ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ หารือเรื่องการสนับสนุนการพัฒนาคน โดยเน้นการเริ่มต้นจากเด็กปฐมวัยและให้เงินเดือนสูงแก่ครูพี่เลี้ยงและครูบาอาจารย์
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดนครพนม ด้วยผมได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯพณฯ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ได้ให้ความ กรุณามาตอบกระทู้ ต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีบุญจงเป็นอย่างสูง เกี่ยวกับเรื่องที่ผม ได้ตั้งกระทู้ถาม เนื่องจากมีปัญหาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่ได้มาตรฐาน แล้วก็การพัฒนา ในชนบท ในหมู่บ้านล่าช้า ก็เลยขอตั้งคําถามว่าขอให้รัฐบาลได้มีการสนับสนุนเพื่อพัฒนา เด็กเล็กให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะว่าปัจจุบันในหมู่บ้าน ในชนบท ยากจนยิ่งมีปัญหาในเรื่องต่าง ๆ อย่างมากมาย แล้วก็ในเมื่อรัฐบาลจะเน้นหนักในการพัฒนาคน ก็อยากจะขอให้รัฐบาลได้เริ่มต้นตั้งแต่เด็กเล็ก เด็กปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๕ ปี เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าเคยมีการทําวิจัยบอกไว้ว่าการเริ่มต้นเป็นจุดสําคัญ ของงานทุกชนิด ในงานแห่งชีวิต จุดเริ่มต้นคือการเริ่มชีวิตในเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน โดยทั่วไปในหมู่นักจิตวิทยาและนักการศึกษาว่า เด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ ๕ ขวบเป็นช่วงที่ สําคัญช่วงหนึ่งของชีวิตที่สมองมีการเจริญเติบโตมากกว่าทุก ๆ ช่วงอายุ และเป็นช่วงเวลา ที่เหมาะสมที่สุดสําหรับการปูพื้นฐาน ทักษะต่าง ๆ ให้แก่เด็กเพื่อมีความพร้อมในการที่จะ พัฒนาในระดับต่อไป ความหมายก็คือว่าถ้าจะพัฒนาคนก็ต้องพัฒนาตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึง อายุ ๕ ปี อันนี้เป็นช่วงที่สําคัญที่สุด และยังมีผลการวิจัยเคยวิจัยไว้ว่าเมื่อเข้าอนุบาลก็สายเสียแล้ว ความหมายก็คือว่าถ้าเรา จะอบรมสั่งสอนอะไรลูกหลานเราก็ควรจะถ่ายทอดวิชาความรู้การอบรมต่าง ๆ ให้ตั้งแต่เด็ก แรกเกิด เด็กปฐมวัย เด็กกําลังใสสะอาดเป็นผ้าขาว เราจะสอนจะอบรมอะไรต่าง ๆ เด็กจําได้ แม่น จําได้ดีกว่าเด็กเมื่อเข้าอนุบาลก็สายเสียแล้ว หรือเข้าประถม มัธยม ความหมายก็เป็น เช่นนี้ แล้วก็ในเมื่อรัฐบาลมีนโยบายต่อไปว่าจะเน้นหนักพัฒนาคนมาก่อนเรื่องอื่น ๆ ผมก็ อยากให้รัฐบาลได้ทํางานแบบบูรณาการหรือแบบเวิร์คชอป (Workshop) ได้มีการจัดประชุม ว่าปัญหาการพัฒนาคนของเรามันต้องเริ่มจากเด็กปฐมวัย เด็กก่อนวัยเรียนตั้งแต่แรกเกิด จนถึง ๕ ปีก่อน ให้มีความพร้อม ปัจจุบันนี้ครูพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็กเป็นลูกจ้าง ลูกจ้าง อบต. ลูกจ้างเทศบาล ลูกจ้างมูลนิธิ หรือหน่วยงานอื่น ๆ แม้กระทั่งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ หรือศาสนาอื่น ๆ ก็จ้างกันแบบเป็นลูกจ้างเป็นเสียส่วนมาก ก็อยากให้รัฐบาล ได้เปลี่ยนจากลูกจ้างให้เป็นข้าราชการว่าครูพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลเด็กจะได้มีกําลังใจ ในการที่ไปดูแลเด็กเล็กแล้วเสร็จแล้วเขาไม่ต้องไปเสียเวลาต้องไปสอบเข้าหน่วยงานอื่น ๆ เพราะว่าการที่เป็นลูกจ้างเขาก็มีอาชีพ มีตําแหน่ง มีฐานะอะไรไม่มั่นคงเขาก็ต้องขวนขวาย หาอาชีพที่มั่นคง ถ้าเป็นไปได้นะครับ รัฐบาลควรที่จะให้ความสนใจครูพี่เลี้ยง ผู้ดูแลเด็ก หรือครูบาอาจารย์ทั้งหมดทั่วประเทศให้มีเงินเดือนที่อยู่ในขั้นที่ว่าถ้าพูดไปแล้วควรจะให้สูง ที่สุดในประเทศไทย เพราะว่าเป็นอาชีพที่ควรให้การสนับสนุนและเป็นแม่พิมพ์ของชาติว่า คนเราจะดีหรือไม่ดีถ้ามีแม่พิมพ์ที่ดีแล้วเป็นแบบอย่างที่ดีทําให้ลูกหลานเราดู ทําให้เด็กเล็ก นักเรียน นักศึกษาดูทุกคนเขาก็ทําตาม แต่ทีนี้ปัญหาของครูบาอาจารย์ของเรา แม้กระทั่ง ตั้งแต่สอนเด็กเล็ก เด็กอนุบาลก็เริ่มมีปัญหาอาชีพก็ไม่มั่นคงเป็นลูกจ้าง เสร็จแล้วก็มีปัญหา เรื่องหนี้สินต่าง ๆ แล้วก็ปัญหาสังคมก็ตามมา ก็อยากฝากรัฐบาลได้เน้นหนักเกี่ยวกับ ครูบาอาจารย์ควรที่จะดูแลเป็นพิเศษ แล้วก็ถือว่าเป็นอาชีพเป็นแม่พิมพ์ของชาติ แล้วก็สิ่งที่ ตามมามันก็ทําให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เราได้ก่อสร้างไปบ้างแล้ว ถือว่าน้อยมาก ศูนย์ละ ๒,๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท จังหวัดหนึ่งจะมีที่เป็นมาตรฐานอยู่ไม่กี่แห่ง อาจจะ ๒-๓ แห่ง ก็อยากให้รัฐบาลได้เน้นหนักลงทุนการสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๒,๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เราลงทุนไปแล้ว สร้างไปแล้ว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนี่อยู่ได้อีกหลายสิบปี เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าเราจะพัฒนาคนอย่างจริงจัง ดีกว่าที่เราจะนําเงินไปซื้อเครื่องบินกริพเพน (Gripen) ในสมัยทหารปฏิวัติราคาลําหนึ่ง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นเครื่องบินขับไล่นั่งได้คนเดียว รัฐบาลสมัยนั้นก็สั่งซื้อถึง ๑๒ เครื่อง ๓๔,๔๐๐ ล้านบาท ถ้านําเงินไปซื้อเครื่องบินนี้มาสร้าง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ถึง ๑๓,๗๖๐ ศูนย์ ซึ่งจะพัฒนาคนได้อย่างมากมาย และอย่างที่ บางรัฐบาลก็นําเงินไปสร้างสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี (Night Safari) สวนสัตว์กลางคืนเป็นเงิน ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้ามาเทียบกับสร้างศูนย์เด็กเล็กให้ลูกหลานเราแล้วนี่แค่ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทนี่มันคุ้มค่ากว่าที่จะไปสร้างสวนสัตว์ไนท์ซาฟารีที่เราจะไปนั่งรถชมสัตว์กัน ศูนย์เด็กเล็ก ในหมู่บ้าน ในชนบทส่วนมากจะเป็นศูนย์ที่เล็กแออัดคับแคบ ร้อนก็ร้อน ครูบาอาจารย์ก็อยู่ ไม่ได้ เด็กนอนอยู่ก็ร้อนมากเป็นโรคผิวหนัง โรคเชื้อราต่าง ๆ อย่างมากมาย ก็อยากจะให้ รัฐบาลได้ทุ่มเงินงบประมาณ แทนที่เราจะไปทําเรื่องอื่น ๆ หรือเรื่องไร้สาระ ก็นําเงินต่าง ๆ งบประมาณต่าง ๆ มาพัฒนาคนโดยเริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดี มาก แม้กระทั่งใน กทม. นะครับเมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. นาถยา แดงบุหงา ก็ฝากผมว่า แม้กระทั่งใน กทม. ครูพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลเด็กก็ยังขาดแคลนไม่พอ แล้วก็หลายคนเขาก็ อยากจะขอให้รัฐบาลได้บรรจุเป็นข้าราชการ เขาก็อยากมีอาชีพที่มั่นคง ก็อยากฝากรัฐบาล ว่าทําอย่างไรที่ลูกหลานของเราจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะว่าในเมื่อลูกหลานเราโตขึ้น มาแล้วอย่างในชนบทในหมู่บ้านคุณพ่อคุณแม่พอคลอดออกมาก็ฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย ให้เลี้ยงดู เนื่องจากความยากจนก็ต้องเข้ามาทํางานในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวงเพื่อส่งเงิน ไปให้คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายายเลี้ยงดูลูกหลาน ปู่ย่าตายายก็ไปฝากที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งก็เจอปัญหาครูบาอาจารย์ท่านเองก็ได้รับค่าจ้างน้อยเป็นลูกจ้างแล้วก็อ่านหนังสือไปสอบ เพื่อจะเป็นข้าราชการประจํา ถ้าเทียบไปแล้วศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหมู่บ้านหลังคาสังกะสี เล็ก ๆ แคบ ๆ อยู่กัน ๕๐๐ คน ๑๐๐ คน ถ้าไปเปรียบเทียบกับหมีแพนด้า ๓ ตัวจังหวัด เชียงใหม่ หมีแพนด้า ๓ ตัวอยู่ในห้องแอร์อย่างดี มีหมอประจําอยู่ ๓-๔ คน มีกล้องวงจรปิด ดูแลอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ลูกหลานเรา ๕๐ คน ๑๐๐ คน คุณภาพชีวิตยังไม่สู้หมีแพนด้า จังหวัดเชียงใหม่ลงทุนเป็น ๑๐๐ ล้านบาทเพื่อดูแลหมี ๓ ตัว แต่ลูกหลานของเรา ๑๐๐ คน ลงทุน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทของเราก็ยังลงทุนน้อย ผมอยากให้รัฐบาลได้ตระหนักในเรื่องการ พัฒนาคนโดยเริ่มตั้งแต่ประถมวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๕ ปี ผมก็มีคําถามรัฐบาลนะครับว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนงบประมาณและแก้ไขปัญหาเรื่องบุคลากรครู อาคารสถานที่ และสื่อการเรียนการสอนแก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือไม่ จึงขอทราบรายละเอียด กราบขอบพระคุณครับ