สมเกียรติ ศรลัมพ์ พูดถึงปัญหาการศึกษาและเรื่องของครู โดยเรียกร้องให้สนับสนุนสุขภาพกายและสุขภาพใจของครู และให้ความสำคัญกับการศึกษาวัฒนธรรมไทย และเสนอให้ผู้บริหารระดับบนฟังความคิดเห็นของครูในการตัดสินใจ เพื่อให้การศึกษาที่แท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกที่ได้เลื่อน ร่างพระราชบัญญัติของครูขึ้นมาในเรื่องเงินเดือนและเงินวิทยฐานะ เพราะฉะนั้นแล้วทุกคนรอ แล้วข้าราชการทุกคนมีความรู้สึกว่าตัวเองที่ไปทํางานมาด้วยความวิริยะอุตสาหะ แต่ว่า ความแตกต่างกันของเงินเดือน ขวัญกําลังใจเกิดขึ้นกับครูตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อทางรัฐบาลได้ปรับโครงสร้างของข้าราชการประจําแล้วนะครับ แล้วครั้งนี้พวกเรา ก็ร่วมมือกัน พอเสนอกฎหมายมาแล้วก็เลื่อนระเบียบวาระขึ้นมา ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นขวัญ กําลังใจอย่างยิ่ง
ทีนี้มาดูรายละเอียดนะครับว่า ประการแรก ผมก็ต้องแปรญัตตินะครับ แล้วข้าราชการครูที่ได้ฟังแล้วนะครับถ้าเห็นว่าสิ่งใดที่เราจะแก้ไขได้ เรายังแปรญัตติได้ ผมยัง อยากจะคิดว่าเกี่ยวกับตารางที่กําหนดกรอบ ใจผมนี่ไม่ควรที่จะอยู่ในพระราชบัญญัติ เพราะมันไม่ยืดหยุ่น แก้ไขยาก น่าจะเป็นอยู่ในกฎกระทรวง ถ้าเราเขียนกฎหมายเสียทีเดียว เสร็จแล้วเราไม่รู้ว่าอีก ๓ ปี ๕ ปี สถานการณ์ประเทศเป็นอย่างไร แล้วก็ค่าของเงินเป็น อย่างไร พอเรากําหนดเงินขั้นต่ํา ขั้นสูง ฟิกซ์ (Fix) ไว้แบบนี้นะครับทําให้ขาดความยืดหยุ่น แต่ถ้าเรานําตารางทั้งหมดไปอยู่ในระดับของกฎกระทรวงว่าถ้ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในพระราชบัญญัตินี้ต้องเขียนกว้าง ๆ นะครับ เสร็จแล้วเวลาดําเนินการให้เข้ากฎกระทรวง มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตามเหตุการณ์ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทําให้กฎหมายใช้ได้ ตลอดกาล สิ่งอื่นที่ผมขอฝากคือว่าถ้ามาดูเรื่องครูหรือมิติของการศึกษานั้น หลายคนสงสัย แล้วก็ถามผมบอกว่าทําไมพูดแต่เรื่องครู เงินเดือนครู สวัสดิการครู เพราะครูเป็นปัจจัย สําคัญนะครับที่จะทําให้เกิดการพัฒนา การบริหาร ก็มีคนฝากว่าจริง ๆ แล้วมิติการศึกษา ต้องพูดเรื่องโรงเรียนนะครับ พูดเรื่องนักเรียน ครู ระบบการบริหาร หลักสูตร แล้วก็การ ประเมินของ สมศ. ซึ่งได้มาตรฐานจริงหรือไม่ หรือประเมินแล้วถ้าพบว่าโรงเรียนที่ไม่ถึงขั้น มาตรฐาน แล้วเพียงแต่เสนอเอกสารเท่านั้นหรือ ไม่มีมาตรการดําเนินการอย่างไรที่จะทําให้ เกิดมาตรฐานมากยิ่งขึ้นหรือ สิ่งเหล่านี้เองเป็นสิ่งที่จะต้องทําให้สอดคล้องทั้งระบบ ผมถึงอยากให้ปัจจุบันนี้มีความรู้สึกนะครับว่าเด็กของเรายังมีการศึกษาที่อ่อนล้า พวกเรา เรียนสมัยก่อน ม.ศ. ๔ ม.ศ. ๕ สอบครั้งเดียวเราก็ทํากันได้เอนทรานซ์ (Entrance) ตกกันใหม่ แต่ตอนนี้ไม่รู้เป็นอะไรครับระดับมัธยมศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดับอุดมศึกษา วุ่นกันไปหมดครับ ไม่ว่าการเอนทรานซ์การรับตรงไม่ตรง ผมคิดว่าสังคมเรานี่มีความรู้ มีการศึกษา คนทุกคนมีความตั้งใจ แต่ทําไมว่าทิฐิอะไรถึงทําให้คนในสังคมหรือผลประโยชน์ ไม่ว่าอาจารย์ติวเตอร์หรือไม่ว่ามหาวิทยาลัย ผมขอบอกครับว่าไม่ว่าแก้เรื่องเงินเดือน ไม่ว่าแก้เรื่องโครงสร้างอะไร อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ดีแล้วต้องแก้ทั้งหมดเลยนะครับ เรื่องระบบ การศึกษาแม้กระทั่งหลักสูตร มีคนฝากมานะครับตั้งแต่กรมพลศึกษาไปอยู่กับการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย เดี๋ยวนี้วิชาพละในโรงเรียนมีสักครึ่งชั่วโมงกระมังครับ สมัยก่อนเวลาเรา เรียนหนังสือเราจะมีวิชาพละ แต่ละสัปดาห์เราจะแต่งชุดกีฬามาเลย พอทําหลักสูตร ทําโครงสร้าง ครูพละมีอยู่ แต่ว่ากรมพลศึกษานี่ไปอยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา ก็เลยไม่มีใครพูดเรื่องนี้ในที่ประชุม ตอนนี้ผมไปกรมพลศึกษามาแล้วก็ไปคุยมา เขาบอกว่า วิชาพละในโรงเรียนหายไป ไม่หายไปทั้งหมดหรอกครับเหลืออยู่ไม่มากเท่าไรนัก ผมขอเรียน นะครับว่าไม่รู้คนที่ทําการศึกษาอยู่ปัจจุบัน สุขภาพกาย สุขภาพใจต้องสัมพันธ์กัน วิชาพละ วิชาประวัติศาสตร์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รู้รากฐานของประเทศอันนี้ก็สําคัญ เด็กของเรา นี่นะครับ ท่านเจ็บปวดไหมครับว่าได้ส่งนักร้องญี่ปุ่นไม่ทันที่สนามบินนี่ร้องไห้ ผมไม่อยาก เอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยอะไร ก็แสดงว่าคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยเรามันอ่อนล้าสําหรับเด็ก เด็กนี่ไปเครซี่ (crazy) กับเจ้าเกาหลี กับญี่ปุ่น กับอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นขอกราบเรียน ครับว่าการปลูกฝังเด็กให้ยึดมั่นรากฐานทางการศึกษาก็ตาม ความรู้ก็ตาม แล้วก็วัฒนธรรม ก็ตามอันนี้สําคัญ ผมหวังว่าพี่น้องครูที่ได้ฟังกับเพื่อนทุกคนที่ได้พูดมาแล้วนะครับ ว่าเราได้ ดูแลสวัสดิการให้ครูอย่างต่อเนื่อง แล้วผมก็จะแก้นะครับว่าโครงสร้างต่าง ๆ นั้น สิ่งที่ครู ต้องการไม่ใช่แค่กรอบแค่นี้ ครูต้องการว่าการขึ้นบันไดอัตราเงินเดือนของครูนี่ที่มาตรฐาน อยู่แล้วเพียงแต่ขึ้นตามมาตรฐานเดิม แล้วสิ่งเหล่านี้เดี๋ยวเราจะได้แปรญัตติกันต่อไป
แล้วขอฝากเป็นประการสุดท้ายนะครับว่า ครูที่อยู่ชนบทนี่นะครับ ก็มีความรู้สึกว่าทําอย่างไรที่เขาจะได้รับการเหลียวมองเหลียวดู ผมได้ไปตรวจเยี่ยมแล้วก็ ได้ไปพูดคุยที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่จังหวัดอุทัยธานี โดยเฉพาะ ผอ. วสันต์ ดาวเหนียว ซึ่งผมก็ได้คุยก็ได้สาระได้ความรู้มาก ก็ได้ให้ข้อคิดต่าง ๆ หลาย ๆ ประการ เพราะฉะนั้น ผมขอฝากว่าจริง ๆ แล้วองค์ความรู้ของคนที่อยู่ในชนบทผู้บริหารมีมาก แต่ขอให้ผู้บริหาร ระดับบน อย่าตัดสินใจในกรอบข้างบน ไปฟังเฮียริ่ง (Hearing) ไปฟังเบรนสตอร์มมิ่ง (Brainstorming) ของคนผู้บริหารทั้งหมดท่านจะรู้ว่าแนวทางการศึกษาที่แท้จริงที่ควรเป็น จะเป็นอย่างไร เราจะได้ลงจากหอคอยงาช้าง ลงสู่พื้นฐานการศึกษาที่แท้จริง ขอขอบคุณครู แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้สนับสนุนในกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ