อภิชาต การิกาญจน์ เสนอการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของครูในระบบการศึกษา และการปรับปรุงค่าตอบแทนให้ครูอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นครู และเสนอการจัดระบบการเพิ่มเงินเดือนให้กับครู โดยเน้นย้ำว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานในการสร้างคุณภาพของการเรียนการสอน และการสร้างครูยุคใหม่
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราชนะครับ ต่อประเด็นในเรื่อง พ.ร.บ. เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้นะครับ ผมมีประเด็นที่จะอภิปรายอยู่ ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปการศึกษารอบ ๒ นะครับ เราผ่าน การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๑ มา ๑๐ ปี ซึ่งเราเห็นว่าส่วนใหญ่เราจะไปยุ่งอยู่กับเรื่อง การปรับโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แต่สิ่งที่สังคมปรารถนาและสิ่งที่ทุกคนอยากเห็น ก็คือในเรื่องคุณภาพของการเรียนการสอน คุณภาพของนักเรียน รวมถึงคุณภาพของคน ในยุคข้างหน้าที่เราอยากเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปภายใต้การปฏิรูป แล้วเราก็มีความเชื่อว่าถ้าหากว่าเราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใต้การปฏิรูป การศึกษารอบ ๒ ปัจจัยสําคัญที่เป็นเรื่องหลักที่เกี่ยวข้องในเรื่องคุณภาพการศึกษา เรื่องครู เป็นปัจจัยหลักเรื่องหนึ่งที่เป็นความจําเป็นที่ต้องได้รับการดูแล การปฏิรูปครูจึงเป็นเรื่อง สําคัญที่เราจะต้องทําอย่างไรให้ครูมีความพร้อมที่จะอยู่ในกระบวนการของการปฏิรูปรอบ ๒ อยู่ในกระบวนการของการที่จะเร่งรัดให้เห็นว่าคุณภาพของผู้เรียนภายใต้การปฏิรูป มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เราใส่เงินเข้าไปเยอะมากครับ เราใช้เงินปีนี้งบประมาณเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน เราจัดเงินที่เป็นเงิน วิทยฐานะของครูปีละประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือคุณภาพของ ผู้เรียนจนถึงทุกวันนี้ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ นั่นหมายความว่าเราให้เงินเข้าไปแล้ว ยังไม่ สามารถจูงใจให้ครูในระบบการศึกษาได้ทํางานได้อย่างเต็มที่ ปัญหาของการจูงใจหรือการ โน้มน้าวใจให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจจะมาเป็นครูยุคใหม่ตามความปรารถนาของการผลิต ครูของกระทรวงศึกษาธิการ ผมว่าเป็นความจําเป็นอย่างหนึ่งที่เราจะต้องขยับค่าตอบแทน แต่การขยับนั้นจะต้องขยับจากขั้นต่ําของจุดเริ่มของคนที่จะมาเป็นครู นั่นหมายความว่า เราจะทําอย่างไรให้อัตราเงินเดือนของครูที่จะบรรจุเข้าเป็นครูใหม่อยู่ในอัตราที่น่าสนใจ หรือมากขึ้นหรือมากเป็นพิเศษกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ๆ ถ้าหากต้องการที่จะยกวิชาชีพครูให้เป็น วิชาชีพชั้นสูง วันนี้เรามีครู ๕ ปี ซึ่งมีค่าตอบแทนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับครู ๔ ปี ซึ่งครู ๔ ปีนั้น ได้รับอยู่ ๗,๙๔๐ บาท ถ้าเรียน ๕ ปีปริญญาตรี ๕ ปีจะได้ ๘,๗๐๐ บาท แต่การจูงใจ ในส่วนนี้ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอที่จะชี้ชวนให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทําหน้าที่ครู ทําหน้าที่ในการ ที่จะเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่จะสามารถยกระดับสร้างครูยุคใหม่ แล้วก็ยกระดับ การศึกษาได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเราจะทําอย่างไรที่ว่าเมื่อเราปรับอัตราการขึ้น เงินเดือนแล้ว จะขยับเงินเดือนขั้นต่ําขึ้นไปให้เป็นที่สนใจมากขึ้น ผมคิดว่าอัตราขั้นสูง การขยายขั้นขึ้นไปมันจะไม่จูงใจหรอกครับ แต่อัตราขั้นต่ําดูจะเป็นเรื่องที่จูงใจมากกว่าแล้วก็ ได้เห็นผลมากกว่า เพราะว่าคนที่จะทําให้คุณภาพการศึกษามันได้คุณภาพจริง ๆ จะต้องเป็น ครูปฏิบัติการ ไม่ใช่เป็นครูเชี่ยวชาญหรือเชี่ยวชาญพิเศษ ถ้าเรามาดูอัตราส่วนในการขยับขึ้น จะเห็นว่าในส่วนของครูปฏิบัติการ คศ. ๑ คศ. ๒ คศ. ๓ ขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกัน คศ. ๑ ขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นสูงนะครับ คศ. ๒ ขึ้น ๐๗.๓๙ เปอร์เซ็นต์ คศ. ๓ ขึ้น ๐๖.๕๓ เปอร์เซ็นต์ แต่การขยายอัตราขั้นสูงของ คศ. ๔ หรือเชี่ยวชาญจะขยับขึ้นไปเป็น ๑๘.๒๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากเราอยากเห็นคุณภาพการศึกษาผมว่าอยู่ในมือของผู้ปฏิบัติการมากกว่าอยู่ในมือของ คนในระดับสูง เราเชื่อในความเชี่ยวชาญ ในความเป็นพิเศษ แต่คนเหล่านี้เป็นคนจํานวนน้อยนัก ที่มีอยู่แล้วก็ไม่มีผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่าเราต้องการจะให้ผลประโยชน์กับผู้ที่อยู่ในฐานะครูปฏิบัติการ แล้วสามารถสร้างความสั่นสะเทือนในการสร้างคุณภาพของผู้เรียนอย่างแท้จริงจะต้องขยับ อัตราของครูในระดับ คศ. ๑ คศ. ๒ และคศ. ๓ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เขาสามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทํางานได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการขยับอัตราที่เป็นคุณค่า การเพิ่มคุณค่าอย่างแท้จริงของครูต้องขยับขั้นต่ําให้จูงใจ ให้คนได้มีโอกาสเข้ามาสู่อาชีพนี้ มากขึ้นในวันข้างหน้า ถ้าเราอยากจะยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงแล้วจูงใจผู้คนให้สนใจ ให้คนดีคนเก่ง สนใจจะมาเป็นครู ด้วยเห็นว่าวันนี้ปัญหาในเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้คน คุณภาพของคนมัน อ่อนล้าไปมาก มันตกต่ําไปมาก ความรับผิดชอบต่อสังคมน้อยลงไป การไม่มีวินัยในตนเอง การดําเนินชีวิตอย่างไม่มีเป้าหมาย ไม่มีปณิธาน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องต้องสร้าง แล้วไม่ใช่ปัญหา เฉพาะประเทศเรานะครับ ประเทศจีนวันนี้จากสภาพความก้าวหน้าแต่ไม่พัฒนาไปสู่สภาพที่ เรียกว่าสังคมไร้วัฒนธรรม เขายังต้องกลับมาใช้การศึกษาในการแก้ปัญหา เขาจะบรรจุวิธี เรียนในเรื่องมารยาทสังคม ในเรื่องของการเรียนรู้ ในเรื่องการปรับตัวการดํารงชีวิตที่ดีใน สังคม เราก็เหมือนกันครับ ถ้าเราอยากจะให้สังคมของเราสร้างคนในยุค ๑๐ หรือ ๒๐ ปี ข้างหน้าเป็นคนที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง โดยเชื่อว่าการศึกษาสามารถจะเปลี่ยนแปลงแล้วก็ สร้างคุณภาพคนได้ การเตรียมการในเรื่องการสร้างคุณภาพของครูโดยการจูงใจในเรื่อง ค่าตอบแทน แล้วก็การขยายอัตราขั้นของการเพิ่มขึ้น ผมว่าต้องไปที่จุดเน้นว่าเราจะเน้นคน กลุ่มไหนที่เชื่อว่าเมื่อใส่เงินเข้าไปแล้วสามารถทําให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ผมยังเชื่อว่าครู ปฏิบัติการนะครับ คศ. ๑ คศ. ๒ และ คศ. ๓ ควรจะได้รับการจัดอัตราที่เป็นพิเศษเพื่อเร่งรัด คนเหล่านี้ให้ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าถ้าถามว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานหรือเป็นปัจจัยหลัก วันนี้เราสรุปได้เลยครับว่าเงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในการสร้างคุณภาพของการเรียนการสอน เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในเรื่องการสร้างคุณภาพของผู้เรียน การยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะว่าเราได้เห็นแล้วว่าการใส่เงินเข้าไปจํานวนมาก ระยะหลัง ๓ ปีงบประมาณหลัง กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุดเป็นอันดับ ๑ มาตลอดนะครับ เราใส่เงินเข้าไปในค่าวิทยฐานะของครูปีละประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผลการเรียน ไม่กระเตื้องขึ้น แสดงว่าครูได้เงินแล้วยังไม่ขยับในเรื่องของการทํางาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กระทรวงศึกษาธิการจะต้องคิดจะต้องทําก็คือ ให้คิดเพียงว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานในเรื่อง การที่จะเร่งรัดคุณภาพการศึกษา แต่ปัจจัยหลักที่จะต้องสร้างต่อไปในวันข้างหน้าก็คือ เราจะทําอย่างไรให้เราสามารถสร้างบุคลากรทางการศึกษายุคใหม่ ที่ไม่เพียงแต่เป็นผู้มีวิชา ความรู้เป็นผู้นําทางวิชาการ เพราะเราเชื่อวันนี้สิ่งที่ครูขาดแคลนไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่ขาดแคลนสิ่งที่เราเรียกว่า อุดมคติของความเป็นครูหรือจิตวิญญาณของความเป็นครู สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราขาดหายไป ผมเห็นด้วยกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนะครับ ในการสร้างครูยุคใหม่ โดยแนวทางที่จะให้มีการเรียนการสอนปริญญาตรี ๔ ปี และควบ ปริญญาโทอีก ๒ ปี หรือ ๕ บวก ๑ แต่สิ่งที่จะเติมเต็มเข้าไปใน ๒ ปีหลังจากการจบปริญญาตรี ไม่ใช่การเติมเต็มในเรื่องวิชาการ แต่จะต้องเติมเต็มในการสร้างอุดมคติของความเป็นครู นั่นหมายความว่าถ้าผ่าน ๒ ปีนี้ ภายใต้หลักสูตรแบบนี้ จากสถาบันที่เรากําหนดทิศทางของ หลักสูตรให้ เราเชื่อว่าการสร้างครูยุคใหม่ที่จบมารุ่นละ ๒๐๐ คน ไม่ว่าครูชุดนี้ไปอยู่ที่ไหน จะอยู่ในกรุงเทพมหานคร ไปอยู่ที่อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ไปอยู่ที่ขอนหาด จังหวัด นครศรีธรรมราช หรือไปอยู่ที่จังหวัดตรัง จะไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ เป็นครูที่สามารถ ทําภาระหน้าที่ของครูได้อย่างเต็มศักยภาพได้อย่างเต็มที่ วันนี้แตกต่างกันครับ ครูที่จบจาก มหาวิทยาลัยเดียวกัน จบมาจากห้องเรียนเดียวกัน คนหนึ่งไปอยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ อีกคนหนึ่งไปอยู่โรงเรียนขนาดเล็ก คนหนึ่งไปอยู่โรงเรียนในเมือง อีกคนไปอยู่ในโรงเรียน ในชนบท ๒ คนนี้มีแนวทางการทํางานต่างกันโดยสิ้นเชิง นั่นหมายความว่าบริบทแวดล้อมของครูที่ไปอยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนในเมืองจะถูก บีบบังคับให้เก่งขึ้น ๆ ภายใต้การตอบสนองคุณภาพของผู้เรียนซึ่งมีความเหลื่อมล้ํากันอยู่ แต่ครูที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ในชนบทจะเป็นอีกแบบหนึ่งอ่อนล้าลงไป ๆ เพราะฉะนั้น หลักสูตร ๒ ปีที่ว่าในการสร้างครูจะต้องสร้างครูไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ํา ไม่ว่าจะไปอยู่ใน โรงเรียนขนาดใหญ่ ในโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ว่าจะไปอยู่ในเมืองหรือไปอยู่ในชนบท เราไม่ สามารถลดความแตกต่าง ลดความเหลื่อมล้ําของความแตกต่างทางสังคมทางเศรษฐกิจได้ แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถลดความเหลื่อมล้ําในแนวคิดในอุดมคติของคนที่จะมาเป็นครูนะครับ เพราะฉะนั้นการขึ้นเงินเดือนก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ขึ้นแล้วส่วนไหนที่ได้ประโยชน์กับการที่จะ ยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการจะต้อง พิจารณา นั่นหมายความว่าถ้าเป็นไปได้ควรจะกลับทางด้วย ครูผู้น้อยที่เป็นครูปฏิบัติการควร จะได้ในอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ที่อยู่ระดับสูงแล้วควรจะได้รับน้อยลง เพราะได้เห็นแล้วว่าการ ไม่ทําความเข้าใจชัดเจนในทัศนะของผู้ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะ เราเห็นความแตกต่าง อาจารย์ในมหาวิทยาลัย การเลื่อนฐานะจาก ผศ. เป็น รศ. เป็น ศ. เขาทํางานมากขึ้นร้อยเท่า ทวีคูณเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการได้เป็นศาสตราจารย์เป็นความเก่งกล้าสามารถในทางวิชาการ แล้วคนน้อยนักจะก้าวมาสู่ตรงนี้ได้ ในขณะเดียวกันในแวดวงครูเรานะครับ การขยับจาก ชํานาญการไปสู่ชํานาญการพิเศษ ไปสู่เชี่ยวชาญ ผมไม่พูดถึงเชี่ยวชาญพิเศษเพราะมีอยู่น้อย นะครับ ๓ คนหรือ ๔ คนเท่านั้นในประเทศนี้ การขยับสูงขึ้นจากชํานาญการไปชํานาญการ พิเศษและไปสู่เชี่ยวชาญ กลายเป็นว่าเมื่อมีวิทยฐานะสูงขึ้นแล้วความรับผิดชอบน้อยลง เคยสอน ๑๕ คาบ เมื่อเป็นเชี่ยวชาญพิเศษแล้วจะไม่สอนเลยหรือสอน ๓ คาบ มันเป็นทัศนะ ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าคนที่จะชี้หรือส่งสัญญาณให้ครูที่ได้รับ วิทยฐานะขึ้นได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่มีอยู่ ๒ คนเท่านั้นแหละครับ ในวันที่ประเทศนี้ ขาดคนชี้นําทางการศึกษา ขาดนักการศึกษาคนสําคัญที่จะชี้นําว่าการศึกษาไทยควรจะไป เช่นไร ผมคิดว่าคนที่จะส่งสัญญาณได้ดีก็คือท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหมายเลข ๑ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง ๒ ท่านเท่านั้น ครับ ที่จะชี้ให้เห็นว่าเราจะทําอย่างไรให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ตระหนักว่า เมื่อมี ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น มีวิทยฐานะเพิ่มมากขึ้นจะต้องมีภาระรับผิดชอบในการสร้างหรือ ยกระดับของคุณภาพการศึกษาไม่ใช่เน้นเฉพาะความเป็นเลิศในทางวิชาการนะครับ แต่จะต้องเติมเต็มในศักยภาพของทุกโรงเรียน ของทุกห้องเรียนให้สามารถเป็นห้องเรียน ที่มีคุณภาพทั้ง ๓๐,๐๐๐ ห้องเรียนในประเทศนี้ให้ได้ครับ ขอบคุณมากครับ