ นิดหน่อย

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ถ้าจะเปรียบเทียบกินฝุ่นกับกินเลือด มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ กินเลือด อันนี้มันเดือดร้อนจริง ๆ มันตายอย่างที่บอก ยกตัวอย่างแล้วว่า ๑๐ วัน ๘ ศพ นี่คือตัวอย่าง อย่าให้ได้มีมากไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นดิฉันหยิบยกเรื่องที่รุนแรงมากมาขอความช่วยเหลือ ให้ท่านช่วย ทีนี้ท่านก็พยายามจะเปรียบเทียบ ท่านประธาน ดิฉันขอว่าท่านรัฐมนตรีลองไป ขับรถดู ลองไปขับรถเช่นนี้ดู ท่านอาจจะเปลี่ยนใจเลยก็ได้ว่าต้องรีบทําทันที หรือไม่ ท่านก็อาจจะมีอันเป็นไปเพราะถนนสายนี้ก็ได้ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อท่านรัฐมนตรีรับทราบ แล้วก็คงจะไปดําเนินการนะครับ เพราะเท่ากับบอกกล่าวให้ทางฝ่ายบริหารไปดําเนินการ

ต่อไปเป็นกระทู้ถามที่ ๓ ถามเรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อ พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ของคุณภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ถาม นายกรัฐมนตรี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายต่อให้คุณบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ตอบ

เชิญเจ้าของกระทู้

นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ แบบสัดส่วน 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดนครพนม ด้วยผมได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯพณฯ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ได้ให้ความ กรุณามาตอบกระทู้ ต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีบุญจงเป็นอย่างสูง เกี่ยวกับเรื่องที่ผม ได้ตั้งกระทู้ถาม เนื่องจากมีปัญหาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่ได้มาตรฐาน แล้วก็การพัฒนา ในชนบท ในหมู่บ้านล่าช้า ก็เลยขอตั้งคําถามว่าขอให้รัฐบาลได้มีการสนับสนุนเพื่อพัฒนา เด็กเล็กให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะว่าปัจจุบันในหมู่บ้าน ในชนบท ยากจนยิ่งมีปัญหาในเรื่องต่าง ๆ อย่างมากมาย แล้วก็ในเมื่อรัฐบาลจะเน้นหนักในการพัฒนาคน ก็อยากจะขอให้รัฐบาลได้เริ่มต้นตั้งแต่เด็กเล็ก เด็กปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๕ ปี เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าเคยมีการทําวิจัยบอกไว้ว่าการเริ่มต้นเป็นจุดสําคัญ ของงานทุกชนิด ในงานแห่งชีวิต จุดเริ่มต้นคือการเริ่มชีวิตในเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน โดยทั่วไปในหมู่นักจิตวิทยาและนักการศึกษาว่า เด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ ๕ ขวบเป็นช่วงที่ สําคัญช่วงหนึ่งของชีวิตที่สมองมีการเจริญเติบโตมากกว่าทุก ๆ ช่วงอายุ และเป็นช่วงเวลา ที่เหมาะสมที่สุดสําหรับการปูพื้นฐาน ทักษะต่าง ๆ ให้แก่เด็กเพื่อมีความพร้อมในการที่จะ พัฒนาในระดับต่อไป ความหมายก็คือว่าถ้าจะพัฒนาคนก็ต้องพัฒนาตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึง อายุ ๕ ปี อันนี้เป็นช่วงที่สําคัญที่สุด และยังมีผลการวิจัยเคยวิจัยไว้ว่าเมื่อเข้าอนุบาลก็สายเสียแล้ว ความหมายก็คือว่าถ้าเรา จะอบรมสั่งสอนอะไรลูกหลานเราก็ควรจะถ่ายทอดวิชาความรู้การอบรมต่าง ๆ ให้ตั้งแต่เด็ก แรกเกิด เด็กปฐมวัย เด็กกําลังใสสะอาดเป็นผ้าขาว เราจะสอนจะอบรมอะไรต่าง ๆ เด็กจําได้ แม่น จําได้ดีกว่าเด็กเมื่อเข้าอนุบาลก็สายเสียแล้ว หรือเข้าประถม มัธยม ความหมายก็เป็น เช่นนี้ แล้วก็ในเมื่อรัฐบาลมีนโยบายต่อไปว่าจะเน้นหนักพัฒนาคนมาก่อนเรื่องอื่น ๆ ผมก็ อยากให้รัฐบาลได้ทํางานแบบบูรณาการหรือแบบเวิร์คชอป (Workshop) ได้มีการจัดประชุม ว่าปัญหาการพัฒนาคนของเรามันต้องเริ่มจากเด็กปฐมวัย เด็กก่อนวัยเรียนตั้งแต่แรกเกิด จนถึง ๕ ปีก่อน ให้มีความพร้อม ปัจจุบันนี้ครูพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็กเป็นลูกจ้าง ลูกจ้าง อบต. ลูกจ้างเทศบาล ลูกจ้างมูลนิธิ หรือหน่วยงานอื่น ๆ แม้กระทั่งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ หรือศาสนาอื่น ๆ ก็จ้างกันแบบเป็นลูกจ้างเป็นเสียส่วนมาก ก็อยากให้รัฐบาล ได้เปลี่ยนจากลูกจ้างให้เป็นข้าราชการว่าครูพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลเด็กจะได้มีกําลังใจ ในการที่ไปดูแลเด็กเล็กแล้วเสร็จแล้วเขาไม่ต้องไปเสียเวลาต้องไปสอบเข้าหน่วยงานอื่น ๆ เพราะว่าการที่เป็นลูกจ้างเขาก็มีอาชีพ มีตําแหน่ง มีฐานะอะไรไม่มั่นคงเขาก็ต้องขวนขวาย หาอาชีพที่มั่นคง ถ้าเป็นไปได้นะครับ รัฐบาลควรที่จะให้ความสนใจครูพี่เลี้ยง ผู้ดูแลเด็ก หรือครูบาอาจารย์ทั้งหมดทั่วประเทศให้มีเงินเดือนที่อยู่ในขั้นที่ว่าถ้าพูดไปแล้วควรจะให้สูง ที่สุดในประเทศไทย เพราะว่าเป็นอาชีพที่ควรให้การสนับสนุนและเป็นแม่พิมพ์ของชาติว่า คนเราจะดีหรือไม่ดีถ้ามีแม่พิมพ์ที่ดีแล้วเป็นแบบอย่างที่ดีทําให้ลูกหลานเราดู ทําให้เด็กเล็ก นักเรียน นักศึกษาดูทุกคนเขาก็ทําตาม แต่ทีนี้ปัญหาของครูบาอาจารย์ของเรา แม้กระทั่ง ตั้งแต่สอนเด็กเล็ก เด็กอนุบาลก็เริ่มมีปัญหาอาชีพก็ไม่มั่นคงเป็นลูกจ้าง เสร็จแล้วก็มีปัญหา เรื่องหนี้สินต่าง ๆ แล้วก็ปัญหาสังคมก็ตามมา ก็อยากฝากรัฐบาลได้เน้นหนักเกี่ยวกับ ครูบาอาจารย์ควรที่จะดูแลเป็นพิเศษ แล้วก็ถือว่าเป็นอาชีพเป็นแม่พิมพ์ของชาติ แล้วก็สิ่งที่ ตามมามันก็ทําให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เราได้ก่อสร้างไปบ้างแล้ว ถือว่าน้อยมาก ศูนย์ละ ๒,๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท จังหวัดหนึ่งจะมีที่เป็นมาตรฐานอยู่ไม่กี่แห่ง อาจจะ ๒-๓ แห่ง ก็อยากให้รัฐบาลได้เน้นหนักลงทุนการสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๒,๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เราลงทุนไปแล้ว สร้างไปแล้ว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนี่อยู่ได้อีกหลายสิบปี เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าเราจะพัฒนาคนอย่างจริงจัง ดีกว่าที่เราจะนําเงินไปซื้อเครื่องบินกริพเพน (Gripen) ในสมัยทหารปฏิวัติราคาลําหนึ่ง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นเครื่องบินขับไล่นั่งได้คนเดียว รัฐบาลสมัยนั้นก็สั่งซื้อถึง ๑๒ เครื่อง ๓๔,๔๐๐ ล้านบาท ถ้านําเงินไปซื้อเครื่องบินนี้มาสร้าง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ถึง ๑๓,๗๖๐ ศูนย์ ซึ่งจะพัฒนาคนได้อย่างมากมาย และอย่างที่ บางรัฐบาลก็นําเงินไปสร้างสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี (Night Safari) สวนสัตว์กลางคืนเป็นเงิน ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้ามาเทียบกับสร้างศูนย์เด็กเล็กให้ลูกหลานเราแล้วนี่แค่ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทนี่มันคุ้มค่ากว่าที่จะไปสร้างสวนสัตว์ไนท์ซาฟารีที่เราจะไปนั่งรถชมสัตว์กัน ศูนย์เด็กเล็ก ในหมู่บ้าน ในชนบทส่วนมากจะเป็นศูนย์ที่เล็กแออัดคับแคบ ร้อนก็ร้อน ครูบาอาจารย์ก็อยู่ ไม่ได้ เด็กนอนอยู่ก็ร้อนมากเป็นโรคผิวหนัง โรคเชื้อราต่าง ๆ อย่างมากมาย ก็อยากจะให้ รัฐบาลได้ทุ่มเงินงบประมาณ แทนที่เราจะไปทําเรื่องอื่น ๆ หรือเรื่องไร้สาระ ก็นําเงินต่าง ๆ งบประมาณต่าง ๆ มาพัฒนาคนโดยเริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดี มาก แม้กระทั่งใน กทม. นะครับเมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. นาถยา แดงบุหงา ก็ฝากผมว่า แม้กระทั่งใน กทม. ครูพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลเด็กก็ยังขาดแคลนไม่พอ แล้วก็หลายคนเขาก็ อยากจะขอให้รัฐบาลได้บรรจุเป็นข้าราชการ เขาก็อยากมีอาชีพที่มั่นคง ก็อยากฝากรัฐบาล ว่าทําอย่างไรที่ลูกหลานของเราจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะว่าในเมื่อลูกหลานเราโตขึ้น มาแล้วอย่างในชนบทในหมู่บ้านคุณพ่อคุณแม่พอคลอดออกมาก็ฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย ให้เลี้ยงดู เนื่องจากความยากจนก็ต้องเข้ามาทํางานในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวงเพื่อส่งเงิน ไปให้คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายายเลี้ยงดูลูกหลาน ปู่ย่าตายายก็ไปฝากที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งก็เจอปัญหาครูบาอาจารย์ท่านเองก็ได้รับค่าจ้างน้อยเป็นลูกจ้างแล้วก็อ่านหนังสือไปสอบ เพื่อจะเป็นข้าราชการประจํา ถ้าเทียบไปแล้วศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหมู่บ้านหลังคาสังกะสี เล็ก ๆ แคบ ๆ อยู่กัน ๕๐๐ คน ๑๐๐ คน ถ้าไปเปรียบเทียบกับหมีแพนด้า ๓ ตัวจังหวัด เชียงใหม่ หมีแพนด้า ๓ ตัวอยู่ในห้องแอร์อย่างดี มีหมอประจําอยู่ ๓-๔ คน มีกล้องวงจรปิด ดูแลอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ลูกหลานเรา ๕๐ คน ๑๐๐ คน คุณภาพชีวิตยังไม่สู้หมีแพนด้า จังหวัดเชียงใหม่ลงทุนเป็น ๑๐๐ ล้านบาทเพื่อดูแลหมี ๓ ตัว แต่ลูกหลานของเรา ๑๐๐ คน ลงทุน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทของเราก็ยังลงทุนน้อย ผมอยากให้รัฐบาลได้ตระหนักในเรื่องการ พัฒนาคนโดยเริ่มตั้งแต่ประถมวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๕ ปี ผมก็มีคําถามรัฐบาลนะครับว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนงบประมาณและแก้ไขปัญหาเรื่องบุคลากรครู อาคารสถานที่ และสื่อการเรียนการสอนแก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือไม่ จึงขอทราบรายละเอียด กราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญตอบท่านรัฐมนตรีครับ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องขอตอบกระทู้ถามของท่าน ส.ส. ภูมิพัฒน์จากจังหวัดนครพนมเกี่ยวกับประเด็นนโยบาย ของรัฐบาลในการผลักดันสนับสนุนเกี่ยวกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กว่ารัฐบาลนั้นมีแนวทาง อย่างไร กระผมต้องเรียนท่านประธานที่เคารพว่ารัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับการส่งเสริม สนับสนุนดูแลเด็กปฐมวัยที่มีอายุตั้งแต่ ๒ ปีถึง ๕ ปี รัฐบาลได้มอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทําหน้าที่รับผิดชอบในการดูแล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่ทั่วประเทศ หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้ามา กํากับดูแลกระทรวงมหาดไทยก็ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทําการ สํารวจศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่ในประเทศทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่เดิม ที่เคยอยู่สังกัดกับกรมการศาสนา กรมการพัฒนาชุมชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ นั้น ได้ถ่ายโอน มายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบ จากการสํารวจทั้งหมด ๑๙,๗๑๘ แห่งที่มีอยู่ในพื้นที่ของ อบต. ก็ดี เทศบาลก็ดี แล้วก็มีเด็กปฐมวัยตั้งแต่อายุ ๒ ปีถึง ๕ ปี ได้รับการดูแลตามศูนย์ต่าง ๆ เกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็มีครูผู้สอนที่มีอยู่ในพื้นที่ ดังกล่าวนั้นมีอยู่จํานวน ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานที่เคารพครับ ศูนย์พัฒนา เด็กเล็กดังกล่าวนั้นได้ให้การศึกษากับลูกหลานชาวบ้านตั้งอยู่ในหมู่บ้านใดในพื้นที่รับผิดชอบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ไม่ว่าจะเป็น อบต.หรือเทศบาล พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะส่งลูกได้มาอยู่ที่ศูนย์เด็กเล็ก การดูแล รับผิดชอบทั้งหมดนั้นองค์กรปกครองท้องถิ่น อบต. หรือเทศบาลที่อยู่รับผิดชอบจะเป็นผู้ทํา หน้าที่รับผิดชอบ ตั้งแต่เงินเดือนของครูผู้สอน อาหารกลางวันเด็ก นม ซึ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ฟรี ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนประเด็นข้อสอบถามของ ส.ส. ภูมิพัฒน์นั้นจะมี ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ

คือนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนเรื่องอาคาร เรื่องของสื่อการเรียน การสอน แล้วก็เรื่องของการดูแลขวัญกําลังใจให้กับครูผู้สอน ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้น ๑๐,๐๐๐ กว่าแห่งที่มีการสํารวจ พบว่ามีอยู่ ประมาณ ๕,๑๐๐ แห่ง ที่จะต้องมีการดูแลปรับปรุง บางแห่งถึงต้องมีการสร้างใหม่เพราะมี อายุการใช้งานหลายปี ในเรื่องดังกล่าวนี้รัฐบาลก็ได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนในการก่อสร้าง ในการต่อเติมให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่นั้นเป็นที่รองรับให้กับลูกหลานพี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๒ นั้นได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๕๐๐ แห่งทั่วประเทศ ในปี ๒๕๕๓ ๑,๑๐๐ แห่ง ซึ่งขณะนี้ก็จะมีตัวเลขในการสํารวจ เหลืออยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ เศษ ๆ ก็ได้มีการตั้งงบประมาณเป็นประจําทุกปี แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ศูนย์บางแห่งอาจจะมีการชํารุด มีการเสียหายบ้างเล็กน้อย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาลที่เขามีผู้บริหารเป็นคนพื้นที่ มาจากการเลือกตั้ง ในพื้นที่จะมีสมาชิกเป็นคนพื้นที่มาจากการเลือกตั้ง เขาจะเป็นผู้นําเสนอ ของบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่นนั้น ๆ ในการต่อเติมในการสร้างให้เป็นศูนย์ที่ สามารถรองรับลูกหลานของเขาได้ ฉะนั้นเรื่องนี้ถึงแม้อาจจะมีปัญหาบ้างเรื่องงบประมาณใน การก่อสร้างใหม่ แต่รัฐบาลก็ได้ให้ความสําคัญ จัดงบประมาณ เป็นประจําปีทุก ๆ ปี และ วันนี้แต่ละแห่งที่สํารวจไว้ก็อยู่ในแผนงบประมาณแต่ละปีครับท่านประธาน

สําหรับอีกด้านหนึ่งครับ ด้านสื่อการเรียนการสอน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ ครับ มีอาคารดี มีอาหารกลางวันทาน มีนมดื่มเพื่อสุขภาพแข็งแรง รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมให้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่ทั่วประเทศนั้นมีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย เพื่อให้เด็กนั้น ได้ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยการสนับสนุนงบประมาณให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทุกแห่งทั่วประเทศที่มีอยู่เป็นจํานวนเงิน ๓๐๐ บาทต่อคนต่อปีครับ ศูนย์ไหนมีจํานวน กี่ร้อยคนกี่สิบคนก็คูณ ๓๐๐ บาทไป งบประมาณเหล่านี้ก็จะจัดส่งไปยังองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาลที่เป็นผู้ดูแลศูนย์เหล่านั้น นี่คือการจัดส่งเสริมทุกปี จากนั้นครูผู้สอน ผู้บริหารและสมาชิกองค์กรท้องถิ่นก็จะดูกันว่าเขาขาดอะไร ควรส่งเสริม สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานของเขาที่เรียนอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ประการสุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ การดูแลพัฒนาครูผู้สอน ครูผู้สอน นั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุด ที่วันนี้มีทั้งหมดอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ผมต้อง เรียนว่าครูผู้สอนส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นคนในพื้นที่ บางครั้งก็จะเป็นผู้ปกครองเด็กที่มี ความประสงค์อาสาจะมาสอนลูกหลานในการดูแลเด็กตั้งแต่ ๒ ปีถึง ๕ ปี เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา บริหารประเทศ ผมต้องเรียนท่านประธานที่เคารพว่า เดิมนั้นครูผู้สอนเหล่านี้เรียกว่า พนักงานจ้างทั่วไปครับ เป็นการจ้างปีต่อปีครับ บางปีเขาไม่อยากจ้างเขาก็เอาออก ขวัญกําลังใจก็หมด แต่มีค่าตอบแทนหนึ่งประมาณ ๔,๗๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน นี่คือ ก่อนรัฐบาลเข้ามา เมื่อรัฐบาลให้ความสําคัญศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้ความสําคัญในการ ส่งเสริมสนับสนุนเด็กปฐมวัย ๒-๕ ปี ก็ต้องดูในกลุ่มของครูผู้สอนที่มีอยู่ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ให้เขามีขวัญมีกําลังใจในการสอน ลูกหลานของชาวบ้านที่มีอยู่ในพื้นที่แต่ละแห่ง รัฐบาลได้ดําเนินการผลักดัน โดยเฉพาะ ในขณะนี้ได้มีการปรับปรุงเงินเดือนของครูผู้สอนตามวุฒิการศึกษา ในกรณีจบถึงปริญญาตรี ก็จะมีเงินเดือน เดือนละ ๙,๔๔๐ บาท ถ้าเป็นวุฒิของ ปวช. หรือผู้มีประสบการณ์ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ก็จะมีเงินเดือนอยู่ประมาณ ๘,๒๐๐ บาท นี่คือการพัฒนา ให้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้นเป็นขวัญเป็นกําลังใจ แต่ยังไม่พอหรอกครับ สิ่งที่ครูผู้สอน อยากจะเห็นชีวิตตนเองนั้นเมื่อสอนเด็กนาน ๆ ก็อยากจะมีอาชีพที่มั่นคง อยากจะมี ความเป็นอยู่ที่มั่นคง เพราะบางครั้งเป็นครูผู้สอนอยู่ดี ๆ เปลี่ยนผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นใหม่ ก็ขยับออก เอาคนใหม่เข้ามา เขาก็ไม่มีขวัญ ไม่มีกําลังใจ ซึ่งขณะนี้กระทรวงมหาดไทยนั้น ได้มีมติ แล้วก็ได้มีการปรับปรุงที่จะให้ครูผู้สอนเหล่านั้นเป็นข้าราชการครับ โดยเรียกว่า พนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นข้าราชการนั่นเอง ซึ่งขณะนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ สํานักงบประมาณได้อนุมัติอัตราพนักงานส่วนท้องถิ่นมาแล้ว ๑๕,๐๑๔ อัตรา ฉะนั้น ครูผู้สอนที่มีอยู่ในประเทศไทยเขาก็จะมีโอกาสได้เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีสิทธิได้รับ ประโยชน์เหมือนข้าราชการท้องถิ่นทั่ว ๆ ไป ฉะนั้นผมจึงเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้นกระทรวงมหาดไทยเองได้เล็งเห็นถึงความสําคัญตั้งแต่ด้านของอาคาร สถานที่ ด้านของสื่อการเรียนการสอน และขวัญกําลังใจของครูผู้สอน ฉะนั้นปัญหานี้จะค่อย คลี่คลายไป บางพื้นที่อาจจะมีปัญหาบ้างเรื่องอาคารสถานที่ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขามีงบประมาณประจําปีครับ และผู้บริหารนั้นก็เป็นคนในพื้นที่ สมาชิกก็เป็นคนท้องถิ่น เขาย่อมรู้ปัญหาว่า หากยังไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรงเขาจะใช้ งบประมาณประจําปีของเขาในการซ่อมในการดูแลให้ศูนย์นั้นเป็นศูนย์บริการลูกหลาน ของเขาได้เป็นอย่างดีครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญ ถามอีกครั้งหนึ่งก็จบ กระมังครับ

นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภา ผม ส.ส. นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดนครพนม ก็ต้องขอขอบพระคุณ ฯพณฯ ท่านบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ท่านได้ตอบคําถาม ได้อย่างชัดเจน แต่ส่วนที่จังหวัดนครพนมยังมีปัญหามาก โดยเฉพาะอําเภอท่าอุเทน อําเภอบ้านแพง อําเภอนาทม อําเภอศรีสงคราม อําเภอนาหว้าของจังหวัดนครพนม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมันไม่พัฒนาเหมือนชื่อเพราะว่ามันเป็นศูนย์เล็กแออัด คับแคบ หลังคา สังกะสี แล้วก็มีปัญหาครูพี่เลี้ยงผู้ดูแลเด็กไม่ได้รับการบรรจุเป็นจํานวนมาก ก็ฝาก ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยดูแลเป็นพิเศษ นอกจากนั้นทางท่าน ส.ส. อํานวย คลังผา จากจังหวัด ลพบุรี ท่านก็ฝากมาขอให้ได้ช่วยดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ตําบลศิลาทิพย์ อําเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรีด้วย และผมอยากให้รัฐบาลได้กระจายความเจริญได้ทั่วถึงตามนโยบายที่ให้เกิด ความเสมอภาค เกิดความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ํา ดูง่าย ๆ ถ้าเป็นบริษัทห้างร้านเอกชน เวลาเขาก่อสร้างอะไรเขาจะมีแบบเดียวกันก่อสร้างทุกแห่งทุกที่ ทุกอําเภอ อาจจะ ยกตัวอย่าง ปั๊มน้ํามัน ปตท. ปั๊มบางจาก ถ้าท่านจะดูเป็นตัวอย่าง หรือห้างเทสโก้ โลตัส อะไรทํานองนี้ เวลาเขาก่อสร้าง แต่ถ้าไปดูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของบ้านเรา บางศูนย์เล็กมาก ไม่ได้มาตรฐาน ก็อยากขอให้ทาง ฯพณฯ รัฐมนตรีบุญจงได้ช่วยดูแลแล้วก็ได้เร่งรัดทาง รัฐบาลได้นําเงินไปก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อเดือนที่แล้วผมได้ปรึกษา กับนายกรัฐมนตรี ได้เรียนท่านบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาลควรจะอนุมัติการก่อสร้าง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้รวดเร็ว เพราะว่าการพัฒนาคนนี่สําคัญ ยิ่งลูกหลานเราตั้งแต่ เด็กปฐมวัย เด็กแรกเกิดจนถึง ๕ ปี เราต้องเน้นหนักตามที่เราเคยได้เรียนได้ศึกษามา ถ้าเรา ไม่ไปเน้นหนักพัฒนาคน เด็กปฐมวัย เด็กก่อนวัยเรียนแล้วนี่เราไปพัฒนาอะไรมันก็ช้าแล้วก็ ไม่ได้ผล ถ้าเราไม่ไปเน้นหนักพัฒนาคน เด็กปฐมวัย เด็กก่อนวัยเรียนแล้ว เราไปพัฒนาอะไรมันก็จะช้า แล้วก็ไม่ได้ผล การก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๒,๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท หรือแม้กระทั่งถนน เข้าไปหน้าศูนย์ก็ควรเพิ่มเงินงบประมาณไปเลย ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้ผู้ปกครอง ให้ลูกหลานเราไปเรียนหนังสือ เดินทางได้สะดวกไม่ต้องลุยโคลน ลุยฝุ่นเข้าไป เพราะว่าใช้เงินแค่ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๖๐๐,๐๐๐ บาท มันคุ้มค่ามาก ๆ และศูนย์พัฒนา เด็กเล็กก็อยู่ได้หลายปี ส่วนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจังหวัดนครพนมหลายศูนย์ต้องขอเงินจาก หน่วยงานอื่น ๆ แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ได้มีความเมตตา มีความกรุณาได้ให้เงินงบประมาณไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้ แล้วก็หลาย ๆ คน ที่ได้บริจาคเงินร่วมไปทําบุญ ไปบริจาคเป็นทุนการศึกษา ไปซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ต่าง ๆ ให้โรงเรียน ให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ฯพณฯ ท่านบุญจง ผมอยากให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเราพัฒนาให้ถึง ให้มันเหมือนกับในกรุงเทพฯ หรือโรงเรียนอินเตอร์ (Inter) เขา เพราะว่าผลการวิจัย หรือเพื่อนผมที่เรียนจบปริญญาเอกทางด้านสมองเขาบอกว่า ถ้าให้ลูกหลานเราฟังภาษาต่าง ๆ ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ เด็กก่อนวัยเรียนฟังไม่รู้เรื่องก็ให้ฟังมันจะได้เกิดทักษะ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาอินเดีย ภาษาจีน หรือทุกภาษาให้ฟังไปหรือฟังเพลงก็ได้มันก็จะเกิด ทักษะแล้วลูกหลานเราก็จะเรียนรู้ภาษาได้ง่าย อย่างโรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียน สอนภาษาอังกฤษในศูนย์เด็กเล็กหรือเด็กอนุบาลเขาจะมีห้องสําหรับเรียนภาษา บ้านเราควร ลงทุนไปเลย ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อศูนย์ สร้างห้องเรียนภาษา ให้ลูกหลานของเราเลย เอาครูบาอาจารย์ ครูพี่เลี้ยงผู้ดูแลเด็กมาเรียนภาษาอีกที อบรม ให้เรียบร้อยแล้วกลับไปสอนลูกหลานเรามีวีซีดี (VCD) หรือว่า

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมว่าจะอภิปรายมากไปครับ

นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ นครพนม

อุปกรณ์การเรียนการสอน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เราถามกระทู้ถาม ไม่ใช่ มาอภิปรายสภาครับ

นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ แบบสัดส่วน

ใกล้จะจบแล้วครับท่านประธาน ก็ไปเปิดให้ลูกหลานเราดู แล้วก็มีกล้องวงจรปิดดูว่าสอนถูกต้องไหมหรือต้องเพิ่มเติมตรงไหน ก็แนะนําครูบาอาจารย์เราเพิ่ม นั่นคือเป็นสิ่งที่เราต้องมีการพัฒนาเป็นแนวคิดที่เราต้อง เดินหน้าต่อ เพราะว่าต่อไปบ้านเมืองเราต้องซื้อต้องขายกับต่างประเทศแล้ว ไม่ใช่เราจะมา พัฒนาแต่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างเดียวเราก็พัฒนาไปมาก ต่อไปต้องเป็นระบบ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็คือเพิ่มความรู้ต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่องภาษาต้องสําคัญ ก็อยากจะฝาก ให้ทาง ฯพณฯ รัฐมนตรีได้รับไป ได้เพิ่มเติม แล้วก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาอย่างเมื่อเช้า หลายคนคงได้ดูทีวี มีคลิป (Clip) ครูพี่เลี้ยงทําร้ายเด็กอย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าเราเน้นหนักกันจริง ๆ ปัญหาต่าง ๆ ก็จะช่วยลดแบ่งปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย ก็อยากจะถาม ฯพณฯ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯพณฯ บุญจง ว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่หลายแห่งโดยเฉพาะ หมู่บ้านใหญ่ ๆ อาจจะเป็นหมู่บ้านแฝด หมู่บ้านที่มี ๓ หมู่ขึ้นไปควรจะเร่งก่อสร้างศูนย์พัฒนา เด็กเล็กให้รวดเร็ว ถ้าก่อสร้างภายในปี ๒๕๕๔ นี้ได้ยิ่งดีมาก แต่ถึง ณ วันนี้ยังไม่เห็นมีอะไร เคลื่อนไหวเลย ก็อยากให้คณะรัฐมนตรี คณะรัฐบาลได้เร่งอนุมัติเงินงบประมาณไปก่อสร้าง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อย่างน้อยหมู่บ้านใหญ่ หมู่บ้านที่มี ๓ หมู่บ้านขึ้นไปควรก่อสร้างได้อย่าง รวดเร็ว ก่อสร้างแค่เดือน ๒ เดือนก็เสร็จ แล้วก็ได้เป็นบุญวาสนาแล้วพวกเราก็จะได้บุญ มาก ๆ ที่ได้ให้ลูกหลานเราได้มีอาคารเรียนอย่างมาตรฐานนะครับ ก็อยากจะถาม ท่านรัฐมนตรีว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะเร่งรัดดําเนินการไปก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้พี่น้อง ของเรา แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ หรือในชนบท แล้วก็จะก่อสร้างได้เสร็จเรียบร้อยเมื่อไร กราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญตอบครับ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สําหรับประเด็นคําถามเกี่ยวกับการก่อสร้างศูนย์เด็กเล็กนั้น ผมต้องเรียนว่าในกรณีการก่อสร้าง ศูนย์ใหม่ จากการสํารวจความต้องการในพื้นที่ จากจํานวนเด็กประถมวัยต่าง ๆ นั้น ก็มี ข้อมูลขอเข้ามา การจะก่อสร้างในพื้นที่ท้องถิ่นละกี่แห่งนั้นก็อยู่ที่ข้อมูลของจํานวนเด็ก เป็นสําคัญ เราจะไปกําหนดว่า ๓ หมู่บ้านมี ๑ ศูนย์ ๒ หมู่บ้านมี ๑ ศูนย์ ตรงนั้นคงไม่ใช่ วิธีการ แต่วิธีการที่ถูกต้องที่สุดก็คือการสํารวจจากองค์กรท้องถิ่นที่เขามีผู้บริหารและสมาชิก เป็นคนพื้นที่ เขาจะมีข้อมูลว่าในพื้นที่ตําบล หมู่บ้านของเขาตรงนั้นใกล้เคียงกัน และมี ความจําเป็นต้องมีศูนย์อาคารหลังใหม่หรือไม่ อย่างไร อย่างไรก็ตามความสํารวจทั้งหมดนั้น ๕,๑๐๐ แห่งนั้นได้มีการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่จังหวัดนครพนม ที่เป็นจังหวัดของท่าน ส.ส. ภูมิพัฒน์เอง ผมเรียนว่าเป็นจังหวัดที่มี ๑๒ อําเภอ มีองค์กรท้องถิ่นอยู่ ๑๐๔ แห่ง มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งหมด ๔๔๐ แห่ง ครูผู้สอนประมาณ ๑,๐๕๕ คน นักเรียน เด็กประมาณ ๑๙,๐๐๐ คน กระทรวงมหาดไทยได้สนับสนุนงบประมาณเกี่ยวกับการก่อสร้าง ศูนย์หลังใหม่ให้กับจังหวัดไปประมาณ ๑๘ แห่ง ๑๘ แห่งนะครับ ถามว่ามีความต้องการ เพิ่มเติมไหม อาจจะมีบ้าง แต่ก็มีการเข้าแผนในการสนับสนุนไป ส่วนศูนย์ใดที่อาจจะมี ความเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ต้องห่วงครับ องค์กรท้องถิ่นที่เขารับผิดชอบอยู่ในพื้นที่นั่นละครับ เขาย่อมรู้ปัญหาที่จะผลักดันงบประมาณประจําปีในการซ่อม ในการดูแลให้ศูนย์นั้นเป็นศูนย์ ที่ดีและสามารถรองรับได้ ส่วนประเด็นสื่อการเรียนการสอนที่ท่านอยากจะเห็นวันนี้ กระทรวงมหาดไทยได้สนับสนุนงบประมาณ ๓๐๐ บาทต่อหัวต่อเด็กต่อคนนะครับ ฉะนั้น ครูผู้บริหารในท้องถิ่นนั้นเขาจะเป็นคนดูว่าจะใส่สื่ออะไร อุปกรณ์อะไรลงให้เด็กเหล่านั้น ฉะนั้นผมขอเรียนว่าตรงนี้มีเพียงพอในการดูแลเด็กที่เรียนอยู่ในศูนย์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เหลืออย่างเดียวครับเราต้องสนับสนุนอาคารที่เป็นอาคารใหม่ ๆ มาตรฐานให้กับสิ่งที่ขาดอยู่ ซึ่งขณะนี้ก็มีการเข้าแผนงบประมาณประจําปีแต่ละปีไปแล้วในจํานวนที่มีการสํารวจครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็จบกระทู้ถามทั่วไปที่ ๓ แล้วนะครับ

ต่อไปเป็นกระทู้ถามสดนะครับ กระทู้ถามสดก็เวลาชั่วโมงหนึ่งพอดีนะครับ กระทู้ละ ๒๐ นาที กระทู้แรก เรื่อง ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ตั้งกระทู้ถามคือคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คุณถาวร เสนเนียม เป็นผู้ตอบ มาหรือยัง เชิญครับ มาหรือยังครับ

เชิญเจ้าของกระทู้ถามครับ ถามได้ครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขอเรียนท่านประธานว่า ผมได้ตั้งคําถามไปยังนายกรัฐมนตรี เรื่อง ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่ผมจะได้เริ่มคําถาม ผมเรียนหารือกับท่านประธานก่อนว่า เนื่องจากว่าผมมีบทเรียน เรื่องการตั้งคําถามกระทู้ ตกลงกันว่าระหว่างผมกับรัฐมนตรี ๒๐ นาทีใช่หรือไม่ หรือว่า ถ้าจะมีการเพิ่ม เพิ่มกี่นาที เพื่อที่ผมจะได้บริหารกันคนละครึ่ง ช่วงนี้ขอหารือก่อนนะครับ เพราะว่า ที่ผ่านมาท่านประธานครับ ฟังผมนิดหนึ่งครับท่าน เพราะว่าที่ผ่านมานั้นบางกระทู้ถาม ผมต้องตั้ง ๓ คําถาม ฝ่ายรัฐบาลเรียงหน้าตอบกัน ๓-๔ คน แต่ว่ามาจํากัดเอาเวลาที่กระผม เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานบอกว่า ๒๐ นาที แปลความว่าผม ๑๐ นาที รัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ๑๐ นาที ถ้า ๓๐ นาทีก็คนละ ๑๕ นาที ระหว่างคําถาม ๓ คําถาม เราจะได้บริหารการจัดการกัน ได้ถูก แล้วก็ไม่ต้องใช้วิธีพอ ๒ คําถาม ท่านประธานก็หักดิบเลยบอกว่าหมดเวลาแล้วตั้งคําถามที่ ๓ ไม่ได้ ฝ่ายรัฐบาลก็ใช้วิธีตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งไม่แฟร์ (Fair) เลย เพราะฉะนั้นก็ขอหารือท่านประธานว่า ถ้า ๒๐ นาที ก็บอกมา ผมก็จะบริหารคนละ ๑๐ นาที รัฐมนตรีถาวร ๑๐ นาที ผม ๑๐ นาที ถ้า ๓๐ นาที ก็คนละ ๑๕ นาที ทั้งที่เรื่องนี้ มีความจําเป็นและจะอธิบาย ในการตั้งกระทู้ถามนั้น ถามฐานะคนไทย ขอเรียนหารือ ท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมตอบเลยนะครับ ข้อบังคับเขียนไว้ชัด ผมก็จะปฏิบัติตามข้อบังคับ เมื่อ ๒๐ นาที คือ ๓ กระทู้ ๑ ชั่วโมง ๖๐ นาที ก็แบ่งเป็น ๓ กระทู้ ก็ขอให้เป็นคนละ ๑๐ นาทีเถอะครับ เพื่อบริหารเวลา เพราะว่า มีเรื่องด่วนอีกเยอะที่อยู่ในนี้ ขอความกรุณา เพราะว่าตอนนี้ผู้ถามกระทู้ก็รู้ข้อมูล และผู้ปฏิบัติ คือท่านรัฐมนตรีถาวรท่านก็รู้ภาคใต้ดี ก็คงจะสรุปประเด็นปัญหากันง่ายครับ ขอคนละ ๑๐ นาที เชิญถามเลยครับไม่ให้เสียเวลา

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน

อย่างนี้ท่านประธานครับ ขอหารือ นิดหนึ่งครับ เวลา ตัวจับเวลานี่นะครับ เพื่อแฟร์กัน ได้เป็นมาตรฐานว่า เช่นผมพูดคําถามแรก ไปกี่นาที พอรัฐมนตรีถาวรมาตอบกี่นาที เพื่อจะบริหารคนละ ๑๐ นาที จะได้ไม่เป็นปัญหา กราบเรียนท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เจ้าหน้าที่ช่วยจับเวลาด้วย ให้เท่า ๆ กัน เสมอภาค เชิญถามครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นที่ผม ต้องตั้งคําถามกระทู้เรื่องปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปยังตัวของตัวนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น เนื่องจากว่าบัดนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้บริหารประเทศ มาเป็นเวลา ๒ ปีเศษ ๆ พรรคประชาธิปัตย์ในขณะทําหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้แสดงตัว เป็นผู้รู้เรื่อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มากที่สุด แล้วก่อนหน้านี้พยายามอธิบายความว่า ปัญหาของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่จบ เป็นเพราะ พันตํารวจโท ทักษิณ บัดนี้ พันตํารวจโท ทักษิณไม่ได้มีอํานาจเป็นนายกรัฐมนตรีกว่า ๔ ปี แต่สถานการณ์ในภาคใต้ ก็หาได้ลดลงไม่ คําว่า ๙๙ วัน สามารถแก้ไขปัญหาภาคใต้ได้ทันที ปรากฏว่าบัดนี้ทําบุญ ๑๐๐ วันไม่รู้กี่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทหาร ประชาชน ท่านประธานลองดูตารางสิครับว่า ในขณะที่ผมยืนอภิปรายกับท่านประธานอยู่ในขณะนี้ ที่จังหวัดยะลา บริเวณใกล้คุก ก็มีการ ระเบิด อส. บาดเจ็บอีก ๕ นาย แสดงให้เห็นเลยว่า ๓ จังหวัดชายแดนใต้ภาคใต้ มันเกิดเหตุ ไม่เว้นแต่ละวัน ท่านประธานทราบไหมครับว่าใน ๗ ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ทั้งหมด ๑๑,๕๒๕ คดีไปแล้ว มีคนตายทั้งหมด ๔,๓๘๓ ชีวิต เป็นทหาร ๒๙๕ นาย ตํารวจ ๒๕๔ นาย ประชาชน ๓,๘๓๔ คน ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในรัฐบาลของ พรรคประชาธิปัตย์นี่นะครับ นับปี ๒๕๕๒ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ๒๗,๕๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท งบประมาณลงไปภาคใต้ แล้วภาคใต้ นี่นะครับ เบ็ดเสร็จเป็น ส.ส. รัฐบาลเสีย ๙๙ เปอร์เซ็นต์ มีฝ่ายค้านอยู่คนเดียวคือ นายซูการ์โน มะทา ที่เหลือเป็นพรรครัฐบาลหมด ไม่ว่าใต้ตอนบน ใต้ตอนล่างรู้ดีที่สุด ปรากฏว่าความตาย เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ภูมิความรู้ขณะที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน เมื่อเวลาเป็นรัฐบาลนั้น สมองส่วนนี้ หยุดทํางานหมดครับ ท่านประธานลองไปดูตัวเลขสิครับ ไม่ว่าจะมีเด็กกําพร้ากว่าครึ่งหมื่นคน หญิงหม้าย สามีไปตายกว่า ๒,๐๐๐ ชีวิต มีคดีไปถึงศาล ท่านประธานที่เคารพ กว่า ๗,๐๐๐ คดี ๗,๖๘๐ คดี จากคดีอาชญากรรมรวมทั้งหมด ๗๗,๘๖๕ คดี แต่ว่าพอเป็นคดีความมั่นคง ๗,๖๘๐ คดี ปรากฏว่าศาลตัดสิน จบคดีในรอบ ก็คือว่ารู้ตัวผู้กระทําความผิด ๑,๘๐๐ กว่าราย ตํารวจ สั่งฟ้อง ๑,๕๐๐ กว่าราย มีคดีทั้งสิ้น ๖๕๕ ราย พิพากษา ๒๕๖ ราย พิจารณาจบแล้ว ในรอบ ๗ ปี คดีเดียวใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากความตายทั้งสิ้น ๔,๓๘๓ ราย จากงบประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงอยากจะถามไปยัง รัฐบาลว่า โดยเฉพาะในรัฐบาลที่คุยโอ้อวดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งองค์กรใหม่เพื่อรับผิดชอบ ภารกิจดับไฟใต้แบบบูรณาการ ท่านประธานทราบไหมครับ ปรากฏว่ารัฐบาลเพิ่งแถลงข่าว เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคมนี้เอง หลังจากความตายเกิดขึ้น ไม่ว่าจากกรณี ๔ ศพ หรือว่ายุทธการ ที่มีการเข้าไปยิงและมีการปล้นปืนเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคมที่ผ่านมา ที่ ร้อยเอก กฤช คัมภีรญาณ ผู้บังคับกองร้อยทหารราบที่ ๑๕๑๒๑ เสียชีวิต ผู้กองกฤช ซึ่งก็ได้ตายตามเพื่อน ผู้กองแคน เป็นนายทหารรุ่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ก็มีหมวดตี้ มีจ่าเพียร แต่ไม่มีหมวดมาร์ค เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดมีการเข้าไปตีค่าย นายทหารตาย ๔ นาย บาดเจ็บ ๖ นาย หลังจากนั้นอีก ๖ วัน ราษฎรตายอีก ๙ คน ซึ่งเป็นชาวบ้านอําเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จํานวน ๑๑ คน ใช้รถกระบะแล้วก็ไปเจอระเบิดตาย เรียงกันตามลําดับครับ ท่านประธานที่เคารพ คําถามที่ผมต้องการจะถามไปยังรัฐบาลก็คือว่า เมื่อพวกท่าน เป็นพวกที่รู้ดีที่สุด ตั้งแต่เสนอตั้งองค์กรดับไฟใต้ นี่ใช้แบบหาเสียง ๒๓ ธันวาคม ปี ๒๕๕๐ บอกว่าเป็นองค์กรแบบบูรณาการ มีรองนายกรัฐมนตรีดับไฟใต้ มีคณะรัฐมนตรีชุดเล็ก ดับไฟใต้ คําถามที่เกิดขึ้นก็คือว่าท่านประชุมไปกี่ครั้ง แล้วทําไมไฟใต้จึงไม่ดับ เรื่อง ๙๙ วัน ยังเหมือนเดิมหรือเปล่า แล้วทําไมเหตุการณ์ยังรุนแรงขึ้น เป็นคําถามแรกท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านจตุพรใช้ ๖ นาที กับ ๕๒ วินาทีครับ ทางรัฐบาลช่วยตอบให้เท่า ๆ กันด้วยนะครับ

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย: ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายถาวร เสนเนียม ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ให้มาตอบกระทู้ถามสด สิ่งแรกที่ผมจะยืนยันกับ ท่านประธานว่าสาเหตุของการเกิดปัญหารุนแรงเกิดจากในยุคของรัฐบาลทักษิณแน่นอน โดยการยกเลิก ศอ.บต. และตีโจทย์ผิด ว่าโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน บอกว่า เป็นโจรกระจอก ต้องย้ําฉายซ้ําเป็นเรื่องปกติที่จะต้องย้ําเตือนผู้ที่เข้าใจผิด สิ่งแรก ที่ท่านผู้ถามได้ถามว่าคนตายมาแล้ว ๔,๐๐๐ คน ตายในยุคของทักษิณเท่าไร ตายในยุค พรรคประชาธิปัตย์เท่าไร ตายในยุคพรรคประชาธิปัตย์ประมาณ ๙๐๐ คน นอกนั้นก็ไปคิด กันเองตายในยุคของใคร

ประการถัดไปที่ตั้งคําถามเข้ามาว่างบประมาณที่ใช้ เราใช้เพื่ออะไร ในยุคพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เพื่อการพัฒนา เช่น ส่งเสริมการประกอบอาชีพสวนยาง สวนปาล์ม ทางด้านการเกษตร และเย็บปักถักร้อย และรวมทั้งอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับ พี่น้องประชาชน ถามกลับมาว่าสมองที่คิดจะแก้ไขปัญหาภาคใต้นั้นเอาไปไว้ซึ่งที่ไหน เอาไว้ที่ผม เอาไว้ที่ท่านนายกรัฐมนตรี เอาไว้ที่รองนายกรัฐมนตรีอย่างไรครับ ไม่ได้เอาไปไว้ที่ไหน ไม่ได้เอาไว้ที่ไหนจริง ๆ สิ่งสําคัญที่ท่านบอกว่า ๙๙ วันทําอะไรแล้ว ออกพระราชบัญญัติ แก้ไขปัญหาด้วยการตั้งศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นสิ่งที่เรารับปาก ว่า ๙๙ วัน เราทําแล้ว แต่การแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยาก ที่ตีโจทย์ผิด เข้าใจผิดมาตั้งแต่ต้น เป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลา สิ่งที่ท่านผู้ถาม ถามกลับมาว่า นโยบายที่เราใช้ขณะนี้ใช้นโยบายอะไร ยุทธศาสตร์พระราชทาน โดยการนําเมือง นําการทหาร เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เข้าใจก็คือเข้าใจวิถีชีวิตความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ทางใต้ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เข้าใจปัญหา เข้าใจสาเหตุของปัญหา และแนวทางของ การแก้ไขปัญหา ในกฎหมาย ศอ.บต. เราเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม นับตั้งแต่เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ๕ คน เป็นคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาด้านการ บริหารและการพัฒนา ๔๙ คน ขณะนี้ระเบียบในการคัดเลือกพี่น้องประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมเสร็จเรียบร้อย และคาดว่าจะเลือกพี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมภายใน ๖๐ วันหลังจากนี้ ขณะนี้องค์กรดังกล่าวนี้ขับเคลื่อนแล้วครับ การจัดทํางบประมาณ การจัดทํายุทธศาสตร์ การจัดทํานโยบาย แผนงานปฏิบัติการ ได้มีการประชุมไปแล้วตั้งแต่ วันที่ ๒๔ มกราคม ส่วนถ้าจะย้อนหลังว่าคณะกรรมการภาคใต้ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรัฐมนตรีท่านอื่น ๆ เป็นคณะกรรมการประมาณ ๑๖ คนนั้นประชุมอีกกี่ครั้ง ปีละประมาณ ๔ ครั้งก็เห็นว่าน่าจะพอ แต่สิ่งสําคัญที่สุดที่เป็นปัญหาอยู่รายวัน เป็นเชิงเรื่อง ของยุทธวิธีที่มีการแก้ไขปัญหา ถามกลับมาว่าพี่น้องทหารเสียชีวิตไป ๔ คน เป็นเรื่อง เหตุสุดวิสัยหรือเป็นเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่เราคาดการณ์แล้วที่จะต้องสู้กันในเรื่องของการ เอาชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการทหาร ทหารเราไม่มีการย่อท้อ ในยุคของท่าน กองพันถูกปล้น ยุคของเรากองร้อยถูกปล้น ถามว่าพวกเราเจ็บปวดไหม เจ็บปวดครับ ทหารถูกปล้นเอาปืนไป ๕๐๐ กระบอกในยุคของท่าน เราเจ็บปวด เราเสียดายชีวิต เราเสียดายความสูญเสีย พี่น้องประชาชนตายไปร่วม ๒,๐๐๐ คนในยุคของท่าน เราเสียใจไหม เสียใจ สิ่งที่อยากจะมาคิดร่วมกัน ทําร่วมกันก็คือว่าฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล หาแนวทางอย่างไรในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ให้ยุติโดยเร็ว นี่คือปัญหาของชาติ ไม่ใช่ปัญหา ของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่ถ้าฝ่ายค้านจะไม่แก้ไม่เป็นไร รัฐบาลเต็มใจที่จะแก้ ก็ขอ กราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ก่อนครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็ใช้เวลา ๓ นาที ๔๓ วินาที เชิญถามครั้งที่ ๒ ครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ ดูเหมือนว่า จะเก่งมาก เป็นผู้รอบรู้ทั้งหมด แต่ทําไมปัญหาของประเทศมันจึงไม่จบ แล้วถามว่า งบประมาณในการจัดอัตราเบี้ยเลี้ยงงบประมาณลงไปจํานวนมโหฬารนั้น โครงการ จัดซื้อจัดจ้าง ใช้วิธีพิเศษทั้งหมดใช่หรือไม่ แม้กระทั่งงบฝึกอบรม ก่อสร้าง ดําเนินการ กันอย่างไร มีวิธีการอนุมัติกันอย่างไร คนเขาสงสัยว่าที่ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันไม่จบ เพราะว่ามันเหมือนกับบ่อน้ํามัน เพราะทุกอย่างจัดซื้อจัดจ้างแพงกว่าที่อื่นและเป็น วิธีพิเศษทั้งหมด แต่คนที่ได้รับชะตากรรมคือทหาร ตํารวจ ครู และประชาชน ซึ่งเขาได้รับ เศษเงินจากโครงการต่าง ๆ ที่นักการเมือง หรือแม้กระทั่งผู้นําต่าง ๆ ได้แสวงหาผลประโยชน์ มากมายบนความตายของประชาชน คําถามที่เกิดขึ้นก็คือว่า ทําไมงบประมาณ เบี้ยเลี้ยง ที่ให้ทหารที่มาปราบปรามประชาชนที่กรุงเทพมหานคร จึงจะต้องจ่ายมากกว่างบประมาณ เบี้ยเลี้ยงที่ให้ทหารต้องไปเสี่ยงภัยใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรืองบระหว่างทหาร กับตํารวจ ครู เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ซึ่งก็ต้องเสี่ยงตายเหมือนกัน ทําไมจะต้องมี ความแตกต่างกัน นี่เป็นคําถามที่ ๒ ครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็ใช้เวลา ๑ นาที ๓๒ นาที เชิญตอบครับ

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

เรื่องแรก เรื่องของการจัดหาผู้รับจ้างหรือผู้ขายสินค้าให้กับหน่วยราชการ ยึดระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประมูลจัดจ้างจัดซื้อ แต่สําหรับบางเรื่องก็ใช้วิธีการพิเศษ ในช่วงที่หาผู้รับจ้างไม่ได้ หรือจะต้องเอาหน่วยทหารเข้าไปทํา อย่างเช่นการก่อสร้าง ถนนสายยะลา-ท่าสาป ผู้รับจ้างทิ้งงาน ในยุคของท่านนั่นละว่าจ้างไว้ ทิ้งงาน เราต้องใช้ หน่วยงานไปก่อสร้างโดยใช้ทหารช่าง หรือถนนสายตะโละหะลอ ตะลอปะตะ ผู้ก่อสร้างรับจ้างด้วยการประมูลเข้าไป ทิ้งงาน เราก็ต้องใช้ทหารก่อสร้าง หรือถนน สายเบตง-ยะลา ข้ามเขื่อนบางลาง ผู้รับจ้างทิ้งงาน เราก็ต้องใช้ทหารช่าง แต่อย่างไรก็ตาม ท่านลงไปตรวจดูได้ ณ วันนี้เมื่อมีการเปิดให้มีการประมูล นักประมูลจากภาคเหนือ จากภาคกลาง จากกรุงเทพฯ ลงไปประมูลเต็มที่ ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้น ขอบคุณมาก ที่เป็นห่วงในเรื่องของการทุจริต แต่ถ้าจะให้สวย เอามาอภิปรายในสภายื่นต่อ ป.ป.ช. ท่านผู้ถามครับ ผมคิดว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องพร้อมจะตอบ อย่าตั้งกระทู้ถามสด เพียงอย่างเดียว ไม่มันส์ครับ ถ้าให้มันต้องยื่น ป.ป.ช. และอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถัดไปครับ

เรื่องถัดไป คือเรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชนในการจัดเงินงบประมาณ ไม่ได้ทําตามอําเภอใจ เราทําประชาคมทุกเรื่องเมื่อจะส่งงาน ส่งการ ส่งอาชีพไปให้พี่น้อง ประชาชน ดูได้จากการทําประชาคมอย่างน้อย ๒,๐๗๓ หมู่บ้าน ว่าอาชีพที่พี่น้องประชาชน ต้องการนั้นทําอะไร ทําประชาคมเสร็จก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการตามที่ พี่น้องต้องการ เราตั้งความหวังเอาไว้ว่า ยุคของท่านพี่น้องประชาชนที่นั่นมีรายได้ประมาณ ๖๔,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว สิ้นปี ๒๕๕๕ พี่น้องประชาชนจะมีรายได้ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเอาตัวเลขมาเป็นเป้าหมายในการยกระดับรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการปลูกยางพารา ปลูกน้ํามันปาล์ม หรือการฟื้นฟูนาร้าง เลี้ยงโค เลี้ยงแพะ เลี้ยงไก่ หรือเลี้ยงปลาในกระชัง รวมทั้งการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย กับการดําเนินการ ให้มีที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องประชาชนผู้ยากจนประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าหน่วย ขณะนี้ ทําอยู่ครับ เป็นห่วงประชาชน ผมมั่นใจว่าเราพยายามทําเต็มที่ ขอเชิญคุณจตุพรลงไปดู ด้วยกันกับผมวันศุกร์นี้ครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านจตุพรเหลือ ๒ นาที กับ ๖ วินาทีนะครับ เชิญถามครั้งที่ ๓ ครับ

นายจตุพร พรหมพันธ์ แบบสัดส่วน

คําถามที่ ๓ ท่านประธานครับ เหตุการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พรรคประชาธิปัตย์ดูเสมือนหนึ่งว่าจะมีนายถาวร เสนเนียม เพียงคนเดียวที่ร่วมไปรับผิดชอบ แต่ความจริงแล้วโครงสร้างใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้เป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทยแต่เพียงอย่างเดียว แล้วเรื่องที่รับผิดชอบหลัก ก็คือทหาร ถามว่ารัฐมนตรีถาวร เสนเนียม สามารถบังคับบัญชาสั่งการทหารในพื้นที่ได้ด้วย หรือไม่ และที่ผ่านมานั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคนสําคัญคนอื่น ๆ ในระยะเวลา ๒ ปีได้ลงไปพื้นที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กี่ครั้ง เคยไปนอนกี่ครั้ง หรือว่าถ้าไม่เคยไปนอน อยู่นานที่สุดกี่ชั่วโมง กี่นาที หลังจากกลับ มีการตายกี่ครั้ง เกิดเหตุการณ์ อะไรบ้าง

ประเด็นต่อมาครับ หลักการที่สําคัญในการดูแลข้าราชการ มีกรณีแบบ พันตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา หรือจ่าเพียร ที่บากหน้ามาหารัฐบาล มาหา นายกรัฐมนตรีในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ เพื่อจะขอย้าย เพราะว่าอยู่ที่นั้นมา ๔๐ ปี ปรากฏว่า ต้องกลับไปตายหลังจากนั้นอีก ๑๗ วัน ในวันที่ ๑๒ มีนาคม ซึ่งเขาได้บรรยายมากมาย เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ คําถามที่เกิดขึ้นก็คือว่า ในหลักการในฐานะ ในจํานวน ๓๖ คน ดูเสมือนรัฐมนตรีถาวรลงไปคนเดียวนี่ คนอื่นก็แว๊บโฉบ เมื่อข้าราชการ ตํารวจที่เขาเรียกว่าเมื่อรู้ตัวเองว่าถูกล็อกเป้า ภาษาที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ว่าตํารวจ ลงไปแล้วไปปะทะกับโจรก่อการร้ายหลายครั้งแล้วก็ถูกล็อกเป้า ไม่รู้ว่าตัวจะตายแบบ จ่าเพียร หรือ พันตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา บัดนี้ในกรณีอย่างเดียวกันนั้นได้มีการแก้ไข กันหรือไม่ หรือได้มีการยอมรับผิดกันหรือไม่ ว่าตํารวจที่เขาอยู่ที่นั่น ซึ่งเขารู้กันเลยลองไปคุย เถอะครับว่า ถ้าใครรู้ว่าจะตายถูกล็อกเป้า ผู้บังคับบัญชาต้องให้ย้ายทันที แต่กรณี พันตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา นายกรัฐมนตรีจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่ความตายเกิดขึ้น คําถามที่เกิดขึ้นก็คือว่าข้าราชการตํารวจ ทหาร ที่ถูกล็อกเป้าหลังจากไปปฏิบัติหน้าที่แบบ ๓๐-๔๐ ปี แบบจ่าเพียรนี้ บัดนี้ถ้ามีกรณีอย่างนี้ แก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดแบบโชคชะตา แบบจ่าเพียรอย่างไร หรือความตายของตํารวจ ทหาร ที่จะดูแลแต่ละครอบครัวรวมกระทั่ง ครู ประชาชนให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างไร เวลานี้ทหารเสียชีวิตซึ่งผมไม่อยากให้ใครตาย สักคน ตํารวจเสียชีวิต แต่การดูแลนี้แตกต่างกัน ครูเสียชีวิตก็ดูแลแตกต่างกัน ความตาย ยังไม่เท่าเทียมอย่าว่าแต่เบี้ยเลี้ยง นี่เป็นคําถามที่ ๓ ท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็เกินเวลาไป ๑ นาทีกับ ๒๐ วินาทีครับ ผิดเงื่อนไขนิดหน่อยครับ รัฐบาลยังเหลือเวลา ๓ นาทีกับ ๔๕ วินาที เชิญครับตอบ

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพ ไม่ว่าจะเป็น พันตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา หรือ พันตํารวจเอก สุวัฒน์ วงศ์ไพบูลย์ น้องชายที่รักของผมเป็นผู้กํากับอยู่ที่บันนังสตาขณะนี้ เสี่ยงเท่ากันครับ ตํารวจ ทหาร ฝ่ายปกครองหรือข้าราชการอื่น ๆ ทุกคนที่อยู่นั่นเสี่ยงเท่ากัน เราที่อยู่ในสภาไม่เสี่ยงเลย พูดเอามันส์สนุกจริง ๆ แต่พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางใต้และข้าราชการทหาร ตํารวจที่นั่น เสี่ยงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดการสูญเสีย มีการเยียวยา การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ ก.ตร. ขอกราบเรียนเพื่อทราบ

เรื่องถัดไป กล่าวหาว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ไปน้อย มากกว่าทักษิณก็แล้วกัน มากกว่าทักษิณก็แล้วกันนะครับ ดังนั้นการเอาใจใส่พี่น้อง ประชาชนที่นั่นเราไม่ย่อหย่อนเป็นไปตามภารกิจ สิ่งสําคัญที่สุดว่าผมสามารถจะประสานกับ ทหารได้หรือไม่ พลโท พิเชษฐ์ วิสัยจร อดีตแม่ทัพภาค ๔ พลโท อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ คนปัจจุบัน ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน ดังนั้นข้อห่วงใยของท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติผู้ถาม ผมพยายามทํางานให้เต็มที่และขอกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ ว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลนั้นมาถูกทางแน่นอน เอาการเมือง นําการทหารและการพัฒนายกระดับคุณภาพในชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน เราทําเต็มที่ นับตั้งแต่เราเข้ามารับตําแหน่งทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็คงจะจบนะครับ เพราะว่า ถามกันครบตามข้อบังคับแล้วนะครับ ต่อไปก็เป็นกระทู้ถามที่ ๒

๒.๑.๒ กระทู้ถาม เรื่อง ปัญหาไข่ (นายสุชาติ ลายน้ําเงิน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คุณพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ตอบ

เชิญเจ้าของกระทู้ถามครับ ก็ควรจะจับเหมือนเดิมครับเอาเป็นมาตรฐาน

นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เขต ๑ วันนี้ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่ให้ผมถามกระทู้ถาม ผมทําเรื่องไปถามท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรื่องไข่ นายกรัฐมนตรีมานั่งอยู่ควรที่จะให้นายกรัฐมนตรีตอบท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรี ไปมอบให้คุณพรทิวามาตอบ ท่านพรทิวาไม่ได้คิดเรื่องไข่ ท่านประธานครับ วันนี้รัฐมนตรี พาณิชย์ก็ไม่มีไข่มาขายอีกในสภา ผมถึงบอกว่าท่านน่าจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ พี่น้อง ประชาชนดูการถ่ายทอดสดอยู่จะได้รู้ว่านโยบายขายไข่ประเทศไทยกับนโยบายไข่ของโลก เป็นอย่างไร ท่านประธานครับผมขอคําถามนี้ก่อน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีว่ากระทรวง พาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบนโยบายเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็มอบหมาย แต่ว่าเรื่องอะไร ที่เป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีตอบ ท่านมานั่งอยู่ตรงนี้ท่านอาจจะตอบท่านก็ได้ แต่ผู้รับผิดชอบคือคุณพรทิวา เชิญถามได้ครับเสียเวลาไปเยอะแล้วครับ

นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ลพบุรี 🔗

กราบขอบคุณท่านประธานครับ นโยบาย ประชาภิวัฒน์ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้บริหารประเทศมา ประมาณ ๒ ปี ก่อนเริ่มบริหารประเทศแถลงนโยบายไว้หลายเรื่อง จะทําเรื่องดี ๆ ให้กับ ประเทศไทยอีกมากมาย ผมไม่แปลกใจท่านประธานครับว่า ๙๙ วันจะทําอะไรไว้หลายอย่าง กฎเหล็กกฎอะไรหายหมดตอนนี้ เหลือแต่กฎเด็กอย่างเดียว ท่านประธานครับ แล้วปีที่ ผ่านมา ๒ นโยบายที่รัฐบาลทําไว้เห็นชัดเจน ที่ดีที่สุดมี ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ กู้แล้วหาประโยชน์ เรื่องที่ ๒ เอาหมีแพนด้าไปโปรโมท (Promote) จนประเทศไทยดังไป ทั่วโลก แต่วันนี้ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ท่านประธานดู ดูภาพที่ผมเอามาจากหนังสือพิมพ์ ท่านครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์คิดไม่ออกว่าจะคิดอะไรให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ใช้มืออมนิ้วโป้ง เอานิ้วชี้อุดหูแล้วทําหน้าตาเหม่อลอย โครงการคิดไม่ออก ท่านประธานครับ คิดขายไข่เป็นกิโลกรัม ผมถึงมาถามวันนี้ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะมาถามว่าขายไข่ เป็นกิโลกรัม ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนคนจังหวัดลพบุรี ไม่ใช่จังหวัดลพบุรี ทุกจังหวัดทั้งประเทศ เขาบอกว่าท่าน ส.ส. ประเทศไทยมันแปลก มันแปลกกว่าโลกไปแล้ว ที่เขาบัญญัติไว้ในหลักสูตรต้องไปลบทิ้ง ท่านประธานครับ ไปลบทิ้งเพราะอะไร เพราะว่า ไข่ตั้งแต่เกิดมา ท่านประธานครับ ท่านประธานเกิดก่อนผมครับ เขาเรียกไข่เป็นฟอง ท่านประธานครับ แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์มาเปลี่ยนเป็นกิโลกรัม ผมไปต่างประเทศมาเขาบอก ประเทศคุณคิดอะไร คิดแบบคิดไม่ออกแล้วหรือ ท่านประธาน คิดนโยบายขายไข่ เป็นกิโลกรัม ถามว่าอาชีพที่จะหายไปจากเมืองไทยประมาณ ๕-๙ อย่าง ๑. อาชีพที่ทํา รังไข่ขาย ๒. คนจนที่หาบไข่ขาย ขายไข่ไม่ได้เพราะว่าต่อไปใครจะไปกินไข่เป็นกิโลกรัม ท่านประธานครับ เขาขายเป็นฟอง อาชีพคนจนหายหมด นี่ละครับที่เขาบอกว่าอุ้มคนรวย แล้วกระทืบคนจน ท่านประธานครับ นี่คือความเป็นจริง วันนี้ท่านคิดขนาดเอาไข่ใบเล็ก ไปผสมกับไข่ใบใหญ่แล้วเอาไปขาย แสดงว่าไข่นายกรัฐมนนตรีเล็กแล้วเอามาผสมไข่คนอื่น ให้มันใหญ่ขึ้น ท่านประธานครับ เพื่อจะได้น้ําหนักเยอะ ๆ อย่างไรครับ ท่านประธาน รู้ไหมครับ ไข่เมื่อเวลาตอนเช้าท่านดูเลยครับ ผมเด็กบ้านนอกช่างสังเกต ไข่ตอนเช้ามันเปียก น้ําหนักมันดี พอกลางวันมันโดนอากาศแห้งปั๊บน้ําหนักหายไปหน่อยหนึ่ง พอตอนเย็นก็จะ หายไปอีก พูดถึงไข่ไก่กับไข่คนคล้ายกันท่านประธานครับ ตอนเช้าอาบน้ําเปียก ๆ น้ําหนักดี พอกลางวันหน่อยน้ําหนักหาย ไม่ใช่เรื่องตลกครับเรื่องจริง ท่านประธานครับ คือเรื่องนี้ ไข่พอออกมาปุ๊บมันเปียกท่านประธานน้ําหนักมันดี ท่านลองไปเขย่าเถอะครับ พอเย็น ๆ น้ําหนักหายไป แม่ค้าเขาพูดไม่ใช่ผมพูด แม่ค้าเขาบอกว่าท่าน ส.ส. สงสัยไข่อภิสิทธิ์เล็ก แล้วจะมาไล่ผสมไข่คนอื่นขายเป็นกิโลกรัม ท่านรู้ไหมครับ ท่านประธานครับ ๑ กิโลกรัม ลองไปชั่ง ท่านครับ ๑๑ ลูก ๑ กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ ๕๑–๕๒ บาท จะถูก ลูกละ ๕ บาท ๕๐ สตางค์ ถึงลูกละ ๖ บาท นี่แสดงว่ารัฐบาลอายเขาครับ กลัวครับ กลัวว่าประชาชน จะตราหน้าว่ารัฐบาลนี้ขายไข่แพงใบละ ๕ บาทกว่า ก็เลยเอาไข่เล็กไปผสมไข่ใหญ่แล้วขาย เป็นกิโลกรัม นี่ครับนี่คือความเป็นจริง ผมถึงบอกว่าวันนี้น่าอับอาย ท่านประธานครับ ใช้นโยบายใช้รัฐบาลไปคิดโครงการนี้ท่านประธานครับ ท่านประธานรู้ไหมเท่าไรครับ ๖๙ ล้านบาท ไปจ้างทีมที่ปรึกษามาคิด ที่จริงไม่ต้องไปจ้างทีมที่ปรึกษา ท่านประธานครับ ผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์มีตั้งไม่รู้กี่คน น่าจะไปถามแม่ค้าในตลาดดูว่าถ้าขายไข่เป็น กิโลกรัมจะดีไหม ขายเป็นลูก ขายเป็นฟองจะดีไหม ถามแม่ค้าก็ได้ครับไม่ต้องไปจ้าง ที่ปรึกษาตั้ง ๖๙ ล้านบาท เสียดายงบประมาณแผ่นดิน เขาถึงบอกอย่างไรท่านประธานครับว่า รัฐบาลนี้คิดได้อีก ๒ อย่างในปีนี้ ปีที่แล้วก็เกณฑ์คนมาชักธงชาติลง ใช้ไป ๑๓ ล้านบาท พี่น้องบ้านผมจังหวัดลพบุรีตายไป ๒ คน มาเอาเพลงชาติลงไป ไปแย่งหน้าที่ ภารโรง ที่ผมบอกอย่างไรครับ ปีนี้ก็ได้อีกโครงการหนึ่งครับ โครงการที่ใหม่ ผมถึงบอกว่า ต้องขอถอน ท่านประธานครับ ครั้งที่ผ่านมาผมเคยบอกว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ลอกนโยบายพรรคเพื่อไทยหรือพรรคไทยรักไทยสมัยเดิม ผมคิดแล้วครับ ไม่ได้ลอกครับ เพราะว่าพรรคไทยรักไทยไม่ได้คิดนโยบายขายไข่ ท่านอภิสิทธิ์คิดได้คนเดียวครับขายไข่เป็นกิโลกรัม ผมขอเข้าคําถามที่ ๑ ถามว่าวันนี้ในเมื่อ คุณขายไข่เป็นกิโลกรัมแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะได้กินไข่บริสุทธิ์จากตูดไก่หรือไม่ เพราะ อะไรท่านประธานครับ ผมจะถามเป็นคําถามที่ ๑ เพราะขายเป็นกิโลกรัมปุ๊บไก่ไข่ออกมา ต้องรีบไปขายเลยเพราะน้ําหนักมันดีกว่าตอนเย็น ท่านประธานครับ ถามคําถามที่ ๑ ว่า ระหว่างขายเป็นกิโลกรัมกับขายเป็นฟอง อะไรมันถูกกว่ากัน อะไรมันแพงกว่ากัน คําถามที่ ๑ ครับท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านใช้เวลาไป ๕ นาที เท่าไร ๕ นาที ๒๐ วินาที เชิญรัฐมนตรีตอบครับ

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้รับ มอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี และในฐานะผู้ต้องปฏิบัติด้วยก็จะต้องเป็นผู้ที่ตอบคําถาม ต้องขออนุญาตท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่าน ส.ส. สุชาติ ลายน้ําเงิน ในส่วนที่ ท่านได้ถามว่า ขายไข่เป็นกิโลกรัมกับฟองอะไรถูกกว่ากัน จริง ๆ นโยบายต้องกราบเรียนว่า เป็นนโยบายที่ต้องการที่จะดูในเรื่องของโครงสร้าง ดูเรื่องของระบบทั้งระบบในการที่จะปรับ เรื่องของต้นทุนที่มาตั้งแต่แรกจนถึงสุดท้ายเพื่อที่จะให้ราคาของไข่มันลดราคาลงให้ได้ เนื่องจากว่าไข่นี่ถือว่าเป็นโปรตีนที่ถูกที่สุด แล้วก็พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนยากคนจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัชชาคนจนก็มีเรื่องของการร้องขอมาว่าสินค้า ๕ ประเภทที่ขอให้ดูแล ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะเรื่องของไข่ก็เป็น ๑ ในสินค้า ๕ ประเภท เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็ต้อง กราบเรียนว่ามันเป็นนโยบายที่ทางรัฐบาลต้องการที่จะดูแลเรื่องของโครงสร้าง ดูแล ในการปรับปรุง ดูตั้งแต่ต้นทาง เพราะฉะนั้นก็ถือว่ามันก็ยังเป็นแนวทางที่เรากําลังที่จะดูอยู่ ในส่วนที่จะทําให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน แต่ในสิ่งที่ท่าน ส.ส. สุชาติได้ถาม ว่าการขายไข่เป็นกิโลกรัมกับเป็นฟองอะไรจะถูกกว่ากัน อย่างที่ท่านพูดไม่ผิดนะคะว่า วันนี้ ขายปลีก ขายไข่คละกิโลกรัมละ ๕๐ บาทถึง ๕๒ บาท ซึ่งมี ๑๑ ฟอง ตก ๕ บาทกว่า อันนั้น มีค่าการตลาดอยู่ ตก ๕-๗ บาท เพราะฉะนั้นมันแน่นอนคือชัดเจนนะคะ กับราคา ที่คละหน้าฟาร์ม (Farm) จะตก ๔๕ บาท เพราะฉะนั้นตรงนี้คือชัดเจนว่าในเรื่องของราคา หน้าฟาร์มมันก็ไม่ได้ตัดวงจรทีเดียวนะคะ เรื่องของล้ง เรื่องของการที่มีล้งซึ่งเป็นผู้ที่คัดแยก แล้วก็นําออกสู่ตลาดก็ยังอยู่ แล้วก็เรื่องของราคาก็อย่างที่บอกนะคะว่ามันมีค่าการตลาด ในส่วนที่ ๕๐-๕๒ บาท ๕-๗ บาท เพราะฉะนั้นหน้าฟาร์มนี้แน่นอนถูกกว่า ก็ตกที่ ๔๕ บาท ซึ่งหารออกมาต่อฟองก็ ๔ บาทหน่อย ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็กราบเรียนว่าขายเป็นกิโลกรัม ก็ต้องเรียนว่ามันเป็นแนวทาง เป็นทางเลือก แล้วก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการ จะดูแลพี่น้องประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ในสิ่งที่เราทํามันก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในขณะที่ภาวะค่าครองชีพมันสูงขึ้นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก ก็ขอกราบเรียนว่าถูกกว่า แน่นอนค่ะ แต่ว่าในแนวทางปฏิบัติก็ต้องรอดูว่าการปฏิบัติจะมีประสิทธิภาพประสิทธิผล แล้วก็เป็นที่พอใจกับพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปหรือไม่ ก็ถือว่าเรามีช่วงทดลอง ถือว่า เป็นทางเลือก เราไม่ปิดกั้นทางใดทางหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลตั้งใจจะดูแล พี่น้องประชาชนในการลดภาระค่าครองชีพค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

รัฐบาลใช้เวลา ๓ นาที ๑๙ วินาทีนะครับ ต่อไปเชิญคุณสุชาติครับ ถามครั้งที่ ๒

นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ลพบุรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุชาติ ขอถามคําถามที่ ๒ พอท่านคิดมาแบบนี้ ท่านบอกว่าเป็นกิโลกรัมถูกกว่า พี่น้องประชาชน ฟังทั้งประเทศ ท่านประธานครับ วันนี้เขาซื้ออยู่หน้าบ้าน บ้านผมเดินออกไปตลาด ลูกหนึ่ง ก็ ๓ บาท ไข่อภิสิทธิ์ตอนนี้ ๓ บาท แต่ถ้าเป็นกิโลกรัม เมื่อครู่รัฐมนตรีพูดชัดเจนแล้วว่า ๕ บาท มันต่างกันอย่างไรครับท่านประธาน มันแพงแล้วขายยาก ต่อไปนี้ถ้าคุณไปกินข้าว ผัดกระเพราใส่ไข่ดาว ใส่ฟองเดียวไม่ได้ ต้องใส่ ๒ ขีดครึ่งครับ ต่อไปแม่ค้าจะทําอย่างไร ท่านประธานครับ พอขายข้าวผัด ๑ จาน ไข่ดาว ๑ ฟอง ฉันขายให้คุณไม่ได้หรอก เพราะฉัน ต้องขายเป็นกิโลกรัม คุณจะกินไข่ ๒ ขีดครึ่ง เดี๋ยวตักไข่ขาวออก เอาไข่แดง เดี๋ยวจะชุลมุน วุ่นวายไปหมด นี่คือความเป็นจริงท่านประธานครับ ไปฟังพี่น้องประชาชนดูบ้าง ท่านประธานครับ ผมถึงบอกว่านายกรัฐมนตรี จะคิดนโยบายอะไร คิดให้ดี ๆ กว่านี้เยอะ ควรที่จะคิดว่าประเทศนี้จะเดินหน้ากันอย่างไร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ราคาข้าวที่ตกต่ําอยู่ น้ําท่วม พี่น้องกําลังวุ่นวายไปทั้งประเทศ น้ําท่วมภาคใต้ กลับไม่คิด กลับไปคิดขายไข่เป็น กิโลกรัมอย่างนี้ท่านประธานครับ

ผมถามคําถามที่ ๒ เลยว่า ท่านประธานรู้ไหมครับว่า ไข่นี้มันมีทั้งไข่ฝ่อ ไข่แฝด ถ้าไข่ฝ่อก็เหมือนของนายกรัฐมนตรี ถ้าไข่แฝดก็น้ําหนักดีหน่อยเพราะมันมี ๒ ใบ ในใบเดียวกัน กระผมต้องถามท่านประธานต่อครับว่า ไข่ฝ่อ ไข่แฝด แล้วไข่แห้ง ไข่เปียกที่ผม ถามนี้นะครับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้เดินออกไปถามพี่น้องประชาชนไหมครับว่า ถ้าผมจะ ขายไข่เป็นกิโลกรัมพี่น้องเอากับผมไหม ผมจะขายไข่เป็นฟองพี่น้องเอากับผมไหม ทําไม ผมถามอย่างนี้

ผมเข้าคําถามที่ ๒ ครับท่านประธานว่าโพลได้ทําโพลสํารวจจากท่านออก นโยบายประชาภิวัฒน์ขายไข่ท่านนี้ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ประชาชนไม่เอาด้วย ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เอาด้วย ถามคําถามที่ ๒ ว่าท่านจะยกเลิกเพื่อไม่ให้อายชาวโลกเขาได้ไหมว่าคิดขายไข่ เป็นกิโลกรัม ทั่วโลกเขาก็ขายเป็นฟอง ท่านจะยกเลิกการขายไข่เป็นกิโลกรัมได้หรือไม่ คําถามที่ ๒ ครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ใช้เวลาอีก ๒ นาที ๒๐ วินาที เชิญท่านรัฐมนตรีตอบ

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขออนุญาตตอบ คําถามที่ ๒ ที่ว่าจะยกเลิกหรือไม่ ก็อย่างที่ได้กราบเรียนแล้วว่าการขายไข่เป็นกิโลกรัม ในต่างประเทศเขาก็มีเช่นกันในตลาดสด คือเขาถือว่าเป็นทางเลือก อันนี้นโยบายรัฐบาลก็ถือว่า เป็นทางเลือกให้กับพี่น้องประชาชน ก็เหมือนว่าใครใคร่ซื้อก็ซื้อ ใครไม่อยากได้แบบนี้ก็ซื้อ แบบที่เป็นแพคเกจ (Package) ซึ่งมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม อันนี้เป็นทางเลือกซึ่งเรานําร่อง ในตลาดสด ก็ถือว่าเป็นทางเลือกจริง ๆ ที่จะให้ประชาชนได้ซื้อของที่อาจจะถูกกว่า แต่อย่าง ที่ว่าเมื่อมันเป็นแพคเกจ ตัวแพคเกจมันแพงจริงก็ต้องยอมรับว่ามันแพง แต่ก็ถือเป็น ทางเลือก แล้วเขาก็มีสูตรมากมายเรื่องของไข่ เพราะฉะนั้นอาชีพของที่ท่านว่าคือล้ง ก็ต้อง มีการคัดไข่ การที่ไข่ฝ่อไข่อะไรที่ท่านว่า เขาก็มีการคัดมาระดับหนึ่งอยู่แล้ว วันนี้การที่ขายไข่ เป็นกิโลกรัมก็ไม่ได้หมายความว่าอาชีพของพวกที่เป็นล้งหรือผู้ที่เป็นผู้ที่คัดเลือกแล้วก็นํามา ขายต่อก็ยังคงมีอยู่ ส่วนอาชีพอื่น ๆ ก็คืออาจจะต้องมีแนวทางในการที่จะนําเสนอในสิ่งที่ ก็อาจจะเป็นประโยชน์ในการที่จะซื้อไข่ได้ถูกลง แต่ว่าอย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ขอเรียนว่า มันเป็นนโยบายที่รัฐบาลมองเห็นว่าเป็นทางเลือกให้พี่น้องประชาชนในการที่จะซื้อหรือไม่ซื้อ ก็ได้ มันไม่ได้เป็นข้อบังคับ แล้วก็ไม่ได้บังคับกับผู้ขายด้วยว่าต้องทําแบบนี้ เราก็ขอแค่ว่า จะร่วมมือก็ร่วมมือ ซึ่งก็มีตลาดสดให้ความร่วมมือ ตอนนี้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน ประมาณ ๓๐ แห่ง ก็จะเริ่มวันที่ ๑ ก็อาจจะมีนําร่องก่อนบางส่วนแต่ว่าอาจจะไม่ถึงทั้งหมด เพียงแต่ว่าก็จะมีแนวทางที่เราจะถือใช้ปฏิบัติในช่วงนี้ ๓ เดือน ซึ่งเมื่อ ๓ เดือนแล้ว เราก็ประเมินผล ถ้าประชาชนตอบรับเราก็ทําต่อ ถ้าประชาชนยังไม่พอใจหรือยังไม่ตอบรับ เราก็ไม่ได้ยึดถือว่ามันจะต้องทํา ไม่ได้เป็นการบังคับ ถือว่าเป็นทางเลือกค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุชาติเหลือเวลา ๒ นาที ๒๐ วินาที เชิญถามครั้งที่ ๓ ครับ

นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ลพบุรี

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับที่ท่านคัดไข่ฝ่อของนายกรัฐมนตรีออกไปชั่งขายต่างหาก เมื่อสักครู่นี้นะครับ เพราะเรื่องของเรื่องที่ผมถามบอกว่าถ้าไข่ฝ่อ คนที่ไข่ฝ่ออยู่แล้วจะไปใส่ ไข่คนอื่นไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าเอาไปผสมกับคนอื่นอย่างไรก็ขายเป็นกิโลกรัม แล้วที่น่าเสียใจ ที่สุด ท่านประธานครับ ผมได้รับโทรศัพท์เมื่อสักครู่เอง แม่กิมไล้โทรศัพท์มาจากจังหวัด เพชรบุรีเลย แม่กิมไล้นี้ต้นตํารับไข่เลยท่านประธานครับ เป็นผู้หญิงที่ขายไข่ได้ดีที่สุด แต่ถ้า ผู้ชายต้องนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไข่ดีที่สุด เพราะอะไร ก็สูตรแม่กิมไล้เวลาทําขนมหวาน ท่านประธานรู้ไหม เขาบอกขนมสูตรนี้ต้องใส่กี่ฟอง ใส่กี่ฟอง วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เปลี่ยนให้เขาแล้วครับ แม่กิมไล้บอกแล้วฉันจะไปจดสูตรไหนทันท่านประธานครับ ฉันทํา ของฉันทุกวัน หวานขนาดนี้ต้องใส่ไข่ขนาดนี้ แต่วันนี้คุณอภิสิทธิ์พาฉันเสียคนแล้ว เอาไข่ อภิสิทธิ์ไปผสมเป็นกิโลกรัม นี่ครับท่านประธาน ผมถึงบอกว่าวันนี้ประเทศวุ่นไปหมดเรื่องไข่ เอาแค่ไข่อย่างเดียว ตื่นเช้ามา ท่านไปดูเถอะต่างจังหวัด แต่ก่อนพูดเรื่องอื่นเดี๋ยวนี้พูดเรื่องไข่อย่างเดียว ผมถึงบอกว่า อยากจะให้พี่น้องประชาชนชาวไทยไปทํามาหากินเรื่องอื่น ไม่ต้องมาเป็นห่วงกับไข่อภิสิทธิ์ เพราะอย่างไรไข่อภิสิทธิ์วันนี้ถ้ามาเทียบเป็นลูก ลูกละ ๕ บาท ๖ บาท เป็นฟองนะครับ ก็กลัวครับ ท่านประธานครับ กลัวว่าชาวโลกเขาจะบันทึกว่าไข่นายกรัฐมนตรีประเทศไทย ๕ บาทถึง ๖ บาท เลยมาเปลี่ยนเป็นกิโลกรัมอย่างที่ผมบอก ทีนี้คําถามสุดท้ายที่ผมจะถามว่า แล้วพวกอาชีพที่ทํากับไข่อยู่ทุกวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ไปทําอาชีพอะไร จะถามว่า อาชีพขายไข่ ปิ้งไข่ขายมีพี่น้องภาคอีสานทั้งนั้น ท่านไปดูเถอะครับ ปิ้งไข่ขายตามถนน ที่ขาย เป็นฟอง ๆ ที่เสียบไม้นะครับ ต่อไปท่านนายกรัฐมนตรีจะให้พวกนี้ไปทําอาชีพอะไร เพราะต่อไป พวกนี้เราต้องซื้อกิโลมาผูกไว้ข้างหลังด้วย แล้วก็คนกินมาถึงบอกซื้อไข่ฟองหนึ่ง ฉันไม่ขาย ขายไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บอกให้ขายเป็นกิโลกรัม จะกินครึ่งกิโลกรัมหรือกิน ๓ ขีดครึ่ง ถ้า ๓ ขีดครึ่งก็ได้ ๒ ลูกกว่า ๆ บ้านเมืองวิบัติหมด ท่านประธานครับ ผมถึงบอกว่า ๑. ขายไข่ เอากิโลผูกข้างหลังด้วย จะไปยืมกิโลเพื่อนมาชั่งก็ไม่ได้ กลัวน้ําหนักไม่เท่าเดิม เหมือนทองครับท่านประธานครับ ทองนี่เขาไม่เอาตาชั่งคนอื่นมาชั่งขายเลย ถ้าคุณจะทํา อาชีพขายไข่ ซื้อไข่มาขายแผงหนึ่งประมาณ ๓๐๐ บาท ไปซื้อกิโลอีกประมาณเกือบ ๔,๐๐๐–๕,๐๐๐ บาท กิโลเดี๋ยวนี้มันแพงท่านประธานครับ ผมถึงบอกว่าอาชีพนี้จะหายไป ทันที ถ้าอยากจะให้อาชีพขายไข่มีต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เลิกคิดขายไข่เป็น กิโลกรัมเถอะครับ คําถามสุดท้ายถามเลยครับว่า ถ้าขายไข่เป็นกิโลกรัมต่อไป พี่น้องที่ผลิตถาดรองไข่ที่เป็นหลุม ๆ ที่จะใส่เป็นถาดนี่นะครับ แล้วพี่น้องที่ขายไข่ ทั้งประเทศ พี่น้องที่หาบไข่ขายทั้งประเทศจะอยู่กันอย่างไร เป็นคําถามสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็หมดเวลา เกินไป ๑ นาที เชิญท่านนายกรัฐมนตรีตอบครับ มีเวลา ๔ นาที ๒๒ วินาทีครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บังเอิญพาดพิงถึงผมหลายครั้ง เป็นห่วงท่านครับ คือ รัฐบาลไม่ได้ไปบังคับให้ใครซื้อขายไข่เป็นกิโลกรัม รัฐบาลเพียงแต่บอกว่าวันนี้เราเพิ่ม ช่องทางใหม่ของการซื้อขายไข่ ความหมายก็คือว่าในการดูแลปัญหาเรื่องไข่ ถ้าท่านดู มาตรการให้ครบ เราไม่ได้พูดเรื่องการขายเป็นกิโลกรัมอย่างเดียว เราพูดว่าเราต้องใช้เวลา ในการไปดูต้นทุนทั้งระบบ ไปดูปัญหาในเรื่องของต้นทุนที่สูงมากคืออาหารสัตว์ และเรื่อง ของระบบที่เกี่ยวข้องกับการขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อที่จะกํากับปริมาณไม่ให้เกิดปัญหา เหมือนกับที่ผ่านมาว่ามีการขาดแคลนบางช่วงทําให้ราคาสูงขึ้นอย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้น ก็เพียงแต่บอกว่าในระยะเฉพาะหน้าจะเพิ่มทางเลือกให้ เพื่อที่ว่าสําหรับบุคคลที่ต้องการที่จะ ไปซื้อไข่ ไม่ติดใจในเรื่องของขนาด ไม่ต้องเสียต้นทุนในเรื่องของตัวถาดหรือบรรจุภัณฑ์ ต่าง ๆ ก็จะมีโอกาสซื้อไข่ในต้นทุนที่ต่ําลง และเขาก็ไปทดลองที่ตลาดมีนบุรี ที่ตลาดรังสิต ก็ได้รับความสนใจในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นที่ท่านถามมาทั้งหมด ท่านไม่เข้าใจเลย ท่านไปเข้าใจว่าจะมีการบังคับเปลี่ยนระบบการขายไข่ ไม่ใช่ครับ แค่เพิ่มทางเลือก ซึ่งถ้า พี่น้องประชาชนเห็นว่าเหมาะสมกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถูกกว่าก็ไปซื้อ แต่ถ้าใคร มีความต้องการที่อยากจะซื้อแบบเดิมก็ซื้อแบบเดิม ก็มีเท่านั้นละครับ อยากจะให้ท่านได้ เข้าใจนะครับ จะได้ไม่ทําความสับสนให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็คําถามทั้งหมดอยู่บน สมมุติฐานที่ผิดตั้งแต่ต้นว่าเป็นการไปเปลี่ยนระบบการขายไข่ ไม่ใช่หรอกครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จบกระทู้สดที่ ๒

ต่อไปเป็นกระทู้ถามที่ ๓ เรื่อง การปรับปรุงค่าตอบแทนให้กับสมาชิก สภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ตั้งกระทู้ถามคือนายสนอง เทพอักษรณรงค์ ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นผู้ตอบ เชิญถาม

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอตั้งกระทู้ถามสด ถามต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ตามมาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ ใน ๒ ปีเศษที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภาเรียบร้อย ในความเป็นจริงก็คือว่าวันนี้ต้องยอมรับนโยบายในหลาย ๆ เรื่อง ที่รัฐบาลนี้ได้ผลักดันนําความอยู่ดีมีสุขมาให้พี่น้องประชาชน ผมยกตัวอย่างให้เห็นนี่นะครับ เช่น ค่าตอบแทนผู้สูงอายุ ซึ่งก็ได้ในรัฐบาลนี้ที่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ค่าตอบแทน อสม. รัฐบาลนี้ละครับจัดให้ ทําให้พี่น้อง อสม. ซึ่งเป็นองค์กรที่เสียสละเพื่อส่วนรวมนั้นได้รับ ค่าตอบแทน การเล่าเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ การใช้บัตรประจําตัวประชาชนรักษาฟรี ทุกโรค หรือรวมไปถึงการลดรายจ่ายพี่น้องประชาชนในการเดินทาง นั่งรถไฟฟรีเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วปัญหาที่บรรดาพี่น้องในท้องที่เรียกร้องมานานนั่นก็คือค่าตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ในรัฐบาลนี้ก็ได้มีการปรับปรุงค่าตอบแทนของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะกล่าวโดยรวมแล้วก็ถือว่านโยบายของรัฐบาลนั้นได้สร้างความอยู่ดีมีสุขมาสู่ พี่น้องประชาชน ในปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ของกระผมได้ฝาก ขอบพระคุณรัฐบาลในเรื่องของการประกันรายได้เกษตรกร เพราะว่าในเดือนมกราคม ที่ผ่านมาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็ได้ไปจ่ายเงินชดเชยประกันรายได้ เกษตรกรให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนา ก็ทําให้พี่น้องเห็นผลสําเร็จของโครงการนี้ เขาฝากมาอันหนึ่งก็คือพี่น้อง อปพร. พี่น้อง อปพร. นี่ทํางานด้วยความเสียสละ จะเห็นได้ว่า ในช่วงของเทศกาลต่าง ๆ ก็ได้ อปพร. นี่ละครับกางเต็นท์เฝ้าถนน ดูแลความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน มีบุญมีทานมีงานต่าง ๆ ก็ได้พี่น้อง อปพร. นี่ละครับช่วยดูแล แต่ทว่าวันนี้ไม่มีสวัสดิการอะไรให้กับพี่น้อง อปพร. ก็ฝากท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณา คิดที่จะให้สวัสดิการแก่พี่น้อง อปพร. ด้วย ซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ทํางานด้วยความเสียสละ มาตลอด ท่านประธานครับ เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาพี่น้ององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นต่างก็ดีใจ ทราบว่ากระทรวงมหาดไทยจะมีการปรับปรุงค่าตอบแทนให้แก่ พี่น้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็คิดว่าต่อไปนี้ถึงจะมีการขึ้นค่าตอบแทนมา ถามว่า กับภาษีสังคมก็ดี กับการดํารงชีวิตก็ดี เพียงพอหรือไม่ ก็คงไม่เพียงพอหรอกครับ แต่พี่น้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็วาดหวังว่ามันน่าจะได้รับการปรับปรุงในระดับที่เหมาะสม พอสมควร กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เราปรับปรุงค่าตอบแทนไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นวันนี้ประกอบไปด้วยองค์การบริหารส่วนตําบล เทศบาล องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด การปกครองพิเศษกรุงเทพมหานคร และพัทยา เป็นต้น แต่ทว่าที่ผ่านมาครับ ปรากฏว่าการปรับปรุงค่าตอบแทนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ปรับปรุงแค่ องค์การบริหารส่วนตําบล เท่าที่ทราบครับ วันนี้ผู้ที่ดํารงตําแหน่งนายก ผู้บริหารสูงสุดได้รับ การปรับปรุงค่าตอบแทน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รองนายก อบต. ประธานสภา อบต. ผมอยากทราบว่ากระทรวงมหาดไทยใช้หลักเกณฑ์อะไร ในการปรับปรุงค่าตอบแทนให้กับสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือองค์การบริหาร ส่วนตําบล เพราะหลายมาตรการสับสน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วตําแหน่งเลขานุการสภา เลขานุการนายก อบต. ผมได้รับการร้องเรียนมาครับ ได้รับการปรับปรุงเพิ่มขึ้นเพียงคนละ ๔๐ บาท ถ้าจะซื้อปลาทูดี ๆ หน่อยยังซื้อกินไม่ได้เลยครับ เดือนหนึ่งปรับปรุงมาแค่ ๔๐ บาทเท่านั้น ไม่ทราบว่ามีมาตรการอะไรที่ใช้เป็นมาตรฐานในการปรับปรุงครั้งนี้ ขออนุญาตเรียนถามเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณสนองใช้เวลาไป ๖ นาที ๑๗ วินาที เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอตอบกระทู้เกี่ยวกับประเด็นคําถามการปรับค่าตอบแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือสมาชิก กระผมต้องเรียนว่ารัฐบาลนั้นได้ให้ความสําคัญกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอํานาจหรือการดูแล ให้ขวัญ กําลังใจและรับปัญหาเป็นประเด็นต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาดูแลตลอด เพราะรัฐบาลถือว่าองค์กรเหล่านี้คือองค์กรที่มีผู้แทนของประชาชนที่เป็นคนพื้นที่อยู่ใกล้ชิด ชาวบ้าน ดูแลปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ดี แล้วก็เป็นกลไกหนึ่งในการที่จะนํานโยบาย ของรัฐบาลไปดูแลพี่น้องประชาชน สําหรับการดูแลค่าตอบแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น รัฐบาลไม่ได้คิดจะขึ้นหรือจะปรับก็ทําทันที เพราะวันนี้ต้องดูทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบ้านเมืองเรานั้นมี ๕ รูปแบบ ทั้งรูปแบบพิเศษคือ กทม. และ เมืองพัทยา ๗,๘๕๒ แห่ง ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ผมต้องเรียนท่านประธานที่เคารพว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีจํานวนมากที่สุดก็คือ อบต. มีอยู่ ๕,๗๖๘ แห่ง อบต. นั้น โครงสร้างก็อย่างที่พวกเราทราบ มีฝ่ายบริหาร มีฝ่ายสมาชิก แต่วันนี้ระบบค่าตอบแทน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง ๕ รูปแบบนั้น ผู้บริหาร อบต. และสมาชิกนั้นมีโครงสร้างของ ค่าตอบแทนที่ต่ําที่สุดเมื่อเทียบกับเทศบาล เมื่อเทียบกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด กทม. หรือเมืองพัทยา เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นก็ได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยไปดู ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง แล้วให้ดูในแง่ของโครงสร้างว่าถ้าจะมีการปรับปรุงแล้ว ควรที่จะดําเนินการแค่ไหน เพียงใด และประกอบกับข้อเรียกร้องของบรรดาผู้บริหาร และสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต. ที่นําเสนอมายังกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการให้ช่วยดูแลเรื่องค่าตอบแทนให้เกิดความเป็นธรรม และสอดคล้องกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นด้วย เมื่อเป็นอย่างนี้ก็มีการพิจารณาด้วยความรอบคอบ หลายฝ่ายครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนของกระทรวงมหาดไทย กรมบัญชีกลาง สํานักงบประมาณ แล้วก็ได้มี มติ ครม. เพื่อจะผลักดันการขึ้นค่าตอบแทนของ อบต. ทั่วประเทศไทย ฝ่ายบริหารและ สมาชิกทั้งประเทศ ประเด็นคําถามท่านถามว่า มีเกณฑ์การขึ้นอย่างไร ผมต้องเรียนครับว่า แบ่งการขึ้นเป็นลําดับอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ นายก อบต. หรือผู้บริหารนั้น จะปรับขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยใช้เกณฑ์ค่าตอบแทนรายเดือนของนายก อบต. หรือของ ผู้บริหาร ซึ่งวันนี้ค่าตอบแทนของนายก อบต. เมื่อเปรียบเทียบกับเทศบาลและ อบจ. แล้ว สูงสุดของ อบจ. นะครับ ที่เป็น อบจ. สูงสุดขนาดใหญ่ เขาจะมีค่าตอบแทนรายเดือนของเขา ๙,๒๐๐ บาท แต่สูงสุดของเทศบาล ค่าตอบแทนรายเดือน ๔๖,๐๐๐ บาทครับ ของ อบจ. ก็ ๔๖,๐๐๐ บาท เท่าเทศบาล อันนี้สูงสุดนะครับ ส่วนต่ําสุดของ อบต. จะอยู่ประมาณ ๓,๕๐๐ บาท ของเทศบาลจะอยู่ประมาณ ๑,๒๖๐ บาท นี่คือเกณฑ์ตัวเลขก่อนที่จะมีการ ปรับโครงสร้างนี้ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้เกณฑ์การปรับปรุงต่าง ๆ ก็ออกมาเป็นเกณฑ์อย่างนี้ครับ ซึ่งก็มีผลใช้แล้วตั้งแต่เดือนมกราคมนี้เป็นต้นไปนะครับ นายก อบต. หรือผู้บริหาร ของ อบต. ทั่วประเทศ จะมีการปรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับจากค่าตอบแทนรายเดือนของ นายก อบต. ซึ่งเกณฑ์ก็ไม่เหมือนกันนะครับ แล้วแต่ อบต. ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ส่วนรองนายก อบต. และประธานสภา อบต. ก็ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ รองประธานสภา อบต. ๔๕ เปอร์เซ็นต์ เลขานุการสภา อบต. เลขานุการนายก อบต. ๓๕ เปอร์เซ็นต์ สมาชิก อบต. ๓๕ เปอร์เซ็นต์จากค่าตอบแทนรายเดือนของนายก อบต. เกณฑ์ทั้งหมดนี้เป็นการกําหนด โดยมีเหตุมีผล มีโครงสร้างเมื่อเทียบกับเทศบาลอย่างชัดเจนครับ อธิบายได้ ใช้งบประมาณ ทั้งหมด ๑,๐๕๕ ล้านบาทต่อปีครับ นี่คือในการปรับปรุงเงินค่าตอบแทนเรื่องนี้ครับ

ท่านประธานครับ ประเด็นที่อยากจะเรียนก็คือว่าองค์กรอื่น ๆ ที่มีอยู่ ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบจ. หรือแม้แต่ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ส.ก. ส.ข. ซึ่งวันนี้ กระทรวงมหาดไทยก็ได้มีการดําเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ร่วมกันหลายฝ่ายครับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของงบประมาณ มาพิจารณาดูโครงสร้างเพื่อให้เกิดความสอดคล้อง และเหมาะสม ที่สําคัญครับ การปรับแต่ละครั้งสามารถอธิบายได้บนเหตุบนผลครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณสนองมีเวลา ๓ นาที กับ ๘๓ วินาที เป็นการถามครั้งที่ ๒

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้อง ขอกราบขอบพระคุณท่านบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กรุณาได้ตอบคําถามข้อที่ ๑ ท่านประธานครับ ในสภาพของการเป็นอยู่ของสังคม ในชนบท จะเป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง อบต. ก็จะมีความผูกพันกัน จะเห็นได้ว่าพอมีการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมา ผู้ใหญ่บ้าน เปลี่ยนสถานภาพครับ ไปสมัครเป็น อบต. เพราะเมื่อก่อนนี้ผู้ใหญ่บ้านก็อยู่ ๔ ปี อบต. ก็อยู่ ๔ ปี แต่ อบต. มีค่าตอบแทนที่สูงกว่าก็ไปอยู่ อบต. แต่พอมาปรับปรุงค่าตอบแทนของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงปรับปรุงค่าตอบแทนของท้องที่ คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน วันนี้กํานัน ๑๐,๐๐๐ บาท ผู้ใหญ่บ้าน ๘,๐๐๐ บาท หลายพื้นที่ครับ คนที่เป็น อบต. ก็จะกลับไปสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็ทะเลาะกันในสังคมครับ เกิดความแตกแยก นี่คือเรื่องจริงครับ

ประการที่ ๒ ครับ อยู่ในสังคมเล็ก ๆ พอค่าตอบแทน อบต. น้อย ก็จะเกี่ยงกันเลย บอก มีงานในพื้นที่ให้ผู้ใหญ่บ้านรับผิดชอบ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมครับ ผมจึงอยากจะขอกราบเรียนถามต่อไปว่าจะเป็นไปได้ไหมในส่วนของสมาชิกในส่วนของ รองนายก เลขา ประธานสภา เราจะได้มีมาตรการปรับปรุงให้เขาเท่ากับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหมือนนายก เหมือนฝ่ายบริหาร ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ทําเหมือนกับที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้กรุณาปรับปรุงค่าตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ปีแรกก็ให้ไป ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ปีถัดมา ก็ปรับปรุงเพิ่มเติม ผมว่าเราก็จะได้ใจของบุคคลเหล่านี้ด้วย

ประการต่อมา ผมขอเรียนถามครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาเรียนต่อสภาแล้วบอกว่ามีอยู่ ๕ รูปแบบ แล้ววันนี้เทศบาล องค์การ บริหารส่วนจังหวัด หรือจะเป็นการปกครองรูปแบบพิเศษอย่างที่ว่า จะใช้ระยะเวลาที่มี การศึกษาหารายละเอียดนานเท่าไรครับจะมีการปรับปรุงให้ในองค์กรที่เหลือ

และประการสุดท้ายครับ เรื่องการจัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติแผนขั้นตอนการกระจายอํานาจ ซึ่งวันนี้ท้องถิ่นได้ตัดพ้อ ต่อว่ามาบอกว่ามีรายได้น้อย ไม่เป็นไปตามแผนขั้นตอนการกระจายอํานาจ หลังจาก การปฏิวัติเสร็จมีการแก้ระเบียบ เมื่อก่อนนี้จะต้องจัดให้ได้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ภายในปี ๒๕๔๙ ได้มีการแก้ไขระเบียบออกมา ในปี ๒๕๕๔ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับจัดสรร งบประมาณจากรัฐบาลรวมเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ และจะเป็นไปได้หรือไม่ เราจะตัดงบที่ไปแฝงอยู่ เช่น ค่าตอบแทน อสม. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเหล่านี้ ให้ออกไปอยู่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตรง เพื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้ทราบงบประมาณของตัวเองอย่างแท้จริง ขอกราบเรียนถามเป็นครั้งสุดท้าย ขอบพระคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณสนองเกินเวลาไปแล้ว นะครับ เกินเวลาไปเกือบ ๓๐ วินาทีนะครับ ก็เชิญทางรัฐบาลตอบครับ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สําหรับประเด็นที่ต้องเรียนท่านผู้ถามก็คือว่า การขึ้นหรือปรับปรุงค่าตอบแทนให้กับผู้บริหาร อบต. และสมาชิกครั้งนี้ รัฐบาลมีเจตนาที่จะดูแลเป็นขวัญกําลังใจและให้สอดคล้องกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ทั้ง ๕ รูปแบบ มิได้มีเจตนาที่จะให้พี่น้องประชาชน เกิดความขัดแย้งหรือทะเลาะกัน ส่วนพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่คนใด ท่านใดประสงค์ จะลาออกจากตําแหน่งใดไปเป็นกํานัน หรือเป็นสมาชิก อบต. หรือเป็น นายก อบต. ก็สุดแท้แต่ อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน นี่คือเจตนารัฐบาลที่จะดูแลให้สอดคล้อง ในโครงสร้างของค่าตอบแทน

ส่วนประเด็นบอกว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าที่จะมีการดูแล ปรับปรุงให้กับบรรดา ประธานสภา เลขานุการ หรือสมาชิก อบต. ให้เทียบเท่ากับ นายก อบต. ที่มีการปรับแล้ว กระผมต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาชิก อบต. ทั่วประเทศ วันนี้ถ้ามีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องค่าตอบแทนหรือมีข้อนําเสนอ เรียกร้องอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ต่อส่วนรวมในพื้นที่ กระทรวงมหาดไทย ท่านนายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับข้อเสนอนั้น ๆ ส่วนแต่ละข้อเสนอนั้นจะเดินไปได้แค่ไหน เพียงใด เราต้องหารือกัน เพราะผมต้องเรียนว่าพี่น้องผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสมาชิกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ขอให้เราทําอะไร นําเสนอข้อเรียกร้อง ใดนั้นให้มีสติอยู่บนเหตุบนผลครับ รัฐบาล ผู้เกี่ยวข้องของกระทรวงพร้อมที่จะรับ และหารือกัน และหาข้อสรุป เราจะทําได้แค่ไหน เพียงใดนั้นเราต้องคุยกัน มีเหตุมีผล ที่จะชี้แจงให้กับพี่น้องเหล่านั้นได้ ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่จะดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้ครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านนายกรัฐมนตรี ตอบครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ นะครับว่า ในส่วนของโครงสร้างระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเอง ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ แม้กระทั่งระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ กับบรรดาข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นกําลังให้ดูโครงสร้างทั้งหมด และวันข้างหน้า ผมคิดว่าถ้าเราได้โครงสร้างที่เห็นว่าเหมาะสมลงตัวแล้ว การขึ้นค่าตอบแทนต่อไป รัฐบาลจะพยายามดูว่าจะสามารถทําแบบอัตโนมัติได้หรือไม่ตามค่าครองชีพ เหมือนกับ ขณะนี้ที่เราปรับให้ข้าราชการ เราก็จะสามารถปรับเป็นเปอร์เซ็นต์ตามค่าครองชีพได้ จะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันนะครับ ในเรื่องของการที่ว่ากลุ่มไหนจะมากกว่า น้อยกว่า แซงกัน ถ้าเรายึดโยงกันให้เสร็จไปสมบูรณ์แล้ว ต่อไปก็อยากจะให้ขึ้นในลักษณะของการปรับตามค่าครองชีพ

ส่วนประเด็นงบประมาณนั้น ปี ๒๕๕๔ ท้องถิ่นจะมีงบประมาณอยู่ประมาณ ร้อยละ ๒๖.๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ยังไม่สูงอย่างที่เราอยากจะเห็น ขณะเดียวกันผมก็ได้รับเรื่อง ที่ร้องมาว่าจะนําเอางบประมาณในส่วนที่เป็นนโยบายของรัฐบาลออกมาจากการนับเป็นงบของ ท้องถิ่นได้หรือไม่ ก็ได้มีการพิจารณากับกระทรวงการคลัง กับทางสํานักงบประมาณ แล้วนําเข้าสู่ การประชุมของคณะกรรมการการกระจายอํานาจซึ่งมีตัวแทนของท้องถิ่นร่วมอยู่ด้วย ขณะนี้ ก็ได้ข้อยุติว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ สัดส่วนของท้องถิ่นจะไม่น้อยกว่าเดิม และรัฐบาลจะ เริ่มต้นในการถอนหรือเปลี่ยนการนับงบประมาณที่เป็นนโยบายของรัฐบาลออกจากการ นับเป็นเงินของท้องถิ่น แต่ขอเวลา ๒ ปีงบประมาณนะครับ ขณะนี้ที่ประเมินคร่าว ๆ จะมี เงินอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลแล้วไปนับอยู่ของท้องถิ่น ปีแรกจะถอดได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ปีงบประมาณถัดไปถอดออกอีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยในที่สุดแม้ไม่นับเงินเหล่านี้แล้ว ทางท้องถิ่นจะได้สัดส่วนไม่น้อยกว่าเดิมครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็จบกระทู้ถามสดนะครับ เพราะว่าผู้ถามเกินเวลา ก็ถามได้ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๓ เราถือระเบียบนี้เป็นหลักต่อไปนะครับ

ต่อไปเข้าสู่ระเบียบวาระ เพราะว่าจบกระทู้ถามแล้วนะครับ กระผมเข้าสู่ ระเบียบวาระการประชุมในวันนี้นะครับ ขณะนี้มีผู้เซ็นชื่อเข้าประชุมทั้งหมด ๓๕๗ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมด้วยนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

เนื่องจากการประชุมเมื่อวานนี้นะครับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๔ ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญทั่วไป) วันพุธที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติให้ งดใช้ข้อบังคับ ข้อ ๒๑ เป็นการชั่วคราวเฉพาะกรณี เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตาม ข้อบังคับ ข้อ ๑๗๖ โดยขอนําเรื่องตามระเบียบวาระเรื่องที่เลื่อนลําดับที่ ๕ คือ ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ขึ้นมา พิจารณาก่อน ดังนั้นผมจึงขอดําเนินการต่อไปในวันนี้นะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และ เงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เนื่องจากมีร่างพระราชบัญญัติทํานองเดียวกันอีก ๑ ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ก็ขอนํามาพิจารณาร่วมกันเพราะเนื้อหาสาระอันเดียวกันนะครับ

เชิญรัฐมนตรีแถลงครับ

นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงิน ประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๗ ดังต่อไปนี้

(๑) แก้ไขเพิ่มเติมอัตราเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นไปตามบัญชีเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง และกําหนดให้นําบัญชีเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับกับบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่มีใบอนุญาตตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งกําหนดให้ นําบัญชีเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษามาใช้บังคับกับผู้สอนที่สอน ในหน่วยงานการศึกษาระดับปริญญา (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓)

(๒) กําหนดให้คณะรัฐมนตรีมีอํานาจในการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อปรับเงินเดือน ขั้นต่ําขั้นสูง เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละสิบของเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๕)

เหตุผล โดยที่ปัจจุบันได้มีการปรับอัตราเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่ง ให้กับข้าราชการพลเรือนสามัญ ทําให้อัตราเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความแตกต่างกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น เพื่อให้การรับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจดังกล่าว จึงจําเป็นต้องตรา พระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปเชิญท่านผู้เสนอร่าง ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ แถลงหลักการ เหตุผล ท่านผ่องศรี แทนนะครับ เป็นผู้ร่วมเสนอด้วย เชิญครับ

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ลพบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้รับ มอบหมายจากท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ร่วมกันลงนาม เสนอร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดิฉันขอเสนอหลักการและเหตุผลประกอบ การเสนอร่างกฎหมายดังนี้

สืบเนื่องจากในปัจจุบันพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงิน ประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๗ ที่ใช้อยู่ ในปัจจุบันยังไม่มีความเหมาะสมและเป็นธรรม และมีความแตกต่างระหว่างรายได้ระหว่าง ข้าราชการครูกับข้าราชการประเภทอื่น จากการที่ได้มีการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ พลเรือนไป ๒ ครั้ง แต่ว่าเงินเดือนของข้าราชการครูนั้นก็ยังไม่ได้มีการปรับ ทําให้เกิด การลักลั่น ดังนั้นเพื่อให้การปรับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม สร้างขวัญกําลังใจ เป็นการพัฒนาระบบการศึกษาให้เป็นอาชีพที่มีคุณค่า เป็นอาชีพที่มีความสําคัญ แล้วก็ แรงจูงใจให้บุคคล คนดี คนเก่ง ได้เข้ามาอยู่ในแวดวงทางการศึกษา แล้วก็สอดคล้องกับ สภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะทําให้การบริหารงานบุคคลของ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีประสิทธิภาพ เป็นประสิทธิผล จึงได้มีการตรา พระราชบัญญัตินี้ โดยในร่างพระราชบัญญัติฉบับที่ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ และดิฉัน พร้อมด้วย สมาชิกได้เสนอ มีหลักการที่สําคัญดังต่อไปนี้

๑. ยกเลิกมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และ เงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และกําหนดให้ การรับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชครูและบุคลากร ทางการศึกษา เป็นไปตามบัญชีเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง และบัญชีอัตราเงินวิทยฐานะ และ เงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาท้ายพระราชบัญญัตินี้

๒. กําหนดให้ตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่มี ใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้แก่ ตําแหน่งที่เรียกชื่อ อย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กําหนด และตําแหน่งผู้บริหารหรือตําแหน่งคณาจารย์ในหน่วยงาน การศึกษาที่สอนระดับปริญญา ให้นําบัญชีเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง และบัญชีอัตรา เงินประจําตําแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนและกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาตามแต่กรณีมาใช้โดยอนุโลม

๓. ยกเลิกมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะและ เงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และกําหนดให้ กรณีเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๗ และกําหนดให้กรณีที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง เงินวิทยฐานะ หรือเงินประจําตําแหน่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้นตามความจําเป็น หากเพิ่มไม่เกินร้อยละสิบ ของเงินเดือน เงินวิทยฐานะหรือเงินประจําตําแหน่งที่ใช้บังคับอยู่ ให้กระทําโดยตราเป็น พระราชกฤษฎีกา

๔. เพิ่มเติมกรณีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่แก้ไขเพิ่มเติมได้บัญญัติคําว่า “บัญชีอัตราเงินเดือน” หรือ “อัตราเงินเดือน” ให้หมายความถึง “บัญชีเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง” หรือ “เงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง” ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี

ท่านประธานคะ ปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นปีปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ ๒ แล้วก็เป็นปีที่มีความสําคัญที่คณะรัฐมนตรีนั้นได้มีมติถวายพระราชสมัญญา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน และมีนโยบายสําคัญ เป็น ๑ ในนโยบายปฏิรูปประเทศไทยก็คือปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาพลเมืองของเราให้มี คุณภาพ ดังนั้นทุกเรื่องราวที่ได้ทําในช่วงนี้ก็จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา วันครู เราก็จะ เห็นได้ว่าจะต้องได้รับการเชิดชูยกย่อง แล้วก็ให้สร้างขวัญกําลังใจ วันนี้การศึกษาจะเป็น เครื่องมือสําคัญในการพัฒนาประเทศ ดิฉันคิดว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะทําให้คุณภาพ ขวัญกําลังใจ ตลอดจนพัฒนาประสิทธิภาพในการเรียนการสอน ในการสร้างคน อย่างไรก็ดี เงินเดือนอย่างเดียวคงไม่ใช่เป็นตัวบ่งบอกถึงความสําเร็จ คงจะต้องมีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ประกอบกัน ดังนั้นคณะพวกเราสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้เป็นเครื่องมือสําคัญในการพัฒนาขวัญกําลังใจของครูแล้วก็ประสิทธิภาพ สําหรับ รายละเอียดนั้นจะขอให้เพื่อนสมาชิกได้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ ในการพิจารณากฎหมายต่อไปค่ะ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับก่อนที่จะเปิดโอกาสให้ท่านได้อภิปรายก็อยากฝากเรียนไปยังเพื่อนสมาชิก นะครับ หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าเราจะมีการหยิบยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา เพราะในวาระที่แจ้งไปจะเป็นเรื่องรับทราบรายงาน ฉะนั้นก็อยากฝากให้วิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ประสานงานกัน เพราะว่าหลังจากได้ปิดการอภิปรายแล้วเราก็ต้องมีการลงมติ ว่าจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการ บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั่วประเทศเขาก็รออยู่ ก็จะให้อภิปรายสลับกันนะครับ เชิญท่านวิทยา ทรงคํา แล้วเดี๋ยวต่อด้วยนายแพทย์วรงค์ นะครับ เชิญครับ

นายวิทยา ทรงคํา เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิทยา ทรงคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฟังการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแล้ว จริง ๆ แล้วถ้าเปรียบเทียบกับข้าราชการพลเรือนที่ใช้มา เราก็เสียเปรียบในอัตราขั้นสูง ดูเสมือนหนึ่งว่าจะเป็นสิ่งที่ดี ผมเฝ้าติดตามและผลักดันกฎหมายฉบับนี้มาโดยตลอด แต่พอมาเห็นร่างพระราชบัญญัติจริง ๆ ศึกษารายละเอียดแล้วกระผมเศร้าใจ รัฐบาลหลอก พลเรือน โดยเมื่อก่อนข้าราชการพลเรือนเขาก็เป็นซี มันจะมีอัตราเงินเดือนแต่ละขั้น ปีนี้ได้ ๒ ขั้น ขั้นครึ่ง ๑ ขั้นก็ว่ากันไป พอเข้าไปสู่แท่งแล้วข้าราชการพลเรือนปัจจุบันนี้ขึ้นเงินเดือน ใช้เปอร์เซ็นต์ ส่วนข้าราชการครูมีแท่งเงินเดือนเฉพาะ ตาม พ.ร.บ. ที่ประกาศใช้อยู่นี้ แล้ว มาวันนี้ท่านก็กลับไปใช้เหมือนพลเรือน ข้าราชการครูทั่วประเทศมีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ผู้ที่จะได้เปรียบจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้มีไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คนครับ ผมได้ศึกษา ข้อมูลคร่าว ๆ เพราะว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เพิ่งแจก ข้าราชการครูที่จะได้เปรียบก็คือที่อยู่ คศ. ๒ ที่เป็นซี ๗ เดิม ซี ๗ เดิมไม่ได้ทําเป็นซี ๘ หรือว่าอาจารย์ ๓ นั่นละครับ ไม่ได้ทํา หรือ ทําไม่ผ่าน ถ้าอายุประมาณ ๕๐ กว่านี้เงินเดือนจะตัน ปัจจุบันตันอยู่ที่ ๓๐,๗๐๐ กว่าบาท ถ้ามาดู พ.ร.บ. เงินเดือนตัวนี้ก็จะขึ้นไป ๓๖,๐๐๐ บาท นี่คือคนที่จะได้เปรียบใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ถ้าข้าราชการครูอยู่ในระบบ เงินเดือนไม่ตัน ท่านจะใช้ แท่งเงินเดือนแบบขั้นต่ํากับขั้นสูง ต่อไปประจําปีมีการขึ้นเงินเดือน เขาจะกําหนดเป็น เปอร์เซ็นต์ เป็นเปอร์เซ็นต์เหมือนข้าราชการพลเรือน ผมสมมุติง่าย ๆ ว่ารัฐบาลให้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่ากันหมด จริง ๆ แล้วไม่เท่ากัน จริง ๆ แล้วคนนี้อาจจะได้ ๔ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็แล้วแต่ผลงาน ผมยกตัวอย่างว่าได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ เหมือนกันหมด คศ. ๒ ขั้นต่ํา เงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท ขั้นสูง ๓๐,๐๐๐ บาท เกณฑ์เฉลี่ย ตรงกลางคือ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้ารัฐบาลขึ้นเงินเดือนให้ ๕ เปอร์เซ็นต์ เอาเกณฑ์กลางมาคิด ๒ ๕ ๑๐ ก็ขึ้นเงิน ๑,๐๐๐ บาท คนที่เงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จะได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ไปอีก ๑,๐๐๐ บาท คนที่เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท ก็เลื่อนขั้นเงินเดือนอีก ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๒๑,๐๐๐ บาท คนที่ได้รับเงินเดือนเกือบสูงสุด ๓๐,๐๐๐ บาท ได้เลื่อนเงินเดือน ๑,๐๐๐ บาทเท่ากันครับ ซึ่งปัจจุบันนี้ข้าราชการครูเขาจะมีขั้นวิ่งของเขาอยู่แล้ว เงินเดือนมากจะได้เลื่อนขึ้นเงินเดือนมาก เงินเดือนน้อยก็จะได้เลื่อนขึ้นเงินเดือนน้อย ตามลําดับขั้นของบัญชีเงินเดือนที่แนบท้าย ทําไมรัฐบาลคิดเรื่องง่าย ๆ เอาเป็นเรื่องยาก ท่านเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมเห็นด้วย ทําไมท่านไม่ปรับปรุงบัญชีเงินเดือนที่ใช้อยู่ ทุกวันนี้ครับ เอาขั้นสูงสุดให้ไปเท่ากับพลเรือน แล้วก็มีขั้นวิ่งเหมือนเดิม ๑ ขั้น ขึ้นครึ่ง ๒ ขั้น ๒ ขั้นครึ่งอะไรก็ว่ากันไป จนถึงเงินเดือนสุดท้ายสูงสุดแต่ละระดับให้อยู่ในเกณฑ์เดียวกัน อย่างนี้ผมจะสนับสนุนและจะเห็นด้วย แต่ถ้าท่านเสนอมาอย่างนี้ผมสนับสนุนด้วยไม่ได้ เพราะข้าราชการครู ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนจะเสียหาย ขึ้นเงินเดือนได้น้อย สรุปแล้ว คิดในภาพรวม รัฐบาลจะประหยัดเงินมากกว่าใช้บัญชีนี้ประจําปีนี้ อย่าหลอกครูเลยครับ อย่าคิดว่าให้เงินเดือนครู ครูจะได้ค่าตอบแทนสูง ไม่ใช่ครับ รัฐบาลจะได้ประหยัด งบประมาณ ถ้าท่านเปลี่ยนบัญชีแนบท้าย เอาอันเดิมมาแล้วเพิ่มเพดานที่สูงขึ้น ผมจะรับ กฎหมายฉบับนี้ได้ครับ ขอฝากด้วยนะครับคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการ ขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านคุณหมอวรงค์ครับ แล้วต่อด้วยท่าน ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากผ่านไปยังเพื่อนครูทั่วประเทศ นะครับ เพราะว่าวันนี้การฟังการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรอาจจะต้องใช้วิจารณญาณ เพราะว่าข้อมูลบางอย่างอาจจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลบางอย่างอาจจะเป็นข้อมูล ไม่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าวันนี้เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้มีมติตั้งแต่เมื่อวาน ในการใช้มติถึง ๒ ใน ๓ ที่จะเลื่อนระเบียบวาระของเพื่อนครูเข้ามาสู่การพิจารณาในวันนี้นั้นมีนัยสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้เพื่อนครูทั่วประเทศกําลังรอ พ.ร.บ. ฉบับนี้อยู่ หัวใจสําคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเพิ่มคุณค่าให้กับเพื่อนครูในหลายกรณี โดยเฉพาะกรณี การขึ้นเงินเดือนของเพื่อนข้าราชการในอดีตที่ผ่านมา ถ้าท่านประธานจําได้ว่าใน พ.ศ. ๒๕๕๑ มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการสายอื่น แต่ขณะเดียวกันเพื่อนข้าราชการครูนั้น ไม่ได้มีการปรับเงินเดือน จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการปัจจุบันก็คือ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ท่านได้เข้ามา ท่านได้รับทราบปัญหาของเพื่อนครูทั่วประเทศว่า ข้าราชการสายอื่นเขาขึ้นเงินเดือนไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ทําไมข้าราชการครูยังไม่ได้รับการ ปรับเงินเดือน ประกอบกับทางรัฐบาลเองก็มีแผนในการขึ้นเงินเดือนในเดือนเมษายนอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นต้องฟังให้ปะติดปะต่อแล้วจะเห็นภาพว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้นมีคุณค่าให้กับ เพื่อนครูเป็นอย่างยิ่ง มันจึงเป็นเหตุผลที่ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ฝ่ายค้านและ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ทุกคนมีความเห็นช่วยกันครับ ในการลงมติเมื่อวานนี้ให้ได้มติผ่าน ๒ ใน ๓ ในการเอา พ.ร.บ. ของครูมาพิจารณาในครั้งนี้ คําถามถามว่าถ้า พ.ร.บ. นี้ผ่านแล้วประโยชน์เพื่อนครูจะได้รับ ประโยชน์อะไร เนื่องจากว่าปัญหามันมีค้างอยู่ครับ ในปี ๒๕๕๑ ข้าราชการสายอื่น ๆ เขาขึ้น เงินเดือนไปแล้ว แต่ของเพื่อนครูยังไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน ผมเชื่อว่าถ้าสภาแห่งนี้ได้เร่ง พิจารณากฎหมายฉบับนี้ อย่างน้อย ๆ เพื่อนครูจะได้รับอานิสงส์ ๒ อย่าง อานิสงส์ข้อที่ ๑ คือการปรับเพดานเงินเดือนของเพื่อนครูในแท่งต่าง ๆ หรือว่าในกลุ่มต่าง ๆ จะมีการขยาย เพดานเงินเดือนให้มีเงินเดือนที่สูงขึ้น อย่างเช่น บางคนเพดานเงินเดือนตันแล้ว ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้รับการปรับแก้ไขแล้วก็ออกมามีผลบังคับใช้ ฐานเพดานชั้นสูงของเพื่อนครูก็จะมี เพดานที่สูงขึ้น

และประเด็นที่ ๒ ที่เป็นเรื่องที่เพื่อนครูทั่วประเทศรอมานานครับ ผมจําได้ว่า มีตัวแทนของทางกระทรวงศึกษาธิการเคยได้มาเรียนชี้แจงกับ ส.ส. ที่เป็นวิปรัฐบาล ได้บอกว่ากฎหมายตัวนี้ ก็คือภาษาชาวบ้านคือเป็นกฎหมายที่ทําให้เพื่อนครูจะได้รับการ พิจารณาเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ครับ ผมก็ย้ํากับท่านประธานไปยังเพื่อน สมาชิกเพื่อนครูทั่วประเทศนะครับว่า อานิสงส์ของกฎหมายฉบับนี้จะมีผลที่ทําให้ฝ่ายบริหาร ก็คือทางคณะรัฐมนตรีสามารถขึ้นเงินเดือนให้กับเพื่อนครูทั่วประเทศอีกประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการชดเชยว่าในปี ๒๕๕๑ ข้าราชการสายอื่นได้รับการขึ้นไปแล้ว วันนี้ เพื่อนครูจะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยอีก ๘ เปอร์เซ็นต์ คําถามถามว่า ทําไมเราจําเป็นต้องเร่งด่วน ท่านประธานทราบไหมครับว่าในงบ ปี ๒๕๕๔ ทาง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายชัดเจนในการปรับเงินเดือนเพื่อนข้าราชการทั้งประเทศ ทั้งระบบ ประมาณวันที่ ๑ เมษายนจะขึ้นเงินเดือนให้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเพื่อนครูได้เร่งพิจารณา กฎหมายฉบับนี้ ตอบสนองความต้องการของเพื่อนครูแล้ว การปรับเงินเดือน ๘ เปอร์เซ็นต์ จะเกิดขึ้นก่อนวันที่ ๑ เมษายน อาจจะเป็นประมาณสักเดือนมีนาคม ถ้าทุกอย่าง เสร็จเรียบร้อยการปรับเงินเดือนของเพื่อนครูจะขึ้นประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ในภาพรวม ก่อนวันที่ ๑ เมษายน หลังจากนั้นแล้วเมื่อเข้าวันที่ ๑ เมษายน เมื่อเดือนมีนาคมปรับ ๘ เปอร์เซ็นต์แล้ว เมื่อขึ้นวันที่ ๑ เมษายน รัฐบาลมีนโยบายในการปรับเพิ่มขึ้นอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าเพื่อนครูก็จะได้ประโยชน์เป็น ๒ เด้ง ก็คือได้รับอานิสงส์ครั้งนี้ ประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ และฐาน ๘ เปอร์เซ็นต์มันขยายใหญ่ขึ้น สมมุติคนมีเงิน ๑๐๐ บาท จะได้เป็น ๑๐๘ บาท เวลาเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เอาฐานที่ ๑๐๘ บาท มาขยายเพิ่มอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คืออานิสงส์ที่เพื่อนครูจะได้รับการดูแลจากรัฐบาล และผม ถือว่าเป็นเครดิต (Credit) ของเพื่อน ส.ส. ทุกท่านเลยนะครับที่ช่วยกันครับ ทั้งรัฐบาลแล้วก็ ฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ช่วยกันในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ นี่คือเหตุผลว่าทําไม จึงเกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่าสภาเป็นหนึ่งเดียวครับ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลช่วยกันในการ เสนอญัตติ ทุกคนลงมติร่วมกันในการที่จะเอาเงินเดือนของเพื่อนครูมาสู่การพิจารณา ของสภาในวันนี้ หัวใจสําคัญที่ผมอยากจะฝากท่านประธานไปยังทางท่านรัฐมนตรี แล้วก็ พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าเราต้องยอมรับว่าวันนี้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพที่สําคัญครับ และอดีตที่ผ่านมาไม่ค่อยมีรัฐบาลชุดไหนได้ให้ความสําคัญในเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษา คือหัวใจของประเทศครับ และการศึกษาคือเรื่องของการสร้างชาติ แต่เพียงแต่ว่าการลงทุน ครั้งนี้ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน รูปแบบในการดูแลการศึกษาหลัก ๆ ก็ดูอยู่ ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ ก็คือดูแลเด็กนักเรียน และอย่างที่ ๒ ก็ดูแลผู้ดูแลเด็กนักเรียน ก็คือดูแลคุณครู วันนี้การดูแลเด็กนักเรียน รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศนโยบาย ชัดเจนในการที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เข้าสู่ระบบการเรียน ฟรี ๑๕ ปีตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้น ม. ๖ ผมเชื่อว่าท่านประธานมีโอกาสไปตามอําเภอ รอบนอกอยู่แล้ว เพราะว่าท่านประธานเป็น ส.ส. ต่างจังหวัดเหมือนกัน เราจะเห็นว่า โรงเรียนมัธยมในต่างจังหวัดหลาย ๆ แห่ง โดยเฉพาะต่างอําเภอ บางแห่งมี ม. ๔ อยู่ห้องหนึ่ง บางแห่งมีอย่างมากก็ ๒ ห้อง แต่ตอนนี้หลายโรงเรียนมี ม. ๔ เพิ่มขึ้นประมาณ ๓-๔ ห้อง ๕ ห้อง ก็สะท้อนให้เห็นว่าวันนี้ลูกหลานคนยากคนจนในชนบทมีโอกาสเรียนต่อมากขึ้น นี่คือแนวคิดของรัฐบาลในการที่จะให้โอกาสลูกหลานของเรา ลูกหลานชาวไร่ชาวนาคนยาก คนจนได้มีโอกาสเรียนหนังสือเยอะ ๆ เพราะหลักคิดทั่วโลกคิดตรงกันเลยครับว่าประชาชน ในประเทศไหนเรียนหนังสือเยอะประเทศนั้นก็จะพัฒนาได้ง่าย นอกจากรัฐบาลจะทุ่มเท เรื่องเกี่ยวกับลูกหลานของเราแล้ว ให้มีโอกาสในการเรียนหนังสือ หน้าที่สําคัญวันนี้คือ รัฐบาลก็ต้องดูแลเพื่อนครูด้วย ผมได้ยินท่านนายกรัฐมนตรี ได้ยินท่านรัฐมนตรีมักจะพูด อยู่เสมอว่าเราต้องยกฐานะวิชาชีพครูให้สูงขึ้นมาให้ได้ คือที่ผ่านมาวิชาชีพนี้เป็นวิชาชีพ บางครั้งอาจจะถูกปล่อยปละละเลย และถ้าตราบใดที่วิชาชีพนี้ถูกปล่อยปละละเลย คุณภาพ ของเด็กก็จะถูกปล่อยปละละเลยเช่นกัน ก็ต้องชื่นชมทีมรัฐมนตรีทั้งหมดครับทั้งรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ และท่านนายกรัฐมนตรีที่เห็นคุณค่าที่จะยกฐานะวิชาชีพครูนี้ขึ้นเป็น วิชาชีพชั้นสูง และผมก็เชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีแนวคิดในการที่จะยกวิชาชีพเพื่อนครูให้เป็นวิชาชีพ ชั้นสูง มันมีหลักคิดอยู่ ๒ ข้อครับท่านรัฐมนตรี คนที่จะเป็นวิชาชีพชั้นสูงเหมือนกับ ท่านผู้พิพากษา เหมือนอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย มันก็จะมีหลักอยู่ ๒ อย่าง หลักสําคัญ ข้อที่ ๑ ก็คือเรื่องค่าตอบแทนครับ วิชาชีพจะเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่คนสนใจอยากเข้าสู่วิชาชีพ มาก ๆ อันนั้นจะต้องมีเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่สูงครับ ผมสนับสนุนอย่างเต็มที่ วันนี้ผม มองว่าการขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์เสร็จแล้วมาต่อยอด ๕ เปอร์เซ็นต์ถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่เพื่อนครูควรจะได้รับตามสิทธิที่รัฐบาลจะให้ แต่อยากจะกราบเรียนทางรัฐบาลว่าอนาคต ต้องวางแผนในการพัฒนาวิชาชีพให้สูงขึ้นมาให้ได้ครับ ผมไม่ขัดข้องนะครับถ้ารัฐบาลจะ พยายามออกกฎหมายพิเศษในการที่จะดันวิชาชีพครูให้ฐานะเทียบเท่ากับผู้พิพากษาครับ เพราะท่านประธานคงจะทราบนะครับว่าในต่างประเทศเราจะเห็นชัดเจนเลยอาชีพครู เขามีเงินเดือนที่สูงมากครับ เป็นอาชีพที่ปีหนึ่งเขาสามารถไปพักผ่อนต่างประเทศ ได้หลายครั้ง เพราะว่าค่าตอบแทนเขาสูงมาก จึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยัง รัฐบาลว่ารัฐบาลต้องมีแผนงานในการผลักดันวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงด้วยการวาง สเต็ป (Step) ในการขึ้นเงินเดือนขึ้นไปเรื่อย ๆ ให้สู่ในฐานะที่ว่าเขาสามารถดํารงวิชาชีพ ได้อย่างมีเกียรติและสมศักดิ์ศรี ดังนั้นหัวใจสําคัญอันหนึ่งก็คือการเพิ่มค่าตอบแทนให้สูงขึ้น ซึ่งวันนี้รัฐบาลทําแล้ว แต่อนาคตต่อไปอยากให้ทํามากขึ้นกว่านี้ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝาก เป็นเรื่องที่ ๒ ก็คือว่า การที่จะทําให้วิชาชีพนี้เป็นวิชาชีพชั้นสูงได้หัวใจสําคัญนอกจาก ค่าตอบแทนแล้วก็คือเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ผมจําได้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาผมเข้าไปเป็น คณะอนุกรรมาธิการด้านการศึกษา ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้แทนของกระทรวงศึกษาธิการ นั่นคือเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งคุรุสภาก็เป็นตัวแทนของสภาวิชาชีพ วิชาชีพเพื่อนครูก็เป็น วิชาชีพเหมือนแพทย์ก็มีแพทยสภา ทันตแพทย์ก็มีทันตแพทยสมาคม วิศวกรก็มี แต่ละวิชาชีพที่เป็นวิชาชีพก็จะมีสภาวิชาชีพของตัวเอง หน้าที่สําคัญของสภาวิชาชีพสําคัญ อันหนึ่งก็คือการดูแลเรื่องคุณธรรมจริยธรรม บังเอิญผมเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ใน วิชาชีพแพทย์ เคยเลือกกรรมการสภาวิชาชีพก็คือแพทยสภา หน้าที่ของแพทยสภาส่วนหนึ่ง ก็คือหน้าที่ในการดูแลคุณธรรมจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพ อยากจะเรียนกับ ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่า คุรุสภาคือสภาของวิชาชีพ สภาวิชาชีพนี้จึงต้องมีหน้าที่ ในการออกใบประกอบวิชาชีพและให้คนประกอบวิชาชีพ คือวิชาชีพครูนั้นทําหน้าที่มี คุณธรรมจริยธรรมในวิชาชีพของตัวเอง ผมเคยบอกกับท่านเลขาธิการคุรุสภาว่าท่านคือยักษ์ นะครับ เหมือนกับแพทยสภา เหมือนอะไรก็แล้วแต่ สภาพยาบาล คือยักษ์ในการกําหนด มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพของครู ถ้าตราบใดวันใดมีข่าวที่ไม่ดีกับเพื่อนครูท่านต้องขยับ ไม่ใช่มัวแต่ไปรอแต่ทางปลัดกระทรวงหรือเลขา สพฐ. อะไรเป็นคนขยับหรือให้รัฐมนตรีขยับ เลขาธิการของคุรุสภาต้องขยับในการตรวจสอบวิชาชีพของเพื่อนในวิชาชีพให้มีมาตรฐาน ถ้าคนใดที่ประกอบวิชาชีพไม่ได้มาตรฐานท่านก็ไม่ต้องให้ใบประกอบวิชาชีพ ผมเชื่อว่า ถ้า ๒ สิ่งนี้ไปด้วยกัน ก็คือเมื่อกี้เราพูดแล้วว่าถ้ารัฐบาลมีแผนการจะใช้เวลา ๕ ปีหรือ ๑๐ ปี ในการให้เงินเดือนเพื่อนครูสตาร์ท (Start) เหมือนผู้พิพากษาก็ได้ครับผมว่าสุดยอดเลยครับ คนจะมาเป็นครูมากขึ้น ขณะเดียวกันทางคุรุสภาได้ทําหน้าที่ในการตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม ๒ อย่างนี้ประเทศไทยจะเปลี่ยนทันทีเลยครับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ๑๐ ปีข้างหน้าถ้า ๒ อย่างนี้ไปด้วยกันวิชาชีพครูสูงขึ้น มีเงินเดือนค่าตอบแทนสูงขึ้น มีการ ตรวจสอบคุณธรรมจริยธรรมที่ค่อนข้างจะเป็นหลักเป็นเกณฑ์ที่แน่นอน ผมเชื่อว่า ๑๐ ปี ประเทศไทยจะเปลี่ยน ที่กล้าพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าคนมีความรู้ความสามารถ คนเก่ง ๆ จะมา เป็นครูหมดครับ คนเก่ง ๆ ส่วนหนึ่งอาจจะไม่อยากไปเป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นอะไร ส่วนใหญ่จะมาเป็นครูแล้วผมก็เชื่อว่านี่คือต้นพิมพ์ นี่คือแม่แบบในการสร้างบุคลากร ของประเทศในอนาคต จึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ แล้วผมเห็นว่า พ.ร.บ. ตัวนี้ทรงคุณค่าอย่างยิ่งที่จะทําให้ขวัญกําลังใจของเพื่อนครู และอยากย้ําไปยังเพื่อนครู ทั่วประเทศว่าขณะนี้พวกเราไม่ว่าจะเป็น ส.ส. รัฐบาลและ ส.ส. ฝ่ายค้านได้จับมือร่วมกัน ในการตอบสนองความต้องการของเพื่อนครูอย่างแท้จริงครับ ขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เพื่อความสะดวกท่านสมาชิกจะได้เตรียมการอภิปราย ผมขอลําดับรายชื่อผู้จะอภิปราย ชุดแรกนะครับ เดี๋ยวต่อจากนี้เป็นท่าน ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย และต่อด้วย ท่านประกอบ รัตนพันธ์ และท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ และท่านศุภชัย ศรีหล้า เชิญท่านพงศ์พันธ์ครับ

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย หนองคาย 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ อาชีพครูเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติแล้วก็เป็นอาชีพ ที่ทุกคนต้องเคารพบูชาครู ผมเห็นว่าในปัจจุบันนี้และที่ผ่านมา ในเรื่องที่มาของครูนั้น ค่อนข้างจะได้รับความสําคัญเป็นอันดับไม่ต้นนัก อยากจะฝากผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในเรื่องการจัดการ ในเรื่องที่มาของครูนี้ให้ความสําคัญเป็นอันดับต้น ๆ เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาชีพแพทย์ก็ดี วิศวกรก็ดี ลําดับคะแนนในการที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย มักจะถูกคัดเลือกจากบุคคลที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยสูง ๆ ไปเรียนในสาขาวิชา อื่น ๆ ถ้าเป็นไปได้อยากจะฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการคัดเลือกครู ให้ความสําคัญกับครู โดยให้ลําดับคะแนนที่คนที่จะมาเป็นครู คัดเอาหัวกะทิของประเทศ ของเยาวชน ของผู้ที่สนใจเข้ามาเป็นครูเป็นเบื้องต้น สิ่งจูงใจแรงจูงใจของครูก็เช่นกัน เมื่อเรา ได้บุคลากรที่มีคุณภาพ บุคลากรที่มีความสามารถความรู้แล้ว ค่าตอบแทนก็ต้องสูง ต้องดี ต้องมาดูว่าฐานเงินเดือนของครูบาอาจารย์ที่เริ่มต้น แล้วก็สวัสดิการของครูบาอาจารย์ ที่ได้รับนี้ กับวิชาชีพอื่น ๆ แตกต่างกันอย่างไร อยากจะฝากท่านประธานว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถ้าดูผิวเผินก็ดูว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สําหรับครูบาอาจารย์ ต้องฝากไปยัง กรรมาธิการที่จะพิจารณา พ.ร.บ ฉบับนี้ ซึ่งพวกเราก็เห็นด้วยที่จะต้องมีการปรับปรุงในเรื่อง ของสวัสดิการ เรื่องค่าตอบแทนของครูบาอาจารย์เป็นหลัก เนื่องจากว่าครูบาอาจารย์ เป็นบุคคลที่เสียสละอยู่กับพี่น้องประชาชน อยู่กับประชาชนตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เรื่องค่าตอบแทน เรื่องค่าวิทยฐานะ เรื่องเงินเดือนจึงเป็นเรื่องสําคัญที่จะต้องหยิบยกขึ้นมา เพื่อที่จะให้ครูบาอาจารย์ทั่วประเทศที่กําลังรับฟังอยู่ในขณะนี้ได้รับทราบว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์สําหรับเขาอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ เนื้อแท้ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของกรอบมาตรา ๓ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เรื่องอัตราเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของครูบาอาจารย์นี้ จะมีการปรับเปลี่ยนในเนื้อหา ของ พ.ร.บ. นี้เฉพาะกรอบของเงินเดือน สําหรับค่าวิทยฐานะ ค่าตอบแทนนั้นคงเดิม คงที่ เงินเดือนนี้ก็เพียงแต่ย้ายกรอบ ย้ายแท่งเฉย ๆ แล้วยังไปขยายเฉพาะเพดานของขั้นสูง ของอัตราเงินเดือนเท่านั้น ต้องพูดให้ชัดเจน พ.ร.บ. ฉบับนี้จะยังไม่มีการขึ้นเงินเดือน ให้กับครูบาอาจารย์ที่คาดหวังว่าจะมีการขึ้นเดือนเท่านั้นเปอร์เซ็นต์ เท่านี้เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ จะเป็นกรอบการขยายเงินเฉพาะเพดานของอัตราเงินเดือนขั้นสูงเท่านั้น ขั้นต่ํายังเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหาว่าจะต้องอธิบายให้พี่น้องครูบาอาจารย์ได้ทราบอย่างชัดเจนว่า ที่หลงเข้าใจว่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นคนละ ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ใช่หรือไม่ ตรงนี้จะเป็นการเพิ่มเฉพาะกรอบอัตราเงินเดือนขั้นสูงที่กําหนดเอาไว้ อย่างผู้ช่วยครูนี้ขั้นสูงก็ไปไว้ที่ ๑๖,๘๔๐ บาท ครู คศ. ๑ ก็ไปที่ ๒๙,๗๐๐ บาท ครู คศ. ๒ ก็ไปที่ ๓๖,๐๒๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น แต่รายละเอียดของการขึ้นเงินเดือนเดิมทีเดียวเขาจะมี ขั้นเงินเดือนเป็นขั้น ๆ ถ้าปีไหนมีผลงานก็จะได้ ๒ ขั้นเงินเดือนตามอัตรา ปีไหนไม่มีผลงาน ก็ ๑ ขั้น ๑ ขั้นครึ่ง ก็สุดแล้วแต่ นี่คือเป็นลําดับของขั้นเงินเดือนที่จะรู้ว่าตัวเองจะต้องทํา อะไร อย่างไร เข้าสู่ขั้นเงินเดือนเท่าไร แล้วจาก ครู คศ. ๑ เป็นครู คศ. ๒ นี้จะต้องทําอะไร อย่างไร เขามีกรอบ มีกติกา แล้วรู้ตัวเองว่าจะมีขั้นเงินเดือนได้ถึงเงินเดือนเท่าไรในแต่ละปี แต่ละปี แต่ถ้ามาพิจารณาใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่มีรายละเอียดของขั้นเงินเดือน ซึ่งสอบถาม เจ้าหน้าที่ สอบถามผู้เกี่ยวข้องแล้ว บอกว่ายังไม่ดําเนินการ แล้วก็ยังจะไปใช้ระบบการขึ้น เงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ละหน่วยงานก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากันอีก มีปัญหาเกิดขึ้น ตามมาอีกมากมาย เพราะฉะนั้นอยากจะฝากรายละเอียดถามว่าเห็นด้วยไหมกับในการที่จะ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเพิ่มเงินเดือนให้ครูบาอาจารย์ต้องให้ชัดเจน ผมเห็น ด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการปรับเงินเดือนให้ชัดเจน แต่ฐานที่ส่งเข้ามาที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มันเป็นเพียงปรับฐานของเพดานเท่านั้นเอง แล้วยังมากําหนดในเรื่องของการเข้าสู่ตําแหน่ง จาก ครู คศ. ๑ ไปครู คศ. ๒ ถ้าเขาเป็นครู คศ. ๑ อยู่แล้ว เขาปรับเงินเดือนยังไม่ถึงขั้นครู คศ. ๒ ขั้นต่ําของครู คศ. ๒ ก็จะมีฐานรองรับก็คือฐานเงินเดือนขั้นต่ําชั่วคราว ผมถามว่า มีไว้ทําไม มีฐานเงินเดือนขั้นต่ําชั่วคราวมีไว้ทําอะไร อย่างสมมุติว่าผมจบปริญญาตรี แล้วผม รับเงินเดือนปริญญาตรีอยู่ปี ๒ ปี เงินเดือนผมยังไม่ถึงขั้นระดับปริญญาโท แต่ผมไปเรียน ระดับปริญญาโทกลับมา ผมก็สามารถปรับเงินเดือน ปรับวุฒิ เป็นระดับปริญญาโทได้ ผมอยู่ ปริญญาตรี ๒ ปี ๓ ปี ผมได้ปริญญาโท ปีต่อไปผมไปเรียนระดับปริญญาเอกกลับมา ผมก็สามารถที่จะปรับเงินเดือนไปถึงขั้นระดับปริญญาเอกได้ แต่กรอบของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่ส่งเข้ามามันจะมีฐานรองรับ คือจากครู คศ. ๑ เป็นครู คศ. ๑ ได้ประมาณสัก ๒-๓ ปี แต่เงินเดือนยังไม่ถึงขั้นเงินเดือนครู คศ. ๒ ขั้นต่ํา แต่เขาสามารถทําผลงานได้ ทําไมไม่ให้เขา ขึ้นไปรับเงินเดือนขั้นต่ําของครู คศ. ๒ มีขั้นต่ําชั่วคราวไว้ทําอะไร ไว้รองรับอะไร ก็เป็นการ เอาเปรียบเขาสิ รัฐบาลจะประหยัดเงินตัวนี้ใช่ไหม หรืออย่างไร ต้องอธิบายให้ครูบาอาจารย์ ได้เข้าใจอย่างชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาว่าทําผลงานแล้วก็ต้องไปกินอัตราขั้นต่ํา ชั่วคราวรองรับอยู่ ท่านประธานต้องดูนะครับว่าตรงนี้มันจะมีผลจากครู คศ. ๒ ครู คศ. ๓ มันค่อนข้างจะห่างกันเยอะ ขั้นต่ําครู คศ. ๒ ครู คศ. ๓ จากผมเป็นครู คศ. ๓ อยู่แล้ว ผมจะทําผลงานไปที่ครู คศ. ๔ สามารถที่จะพาส (Pass) ไปได้เลย เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็น ประเด็นที่เป็นห่วงแล้วก็อยากจะฝากไปยังคณะกรรมาธิการที่จะไปพิจารณากันในวาระ กรรมาธิการ ซึ่งวันนี้พวกผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยิ่งมาจากครูบาอาจารย์ ด้วยว่าผมเป็นอดีตข้าราชการครูมาก่อน เข้าใจในบทบาทของครู เข้าใจสถานะ สถานภาพ ของครูบาอาจารย์ซึ่งได้รับความเดือดร้อนเกี่ยวกับเรื่องของสวัสดิการ เรื่องของค่าตอบแทน ปัญหาหนี้สินครูก็เยอะ แก้ปัญหานี่เป็นเรื่องสําคัญ อยากจะฝากไปยังรัฐบาลว่ามีความจริงใจ กับครูบาอาจารย์ อย่าเป็นเพียงคารม อย่าเป็นเพียงยาหอมให้ครูบาอาจารย์ได้หลงเชื่อว่า จะมีการขึ้นเงินเดือน ต้องดูรายละเอียดชี้แจงให้ชัดเจนว่าค่าตอบแทนเงินเดือนครูขึ้นจริง หรือเปล่า บอกว่า ๘ เปอร์เซ็นต์ขึ้นตอนไหน อย่างไร ๘ เปอร์เซ็นต์นี่ขึ้นไปตรงเพดานขั้นสูง ไม่ใช่ครูบาอาจารย์จะได้รับเงินเดือนทันทีเลย เพราะฉะนั้นจากการฟังคําชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ที่มาชี้แจงให้ฟังแล้วผมค่อนข้างจะเป็นห่วง แล้วก็ฝากคณะกรรมาธิการว่าถ้ามีความจริงใจ ในการแก้ปัญหาในเรื่องของค่าตอบแทนของครูบาอาจารย์ ต้องมีความจริงใจแล้วก็ให้ ความเป็นธรรมกับครูบาอาจารย์เราทํางานหนัก เหนื่อย รับผิดชอบสูง ก็ขอฝากท่านประธาน ไปยังคณะกรรมาธิการแล้วก็ท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบว่าอย่าเป็นเพียงยาหอมสําหรับ ครูบาอาจารย์ ไม่อย่างนั้นท่านจะถูกครูบาอาจารย์เดินขบวนมาแล้วก็มาทําให้ภาพลักษณ์ ของครูบาอาจารย์เราเสียหาย ขอบคุณมากครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประกอบครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นกระผมต้องขอกราบขอบพระคุณรัฐบาลและท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ที่ผลักดันร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในครั้งนี้ ผมกราบเรียนว่าวันนี้เพื่อนครูร่วม ๕๐๐,๐๐๐ คนชื่นชมยินดี แล้วก็มีความเข้าใจมากกว่า เพื่อนสมาชิกในสภาบางคนที่ไม่เข้าใจว่าร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงิน ประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาฉบับนี้เกิดประโยชน์กับเขา อย่างไร ผมใคร่จะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า วันนี้ข้าราชการครูเสียเปรียบข้าราชการพลเรือนทั้ง ๆ ที่ในเจตนารมณ์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ประกอบกับพระราชบัญญัติข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษานั้นมีเจตนารมณ์ที่จะให้ครูเป็นผู้ที่สามารถดํารงชีพอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุขและมีศักดิ์ศรี ในกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับที่ผมกราบเรียนมาแล้ว มีเจตนารมณ์ที่ให้ รัฐบาลนั้นจะต้องกําหนดแรงจูงใจ อัตราเงินเดือนและผลตอบแทนให้ครูเป็นที่จูงใจ นั่นหมายความว่าเงินค่าตอบแทน เงินวิทยฐานะ เงินประจําตําแหน่งและเงินเดือนของครูนั้น จะต้องสูงกว่าเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนปกติถึงจะจูงใจ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านทราบไหมว่าเมื่อปี ๒๕๕๑ ข้าราชการครูทั้งระบบได้รับเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่ง ที่ต่ําต้อยกว่าข้าราชการพลเรือน ซึ่งตรงกันข้ามกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้น ในประเทศเรา ทําให้เพื่อนครูนั้นน้อยอกน้อยใจเรียกร้องความเป็นธรรม เอาล่ะวันนี้ไม่ต้อง สูงกว่าคนอื่นเขา แต่ให้เท่าเทียมคนอื่นเขา และในที่สุดผมกราบเรียนว่าฝันของครู ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคนก็เป็นจริง วันนี้รัฐบาลโดยการนําของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีมติ ครม. ว่าให้ปรับปรุงระเบียบร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง และเงินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้อย่างน้อยที่สุดขณะนี้ เหมือนกับข้าราชการพลเรือน ก็กราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผลสําคัญ ๓ ประการ ในการปรับครั้งนี้

ประการที่ ๑ อัตราขั้นสูงขั้นต่ําของบัญชีเงินเดือนของครูกับของข้าราชการ พลเรือนทั่วไปนั้นมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน คศ. ๔ กับ คศ. ๕ ซึ่งข้าราชการครู ต่ํากว่าของข้าราชพลเรือน ถ้าเกิดว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านสภา นั่นหมายความว่า เงินเดือน คศ. ๔ กับ คศ. ๕ จะเท่ากับข้าราชการพลเรือน แล้วก็อัตราเงินเดือนทั้ง ๒ นั้น จะมีความเสมอกัน ไม่เสียเปรียบ คือเรื่องที่ ๑

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ข้าราชการครูเสียเปรียบข้าราชการพลเรือน ถึง ๘ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบอัตราต่ออัตรา วิทยฐานะกับวิทยฐานะ ถ้าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ผ่านสภาแห่งนี้ก็ทําให้เพื่อนครูประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนจะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น ประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ทุกคนครับ โดยประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์

ประการที่ ๓ บุคลากรทางการศึกษาซึ่งไม่มีใบประกอบวิชาชีพก็สามารถ ที่จะได้รับเงินเดือนเท่ากับข้าราชการพลเรือนสามัญ นี่คือเหตุผลที่สําคัญที่สุดท่านประธานครับ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภา อย่างน้อยที่สุดถ้า ครม. ต้องการที่จะขึ้นเงินเดือนครูไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นอํานาจของ ครม. ไม่ต้องเข้าสู่สภา เพราะฉะนั้นถ้าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ผ่านสภา สิ่งที่เพื่อนครูจะได้เปรียบอีกอันหนึ่งนะครับ ถ้าตราบใดรัฐเห็นความสําคัญ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และจะขึ้นเงินเดือนให้ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นมติ ครม. และสามารถทําเป็นพระราชกฤษฎีกาได้ไม่จําเป็นต้องเข้าสู่สภา นี่คือเรื่องดี ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมอยากให้เพื่อนครู ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนได้เข้าใจเจตนาดีของรัฐบาล และผมเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ คลอดออกหรือบังคับใช้แล้วไม่มีที่จะทําให้ครูเสียเปรียบข้าราชการพลเรือน อย่างน้อยที่สุด คือเท่าเทียมกัน แต่ผมกราบเรียนท่านประธานต่อไปนิดหนึ่งนะครับว่าทําอย่างไรให้เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น สมตามเจตนารมณ์ของนโยบายรัฐบาล แล้วก็สมตามเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้ นั่นก็หมายถึงว่ากําหนดแท่งเงินเดือน บัญชีเงินเดือน ที่เป็นแรงจูงใจให้คนดีคนเก่งเข้ามาเป็น ครูและให้ครูประจําการนั้นเขามีขวัญกําลังใจที่มีศักดิ์ศรีดํารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี ศักดิ์ศรี ตรงนี้ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุณหมอ วรงค์ เดชกิจวิกรม ท่านได้กรุณามีความเข้าใจความเป็นครู ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นแพทย์ ท่านบอกว่า ที่จริงครูนั้นเมื่อครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงและมีใบประกอบวิชาชีพ รัฐจําต้องที่จะดูแลบัญชี เงินเดือนของครูและค่าตอบแทนของครูให้สูงพอที่จะจูงใจให้คนเก่งคนดีมาเป็นครูให้ได้ ตรงนี้ละครับที่ผมอยากจะฝากเรียนท่านประธานไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรีที่นั่งรับฟังอยู่ว่าแค่นี้ ไม่พอนะครับ วันนี้เราทําให้ครูมีความเท่าเทียมกับข้าราชการพลเรือน แต่ต่อไปในอนาคตนั้น จะต้องตราพระราชบัญญัติทํากฎหมายให้เงินเดือนครูและค่าตอบแทนของครูนั้นจูงใจให้คน เก่งคนดีมาเป็นครูและจูงใจให้ครูประจําการนั้นเขาได้สั่งสอนลูกศิษย์อย่างมีความสุข ไม่ต้อง แสวงหารายได้จากภายนอก ตรงนี้ครับผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญและเป็น เรื่องที่ทางรัฐบาลจะต้องดูแลข้าราชการครูในโอกาสต่อไป วันนี้ผมต้องกราบขอบพระคุณ คณะรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวง ศึกษาธิการทุกท่านนะครับที่ช่วยกันผลักดันพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ผ่านสภาให้บังคับใช้ได้ เพื่อป็นขวัญกําลังใจของเพื่อนครูทั้งประเทศครับ ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม อุดรธานี 🔗

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตอภิปรายร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นที่ทราบกันดีในสังคมไทย ทั้งประเทศว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของสังคม เนื่องจากว่าครูสร้างคนเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นทหาร ตํารวจ ทุกวิชาชีพ เป็นศิษย์ที่มีครู ทั้งนั้น แต่สิ่งที่ครูยังขาดก็คือขวัญและกําลังใจ ความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม แม้ว่าวิชาชีพครู จะได้รับการยอมรับว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ เป็นสถาปนิกของสังคม บางคนก็บอกว่า เป็นเรือจ้าง แต่วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพที่น่าเห็นใจที่ต้องเสียสละไม่ว่าจะในสังคมเมืองหรือ สังคมชนบท พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนให้ความเคารพ ให้ความคาดหวัง ภาษีสังคมตามมา ความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความเข้าใจตรงกันทั้ง ฝ่ายค้านและรัฐบาลก็คือการที่ดูแลพี่น้องครูบาอาจารย์ทั่วประเทศ ๕๐๐,๐๐๐ คนเศษ ให้มี ค่าครองชีพที่อยู่ได้ในสังคมและอยากให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง มีค่าตอบแทน มีเงินเดือน เงินวิทยฐานะ เงินประจําตําแหน่งที่สามารถอยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุข และมีขวัญและกําลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ พ.ร.บ. เงินเดือนตรงนี้ ต้องบอกว่าเป็นความ พยายามของหลายรัฐบาลที่จะให้โอกาสทางการศึกษาแก่ลูกหลานของเรา เช่น การที่ให้ เข้าถึงแหล่งทุน กองทุนกู้ยืมเรียนเพื่อจะให้โอกาสของลูกคนยากคนจนได้เข้าสู่ระบบ การศึกษา แล้วก็ให้ครูได้มีขวัญและกําลังใจ เช่น ได้เพิ่มเงินวิทยฐานะ เงินประจําตําแหน่ง ขึ้นมาในรัฐบาลที่ผ่านมา แล้วก็โชคดีที่รัฐบาลนี้มีความเข้าใจในวิชาชีพครูแล้วก็สานต่อ นโยบาย พยามยามที่จะปรับปรุงไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินวิทยฐานะหรือว่าเงินประจําตําแหน่ง เงินเดือนให้สูงขึ้น ก็ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เห็นความสําคัญของวิชาชีพครู การแก้ไข ปัญหาหนี้สินของครูนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องเข้าใจนะครับว่าครูไม่มีรายได้อื่นนอกจากเงินเดือน เงินประจําตําแหน่งและเงินวิทยฐานะ อาจจะมีบางท่านที่ขยันทํามาหากินบ้าง ทําเรื่อง การเกษตรปลูกพืช เช่น ปลูกอ้อย ยาง อย่างนี้ เพื่อที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่นั่นก็ไม่ใช่ ส่วนใหญ่ บางท่านอาจจะยังขาดแคลนเนื่องจากว่าไม่มีพื้นฐานทางปัจจัยที่จะไปซื้อที่ ซื้อไร่ ซื้อนา แต่ก็มีความวิริยะอุตสาหะ ฉะนั้นก็อยากให้รัฐบาลมองในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ส่วนหนึ่งก็คือการปรับเงินเดือนข้าราชการครู ที่จริงแล้วตรงนี้เรามีหลายภาคส่วนที่เข้ามา ดูแลเรื่องการศึกษา เราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลที่ผ่านมามีการปรับองคาพยพของระบบบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการบริหารโดยองค์คณะบุคคล มี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา มีการแบ่ง เขตพื้นที่การศึกษา ๑๗๕ เขตทั่วประเทศ แล้วก็มี ก.ค.ศ. ซึ่งดูแลระบบร่วมกับกระทรวง ทบวง กรม อันนี้ก็ถือว่าเป็นหลักคิดในการเริ่มต้นที่จะพัฒนาบุคลากรครูและบุคลากร ทางการศึกษาของประเทศเราให้มีหลักในการบริหารและมีค่าตอบแทนที่อยู่ได้ในสังคม ในรายละเอียดที่เราอยากเห็นก็คือความเท่าเทียมกัน ทั้งที่ในส่วนตัวของผมแล้วอยากเห็น วิชาชีพครูที่มีรายได้มีค่าตอบแทนที่สูงขึ้น อยากให้สูงกว่าวิชาชีพอื่นเนื่องจากว่าเป็นบุคลากร ที่สําคัญที่จะพัฒนาคน การที่จะพัฒนาคนของประเทศให้มีคุณภาพได้ต้องอาศัยการศึกษา ผู้ที่เป็นทหารเอกที่จะพัฒนาการศึกษาได้ก็คือบุคลากรครูและบุคลากรการศึกษา ทั้ง ๕๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ฉะนั้นการปรับฐานเงินเดือนครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการปรับฐานให้ เท่าเทียมกับบุคลากรข้าราชการพลเรือนนะครับ ก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่าอย่างต่ําน่าจะมี ฐานเงินเดือนเท่ากันกับพลเรือน นี่เป็นการเริ่มต้นนะครับ แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่า ในชั้นกรรมาธิการเราต้องมาพิจารณาในรายละเอียดของเงินเดือน ถ้าเราไปใช้ลู่วิ่งหรือขั้น ของพลเรือนแล้วมันจะมีปัญหามากมาย เพราะว่าวิชาเฉพาะตําแหน่งเช่น วช. อย่างนี้ มันก็ จะมีอีกขั้นหนึ่ง แล้วก็การเดินไปสู่บางทีอาจจะสะดุด ฉะนั้นเป็นข้อสังเกตว่าการที่เราปรับขั้นสูงขั้นต่ํา ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมโดยส่วนตัว ให้การสนับสนุน แต่ในรายละเอียดที่ขั้นลู่วิ่งของเราต้องไปดูรายละเอียดว่าอย่าให้มีสะดุด เขาเคยได้ครึ่งขั้น ๑ ขั้น ขั้นครึ่ง ๒ ขั้น มันต้องเดินได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยนะครับ สรุปก็คือการปรับขั้นเงินเดือนหลังจากเราปรับฐานเงินเดือนเรียบร้อย เป็นที่พอใจของพี่น้อง ครูบาอาจารย์ทั่วประเทศแล้ว ก็อยากให้ปรับขึ้นเงินเดือนที่เป็นรูปธรรมชัดเจนนะครับ ๘ เปอร์เซ็นต์นี่ต้องให้นะครับ ไม่ใช่ให้ด้วยลมปาก หรือว่ารัฐบาลนี้เพื่อต้องการที่จะทําตรงนี้ ขึ้นมาเพื่อหาเสียงอย่างเดียว ไม่ใช่ ต้องเข้าใจตรงกันว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภา ของเรา โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพครู เห็นพ้องต้องกันตรงกันว่าอยากปรับรายได้ของครูให้ เป็นวิชาชีพชั้นสูง มีเงินเดือน มีเงินวิทยฐานะ มีเงินประจําตําแหน่ง สามารถอยู่ได้อย่าง มีหน้ามีตาในสังคมและเป็นที่ยอมรับ ฉะนั้น ๘ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการจะต้อง เอาไปคุยตกผลึกให้ชัดเจนกับพี่น้องครูบาอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เชิญท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่า ณ วันนี้คุณครูทั้งประเทศ ๔๓๒,๙๔๒ คน รวมทั้ง ครอบครัวของคุณครูและพี่น้องประชาชนทั้ง ๖๓ ล้านคน ผมเชื่อว่าคงมีความสุขครับ เมื่อวานนี้สภาของเราได้พิจารณาเรื่องการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการตํารวจซึ่งมีตําแหน่ง กันอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ นายนั้น ข้าราชการชั้นประทวนประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ นาย ได้มีโอกาสขึ้นเงินเดือน นายดาบตํารวจเพื่อนผมทั้งหลายเงินเดือนก็ได้ขยายขึ้นเป็น ความดีอกดีใจ วันนี้มาถึงข้าราชการครู ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอบคุณทางรัฐบาล ที่ได้มองเห็นถึงการพัฒนาการศึกษาของเรา เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะ ไปพัฒนาคนของเราให้มีคุณภาพ เมื่อคนเรามีคุณภาพก็สามารถที่จะพัฒนาประเทศชาติได้ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ผมอยากเรียนให้เพื่อนสมาชิกและเพื่อนครูได้เข้าใจว่าเป็น กฎหมายที่เป็นการขยายเพดาน แล้วก็เพิ่มขั้นเงินเดือนให้กับข้าราชการครู ท่านประธานครับ หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้อาจจะเป็นกฎหมายที่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือน หรือให้เงินตอบแทนข้าราชการจริง ผมขออนุญาตกราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้มีผลไปถึง ข้าราชการครูทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนจริง ๆ ครับ เนื่องจากมีการปรับขั้นเงินเดือน ผมยกตัวอย่าง มีการปรับขั้นเงินเดือนของ คศ. ๑ ครับ ก็คือเดิมอยู่ที่ ๒๗,๕๐๐ บาท กฎหมายฉบับนี้ปรับขั้นสูงเป็น ๒๙,๗๐๐ บาท อัตราเฉลี่ยของขั้น คศ. ๑ ปรับขึ้นไป ๘ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๘ คศ. ๒ ครับ เป็นข้าราชการอาจารย์ ๒ ระดับ ๗ โดยส่วนใหญ่ ขณะนี้หลายคนไม่สามารถทําผลงานเป็น คศ. ๓ ได้เงินเดือนจะตันกันเยอะครับ ขณะนี้ เงินเดือนสูงสุดอยู่ที่ ๓๖,๐๒๐ บาท พอมีการปรับตามกฎหมายฉบับนี้ ถ้าเกิดกฎหมายฉบับนี้ ผ่านสภาสามารถบังคับใช้ได้ ข้าราชการ อาจารย์ ๓ ระดับ ๗ หรือ คศ. ๒ ที่เดิมเคยได้ ขออภัยนะครับ ๓๓,๕๔๐ บาท ตอนนี้จะปรับมาเป็น ๓๖,๐๒๐ บาท ขั้นนี้โดยเฉลี่ยปรับ ประมาณ ๐๗.๓๙ เปอร์เซ็นต์ คศ. ๓ เดิมอัตราเงินเดือนสูงสุด ขั้นสูงสุดอยู่ที่ ๔๗,๔๕๐ บาท กฎหมายฉบับนี้จะปรับเปลี่ยนเป็น ๕๐,๕๕๐ บาท มีการปรับไป ๐๖.๕๓ เปอร์เซ็นต์ คศ. ๔ ครับ ท่านประธานครับ น่าสนใจมาก ขั้นสูงสุดเดิมอยู่ที่ ๕๐,๕๔๐ บาท ตอนนี้จะปรับมาเป็น ๕๙,๗๗๐ บาท ขั้นนี้ปรับสูงมากครับ ๑๘.๒๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขั้นสูงสุดครับ คศ. ๕ โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการระดับสูง จากเดิมได้รับขั้นสูงสุด ๖๔,๓๔๐ บาท ตอนนี้ จะปรับมาเป็น ๖๖,๔๘๐ บาท ขึ้นไป ๐๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ จะเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้จะทําให้ข้าราชการครูทั้งประเทศได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ท่านประธาน เฉลี่ยผมเชื่อว่าขณะนี้กระทรวงได้ทํามาให้พี่น้องทุกคนได้ทราบแล้วว่าถ้าเกิดกฎหมาย ฉบับนี้ผ่านสภานะครับ ประกาศใช้ได้เฉลี่ยจะประมาณร้อยละ ๘ หรือ ๘ เปอร์เซ็นต์ ผมยกตัวอย่างคนที่ใกล้ชิด ก็คืออาจารย์ ๒ ระดับ ๗ หรือ คศ. ๒ ตอนนี้เงินเดือน ๓๓,๕๔๐ บาท จะเปลี่ยนแปลงเป็น ๓๖,๐๒๐ บาท ตรงนี้แหละครับ คศ. ๒ ทั้งหลายตอนนี้ ทําผลงานกันยากมากครับ กว่าจะผ่านเป็น คศ. ๓ หลายคนจะต้องไปเยียวยา หลายคน ไม่มีเวลาที่จะไปสอน แต่ขอเรียนว่าวันนี้รัฐบาลกําลังปรับขั้นเงินเดือนให้ท่านจาก ๓๓,๕๔๐ บาท เป็น ๓๖,๐๒๐ บาท ขึ้นไปประมาณร้อยละ ๑๐ ครับท่านประธาน พอขึ้น ร้อยละ ๑๐ แล้ว ถ้าเกิดกฎหมายฉบับนี้ผ่านก่อนเดือนเมษายนครับท่านประธาน พอวันที่ ๑ เมษายน กฎหมายในการขึ้นเงินเดือนข้าราชการตามมติ ครม. ขึ้นข้าราชการทั่วทุกประเภท อีกร้อยละ ๕ ก็ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า คศ. ๒ ครับ จากกฎหมายฉบับนี้ขึ้นไปประมาณ ร้อยละ ๑๐ พอวันที่ ๑ เมษายนก็ขึ้นอีกร้อยละ ๕ เงินเดือนจากปรับเป็น ๓๓,๕๐๐ บาท เป็น ๓๖,๐๐๐ บาท แล้วก็จะปรับมาเป็น ๓๗,๐๐๐ บาท นี่คือความสุขครับ แสดงว่า ข้าราชการครูของเราได้รับการดูแลกันจริง ๆ ท่านประธานครับ แน่นอนครับ ถึงแม้จะปรับ อย่างไรก็แล้วแต่ข้าราชการครูของเราก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ในเรื่องของภาระค่าใช้จ่าย ผมอยากฝากกราบเรียนพี่น้องประชาชนให้ทราบว่าตําแหน่งหรืออาชีพครูเป็นตําแหน่งที่ ได้รับการยกย่อง ในทั่วโลกนะครับเงินเดือนข้าราชการครูนี่โดยส่วนใหญ่จะสูงมากกว่า ในประเทศที่กําลังพัฒนา ผมยกตัวอย่างครับในข้อมูลประเทศอเมริกาเงินเดือนครูเฉลี่ย ประมาณ ๑๑๓,๐๐๐ บาท เท่า ๆ กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย ในออสเตรียครับ ๙๕,๐๐๐ บาท ในประเทศแคนาดาประมาณ ๗๐,๐๐๐ บาท ประเทศอังกฤษ ๑๓๐,๐๐๐ บาท ของประเทศไทยของเราสูงสุดขณะนี้เราก็อยู่ที่ ๖๐,๐๐๐ กว่าบาท รวมทั้ง ค่าตอบแทนทั้งหลายก็ข้าราชการระดับสูงระดับ ๙ อาจจะได้ถึงเกือบแสนบาท ก็เป็นที่น่ายินดี ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์และโดยเฉพาะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีช่วย ทั้ง ๒ ท่าน อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ในการที่จะพัฒนาครูหรือพัฒนาการศึกษาหลังจากที่เพิ่ม ขั้นเงินเดือนให้แล้ว จะเพิ่มเงินเดือนให้เพิ่มอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ในเดือนเมษายนนี้ อย่าลืม สิ่งสําคัญเขาก็คือการสร้างวิญญาณครูครับ ท่านประธานครับ ได้เงินเดือนไปแล้ว เดี๋ยวนี้ ครูเก่ง ๆ ทั้งหลายจะได้เลิกเป็นติวเตอร์ (Tutor) จะได้เอาเวลามาสอนเด็ก ท่านประธานคง จําได้ครับ สมัยเราเล็ก ๆ เวลาเสาร์ อาทิตย์เราเรียนไม่ทัน คุณครูก็จะชวนเราไปที่โรงเรียนไป เรียนพิเศษ เดี๋ยวนี้บรรยากาศเช่นนั้นแทบจะไม่ค่อยมี ผมเองมีโอกาสได้เจริญเติบโตมา เพราะคุณครูเปิดการเรียนการสอนพิเศษ ไม่เคยไปโรงเรียนกวดวิชาครับ ครูปิ่น สุวานะ สอนกันเสาร์ อาทิตย์ ให้เราได้มีโอกาสเรียนทันคนอื่น มีโอกาสเรียนเก่งกว่า เด็กโรงเรียนอื่น เป็นการสร้างเด็กของโรงเรียนให้เก่งนะครับ ครูต้องเอาใจใส่เด็ก อีกนิดหนึ่งครับ เดิมคุณครูก็อาจจะไปดูแลลูกศิษย์ที่บ้าน เดี๋ยวนี้ก็อาจจะน้อยลง ก็ขอให้ทาง กระทรวงศึกษาธิการได้เพิ่มวิญญาณครูให้กับคุณครูทั่วประเทศ อย่างน้อยไปดูแลศิษย์ ของเราครับ กลับบ้านหรือยัง ๔ ทุ่มนะครับ ไปดูแลตั้งแต่ตอนเย็น ๆ ตอนค่ํา ๆ ครูสุชาติ ใจงาม นี่ผมยังจําได้ครับ ตอนเย็นก็จะไปที่บ้าน ครูกัญญา มโนภิรมย์ ก็จะไปเฝ้าดูว่าเด็ก นักเรียนของเราทําการบ้านหรือเปล่า และสิ่งสําคัญครับอีกประเด็นหนึ่งก็คือปัญหาเรื่องการ ขาดแคลนครูทั่วประเทศครับ ในโรงเรียน ๓๐,๐๐๐ กว่าโรง เรายังขาดแคลนครู ครูสอน ไม่ครบชั้น อาจารย์ ๓ ระดับ ๘ ยังมีอยู่ก็คือทั้งโรงเรียนมีครูแค่ ๓ คน แต่มีห้องเรียน ๘ ห้องเรียนครับ เป็นอนุบาล ๒ เป็นชั้น ป. ๑ ถึง ป. ๖ ๘ ห้องเรียน เพราะฉะนั้นครู ไม่ครบชั้น ครูไม่ครบวิชา วิชาพลศึกษาครับที่จะสอนเด็กให้เป็นคนแข็งแรงมีวินัย อีก ๑๘,๐๐๐ โรงยังไม่มีครูพลศึกษา เพราะฉะนั้นน่าจะบรรจุครูเข้าไปนะครับ ก็คิดว่ารัฐบาล คงดูแลเรื่องนี้ให้ตลอดนะครับ แล้วก็ให้เป็นระบบ ก็ต้องขอขอบคุณครับ และโดยเฉพาะ ดีใจมากครับที่วันที่ ๑๖ มกราคม ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปกราบคุณครูของท่านนะครับ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ ตามคําที่บอกว่า ถึงสูงเยี่ยมเทียมฟ้าอย่าดูถูก ครูเคยปลูกวิชามาแต่หลัง ศิษย์ไร้ครูอยู่ได้ไม่จีรัง อย่าโอหังอวดสู้ครูของตน ขอขอบคุณ ท่านรัฐบาลมากครับ ขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปเชิญท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ครับ

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ แบบสัดส่วน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกที่ได้เลื่อน ร่างพระราชบัญญัติของครูขึ้นมาในเรื่องเงินเดือนและเงินวิทยฐานะ เพราะฉะนั้นแล้วทุกคนรอ แล้วข้าราชการทุกคนมีความรู้สึกว่าตัวเองที่ไปทํางานมาด้วยความวิริยะอุตสาหะ แต่ว่า ความแตกต่างกันของเงินเดือน ขวัญกําลังใจเกิดขึ้นกับครูตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อทางรัฐบาลได้ปรับโครงสร้างของข้าราชการประจําแล้วนะครับ แล้วครั้งนี้พวกเรา ก็ร่วมมือกัน พอเสนอกฎหมายมาแล้วก็เลื่อนระเบียบวาระขึ้นมา ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นขวัญ กําลังใจอย่างยิ่ง

ทีนี้มาดูรายละเอียดนะครับว่า ประการแรก ผมก็ต้องแปรญัตตินะครับ แล้วข้าราชการครูที่ได้ฟังแล้วนะครับถ้าเห็นว่าสิ่งใดที่เราจะแก้ไขได้ เรายังแปรญัตติได้ ผมยัง อยากจะคิดว่าเกี่ยวกับตารางที่กําหนดกรอบ ใจผมนี่ไม่ควรที่จะอยู่ในพระราชบัญญัติ เพราะมันไม่ยืดหยุ่น แก้ไขยาก น่าจะเป็นอยู่ในกฎกระทรวง ถ้าเราเขียนกฎหมายเสียทีเดียว เสร็จแล้วเราไม่รู้ว่าอีก ๓ ปี ๕ ปี สถานการณ์ประเทศเป็นอย่างไร แล้วก็ค่าของเงินเป็น อย่างไร พอเรากําหนดเงินขั้นต่ํา ขั้นสูง ฟิกซ์ (Fix) ไว้แบบนี้นะครับทําให้ขาดความยืดหยุ่น แต่ถ้าเรานําตารางทั้งหมดไปอยู่ในระดับของกฎกระทรวงว่าถ้ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในพระราชบัญญัตินี้ต้องเขียนกว้าง ๆ นะครับ เสร็จแล้วเวลาดําเนินการให้เข้ากฎกระทรวง มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตามเหตุการณ์ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทําให้กฎหมายใช้ได้ ตลอดกาล สิ่งอื่นที่ผมขอฝากคือว่าถ้ามาดูเรื่องครูหรือมิติของการศึกษานั้น หลายคนสงสัย แล้วก็ถามผมบอกว่าทําไมพูดแต่เรื่องครู เงินเดือนครู สวัสดิการครู เพราะครูเป็นปัจจัย สําคัญนะครับที่จะทําให้เกิดการพัฒนา การบริหาร ก็มีคนฝากว่าจริง ๆ แล้วมิติการศึกษา ต้องพูดเรื่องโรงเรียนนะครับ พูดเรื่องนักเรียน ครู ระบบการบริหาร หลักสูตร แล้วก็การ ประเมินของ สมศ. ซึ่งได้มาตรฐานจริงหรือไม่ หรือประเมินแล้วถ้าพบว่าโรงเรียนที่ไม่ถึงขั้น มาตรฐาน แล้วเพียงแต่เสนอเอกสารเท่านั้นหรือ ไม่มีมาตรการดําเนินการอย่างไรที่จะทําให้ เกิดมาตรฐานมากยิ่งขึ้นหรือ สิ่งเหล่านี้เองเป็นสิ่งที่จะต้องทําให้สอดคล้องทั้งระบบ ผมถึงอยากให้ปัจจุบันนี้มีความรู้สึกนะครับว่าเด็กของเรายังมีการศึกษาที่อ่อนล้า พวกเรา เรียนสมัยก่อน ม.ศ. ๔ ม.ศ. ๕ สอบครั้งเดียวเราก็ทํากันได้เอนทรานซ์ (Entrance) ตกกันใหม่ แต่ตอนนี้ไม่รู้เป็นอะไรครับระดับมัธยมศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดับอุดมศึกษา วุ่นกันไปหมดครับ ไม่ว่าการเอนทรานซ์การรับตรงไม่ตรง ผมคิดว่าสังคมเรานี่มีความรู้ มีการศึกษา คนทุกคนมีความตั้งใจ แต่ทําไมว่าทิฐิอะไรถึงทําให้คนในสังคมหรือผลประโยชน์ ไม่ว่าอาจารย์ติวเตอร์หรือไม่ว่ามหาวิทยาลัย ผมขอบอกครับว่าไม่ว่าแก้เรื่องเงินเดือน ไม่ว่าแก้เรื่องโครงสร้างอะไร อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ดีแล้วต้องแก้ทั้งหมดเลยนะครับ เรื่องระบบ การศึกษาแม้กระทั่งหลักสูตร มีคนฝากมานะครับตั้งแต่กรมพลศึกษาไปอยู่กับการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย เดี๋ยวนี้วิชาพละในโรงเรียนมีสักครึ่งชั่วโมงกระมังครับ สมัยก่อนเวลาเรา เรียนหนังสือเราจะมีวิชาพละ แต่ละสัปดาห์เราจะแต่งชุดกีฬามาเลย พอทําหลักสูตร ทําโครงสร้าง ครูพละมีอยู่ แต่ว่ากรมพลศึกษานี่ไปอยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา ก็เลยไม่มีใครพูดเรื่องนี้ในที่ประชุม ตอนนี้ผมไปกรมพลศึกษามาแล้วก็ไปคุยมา เขาบอกว่า วิชาพละในโรงเรียนหายไป ไม่หายไปทั้งหมดหรอกครับเหลืออยู่ไม่มากเท่าไรนัก ผมขอเรียน นะครับว่าไม่รู้คนที่ทําการศึกษาอยู่ปัจจุบัน สุขภาพกาย สุขภาพใจต้องสัมพันธ์กัน วิชาพละ วิชาประวัติศาสตร์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รู้รากฐานของประเทศอันนี้ก็สําคัญ เด็กของเรา นี่นะครับ ท่านเจ็บปวดไหมครับว่าได้ส่งนักร้องญี่ปุ่นไม่ทันที่สนามบินนี่ร้องไห้ ผมไม่อยาก เอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยอะไร ก็แสดงว่าคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยเรามันอ่อนล้าสําหรับเด็ก เด็กนี่ไปเครซี่ (crazy) กับเจ้าเกาหลี กับญี่ปุ่น กับอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นขอกราบเรียน ครับว่าการปลูกฝังเด็กให้ยึดมั่นรากฐานทางการศึกษาก็ตาม ความรู้ก็ตาม แล้วก็วัฒนธรรม ก็ตามอันนี้สําคัญ ผมหวังว่าพี่น้องครูที่ได้ฟังกับเพื่อนทุกคนที่ได้พูดมาแล้วนะครับ ว่าเราได้ ดูแลสวัสดิการให้ครูอย่างต่อเนื่อง แล้วผมก็จะแก้นะครับว่าโครงสร้างต่าง ๆ นั้น สิ่งที่ครู ต้องการไม่ใช่แค่กรอบแค่นี้ ครูต้องการว่าการขึ้นบันไดอัตราเงินเดือนของครูนี่ที่มาตรฐาน อยู่แล้วเพียงแต่ขึ้นตามมาตรฐานเดิม แล้วสิ่งเหล่านี้เดี๋ยวเราจะได้แปรญัตติกันต่อไป

แล้วขอฝากเป็นประการสุดท้ายนะครับว่า ครูที่อยู่ชนบทนี่นะครับ ก็มีความรู้สึกว่าทําอย่างไรที่เขาจะได้รับการเหลียวมองเหลียวดู ผมได้ไปตรวจเยี่ยมแล้วก็ ได้ไปพูดคุยที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่จังหวัดอุทัยธานี โดยเฉพาะ ผอ. วสันต์ ดาวเหนียว ซึ่งผมก็ได้คุยก็ได้สาระได้ความรู้มาก ก็ได้ให้ข้อคิดต่าง ๆ หลาย ๆ ประการ เพราะฉะนั้น ผมขอฝากว่าจริง ๆ แล้วองค์ความรู้ของคนที่อยู่ในชนบทผู้บริหารมีมาก แต่ขอให้ผู้บริหาร ระดับบน อย่าตัดสินใจในกรอบข้างบน ไปฟังเฮียริ่ง (Hearing) ไปฟังเบรนสตอร์มมิ่ง (Brainstorming) ของคนผู้บริหารทั้งหมดท่านจะรู้ว่าแนวทางการศึกษาที่แท้จริงที่ควรเป็น จะเป็นอย่างไร เราจะได้ลงจากหอคอยงาช้าง ลงสู่พื้นฐานการศึกษาที่แท้จริง ขอขอบคุณครู แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้สนับสนุนในกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับก่อนที่จะให้ท่านศุภชัยอภิปราย ขอลําดับผู้อภิปราย ต่อจากท่านศุภชัยก็จะเป็น ท่านเรวัต สิรินุกุล ท่านขยัน วิพรหมชัย ท่านปวีณ แซ่จึง ท่านวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ท่านพีระเพชร ศิริกุล ท่านอภิชาต การิกาญจน์ ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านอสิ มะหะมัดยังกี อันที่จริงก็มีชื่อท่านวุฒิพงษ์แล้วนะครับ เดี๋ยวเผื่อมีฝ่ายค้านสลับ ก็เชิญท่านศุภชัยครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า อุบลราชธานี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรากําลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีความสําคัญยิ่งต่อการกุมอนาคต ของประเทศ นั่นคือร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นร่างพระราชบัญญัติที่เรามุ่งประสงค์จะแก้ไขพระราชบัญญัติเดิมที่เราใช้มาตั้งแต่ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ แน่นอนที่สุดครับท่านประธาน ถ้าเผื่อว่าพูดถึงเงื่อนเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ถึงปัจจุบันก็เป็นระยะเวลาหลายปี พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจําเป็น จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และที่สําคัญที่สุดความเกี่ยวเนื่อง ระหว่างร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กับการปฏิรูปการศึกษาถือว่ามีความสําคัญยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ การปฏิรูปการศึกษาในระยะที่ ๒ วันนี้โดยการนําของท่าน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ต่อเนื่องมาถึงท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ บุณยเกียรติ ท่านรัฐมนตรี ในปัจจุบันได้ดําเนินการปฏิรูปการศึกษาในระยะที่ ๒ ซึ่งถือว่ามีความสําคัญยิ่งที่ เกี่ยวเนื่องกันระหว่างการพัฒนาคนไปแล้ว ๑ ส่วน ส่วนแรกที่ดําเนินการไปแล้วคือการปฏิรูป การศึกษาในระยะที่ ๒ ผ่านเรื่องของตัวนักเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราให้โอกาส สําหรับคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนผ่านโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพ ท่านประธานครับ วันนี้ชุดนักเรียนของลูกหลานเราฟรี อุปกรณ์การเรียน ฟรีครับท่านประธาน เรื่องอาหารกลางวันวันนี้ลูกหลานเราไปโรงเรียนไม่ต้องห่อข้าว ไปเหมือนเดิมแล้ว เราจัดงบประมาณให้กับลูกหลานเราต่อหัว หัวละ ๑๓ บาท ไม่ต้อง ไปกินขนมที่โรงเรียน วันนี้เรามีนมฟรีให้กับลูกหลานเรา แต่ว่าเรื่องภาระด้านอาหาร อุปกรณ์ การเรียนการสอน ชุดนักเรียน วันนี้รัฐบาลจัดให้แล้ว ส่วนที่เกี่ยวเนื่องอีกส่วนหนึ่งคือเรื่อง ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักเรียน วันนี้ค่าใช้จ่ายต่อหัวทั้งเด็กในระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวให้กับลูกหลานเราแล้ว แต่ว่าถ้าเพิ่มแล้วงบประมาณเหล่านี้โรงเรียน สามารถดําเนินการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ และที่สําคัญ ที่สุดกําลังดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน คือการดําเนินการในเรื่องของโรงเรียนดีประจําตําบล นั่นเท่ากับว่าเรากําลังกระจายโอกาส กระจายสิ่งดี ๆ ไปใกล้ตัวพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น โรงเรียนดีไม่ได้มีเฉพาะอยู่ในตัวจังหวัดอีกต่อไปแล้ว โรงเรียนดีไม่ได้มีเฉพาะในตัวอําเภอ แต่ในขณะนี้เรากําลังดําเนินการเรื่องโรงเรียนดีประจําตําบลเข้าใกล้เข้าถึงพี่น้องประชาชน ในขณะที่เราดําเนินการดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากเรื่องนักเรียนแล้ว เรื่องครูถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง เรามุ่งผลสัมฤทธิ์ไปที่ตัวนักเรียน แต่ถ้าเผื่อว่าครูหรือ บุคลากรทางการศึกษาปราศจากขวัญและกําลังใจ ปราศจากความเท่าเทียมกันกับวิชาชีพอื่น ๆ โอกาสที่เราจะดําเนินการในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาในระยะที่ ๒ ให้ประสบความสําเร็จ ก็จะยากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปแล้วว่า เราดําเนินการไปแล้วในหลายภาคส่วน แต่ในขณะที่เราดําเนินการไปหลายภาคส่วน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของครูวันนี้เราให้ความสําคัญเป็นพิเศษ ท่านประธานคงจะได้ พิจารณานะครับว่า พระราชบัญญัติฉบับที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธานอยู่ในขณะนี้มีไม่กี่ มาตราหรอกครับ มีทั้งหมดทั้งสิ้นเพียง ๗ มาตราเท่านั้น แต่ ๗ มาตรานี้เป็น ๗ มาตราที่มี ความหมายต่อการยกระดับวิชาชีพครูเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนเพื่อให้ท่านประธานได้แลเห็นว่าสิ่งที่เราจะยกระดับวิชาชีพครูมีส่วนใดบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนในเบื้องต้นว่าเรามีพระราชบัญญัติฉบับนี้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๔ ใช้เวลาไปแล้ว ๗ ปี สถานการณ์สังคมเปลี่ยนไป เศรษฐกิจเปลี่ยนไป ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการบริหารจัดการศึกษาเปลี่ยนไป ในขณะที่ เปลี่ยนไปมาตราที่มีความสําคัญยิ่งต่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ในความเห็นของกระผมมีอยู่ ๒ มาตราครับท่านประธาน มาตราแรกคือมาตรา ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ เดิมทีเรามี บุคลากรทางการศึกษาที่ไม่มีใบอนุญาตตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) ท่านประธานครับ บุคลากร เหล่านี้มีส่วนสําคัญยิ่งในการบริหารจัดการศึกษา มีส่วนสําคัญยิ่งในการเป็นกลจักรสําคัญ เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เขาทํางานอยู่ตามเขตพื้นที่ การศึกษา บุคลากรเหล่านี้มีอยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คนเศษ ในขณะที่เราเพิ่มค่าตอบแทน ให้กับครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ในขณะที่เราเพิ่มค่าตอบแทนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษามาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ บุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้ตกหล่นครับท่านประธาน แต่ถ้าเราแก้ไขมาตรา ๓ ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ บุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) จะได้รับสิทธิเท่าเทียมกับข้าราชการ พลเรือนในส่วนราชการอื่น ๆ นี่ถือว่าเป็นหัวใจสําคัญอีกส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับนี้ และที่สําคัญต่อจากนั้นครับท่านประธาน ในส่วนของมาตรา ๕ มาตรา ๕ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เดิมทีเราจะเพิ่มเงินเดือน เพิ่มค่าตอบแทนให้กับบุคลากรทางการศึกษา มีความยุ่งยากอยู่พอสมควร แต่ในขณะที่มีความยุ่งยาก วันนี้ถ้าเราแก้ไขตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้จะให้อํานาจกับคณะรัฐมนตรีในการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อปรับ เงินเดือนขั้นต่ํา เงินเดือนขั้นสูง เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งได้เพิ่มไม่เกิน ร้อยละ ๑๐ โดยใช้เงื่อนหรือใช้กระบวนการของมติ ครม. เท่านั้น แต่ถ้าเป็น ฉบับเดิมมีความยุ่งยาก มีความสลับซับซ้อนเพราะไปผูกปมนี้ไว้กับงบประมาณแผ่นดิน ในแต่ละปี ๆ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขของมาตรา ๕ วันนี้เราปลดพันธนาการแล้ว ครม. ก็สามารถเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ ซึ่งผมถือว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เอื้ออํานวยอย่างยิ่งต่อการปรับค่าตอบแทนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราดําเนินการตามเงื่อนไขเหล่านี้แล้ว ครูจะมีขวัญและกําลังใจ มากขึ้น ถ้าครูมีขวัญกําลังใจมากขึ้นก็จะเป็นปัจจัยเสริมหลังจากที่เราดูแลภาคส่วนของ นักเรียนนักศึกษาไปแล้ว ถ้าเมื่อใดนักเรียน นักศึกษาได้รับการดูแล ครูได้รับการดูแล นั่นเท่ากับว่าเราปฏิรูปการศึกษาได้อย่างสมบูรณ์ครบทุกภาคส่วน เท่ากับว่าเราจะมีพื้นฐาน สําคัญในการปฏิรูปประเทศไทยต่อไป กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านเรวัติ สิรินุกุล ครับ

นายเรวัติ สิรินุกุล กาญจนบุรี 🔗

ท่านประธานครับ กระผม นายเรวัติ สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยครับ ในร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสภากําลังพิจารณา อยู่นี้นั้น ท่านประธานครับ กระผมได้ดูหลักการและเหตุผล และสาระสําคัญแล้ว กระผม กราบเรียนได้ว่าสาระที่สําคัญที่สุดนั่นก็คือ เพื่อขึ้นเงินเดือนหรือใช้อัตราเงินครูให้เท่าเทียม กับข้าราชการพลเรือน แล้วก็ในขณะที่มีความสําคัญในเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ก็สามารถปรับให้ทันเช่นเดียวกัน ซึ่งกระผมเห็นด้วยครับ เพราะว่าครูนั้นจริง ๆ แล้วต้องเป็น ที่ยอมรับว่าประเทศชาติเราจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไรนั้น ครูมีบทบาทและมีส่วนสําคัญในการ ผลักดันตั้งแต่เริ่มต้น นี่เป็นเรื่องสําคัญ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน แม้ว่าสภาแห่งนี้จะให้ ความสําคัญอย่างยิ่งในการที่จะขึ้นเงินเดือนครู แต่จริง ๆ แล้วแม้กฎหมายฉบับนี้เมื่อออกไป แล้วจะไปประกาศใช้ ก็ไม่ใช่ว่าครูจะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นกันทันทีหรือแต่ละคน ความจริง เป็นเพียงขั้นต่ําและขั้นสูง หรือเป็นกรอบเพดานในการพิจารณาเท่านั้น ส่วนรายละเอียดที่จะ ขึ้นเงินเดือนเท่าไร แต่ละปีกี่ขั้นอะไรอย่างนั้นก็ต้องไปอีกเรื่องหนึ่ง ผมจึงถือโอกาสนี้ ฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นให้พิจารณาเรื่องนี้ด้วย ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามอย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดไปว่ามันดีอยู่ส่วนหนึ่ง หากรัฐบาลเห็นว่าในขณะนี้ ค่าครองชีพสูงมาก ครูนั้นมีเงินเดือนต่ํา ด้วยความยากลําบาก ก็สามารถออก พระราชกฤษฎีกาขึ้นเงินเดือนให้เป็นร้อยละเท่าไร ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป อย่างนี้ก็ทําได้ ถ้าอย่างนั้นคุณครูทุกท่านก็จะได้เงินเดือนเท่ากัน ถ้าอย่างนั้นคุณครูทุกท่านก็จะได้เงินเดือนเท่ากัน ขึ้นเงินเดือนทันที อย่างนี้ทําได้ ซึ่งก็เป็น เรื่องที่ดีครับ ท่านประธานครับ ผมมาดูเอกสารประกอบการพิจารณาซึ่งสภาทําขึ้นมานี้ ก็มีหลายส่วน หลายเรื่องที่น่าสนใจและน่าจะกราบเรียนให้ทราบ อย่างในเรื่องของบทความ และข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานครับ นี่เขาบอกไว้เลย ปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนครู ฝันที่ใกล้เป็นความจริงของแม่พิมพ์ไทย นี่ครับได้บอกไว้ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ นี้นะครับ ท่านประธาน ผมก็ต้องพูดถึงความเป็นจริง อะไรที่เป็นจริง มีคืนหนึ่งผมเปิดวิทยุฟัง ที่เขาแต่งตั้ง เขาว่ากระทรวงศึกษาธิการปรบมือดีใจครับว่าได้ครูชินวรณ์มาเป็นรัฐมนตรี เพราะว่าเป็นครูที่แท้จริง เขาอยากได้มานานแล้ว นี่เขาดีใจ แล้วก็ได้บอกว่าเงินเดือน จากนี้ไปบุคลากรทางการศึกษาถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้มีจํานวนถึง ๔๓๒,๙๔๒ คน สามารถปรับเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ ๘ ของโครงสร้างบัญชีเงินเดือน ซึ่งจะทําให้ครูทางการศึกษา มีเงินเดือนสูงถึง ๖๖,๔๘๐ บาท จากเดิม ๖๔,๔๓๐ บาท เทียบเท่ากับบุคลากรสายงาน แพทย์ นักกฎหมาย และนักกฎหมายกฤษฎีกา ตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีและเป็นเรื่องสําคัญ ซึ่งจะ ถือเป็นผลและกําลังใจให้กับคุณครูทั้งหลายว่าจากนี้ไป เงินเดือนท่านนั้นไม่น้อยหน้ากว่า ใคร ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายงานท่านก็ดี นักกฎหมายหรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งกระผมก็เห็นด้วย แต่ว่าฝันที่เป็นจริงก็ขอให้ท่านทําด้วยความเป็นจริง เพราะจริง ๆ แล้ว ที่ทราบมาว่าจะขึ้นถึง ๒,๐๐๐–๓,๐๐๐ แต่ละคนนั้นไม่ใช่ ยังไม่ได้ แต่เป็นเพดานสูง เท่านั้นเอง จะขึ้นเท่าไรนั้นก็ต้องไปดูกันอีกทีหนึ่ง ท่านก็ยังพูด อีกหนึ่งนะครับว่ารัฐบาลจะ จัดงบให้ ๒,๐๐๐ ล้านบาทให้ครู อย่างไรรัฐบาลถ้าเห็นใจครู และคิดว่าประเทศชาติขึ้นอยู่กับ คุณครูในอนาคตนั้นจะไปในแนวทางใดก็ขึ้นเงินเดือนครับ ขึ้นแล้วก็ผลักเงินมาให้กับคุณครู ทั้งหลาย มาดูต่อไปครับท่านประธาน ยังมีบอกมาอีกครับ ซึ่งน่าสนใจครับท่านประธาน เงินเดือนครูในประเทศต่าง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ในสหรัฐอเมริกาเขามีรายได้โดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐต่อปี หรือตกประมาณ ๑๑๓,๐๐๐ บาทต่อเดือนครับ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อเดือน มาประเทศออสเตรเลีย ๙๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน แล้วก็มา ประเทศแคนาดา ๗๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนครับ อังกฤษ ๑๓๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนครับ ประเทศแอฟริกาใต้ ๒๖,๘๐๐ บาทต่อเดือนครับ ประเทศญี่ปุ่นครับ ๕๖,๓๔๐ บาทต่อเดือน นี่คือสิ่งที่ในหนังสือนี้ระบุไว้ ก็น่าสนใจ เพราะฉะนั้นก็เปรียบเทียบครับ คือที่ผมเรียนมานี้ ก็เพื่อที่จะให้กรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นจากสภานี้ไปดู แล้วก็ได้ไปศึกษาว่าอะไรที่เป็น ประโยชน์สําหรับคุณครูนั้นก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น แล้วก็เพื่อที่จะให้ครูนั้นมีชีวิตในการเรียน การสอน ได้มีกําลังใจสอนขึ้นมา

อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญครับท่านประธาน ตรงนี้จะละเลยไม่ได้ หนี้ครู ทั่วประเทศ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โอ้โฮเยอะนะครับท่านประธาน มากมายเลย หนี้สินของครูจะบอกว่าดีอย่างหนึ่งครับท่านประธานไม่เหมือนกับธุรกิจ ธุรกิจเจ๊งทําให้ ประเทศชาติเสียหายแล้วก็แบงก์เจ๊งมากมายนะครับ หนี้ทําให้เสียหาย แต่ครูนี่ถึงแม้หนี้สิน อย่างไรก็ไม่เคยทําให้เสียหาย ไม่มีเอ็นพีแอลส่วนมากเป็นครูที่หนี้จากการออมทรัพย์ครู นี่ครับอันนี้บอกไว้ชัดเจน จํานวน ๔.๔ แสนล้านคน มูลค่าหนี้ ๗๐๐,๐๐ ล้านบาท มีโครงการกู้ ชพค. ๑ ถึง ๕ จํานวน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน มูลค่าหนี้ ๑.๕ แสนล้านบาท โครงการพัฒนาชีวิตครู จํานวน ๖๐,๐๐๐ กว่าคน มูลค่าหนี้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และกองทุน หมุนเวียนจํานวน ๘,๕๐๐ คน มูลค่าหนี้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท นี่บอกไว้ชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขตรงนี้จะผิดหรือจะถูกอย่างไรก็ฝากกรรมาธิการพิจารณาว่าหนี้สินเหล่านี้ จะทําอย่างไร แก้ไขอย่างไร ให้ครูสามารถที่จะลดภาระตรงนี้ไปได้ ก็ยังบอกที่สําคัญนะครับ อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสํารวจจํานวนหนี้เสียค่อนข้างน้อย อย่างสหกรณ์ พวกสหกรณ์ ออมทรัพย์ครูมีครูเบี้ยวหนี้ ๑,๐๐๐ กว่าคน โครงการกู้เงิน ชพค. ก็ไม่มีหนี้เสียตามที่ได้รับ รายงานมา ส่วนกองทุนพัฒนาชีวิตครูหนี้เสียแค่ ๑๐๐ ล้านกว่าบาท อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ ทําอย่างไรครับท่านประธาน ทําอย่างไรครับ ที่รัฐบาลช่วยเหลือแบงก์ต่าง ๆ เขาทําอย่างไร ทําได้ไหมครับ พักหนี้ได้ไหมครับ พักหนี้ ยกหนี้ได้ไหมครับ ยกหนี้ พักหนี้ให้ครูได้ไหมครับ โน่นจํานวนนั้นเป็นแสน ๆ ล้านบาท หนี้นิดเดียวครับ ทําได้ไหมครับ สิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนมานี่ก็อยากจะฝากท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้าไปแล้วพิจารณาด้วยครับ พิจารณาว่าเราจะทําอย่างไรให้ครูได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ๆ เอาเทียบที่เขาคุยกัน นะครับ คือปีหนึ่ง ๆ ข้าราชการพลเรือนเขามีเป็นขั้น สมัยก่อนเป็นขั้น ก.พ. ให้เป็นขั้น ขั้น ๑ ขั้น ๒ ขั้นละเท่าไร ขั้นละ ๓๐๐ กว่าบาท บางคนก็ได้ ๒ ขั้น ปีหนึ่งก็ได้ ๗๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น แล้วครูมีเท่าไร ที่ออกกฎหมายมานี่ถ้าไม่มีขั้นตอนอย่างนี้อนาคตไม่รู้นะครับ ต้องมีอนาคตด้วย เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญนอกเหนือจากนี้ไปก็ต้องไป ดําเนินการในเรื่องนี้ด้วย หนี้สินครูมีเท่าไรจะแก้ไขช่วยเหลือได้ไหม ทําไมธุรกิจเอกชน ธุรกิจทั่วไปแก้ไขช่วยเหลือได้ ไม่ว่าหนี้นอกระบบอะไรต่ออะไรอย่างนี้ช่วยเหลือกันได้ แล้วถ้าหากจะช่วยเหลือครูช่วยเหลือได้ไหม สิ่งตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญนะครับท่านประธาน ท่านจะให้ประเทศชาติแล้วก็ครูมีบทบาทสําคัญแล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างปกติด้วยความ ไม่หวาดผวาในการไปสอน อุปสรรคเขาเยอะครับครูอุปสรรคเยอะ ปัญหานอกเหนือจากนี้ครับ มีอีกเยอะ ท่านประธานครับ ก็ต้องพูดสักนิดหนึ่งว่าเรื่องปัญหาครูนอกเหนือจากที่เงินเดือน ไม่เพียงพอแล้ว ปัญหาในเรื่องของครอบครัวเวลาครูย้ายครับท่านประธาน ต้องคํานึงถึงด้วย ต้องคํานึงถึงว่าสามีภรรยาที่อยู่โรงเรียนเดียวกันแล้วก็ย้ายไป ไม่ว่าสามีย้ายหรือภรรยาย้าย ก็แล้วแต่ ต้องย้ายตามกันไปต้องย้ายตามกันไปเลย ต้องไปอยู่ด้วยกันครับ ไม่อย่างนั้นปัญหา เกิดขึ้นเยอะ ท่านประธาน นโยบายตรงนี้ต้องประทานโทษเอ่ยนามท่าน ท่านชุมพล ศิลปอาชา สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านมีนโยบายอยู่แล้ว ท่านมี นโยบายอยู่แล้วนี่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมานั่งนี่ไม่ทราบว่านโยบายนี้ ยังใช้อยู่หรือเปล่า มีนโยบายอยู่แล้ว เพื่อที่จะไม่ให้มีปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกัน หรือไม่ให้เกิดปัญหา ในครอบครัว ย้ายต้องย้ายไปด้วยกันครับ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมากนะครับ ในวงการศึกษา เราก็ต้องพูดกัน สิ่งเหล่านี้ครับเพื่อที่จะให้ครูสามารถที่สอนหนังสือเด็ก คือ ประเทศชาติ ท่านประธานครับ ประเทศชาติเราต้องอย่าลืมว่าเบื้องต้นในการที่จะดําเนินการ หรือจะเดินไปข้างหน้าก็ตาม ครูบาอาจารย์ไม่ว่าถึงชั้นขั้นมหาวิทยาลัยก็ถือเป็นครูบาอาจารย์ ถ้าหากว่าครูไม่สามารถที่จะมีจิตใจเมตตาหรือไม่มีจิตใจที่จะสอนหนังสือแล้ว ผมเชื่อเหลือเกินว่าผู้ได้รับไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือเยาวชนของเราก็ด้อยการพัฒนา ประเทศก็ไม่ก้าวหน้า ไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนอย่างที่คิด เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้เป็น ปัญหาใหญ่แล้วเป็นเรื่องสําคัญ สิ่งที่ผมกราบเรียนมานี้ครับ ผมตั้งใจด้วยความแน่วแน่ ผมอยากเห็นครับ อยากเห็นว่าครูได้รับเงินเดือนสูงขึ้น แล้วก็อยากเห็นครูมีประสิทธิภาพ ในการสอน อยากเห็นหนี้สินครูนี้หมดไป ทําอย่างไรในเรื่องเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ ทําอย่างไรครับ ต้องฝากกรรมาธิการพิจารณา กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เอาสิ่งต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนนี้ยกขึ้นมาแล้วก็มาดู หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์นะครับ ท่านประธานครับ มีประโยชน์ เพราะรายละเอียดต่าง ๆ ก็มีอยู่ในนี้ แล้วครูเมื่อยังเทียบกับต่างประเทศเขา เงินเดือนยังน้อยอยู่ ทําอย่างไรให้ปรับขึ้นให้ได้สูงขึ้นมากได้ ปีหนึ่ง ๆ เอาสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของแต่ละปีก็ได้ รัฐบาลก็ปรับขึ้นมา เพิ่มเงินขึ้นมานะครับ อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ผมก็คงจะกราบเรียนไว้อย่างนี้ แต่ท้ายที่สุดเงินเดือนครูแม้จะบอกว่าเท่า จริง ๆ แล้ว ท่านประธานครับก็ยังต่ําเกินไป ยังต่ําเกินไปครับ ถ้าหากว่าเทียบกับอัตราอื่น ๆ แล้ว เทียบกับภาระที่ต้องรับผิดชอบต่อเด็ก ครู ๑ คนบางทีต้องรับผิดชอบเด็กไม่รู้เท่าไรครับ ท่านประธานครับ แล้วจริง ๆ ท่านประธานครับมาถึงวันนี้ไม่ว่าเยาวชนหรือไม่ว่านักศึกษา แม้กระทั่งนักศึกษาก็ตามนะครับ นักศึกษาผู้ใหญ่ก็ตามครับ ท่านประธานครับ เชื่อฟัง ครูบาอาจารย์มากกว่าผู้ปกครองด้วยซ้ําไปครับ มากกว่าผู้ปกครองด้วยซ้ําไปครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นหนทางของประเทศชาติที่จะเดินก้าวหน้าต่อไปนั้น ครูมีบทบาทสําคัญยิ่ง ครูมีบทบาทที่สําคัญยิ่ง ผมย้ํานะครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็ถือโอกาสนี้ กราบเรียนท่านประธานไว้แค่นี้ แล้วก็ฝากนะครับ ฝากจริง ๆ เลยว่ากรรมาธิการที่ตั้งขึ้น ที่ผมเรียนมาทั้งหมด อะไรที่ไม่ดีท่านแก้ไขให้ครูเขา แล้วทําให้ส่งเสริมให้ครูเขาดีขึ้นอีก ผมก็ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านขยัน วิพรหมชัย ครับ

นายขยัน วิพรหมชัย ลําพูน 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ต่อร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนครู เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งและบุคลากร ทางด้านการศึกษา ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูนที่ได้มีโอกาสไป สัมผัสครูทั้งจังหวัด ก็ถือโอกาสได้สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งจะเป็นขวัญและเป็น กําลังใจให้กับครูและบุคลากรทางด้านการศึกษา ซึ่งถือได้ว่ามีส่วนสําคัญต่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคมที่ผ่านมาถือว่าเป็นวันสําคัญที่สุดของครูและบุคลากร ทางด้านการศึกษา รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้จัดงาน วันครูขึ้นแล้วก็มีการมอบรางวัล รวมทั้งได้ตั้งกองทุนครูของแผ่นดินขึ้นเพื่อเป็นการสร้างขวัญและสร้างกําลังใจให้เกิดขึ้น ต้องเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ถือว่า ให้ความสําคัญต่อด้านการศึกษา เราจะเห็นได้ว่ามีโครงการเรียนดี เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ ซึ่งส่งผลต่อเด็กโดยตรง นอกจากนั้นรัฐบาลยังได้สนับสนุนงบประมาณ สนับสนุนเรื่องของการ จัดสร้างทางสถานที่ อาคาร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือตลอดจนถึงด้านคอมพิวเตอร์ ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งผมได้ไปสัมผัสโรงเรียนต่าง ๆ บุคลากรทางด้านการศึกษา เขากล่าวว่าไม่มียุคไหนรัฐบาลไหนที่ให้ความสําคัญด้านการศึกษาเท่ากับรัฐบาลชุดนี้ ประเด็นสําคัญในวันนี้นะครับ เรื่องของขวัญและกําลังใจของครูบาอาจารย์ซึ่งถือได้ว่าเป็น เรื่องที่มีความสําคัญนะครับ รัฐบาลมีนโยบายดี ๆ อาทิเช่น โครงการคืนครูให้โรงเรียน โครงการคืนภารโรงให้กับโรงเรียน โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับครูและบุคลากรทางด้าน การศึกษา โครงการกองทุนครูของแผ่นดิน นอกจากนั้นที่ผ่านมาก็ยังได้เสนอกฎหมายแยก เขตพื้นที่การศึกษาระหว่างประถมกับมัธยมออกจากกันเพื่อคํานึงถึงคุณภาพของนักรียน เพื่อคํานึงถึงคุณภาพของด้านการศึกษา นั่นคือเป็นตัวอย่างที่ผ่านมาที่รัฐบาลชุดนี้ได้ให้ ความสําคัญด้านการศึกษา ทั้งนักเรียนทั้งเรื่องบุคลากร อาคารสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งถือได้ว่ามี ส่วนสําคัญต่อการพัฒนา ด้านการศึกษานะครับของเด็กไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องถือโอกาสกราบเรียนว่าขอสนับสนุนต่อกฎหมายฉบับนี้ ที่จะส่งผลทําให้ครูทั่วประเทศ ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นทั้งหมดประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งถ้าคิดเป็นครอบครัวแล้ว ผมเชื่อว่าไม่ต่ํากว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน รัฐบาล ใช้งบประมาณ จํานวน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยเฉลี่ยก็จะทําให้ครูและบุคลากรทางด้านการศึกษามีเงินเดือนเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คนต่อเดือน ซึ่งก็จะส่งผลกระทบทําให้ครูนั้นมีขวัญและมีกําลังใจดีขึ้น อย่างไรก็ตามนะครับผมต้องถือโอกาสกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนถึงคณะกรรมาธิการได้ให้ความสําคัญต่อเรื่อง ของการศึกษา นอกจากเรื่องของการเพิ่มเงินเดือน เพิ่มเงินค่าวิทยฐานะ เพิ่มเงินประจํา ตําแหน่งแล้ว ผมคิดว่าทําอย่างไรรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะสามารถสร้างครูที่มีจิต และวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง ก็อยากถือโอกาสได้ฝากประเด็นสําคัญ ๆ

ประเด็นที่ ๑ การขึ้นเงินเดือนครูนั้นผมอยากจะถือโอกาสเรียนว่าควรจะ ขยายไปถึงครูโรงเรียนเอกชน ครู กศน. ครูโรงเรียนวัด ซึ่งเขาเหล่านั้นก็ถือว่าเป็นบุคลากร ด้านการศึกษาที่มีความสําคัญต่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศชาติ

ประเด็นที่ ๒ การปรับคุณภาพด้านวิชาการหรือการเลื่อนวิทยฐานะ ของครูบาอาจารย์นั้นอยากจะฝากไปยังรัฐบาลว่าควรจะเอาตัวชี้วัดของความสําเร็จ ของตัวนักเรียนมาเป็นปัจจัยสําคัญในการที่จะเป็นการเลื่อนวิทยฐานะ เพราะที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าครูบาอาจารย์บางท่านสนใจงานด้านวิชาการมากกว่าสนใจเด็กนะครับ สนใจ มากกว่างานโรงเรียน สนใจมากกว่างานทางชุมชนมุ่งแต่จะเอาผลงานทางด้านวิชาการ ทําอย่างไรจะเอาผลตัวชี้วัดคุณภาพของเด็กของนักเรียนมาเป็นผลตัวชี้วัดเรื่องของการปรับ ผลงานด้านวิชาการ

ประเด็นที่ ๓ ทําอย่างไรกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลจะสามารถจูงใจ เอาคนดีคนเก่ง คนที่มีคุณภาพมีจริยธรรมมีคุณธรรมมาเรียนครูนะครับ ซึ่งผมคิดว่าทํา อย่างไรมาตรการนอกจากการเพิ่มเงินเดือนแล้วควรจะมีมาตรการอื่น ๆ ที่เป็นการเสริม เพราะขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีครูในโรงเรียนต่าง ๆ ที่ขาดแคลน อาทิเช่น ครูด้านภาษาไทย ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเกษตรและด้านพละ อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ได้อภิปรายแล้ว

ประเด็นที่ ๔ ผมก็ถือโอกาสเรียนว่า อยากจะกราบเรียนไปยังรัฐบาล และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าเราควรจะสนับสนุนส่งเสริมให้ครู และบุคลากรด้านการศึกษายึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ไม่สร้างหนี้ ไม่เล่นการพนัน ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข ซึ่งถ้าหากครูเป็นหนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อความเครียดต่อสุขภาพ และท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน คุณภาพของการศึกษา ส่งผลกระทบต่อ การพัฒนาการบริหารจัดการของโรงเรียน

ท้ายที่สุดนี้ผมขออนุญาตสนับสนุนกฎหมายต่อการขึ้นเงินเดือนครู และบุคลากรทางด้านการศึกษาของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในครั้งนี้ และสิ่งสําคัญผมอยากถือโอกาสเรียนท่านประธานผ่านไปยังคุณครูทั่วประเทศ ว่าอยากจะเห็นครูมีจิตและวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้ที่จริง ประเทศไทย การศึกษาไทย เด็กไทย ฝากไว้กับคุณครูทั่วประเทศครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปเชิญท่านปวีณ เชิญครับ

นายปวีณ แซ่จึง ศรีสะเกษ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปวีณ แซ่จึง พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๑ พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

หลักการ หลักการเพื่อที่จะแก้ไขพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ โดยมีการยกเลิก มาตรา ๓ ยกเลิกมาตรา ๕ และตรามาตรา ๕ ขึ้นใหม่ ในหลักการผมเห็นด้วย

เหตุผล เหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือเป็นการปรับปรุงระบบการ ได้รับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ เงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระบบวิธีการรับเงินเดือน เงินประจําตําแหน่งของข้าราชการ เพื่อให้ได้รับเงินเดือนให้สอดคล้องเหมือนกับข้าราชการประเภทอื่น ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ออก พระราชบัญญัติว่าด้วยเงินเดือนของข้าราชการตํารวจได้ผ่านไปแล้ว เป็นการปรับเพื่อความ เหมาะสมให้สอดคล้อง และในขณะเดียวกันก็เพื่อที่จะเป็นกลไกในการได้รับเงินวิทยฐานะ เงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพและสามารถ ที่จะยืดหยุ่นได้นะครับ ในมาตรา ๕ นั้นที่เป็นสาระสําคัญ ท่านได้ยกเลิกมาตรา ๕ แล้วก็ได้ เพิ่มเติมขึ้นใหม่ ก็คือได้แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นกฎหมายที่สามารถที่จะเป็นเครื่องมือ ในการปรับเงินเดือนและเงินวิทยฐานะของข้าราชการครูให้มีความเหมาะสมและสอดคล้อง กับภาวะปัจจุบัน ซึ่งผมเองเห็นด้วยในหลักการ มาตรา ๕ ที่ท่านได้เขียนไว้ก็คือเพื่อเป็น ประโยชน์ในการรับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ เงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครู บุคลากร ทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัตินี้ท่านได้เขียนไว้ว่าหากมาตราใดแห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๗ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติคําว่า บัญชีอัตราเงินเดือนหรืออัตราเงินเดือน ไม่ได้หมายความถึงบัญชีเงินเดือน ขั้นต่ําขั้นสูง หรือเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงตามพระราชบัญญัตินี้แล้วแต่กรณี สําหรับบัญชีที่ท่าน แนบท้ายนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ก็จะขอฝากทางกรรมาธิการ วิสามัญที่จะพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอให้ท่านได้ดูเพื่อความเหมาะสม เพื่อที่จะ ไม่ต้องออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติฉบับนี้บ่อย ๆ ซึ่งเราได้ใช้ ในปี ๒๕๔๗ ปีนี้ปี ๒๕๕๓ ๖ ปี เราก็ได้ยกเลิกและปรับปรุงแก้ไข เพราะฉะนั้นควรจะกําหนด กรอบที่สามารถที่จะยืดหยุ่นให้เป็นไปตามสภาพของสภาวะปัจจุบันและในอนาคตต่อไปครับ สรุปก็คือผมเห็นด้วยในหลักการและเหตุผลครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปเชิญท่านวรศุลีครับ

นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ มุกดาหาร 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรครวมชาติพัฒนา ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันดีใจนะคะที่ได้ทราบว่ากฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ผ่านไปแล้ว และพอมาถึงนี้ก็ได้มามีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ท่านประธานที่เคารพ ในเนื้อหารายละเอียดที่ได้เขียนและอ่านเอาไว้นี้นะคะ ดิฉันเห็นว่าเป็นข้อมูลที่ดีมาก และเป็นข้อมูลที่จะฝากให้กรรมาธิการที่จะไปพิจารณาร่างกฎหมายเรื่องเงินเดือน และเงินวิทยฐานะของกลุ่มครูนี้เป็นตัวอย่างในการพิจารณาและจะได้เป็นกฎหมายมอบให้ เป็นของขวัญวันปีใหม่ ปี ๒๕๕๔ นี้ให้กับกลุ่มคุณครู ซึ่งวันครูก็ได้ผ่านมาแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๖ มกราคมที่ผ่านมานะคะ ดิฉันอยากจะเรียนฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรี หรือถึงท่าน คณะกรรมาธิการว่าท่านจะให้เพิ่มเงินเดือน จะเพิ่มเงินเท่าไร จะเพิ่มจากเท่าไรก็คงจะไม่ เทียบเท่ากับต่างประเทศที่เขามีได้มา ท่านได้เขียนในรายงานนี้ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ออสเตรเลียต่าง ๆ นั้นเขามีคูณนะคะ ถ้า ๑๐,๐๐๐ ก็ต้องคูณ ๓๐ อย่างนี้ แต่ในส่วนของ ตารางที่ท่านกําหนดเอาไว้นี้ไม่ได้คูณค่ะ เป็นยอดหมื่นทั้งนั้น ก็คือ ๕๐,๐๐๐ ขึ้นไป แต่ในส่วนของทางเมืองนอกเขา ต่างประเทศเขา เขาได้เป็นแสน อย่างนี้ละค่ะ ขวัญกําลังใจ คงจะได้มาแน่นอนสําหรับคุณครู แต่ในกรณีนี้นะคะดิฉันว่าในการที่มีกฎหมายมารองรับ เรื่องเงินวิทยฐานะและเงินเดือนนั้น แต่ค่าการที่จะได้มาซึ่งเงินเดือนและเงินวิทยฐานะ ดิฉันได้ทราบจากคุณครูหลายพื้นที่นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดมุกดาหาร ก็พยายาม ขอร้องให้ตัวดิฉันเองว่าได้เป็นผู้แทนราษฎรช่วยดูแลประชาชนซึ่งเป็นครูด้วย เป็นปูชนียบุคคลที่ให้การสอนสั่งนักเรียน แต่ตอนนี้นักเรียนนั้นไม่ได้รับการสอนสั่งจาก คุณครูเลยเพราะว่าคุณครูมัวเอาเวลาไปนั่งเขียนรายงาน เขียนรายงานเพื่อที่จะได้เพิ่มเงิน วิทยฐานะ การประเมินของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมานี้เป็นผู้ตรวจสอบคุณครู ก็คือ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จะเป็นกลุ่มคณะกรรมการ ก็คือมี กรรมการหลายชุดที่มาประเมินและจะให้เงินเดือนสําหรับคุณครูที่อยู่ในพื้นที่ คุณครูได้มา บอกกับตัวดิฉันเองว่าในส่วนที่จะต้องทํารายงานไปให้นั้นก็เลยไม่มีเวลาที่จะมาสอนหนังสือ นักเรียน แม้ว่าในกฎหมายนี้จะเพิ่มเงินเดือนขึ้นมาเท่าไรนะคะ เพิ่มเงินเดือนขึ้นมาเท่าไร ก็ควรจะให้มีการแก้ไขในการพิจารณาในการประเมินผลงานของคุณครูนั้น และจะได้มาซึ่ง เงินวิทยฐานะที่เพิ่มขึ้น ดิฉันก็ขอฝากท่านคณะกรรมาธิการนะคะ ในส่วนนี้ค่ะในส่วนที่ เงินวิทยฐานะแล้วก็มีการให้ประเมินโดยเขียนเป็นรายงานส่ง ก็มีการจ้างเขียนรายงานเกิดขึ้น เงินเดือนเท่าไรคะ เงินเดือนเดือนหนึ่งได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท เดือนหนึ่ง ๆ ได้ ๔,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ต้องไปจ้างเขียนนั้น ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท นี่ละค่ะเป็นปัญหาเกิดขึ้น ในหนี้สิน ดิฉันได้ฟังหลาย ๆ ท่าน ส.ส. พูดนะคะว่าหนี้สินของครูนั้น ในรายงานนี้ไม่มีตัวแดง ก็คือไม่มีติดลบ ก็คือว่าอย่างไรคะ อย่างไรก็ตามนะคะที่เขียนไว้ในนี้ว่า จากข้อสํารวจจํานวน หนี้เสียหายค่อนข้างน้อย ท่านทราบไหมคะว่าในจํานวนที่ท่านเขียนอยู่ในนี้นะคะรวมทั้งหมด ที่กู้ยืมเงิน ไม่ว่าจะเป็นกู้ยืมกองทุน ในกองทุนสวัสดิการและสวัสดิการครู และบุคลากรครู หรือจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนะคะ หรืออาจจะจากโครงการพัฒนาชีวิตครู อย่างนี้ จํานวน บุคคลซึ่งเป็นครูนะคะที่กินเงินเดือนภาษีราษฎรอยู่ขณะนี้ รวมแล้วทั้งหมดเป็นหนี้ถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท ในหนี้ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านล้านบาทนี้ ยังบอกว่าหนี้เสีย ค่อนข้างน้อย ที่ไม่ปรากฏหนี้เสียนั้นท่านไม่ได้ดู อยู่ในรายงานนี้ก็คือรายงานให้ถูกต้อง แต่ใน กรณีหนี้นอกระบบล่ะคะ คุณครูเกิดมีหนี้นอกระบบนั้นเยอะ จะว่าดิฉันดีใจว่ามีกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษา การแบ่งเขตการศึกษาเกิดขึ้น แต่พอกลับมาถึงว่าเงินเดือน มีกฎหมายเงินเดือนมาพิจารณาเป็นกฎหมายมอบให้กับคุณครู ปัญหาที่เกิดขึ้นก็อยู่ภายใต้กฎหมายที่กําหนดเอาไว้นั่นแหละค่ะ พอแยกเขตการศึกษาตอนนี้ คุณครูเขตการศึกษามัธยมอย่างในจังหวัดมุกดาหาร ในจังหวัดมุกดาหารนี้เขตการศึกษา มัธยมไม่มีค่ะ มีแต่เขตการศึกษาประถม สํานักงานเขตการศึกษาประถมอยู่มุกดาหาร แต่สํานักงานเขตการศึกษามัธยมอยู่จังหวัดนครพนม เพิ่มมาอีกแล้วค่ะ เพิ่มอะไรคะ เพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับคุณครูที่อยู่ในจังหวัดมุกดาหารอีกแล้วค่ะ ก็เลยบอกว่าถ้าหากว่ามี กฎหมายนะคะ กฎหมายเรื่องการเพิ่มเงินเดือนให้และในการพิจารณาเงินวิทยฐานะเกิดขึ้นนี้ ก็น่าจะมีการเพิ่มเติมในเบี้ยเดินทางหรือเบี้ยพิจารณาของคุณครูที่มาเป็นตัวแทนของครูเขต การศึกษามัธยมในจังหวัดมุกดาหารด้วย แต่อย่างไรถ้ายังไม่มีกําหนดในเล่มนี้ก็อยากจะให้ คณะกรรมาธิการเพิ่มเติมในร่างกฎหมายที่จะสร้างเป็นขวัญและกําลังใจให้กับคุณครู ในพื้นที่จังหวัดที่เล็กนะคะ ดิฉันยกตัวอย่างนี้ให้ทราบเพื่อต้องการอยากจะให้ท่านได้เห็นว่า หนี้สินที่เกิดขึ้นที่ท่านรายงานมาบอกว่ามีการชําระถูกต้องโดยไม่มีหนี้เสียอย่างนี้ ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่ถ้าหากว่าเราเจาะลึกไปดูว่าในกระบวนการกลุ่มครูที่เป็นหนี้อยู่ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เกือบจะเท่ากับงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ที่กําลังจะมานี้ ๑. บุคคล คนที่ยืม คนที่ยืมเป็นหนี้ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาทนั้น ในรายงานนี้นะคะ ในรายงานนี้บอกว่ามีตั้ง ๓๐๐,๐๐๐ คน ๓๐๐,๐๐๐ คนนะคะ แล้วคนที่เป็นหนี้อยู่ ๘๓๐,๐๐๐ บาทมีอยู่ทั้งหมด ๔๖๐,๐๐๐ คน และเป็นหนี้อยู่ ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน คุณครูมีคุณครูอยู่ตั้ง ๖๐,๐๐๐ คน ถ้ารวมจํานวนคุณครูนี้รวมทั้งหมดเกือบจะ ๙๐๐,๐๐๐ คน ๙๐๐,๐๐๐ คนที่เป็นหนี้ แต่ถ้า หากว่าความรับผิดชอบต่อนักเรียน ๖๐ คนเท่ากับว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ๕,๐๐๐,๐๐๐ นักเรียนที่จะขาดการได้กําลังใจจากคุณครูที่ให้การสอนสั่ง เพราะดิฉันได้เห็นนะคะว่าคุณครู เป็นหนี้ในแต่ละพื้นที่ พอใกล้จะถึงกําหนดก็ต้องไปยืมหนี้จากนอกระบบมาทดแทนคืนหนี้ ในระบบนี้เหมือน ๆ กับเกษตรกรนั่นแหละค่ะ เกษตรกรก็ไปยืมหนี้นอกระบบมาทดแทน ธนาคาร ธ.ก.ส. ที่มีวางกําหนดเวลาเอาไว้ให้อย่างนี้ค่ะ แล้วอย่างนี้จะสามารถพัฒนา เด็กนักเรียนได้อย่างไร ในศตวรรษที่ ๒ ที่บอกว่าแผนปฏิรูปการศึกษาในศตรรษที่ ๒ ดิฉัน ดีใจว่ารัฐมนตรีเห็นความสําคัญในการที่จะสร้างขวัญกําลังใจให้กับคุณครูทั้งหลาย แต่ดิฉัน อยากจะขอฝากท่านประธานว่าในกรณีสร้างขวัญกําลังใจก็ควรจะให้มีการสร้างความ ภาคภูมิใจเกิดขึ้นให้กับคุณครูด้วย แล้วก็ขอให้เกิดการสร้างความเทิดทูนคุณครูเกิดขึ้นด้วย นะคะ แล้วก็ขอฝากให้คุณครูนั้น เมื่อได้กฎหมายนี้มารองรับในการที่จะแก้ไขปัญหาของท่าน ในเงินเดือนนั้นก็ควรจะสร้างจิตสํานึกของตนเองเพิ่มขึ้น เราเป็นครู เราเป็นผู้สอนสั่งนักเรียน แต่ละสิ่งแต่ละอย่างนั้นรัฐบาลมองเห็นความสําคัญของคุณครู ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นพยายาม ที่จะทําให้สะดวกสบายแต่ปรากฏว่าหนี้สินที่ปรากฏในเล่มนี้นะคะมันไม่ใช่สิ่งที่ภาคภูมิใจเลย ที่ว่านักเรียนจะได้นั่งเรียนอยู่กับคุณครูที่เป็นหนี้ ในกรณีที่คนเป็นหนี้อารมณ์จิตใจจะ ไม่เหมือนเดิม แต่ถ้าอารมณ์จิตใจไม่เหมือนเดิมแล้วการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ นี้ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถสร้างให้คุณครูสามารถพัฒนาสื่อการสอนการเรียนของ ตนเองได้ และดิฉันได้ทราบมาอีกว่าในกรณีในการจัดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ส่งลงไปให้เขตพื้นที่การศึกษาปรากฏว่าตอนนี้กฎหมายการศึกษาแห่งชาติเกิดขึ้น พองบประมาณลงไปปุ๊บ ไปเขตพื้นที่การศึกษาของมัธยม เขตพื้นที่การศึกษาของมัธยมอยู่ที่ จังหวัดนครพนม แต่ในจังหวัดมุกดาหารหรือคะ เขตพื้นที่การศึกษาไม่มีโครงการต่าง ๆ งบประมาณก็เลยไม่มี ทีนี้กลุ่มนักเรียนที่อยู่ในมัธยมก็ไม่ได้รับงบประมาณที่จะส่งไปถึง จังหวัดมุกดาหาร นี่แหละคือผลกระทบในการที่เรามีกฎหมายแบ่งเขตการศึกษา แบ่งเขต การศึกษาไม่ว่าจะประถมหรือมัธยม แต่ถ้าหากว่ากฎหมายจะให้ประโยชน์ได้เต็มที่ก็ควรจะ ให้ได้ทั่ว ๆ ถึง ๆ ในกรณีของกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนนี้ ท่านคะ ดิฉันได้ดูในนี้นะคะว่า การเพิ่มเงินเดือนให้กับกลุ่มวิทยฐานะ ดิฉันได้อ่านนะคะ อ่านแล้วก็คือไม่เข้าใจ เพราะว่า ที่เขียนนี้แปลว่าอย่างไร ในการที่ให้เงินวิทยฐานะ ครูเชี่ยวชาญพิเศษได้อัตราเงินเดือนเพิ่ม เป็น ๑๕,๖๐๐ บาท แล้วก็มีตารางข้างล่างที่กําหนดเอาไว้ว่า ๑๓,๐๐๐ บาท นี่กําหนด อย่างไรว่าครูผู้เชี่ยวชาญแต่มี ๒ ระดับเงินเดือนที่จัดให้ พอมาถึงครูเชี่ยวชาญแต่ไม่มีพิเศษ ไม่มีพิเศษได้แค่ ๙,๙๐๐ บาท ถ้าจะกําหนดเงินเดือนให้ถูกต้องหรือสร้างขวัญกําลังใจให้กับ กลุ่มครูเชี่ยวชาญ คําว่า เชี่ยวชาญพิเศษ กับคําว่า ผู้เชี่ยวชาญ นี้ต่างแค่พิเศษเท่านั้นเอง เงินเดือนไปคนละครึ่ง กําหนดไว้ในกฎหมายนี้คนละครึ่ง แล้วกลุ่มที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีพิเศษล่ะคะจะทําอย่างไร ตัวเองก็เชี่ยวชาญเหมือนกัน และในกรณีเชี่ยวชาญนี้ก็คือ จะต้องเชี่ยวชาญเฉพาะทางอยู่แล้ว คําว่า พิเศษ ก็คือเฉพาะ แล้วคําว่า เชี่ยวชาญ ก็คือ จะต้องเชี่ยวชาญเฉพาะอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเชี่ยวชาญจะเชี่ยวชาญไปทั้งหมดเลย จึงว่าในกรณี กฎหมายที่เขียนเอาไว้นี้ว่า ๑๕,๖๐๐ บาท กับ ๙,๙๐๐ บาทนี้ต่างกันมากเลยนะคะ อยากจะ ขอฝากให้ท่านกรรมาธิการช่วยดูแลด้วย แล้วก็แก้ไขให้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีท่านก็คงจะได้นั่งเป็นประธานในคณะกรรมาธิการกฎหมายฉบับนี้ ขอให้ท่าน ช่วยดูด้วย ถ้าหากจะตราเป็นกฎหมายแล้วก็เขียนกําหนดจํานวนเงินไว้ด้วยเลย ก็ขอให้ พิจารณาในขั้นกรรมาธิการด้วยนะคะ แล้วก็อีกอย่างที่ดิฉันอยากจะชี้ในส่วนนี้นะคะว่า ผู้เชี่ยวชาญ ครูเชี่ยวชาญ กับครูชํานาญการพิเศษ ครูชํานาญการพิเศษ ครูชํานาญการ ครูชํานาญการพิเศษนั้น ๕,๖๐๐ บาท แต่พอครูชํานาญการ ๓,๕๐๐ บาท มันน้อยกว่าค่าแรง ขั้นต่ําด้วยซ้ําไปนะคะ ในขณะที่เขาเป็นผู้ชํานาญการ ตัวดิฉันเองไม่เข้าใจว่าเชี่ยวชาญ กับชํานาญการมันแตกต่างกันตรงไหน ถ้าเชี่ยวชาญก็คือเชี่ยวชาญ ชํานาญการก็คือ ชํานาญการ และชํานาญการกับเชี่ยวชาญนี้ถ้าแปลความหมายก็คือตัวเดียวกัน เหมือนผัว กับเมียเป็นหนึ่งอย่างนี้ค่ะ ดิฉันก็ว่าทําไมผู้ชํานาญการพิเศษ ๕,๖๐๐ บาท ผู้ชํานาญการ ๓,๕๐๐ บาท ก็เท่ากับว่าผู้เชี่ยวชาญนี้เป็นผัว ผู้ชํานาญการนี้เป็นเมียหรือคะ เมียได้เงิน น้อยกว่าผัวหรือไม่ พูดไม่เพราะนะคะท่านประธาน ขอโทษค่ะ พูดตามภาษาที่ได้อยู่ที่พื้นที่ ตนเอง ก็อยากจะชี้จุดนี้ให้ดูด้วยว่าการที่จะได้มาซึ่งเงินค่าวิทยฐานะจะต้องทํารายงาน ไปจ้างคนนั้นคนนี้ทําให้เพราะไม่มีเวลา จากที่สอนอยู่ที่โรงเรียน กลับไปบ้านต้องไปดูแลลูก นี่พูดถึงของประถมต้องไปดูแลลูก และในกรณีที่สอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนนั้น ๖ ห้อง มีครู ๓ คน กระทรวงศึกษาธิการมอบงบประมาณจัดลงไปให้บอกว่าให้เกลี่ยกัน ว่าให้จํานวน เงินนั้นเกลี่ยให้เป็นเงินเดือนของครู แล้วก็เป็นค่าครุภัณฑ์ ค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน ต่าง ๆ นั้นไปเกลี่ยกันในงบประมาณ เกลี่ยไปเกลี่ยมาก็ตัดคุณครูลง จาก ๖ ห้องต้องมีคุณครู ๖ คน เหลือคุณครู ๓ คน อย่างนี้ แล้วในกรณีที่กําหนดเงินเดือนมาอย่างนี้ ดูแล้วนะคะ ไม่สามารถที่จะสร้างขวัญกําลังใจให้กับคุณครูในส่วนของพื้นที่ภูมิภาคได้ ก็คือทางประถม ดิฉันก็เลยขอตั้งข้อสังเกตในการที่อภิปรายกฎหมายเรื่องเงินเดือนและเงินวิทยฐานะ ในกรณี พิจารณาในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรครูทางการศึกษานี้ หรือไม่ก็เป็นกลุ่ม ทางข้าราชการ คําย่อค่ะ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

สรุปเลยครับ

นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ มุกดาหาร

ก็จะขอสรุปว่าดิฉันสนับสนุนนะคะ ดิฉันสนับสนุนในการที่มีกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น เหมือน ๆ กับที่ดิฉันได้สนับสนุนกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาแบ่งเขตการศึกษา แต่พอกฎหมายออกมาแล้วมันไม่เป็นที่สามารถสร้าง ประโยชน์หรือสร้างขวัญกําลังใจให้กับกลุ่มคุณครูได้ ในกรณีที่ดิฉันอยากจะสรุปนี้ก็คือ อยากจะสรุปว่าให้คณะกรรมาธิการที่ได้เป็นกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณา กับท่านรัฐมนตรีผู้ดูแลซึ่งจะเป็นประธานในคณะกรรมาธิการนี้ดูให้ด้วยนะคะ กฎหมาย การศึกษา การแบ่งเขตการศึกษาออกมาแล้ว ตอนนี้เป็นปัญหาเกิดขึ้นเลยค่ะ มีปัญหาเกิดขึ้น แล้วถ้าหากว่ากฎหมายเงินเดือนนี้ออกมาพร้อม ๆ กับมาต่อยอดของการแบ่งเขตการศึกษา เงินเดือนนี้จะไม่เป็นปัญหาอีกหรือคะ ถ้าจะไม่ให้เป็นปัญหาทางคณะกรรมาธิการจะต้องฟัง นะคะว่า ส.ส. นั้นอภิปรายในจุดไหน ๆ แล้วท่านนําไปแก้ไขด้วย

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละสรุปได้แล้วครับ

นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ มุกดาหาร

ในตารางนี้เมื่อกี้จําได้ว่าจะมีใคร บอกว่าไม่ต้องกําหนด ท่านสมเกียรติบอกว่าไม่ต้องกําหนดอยู่ในร่างกฎหมายเพราะมันเป็น ตัวกําหนดชัดเจนไปเลย ตัวดิฉันเองก็เห็นด้วยนะคะ จึงอยากจะขอว่าในส่วน คณะกรรมาธิการนี้ถ้าไม่กําหนด แต่ถ้าจะกําหนดนั้นก็ควรจะพิจารณาขั้นจํานวนคนที่ทํางาน จริง ๆ อย่างนี้นะคะ ก็ขอฝากท่านประธานด้วยค่ะ ท่านให้ดิฉันสรุป ๓ ครั้งแล้ว ก็ขอสรุป ตอนนี้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราพิจารณากันมา ผมนั่งฟังมา ๒ ชั่วโมงนะครับ ไม่มีใครไม่เห็นด้วยในหลักการ เพียงแต่แสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่าง ๆ เหลือผู้อภิปรายอยู่ ๘ ท่าน ก็จะขอความกรุณานะครับ ขอให้ท่านได้กระชับและตรงประเด็น ถ้าเป็นไปได้ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้พูดมาแล้วก็อย่าให้ซ้ําประเด็นนะครับ เราจะได้รีบรับหลักการ ตั้งกรรมาธิการ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านก็รอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่นะครับ ต่อไป เชิญท่านพีระเพชร ศิริกุล ครับ

นายพีระเพชร ศิริกุล กาฬสินธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๒ ครับ ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนอื่นขอชื่นชมรัฐบาลนะครับที่มีความตั้งใจที่จะเพิ่มเงินเดือนให้กับ เพื่อนข้าราชการครู แต่ขณะเดียวกันก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อมีความตั้งใจแล้ว ขอให้มีความจริงใจ ขอให้มีความจริงจัง เพราะอาชีพครูนั้นทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาได้รับ การเคารพเทิดทูนจากสังคม จากคนในชาติ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเรา ชาติเรา หรือทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันอาชีพครูนั้นอยู่ในสังคมด้วยความลําบาก ด้วยความลําเค็ญ โดยเฉพาะ ในประเทศไทยเรา เพราะเงินเดือนค่าตอบแทนของเพื่อนข้าราชการครูเรานั้นถ้าเทียบกับ สังคมแล้วน้อยนิด ครูจึงอยู่ด้วยความยาก อยู่ด้วยความลําบาก เป็นผู้ให้ เป็นผู้เสียสละ ตลอดมา ดังมีคําพังเพยว่า ครูคือเรือจ้าง รับส่งลูกศิษย์ขึ้นฝั่งแล้วก็ต้องจากไป แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ครูคือนักรบผู้กล้า หากรัฐบาลมีความตั้งใจ จริงใจที่จะช่วยเหลือ เพื่อนข้าราชการครู ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาให้ตั้งแต่คําหวาน ให้ตั้งแต่คําชื่นชม ยกย่องเป็น ปูชนียบุคคล ขณะเดียวกันในการช่วยเหลือในด้านเศรษฐกิจนั้นยากลําบาก ครั้งนี้ ก็เหมือนกัน รัฐบาลจะออกพระราชบัญญัติการขึ้นเงินเดือนให้กับเพื่อนข้าราชการครูเรานี้ วันนี้ขอเข้าสู่เนื้อหาเลย ๑. บอกว่าเงินเดือนขั้นต่ําจะต้องได้เท่านี้ เทียบกับข้าราชการพล เรือนอย่างอื่น ให้เทียบเท่า ๒. สูงสุดได้เท่านี้ ครู คศ. ๑ คศ. ๒ คศ. ๓ คศ. ๔ คศ. ๕ ขั้นต่ําต้องเพิ่มมาเท่านี้ ขั้นสูงเท่านี้ ตรงนี้เป็นการหมกเม็ดเพื่อนครูเราหรือเปล่า การขึ้น เงินเดือนนั้นในส่วนหนึ่งที่บอกว่าเป็นการขึ้นขั้นเงินเดือนและอัตราเงินเดือน วันนี้การขึ้น ขั้นเงินเดือนของเพื่อนข้าราชการครูนั้น เรามองไม่เห็นเลยว่าความเป็นจริงนั้นได้เท่าไร อย่างตอนนี้เพื่อนครูรับเงินเดือนที่ ๒๓,๐๐๐ บาท ปีหน้าจะขึ้น ๑ ขั้น ๒ ขั้น ต้องชัดเจน ตรงนั้น แต่ขณะนี้ไม่ใช่ จะคิดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้แหละคือการหมกเม็ดเพื่อนครู ๕ เปอร์เซ็นต์ อย่าลืมว่าโรงเรียนเป็นนิติบุคคล การขึ้นเงินเดือนข้าราชการครูในจังหวัด เดียวกันอาจจะขึ้นเงินเดือนไม่เท่ากันก็ได้ในอนาคต หากอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ํา เศรษฐกิจฝืดเคือง เกิดรัฐบาลบอกว่าปีนี้ขึ้นเงินเดือนครู ๓ เปอร์เซ็นต์นะ เหมือนกับเพื่อนข้าราชการครูที่โรงเรียนเอกชนเคยประสบมา การขึ้น เงินเดือนนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรม ตรงนี้ฝากรัฐบาลให้มีความชัดเจน ชื่นชมยินดีครับ ยินดี ที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ประสบผลสําเร็จโดยเร็ว เพื่อเพื่อนข้าราชการครู จะได้มีเงินเดือนขึ้น ตอนนี้เพื่อนข้าราชการครูกําลังเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองจะได้ขึ้นเงินเดือน คนละ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐ บาท ตามขั้นเงินเดือนที่ตัวเองมีอยู่ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ วันนี้เพียงแต่เริ่มต้นจะรู้ว่าเงินเดือนขั้นต่ํานั้นครู คศ. ๑ จากเดิมเท่านี้จะขึ้นเป็นเท่านี้ จากสูงสุดเท่านี้จะขึ้นเป็นเท่านี้ คนที่จะได้ประโยชน์จริง ๆ ตอนนี้คือเพื่อนข้าราชการครูที่ เงินเดือนเต็มขั้น แต่วันนี้กี่คนครับ เพื่อนข้าราชการครูในประเทศไทยที่มีเงินเดือนเต็มขั้น ที่จะขยายขั้นเงินเดือน แล้วทราบมาว่าสมมุติว่าเงินเดือนเต็มขั้นที่ ๔๐,๐๐๐ บาท จะขยาย ไปที่ ๕๐,๐๐๐ บาท คณะรัฐมนตรีจะมาออกพระราชกฤษฎีกาบอกว่าเอาเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่เป็นส่วนต่างนั้นมาหารเฉลี่ย ถัวเฉลี่ยให้กับเพื่อนข้าราชการครูที่เริ่มต้นจากขั้นต่ําไปถึงขั้น สูงสุดนั้นมันจะได้คนละกี่บาท วันนี้เพื่อนครูกําลังหลงดีใจ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คนคิดว่า รัฐบาลจะขึ้นเงินเดือนให้ คนละ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ จะต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ ไม่เหมือนกับการขึ้นเงินเดือนให้กับเพื่อนข้าราชการตํารวจ ชั้นประทวน เขาได้รับเบิกถอยหลัง แล้วก็ได้ถ้วนหน้า แต่วันนี้ครูเราไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่จะฝาก ท่านประธานไปถึงรัฐบาลได้พิจารณาอย่างถ่องแท้ วันนี้ปัญหาเรื่องการขึ้นเงินเดือนก็เป็น ปัญหาหนึ่ง ปัญหาหนี้สินของเพื่อนข้าราชการครูเป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขอย่าง รีบด่วน มีความจริงใจ มีความจริงจังที่จะแก้ไขกับปัญหาหนี้สินของเพื่อนข้าราชการครู ที่เรา ทํามานั้นชื่นชมครับ แต่ยังไม่ตรงเป้าหมาย ยังไม่ถูกจุด ต้องจัดการใหม่ นักวิชาการต่าง ๆ จะต้องมีความเข้าใจว่าสาเหตุที่แท้จริงของการเป็นหนี้สินของเพื่อนข้าราชการครูนั้นคืออะไร และส่วนหนึ่งรัฐบาลที่จะต้องแก้ไขโดยรีบด่วนคือการขาดแคลนกําลังข้าราชการครู ในโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนนี่เริ่มจากอนุบาล ๑ ถึงชั้น ป. ๖ ๗ ชั้นเรียน ๗ ห้องเรียน มีครู ๒ คน มีครู ๓ คน มีครู ๔ คน สูงสุด ๕ คน เป็นจํานวนมาก ตรงนี้จะจัดการเรียน การสอนให้มีคุณภาพอย่างไร ตรงนี้ฝากเป็นข้อคิดให้กับทางรัฐบาล ท่านจะคิดทําอย่างไร ก็ทําให้มันมีความจริงใจและมีความจริงจัง อย่าโกหกเพื่อนครู เพื่อนครูเราโดนโกหก มามากแล้ว วันนี้การขึ้นเงินเดือนก็เหมือนกัน ขอให้ชัดเจนว่าในระดับกลาง ๆ นั้นจะขึ้น ไปเท่าไร ไม่ใช่มาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ขอให้เป็นขั้นอัตราเงินเดือนที่ชัดเจนว่าปีนี้ ๑ ขั้น ได้เท่าไร ขั้นครึ่งได้เท่าไร อย่ามาบอกว่าจากจุดศูนย์กลางแบ่งครึ่ง ต่ําลงมาจะได้เท่านี้ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไปจะได้เท่านี้เปอร์เซ็นต์มันไม่ได้ประโยชน์กับเพื่อนข้าราชการครู วันนี้ถ้าท่าน ยังทําอย่างนี้ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเพื่อนข้าราชการครูทั่วประเทศจะออกมาเดินขบวน เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมนั้นให้กับเพื่อนครู ฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาล ครูคือสิทธิผู้ศักดิ์สิทธิ์ รัฐละเมิดแต่นิดมิได้ รัฐต้องชุบชีวิตให้รอด ใช่แต่แกล้งเสกใส่ด้วย น้ําลายเหม็นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอภิชาต การิกาญจน์ ครับ

นายอภิชาต การิกาญจน์ นครศรีธรรมราช 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราชนะครับ ต่อประเด็นในเรื่อง พ.ร.บ. เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้นะครับ ผมมีประเด็นที่จะอภิปรายอยู่ ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นแรก เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปการศึกษารอบ ๒ นะครับ เราผ่าน การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๑ มา ๑๐ ปี ซึ่งเราเห็นว่าส่วนใหญ่เราจะไปยุ่งอยู่กับเรื่อง การปรับโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แต่สิ่งที่สังคมปรารถนาและสิ่งที่ทุกคนอยากเห็น ก็คือในเรื่องคุณภาพของการเรียนการสอน คุณภาพของนักเรียน รวมถึงคุณภาพของคน ในยุคข้างหน้าที่เราอยากเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปภายใต้การปฏิรูป แล้วเราก็มีความเชื่อว่าถ้าหากว่าเราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใต้การปฏิรูป การศึกษารอบ ๒ ปัจจัยสําคัญที่เป็นเรื่องหลักที่เกี่ยวข้องในเรื่องคุณภาพการศึกษา เรื่องครู เป็นปัจจัยหลักเรื่องหนึ่งที่เป็นความจําเป็นที่ต้องได้รับการดูแล การปฏิรูปครูจึงเป็นเรื่อง สําคัญที่เราจะต้องทําอย่างไรให้ครูมีความพร้อมที่จะอยู่ในกระบวนการของการปฏิรูปรอบ ๒ อยู่ในกระบวนการของการที่จะเร่งรัดให้เห็นว่าคุณภาพของผู้เรียนภายใต้การปฏิรูป มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เราใส่เงินเข้าไปเยอะมากครับ เราใช้เงินปีนี้งบประมาณเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน เราจัดเงินที่เป็นเงิน วิทยฐานะของครูปีละประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือคุณภาพของ ผู้เรียนจนถึงทุกวันนี้ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ นั่นหมายความว่าเราให้เงินเข้าไปแล้ว ยังไม่ สามารถจูงใจให้ครูในระบบการศึกษาได้ทํางานได้อย่างเต็มที่ ปัญหาของการจูงใจหรือการ โน้มน้าวใจให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจจะมาเป็นครูยุคใหม่ตามความปรารถนาของการผลิต ครูของกระทรวงศึกษาธิการ ผมว่าเป็นความจําเป็นอย่างหนึ่งที่เราจะต้องขยับค่าตอบแทน แต่การขยับนั้นจะต้องขยับจากขั้นต่ําของจุดเริ่มของคนที่จะมาเป็นครู นั่นหมายความว่า เราจะทําอย่างไรให้อัตราเงินเดือนของครูที่จะบรรจุเข้าเป็นครูใหม่อยู่ในอัตราที่น่าสนใจ หรือมากขึ้นหรือมากเป็นพิเศษกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ๆ ถ้าหากต้องการที่จะยกวิชาชีพครูให้เป็น วิชาชีพชั้นสูง วันนี้เรามีครู ๕ ปี ซึ่งมีค่าตอบแทนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับครู ๔ ปี ซึ่งครู ๔ ปีนั้น ได้รับอยู่ ๗,๙๔๐ บาท ถ้าเรียน ๕ ปีปริญญาตรี ๕ ปีจะได้ ๘,๗๐๐ บาท แต่การจูงใจ ในส่วนนี้ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอที่จะชี้ชวนให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทําหน้าที่ครู ทําหน้าที่ในการ ที่จะเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่จะสามารถยกระดับสร้างครูยุคใหม่ แล้วก็ยกระดับ การศึกษาได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเราจะทําอย่างไรที่ว่าเมื่อเราปรับอัตราการขึ้น เงินเดือนแล้ว จะขยับเงินเดือนขั้นต่ําขึ้นไปให้เป็นที่สนใจมากขึ้น ผมคิดว่าอัตราขั้นสูง การขยายขั้นขึ้นไปมันจะไม่จูงใจหรอกครับ แต่อัตราขั้นต่ําดูจะเป็นเรื่องที่จูงใจมากกว่าแล้วก็ ได้เห็นผลมากกว่า เพราะว่าคนที่จะทําให้คุณภาพการศึกษามันได้คุณภาพจริง ๆ จะต้องเป็น ครูปฏิบัติการ ไม่ใช่เป็นครูเชี่ยวชาญหรือเชี่ยวชาญพิเศษ ถ้าเรามาดูอัตราส่วนในการขยับขึ้น จะเห็นว่าในส่วนของครูปฏิบัติการ คศ. ๑ คศ. ๒ คศ. ๓ ขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกัน คศ. ๑ ขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นสูงนะครับ คศ. ๒ ขึ้น ๐๗.๓๙ เปอร์เซ็นต์ คศ. ๓ ขึ้น ๐๖.๕๓ เปอร์เซ็นต์ แต่การขยายอัตราขั้นสูงของ คศ. ๔ หรือเชี่ยวชาญจะขยับขึ้นไปเป็น ๑๘.๒๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากเราอยากเห็นคุณภาพการศึกษาผมว่าอยู่ในมือของผู้ปฏิบัติการมากกว่าอยู่ในมือของ คนในระดับสูง เราเชื่อในความเชี่ยวชาญ ในความเป็นพิเศษ แต่คนเหล่านี้เป็นคนจํานวนน้อยนัก ที่มีอยู่แล้วก็ไม่มีผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่าเราต้องการจะให้ผลประโยชน์กับผู้ที่อยู่ในฐานะครูปฏิบัติการ แล้วสามารถสร้างความสั่นสะเทือนในการสร้างคุณภาพของผู้เรียนอย่างแท้จริงจะต้องขยับ อัตราของครูในระดับ คศ. ๑ คศ. ๒ และคศ. ๓ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เขาสามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทํางานได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการขยับอัตราที่เป็นคุณค่า การเพิ่มคุณค่าอย่างแท้จริงของครูต้องขยับขั้นต่ําให้จูงใจ ให้คนได้มีโอกาสเข้ามาสู่อาชีพนี้ มากขึ้นในวันข้างหน้า ถ้าเราอยากจะยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงแล้วจูงใจผู้คนให้สนใจ ให้คนดีคนเก่ง สนใจจะมาเป็นครู ด้วยเห็นว่าวันนี้ปัญหาในเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้คน คุณภาพของคนมัน อ่อนล้าไปมาก มันตกต่ําไปมาก ความรับผิดชอบต่อสังคมน้อยลงไป การไม่มีวินัยในตนเอง การดําเนินชีวิตอย่างไม่มีเป้าหมาย ไม่มีปณิธาน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องต้องสร้าง แล้วไม่ใช่ปัญหา เฉพาะประเทศเรานะครับ ประเทศจีนวันนี้จากสภาพความก้าวหน้าแต่ไม่พัฒนาไปสู่สภาพที่ เรียกว่าสังคมไร้วัฒนธรรม เขายังต้องกลับมาใช้การศึกษาในการแก้ปัญหา เขาจะบรรจุวิธี เรียนในเรื่องมารยาทสังคม ในเรื่องของการเรียนรู้ ในเรื่องการปรับตัวการดํารงชีวิตที่ดีใน สังคม เราก็เหมือนกันครับ ถ้าเราอยากจะให้สังคมของเราสร้างคนในยุค ๑๐ หรือ ๒๐ ปี ข้างหน้าเป็นคนที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง โดยเชื่อว่าการศึกษาสามารถจะเปลี่ยนแปลงแล้วก็ สร้างคุณภาพคนได้ การเตรียมการในเรื่องการสร้างคุณภาพของครูโดยการจูงใจในเรื่อง ค่าตอบแทน แล้วก็การขยายอัตราขั้นของการเพิ่มขึ้น ผมว่าต้องไปที่จุดเน้นว่าเราจะเน้นคน กลุ่มไหนที่เชื่อว่าเมื่อใส่เงินเข้าไปแล้วสามารถทําให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ผมยังเชื่อว่าครู ปฏิบัติการนะครับ คศ. ๑ คศ. ๒ และ คศ. ๓ ควรจะได้รับการจัดอัตราที่เป็นพิเศษเพื่อเร่งรัด คนเหล่านี้ให้ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าถ้าถามว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานหรือเป็นปัจจัยหลัก วันนี้เราสรุปได้เลยครับว่าเงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในการสร้างคุณภาพของการเรียนการสอน เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในเรื่องการสร้างคุณภาพของผู้เรียน การยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะว่าเราได้เห็นแล้วว่าการใส่เงินเข้าไปจํานวนมาก ระยะหลัง ๓ ปีงบประมาณหลัง กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุดเป็นอันดับ ๑ มาตลอดนะครับ เราใส่เงินเข้าไปในค่าวิทยฐานะของครูปีละประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผลการเรียน ไม่กระเตื้องขึ้น แสดงว่าครูได้เงินแล้วยังไม่ขยับในเรื่องของการทํางาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กระทรวงศึกษาธิการจะต้องคิดจะต้องทําก็คือ ให้คิดเพียงว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานในเรื่อง การที่จะเร่งรัดคุณภาพการศึกษา แต่ปัจจัยหลักที่จะต้องสร้างต่อไปในวันข้างหน้าก็คือ เราจะทําอย่างไรให้เราสามารถสร้างบุคลากรทางการศึกษายุคใหม่ ที่ไม่เพียงแต่เป็นผู้มีวิชา ความรู้เป็นผู้นําทางวิชาการ เพราะเราเชื่อวันนี้สิ่งที่ครูขาดแคลนไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่ขาดแคลนสิ่งที่เราเรียกว่า อุดมคติของความเป็นครูหรือจิตวิญญาณของความเป็นครู สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราขาดหายไป ผมเห็นด้วยกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนะครับ ในการสร้างครูยุคใหม่ โดยแนวทางที่จะให้มีการเรียนการสอนปริญญาตรี ๔ ปี และควบ ปริญญาโทอีก ๒ ปี หรือ ๕ บวก ๑ แต่สิ่งที่จะเติมเต็มเข้าไปใน ๒ ปีหลังจากการจบปริญญาตรี ไม่ใช่การเติมเต็มในเรื่องวิชาการ แต่จะต้องเติมเต็มในการสร้างอุดมคติของความเป็นครู นั่นหมายความว่าถ้าผ่าน ๒ ปีนี้ ภายใต้หลักสูตรแบบนี้ จากสถาบันที่เรากําหนดทิศทางของ หลักสูตรให้ เราเชื่อว่าการสร้างครูยุคใหม่ที่จบมารุ่นละ ๒๐๐ คน ไม่ว่าครูชุดนี้ไปอยู่ที่ไหน จะอยู่ในกรุงเทพมหานคร ไปอยู่ที่อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ไปอยู่ที่ขอนหาด จังหวัด นครศรีธรรมราช หรือไปอยู่ที่จังหวัดตรัง จะไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ เป็นครูที่สามารถ ทําภาระหน้าที่ของครูได้อย่างเต็มศักยภาพได้อย่างเต็มที่ วันนี้แตกต่างกันครับ ครูที่จบจาก มหาวิทยาลัยเดียวกัน จบมาจากห้องเรียนเดียวกัน คนหนึ่งไปอยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ อีกคนหนึ่งไปอยู่โรงเรียนขนาดเล็ก คนหนึ่งไปอยู่โรงเรียนในเมือง อีกคนไปอยู่ในโรงเรียน ในชนบท ๒ คนนี้มีแนวทางการทํางานต่างกันโดยสิ้นเชิง นั่นหมายความว่าบริบทแวดล้อมของครูที่ไปอยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนในเมืองจะถูก บีบบังคับให้เก่งขึ้น ๆ ภายใต้การตอบสนองคุณภาพของผู้เรียนซึ่งมีความเหลื่อมล้ํากันอยู่ แต่ครูที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ในชนบทจะเป็นอีกแบบหนึ่งอ่อนล้าลงไป ๆ เพราะฉะนั้น หลักสูตร ๒ ปีที่ว่าในการสร้างครูจะต้องสร้างครูไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ํา ไม่ว่าจะไปอยู่ใน โรงเรียนขนาดใหญ่ ในโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ว่าจะไปอยู่ในเมืองหรือไปอยู่ในชนบท เราไม่ สามารถลดความแตกต่าง ลดความเหลื่อมล้ําของความแตกต่างทางสังคมทางเศรษฐกิจได้ แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถลดความเหลื่อมล้ําในแนวคิดในอุดมคติของคนที่จะมาเป็นครูนะครับ เพราะฉะนั้นการขึ้นเงินเดือนก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ขึ้นแล้วส่วนไหนที่ได้ประโยชน์กับการที่จะ ยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการจะต้อง พิจารณา นั่นหมายความว่าถ้าเป็นไปได้ควรจะกลับทางด้วย ครูผู้น้อยที่เป็นครูปฏิบัติการควร จะได้ในอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ที่อยู่ระดับสูงแล้วควรจะได้รับน้อยลง เพราะได้เห็นแล้วว่าการ ไม่ทําความเข้าใจชัดเจนในทัศนะของผู้ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะ เราเห็นความแตกต่าง อาจารย์ในมหาวิทยาลัย การเลื่อนฐานะจาก ผศ. เป็น รศ. เป็น ศ. เขาทํางานมากขึ้นร้อยเท่า ทวีคูณเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการได้เป็นศาสตราจารย์เป็นความเก่งกล้าสามารถในทางวิชาการ แล้วคนน้อยนักจะก้าวมาสู่ตรงนี้ได้ ในขณะเดียวกันในแวดวงครูเรานะครับ การขยับจาก ชํานาญการไปสู่ชํานาญการพิเศษ ไปสู่เชี่ยวชาญ ผมไม่พูดถึงเชี่ยวชาญพิเศษเพราะมีอยู่น้อย นะครับ ๓ คนหรือ ๔ คนเท่านั้นในประเทศนี้ การขยับสูงขึ้นจากชํานาญการไปชํานาญการ พิเศษและไปสู่เชี่ยวชาญ กลายเป็นว่าเมื่อมีวิทยฐานะสูงขึ้นแล้วความรับผิดชอบน้อยลง เคยสอน ๑๕ คาบ เมื่อเป็นเชี่ยวชาญพิเศษแล้วจะไม่สอนเลยหรือสอน ๓ คาบ มันเป็นทัศนะ ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าคนที่จะชี้หรือส่งสัญญาณให้ครูที่ได้รับ วิทยฐานะขึ้นได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่มีอยู่ ๒ คนเท่านั้นแหละครับ ในวันที่ประเทศนี้ ขาดคนชี้นําทางการศึกษา ขาดนักการศึกษาคนสําคัญที่จะชี้นําว่าการศึกษาไทยควรจะไป เช่นไร ผมคิดว่าคนที่จะส่งสัญญาณได้ดีก็คือท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหมายเลข ๑ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง ๒ ท่านเท่านั้น ครับ ที่จะชี้ให้เห็นว่าเราจะทําอย่างไรให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ตระหนักว่า เมื่อมี ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น มีวิทยฐานะเพิ่มมากขึ้นจะต้องมีภาระรับผิดชอบในการสร้างหรือ ยกระดับของคุณภาพการศึกษาไม่ใช่เน้นเฉพาะความเป็นเลิศในทางวิชาการนะครับ แต่จะต้องเติมเต็มในศักยภาพของทุกโรงเรียน ของทุกห้องเรียนให้สามารถเป็นห้องเรียน ที่มีคุณภาพทั้ง ๓๐,๐๐๐ ห้องเรียนในประเทศนี้ให้ได้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เชิญท่านสมคิด บาลไธสง เชิญครับ

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ผมขอแสดง ความคิดเห็นกับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเงินเดือนข้าราชการครู เงินประจําตําแหน่ง และเงิน วิทยฐานะนี้นะครับ ผมรู้สึกชื่นชมยินดีกับเพื่อนครูนะครับที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ได้นําเข้าสู่สภาแห่งนี้ ผมเองในฐานะเป็นครูบ้านนอกคนหนึ่งครับ คงเป็นประวัติศาสตร์ สําหรับวงการครูอีกครั้งหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องเงินเดือน วิทยฐานะของ ครูบาอาจารย์นะครับ ท่านประธานครับปัญหาของครูเรามีปัญหามานาน ไม่มีใครให้ความ สนใจในการแก้ไข กระทรวงศึกษาธิการ แม้แต่ระดับรัฐมนตรีมาก็ตาม รัฐบาลก็ตามนะครับ มองกระทรวง ศึกษาธิการ มองครูเราเป็นกระทรวงชั้นที่เท่าไรไม่รู้ ไม่ให้ความสําคัญ บางรัฐบาลก็เอาพ่อค้า มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บางรัฐบาลก็ไม่รู้เอาใครมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งผมในฐานะเป็นครู คนที่เป็นครูน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการศึกษา จริง ๆ ผมผิดหวังในบางส่วน บางรัฐบาล รัฐมนตรีไม่รู้มาจากไหน คุณธรรมจริยธรรมพอที่จะ เป็นครูหรือไม่ อันนี้ผมมองถึงตัวผู้เป็นเสนาบดีด้วย ประวัติเป็นอย่างไร คนเป็นครูต้องเป็น ตัวอย่างของคน ไม่ใช่เอาใครมาก็ได้ แค่เอามาเซ็นหนังสือ แค่กินอัตราเปอร์เซ็นต์ของพรรคมา ผมว่ามันใช้ไม่ได้ ในวงการครูน่าจะเป็นวงการพิเศษ เพราะเราเป็นคนสอนคน คนที่เป็น ผู้บังคับบัญชาของครูน่าจะเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรมสูงพิเศษนะครับ ไม่ใช่มาย็อก ๆ แย็ก ๆ อยู่ว่าเป็นผู้นําของครูบาอาจารย์ ซึ่งไม่เป็นที่เชื่อถือของครูบาอาจารย์ มันก็เป็นส่วนหนึ่ง เมื่อผู้นําไม่เข้าท่าคนที่ปฏิบัติตามก็ไม่เข้าท่าเหมือนกัน ครูบาอาจารย์ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ อะไรมากเพราะว่าผู้นําใช้ไม่ได้ ผมอยากเรียกร้องให้ใครก็ตามเป็นรัฐบาล คนที่มาเป็นผู้นําครู ควรจะรู้จักเรื่องครูให้ลึกซึ้ง เข้าใจจริง ๆ เพราะครูคือผู้ที่จะมาเปลี่ยนแปลงบุคลิก ลักษณะ คุณธรรมจริยธรรมให้แก่เด็กนักเรียนเพื่อจะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ถึงอย่างไรก็ตาม ครูบาอาจารย์ ผมก็ในฐานะเป็นครูคนหนึ่งในอดีต รู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ําใจในอาชีพของเรา ทั้ง ๆ ที่พยายามร้องเพลงปลอบใจตัวเอง ไม่ว่าครูอะไรก็ตาม วันครูเขามาร้องกัน ในที่สุด ก็แล้วไปไม่มีใครแก้ไข ครูบาอาจารย์มีหนี้สินกันล้นพ้นตัว ไม่มีรัฐบาลไหนที่ตั้งใจแก้ไขปัญหา หนี้สินของครูจริง ๆ ครูถึงได้ไปประกอบอาชีพอื่น ไปประกอบอาชีพ บางคนก็ต้องไปขายของ ขายอะไรต่าง ๆ ไม่ว่าแอมเวย์ไม่ว่าอะไรที่เป็นผ่อนส่ง ขายตรงขายอะไรเพื่อจะหาเงิน มายังชีพเพื่อเลี้ยงครอบครัว เพื่อไม่อายชาวบ้านเขา ครูบางคนต้องทนทุกข์ทรมานต้องกล้า ไปหากู้ยืมเงินชาวบ้านมา ชาวบ้านเขาก็ดูถูกครู โดยเฉพาะครูบ้านนอก นี่ครับในอดีตมันเป็น อย่างนั้น ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม ในเรื่องหนี้สินของครู เมื่อมีหนี้สิน การเรียน การสอนของครูก็ไม่เต็มที่ นักเรียนก็ไม่เรียนเต็มที่ เพราะสมองครูก็ไปคิดเรื่องหาเงินหาทอง มาเลี้ยงครอบครัวเพิ่มเติม ชีวิตของครูถึงไม่มีหน้าที่แต่สอนอย่างเดียว ต้องไปคิดเรื่องหนี้สิน อื่น ๆ ตามมา ก็ยังไม่มีรัฐบาลใดตั้งใจที่จะแก้ไขในเรื่องหนี้สินของครู บางท่านกู้เงิน หรือบางรัฐบาลให้เงินครูกู้เพื่อแก้หนี้ คิดไปแล้วอําเภอหนึ่งได้คนเดียว ๒ คน ไปแก้หนี้สิน แต่ไม่ได้แก้ได้ ครูมีหนี้สินเป็นล้าน แต่ให้ไป ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท ได้อําเภอละ ๒-๓ คน ครูเป็นหลายแสนคนมันก็แก้ไม่ได้ ปัญหาหนี้สินครูมีมาตลอด ผมพูดอยู่เสมอว่า ทําอย่างไร วิธีแก้ปัญหาครูไม่ยากนะครับ เมื่อเกษตรกรชาวนาชาวไร่เรางดการชําระหนี้ พักการชําระหนี้ได้ ครูน่าจะพักการชําระหนี้ได้ เหมือนกัน อาจจะปีสองปี เอาดอกเบี้ยที่เสียไปนั้นไปใช้เงินต้นให้มันลดลงได้ไหม มีคนคิด ไหมแบบนี้ครับ ก็อยากให้ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับครูบาอาจารย์ได้นําแนวความคิดของผมไป ลองพิจารณาดู ถ้าตราบใดที่แก้ปัญหาหนี้สินของครูไม่ได้ คุณภาพการศึกษาก็เหมือนเดิมครับ คุณจะเขียนหลักสูตรมาดีเยี่ยมขนาดไหนก็ตาม ก็ครูไม่ได้สอนเต็มที่ พอมีวิทยฐานะ เราไปให้ วิทยฐานะแต่ผู้มีภูมิปัญญาสูงใช่ไหมครับ ครูไม่มีความสามารถเหมือนกัน เราไม่ได้คิดถึงครู ตัวเล็ก ๆ ถ้าเราวิทยฐานะตั้งแต่เริ่มต้นเลยมีไหมล่ะ บรรจุปุ๊บมีวิทยฐานะ เดี๋ยวนี้เราไป เริ่มโน่น คนใกล้จะตายแล้วถึงจะมีวิทยฐานะ แล้วตอนหนุ่ม ๆ ล่ะจะทําอย่างไร เงินเดือนก็ น้อย เลี้ยงลูกครอบครัวก็ไม่ได้ มันก็เป็นหนี้สิน ที่ผมเห็นบัญชีเกี่ยวกับเรื่องวิทยฐานะของครู เงินประจําตําแหน่งนะครับ เราไปเริ่มต้นแต่ชํานาญการไป ถ้าไม่ชํานาญการล่ะไม่คิดให้เขา หรือ ผมว่าเกินครึ่งนะ เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของครู ถ้าเราลองไปคิดใหม่ครับ ท่านผู้มีอํานาจ เกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ บรรจุใหม่เราจะให้เขาสัก ๕๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐ บาทได้ไหม วิทยฐานะ ให้มันมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเหมือนกับคนอื่น ๆ บ้างนะครับ เงินเดือน ๗,๐๐๐ บาท ๘,๐๐๐ บาทอย่างนี้ บวกให้เขาสัก ๕๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐ บาทได้ไหม วิทยฐานะของคุณ แค่นี้ละ คุณเป็นครูใหม่ ไปอีกสัก ๕ ปี ๑๐ ปีเขามีวิทยฐานะอีกสัก ๓,๐๐๐ บาทได้ไหม ครู คศ. ๒ ซึ่งไม่มีวิทยฐานะนะครับ บางคนเกษียณอยู่กับ คศ. ๒ แล้วเราไม่ได้คิด เพราะฉะนั้นจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ก็ขอฝากผู้ที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับร่าง พระราชบัญญัตินี้นะครับ ได้นําไปพิจารณาว่าครู คศ. ๑ คศ. ๒ ที่ไม่มีวิทยฐานะ เราไปคิดให้ เขาได้ไหม ถ้าเราไปคิดว่าจะขึ้นเงินเดือนให้ สิ่งของต่าง ๆ มันก็ประกาศขึ้นราคาล่วงหน้าที่ จะได้เงินเดือนขึ้นมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากฝากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ได้นําไป พิจารณาด้วยนะครับในเรื่องวิทยฐานะ ถ้าอย่างนั้นปัญหาครูบาอาจารย์แก้ไม่หายนะครับ โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินแล้ว ครูทุกคน เกือบทุกคน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะครู ข้าราชการอื่น ก็ตาม พูดหลายครั้ง แต่ไม่มีรัฐบาลไหนใส่ใจที่จะแก้ไขเรื่องปัญหาหนี้สิน ไม่ว่าครูหรือ ข้าราชการอื่นนะครับ ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจและกล้ากู้เงินมาเป็นหนี้หลายแสนล้านบาท ลองให้สักแสนล้านบาทเข้าไปในระบบสหกรณ์ครูหรือข้าราชการดู ลดดอกเบี้ยต่ําลงไป ครูก็อยู่ได้ถ้าเขาไม่มีวิทยฐานะนะครับ แต่ถ้ามีได้จะดี มันจะทําให้ครูบาอาจารย์ทุกระดับ มีขวัญกําลังใจ เขียนมาอย่างนี้มีคนไม่กี่คนหรอก ได้วิทยฐานะในประเทศนี้นะครับ บางคนก็ ได้วิทยฐานะมาโดยวิธีไหนไม่รู้ แต่ก็ได้เปรียบครูทั้งประเทศนะครับ มีกระบวนการการทํา วิทยฐานะ หาเงินประจําตําแหน่ง แต่ไม่มีใครใส่ใจที่จะไปตรวจสอบจริง ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อมันไม่ต่างกัน ทําไมไม่ให้ทุกตําแหน่ง ผมก็ขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ไป พิจารณา ครูบาอาจารย์ทุกวันนี้ไม่ใช่อยู่ ๆ จะได้เป็นครูนะครับ มาเป็นครูอัตราจ้างอยู่เป็น ๑๐ ปีถึงได้บรรจุก็มี มันเสียเวลา สูญเสียเวลา ถึงมาเริ่มบรรจุอายุค่อนอายุคนแล้ว จนลูกเข้า โรงเรียน ป. ๕ ป. ๖ บางคนถึงได้บรรจุ อันนี้มันก็เท่ากับไม่ช่วยแก้ไขปัญหา นอกจาก วิทยฐานะน้อยแล้วตําแหน่งยังน้อย ตําแหน่งครูไม่ค่อยบรรจุ ครูก็มีปัญหา ทั้งหนี้สินก็มีเยอะ แล้วก็รับผิดชอบ บางคนต้องรับผิดชอบ ๒ ห้องเรียนก็มี หรือ ๒ ชั้นเรียนก็มีบางโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก อันนี้ก็ขอเรียกร้องให้ได้ไปพิจารณา นอกจากเงินประจําตําแหน่งวิทยฐานะพวกนี้น่าจะ คิดเงินพิเศษสําหรับครูที่ได้สอนเกินกําหนดที่ทางราชการกําหนด บางคนสอนตั้ง ๓๐ ชั่วโมง ก็มีใน ๑ สัปดาห์ แต่บางคนวิทยฐานะสูงสอนแค่ ๒-๓ ชั่วโมง บางทีเขาไม่ได้ไปสอนเลย มีหน้าที่ไปตรวจเพื่อน ตรวจเครื่องมือ ตรวจแผนการสอนของเพื่อนครูเท่านั้น มีความชํานาญ เท่าไรยิ่งไม่ทําอะไร อย่างที่หลายท่านว่าไป ทําอย่างไรครับอยากให้พวกเรา ส.ส. ในสภาเรา ผู้มีหน้าที่ที่จะช่วยกันได้พิจารณาถึงครูผู้น้อย หรือวิทยฐานะของใครล่ะ ของเขาที่ยังไม่เป็น ราชการเลย อัตราจ้างเหล่านี้สอนหนักกว่าทุกคนด้วย แล้วเราไม่ได้คิดเลยนะครับ ก็ขอฝาก ไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับเราได้อภิปรายกันมาหลายท่านแล้วนะครับแล้วก็เริ่มซ้ําประเด็น แต่ก็ยังมี ผู้ประสงค์จะอภิปรายอยู่อีกมาก ผมต้องขอกําหนดเวลาคร่าว ๆ นะครับสักท่านละ ๗ นาที ครับ ต่อไปเชิญนายแพทย์อสิ มะหะมัดยังกี ครับ

นายอสิ มะหะมัดยังกี สตูล 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์ อสิ มะหะมัดยังกี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสตูล ผมก็ดีใจที่วันนี้ได้มีโอกาส อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผมเองถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นครู ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ในประเทศไทย แต่ก็เคยเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยสาธารณสุขภาคใต้มา ๒ ปีครับ ก็เข้าใจ คําว่า การเป็นครู ความเป็นครูพอสมควร และผมก็ยอมรับว่าการที่เปรียบเทียบครู เหมือนเรือจ้างนั้นมีเหตุผลมากครับ มีความเหมาะสมสมจริงมาก มีความน่าเชื่อถือมาก มันตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดครับ ผมคิดว่าตอนนี้ที่เราคุยกันในเรื่องการศึกษา ในการพัฒนาประเทศชาติ สิ่งที่สําคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือทรัพยากรมนุษย์ครับ ศักยภาพ การเพิ่มศักยภาพและการเพิ่มคุณภาพทรัพยากรมนุษย์สําคัญที่สุดครับ ท่านประธาน คงยอมรับว่าในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งจะถึงดาวอังคารแล้ว แต่ว่าอีกกลุ่มหนึ่งยังล่าสัตว์ในป่า โดยใช้หอกเท่านั้นเองครับ มันต่างกันเยอะมากครับ คุณภาพของการศึกษาเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนบุคคลเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นครูมีความสําคัญมาก ถ้าครูขาดขวัญและกําลังใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง การดํารงชีวิตหรือความปลอดภัยก็แล้วแต่ ก็จะทําให้ขวัญ และกําลังใจลดลง ความสามารถในการสอนลดลงซึ่งมีผลต่อเด็กซึ่งจะเป็นทรัพยากรที่สําคัญ ต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าวิทยฐานะก็คือรายได้ที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันหนี้สินครูก็ควรจะลดลงด้วยครับ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่ทางรัฐบาลจะต้องช่วยกัน ดูแลแก้ไขต่อไป ผมคิดว่าการเพิ่มคุณภาพทรัพยากรมนุษย์นี่มีความสําคัญมาก รวมทั้ง การปฏิรูปการศึกษาหรือการปฏิรูปการเมืองก็แล้วแต่ อันนี้ก็อยู่ในหัวข้อนี้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่ สําคัญอันแรกก็คือการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนพื้นฐานครับ ผมเคยอ่านหนังสือ กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว ซึ่งชาวญี่ปุ่นเขียนได้ดีมากนะครับว่า การพัฒนาสมอง ของมนุษย์จะต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนอนุบาล หมายถึงศูนย์เด็กเล็กครับ แม่จะต้องเป็นผู้สอนเด็ก ที่ดีที่สุดครับ อย่าให้คนดูแลบ้าน ทําความสะอาดที่บ้านดูแลสอนเด็กจะไม่ถึงไหนนะครับ พอถึงอนุบาลก็จะต้องมีการแยกห้องเรียนตามลักษณะเด็ก เด็กพิเศษ เด็กสติปัญญาต่ํากว่า ปกติ เด็กอัจฉริยะ เด็กทั่วไป ผมดีใจว่าตอนนี้ทางรัฐบาลก็ได้มาถูกทาง ท่านรัฐมนตรีไชยยศ ได้รับผิดชอบเรื่องห้องเรียนอัจฉริยะ วันก่อนก็ได้ดําเนินการไปแล้วจังหวัดละ ๑ แห่ง ผมคิดว่านี่คือการมาที่ถูกทางนะครับที่ว่าจะพัฒนาต่อไปในอนาคต พอถึงมัธยมก็จะมีการ แยกสายสามัญ สายอาชีวะตามความถนัดว่าต่อไปจะเรียนทางไหน เรื่องมหาวิทยาลัย พูดถึง ตอนนี้น่าหดหู่ใจนะครับ มาตรฐานของมหาวิทยาลัยไทยลดลงครับ ในการเปรียบเทียบกับ ต่างประเทศเราถอยหลังไปทุกที อันนี้เป็นคําถามที่อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้บริหาร ทางการศึกษาจนถึงรัฐมนตรีนะครับจะต้องตอบคําถามว่า ทําอย่างไรถึงจะพัฒนา มหาวิทยาลัยของไทยให้คุณภาพพัฒนาขึ้นไป ไม่ใช่ถอยหลังอย่างที่เป็นอยู่ รวมถึงท่านรัฐมนตรีไชยยศด้วยครับ ก็ขอฝากประเด็นนี้ไปด้วย เพราะฉะนั้นการเพิ่มคุณภาพ ยกระดับของครู ระบบเงินเดือนต้องเพิ่มขึ้น ประเทศญี่ปุ่น คนที่มีความสามารถสูงเรียนเก่ง เรียนมหาวิทยาลัยโตเกียวและเกียวโตเป็นครูมาก เป็นอาจารย์มาก เพราะอาชีพอาจารย์ ในประเทศญี่ปุ่นมีเกียรติมากครับ คนเก่งเท่านั้นที่เป็นครูได้ เขาก็ถือคติที่ว่า คนเก่งเท่านั้น ที่สอนเด็กเก่งให้เก่งได้ แต่ถ้าเด็กเก่งแต่คนสอนไม่เก่งมันก็ไม่ถึงไหน ไม่ไปถึงไหน ๆ เลย เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็ต้องเก่ง เด็กก็ต้องเก่งครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก

อันที่ ๒ คือผู้ที่มีวิชาชีพเฉพาะด้านมาเข้าระบบ อย่างเช่น เก่งทางด้าน เศรษฐศาสตร์ เก่งทางด้านเคมี เราจ้างเขามานะครับ แต่เงินเดือนต้องสูง ต้องมีแรงจูงใจ ที่พอสมควร ถึงจะเอาคนเหล่านี้มาสอนเด็กเก่ง ๆ ให้เป็นอัจฉริยะมีความสามารถเฉพาะด้านได้ และที่ผมคิดว่าที่สําคัญอีกอย่างก็คือ การสอนให้เต็มที่ในเวลาเรียนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ไม่ต้อง ไปต่อ ไปโรงเรียนกวดวิชาอะไร ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ผิดตั้งแต่แรกแล้วครับ การกวดวิชานี่ ถ้าสอนอย่างมีคุณภาพ วันจันทร์ถึงวันศุกร์นี้ก็เพียงพอแล้ว ในต่างประเทศวันเสาร์ วันอาทิตย์ เขาให้เด็กไปพักผ่อน ไปปิกนิกครับ แต่บ้านเราเด็กไม่ได้ไปไหนทั้งวันเสาร์ วันอาทิตย์มาเรียน กวดวิชาเป็นสิ่งที่ผิดพลาด การกวดวิชาอย่างบ้าเลือดไม่ได้ทําให้อะไรดีขึ้นมาเลยครับ ตรงนี้เป็นโจทย์อีกโจทย์หนึ่งที่จะต้องแก้ไขสําหรับผู้บริหารนะครับ ที่สําคัญอีกอย่างก็คือ การยกระดับมาตรฐานจิตใจ คุณธรรมและวัฒนธรรม เราเอาแต่ความรู้ทางด้านวิชาการ อย่างเดียว เราต้องไม่พอ ต้องเอาคนที่มีความสามารถในการสอนศีลธรรม มีความสามารถ ทางด้านวิชาการ ทุกศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้วครับ เราสามารถสอนศาสนาให้เป็นแบบ วิทยาศาสตร์ได้ และนักเรียนจะสนใจ ไม่ใช่ว่ามองเป็นเรื่องที่ล้าสมัย เพราะฉะนั้นคนที่มี ความสามารถด้านนี้จะทําให้เด็กมีคุณธรรมได้ สอนศาสนาแบบวิทยาศาสตร์ จะทําให้ นักเรียนเกิดความเข้าใจศรัทธาและประทับใจ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเป็นคนดีต่อไป ในอนาคต แถวบ้านผมมีครูอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นครูนอกระบบใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาเรียกว่า สอนคุรุสัมพันธ์ ผมคิดว่ายังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรนะครับ รายได้ก็น้อยมาก บางคนก็ไม่ได้มีค่าตอบแทนเลย แต่สอนเพราะว่าคิดว่าได้บุญนะครับ เพราะว่าสอนให้เด็ก เป็นคนดี สอนในเรื่องคุณธรรม บางครั้งผมเองก็ยังบริจาคเงินให้ไป แต่ว่าไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ตามที่กฎหมายกําหนดนะครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องช่วยกัน ผมฝากข้อนี้ไปด้วยครับ ว่าช่วยดูแลครูที่สอนคุรุสัมพันธ์ด้วย เพราะว่าเขาต้องการให้เด็กเป็นคนดีครับ อีกอย่างที่เป็น คําถามที่ผมคิดมานาน คนพันธุ์อานี่ครับ ผมคิดว่าถ้าไปแค่ประกวดนายแบบ นางแบบ ไม่พอหรอกครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ก็ฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับว่า การประกวดคนพันธุ์อาจริง ๆ จะต้องเป็นการประกวดทักษะในภาคอาชีวะ อย่างเช่น เครื่องยนต์อะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าไปประกวดหน้าตา ผมคิดว่าไม่ใช่คําตอบของประเทศชาติ ครับ ดังนั้นก็ขอให้มีการแก้ไขด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะสร้างความ เป็นธรรมให้กับประเทศชาติ ในขณะที่เงินเดือนหลาย ๆ ส่วนได้เพิ่มขึ้นแล้ว ของครูก็ขึ้น ไปด้วย เพิ่มขวัญและกําลังใจแก่ครูบาอาจารย์ เตรียมการสําหรับการยกระดับมาตรฐาน การศึกษา ระดับการศึกษาต่อไปในอนาคต ครูต้องเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ต้องได้รับการยอมรับ ในสังคมมากไปกว่านี้ แล้วก็เตรียมการสําหรับที่ว่าทําให้การศึกษานั้นที่สามารถแก้ไขปัญหา ประเทศชาติได้ และผมขอให้ครูอย่าลืมครูของแผ่นดินที่เป็นแบบอย่างของประเทศเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครับ ผมคิดว่าถ้าครูทุกท่านทําตามสิ่งที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทําเพื่อประเทศชาติแล้วประเทศเราจะก้าวหน้าไปกว่านี้อีกมากครับ ผมจึงขอ สนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างเต็มที่ ขอบคุณครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากเพื่อพรรคไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมเองให้การสนับสนุนนะครับ เป็นการเพิ่ม ฐานเงินเดือนให้กับบุคลากรทางการศึกษานี่แน่นอนว่าเกิดประโยชน์แน่นอน ในส่วนตัวเอง ก็ให้การยอมรับแล้วก็สนับสนุนเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเริ่มอภิปราย ผมต้องบอกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้มาช้าไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มา มีการปรับฐานเงินเดือนของ ข้าราชการในหน่วยงานอื่น ๆ ไปเกือบหมดแล้ว ศาล ทหาร เป็นปีแล้วครับ ตํารวจ เขาว่า ตํารวจแตงโม เพิ่งเมื่อวานครับ เมื่อคืน ครู วันนี้เพิ่งได้นะครับ มันเกิดความเหลื่อมล้ําหรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นที่จะต้องมาวิเคราะห์วิจารณ์กันต่อไป แต่อย่างไรก็ตามต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าวันนี้มันก็เห็นถึงวิสัยทัศน์ของทางรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งว่าเราพยายามที่จะ แก้ไขปัญหาด้วยตัวเงินเสมอไปอย่างนั้นหรือ ปัญหาทางภาคใต้ใช้เงินเป็นแสนล้านบาท เหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ตายรายวัน งบประมาณทางการทหารก็ถมเข้าไป หน่วยงานอื่น ๆ ก็กู้มา ๆ ในที่สุดแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมไม่ชัด วันนี้ปัญหาการศึกษาก็เช่นเดียวกัน วันนี้เรา มามองแค่บุคลากรทางการศึกษา มีหนี้อย่างนั้นหรือ อย่างนั้นเพิ่มเงินให้อีกนิดหน่อย บางคน อาจจะได้ ๕๐๐ บาท บางคนอาจจะได้ ๑,๐๐๐ บาท บางคนเยอะ ๆ เลย ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาทก็ว่ากันไป แต่ถามถึงการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมละครับ วันนี้หนี้สินครู ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเราจะทําอย่างไรกับมัน เราจะหาทางช่วยสหกรณ์ออมทรัพย์เขาไหม จะทําอย่างไรให้ลดภาระหนี้ จะทําอย่างไรให้พักหนี้ครู พรรคไทยรักไทยเคยทําพักหนี้เกษตรกร บางทีอาจจะต้องมานั่งคิดแล้ว พักหนี้ครูบ้างจะเป็นอะไร เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ของการศึกษาไทย นอกจากนั้นเรื่องวิทยฐานะวันนี้ก็เพิ่มเงินให้ด้วยครับ วิทยฐานะเหมือนเดิม แต่ระบบวิทยฐานะบางครั้งมองในมุมกลับ กลับเป็นตัวถ่วงที่ทําให้ข้าราชการครูไทยนี่แทนที่จะ ไปปฏิบัติภารกิจในการให้การศึกษา กลับต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องของการทําวิทยฐานะ ทํารายงาน ๑ ฉบับ เพื่อที่จะได้เลื่อนขั้น ได้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น แทนที่จะใช้เวลาไปกับ การให้การศึกษากับเด็กและเยาวชน ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังคงค้างอยู่ ปัญหาเรื่องของ การเรียนฟรี รัฐบาลชุดปัจจุบันบอกว่าเรียนฟรี ๑๕ ปี ทุกคนรู้กันหมดครับว่าวันนี้พาลูก พาหลานไปเข้าเรียนหนังสือมันมีค่าโสหุ้ย มันยังมีค่าใช้จ่าย เลี่ยงไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ วันนี้ การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมก็ยังไม่ชัด ที่สําคัญที่สุดแก้รัฐธรรมนูญวาระที่สอง เพิ่งจะผ่านไป ๒ วัน ผมต้องกราบเรียนว่ามีแต่การแก้เรื่องเขตเลือกตั้งของ ส.ส. กับมาตรา ๑๙๐ เพื่อการปฏิบัติงานของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่มองเลยครับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนที่จะ มานั่งคิดว่าเราจะแก้อย่างไรให้การศึกษาไทยมันดีขึ้น วันนี้กําหนดในรัฐธรรมนูญว่าภาครัฐ ต้องให้มีการเรียนฟรี ๑๒ ปีไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่มันไม่เกิดผลในการบังคับ หมายความว่าอะไร หมายความว่าพี่น้องประชาชนวันนี้หลายคนเขาก็ยังยากจน เขามองว่า โอ้โฮมาเรียนก็ต้อง เสียค่ารถ ต้องเสียค่าอาหารกลางวัน เอาลูกไปทํางานดีกว่า บางคนเลือกไม่ได้ครับท่านประธาน บางคนไม่ได้เกิดมาเมืองนอก เรียนต่างประเทศ บางคนเลือกไม่ได้ วันนี้การศึกษาภาคบังคับ มันก็ยังไม่เกิดขึ้น ลูกหลานใครไม่ต้องส่งเรียนก็ไม่ต้องมาครับ ถึงเวลาไม่มีการศึกษาไป จบมาก็เป็นกรรมกรก็เป็นแรงงานขั้นต่ําเหมือนเดิม เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร ให้มันครบถ้วนสมบูรณ์ ผมเองคงจะไม่ใช้เวลาสภามาก ผมเชื่อว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาของภาคการศึกษา เริ่มที่ตัวครูก่อนก็ยังดี แต่วันนี้ในสภาผู้แทนราษฎรเองต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ผมนั่งฟังมาตั้งแต่เช้า แม้แต่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองยังสงสัย ยังสับสนว่าสรุป พ.ร.บ. นี้ แน่นอนครับ ปรับฐานครับ เงินเดือนขั้นต่ํา เงินเดือนขั้นสูงของแต่ละกลุ่ม แต่ละแท่งปรับฐานแน่นอน เพิ่มขึ้นมา แต่ใน ที่สุดแล้วจะมีผลบังคับในการปรับเงินเดือนของพี่น้องที่อยู่ในภาคการศึกษาจริงหรือไม่ พี่น้อง ครูบาอาจารย์จะได้ปรับจริงหรือเปล่า จะได้ปรับเท่าไร วันนี้จะมามัวอ้ํา ๆ อึ้ง ปล่อยผ่าน พ.ร.บ. ไป ถึงเวลายังไม่รู้ได้ ไม่รู้ไม่ได้ พอถึงเวลาไปตอบคําถามครูบาอาจารย์ในพื้นที่ก็ตอบ ไม่ถูก วันนี้ผมต้องการคําตอบจากท่านรัฐมนตรีที่มานําเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้นะครับ สรุป ๘ เปอร์เซ็นต์นี้จริงหรือเปล่า คศ. ๑ ปรับมา ๘ เปอร์เซ็นต์ สรุปว่าทั้งกระดานเขาจะได้ เฉลี่ย ๘ เปอร์เซ็นต์ไหม หรือเขาจะได้แค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ จะได้แค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ คศ. ๔ ได้ตั้ง ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถึงเวลาเขาจะได้ปรับเท่าไร เขาจะได้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์หรือครับ หรือเขาจะได้ ๘ เปอร์เซ็นต์เท่ากัน หรือเขาจะได้ต่ํากว่านั้นอีก ตรงจุดนี้เป็นจุดที่ผมอยากจะ ได้รับฟังคําตอบก่อนที่จะตัดสินใจในการสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. เงินเดือนของบุคลากร ทางการศึกษานี้หรือไม่ ผมอยากจะเห็นความจริงใจจากทางรัฐบาล ช่วยตอบคําถามให้ชัดเจน เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้ตัดสินใจ ถ้าได้เห็นตัวเลขชัด ๆ ว่าจะมีการช่วยเหลือพี่น้องบุคลากร ทางการศึกษาเราจะได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ก็กราบฝากไว้ครับท่านประธาน

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณวุฒิพงษ์ นามบุตร ครับ

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อุบลราชธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันดีอีกวันหนึ่งนะครับที่ข้าราชการครูและบุคลากร ทางด้านการศึกษาจะได้พบข่าวดีหลังจากที่สภาของเราจะผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็ต้องขอขอบคุณคณะรัฐบาลชุดนี้ครับ โดยการนําของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง โดยมีท่านไชยยศ จิรเมธากร มาเป็น คนเสนอในร่างของรัฐบาล ท่านครับ ครูคือพ่อพิมพ์และแม่พิมพ์ของชาติ ทุกคนก็ต้อง เคยมีครู ทุกคนก็ต้องเคยมีลูกศิษย์มาก่อน ทุกคนจะเกี่ยวข้องกับสังคมครูเป็นอย่างยิ่ง บางคนมีอาชีพเป็นครู อย่างผมก็เป็นลูกครูครับ คุณพ่อคุณแม่เป็นครู ประกอบวิชาชีพครู มีส่วนสัมผัสกับข้าราชการครูมาหลาย ๆ ระดับในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ทําให้ทราบ ถึงปัญหาและอุปสรรค หนี้สินต่าง ๆ อีกมากมาย ที่บอกว่าครูมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าราชการ หลาย ๆ ส่วนครับ ข้าราชการหัวหน้าส่วนในระดับจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข ตํารวจ อํานาจในการโยกย้ายพิจารณาขั้นเงินเดือนจะเบ็ดเสร็จ ส่วนทางด้านครูจะมีคณะกรรมการ พิจารณาความดีความชอบมากมาย กรรมการ อ.ก.ค.ศ. กรรมการเขตพื้นที่การศึกษาที่จะมา เลื่อนขั้น เลื่อนตําแหน่ง โยกย้าย เพราะฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าครูมีบทบาทที่สําคัญในสังคม เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้าครูอยู่ในชนบทจะมีต้นทุนทางสังคมที่สูงมาก ครูพูดอะไรไป ชาวบ้านจะเชื่อ ครูจะสอนเด็กนักเรียนในชุมชน ในหมู่บ้าน ส่วนพระก็จะทําหน้าที่เป็นครู ที่สอนทางด้านศาสนาให้กับลูกหลาน นักเรียนของพวกเรา ในส่วนของผมเองครับได้มีโอกาส มาเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการการศึกษา ปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ได้รู้ปัญหา ได้รู้แนวทางการพัฒนา ได้ทราบถึงว่าแม้ว่าวงเงินงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการจะมีมาก เป็นอันดับ ๑ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าทิศทางการพัฒนาโครงสร้าง ทิศทางการบริหาร ขวัญและกําลังใจต่าง ๆ ของครูนั้นยังขาดอีกมากมาย ส่วนใหญ่เราก็พูดกันมานานนะครับ คําว่า ปฏิรูปการศึกษา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา จุดเริ่มต้นของคําว่า ปฏิรูปการศึกษา ก็น่าจะเริ่มจาก พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ซึ่งตรงนั้นจะได้เขียนกรอบในการที่จะ พัฒนาศักยภาพครูต่าง ๆ หลาย ๆ ด้าน เรื่องขวัญ เรื่องกําลังใจ ค่าตอบแทนต่าง ๆ มีกฎ ระเบียบตามมาต่าง ๆ อีกมากมาย และท้ายสุดก็ได้คลอดเป็น พ.ร.บ. เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี ๒๕๔๗ ทําให้ครูดีใจครับ ดีใจต่อเนื่องมาหลาย ๆ ปีแล้ว แต่ว่า ณ ปัจจุบันครับ ผ่านมาเป็น ระยะเวลา ๖-๗ ปี ครูเริ่มจะท้อแล้วครับ เพราะว่าหน่วยงานต่าง ๆ ทางรัฐบาลได้จัดสรร เพิ่มค่าตอบแทน เงินเดือน หรือส่วนต่าง ๆ แรงจูงใจให้กับหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย ข้าราชการพลเรือนได้จัดสรรเพิ่มตอนปี ๒๕๕๑ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. รวมทั้งเมื่อวาน เราได้พิจารณากันครับ ตํารวจและอีกหลาย ๆ อย่างครับ ในส่วนของครูไม่ได้ขยับ ทั้ง ๆ ที่ สภาพเศรษฐกิจ สังคม ทุกวันนี้ถ้ามีการขยับฐานเงินเดือน ไม่ว่าประเภทใดประเภทหนึ่ง ราคาสินค้าก็จะขยับตามตัวขึ้นมาเลยครับ และวันนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่จะผ่านร่างชุดนี้ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นจุดสําคัญ และจะได้เห็นชอบจากเพื่อนสมาชิกในสภาของเรา อีกหลาย ๆ ท่าน หลาย ๆ คนนะครับ ซึ่งผมจะให้เหตุผลประกอบว่าทําไมถึงต้องเห็นชอบ รับหลักการในวาระที่หนึ่ง หลาย ๆ อย่างครับที่ทางรัฐบาลชุดนี้ได้ผลักดันตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะว่าถ้าผ่านสภาชุดนี้ครับเพื่อนครูทั่วประเทศ ๔๓๒,๙๔๒ คน โดยประมาณจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงไปถึงตัวเขา ค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อเดือน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท คิดที่ ๘ เปอร์เซ็นต์ตามที่ท่านได้เขียนไว้ในรูปเล่มนี้ ซึ่งหลาย ๆ ท่าน ก็จะคงซักถามในวาระที่สองต่อไปหรือว่าในชั้นของคณะกรรมาธิการครับ ในส่วนของทุกท่าน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องผมคิดว่าจะเป็นผลดีที่จะให้บุคลากรทางด้านการศึกษาได้รับค่าตอบแทน ต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นส่วนที่ดีถ้าเปรียบเทียบกับข้าราชการครู กับครูต่างประเทศ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้บอกไปแล้วหลาย ๆ ท่าน อเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท หรือไม่อย่างนั้นบางประเทศก็เกือบ ๆ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งประเทศไทยถ้าเทียบกับประเทศเหล่านี้ จะยังแตกต่างแล้วยังมีอัตราเงินเดือนที่ต่ํามากครับ เพราะฉะนั้นผมจึงขอสรุปเหตุผลที่ต้อง ปรับเงินเดือนให้กับข้าราชการครูเพราะว่า

ประการที่ ๑ เงินเดือนครูที่เริ่มใช้ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนปัจจุบัน ๖ ถึง ๗ ปียังไม่ได้รับการปรับขึ้น

ประการที่ ๒ ข้าราชการ ก.พ. ข้าราชการพลเรือนได้ทําการปรับมาแล้ว ในปี ๒๕๕๑ เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสต่อไปที่ข้าราชการครูจะได้ปรับตาม และ

ประการที่ ๓ เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลชุดนี้ที่ทางท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้แถลงว่า จะสร้างคุณภาพครูและให้ความสําคัญของทางด้านการศึกษา เพราะฉะนั้น ต้องมุ่งเน้นส่งเสริมขวัญและกําลังใจให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางด้านการศึกษา

ประการที่ ๔ ทุกหน่วยงานเพิ่มมาแล้ว กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. และสัปดาห์ ที่แล้วมีการประชุมกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชุมใหญ่สามัญประจําปีที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ ผู้ช่วยสารวัตร ทุกหมู่บ้านมาร่วมประชุม ซึ่งทางผม ส.ส. วุฒิพงษ์ นามบุตร ท่านวิฑูรย์ นามบุตร รวมทั้งเพื่อนสมาชิกอีกหลาย ๆ ท่านก็ได้เข้าร่วมประชุม ก็ได้ทราบว่าทางสมาคมได้ยื่นขอเพิ่มค่าตอบแทน และยื่นขอเพิ่มให้กับหน่วยงานต่าง ๆ อสม. ผู้สูงอายุ อปพร. และ อปม. หลาย ๆ อย่างครับที่จะยื่นผ่านทางรัฐบาลส่งถึง ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แล้วก็ประการสุดท้ายครับ ถ้าใช้งบประมาณในการเพิ่มให้ผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ รัฐบาลจะใช้วงเงินงบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท

เพราะฉะนั้นจึงอยากจะสรุปครับ ทั้งหมดควรเพิ่มให้ครอบคลุมนะครับ ไม่ว่าครู กศน. พนักงานราชการ และครูอัตราจ้าง แต่ว่าในการเพิ่มพื้นฐานอย่าลดปริมาณ งานในการพัฒนาโรงเรียน ในการปรับปรุงซ่อมแซม ก่อสร้างอาคารเรียนและคุณภาพของนักเรียน การเรียนการสอนครับ เพราะฉะนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครูจะได้มีขวัญและกําลังใจในการ ผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นเด้งที่ ๑ ส่วนโชคดีเด้งที่ ๒ ภายในเดือนเมษายนจะเป็นการพิจารณา เพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการทั้งระบบอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ เพื่อให้ครูสร้างศิษย์ ศิษย์สร้างคน คนสร้างชาติ เพื่อการพัฒนาของประเทศไทยต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ พอดีท่านรัฐมนตรีไชยยศที่มาตอบชี้แจงท่านจะติดภารกิจในระยะเวลา อันใกล้นี้นะครับ ก็ต้องขอเพื่อนสมาชิก เพราะยังมีอีกหลายท่าน ผมต้องขอจริง ๆ ขอรวบรัด ขอท่านละสัก ๕ นาทีก็แล้วกันครับ ต่อไปดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ครับ ผมอ่านให้นะครับว่าตามรายชื่อที่เรียงไว้ก็จะเป็น ดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง คุณนคร มาฉิม คุณเปล่งมณี คุณบุญรื่น คุณอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ นายแพทย์ชลน่าน ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ คุณปาริชาติ ชาลีเครือ คุณนิยม เวชกามา เชิญดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ครับ

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ชัยนาท 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างยิ่ง ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับ ว่าวันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สภาผู้แทนราษฎรได้ทําหน้าที่ในฐานะที่เรียกว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ผู้ที่ เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลด้วยว่า ผมเองนั้นต้องขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าแม้จะมี ความสําคัญอย่างใหญ่หลวงอย่างไรก็ตามแต่ แต่ว่าในลักษณะของการสร้างโครงสร้างของอัตราเงินเดือนข้าราชการนั้น ถือว่าเป็น หลักสําคัญอย่างหนึ่งในการบริหารกิจการบ้านเมืองหรือการบริหารรัฐของเรา หากโครงสร้าง อัตราเงินเดือนหรือรายได้ของข้าราชการไม่ดี ไม่เหมาะไม่สมแล้วไซร้ แน่นอนที่สุด ขวัญ และกําลังใจแล้วก็ประสิทธิภาพของการทํางานของข้าราชการนั้นต้องลดน้อยถอยลง และหย่อนสมรรถภาพลง ผมได้มีโอกาสได้รับฟังจากแนวคิดหรือจากผู้ที่ให้การพูดคุยด้วย ก็บอกว่าข้าราชการส่วนหนึ่งอาจจะเป็นหนี้สิน เพราะเหตุว่าข้าราชการใช้เงินฟุ่มเฟือย หรืออะไรก็ตามแต่ อาจจะมี แต่สิ่งหนึ่งต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกท่านแล้วก็ผู้ที่ให้ความสนใจด้วยว่า จริง ๆ แล้วข้าราชการเวลาเป็นข้าราชการ นั้น คงต้องบอกว่าในระยะเริ่มต้นของลูกหลานที่ไปเรียนหนังสือมาก็มีความรู้ในระดับหนึ่ง เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วไซร้ก็หวังความก้าวหน้าส่วนหนึ่งก็ไปเรียนหนังสือเพิ่ม แต่ในขณะเดียวกันบุคคลบางบุคคลพอทํางานแล้วความรู้กับสาระของเรื่องราวที่ทํางาน ในหน้าที่นั้นมันเกิดปัญหา ก็คือหมายความว่าประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการทํางาน หรือความเข้าใจในการทํางานอาจจะเรียกว่ายังไม่นิ่งพอหรือยังไม่ดีพอ ก็ต้องไปต่อยอดในการ ที่จะได้รับการฝึกฝนอบรมหรือการเรียนการสอนให้มากขึ้น ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อการพัฒนาบ้านเมือง แต่อย่างไรก็ตามแต่ รัฐบาลได้ละเลย ต้องบอกกับท่านประธานไปในที่นี้ว่ารัฐบาลได้ละเลยในการที่จะส่งเสริม ให้บุคลากรต่าง ๆ นั้นมีความรู้ความเข้าใจ หรือมีความรู้เพิ่มเติมยิ่งขึ้นหลังจากที่ได้ปฏิบัติ หน้าที่มาแล้ว ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปี ความรู้ที่ได้มาก็เป็นความรู้เดิมที่เคยเรียนมาเมื่อ ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปีก่อน ก็เป็นความรู้ เรียกว่าถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือว่าเป็นความรู้เดิมที่มีมา ไม่ได้ต่อยอด เพิ่มขึ้น ข้าราชการส่วนหนึ่งได้รักดีเพื่อประเทศชาติ เพื่อหน่วยงาน เพื่อความก้าวหน้าของ ตนเองและครอบครัว ก็หวังที่จะได้มีเงินเดือนเพิ่มขึ้นหรืออะไร หรือตําแหน่งหน้าที่การงาน เพิ่มขึ้นอะไรก็ตามแต่ ก็ไปเรียนหนังสือเพิ่ม การไปเรียนหนังสือเพิ่มก็ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สิน เพิ่มขึ้น เพราะว่าการไปเรียนมันมี ๒ อย่าง ที่เมื่อสักครู่ผมบอกแล้วว่ารัฐไม่ได้ให้การส่งเสริม เท่าที่ควร ก็คือไม่ให้เงินเขาไปเรียนหนังสือ ข้าราชการส่วนหนึ่งต้องไปด้วยเงินของตัวเอง แน่นอนที่สุดการไปด้วยเงินของตัวเองก็ต้องเป็นควักกระเป๋าออกไป ก็ต้องเป็นหนี้เป็นสิน นี่จึงเป็นที่มาของรายได้ที่ไม่เพียงพอ แล้วทําให้ข้าราชการเป็นหนี้เป็นสินส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันเงินเดือนที่ได้รับจากราชการนั้นก็ต้องบอกว่าไม่เพียงพอ ปริญญาตรีเท่าไร ครับ ปริญญาตรีในปัจจุบันนี้ ไปค้นคว้ามานะครับ ตัวเลขไม่ผิดแน่นอนเลย ๗,๙๔๐ บาท นี่คือปริญญาตรีนะครับ ปริญญาโท ๙,๗๐๐ บาท ปวส. หรือ ปกศ. ต้น ที่เป็นข้าราชการครู เขาเรียกว่า ปกศ. ต้น ส่วน ปวช. หรือ ม. ๓ ได้ ๕,๗๖๐ บาท ปวส. หรือ ปกศ. สูง ๗,๑๐๐ บาท อัตราความต่าง ความก้าวหน้าทางความต่างของบัญชีผิดพลาด ที่ผิดพลาด ผมบอกฟันธงว่า ผิดพลาดอย่างนี้ครับท่านประธาน ปวช. กับ ปวส. นั้น การเรียนต่างกัน ๒ ปี อัตราเงินเดือน เพิ่มนั้นได้รับเพิ่ม ๑,๓๔๐ บาทต่อเดือน ปกศ. สูง กับปริญญาตรีได้รับอัตราเพิ่ม ๘๔๐ บาท ส่วน ป. ตรี กับ ป. โท ได้รับเพิ่มอัตราเงินเดือน ๑,๗๖๐ บาท ท่านประธานจะเห็นไหมครับ ว่า ปวช. มา ปวส. ได้รับอัตราเพิ่ม ๑,๓๔๐ บาท ส่วน ปวส. กับปริญญาตรีนั้น คนที่ไปเรียน ปวส. แล้วมาปริญญาตรี เพิ่ม ๒ ปีเหมือนกันแต่ได้แค่ ๘๔๐ บาท ได้น้อยกว่าคนที่เรียน ปวช. มา ปวส. นะครับ ผมไม่ได้ว่าคน ปวส. ได้มาก แต่คนปริญญาตรีตรงนี้มันต้องได้มากขึ้น มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ในขณะเดียวกันครับ คนที่เรียนปริญญาโทนะครับท่านประธาน ขอเวลาด้วย คนที่เรียน ปริญญาตรีมาปริญญาโทรัฐให้เท่าไร ได้ให้เพิ่ม ๑,๗๖๐ บาท ท่านประธานครับ เราก็เอา ๑,๗๖๐ บาท มาคูณทั้งปี มาอะไรต่ออะไร มาเป็นรายได้อะไรต่ออะไรทั้งหมดเลย ปีหนึ่ง จะได้ ๑๙,๑๒๐ บาท ๑๐ ปี ได้ ๑๙๑,๒๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเด็กคนนั้น เป็นลูกหลานเรา หรือคนนั้นเป็นใครก็ตามแต่ รักความก้าวหน้า หวังดีต่อประเทศชาติ บ้านเมือง อยากเอาความรู้ไปใส่ให้ลูกหลาน ให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น ส่งหน่วยงานให้มีความแข็งแกร่ง เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ปรากฏว่าอย่างไรครับท่านประธาน ปรากฏว่าเขาต้องไปเรียนปริญญาโทนั้น ท่านประธานทราบไหมครับ โปรแกรม (Program) ที่เรียนปริญญาโท ๒ ปี ไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่าย ถึง ๒๕๐,๐๐๐ บาท โดยประมาณ ค่าใช้จ่ายยังต้องควักค่ารถ ค่ากระเป๋า ค่าเดินทาง ค่ากินค่าอะไรต่างหาก ส่วนตัว การจัดทําวิทยานิพนธ์ส่วนตัวอีกท่านประธาน นับเป็นแสน ๆ นี่คือเกิดความเป็น หนี้สิน และขณะเดียวกันนั้นได้รับเพิ่มนั้นไม่เหมาะสม ที่ผมบอกว่าไม่เหมาะสม ที่ฟันธง บอกไม่เหมาะสมเพราะว่า ๑๐ ปียังได้ไม่พอกับค่าเรียนเลย พอ ๑๐ ปีไม่พอค่าเรียน ปรากฏท่านประธานต้องไปเรียนใหม่นะครับ เรียนปริญญาโทเสร็จต้องไปเรียนปริญญาเอก ผมเชื่อว่าในอนาคตลูกหลานคนไทยเราต้องจบปริญญาโทให้มากขึ้นกว่านี้ ปริญญาเอก ให้มากขึ้นกว่านี้ เพื่อการพัฒนาบ้านเมือง โดยเฉพาะปริญญาตรีทุกคนต้องจบ นี่คือความ มุ่งหวัง เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ โดยสรุปก็คือว่า ผมเห็นว่า โครงสร้างอัตราเงินเดือนยังไม่มีความเหมาะสม โดยเฉพาะนะครับท่านประธาน ขออีก นิดเดียวครับ เพราะว่าอันนี้ต้องเป็นรายงานในการที่จะใช้ในกรรมาธิการ ก็คือในเรื่อง ของการเริ่มต้นของเงินเดือน ถ้าหากเกิดการผิดพลาดของการเริ่มต้นของเงินเดือน ข้าราชการเริ่มต้นของเงินเดือนที่ได้รับนี่น้อยเกินไป ที่ผมเห็นอย่าง ปวช. ๕,๗๖๐ บาท ปวส. ๗,๑๐๐ บาท หรือปริญญาตรี ๗,๙๔๐ บาท มันน้อยเกินไป ถามว่าน้อยไปอย่างไร พอน้อยแล้วไม่พอใช้เกิดอะไรครับท่านประธาน เกิดต้องไปยืมหนี้ยืมสิน คนที่ยืมหนี้ยืมสิน ก่อนอาจจะเรียกว่าตัวเอง แล้วยืมไม่ได้ก็ต้องพ่อแม่ ไปกู้ไปยืมมา แล้วท้ายที่สุดมันก็สะสม เป็นดอกเบี้ย เป็นเงินต้นที่เราไปกู้เขามา เป็นดอกเบี้ยที่ต้องไปใช้เขา เงินเดือนที่ได้รับเพิ่มขึ้น จากราชการโดยเฉพาะในปีหนึ่งที่อัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้น ๆ หรือปีหนึ่งบัญชีที่มาปรับให้ มันไม่เพียงพอ มันก็ก่อให้เกิดหนี้ พี่น้องข้าราชการก็ได้รับอัตราเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นแต่ละเดือน ก็เอาไปจ่ายเป็นดอกเบี้ยทั้งหมด ท้ายที่สุดอัตราเงินเดือนที่ได้รับเพิ่มก็ไม่ได้เอาไปใช้ เพื่อครอบครัว เอาไปจ่ายดอกเบี้ย สิ่งเหล่านี้ไม่มีความเหมาะสม เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับว่า ขอให้เกิดการเรียกร้อง คิดบัญชีใหม่ เริ่มต้นให้เหมาะสม เพียงพอ แล้วก็อัตราเพิ่มให้เป็นบรรทัดฐานให้เพียงพอกับความเป็นจริงในสังคม เพื่อการพัฒนาประเทศครับ ขอกราบขอบคุณครับท่านประธาน

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณนคร มาฉิม ครับ

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ผมต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณรัฐบาล คณะรัฐมนตรี ที่ได้สนับสนุนแล้วก็ส่งเสริมให้มี การเสนอกฎหมายฉบับนี้สู่การพิจารณาของสภา แต่ว่าประเด็นต่าง ๆ เพื่อนสมาชิก ผู้มีเกียรติหลายท่านได้อภิปราย ซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นที่ผมตั้งใจจะอภิปรายไว้ตั้งแต่ต้น ก็จะไม่พูดซ้ํา แต่ว่าประเด็นที่อยากจะเพิ่มเติมก็คือ ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ผ่านไปยังรัฐบาลว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทิศทางในการบริหารจัดการด้านการศึกษาของ ประเทศของเราเดินมาถูกทางแล้วหรือไม่ ประเด็นที่ ๒ ก็คือบุคลากรที่เกี่ยวกับกระบวนการ ศึกษาทั้งระบบได้รับการดูแลอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง แล้วก็ประเด็นสุดท้ายก็คือเราจะ ขับเคลื่อนหรือปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศของเรา รวมไปถึงบุคลากรที่เกี่ยวกับ การศึกษาทั้งหมดเดินไปในทิศทางไหน เพื่อประโยชน์สูงสุด ก็คือเพื่อหล่อหลอมเยาวชน ลูกหลานของพวกเราให้เป็นอนาคตที่ดีของชาติ ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศใดในโลกเลย แล้วก็มีโอกาสที่จะก้าวหน้าและเรียนรู้อย่างไม่มีขีดจํากัดตามกําลังสติปัญญาของแต่ละคน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเกิดว่ามองในแง่ของภาพรวม ปัญหาที่เกิดขึ้นในแวดวง การศึกษา โดยเฉพาะครูหรือบุคลากรทางการศึกษาก็คือหนี้สิน รัฐบาลจะต้องกําหนด แผนปฏิบัติการให้ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินครู เพื่อเป็นขวัญและกําลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และจะต้องปฏิบัติเป็น รูปธรรมด้วย แล้วก็จะต้องมีกําหนดเวลาในการที่จะนําไปสู่การสะสางปัญหาหนี้สินครู อย่างเป็นระบบ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือมาตรฐานของแต่ละโรงเรียนที่จะหล่อหลอมเยาวชน ลูกหลาน จะต้องมีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน ผมเป็น ส.ส. อยู่ในต่างจังหวัด ผมไปเยี่ยม ทุกโรงเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ บางโรงเรียนยากไร้ บางโรงเรียนนักเรียนมีประมาณ ๑๐-๒๐ คน ถือว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ยิ่งขาดก็ยิ่งขาดการเหลียวแลขาดการดูแล เพราะ เขาบอกว่าไม่คุ้มกับการที่จะสนับสนุนงบเป็นจํานวนมาก เช่น การก่อสร้างอาคารเรียน การมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการศึกษา การจัดหาคอมพิวเตอร์ หรืออื่น ๆ ที่จะส่งเสริม ประกอบการเรียนการสอน เด็กต่าง ๆ เหล่านั้นทั้ง ๆ ที่สติปัญญาความรู้ความสามารถก็ไม่ได้ ด้อยไปกว่าเด็กที่เรียนในระดับโรงเรียนเกรด เอ (Grade A) หรือว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ต่าง ๆ แต่เนื่องจากว่าการส่งเสริมทางด้านอุปกรณ์หรือสิ่งต่าง ๆ เขาบอกว่าไม่คุ้มทุนกับการ ที่จะจัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปให้ ก็ทําให้เด็กเหล่านั้นขาดโอกาส พอขาดโอกาส ก็ส่งถึงอนาคตที่จะด้อยลงของอนาคตของชาติ ซึ่งไม่ควรที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจะต้องวางระบบอย่างไรที่จะให้โรงเรียนไม่ว่าจะมีนักเรียนอยู่ ๕ คน ๑๐ คนไป จนถึง นักเรียนเป็น ๑,๐๐๐ คน มีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน หรือจะมีนโยบายอย่างไรที่จะวางระบบ ว่าต่ํากว่านี้จําเป็นที่จะต้องไปศึกษาในที่ต่าง ๆ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ครับ แน่นอนถ้าใครปฏิเสธคงจะต้องปฏิเสธบนความเป็นจริง ก็คือแน่นอน ตําแหน่งในระดับผู้บริหารการศึกษาต่าง ๆ มีการวิ่งเต้นกันท่านประธานครับ ใครที่ใกล้ชิด ใครที่วิ่งเต้นเก่ง ใครที่อาศัยนักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นในระดับชาติ เข้าไปถึงผู้มีอํานาจตัดสินใจได้ อาจจะมีโอกาสเข้าไปอยู่ในตําแหน่งหน้าที่สูง ๆ แต่ถามกลับไปว่า ความสามารถเป็นอย่างไรบ้าง ท่านมีมาตรการอย่างไรที่จะให้ล้างระบบการวิ่งเต้นตําแหน่ง ต่าง ๆ ในแวดวงการศึกษาให้หมดสิ้นไปเสีย แล้วเอาคนที่มาเป็นผู้บริหารการศึกษาต่าง ๆ นี้ ให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ มีความรู้ความสามารถ และคุณธรรมจริยธรรม เป็นที่ยอมรับ อย่างแท้จริง ไม่ใช่ได้ตําแหน่งสูง ๆ มาจาการวิ่งเต้น อันนี้เป็นเรื่องที่ ๓

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ในกระบวนการการศึกษาจะต้องมองดู ในอนาคตท่านประธานครับ ว่าตลาดแรงงานหรือทิศทางของประเทศต้องการบุคลากรที่จบ การศึกษาด้านไหน เช่น ตอนนี้ประเทศของเราขาดแคลนด้านวิทยาศาสตร์ ขาดแคลน นักวิจัย ทําอย่างไรครับที่จะหล่อหลอมอนาคตของชาติ ลูกหลานของคนไทยนะครับ ได้มี โอกาสที่จะเข้าไปเรียนในด้านวิทยาศาสตร์ ในด้านคณิตศาสตร์ ในด้านฟิสิกส์เคมี หรือ สิ่งต่าง ๆ ที่จะนําไปสู่การวิจัย การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางด้านวิชาการ การสร้างนักวิจัย ใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมกับประเทศต่าง ๆ ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แล้วก็ที่สําคัญ ที่สุดก็คือจะต้องล้างระบบนี้ให้ได้ ซึ่งต่อไปจะเป็นอันตรายมากที่สุดกับการศึกษา ก็คือระบบ จ่ายครบจบแน่ ระบบการซื้อขายปริญญาบัตร ระบบที่ไม่มีมาตรฐานในการศึกษาสมกับวุฒิ ที่ได้รับ จะต้องหมดไปจากประเทศ และมาตรฐานที่ได้รับจะต้องเป็นมาตรฐานเทียบเท่ากับ สากลให้ได้ เพื่อยกระดับความเป็นมาตรฐานในการศึกษาของประเทศ เพื่อไม่ให้การศึกษา ของประเทศผิดทิศผิดทางและเห่อเหิมเฉพาะวุฒิการศึกษาแต่คุณภาพไม่ทราบ แบบนี้ จะต้องไม่มี แล้วก็ระบบจ่ายครบจบแน่จะต้องล้างให้หมด อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ นอกเหนือจากอื่น ๆ กราบขอบพระคุณครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ครับ

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เลย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันขอสนับสนุนพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพราะดิฉันเห็นดีด้วยกับผู้ที่ยื่น เสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ เพราะว่าด้วยหลักการและเหตุผลที่ได้ยื่นมานะคะ ก็เป็นที่ทราบ กันอยู่แล้วค่ะว่าเป็นการช่วยเหลือ เป็นการปรับปรุงและการแก้ไขเงินเดือน เงินวิทยฐานะ แล้วก็เงินประจําตําแหน่งของครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งมีความสําคัญมากนะคะ ซึ่งถ้าดูจากตารางบัญชีเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นะคะว่าสตาร์ทเริ่มต้น ครูผู้ช่วยเริ่มต้นขั้นต่ํา ๘,๗๐๐ บาท ขั้นสูง ๑๖,๘๔๐ บาท ถ้าเป็นครู ระดับ ๕ นะคะสูงสุดได้ ๖๖,๔๘๐ บาท ขั้นต่ํา ๒๘,๕๕๐ บาท ถ้ามาเปรียบเทียบเด็กจบ ปริญญาตรีนะคะ ไปสอบแอร์ โฮสเตส (Air Hostess) สตาร์ทเริ่มต้นปริญญาตรี อายุแค่ ๒๒ ปี ๒๓ ปี ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทแล้วค่ะ แต่กว่าที่จะเป็นครูระดับ ๕ อายุ ๕๐ ปี เกือบ ๖๐ ปีแล้วค่ะกว่าจะได้เงิน ๖๐,๐๐๐ กว่าบาทนะคะ และอีกส่วนหนึ่งถ้าการแก้ไขแล้ว ท่านก็ แก้ไขได้ทั่วถึง เกี่ยวกับเรื่องเงินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย ดิฉันเห็นดีด้วย แต่ดิฉันก็ข้องใจ เมื่อก่อนก็สงสัยว่าทําไม มีเพื่อนเป็นครูวัน ๆ ทําไมไม่มีแก่จิต แก่ใจในการสอนลูกหลานเด็กนักเรียน ก็ว่าทําวิทยฐานะอยู่ บางคนบางท่าน เพื่อน พอมี เงินหน่อยก็ไปจ้างเขาทํา ถามว่าศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจอยู่ตรงไหน ก็เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็ถึงบางอ้อว่ามันสามารถที่จะมาหาเงินที่จะมาช่วยเหลือให้เขามีเงินเดือนที่จะดูแลตนเอง และครอบครัวได้นะคะ สิ่งนี้ดิฉันจึงขอสนับสนุนและเห็นดีด้วยนะคะ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนะคะ เกี่ยวกับเรื่องครูเปรียบเสมือนเรือจ้าง ที่จะต้องทํา หน้าที่ที่จะต้องส่งเด็กลูกหลานของเราให้ไปถึงฝั่ง ให้เป็นเด็กดีมีคุณภาพนะคะ แต่ครูบางคน บางท่านทําหน้าที่ตั้งแต่ภารโรง ตั้งแต่เช้าต้องมากวาดเก็บโรงเรียน กลางวัน พอแปดโมงเช้า ก็ต้องเป็นครู ตําแหน่งเดียวกันนะคะ เงินเดือน ๆ เดียวก็ต้องเป็นครูใหญ่ด้วยในเวลาเดียวกัน ก็คือทําตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ อันนี้ก็น่าเห็นใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเรามาช่วยกันแก้ไข ร่างพระราชบัญญัตินี้ ก็คือเป็นขวัญและกําลังใจให้กับครูและให้มันเป็นไปตามสภาวะ เศรษฐกิจ ตามความเป็นจริง ณ ปัจจุบันนะคะ เพื่อที่จะให้ครูที่มีความรู้ความสามารถ ให้ได้ตรงตามวิทยฐานะของเขา และสิ่งหนึ่งที่มีครูหลาย ๆ คนก็ฝากตัวดิฉันมาให้ช่วยพูด เกี่ยวกับเรื่องปัญหาต่าง ๆ ของเขานะคะว่าครูทําหนี้สิน ที่สําคัญผู้แทนทุกคนที่วันนี้ขึ้นพูด พูดถึงหนี้สินของครู ไม่ว่าหนี้สินของเขาจะเกิดจากอะไรหรือสิ่งไหนก็ช่างนะคะ พวกเราก็ต้อง ช่วยเหลือเพื่อให้เป็นกําลังใจและเขาจะได้มีกําลังใจ กําลังกายในการที่จะสอนลูกหลานของเรา

สิ่งต่อมาคือ จํานวนนักเรียนต่อหน่วยมีมากกว่าจํานวนครู นี่ก็หลาย ๆ คน ก็พูดไป สิ่งที่ ๓ ครูมีภาระงานรับผิดชอบนอกเหนือจากการสอนมากเกินไปนะคะ ก็คือไม่ว่า จะเป็นปัญหาเด็กขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไปทํามาหากิน ไปขายลอตเตอรี่เหมือนจังหวัดเลย ของดิฉัน พอลูกเกเร ลูกเรียนไม่ดีก็โทษครูนะคะ สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญ แล้วก็ฝากไปยัง ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะรัฐมนตรีว่าการหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ สิ่งที่ ครู บุคลากรทางครูฝากมา เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณรายหัวของนักเรียนไม่เพียงพอ ในการจัดการเรียนการสอน งบประมาณไม่เพียงพอต่อการซื้อสื่อการเรียนการสอนให้ นักเรียนนะคะ และสิ่งหนึ่งก็คือการปรับปรุงตําแหน่งไม่สอดคล้องต่อการปฏิบัติงาน และการขาดแคลนครู ไม่เพียงพอนะคะ ก็คือเมื่อให้เออร์ลี่ (Early) ไปก็คือเกษียณก่อนอายุ ตามนโยบายของทางกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เวลาคืนอัตรากําลังคืนยากมากค่ะ อันนี้ เป็นสิ่งสําคัญสิ่งสุดท้ายนะคะ ขออนุญาตนะคะ การบรรจุครูไม่ตรงกับวิชาเอก เช่น จบปริญญาเอกทางคณิตศาสตร์ให้ไปสอนภาษาอังกฤษ แล้วครูไม่มีความรู้ความสามารถไป สอนเด็กนักเรียนถึงมีสถิติว่าโง่ลง ๆ เรียนหนังสือหรือมีไอคิว (IQ) ที่ต่ําลงก็เพราะว่า ครูจบไปสอนไม่ตรงกับความรู้ความสามารถ เพราะฉะนั้นจึงฝากทางท่านกรรมาธิการที่ได้มี โอกาสไปพิจารณาเรื่องนี้ก็ช่วยนําเรื่องปัญหาต่าง ๆ ที่คุณครูและบุคลากรทางการศึกษา ฝากไปด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ในช่วงนี้จะขอให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเสียก่อนนะครับ

นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ต้องกราบ ขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๑๙ ท่านที่ได้อภิปรายไปแล้ว แล้วก็รวมถึงท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ และคณะที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาในทํานองเดียวกัน ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๔ ชั่วโมงกว่าที่เพื่อนสมาชิกทั้ง ๑๙ ท่านแล้วก็หลาย ๆ ท่านที่ไม่ได้ขึ้นมา อภิปรายแต่ได้ฝากเรียนกับผมผ่านไปยังพี่น้องครูทั่วประเทศว่าจริง ๆ แล้วที่ไม่ได้ขึ้นมา อภิปรายด้วยความเป็นห่วงเป็นใยนั้นเพราะต้องการให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านโดยเร็ว เป็นความต้องการของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ปัญหาตลอด ๔ ชั่วโมงที่ผ่านมา ผมกราบเรียนว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวร่าง พ.ร.บ. เองมีอยู่ ๓ ประเด็น

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของว่าเมื่อขึ้นเงินเดือนแล้วโดยค่าเฉลี่ย ๘ เปอร์เซ็นต์นั้น จะได้ทุกคนหรือไม่ เมษายนจะได้ขึ้นอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ร่วมกับข้าราชการพลเรือนอื่นหรือไม่ แล้วก็เงินวิทยฐานะได้เพิ่มหรือไม่ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตตอบในนามของกระทรวงศึกษาธิการขอยืนยันผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องครู ทั่วประเทศ และขอกราบเรียนชี้แจงพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าขอยืนยันครับว่า เงินทั้ง ๘ เปอร์เซ็นต์โดยค่าเฉลี่ยได้ทั้งพี่น้องครูทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน เมื่อปรับไปแล้ว พ.ร.บ. ผ่านไปแล้ว ในช่วงเดือนเมษายนที่จะมีการปรับเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนโดยประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์นั้น พี่น้องครูจะได้ด้วยครับ เงินวิทยฐานะเพิ่มขึ้นครับตาม พ.ร.บ. ซึ่งมีอยู่ทั้งใน มาตรา ๓ และมาตรา ๖ อยู่แล้ว นอกเหนือจากนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความห่วงใย ในเรื่องที่นอกเหนือจากร่าง พ.ร.บ เงินเดือน ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ สัก ๒-๓ นาทีชี้แจงนะครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่านให้ความสําคัญกับเรื่อง ของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องของการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ผมขอยืนยันให้เห็นได้ชัด ๆ ง่าย ๆ ว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ผ่านมางบประมาณของกระทรวง ศึกษาธิการเป็น ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งประเทศครับ นั่นคือเครื่องยืนยันได้ เรื่องปัญหาของหนี้สินครู กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้เพิกเฉยครับกําลังดําเนินการอยู่ใน หลายรูปแบบ เรื่องของการยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ผมต้องกราบเรียนครับว่า หลายท่านพูดถึงระบบการศึกษา หลายท่านยกระดับระบบการศึกษาของต่างประเทศขึ้นมา ผมกราบเรียนย่อ ๆ ยกตัวอย่างให้เห็นว่าประเทศที่เทียบเคียงกับประเทศไทยได้ ยกตัวอย่าง เช่นประเทศไต้หวันตั้งมหาวิทยาลัย ตั้งระบบการศึกษาครูขึ้นมาพร้อม ๆ กับประเทศไทยเรา เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว สิ่งที่เขาทําแล้วประสบความสําเร็จก็คือว่า เขายกระดับการศึกษาของครู เป็นที่ตั้งด้วยการเพิ่มค่าตอบแทนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย ให้กระทรวงศึกษาธิการมาพิจารณา เราได้แบ่งการยกระดับครูออกเป็น ๒ ส่วน ก็คือ ครูประจําการและครูที่จะผลิตขึ้นมาใหม่ เพื่อนสมาชิกทุกท่านคงทราบดีครับว่าในปัจจุบันนี้ ครูทั้งที่ท่านได้กล่าวกันว่าทั้งที่จะเกษียณอายุตามวัยแล้วจะเออรี่ รีไทร์ (Early retire) จากปีนี้ถึงปี ๒๕๖๓ จะมีครูเกษียณประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ถือเป็น ๑ ใน ๓ ของประเทศ เพราะฉะนั้นการยกระดับเรายกระดับวิชาชีพทั้งครูที่ประจําการโดยใช้คําแยกออกมาว่า เป็นครูยุคใหม่ ก็จะยกระดับวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะสรุปย่อให้ฟังว่าที่ท่านยกตัวอย่างกัน เรื่องของเงินเดือนกับเรื่องของวิทยฐานะ ขณะนี้วิทยฐานะการเลื่อนของวิทยฐานะนั้น ไม่ตรงต่อตามความต้องการ ไม่ตรงต่อผลสัมฤทธิ์ในการศึกษานั้น ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายเปลี่ยนแปลงนะครับ ยกตัวอย่างเช่นการเลื่อน เงินเดือนของครูในอนาคตจะไม่ได้เป็นการเขียนรายงานหรือเขียนงานวิจัยอย่างในปัจจุบันนี้ แต่อาจนะครับ ขณะนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษ ที่ ๒ ได้สรุปแนวความคิดว่าต่อไปนั้น เช่นครูสอนวิชาใดก็ตามปิดเทอมช่วงเขาไม่ได้สอน หนังสือของนักเรียนก็จะเปิดโอกาสให้ รัฐบาลจะให้เงินไปเรียนในวิชาชีพ ในสาขาวิชาเอก ของตนเองแล้วกลับมา เมื่อได้ใบประกาศหรือใบรับรองการศึกษาอะไรก็ตาม กลับมาแล้ว มาดูผลสัมฤทธิ์ในการสอนนักเรียนแล้วสามารถเลื่อนขั้นวิทยฐานะเงินเดือนได้เลย เพื่อให้ ตรงกับผลสัมฤทธิ์ของเด็กนักเรียนอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันที่ท่านกล่าวถึงครูพันธุ์ใหม่ ผมต้องกราบเรียนครับว่าในวิชาชีพปัจจุบันนี้เราต้องการที่จะยกระดับฐานะวิชาชีพครู ให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง เพราะฉะนั้นในเรื่องของครูที่จะบรรจุใหม่นั้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ให้ทุนการศึกษามา ๓๔,๐๐๐ ตําแหน่ง เป็นทุนการศึกษาพร้อมประกันการมีงานทํา เพื่อที่จะ ชักจูงให้เด็ก อย่างที่ท่านบอกครับว่า เราต้องการให้เด็กที่บรรจุใหม่นั้นได้สามารถคัดสรร เอาเด็กเก่งเข้ามาได้ ผมต้องกราบเรียนกับทุกท่านครับว่า การที่จะยกระดับวิชาชีพครูขึ้นมา เป็นระดับปริญญาโท ไม่ว่าจะเรียน ๖ ปี ปริญญาโทหรือในวิชาชีพที่เฉพาะเป็น ๔ ปี จากสาขาวิชาชีพอื่นแล้วมาบวก ๒ ปี วิชาครูนั้น วันนี้ทําให้โพลในการรับเด็กตรงที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่โพลนั้นเด็กต่างจังหวัดเลือกเรียนวิชาชีพครูสูงเป็นอันดับ ๑ และเป็นครั้งแรกอย่างที่ทุกท่านเป็นห่วงครับว่า จะยกระดับให้คะแนนของเด็กที่จะเข้าศึกษา วิชาชีพครูนั้นสูงขึ้นเป็นไปได้ตามนั้นครับ วันนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย เหมือนกันที่เด็กนักเรียนที่สมัครเข้าเรียนในวิชาชีพครูในคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ มีผลคะแนนในการสอบตรง ในช่วงที่ผ่านมานั้นสูงกว่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการคืนครูสู่ห้องเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย ให้กระทรวงศึกษาธิการนั้นดู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจ้างภารโรงเพิ่ม จ้างพนักงานธุรการ เพิ่ม เรื่องของการทอดทิ้งเด็กพิเศษ เด็กพิเศษผมต้องกราบเรียนว่าเด็กพิเศษนั้นมีอยู่ ๒ ประการ ที่เราใช้ในความหมายของเด็กพิเศษก็คือเด็กที่มีปัญหา กับเด็กอีกประเภทหนึ่ง ที่ถูกละเลยไปในความว่าเป็นเด็กพิเศษก็คือเด็กอัจฉริยะ ตอนนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการนี่ครับ ดูว่าทําอย่างไรที่จะส่งเสริมให้เด็กพิการ ได้มีโอกาสในการเรียนขึ้นมาในระดับสูง ผมได้ทําความตกลงกับมหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่จะรับเด็กพิการขึ้นมาเรียน ในระดับมหาวิทยาลัย โดยมีการคัดสรรเป็นกรณีพิเศษ ก็คือมาสอบแข่งขันด้วยกันเอง เฉพาะเด็กพิการแล้วใช้เกรดเฉลี่ยเพียงแค่ ๒.๐๐ ปัญหาที่ได้รับก็คือว่าจํานวนโควตาที่ได้รับ จัดสรรมานั้นมีเด็กมาสอบเข้าจริงเพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือปัญหาที่สั่งสมมาจาก ในอดีตครับ ไม่โทษว่าเป็นของภาคส่วนใด แต่วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นปัญหาก็ได้สั่งให้ พวกผมมาดูที่จะจัดครูเฉพาะทางลงไปประจําในโรงเรียนในอําเภอในจังหวัดต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ในขณะเดียวกันเขาบอกว่าจํานวนประชากรของประเทศควรจะมีเด็กที่เป็นอัจฉริยะจริง ๆ ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ผมได้ค้นพบว่าเด็กที่จังหวัด ขอโทษนะครับ ถ้าผิด ที่จังหวัด เชียงราย เด็ก ป. ๔ คนหนึ่งสามารถเรียนวิชาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปีที่ ๑ ได้ ในขณะที่ ตัวจริงเรียนอยู่แค่ชั้น ป. ๔ เด็กเหล่านี้เขาบอกว่าควรจะมี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยเรานั้นไม่ได้มีโรงเรียนสําหรับเด็กอัจฉริยะรองรับ แล้วเด็กความอัจฉริยะ เหล่านี้ถ้าไม่ได้ถูกใช้ไปในทางที่ถูกไม่นานมันก็จะสูญสลาย เพราะฉะนั้นตอนนี้ ในการจัดทํางบประมาณปีนี้กําลังให้มหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยที่มีระบบการศึกษา เชื่อมต่อตั้งแต่โรงเรียนสาธิตขึ้นมาจนถึงระดับอุดมศึกษาพิจารณาในการจัดตั้งโรงเรียน สําหรับรองรับเด็กอัจฉริยะแล้วนะครับ เรื่องของการกวดวิชา หลายท่านได้พูดถึงเรื่องของ การใช้เทคโนโลยี ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับย่อ ๆ สั้น ๆ ที่หลายท่านพูดกัน วันนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินมาเมื่อปีที่แล้ว อนุมัติเงินมาเมื่อปีที่แล้วให้กระทรวงศึกษาธิการโดยสํานักงานการอุดมศึกษาเชื่อมต่อระบบ ไฟเบอร์ ออปติค (Fiber optic) หรือว่าใยแก้วความเร็วสูง เชื่อมต่อไปทั่วประเทศครับ ในระดับมหาวิทยาลัยได้แล้วเสร็จแล้ว ไปถึงในระดับมหาวิทยาลัยนั้นมีความเร็วสูงกว่า ที่หน่วยงานเอกชนให้เราเช่า ที่ท่านเห็นในโฆษณาว่า ๖ เมกะบิต หรือว่าที่โฆษณาเป็นบ๊วย นั่นแหละครับ ๖ เมกะบิตในระดับมหาวิทยาลัยของกระทรวงศึกษาธิการเชื่อมต่อไปแล้ว เป็นความเร็วสูงถึง ๖,๐๐๐ เมกะบิต ขณะนี้กําลังอยู่ในชั้นพิจารณาว่าจะใช้เงินอีกประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทเชื่อมต่อ เพราะว่าเหมือนกับเราสร้างถนน ๘ เลนลงไปแล้วทั่วประเทศ กําลังจะเชื่อมต่อไปหาโรงเรียนทั่วประเทศ ๑,๐๐๐ แห่ง โดยใช้เงินงบประมาณ ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ขณะนี้กําลังอยู่ในการเสนอของบประมาณเพิ่มเติมจากท่านนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็จัดตั้งในงบประมาณประจําปีที่กําลังจัดทําอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ เมื่อเรามีไฟเบอร์ ออปติค ความเร็วสูงลงไปแล้ว เราจะสามารถเชื่อมต่อ สามารถทําการสอน โดยจากส่วนกลางเชื่อมโยงลงไปได้ รายละเอียดนั้นเนื่องจากผมมีเวลาจํากัด ขออนุญาตเรียน กับทุกท่านเท่านี้ แต่จะเป็นการที่กระจายโอกาสในความเท่าเทียมที่เด็กอยู่ต่างจังหวัด ไม่ว่า จะอยู่อําเภอห่างไกล อยู่ในตําบลห่างไกลแค่ไหนก็สามารถที่จะได้รับการสอนจากครู จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามหิดลวิทยานุสรณ์หรือสาธิตต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงได้ เรื่องของ การคืนอัตราเกษียณนั้นที่ท่านกล่าวนะครับ จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายที่จะคืน อัตราครูเกษียณให้กับกระทรวงศึกษาธิการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เข้า ครม. ไปทีหนึ่งแล้ว แต่ว่ากําลังอยู่ในระหว่างที่กระทรวงศึกษาธิการขอนํากลับมาพิจารณา ในรายละเอียดนะครับ เรื่องขณะนี้ขอกราบเรียนกับทุกท่านเป็นประเด็นสุดท้ายว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเรียกว่า คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ ๒ เพื่อที่จะพัฒนาทั้งระบบ ไม่ว่าจะเรื่องของครู เรื่องของนักเรียน เรื่องของ ห้องเรียน และเรื่องของระบบการบริหารจัดการในกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีแผนจากปีนี้ ถึงปี ๒๕๖๑ มีตัวเลขคร่าว ๆ ที่จะใช้เงินงบประมาณนอกเหนือจากที่ผมบอกแล้วว่า ในเงินงบประมาณประจําปีนั้นเรามีอยู่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ในกระทรวงศึกษาธิการ จะมีการ เพิ่มเติม หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า ท็อป อัพ (Top up) เข้ามาอีกไม่น้อยกว่าประมาณ นับล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนยืนยันกับทุกท่านอีกครั้งหนึ่งครับว่าในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ. เงินเดือนนั้นยืนยันครับว่าได้กับครูทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วเดือนเมษายนได้แน่นอน เพิ่มขึ้น วิทยฐานะก็ได้เพิ่มขึ้นครับ ไม่ได้เป็นไปตามที่หลายท่าน เข้าใจผิด และมีความห่วงใย ขอบคุณครับท่านประธาน

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ยังมีผู้ประสงค์จะอภิปรายอีก ๗ หรือ ๘ ท่าน ผมจะให้ทุกท่านได้อภิปราย ทุกท่าน แล้วก็จะปิดการอภิปราย แต่จะเลื่อนการลงมติไปครั้งหน้านะครับ เชิญคุณอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ครับ

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ แบบสัดส่วน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคมาตุภูมิ ก่อนอื่นผมต้อง ขอแสดงความยินดีกับคุณครูทั่วประเทศนะครับที่วันนี้ทางสภาได้มีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา และผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างเต็มที่ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน หรือจากคนทั่วไปมักจะพูดว่า ครูนั้นเปรียบเสมือนเรือจ้าง คนคนหนึ่งครับที่ผมไม่ยอมรับที่จะบอกว่าครูเปรียบเสมือน เรือจ้าง คําว่า เรือจ้าง เป็นเรือที่ส่งคนข้ามฟาก มีการจ่ายเงิน ส่งไปแล้วก็ไป แต่ครูนั้น เป็นบุคคลที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และครูนั้นมีความสําคัญต่อสังคมและประเทศชาติ ถ้าจะบอกว่าครูนั้นเป็นพ่อแม่คนที่ ๒ ของเด็กก็ย่อมได้ เพราะฉะนั้นผมถือว่าครูนั้น เป็นบุคลากรทางการศึกษาและเป็นคนที่มีความสําคัญ พวกเราทั้งหลายที่อยู่ในสภาในวันนี้ ได้อยู่ถึงทุกวันนี้เพราะคุณงามความดีของคุณครู ทุกคนนั้นมีครู ผมอยากจะเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า การศึกษานั้นคือกระบวนการพัฒนาคนนะครับ การพัฒนาคนที่มีคุณภาพ คนจะมีคุณภาพ ได้นั้นต้องมีองค์ประกอบ ๓ ประการ ประการที่ ๑ เขาต้องมีสมองดี ๒. ต้องมีสุขภาพ อนามัยดี ๓. ต้องมีจิตใจหรือคุณธรรมดี ผมเห็นว่าขณะนี้ในสังคมของเราการศึกษาระหว่าง คนรวยกับคนจนนั้นแน่นอนมีความไม่เท่าเทียมกัน ส่วนอาหารของสมองที่เราจะได้รับ จากครูผู้สอนนั้นคนรวยกับคนจนนั้นรับไม่เท่าเทียมกัน แต่อาหารทางร่างกายคนรวย กับคนจนนั้นรับได้เท่าเทียมกัน หรืออาหารทางใจคนรวยกับคนจนนั้นรับได้เท่าเทียมกัน ที่ผมว่าเท่าเทียมกันนั้นคนที่ออกกําลังกายคนจนก็สามารถออกกําลังกายได้ ไม่ว่าจะอยู่ ที่กลางทุ่งนาหรือที่ชายทะเล แม้ว่าอาหารทางใจคนจนก็รับได้เท่าเทียมกับคนรวย เข้าวัด เข้ามัสยิด เข้าไปในแหล่งของคนที่มีความรู้สอนศาสนาซึ่งสอนเป็นวิทยาทานนะครับ แต่ว่าอาหารทางสมองนั้นคนจนกับคนรวยรับไม่เท่าเทียมกัน ทีนี้อาหารสมองใครเป็นคนป้อนให้ ก็คือคุณครูนั่นเอง เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากไว้ว่า คุณครูในวันนี้ แน่นอนนะครับ จากสภาพเศรษฐกิจรัดตัว สภาพสังคมเปลี่ยนไป ความห่างเหินครูกับศิษย์นั้นย่อมมีมากขึ้น ในสมัยโบราณสมัยที่ผมยังเด็ก ๆ นะครับท่านประธาน วันใดที่ผมขาดเรียนวันหนึ่งนะครับ เย็นก็ต้องเจอครูที่บ้าน ครูต้องไปนั่งเฝ้าที่บ้าน ไปเจอพ่อแม่ เล่าให้พ่อแม่ฟัง โดนเฆี่ยนตี หลายครั้ง เพราะไม่ได้ไปโรงเรียน แต่เดี๋ยวนี้เราจะหาครูอย่างนั้นไม่ค่อยมี เพราะสังคม เปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าคนที่เป็นครูนะครับ ถ้าเขาอยากจะเป็นคนที่ สอนเด็กให้มีความรู้ความสามารถได้อย่างเต็มที่ ครูนั้นเบื้องต้นเขาเองต้องเป็นคนที่มี สมรรถภาพ ต้องมีความสามารถให้แกร่งเสียก่อน เพราะฉะนั้นการที่เราจะเทียบเงินเดือน ของครูนั้น ถ้าเดี๋ยวนี้ถ้าเราเทียบศาลก็ดี อัยการก็ดี ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการอื่น ๆ ก็ดี ผมคิดว่าครูนั้นทํางานหนักไม่แพ้กับข้าราชการอื่น ๆ บางครั้งจะทํางานหนักยิ่งกว่า ข้าราชการอื่นด้วยซ้ําไป ซึ่งครูนั้นถ้าอยู่ในชุมชนไม่เพียงแต่ว่าจะเป็นครูของเด็กแต่เขา อยากเป็นผู้นําชุมชน สมัยก่อนในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้คนที่มีอาชีพครูมาลงสมัคร ผู้แทนราษฎรก็มักได้รับการเลือกตั้ง เพราะครูนั้นมีบุญคุณใหญ่หลวงต่อสังคม และสังคม ก็รักใคร่ครูเหมือนกับพ่อแม่ของตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้ผมถึงอยากบอกว่าคุณครูซึ่งมีประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนทั่วประเทศนั้นคือจํานวนที่มีมากถ้าเทียบกับข้าราชการอื่น ๆ นอกจาก ที่เราจะให้สวัสดิการในเรื่องของเงินเดือนสูงขึ้นแล้วนะครับ ผมอยากจะให้สวัสดิการอื่น ๆ ผมอยากจะให้ข้อเสนอแนะต่อผู้ที่เกี่ยวข้องครับ ผมเห็นมีโรงพยาบาลตํารวจมีโรงพยาบาล สงฆ์ มีโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ผมอยากจะเห็นโรงพยาบาลครู ครู ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน แถวจังหวัดชายแดนภาคใต้บ้านผม ครูนอกจากว่าสอนโดยได้เงินเดือนที่ไม่มากพอแล้ว ก็ยังเสี่ยงต่อภัยอันตราย ตลอดระยะเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่านมานี้ครูไทยบ้านผมเสียชีวิตไปแล้ว ๑๓๗ คน ซึ่งถ้าเราเห็น เชื่อว่าเงินเดือนกับชีวิตนั้นเทียบกันไม่ได้ แต่เนื่องจากว่าความเป็นครู วิญญาณเป็นครูยังสอนคนที่นั่น ยังสอนเด็กที่นั่นโดยที่ไม่เกรงกลัวต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น กับตัวเอง เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะฝากไว้ ถ้าหากว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการพัฒนา คุณภาพของครูนั้นนอกจากการให้เงินเดือน ซึ่งผมเห็นว่าก็ไม่มากเท่าไรนักกับการที่ได้รับ เงินเดือนอยู่ อยากจะเห็นโรงพยาบาลครูเกิดขึ้นในประเทศไทยนะครับ เพื่อที่จะบริการแล้วก็ ให้ความสะดวกสบายกับครู ซึ่งเป็นบุคคลที่มีค่าในสังคม ขอขอบคุณครับท่านประธาน

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ คุณบุญรื่น ศรีธเรศ ครับ

นางบุญรื่น ศรีธเรศ กาฬสินธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในครั้งนี้ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ เมื่อกี้นี้เราได้รับคําชี้แจงจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือถ้าหากว่าท่านทําได้อย่างนี้สําหรับครูก็คงจะเป็นที่อุ่นใจของครูทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ คนทั้งประเทศ แล้วก็ในการอภิปรายในครั้งนี้ดิฉันก็มีความตั้งใจจริงที่จะอภิปราย ความจริงไม่ต้องอภิปรายก็ได้ เพราะว่าท่านชี้แจงแล้ว ดิฉันมีจิตสํานึกของความเป็นครูอยู่เต็มเปี่ยมจึงขอชมเชยครูก็แล้วกัน ครูถือว่าเป็นบุคลากรที่มีความสําคัญ ในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองจนมีผู้ให้คํานิยาม ครูว่า ครูเป็นผู้สร้างคน ครูเป็นผู้สร้างชาติ บุคลากรทุกหน่วยงานที่มีความสามารถ ในการสร้างประเทศชาติบ้านเมืองอยู่ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ที่มีครูทั้งนั้น ครูสร้างคน ให้มีความรู้ความสามารถในทางสังคมอยู่เสมอมา เมื่อบุคลากรของประเทศมีความรู้ ความสามารถ การพัฒนาประเทศชาติก็จะประสบความเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากบุคลากร เป็นผู้ที่มีคุณภาพจริง ๆ ครูจึงฝากความหวังไว้กับรัฐบาลทุกรัฐบาล เพราะฉะนั้น การที่ร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับครูเข้าสภาในวันนี้ดิฉันจึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการที่จะให้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ประสบความสําเร็จ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องมีความเข้าใจว่าการดําเนินชีวิต ของครูนั้น ฝากความหวังไว้สูงสุดกับรัฐบาลที่จะต้องดูแลการดําเนินชีวิตของครูอย่างเป็นธรรม ดังนั้นดิฉันจึงขอฝากไว้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญดีกว่านะคะ เพราะว่าทุกท่านจะต้องมี บทบาทในการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านจะแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไร ครูจึงได้รับ ความเป็นธรรมในการที่จะมีเงินเดือน เงินวิทยฐานะ เงินประจําตําแหน่ง ของคําว่า ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างสมฐานะ เพื่อเป็นขวัญและกําลังใจของครู แล้วก็ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในการที่มีบัญชีเปรียบเทียบขั้นต่ําขั้นสูงของข้าราชการพลเรือน และร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็มีเจตนาที่จะสร้างฐาน ปรับฐานเงินเดือนของครูให้เท่ากับข้าราชการพล เรือน เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลชุดนี้ หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภาช่วยกันทําให้ครูได้รับ ผลประโยชน์ในครั้งนี้ได้ก็ถือว่าเป็นการดี เพราะฉะนั้นดิฉันจึงฝากความหวังอันสูงสุดไว้กับ รัฐบาล สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งพวกเรามอบความไว้วางใจ กับท่านทั้ง ๓๖ ท่าน จะไปพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้กับครูเป็นขวัญและกําลังใจให้กับครูที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติของเราต่อไป ในอนาคต ขอบพระคุณมากค่ะ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขอบคุณท่านประธานที่อนุญาตให้ผมได้พูดจา แสดงเหตุผลในการที่จะพิจารณาเพื่อจะให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเดิม กฎหมายเดิมคือร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรการศึกษา ปี ๒๕๔๗ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ดูเหตุผลและสาระสําคัญของตัวร่างพระราชบัญญัติที่ทาง คณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ หัวใจหลัก ๆ มี ๒ เรื่องใหญ่ท่านประธานครับ

เรื่องแรก ก็เป็นในบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ เราจะแก้ไขเพิ่มเติมโดยการ กําหนดบัญชีเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง ผมเน้นขีดเส้นใต้คือ บัญชีเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง และบัญชีอัตราเงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา เงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงแตกต่างอย่างไร ท่านประธานครับ ที่ต้องแก้ไขเพราะว่า กฎหมายปี ๒๕๔๗ เขาใช้ว่า บัญชีอัตราเงินเดือนครับ บัญชีอัตราเงินเดือนปี ๒๕๔๗ ก็จะมี ลักษณะของการรับเงินเดือนเป็นไปตามที่เราเรียกว่า ซี ซี ๑ ซี ๒ ซี ๓ ซี ๔ ซี ๕ ซี ๖ ซี ๗ ตอนนั้นยังเป็นระดับซี อยู่ หลังจากนั้นทาง ก.ค.ศ. หรือคณะกรรมการบริหารงานบุคคล ของครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ปรับเข้าสู่ระบบแท่ง ซึ่งมีอยู่ ๕ แท่ง รวมทั้งครูผู้ช่วยด้วย ก็เป็นทั้งหมด ๖ แท่งนะครับ มีครูผู้ช่วย ครู คศ. ๑ คศ. ๒ คศ. ๓ คศ. ๔ และ คศ. ๕ ช่วงที่ใช้ระบบแท่งนี้ก็ปรับไปตามพระราชกําหนด ปี ๒๕๕๐ มีบัญชีเงินเดือน หรือบัญชี เงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงอยู่ส่วนหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ อันนี้เป็นข้อแรกที่กฎหมายฉบับนี้ ที่ให้โอกาส เพราะผมดูโครงสร้างในการกําหนดบัญชีเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง เมื่อเทียบกับ ข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีการปรับอัตราเงินเดือนไปและเข้าสู่ระบบแท่งเช่นกัน ไม่ว่า จะเป็นสายบริหาร สายอํานวยการ สายวิชาการ หรือสายทั่วไป ก็มีการเข้าสู่ระบบแท่ง บัญชีเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสายอุดมศึกษาก็เช่นกัน มีระบบขั้นต่ําขั้นสูง ท่านประธานครับ เมื่อเทียบแล้วตัวเลขที่ปรับฐานเงินเดือนขึ้นมา หรือปรับโครงสร้างขึ้นมา ตัวเลขขั้นต่ําเมื่อเทียบกับเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาเมื่อปี ๒๕๕๐ ที่ออกตามพระราชกําหนด การปรับอัตราเงินเดือน ฉบับที่ ๒ เมื่อปี ๒๕๕๐ โดยเฉลี่ยแล้วตั้งแต่ คศ. ๑ ถึง คศ. ๕ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ ๘.๗ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉลี่ยทั้งหมดร้อยละ ๘.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าแต่ละระดับแตกต่างกัน นะครับท่านประธานครับ ระดับ คศ. ๑ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๘ เปอร์เซ็นต์ ระดับ คศ. ๒ ซึ่งเป็น สายเดิมที่เขาเรียกว่า สายชํานาญการ คือข้าราชการตั้งแต่ ซี ๗ ลงมา ไม่เกิน ซี ๗ อยู่ คศ. ๒ มีการปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ ๗.๓๔ เปอร์เซ็นต์ คือ ๐๗.๓๔ เปอร์เซ็นต์ต่ํากว่า คศ. ๑ ขยับขึ้นมา นิดหนึ่งครับเป็น คศ. ๓ ซึ่งเทียบเดิมก็คือ ชํานาญการพิเศษหรือระดับซี ๘ เดิม มาแท่งปัจจุบันก็เป็น คศ. ๓ ของครู สายนี้เป็นสายที่ได้รับการปรับเพิ่มมากที่สุดครับ ร้อยละ ๑๘.๒๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ สุดท้ายกลุ่ม คศ. ๕ คือระดับสูงเป็นสายเชี่ยวชาญพิเศษ ก็ได้ปรับขึ้นร้อยละ ๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับ นี่คือตัวเลขเมื่อเปรียบเทียบ กับฐานของเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง เทียบกับปี ๒๕๕๐ ซึ่งเขามีฐานอยู่ แต่ว่าสิ่งที่ผมต้อง กราบเรียน ผมก็ดีใจนะครับที่ทางรัฐบาลได้เห็นความสําคัญของครู ถึงแม้ผมต้องใช้คําว่า เห็นความสําคัญช้าไปนิดหนึ่ง ข้าราชการพลเรือนสามัญทั่วไป เขาได้ปรับตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ ร้อยละ ๘ ขึ้นมา เป็นฐานเงินเดือนของเขา ซึ่งเทียบเคียงกับของครูปัจจุบัน เมื่อเอา โครงสร้างใหม่ตามร่างกฎหมายใหม่ไปเทียบกับข้าราชการพลเรือนสามัญก็ใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่ากฎหมายฉบับนี้การปรับโดยเฉลี่ยร้อยละ ๘.๗ นี้จะทําให้ฐาน หรือโครงสร้างเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงของครูและบุคลากรทางการศึกษานี้ขยับขึ้นไปใกล้เคียง กับข้าราชการพลเรือนสามัญ หรือข้าราชการพลเรือนสายอุดมศึกษา โดยเฉพาะวงเงินขั้นสูง เท่ากัน ถ้าเทียบในอัตราเดียวกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สาเหตุที่ผมกราบเรียนว่า รัฐบาลได้เห็นความสําคัญช้าไปนิดหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญเขาปรับไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ขึ้นไปเลยครับ ๘ เปอร์เซ็นต์ ปรับช่วงแรกก็ ๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปอีก ๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ทั้งหมดเป็น ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ทําไมครับ ครูไม่สามารถขยับได้ ในขณะที่ข้าราชการพลเรือนสามัญเขาขยับขึ้นไปตามที่ คณะรัฐมนตรีเขาให้ความเห็นชอบไป ไม่ว่าจะเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรครับ เพราะว่าทางคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาเองมีองค์กรบริหารครู และบุคลากรทางการศึกษาเอง เขาเรียกว่า ก.ค. ครับ สามารถที่จะกําหนดแนวทาง การบริหารและอัตราเงินเดือนแนบท้ายพระราชบัญญัติในการบริหารงานของตัวเอง แล้วเผอิญว่าพระราชบัญญัตินั้นไปเขียนค่อนข้างที่จะมีข้อจํากัดมัดตัวเองไป ไม่ได้ยึดโยง กับข้าราชการกลุ่มอื่น ฉะนั้นพอข้าราชการกลุ่มอื่นเขาขึ้น กฎหมายตัวเองถูกล็อกไว้ก็เลยมี ข้อจํากัด ก็เป็นที่มาที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ก็จําเป็นครับที่จะต้องกําหนดให้นําบัญชี เงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงและบัญชีอัตราเงินประจําตําแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนมาบังคับใช้โดยอนุโลม สําหรับตําแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ สําหรับแท่งหรือขั้นต่ําขั้นสูงที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ใช้สําหรับผู้มีใบประกอบวิชาชีพ มีใบอนุญาต แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่เขายังไม่มีใบประกอบ วิชาชีพก็อนุโลมเอาบัญชีเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนมาใช้ได้ เหมือนกับกําหนดให้นํา บัญชีเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงและบัญชีอัตราเงินประจําตําแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษามาบังคับใช้โดยอนุโลมกับตําแหน่งคณาจารย์ ในหน่วยงานการศึกษาที่สอนระดับปริญญามาบังคับใช้โดยอนุโลมได้เลย แล้วก็หลักการ ที่สําคัญ สาระสําคัญอีกเรื่องหนึ่งที่กฎหมายฉบับนี้จะอนุญาตให้คณะรัฐมนตรีได้มีอํานาจ ในการพิจารณาปรับเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง เงินวิทยฐานะ เงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาได้ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ถ้าไม่เกินร้อยละ ๑๐ สามารถปรับได้เลย ไม่จําเป็นต้องมาตราเป็นพระราชบัญญัติ กฎหมายฉบับนี้กําหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็คือกฎหมายฝ่ายบริหาร เสมือนเป็นการรองรับด้วยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมอยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการที่จะได้มีโอกาส ได้พิจารณา

ประเด็นแรกสุดครับ ผมพยายามเทียบเรื่องของเงินเดือนขั้นต่ําและขั้นสูง เมื่อเทียบกับข้าราชการพลเรือนเอง หรือเทียบกับฐานเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงของครูเอง เมื่อปี ๒๕๕๐ นะครับ มีข้อสังเกตว่าอัตราขั้นต่ํา ไม่ว่าจะเป็นขั้นต่ําชั่วคราวหรือขั้นต่ํา ที่เขียนต่ําธรรมดานี่นะครับ ไม่ได้ขยับเลย ผมเองฝากกรรมาธิการครับ คงต้องไปหาเหตุผล ว่าทําไมถึงคงไว้อย่างนี้ ถ้าสมมุติว่าผมเปรียบเทียบให้ท่านประธานฟังนะครับ ในครู คศ. ๒ ซึ่งมีค่อนข้างเยอะนี่ครับ ขั้นต่ําชั่วคราวเดิมอยู่ที่ ๑๒,๕๓๐ บาท มาเป็นอัตราใหม่ ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็น ๑๒,๕๓๐ บาทเช่นกัน ขั้นต่ํา ปกติคือต่ําไม่มีชั่วคราว ๑๕,๔๑๐ บาท ก็มาเป็น ๑๕,๔๑๐ บาทเช่นกัน ผมอาจจะอ่านตัวเลขผิด ๑๕,๔๑๐ บาท หมายความว่าขั้นต่ํา ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือต่ํา โดยกําหนดตรงนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยจากฐานที่กําหนดไว้เมื่อปี ๒๕๕๐ ผมก็เลย ตั้งข้อสังเกตว่าไม่ให้โอกาสคนที่เขาเข้ามาใหม่หรืออย่างไร เช่นจะมาบรรจุใหม่ ท่านประธานครับ ค่าขั้นต่ําชั่วคราวหมายถึงครูที่เขามีวุฒิปริญญาตรีครับ เรียน ๔ ปี เขามาบรรจุปุ๊บเขาได้ ขั้นต่ําชั่วคราว แต่เขาก็จบ ๕ ปีอย่างครูพันธุ์ใหม่นะครับ ต้องเรียน ๕ ปี เข้ามาบรรจุปุ๊บ เขาจะได้ขั้นต่ําที่เขียนว่า ต่ํา ในโครงสร้างของเงินเดือนใหม่ หรือคนโครงสร้างเงินเดือนเดิม ท่านประธานครับ ฟังจากท่านรัฐมนตรีชี้แจงผมก็เข้าใจ ผมเองก็เข้าใจอยู่แล้วว่าการปรับ ฐานโครงสร้างครูทุกคน ๔๓๒,๙๔๒ คน จากศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย ต้องได้รับ ทุกคน โดยเฉลี่ยถ้าอยู่ คศ. ๑ ต้องได้คนละไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘ เพิ่มขึ้น ผมกิน ๒๕,๐๐๐ บาท ผมก็ต้องได้ ๘ เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้น ก็โดยประมาณ ๒๗,๐๐๐ บาท ต้องได้ ทุกคนครับ ถ้าไม่ได้เป็นเรื่องครับ เป็นเรื่องแน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกต ทําไมว่า คนที่เขามาใหม่เขาไม่มีโอกาสที่จะได้ฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้น เมื่อเราขยับส่วนสูงขึ้นนะครับ บนสุดขึ้น แต่ข้างล่างยังคงไว้ที่เดิมด้วยเหตุผลอะไร กรรมาธิการปรับได้หรือไม่

ประการที่ ๒ ครับ การเพิ่ม ผมนําเรียนท่านประธานไปแล้ว ฝากกรรมาธิการ นะครับ เพิ่มโดยเฉลี่ย ๘.๗ แต่เพิ่มเยอะที่สุด คศ. ๓ ผมถามว่าถ้าเขา ๘.๗ โดยเฉลี่ยแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ระดับล่าง คศ. ๑ คศ. ๒ คศ. ๓ คศ. ๔ ไล่ไป พอจะปรับฐานได้หรือไม่ โครงสร้างให้มันเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ยกเว้น คศ. ๕ ผมไม่ว่าครับ เพราะฐานเงินเดือนสูงมาก เงินเดือนเริ่มต้นขั้นต่ําอยู่ที่ ๒๘,๔๕๐ บาท นี่ถือว่าสูงนะครับ สมัยผมลาออกจากข้าราชการ ซี ๘ ก็ได้ประมาณนี้ ก่อนที่มาเป็นผู้แทนราษฎร การปรับฐานตัวเลขเฉลี่ยตรงนี้ผมคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์กับคนกลุ่มล่าง ๆ โดยเฉพาะ คศ. ๑ คศ. ๒ คศ. ๓ ก็เฉลี่ยกันไป ให้ตัวเลขมันใกล้เคียงกัน ผมคิดว่าน่าจะเป็นความสามารถที่กระทําได้ในชั้นกรรมาธิการ ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงอะไร เม็ดเงินก็ไม่เปลี่ยน แต่เพียงปรับให้มันมีความสอดคล้องต้องกัน แต่ถ้ากรรมาธิการจะให้เหตุผลว่า ใน คศ. ๓ เขามีฐานครูที่เยอะที่สุดจําเป็นต้องให้ผมไม่เถียงครับ แต่ข้อเท็จจริงไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ข้อเท็จจริงอยู่ที่ คศ. ๑ คศ. ๒ คศ. ๓ คศ. ๔ น่าจะมี จํานวนไม่มากจาก ๔๐๐,๐๐๐ คนนะครับ เพราะผมไม่มีตัวเลขตรงนี้ต้องกราบขออภัยท่านประธาน

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมฝากกรรมาธิการไปช่วยดู ท่านรัฐมนตรีชี้แจงว่า อัตราเงินวิทยฐานะก็เพิ่มขึ้น ผมไม่เถียงครับ เมื่อดูบัญชีแนบท้ายตรงนี้ อัตราวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ไล่เรียงไปนะครับ ไม่ว่าจะเป็น วิทยฐานะสําหรับตําแหน่งครูที่มีใบอนุญาตประกอบอาชีพคือครูทั่วไป เพิ่มเฉพาะ ครูเชี่ยวชาญพิเศษเท่านั้นเองท่านประธานครับ ตําแหน่งอื่นเหมือนเดิม ครูเชี่ยวชาญ ครูชํานาญการพิเศษ ครูชํานาญการได้เท่าเดิม ครูเชี่ยวชาญพิเศษเพิ่มจาก ๑๓,๐๐๐ บาท วิทยฐานะเดิมนะครับ ขึ้นมาเป็น ๑๕,๖๐๐ บาท เช่นกันครับ ในสายของศึกษานิเทศก์ก็ได้ เฉพาะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญพิเศษจาก ๑๓,๐๐๐ บาท มาเป็น ๑๕,๖๐๐ บาทเช่นกัน สายผู้บริหารครับ ก็ได้เฉพาะผู้อํานวยการเชี่ยวชาญพิเศษเท่านั้นเอง จาก ๑๓,๐๐๐ บาท มาเป็น ๑๕,๖๐๐ บาทเช่นกัน สายอื่นก็เช่นกันครับ สายผู้บริหารการศึกษา เพิ่มเฉพาะคนที่ ระดับสูงสุด ถามว่าตรงนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ ถ้าจะให้เขาเมื่อเขามีโอกาสที่จะ ปรับเปลี่ยน ทําไมปรับเปลี่ยนเฉพาะตําแหน่งเฉพาะอัตรา อันนี้เป็นข้อสังเกตผมได้ฝากไปยัง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวกับครูโดยตรง ที่ไม่เป็นข้าราชการครู แต่เป็นครูผู้ช่วย ฐานเงินเดือนไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูง เมื่อปี ๒๕๕๐ ที่ปรับแล้วตามพระราชกําหนดนะครับ และโครงสร้างใหม่นี้คืออันเดิมครับ ถ้าครูผู้ช่วยจบปริญญาตรี ๔ ปี ก็ได้แค่สตาร์ทที่ ๗,๙๔๐ บาท ถ้าจบปริญญาตรี ๕ ปี ครูพันธุ์ใหม่ได้ ๘,๗๐๐ บาทในขั้นต่ํา และขั้นสูงสุดก็ได้แค่ ๑๖,๘๙๐ บาทเท่านั้นเอง ผมเองนําเรียนท่านประธานอย่างนี้ฝากกรรมาธิการไปช่วยดูในเม็ดเงินและตัวเลข

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอคุณหมอรวบรัดด้วยนะครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

อีกนาทีเดียวท่านประธานจะจบแล้ว และที่ สําคัญครับ ขั้นต่ําที่เป็นโครงสร้างเงินเดือนใหม่ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อเทียบกับ ข้าราชการพลเรือน ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นครับ แตกต่างกันอย่างไรครับ แตกต่าง กันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะนะครับสายชํานาญการพิเศษ ขั้นต่ําของข้าราชการพลเรือนอยู่ที่ ๒๑,๐๘๐ บาท แต่ของโครงสร้างครูตามร่าง พ.ร.บ. ใหม่ ได้ที่ ๑๘,๙๑๐ บาท แตกต่างครับ สายเชี่ยวชาญ คศ. ๔ ของข้าราชการพลเรือนอยู่ที่ ๒๙,๙๐๐ บาท ของครูอยู่ที่ ๒๓,๒๓๐ บาท มีอยู่สายเดียวครับที่ขั้นต่ําของครูสูงกว่าข้าราชการพลเรือน คือ คศ. ๒ ครับ พลเรือนได้ ๑๔,๓๐๐ บาท ของครูได้ ๑๕,๔๑๐ บาท ผมเองที่ยกตัวเลขมากราบเรียน ท่านประธานเพื่อฝากไปยังกรรมาธิการครับเพื่อจะได้ช่วยดู ได้แก้ไข ไหน ๆ ก็ขึ้นเงินเดือน ให้เขาแล้ว ความเป็นธรรม ความทั่วถึงก็ต้องคํานึง ผมด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมไม่มีประเด็นอย่างอื่นที่จะฝาก เพียงแต่ว่าขอให้สิ่งที่กรรมาธิการจะไปดู ไม่ได้ขัดข้อง นะครับ ยินดีด้วยที่จะเร่งรัดให้เสร็จก่อนเดือนเมษายน เพื่อเขาจะได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ตามที่ ท่านรัฐมนตรีชี้แจงและพวกเราคาดหวัง จากฐานนี้เพิ่มไปอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ก็คงจะ เป็นประโยชน์กับพี่น้องครูทั่วประเทศ ๔๓๐,๐๐๐ กว่าคน ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับ ผมยินดีสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย วันนี้กระผมดีใจกับเพื่อนข้าราชการครูที่จะได้เพิ่มอัตราเงินเดือน จะได้เพิ่ม เงินวิทยฐานะ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนต่าง ๆ ตามชนบท สิ่งที่กระผมได้ยินคําถามจากเพื่อนครูก็บอกว่า เมื่อไรจะได้เงินเดือน เมื่อไรจะได้ เงินวิทยฐานะ วันนี้ผมจะพูดหลายประเด็น แต่ได้ยินรัฐมนตรีมาตอบชี้แจงแล้วก็เพื่อนสมาชิก ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คือคุณหมอชลน่าน ได้ไล่ตัวเลข ไล่อัตรา ก็เป็นที่พอใจที่ผมจะ ไม่ขอพูดซ้ํา แล้วก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับที่มาชี้แจงคือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นอัตราเงินเดือนประจํานะครับท่านประธาน เป็นอัตราเงินเดือนประจํา ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือเงินพัฒนาในด้านการศึกษาในโรงเรียน ฉะนั้นในวันนี้ความฝัน ก็เป็นจริง ถ้าหากได้เงินเดือน เงินวิทยฐานะภายในเดือนเมษายน ความฝันของคณะครูก็จะ มีกําลังใจนะครับ เพราะฉะนั้นเงินวิทยฐานะ เงินเพิ่มเงินเดือนนั้นก็ได้ทํามาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พรรคไทยรักไทย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นได้เริ่มต้นขึ้นมา จนกระทั่งวันนี้ถึงแม้จะช้าไปหน่อยนะครับท่านประธาน แต่ก็ยังดีนะครับถ้าหากได้ ก็อยากจะฝากไปถึงคณะกรรมาธิการได้ไปปรับปรุง ได้ไปแก้ไขตามที่สมาชิกทั้งหลาย ผมมั่นใจว่าสมาชิกทุกคนนะครับวันนี้ไม่มีการขัดข้อง เพียงแต่ว่าช้าไปหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไร ถึงช้าเราก็ยังได้นะครับ ขอฝากยินดีกับพี่น้องเพื่อนข้าราชการครู แม้ว่าครูบรรจุใหม่ ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจะเพิ่มเงินเดือนให้เท่าเทียมกับครูที่เป็นมาแล้วนะครับในอัตราเดียวกัน มีเพื่อนข้าราชการครูที่บรรจุเก่า ๆ นะครับได้มาร้องเรียนผมได้ยื่นหนังสื่อให้กับท่านประธาน แล้วว่าอยากจะได้เงินเพิ่มเท่ากับครูบรรจุใหม่ที่เรียนมา ๔ ปี ซึ่งเขาก็ได้ทํางานมาแล้วหลายปี แต่ว่าเงินเดือนก็ไม่เพิ่ม ไม่ขึ้นในเดือนเมษายนนะครับท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ส่วน เรื่องอื่น ๆ นั้นผมก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ ผมจะไม่ขอใช้เวลามากนะครับท่านประธาน เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ชี้แจงอัตราแล้วก็ชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ก็ขอฝาก รัฐบาลและคณะกรรมาธิการ ก็ขอขอบคุณท่าน ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ที่ได้ให้โอกาสผม ได้มาสนับสนุน แล้วก็มาชี้แจงสนับสนุนเพื่อนครูก่อนท่านเชาวรินธร์ ขอประทานโทษนะครับ ที่เอ่ยนามท่านคงไม่เสียหาย เพราะว่ามีภารกิจที่จะต้องเดินทางกลับไปยังพื้นที่ วันนี้ก็ไม่ขอ ใช้เวลามากนะครับท่านประธาน ก็ขอขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่งครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปคุณปาริชาติ ชาลีเครือ ครับ

นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ วันนี้เป็นวันที่ดิฉันรอคอยมานานแล้วที่พี่น้องเพื่อนข้าราชการครู ทั้งประเทศอยากจะได้เห็นร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งหลายครั้งดิฉันได้เดินทาง ออกพื้นที่ในเขตเลือกตั้งทางไหนก็เจอท่านครูบาอาจารย์ถามว่า ท่าน ส.ส. เมื่อไรเงินเดือน จะได้สักที เมื่อไรกฎหมายของเงินเดือนครูจะผ่าน วันนี้คือวันที่ดิฉันดีใจที่สุดค่ะ ดิฉันเองนั้น ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นครู แต่ด้วยเนื่องจากพี่น้องในครอบครัวทั้งหมดเป็นครูทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น อดีตท่านประธานวุฒิสมาชิกสุชน ขอเอ่ยนามท่าน ก็มาจากครูซึ่งท่านต่อสู้กับวิชาชีพครูนี้ มาตั้งนาน ทุกคนรู้จักดี เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัตินี้นั้นดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ การสนับสนุน ซึ่งตรงนี้นั้นพรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นผู้ที่ต่อสู้แนวทางการศึกษามาโดยตลอด ตั้งแต่การเพิ่มวิทยฐานะของเงินประจําตําแหน่งของครู แต่ตรงนี้นั้นดิฉันเองก็อยากจะฝาก คณะกรรมาธิการในเรื่องนี้ในประเด็นนี้หน่อยว่า ท่านครูบาอาจารย์หลายท่านฝากว่า ในการประเมินผลงานนั้นอยากให้มันมีมาตรฐานแล้วก็กระชับแล้วก็ง่ายกว่านี้หน่อย เพราะว่าจะเห็นว่าช่องว่างระหว่างครูในชนบทและครูในเมืองนั้นต่างกันเลย เพราะว่าครู ในชนบทนั้นฐานะเศรษฐกิจก็แย่ แล้วก็ยังต้องรับผิดชอบสอนหนังสือคนหนึ่ง ๓ ชั้นเรียนค่ะ ท่านประธานตรงนี้ก็จะทําให้เสียเปรียบ อยากให้ทางกรรมาธิการไปแก้ไขตรงนี้หน่อย

แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ทราบมาว่าการประเมินผลจากการวิจัยของ หน่วยงานหน่วยงานหนึ่งที่สําคัญนะคะว่าวิเคราะห์ว่าครูเมืองไทยนั้นทํางานหนักมากต่อปี ทํางาน ๙๒๕ ชั่วโมงถึง ๑,๑๐๐ ชั่วโมง ซึ่งถือว่าต่อปีนั้นงานหนัก หนักกว่าต่างประเทศมาก ซึ่งครูต่างประเทศนั้นทํางานเพียง ๕๐๐ กว่าชั่วโมงคือ ๕๔๘ ถึง ๕๘๐ ชั่วโมง/ปี ตรงนี้ ก็อยากจะฝากกระทรวงศึกษาธิการได้แก้ไขตรงนี้หน่อย เพราะว่าต้องเห็นใจคุณครูมาก ใครก็ใช้ครูทั้งนั้น การเลือกตั้งก็ใช้ครูดูแลหน่วยเลือกตั้ง อะไรในชุมชนก็คุณครูทั้งนั้น ท่านประธานคะ ตรงนี้มันก็ทําให้เห็นภาระครูหนักอึ้ง การที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะได้ ผ่านสภาก็จะเป็นขวัญกําลังใจที่สําคัญให้กับข้าราชการครูแล้วก็บุคลากรทางการศึกษาทั้งมวล ซึ่งตรงนี้ก็อยากจะให้เป็นจริงอย่างที่ท่านรัฐมนตรีมาตอบ จริง ๆ แล้วดิฉันเองจะอภิปราย เรื่องที่ท่านรัฐมนตรีตอบ ท่านก็ตอบไปแล้ว ก็ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง ๒ ท่าน ๓ ท่านได้แก้ไขจริง ๆ นะคะให้ได้ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ในเดือนเมษายน ทุกประการจริง ๆ ก็จะได้ไม่ผิดคําพูดกับครูนะคะ อันนี้คือประเด็นที่อยากจะเน้น

และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องประเด็นหนี้สินครูทั้งประเทศ ที่ทราบตัวเลขมาถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะทําอย่างไรคะ นี่คือปัญหาที่ครูทุกคนหนักอึ้งมาก มีทางออกอื่นไหม มีทางที่จะแก้ปรับปรุงหนี้อย่างไร แล้วก็มีโครงสร้างที่จะใช้ในทางไหน จะมีหน่วยงานไหน มารองรับ อย่างนี้อยากจะให้ทางกระทรวงศึกษาธิการนําไปแก้ด้วย

อีกประการอื่น ๆ ดิฉันก็เห็นด้วยกับท่านอื่น ๆ ที่อภิปรายมาทั้งหมดทั้งมวล นะคะว่า ตรงความคิดกันแล้วก็ตรงประเด็นที่ดิฉันได้คิดไว้ในวันนี้นั้น ก็ขอฝากเพื่อนครูว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่กําลังพูดอยู่นี้ เพื่อนครูคงจะได้รับความสําเร็จแน่นอน ดิฉัน ในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งพรรคเลยนะคะ ถึงผู้แทนทุกท่านด้วย แล้วก็พรรคเราก็เต็มที่กับเรื่องการศึกษาอยู่แล้ว ในโอกาสนี้ก็ขอขอบพระคุณท่านประธานมากที่ให้โอกาสกับดิฉัน ขอขอบพระคุณมากค่ะ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณนิยม เวชกามาครับ

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมไม่พูดไม่ได้ เพราะต้องการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมโดยเลือดเนื้อเชื้อไขผมเป็นครู บรรจุเป็นครูบ้านนอกครับ ผมเป็นครูตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ กรกฎาคม ปี ๒๕๒๐ เลือดและวิญญาณความเป็นครูมีอยู่ในตัว แม้วันนี้จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ตาม ผมเองต้องพูด ถึงแม้ท่านประธานจะให้ เวลา ๕ นาที หรือ ๓ นาที หรือ ๒ นาทีก็ตาม เพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นความหวัง ของครูทั้งประเทศ วันนี้ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน เพราะพวกผมเอง รุ่นผมอาจจะไม่ได้ใช้ เพราะรุ่นผมมันจะเกษียณหมดแล้วในเดือนตุลาคมอาจจะไม่ทัน แต่รุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นน้อง ก็เป็นความหวัง หลายคนก็ยังสอบถามผมว่ากฎหมายตัวนี้จะเข้าเมื่อไร ผมบอกกําลังรออยู่ วันนี้ดีใจมากครับท่านประธาน เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย เป็นความหวัง แต่ผมก็ต้องขอฝากว่าวันนี้กฎหมายฉบับนี้ ถึงแม้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่าเมษายนแน่นอน แต่ผมเองยังไม่มั่นใจ เพราะว่าวันนี้ท่านบอกว่าเงินเดือน ผลงาน อะไรก็แล้วแต่ ต้องบอกต้องฝากกันในคณะกรรมาธิการที่จะมี ที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถึงแม้จะมาช้าก็ตาม ดีกว่าไม่มา เพราะเมื่อวานนี้กฎหมาย ของตํารวจผ่าน วันนี้ครูเพิ่งจะเข้าในชั้นรับหลักการเท่านั้น ในขณะเดียวกันที่ข้าราชการ พลเรือนเขาใช้ไปหลายปีแล้ว ทหารก็ ๒-๓ ปี ฉะนั้นครูวันนี้ก็ยังมีความหวังจะเข้าทีหลัง ก็ขอให้เข้าเขาบอก ผมเองในฐานะที่เป็นครูคนหนึ่ง บรรจุเป็นครูบ้านนอกครับ ยุคผม ครูองค์การบริหารส่วนจังหวัด ครู ๑ ครู ๒ แล้วการปรับเปลี่ยนเงินเดือน กฎหมาย ปี ๒๕๔๗ กฎหมายเงินเดือนครู วันนี้แก้ แก้มาหลายรอบ ผมเองก็คิดว่ามันเป็นเรื่องดี วันนี้จากอาจารย์ ๑ อาจารย์ ๒ มาเป็นครู คศ. ถึง คศ. ๕ แล้วตามกฎหมายฉบับนี้ สิ่งที่ผมต้องฝาก ถึงกรรมาธิการ ถึงท่านประธานสภา ถึงผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการว่า เรื่องผลงาน ท่านมาบอก ว่าผลงานวิชาการของครูนี้มีการทุจริตกันมาก ท่านประธานครับ ครูเราไม่มีใครอยากทุจริต หรอกครับ แต่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการต้องรับรู้ด้วยอย่างหนึ่งว่า การทุจริตผลงาน วิชาการเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ แต่ที่เกิดขึ้นเพราะท่านไปเน้นในหลักการเรื่องเอกสาร ครูเสียเวลาที่มาทําเอกสาร ท่านทําไมไม่ไปมองที่ผลงานของเด็ก ผลงานความสัมฤทธิ์ ทางการศึกษา ท่านไประบุเฉพาะเอกสารเป็นคันรถ แล้วครูจะไม่จ้างทําได้อย่างไร โดยเฉพาะมันมีบุคลากร มีเหลือบที่มุ่งเข้ามา มารับทําผลงาน ท่านรู้ไหมว่า ครูที่จะเป็นครู คศ. ๒ คศ. ๓ ที่ว่านี่ต้องจ้างทําผลงาน มันมีจริง ๆ เพราะฉะนั้นในจุดนี้ท่านเน้นทําไม อันนี้ ต้องฝากผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เอกสารมันเป็นเรื่องใหญ่หรืออย่างไร จนทําให้ครู ทิ้งห้องเรียน ฉะนั้นท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่บอกว่าจะคืนครู สู่ห้องเรียน ผมเองฟังแล้วดีใจ คืนครูสู่ห้องเรียนนี้หมายถึงว่า ท่านอย่าไปเน้นเอกสาร ผมต้องฝากในเรื่องนี้ เป็นเรื่องจริง มีจริง ๆ มีคนรับทํา แล้วเรื่องครูกี่ครูก็มี ทําไมถึงว่า อย่างนั้น ผู้อ่านเอกสาร ผู้ตรวจผลงานมีส่วนได้ส่วนเสียทั้งนั้น มันเป็นเรื่องจริง ต้องยอมรับ ในสังคมแห่งนี้ว่ามันเป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภา แล้วผมอยากให้ เน้นไปที่ผลงานวิชาการ มุ่งที่ตัวเด็ก ผลการเรียนมากกว่าเซ็นเอกสาร แล้วหนี้สินของครูท่าน บอกเมื่อกี้นี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการบอกว่าท่านกําลังพิจารณาอยู่ ผมเองไม่มั่นใจ วันนี้ท่านก่อหนี้สินให้ครู ครูหมดไม่ได้ถ้าท่านไม่ช่วยจริง ๆ ครูเป็นปัญหาที่จะต้องไปเยียวยา เรื่องจิตใจให้เขาด้วย เงินเดือนวันนี้เป็นความหวังหนึ่งนะครับ และผมต้องฝากว่าผมเห็น แท่งเงินเดือนแล้วผมไม่อยากให้มีเลย ขั้นต่ําชั่วคราวนี่ ตัดไปเลยได้ไหม ขั้นต่ําไปเลย แล้วขั้นสูง ตามกรอบตัวนี้แหละครับเป็นเรื่องดีที่สุด ผมจึงบอกว่าถึงเวลาต้องหมดไปแล้ว ผมฝากกรรมาธิการครับ ผมใช้เวลาเล็กน้อย เพราะว่าพรรคพวกหลายคนรออยู่ครับ ขอบคุณ มากครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็ยังเหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ท่าน ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ แล้วก็จะเป็น คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง ครับ เชิญท่านเชาวรินธร์ครับ

ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในเบื้องต้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าเวลาที่ ท่านเรียกสมาชิกอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ นั้นท่านมักจะบอกว่ามีสมาชิก อภิปรายกันเยอะ ต่อไปนี้เหลือ ๕ นาที มันไม่เป็นธรรมสําหรับคนที่อภิปรายท้าย ๆ ท่านประธานครับ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต้องเรียนชี้แจงอย่างนี้ครับ ผมจะกําหนดเป็นกรอบเวลาไว้เท่านั้นครับ แล้วก็บางท่าน อย่างเมื่อกี้นายแพทย์ชลน่านท่านใช้เวลา ๑๕ นาที เพราะว่าท่านพูดอยู่ในประเด็น ผมก็ไม่ได้ตัดเลย เชิญท่านเชาวรินธร์ครับ

ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ แบบสัดส่วน 🔗

ถ้าเป็นอย่างนั้น ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าผมขอพูดในฐานะ เป็นศิษย์ที่มีครู ท่านประธานครับ สมาชิกหลายท่านที่ขึ้นอภิปรายตรงกันหมดก็คือทุกคน ขึ้นมาสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่มี ส.ส. หน้าโง่คนไหน ขึ้นมาคัดค้านกฎหมายขึ้นเงินเดือนข้าราชการ อย่าว่าแต่ครูเลย ผู้พิพากษา อัยการ ตํารวจ ทหาร กฎหมายปรับเงินเดือนข้าราชการทุกหมู่เหล่าเข้าสู่สภา ได้รับการสนับสนุนจาก สภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น ยกเว้นกฎหมายที่จะขึ้นเงินเดือน ส.ส. เท่านั้นแหละครับ ท่านประธานที่ ส.ส. เองไม่กล้าพูด เพราะ ส.ส. ส่วนใหญ่แล้วก็ถูกมองว่าเป็นผู้อาสาเข้ามา รับใช้ประชาชน ดังนั้นเงินเดือน ส.ส. จะเท่าไรก็แล้วแต่ขึ้นอยู่กับที่รัฐบาลเขาจะจัดให้ แต่จะไปขอขึ้นเงินเดือนตัวเองในรอบ ๓๐ กว่าปี ๘ สมัยที่ผมได้รับเลือกตั้งเดินเข้าเดินออก ในสภานี้ ผมยังไม่เคยได้ยิน ส.ส. คนใดที่เสนอขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง แล้วในขณะเดียวกัน ก็ไม่เคยได้ยิน ส.ส. คนไหนที่จะมาอภิปรายคัดค้านร่างพระราชบัญญัติขึ้นเงินเดือนของ ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ผมยืนยันนะครับ เช่นเดียวกันฉบับนี้ก็ไม่มีใครคัดค้าน รวมทั้งตัวผมด้วย แต่สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ แน่นอน รัฐมนตรีรับผิดชอบ กระทรวงศึกษาธิการไม่อยู่ในห้องแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือรัฐมนตรี ช่วยว่าการ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นจะต้องเป็นประโยชน์ เพราะมันต้องปรากฏในบันทึก รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสุดท้ายผมจะต้องขออนุญาตถ่ายคําอภิปรายของผม ส่งไปให้คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการ และอาจจะส่งไปถึง คณะกรรมาธิการ ๓๖ ท่านที่จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สิ่งที่ผมจะต้องกราบเรียน ท่านประธานให้บันทึกไว้ในรายงานการประชุมก็คือว่า ขณะนี้ระบบการศึกษาของประเทศไทย ต่ําลง ๆ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเกิดขึ้นจากการกระทําของนักการเมืองครับท่านประธาน ในสมัยที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรปี ๒๕๒๒ เข้ามาในสภาแห่งแรก ชาวบ้าน เมื่อลูกไม่มีที่เรียน มาหา ส.ส. ส.ส. ไปหารัฐมนตรี รัฐมนตรีไม่มีความรู้ความเข้าใจของระบบการศึกษา ก็ไปแก้ปัญหาผิด ๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงแต่จัดที่ให้เด็กเรียนเท่านั้น จึงไปขยาย โรงเรียนเรียกว่าขยายโอกาส แล้วที่เลวร้ายที่สุดก็คือพอเด็กจบ ม. ๖ ไม่มีที่เรียน รัฐมนตรี ก็สั่งให้วิทยาลัยครูต่าง ๆ ทั่วประเทศเปิดรับเด็กที่ไม่มีที่เรียนเข้าไปเรียนรอบบ่าย ไปเรียน ภาคค่ํา นี่คือปัญหามันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น จริง ๆ แล้วควรที่จะขยายไปทางอาชีวะ เพื่อให้ เด็กออกมาแล้วมีงานทํา ตลาดเองก็มีความต้องการ คนที่จบอาชีวศึกษา แต่เปล่า นักการเมืองที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เอาง่ายเข้าไว้ สั่งให้วิทยาลัยครู ทั่วประเทศรับเด็กเข้าไปเรียนครู ยุคนั้นท่านประธานคงจะเคยได้ยิน เพราะท่านประธานเป็น ส.ส. จังหวัดนนทบุรี พระที่จังหวัดนนทบุรีที่เป็นพระนักเทศน์ ที่มีชื่อเสียง คนยอมรับทั้งประเทศ หลวงพ่อพระพยอม ท่านพูดแบบชนิดให้ข้อคิดแก่สังคม เปรียบเทียบไว้ ทุกวันนี้ผมยังจําได้ ท่านบอกว่าในครอบครัวที่มีลูก ๓ คน คนที่หัวดีที่สุด จะไปเรียนหมอ เรียนวิศวะ ระดับปานกลางก็จะไปทหาร ตํารวจ คนที่สติปัญญาด้อยที่สุด ไม่มีทางไป หันไปเรียนครู มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านพูดเปรียบเทียบไปถึง ๔ คนเลย ครอบครัวใหญ่ หน่อย ท่านพูดของท่านเองนะ ผมยังจําได้ และผมยังชื่นชอบว่าพระเถระรูปนี้มีการ เปรียบเทียบอะไรต่ออะไรต่าง ๆ ที่เป็นจริงและแทรกอารมณ์ขัน ท่านบอกเพราะลูก ๔ คน ครอบครัวที่มีลูก ๔ คน คนที่ ๑ เรียนเก่งที่สุดก็ไปหมอ ไปวิศวะ ถัดมาสติปัญญาดีหน่อย ไปทหาร ตํารวจ แย่ที่สุดไปเป็นครู แต่คนสุดท้าย คนที่สติปัญญาต่ําสุดมาบวชพระ นี่พระพยอมพูดเองนะครับ ผมยังยืนยันว่าไม่จริงเสมอไป แม้ท่านเจ้าคุณจะพูดไว้อย่างนั้น แต่จริง ๆ แล้วท่านเป็นการเปรียบเทียบประชดประชันสังคมที่ในสมัยนั้นนักการเมืองเอะอะ ก็ให้เข้าไปเรียนครู เอะอะก็เข้าไปเรียนครู แก้ปัญหาไม่ถูกจุด แล้วมันก็เลยกลายเป็น ดินพอกหางหมูมาจนปัจจุบันนี้ มาถึงปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งท่านประธานครับ สมาชิกทุกคน ประชาชนทุกคนรู้หมด งบประมาณแผ่นดินแต่ละปีนั้นจํานวนมหาศาล ถูกจัดให้กระทรวงศึกษาธิการ แต่มันก็ไม่เพียงพอต่อความจําเป็นในการใช้ของกระทรวง ศึกษาธิการ เหตุก็เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ปฏิรูปโรงเรียน ไม่ได้ปฏิรูปครู ท่านประธาน ไปดูตามต่างจังหวัดในชนบทสิครับ ทั้งโรงเรียนมีครู ๔-๕ คน มีนักเรียน ๖๐ คน ๗๐ คน โรงเรียนเหล่านี้ทั้งครูทั้งนักเรียนประสิทธิภาพด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เอาเป็นว่าอย่างสมมุติว่า ป. ๑ ถึง ป. ๖ และอนุบาล ๑ อนุบาล ๒ อนุบาล ๓ นี่ ๙ ห้องเรียน ๙ ห้องเรียนมีเด็ก ๕๐ คน เฉลี่ยแล้วห้องหนึ่ง ๔ คน ๕ คน แล้วครูที่ไปสอนเด็ก ขอโทษเถอะครับ ท่านประธานครับ ครูคนไหนที่เตรียมการเรียนการสอน ก็ไม่มีการเตรียมการเรียนการสอน ไปถึงก็อ่านหน้านี้ อ่านบทที่เท่านี้เท่านั้น แล้วครูก็นั่งทําธุระอื่นไป ตรงนี้จะต้องรีบปรับ ผมเองมีโอกาสเข้าไป นั่งอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ แต่ไม่ได้ดูแลโรงเรียน เพราะได้รับมอบหมายให้ดูแล กรมการศาสนา กรมศิลปากร กรมพลศึกษาและสํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ แต่ด้วยความสนใจเรื่องการศึกษาผมจะไปดูว่าตอนที่ผมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ หลังจากผมจบมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกันไปรับ ราชการกรมการปกครอง เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด ซี ๙ เพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นนายอําเภอ ซี ๘ ไปดูครูที่สอนผมมายังเป็นซี ๖ ผมบังเกิดความแปลกใจว่าทําไมอาชีพครูถึงต่ําต้อย อย่างนี้ ก็ไปดูครับ ทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการไปกําหนดว่าครูจะเลื่อนจาก ซี ๖ ไป ซี ๗ ได้นั้นต้องทําผลงานวิชาการ ผมก็ไปดูที่ ก.ค. ซึ่งมีหน้าที่กํากับดูแลครูทั้งหมด ปราฏกว่า กติกาที่ ก.ค. ให้ทําผลงานทางวิชาการนี้สุดท้ายผลงานวิชาการอ่านไม่ทัน ครูไม่มี ความเจริญก้าวหน้าเพราะ ก.ค. คือแทนที่จะมาส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของวิชาชีพครู ของเพื่อนข้าราชการครู กลับไปสร้างกฎกติกาจนกลายเป็นคณะกรรมการกฎครู ผมก็เลย ไปนําเข้า ครม. ยกเลิกกฎ ก.ค. ฉบับที่ ๑๓ บอกว่าข้าราชการครู ซี ๖ เงินเดือนถึง อายุราชการถึงให้เลื่อนเป็นซี ๗ โดยไม่ต้องทําผลงานทางวิชาการ แล้วผลงานทางวิชาการ นั่นแหล่ะเป็นบ่อเกิดของการทําไม่ถูกต้อง เพาะลักษณะนิสัยที่ไม่ดีให้กับข้าราชการครูอย่างที่ เพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการจะต้องปฏิรูป ตัวกระทรวง โรงเรียนที่มีเด็กไม่กี่สิบคนนั้นควรจะยุบ แล้วหาทางสนับสนุนเอารถไปรับเด็ก ในหมู่บ้านไปเรียนโรงเรียนใหญ่ ๆ ท่านประธานคิดดูสิครับ เด็ก ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖ ห้องหนึ่งมี ๔ คน ๕ คน ชาตินี้ทั้งชาติเด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสที่จะไปงานชุมนุมศิษย์เก่า ไม่มีโอกาสไปจัดงานเลี้ยงรุ่น แล้วโรงเรียนประเภทนี้ คําว่า กีฬาสี เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แล้วมัน สูญเสียเงินงบประมาณไหมล่ะ เป็นผู้อํานวยการโรงเรียน เงินเดือน ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ บาท ดูแลเด็ก ๕๐ คน ครูเหล่านี้เสียประโยชน์ไปโดยใช่เหตุ กระทรวงศึกษาควรที่จะยุบโรงเรียน เล็ก ๆ จัดอํานวยความสะดวก สคูล บัส (School bus) หรือรถโรงเรียนไปรับเด็กในหมู่บ้าน มาเรียนโรงเรียนใหญ่ ๆ เข้ามาถึงปั๊บ อย่างผมยุบที่ราชบุรีตั้งหลายโรงเรียน จากโรงเรียนที่มี เพื่อน ๕ คนมาเข้าโรงเรียนใหญ่ มาถึงปั๊บมีเพื่อน ๔๐-๕๐ คน อย่างนี้กระทรวงศึกษาธิการ ต้องให้ความสําคัญ ผมจะไม่ลงไปในรายละเอียดเม็ดเงิน เพราะถ้าสภาพอย่างนี้ ยังเป็นไปเรื่อย ๆ ต่อไปให้กระทรวงศึกษาธิการมีเงินมากกว่านี้ อีก ๑ เท่าก็แก้ปัญหาไม่ได้ เด็กก็ไม่มีประสิทธิภาพ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็ไม่มี ท่านประธานครับเวลานี้เด็กโรงเรียนขยายโอกาสให้โรงเรียนประถมไปเปิดสอนมัธยม นี่ก็เป็นความล้มเหลวแล้วก็สร้างความหายนะให้แก่ระบบการศึกษาของชาติ เพราะฉะนั้น กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องเลิกอีกเหมือนกัน โรงเรียนมัธยมเขาสามารถ แล้วชํานาญในการที่ จะสอนเด็กที่จบจากประถมแล้วน่าจะให้เขาทําต่อ ส่วนโรงเรียนประถมก็ดูแลเรื่องประถม การเตรียมเด็กให้มีความพร้อมในการที่จะเรียนในระดับสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้กระทรวงศึกษาธิการ ต้องให้ความสําคัญมากกว่าการที่จะมามองเม็ดเงิน เงินเพิ่มพิเศษรายเดือนตามวิทยฐานะก็ดี เงินที่กําลังพิจารณาขณะนี้เพิ่มอย่างไรก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ แล้วก็เป็นภาระของ งบประมาณในกระทรวงศึกษาธิการ เห็นไหมเพื่อนสมาชิกหลายคนบอกเลยครับ งบประมาณ ทั้งหมด ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ใช้เป็นเงินเดือนหมด แล้วเหลืออยู่เพียง ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ในการพัฒนาโรงเรียนหรือพัฒนาอุปกรณ์อะไรต่ออะไรต่าง ๆ ซึ่งมันล้มเหลว เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญที่สุดที่จะต้องไปปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการเรื่องของโรงเรียน ผมก็ฝากไว้ แค่นี้ละครับ แล้วก็ขอกราบเรียนท่านประธานไว้ว่าผมจะขออนุญาตคัดคําอภิปรายของผม ส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและ คณะกรรมาธิการพิจารณาสิ่งเหล่านี้ด้วย ขอขอบคุณครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง ครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาทุกคนที่กําลังจะได้มีอัตราเงินเดือนใหม่ แล้วก็ใช้เงินงบประมาณ แผ่นดิน เข้าใจว่าปีหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระแต่ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง ในการมาช่วยเหลือพี่น้องครูของเรา แต่สิ่งที่กังวลก็คือว่าอยากจะให้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้มีผลบังคับใช้โดยเร็วนะครับ เพราะฉะนั้นการพิจารณาของสภาแห่งนี้ก็ดี ผมเข้าใจ ว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนคงไม่ติดขัดอะไร เข้าสู่ชั้นวุฒิสภาแล้วก็กลับมานะครับคงใช้เวลา ไม่นานนักนะครับ ก็อยากส่งข่าวสารนี้ไปถึงเพื่อนครูทุก ๆ คน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมองไปด้านบนนั้นไม่เห็นท่านรัฐมนตรีอยู่ ไม่เป็นไรนะครับ ไม่ได้ตําหนิท่าน ท่านนั่งอยู่เมื่อกี้นี้สักพักเข้าใจว่าท่านจะติดธุระ แต่ผมมี ข้อสังเกต ๒-๓ ประเด็น ถ้าวันนี้ท่านไม่ได้ตอบผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีนั้นได้มาตอบก่อน การลงคะแนนในวาระที่หนึ่งในคราวต่อไป ก็คือว่าร่าง พ.ร.บ. นี้จะทําให้ข้าราชการครู ได้รับเงินเท่ากับข้าราชการ ก.พ. แต่มีข่าวว่าครูรุ่นใหม่ ๆ อาจจะไม่ได้รับอานิสงส์จาก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพราะครูที่ได้คือครูที่มีความอาวุโส เป็นระดับ ๗ ถึงระดับ ๑๑ ขึ้นไป ก็ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนะครับ ท่านกรุณาได้ช่วยชี้แจงให้สภาแห่งนี้ ได้รับทราบ เพื่อเป็นขวัญและกําลังใจให้ครูทั้งประเทศ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของครูเอกชน ครูเอกชนทั้งประเทศมี ๘๔,๔๗๗ ราย มีเงินเดือนอยู่ในระดับขั้นต่ําประมาณ ๕,๓๑๐ บาท ขั้นสูงเข้าใจว่าไม่น่าเกิน ๔๐,๐๐๐ บาท ครูเอกชนก็เรียกว่าครูเช่นเดียวกัน แล้วก็ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน ครูที่อยู่ในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการนั้นก็จะได้รับเงินตอบแทน เงินวิทยฐานะและเงินประจําตําแหน่ง ที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานเบื้องต้นก็คือว่า ครูเอกชนนั้นก็ทํางาน ในการให้ความรู้ให้แสงสว่างกับเด็กนักเรียนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีนะครับ บอกว่าท่านมีนโยบายอย่างไร เมื่อครูในภาคที่อยู่ในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการได้รับเงินตอบแทนที่สูงขึ้น ครูที่อยู่ในการดูแลของโรงเรียนเอกชน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการนั้นก็ได้ดูแลอยู่เช่นเดียวกันนั้น จะได้รับการพิจารณาในโอกาสต่อไป หรือไม่นะครับ

ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ครูที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จริง ๆ แล้วก็ได้รับประโยชน์จากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ครูที่ปฏิบัติอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้นั้น เป็นการปฏิบัติในหน้าที่ที่มีความเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง หลายครั้งได้ฟังข่าว ได้ทราบว่ามีครู เป็นจํานวนมากเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ดูข่าวแต่ละครั้งนั้นสะเทือนใจอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นแล้วการขึ้นเงินเดือนตามปกติ เงินวิทยฐานะ และเงิน ประจําตําแหน่งนั้นก็เป็นเรื่องที่ดี เป็นขวัญกําลังใจทางหนึ่ง แต่อยากจะฝากฝ่ายบริหาร เอาไว้ว่า เวลามีข้าราชการที่ไปปฏิบัติหน้าที่ใน ๓ จังหวัดชายใต้นี่เสียชีวิต ตัวอย่างเช่น ข้าราชการทหาร จากยศพลทหารเวลาเสียชีวิตได้ครองยศถึงร้อยเอก ข้าราชการตํารวจ หลายคน จาก พันตํารวจเอก ได้เป็น นายพล ข้าราชการครู วันนี้อยากจะให้ได้รับสิทธิ อย่างนั้นบ้าง อย่างน้อย ๆ ครูผู้ช่วยหรือครูระดับล่าง ๆ ระดับ คศ. ๑ ถ้ามีเหตุที่ทําให้ต้อง เสียชีวิตน่าจะได้รับการยกย่อง น่าจะได้รับการเลื่อนระดับให้สูงขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากประเด็นนี้ให้ท่านรัฐมนตรีไว้ตอบผมคราวต่อไปนะครับ ผมมีประเด็นสั้น ๆ ๒-๓ ประเด็น แล้วก็เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้สําคัญอย่างยิ่งต่อวงการศึกษา ขอยินดีสนับสนุน แล้วก็อยากจะรับฟังคําชี้แจงในโอกาสต่อไป ขอขอบคุณครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ เราได้อภิปรายกันเวลาพอสมควร ผมเห็นควรปิดการปภิปรายครับ เนื่องจากท่านรัฐมนตรีไชยยศท่านติดภารกิจร่วมสวนสนามยุวกาชาดอยู่นะครับ แต่ท่านก็ได้ ชี้แจงไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว เพราะฉะนั้นผมเห็นควรเลื่อนการชี้แจงสรุปของท่านรัฐมนตรี พร้อมทั้งเลื่อนการลงมติไปในการประชุมครั้งหน้านะครับ ต้องขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน เจ้าหน้าที่ทุกคนครับ ขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๓๒ นาฬิกา