สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔

บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดงบประมาณและดำเนินการสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ของตนเอง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการพัฒนาคนงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของครูผู้สอน และการปรับปรุงเงินเดือนให้สูงขึ้น

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องขอตอบกระทู้ถามของท่าน ส.ส. ภูมิพัฒน์จากจังหวัดนครพนมเกี่ยวกับประเด็นนโยบาย ของรัฐบาลในการผลักดันสนับสนุนเกี่ยวกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กว่ารัฐบาลนั้นมีแนวทาง อย่างไร กระผมต้องเรียนท่านประธานที่เคารพว่ารัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับการส่งเสริม สนับสนุนดูแลเด็กปฐมวัยที่มีอายุตั้งแต่ ๒ ปีถึง ๕ ปี รัฐบาลได้มอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทําหน้าที่รับผิดชอบในการดูแล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่ทั่วประเทศ หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้ามา กํากับดูแลกระทรวงมหาดไทยก็ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทําการ สํารวจศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่ในประเทศทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่เดิม ที่เคยอยู่สังกัดกับกรมการศาสนา กรมการพัฒนาชุมชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ นั้น ได้ถ่ายโอน มายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบ จากการสํารวจทั้งหมด ๑๙,๗๑๘ แห่งที่มีอยู่ในพื้นที่ของ อบต. ก็ดี เทศบาลก็ดี แล้วก็มีเด็กปฐมวัยตั้งแต่อายุ ๒ ปีถึง ๕ ปี ได้รับการดูแลตามศูนย์ต่าง ๆ เกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็มีครูผู้สอนที่มีอยู่ในพื้นที่ ดังกล่าวนั้นมีอยู่จํานวน ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานที่เคารพครับ ศูนย์พัฒนา เด็กเล็กดังกล่าวนั้นได้ให้การศึกษากับลูกหลานชาวบ้านตั้งอยู่ในหมู่บ้านใดในพื้นที่รับผิดชอบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ไม่ว่าจะเป็น อบต.หรือเทศบาล พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะส่งลูกได้มาอยู่ที่ศูนย์เด็กเล็ก การดูแล รับผิดชอบทั้งหมดนั้นองค์กรปกครองท้องถิ่น อบต. หรือเทศบาลที่อยู่รับผิดชอบจะเป็นผู้ทํา หน้าที่รับผิดชอบ ตั้งแต่เงินเดือนของครูผู้สอน อาหารกลางวันเด็ก นม ซึ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ฟรี ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนประเด็นข้อสอบถามของ ส.ส. ภูมิพัฒน์นั้นจะมี ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ

คือนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนเรื่องอาคาร เรื่องของสื่อการเรียน การสอน แล้วก็เรื่องของการดูแลขวัญกําลังใจให้กับครูผู้สอน ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้น ๑๐,๐๐๐ กว่าแห่งที่มีการสํารวจ พบว่ามีอยู่ ประมาณ ๕,๑๐๐ แห่ง ที่จะต้องมีการดูแลปรับปรุง บางแห่งถึงต้องมีการสร้างใหม่เพราะมี อายุการใช้งานหลายปี ในเรื่องดังกล่าวนี้รัฐบาลก็ได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนในการก่อสร้าง ในการต่อเติมให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่นั้นเป็นที่รองรับให้กับลูกหลานพี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๒ นั้นได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๕๐๐ แห่งทั่วประเทศ ในปี ๒๕๕๓ ๑,๑๐๐ แห่ง ซึ่งขณะนี้ก็จะมีตัวเลขในการสํารวจ เหลืออยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ เศษ ๆ ก็ได้มีการตั้งงบประมาณเป็นประจําทุกปี แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ศูนย์บางแห่งอาจจะมีการชํารุด มีการเสียหายบ้างเล็กน้อย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาลที่เขามีผู้บริหารเป็นคนพื้นที่ มาจากการเลือกตั้ง ในพื้นที่จะมีสมาชิกเป็นคนพื้นที่มาจากการเลือกตั้ง เขาจะเป็นผู้นําเสนอ ของบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่นนั้น ๆ ในการต่อเติมในการสร้างให้เป็นศูนย์ที่ สามารถรองรับลูกหลานของเขาได้ ฉะนั้นเรื่องนี้ถึงแม้อาจจะมีปัญหาบ้างเรื่องงบประมาณใน การก่อสร้างใหม่ แต่รัฐบาลก็ได้ให้ความสําคัญ จัดงบประมาณ เป็นประจําปีทุก ๆ ปี และ วันนี้แต่ละแห่งที่สํารวจไว้ก็อยู่ในแผนงบประมาณแต่ละปีครับท่านประธาน

สําหรับอีกด้านหนึ่งครับ ด้านสื่อการเรียนการสอน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ ครับ มีอาคารดี มีอาหารกลางวันทาน มีนมดื่มเพื่อสุขภาพแข็งแรง รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมให้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่ทั่วประเทศนั้นมีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย เพื่อให้เด็กนั้น ได้ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยการสนับสนุนงบประมาณให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทุกแห่งทั่วประเทศที่มีอยู่เป็นจํานวนเงิน ๓๐๐ บาทต่อคนต่อปีครับ ศูนย์ไหนมีจํานวน กี่ร้อยคนกี่สิบคนก็คูณ ๓๐๐ บาทไป งบประมาณเหล่านี้ก็จะจัดส่งไปยังองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาลที่เป็นผู้ดูแลศูนย์เหล่านั้น นี่คือการจัดส่งเสริมทุกปี จากนั้นครูผู้สอน ผู้บริหารและสมาชิกองค์กรท้องถิ่นก็จะดูกันว่าเขาขาดอะไร ควรส่งเสริม สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานของเขาที่เรียนอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ประการสุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ การดูแลพัฒนาครูผู้สอน ครูผู้สอน นั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุด ที่วันนี้มีทั้งหมดอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ผมต้อง เรียนว่าครูผู้สอนส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นคนในพื้นที่ บางครั้งก็จะเป็นผู้ปกครองเด็กที่มี ความประสงค์อาสาจะมาสอนลูกหลานในการดูแลเด็กตั้งแต่ ๒ ปีถึง ๕ ปี เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา บริหารประเทศ ผมต้องเรียนท่านประธานที่เคารพว่า เดิมนั้นครูผู้สอนเหล่านี้เรียกว่า พนักงานจ้างทั่วไปครับ เป็นการจ้างปีต่อปีครับ บางปีเขาไม่อยากจ้างเขาก็เอาออก ขวัญกําลังใจก็หมด แต่มีค่าตอบแทนหนึ่งประมาณ ๔,๗๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน นี่คือ ก่อนรัฐบาลเข้ามา เมื่อรัฐบาลให้ความสําคัญศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้ความสําคัญในการ ส่งเสริมสนับสนุนเด็กปฐมวัย ๒-๕ ปี ก็ต้องดูในกลุ่มของครูผู้สอนที่มีอยู่ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ให้เขามีขวัญมีกําลังใจในการสอน ลูกหลานของชาวบ้านที่มีอยู่ในพื้นที่แต่ละแห่ง รัฐบาลได้ดําเนินการผลักดัน โดยเฉพาะ ในขณะนี้ได้มีการปรับปรุงเงินเดือนของครูผู้สอนตามวุฒิการศึกษา ในกรณีจบถึงปริญญาตรี ก็จะมีเงินเดือน เดือนละ ๙,๔๔๐ บาท ถ้าเป็นวุฒิของ ปวช. หรือผู้มีประสบการณ์ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ก็จะมีเงินเดือนอยู่ประมาณ ๘,๒๐๐ บาท นี่คือการพัฒนา ให้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้นเป็นขวัญเป็นกําลังใจ แต่ยังไม่พอหรอกครับ สิ่งที่ครูผู้สอน อยากจะเห็นชีวิตตนเองนั้นเมื่อสอนเด็กนาน ๆ ก็อยากจะมีอาชีพที่มั่นคง อยากจะมี ความเป็นอยู่ที่มั่นคง เพราะบางครั้งเป็นครูผู้สอนอยู่ดี ๆ เปลี่ยนผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นใหม่ ก็ขยับออก เอาคนใหม่เข้ามา เขาก็ไม่มีขวัญ ไม่มีกําลังใจ ซึ่งขณะนี้กระทรวงมหาดไทยนั้น ได้มีมติ แล้วก็ได้มีการปรับปรุงที่จะให้ครูผู้สอนเหล่านั้นเป็นข้าราชการครับ โดยเรียกว่า พนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นข้าราชการนั่นเอง ซึ่งขณะนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ สํานักงบประมาณได้อนุมัติอัตราพนักงานส่วนท้องถิ่นมาแล้ว ๑๕,๐๑๔ อัตรา ฉะนั้น ครูผู้สอนที่มีอยู่ในประเทศไทยเขาก็จะมีโอกาสได้เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีสิทธิได้รับ ประโยชน์เหมือนข้าราชการท้องถิ่นทั่ว ๆ ไป ฉะนั้นผมจึงเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้นกระทรวงมหาดไทยเองได้เล็งเห็นถึงความสําคัญตั้งแต่ด้านของอาคาร สถานที่ ด้านของสื่อการเรียนการสอน และขวัญกําลังใจของครูผู้สอน ฉะนั้นปัญหานี้จะค่อย คลี่คลายไป บางพื้นที่อาจจะมีปัญหาบ้างเรื่องอาคารสถานที่ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขามีงบประมาณประจําปีครับ และผู้บริหารนั้นก็เป็นคนในพื้นที่ สมาชิกก็เป็นคนท้องถิ่น เขาย่อมรู้ปัญหาว่า หากยังไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรงเขาจะใช้ งบประมาณประจําปีของเขาในการซ่อมในการดูแลให้ศูนย์นั้นเป็นศูนย์บริการลูกหลาน ของเขาได้เป็นอย่างดีครับ