ไชยยศ จิรเมธากร อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติและหารือเรื่องเงินเดือนและวิทยฐานะของครู โดยยืนยันว่าเงินเดือนและเงินวิทยฐานะจะได้รับทั้งหมด และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ต้องกราบ ขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๑๙ ท่านที่ได้อภิปรายไปแล้ว แล้วก็รวมถึงท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ และคณะที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาในทํานองเดียวกัน ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๔ ชั่วโมงกว่าที่เพื่อนสมาชิกทั้ง ๑๙ ท่านแล้วก็หลาย ๆ ท่านที่ไม่ได้ขึ้นมา อภิปรายแต่ได้ฝากเรียนกับผมผ่านไปยังพี่น้องครูทั่วประเทศว่าจริง ๆ แล้วที่ไม่ได้ขึ้นมา อภิปรายด้วยความเป็นห่วงเป็นใยนั้นเพราะต้องการให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านโดยเร็ว เป็นความต้องการของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ปัญหาตลอด ๔ ชั่วโมงที่ผ่านมา ผมกราบเรียนว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวร่าง พ.ร.บ. เองมีอยู่ ๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของว่าเมื่อขึ้นเงินเดือนแล้วโดยค่าเฉลี่ย ๘ เปอร์เซ็นต์นั้น จะได้ทุกคนหรือไม่ เมษายนจะได้ขึ้นอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ร่วมกับข้าราชการพลเรือนอื่นหรือไม่ แล้วก็เงินวิทยฐานะได้เพิ่มหรือไม่ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตตอบในนามของกระทรวงศึกษาธิการขอยืนยันผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องครู ทั่วประเทศ และขอกราบเรียนชี้แจงพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าขอยืนยันครับว่า เงินทั้ง ๘ เปอร์เซ็นต์โดยค่าเฉลี่ยได้ทั้งพี่น้องครูทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน เมื่อปรับไปแล้ว พ.ร.บ. ผ่านไปแล้ว ในช่วงเดือนเมษายนที่จะมีการปรับเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนโดยประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์นั้น พี่น้องครูจะได้ด้วยครับ เงินวิทยฐานะเพิ่มขึ้นครับตาม พ.ร.บ. ซึ่งมีอยู่ทั้งใน มาตรา ๓ และมาตรา ๖ อยู่แล้ว นอกเหนือจากนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความห่วงใย ในเรื่องที่นอกเหนือจากร่าง พ.ร.บ เงินเดือน ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ สัก ๒-๓ นาทีชี้แจงนะครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่านให้ความสําคัญกับเรื่อง ของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องของการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ผมขอยืนยันให้เห็นได้ชัด ๆ ง่าย ๆ ว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ผ่านมางบประมาณของกระทรวง ศึกษาธิการเป็น ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งประเทศครับ นั่นคือเครื่องยืนยันได้ เรื่องปัญหาของหนี้สินครู กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้เพิกเฉยครับกําลังดําเนินการอยู่ใน หลายรูปแบบ เรื่องของการยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ผมต้องกราบเรียนครับว่า หลายท่านพูดถึงระบบการศึกษา หลายท่านยกระดับระบบการศึกษาของต่างประเทศขึ้นมา ผมกราบเรียนย่อ ๆ ยกตัวอย่างให้เห็นว่าประเทศที่เทียบเคียงกับประเทศไทยได้ ยกตัวอย่าง เช่นประเทศไต้หวันตั้งมหาวิทยาลัย ตั้งระบบการศึกษาครูขึ้นมาพร้อม ๆ กับประเทศไทยเรา เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว สิ่งที่เขาทําแล้วประสบความสําเร็จก็คือว่า เขายกระดับการศึกษาของครู เป็นที่ตั้งด้วยการเพิ่มค่าตอบแทนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย ให้กระทรวงศึกษาธิการมาพิจารณา เราได้แบ่งการยกระดับครูออกเป็น ๒ ส่วน ก็คือ ครูประจําการและครูที่จะผลิตขึ้นมาใหม่ เพื่อนสมาชิกทุกท่านคงทราบดีครับว่าในปัจจุบันนี้ ครูทั้งที่ท่านได้กล่าวกันว่าทั้งที่จะเกษียณอายุตามวัยแล้วจะเออรี่ รีไทร์ (Early retire) จากปีนี้ถึงปี ๒๕๖๓ จะมีครูเกษียณประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ถือเป็น ๑ ใน ๓ ของประเทศ เพราะฉะนั้นการยกระดับเรายกระดับวิชาชีพทั้งครูที่ประจําการโดยใช้คําแยกออกมาว่า เป็นครูยุคใหม่ ก็จะยกระดับวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะสรุปย่อให้ฟังว่าที่ท่านยกตัวอย่างกัน เรื่องของเงินเดือนกับเรื่องของวิทยฐานะ ขณะนี้วิทยฐานะการเลื่อนของวิทยฐานะนั้น ไม่ตรงต่อตามความต้องการ ไม่ตรงต่อผลสัมฤทธิ์ในการศึกษานั้น ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายเปลี่ยนแปลงนะครับ ยกตัวอย่างเช่นการเลื่อน เงินเดือนของครูในอนาคตจะไม่ได้เป็นการเขียนรายงานหรือเขียนงานวิจัยอย่างในปัจจุบันนี้ แต่อาจนะครับ ขณะนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษ ที่ ๒ ได้สรุปแนวความคิดว่าต่อไปนั้น เช่นครูสอนวิชาใดก็ตามปิดเทอมช่วงเขาไม่ได้สอน หนังสือของนักเรียนก็จะเปิดโอกาสให้ รัฐบาลจะให้เงินไปเรียนในวิชาชีพ ในสาขาวิชาเอก ของตนเองแล้วกลับมา เมื่อได้ใบประกาศหรือใบรับรองการศึกษาอะไรก็ตาม กลับมาแล้ว มาดูผลสัมฤทธิ์ในการสอนนักเรียนแล้วสามารถเลื่อนขั้นวิทยฐานะเงินเดือนได้เลย เพื่อให้ ตรงกับผลสัมฤทธิ์ของเด็กนักเรียนอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันที่ท่านกล่าวถึงครูพันธุ์ใหม่ ผมต้องกราบเรียนครับว่าในวิชาชีพปัจจุบันนี้เราต้องการที่จะยกระดับฐานะวิชาชีพครู ให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง เพราะฉะนั้นในเรื่องของครูที่จะบรรจุใหม่นั้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ให้ทุนการศึกษามา ๓๔,๐๐๐ ตําแหน่ง เป็นทุนการศึกษาพร้อมประกันการมีงานทํา เพื่อที่จะ ชักจูงให้เด็ก อย่างที่ท่านบอกครับว่า เราต้องการให้เด็กที่บรรจุใหม่นั้นได้สามารถคัดสรร เอาเด็กเก่งเข้ามาได้ ผมต้องกราบเรียนกับทุกท่านครับว่า การที่จะยกระดับวิชาชีพครูขึ้นมา เป็นระดับปริญญาโท ไม่ว่าจะเรียน ๖ ปี ปริญญาโทหรือในวิชาชีพที่เฉพาะเป็น ๔ ปี จากสาขาวิชาชีพอื่นแล้วมาบวก ๒ ปี วิชาครูนั้น วันนี้ทําให้โพลในการรับเด็กตรงที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่โพลนั้นเด็กต่างจังหวัดเลือกเรียนวิชาชีพครูสูงเป็นอันดับ ๑ และเป็นครั้งแรกอย่างที่ทุกท่านเป็นห่วงครับว่า จะยกระดับให้คะแนนของเด็กที่จะเข้าศึกษา วิชาชีพครูนั้นสูงขึ้นเป็นไปได้ตามนั้นครับ วันนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย เหมือนกันที่เด็กนักเรียนที่สมัครเข้าเรียนในวิชาชีพครูในคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ มีผลคะแนนในการสอบตรง ในช่วงที่ผ่านมานั้นสูงกว่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการคืนครูสู่ห้องเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย ให้กระทรวงศึกษาธิการนั้นดู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจ้างภารโรงเพิ่ม จ้างพนักงานธุรการ เพิ่ม เรื่องของการทอดทิ้งเด็กพิเศษ เด็กพิเศษผมต้องกราบเรียนว่าเด็กพิเศษนั้นมีอยู่ ๒ ประการ ที่เราใช้ในความหมายของเด็กพิเศษก็คือเด็กที่มีปัญหา กับเด็กอีกประเภทหนึ่ง ที่ถูกละเลยไปในความว่าเป็นเด็กพิเศษก็คือเด็กอัจฉริยะ ตอนนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการนี่ครับ ดูว่าทําอย่างไรที่จะส่งเสริมให้เด็กพิการ ได้มีโอกาสในการเรียนขึ้นมาในระดับสูง ผมได้ทําความตกลงกับมหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่จะรับเด็กพิการขึ้นมาเรียน ในระดับมหาวิทยาลัย โดยมีการคัดสรรเป็นกรณีพิเศษ ก็คือมาสอบแข่งขันด้วยกันเอง เฉพาะเด็กพิการแล้วใช้เกรดเฉลี่ยเพียงแค่ ๒.๐๐ ปัญหาที่ได้รับก็คือว่าจํานวนโควตาที่ได้รับ จัดสรรมานั้นมีเด็กมาสอบเข้าจริงเพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือปัญหาที่สั่งสมมาจาก ในอดีตครับ ไม่โทษว่าเป็นของภาคส่วนใด แต่วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นปัญหาก็ได้สั่งให้ พวกผมมาดูที่จะจัดครูเฉพาะทางลงไปประจําในโรงเรียนในอําเภอในจังหวัดต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ในขณะเดียวกันเขาบอกว่าจํานวนประชากรของประเทศควรจะมีเด็กที่เป็นอัจฉริยะจริง ๆ ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ผมได้ค้นพบว่าเด็กที่จังหวัด ขอโทษนะครับ ถ้าผิด ที่จังหวัด เชียงราย เด็ก ป. ๔ คนหนึ่งสามารถเรียนวิชาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปีที่ ๑ ได้ ในขณะที่ ตัวจริงเรียนอยู่แค่ชั้น ป. ๔ เด็กเหล่านี้เขาบอกว่าควรจะมี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยเรานั้นไม่ได้มีโรงเรียนสําหรับเด็กอัจฉริยะรองรับ แล้วเด็กความอัจฉริยะ เหล่านี้ถ้าไม่ได้ถูกใช้ไปในทางที่ถูกไม่นานมันก็จะสูญสลาย เพราะฉะนั้นตอนนี้ ในการจัดทํางบประมาณปีนี้กําลังให้มหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยที่มีระบบการศึกษา เชื่อมต่อตั้งแต่โรงเรียนสาธิตขึ้นมาจนถึงระดับอุดมศึกษาพิจารณาในการจัดตั้งโรงเรียน สําหรับรองรับเด็กอัจฉริยะแล้วนะครับ เรื่องของการกวดวิชา หลายท่านได้พูดถึงเรื่องของ การใช้เทคโนโลยี ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับย่อ ๆ สั้น ๆ ที่หลายท่านพูดกัน วันนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินมาเมื่อปีที่แล้ว อนุมัติเงินมาเมื่อปีที่แล้วให้กระทรวงศึกษาธิการโดยสํานักงานการอุดมศึกษาเชื่อมต่อระบบ ไฟเบอร์ ออปติค (Fiber optic) หรือว่าใยแก้วความเร็วสูง เชื่อมต่อไปทั่วประเทศครับ ในระดับมหาวิทยาลัยได้แล้วเสร็จแล้ว ไปถึงในระดับมหาวิทยาลัยนั้นมีความเร็วสูงกว่า ที่หน่วยงานเอกชนให้เราเช่า ที่ท่านเห็นในโฆษณาว่า ๖ เมกะบิต หรือว่าที่โฆษณาเป็นบ๊วย นั่นแหละครับ ๖ เมกะบิตในระดับมหาวิทยาลัยของกระทรวงศึกษาธิการเชื่อมต่อไปแล้ว เป็นความเร็วสูงถึง ๖,๐๐๐ เมกะบิต ขณะนี้กําลังอยู่ในชั้นพิจารณาว่าจะใช้เงินอีกประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทเชื่อมต่อ เพราะว่าเหมือนกับเราสร้างถนน ๘ เลนลงไปแล้วทั่วประเทศ กําลังจะเชื่อมต่อไปหาโรงเรียนทั่วประเทศ ๑,๐๐๐ แห่ง โดยใช้เงินงบประมาณ ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ขณะนี้กําลังอยู่ในการเสนอของบประมาณเพิ่มเติมจากท่านนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็จัดตั้งในงบประมาณประจําปีที่กําลังจัดทําอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ เมื่อเรามีไฟเบอร์ ออปติค ความเร็วสูงลงไปแล้ว เราจะสามารถเชื่อมต่อ สามารถทําการสอน โดยจากส่วนกลางเชื่อมโยงลงไปได้ รายละเอียดนั้นเนื่องจากผมมีเวลาจํากัด ขออนุญาตเรียน กับทุกท่านเท่านี้ แต่จะเป็นการที่กระจายโอกาสในความเท่าเทียมที่เด็กอยู่ต่างจังหวัด ไม่ว่า จะอยู่อําเภอห่างไกล อยู่ในตําบลห่างไกลแค่ไหนก็สามารถที่จะได้รับการสอนจากครู จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามหิดลวิทยานุสรณ์หรือสาธิตต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงได้ เรื่องของ การคืนอัตราเกษียณนั้นที่ท่านกล่าวนะครับ จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายที่จะคืน อัตราครูเกษียณให้กับกระทรวงศึกษาธิการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เข้า ครม. ไปทีหนึ่งแล้ว แต่ว่ากําลังอยู่ในระหว่างที่กระทรวงศึกษาธิการขอนํากลับมาพิจารณา ในรายละเอียดนะครับ เรื่องขณะนี้ขอกราบเรียนกับทุกท่านเป็นประเด็นสุดท้ายว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเรียกว่า คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ ๒ เพื่อที่จะพัฒนาทั้งระบบ ไม่ว่าจะเรื่องของครู เรื่องของนักเรียน เรื่องของ ห้องเรียน และเรื่องของระบบการบริหารจัดการในกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีแผนจากปีนี้ ถึงปี ๒๕๖๑ มีตัวเลขคร่าว ๆ ที่จะใช้เงินงบประมาณนอกเหนือจากที่ผมบอกแล้วว่า ในเงินงบประมาณประจําปีนั้นเรามีอยู่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ในกระทรวงศึกษาธิการ จะมีการ เพิ่มเติม หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า ท็อป อัพ (Top up) เข้ามาอีกไม่น้อยกว่าประมาณ นับล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนยืนยันกับทุกท่านอีกครั้งหนึ่งครับว่าในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ. เงินเดือนนั้นยืนยันครับว่าได้กับครูทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วเดือนเมษายนได้แน่นอน เพิ่มขึ้น วิทยฐานะก็ได้เพิ่มขึ้นครับ ไม่ได้เป็นไปตามที่หลายท่าน เข้าใจผิด และมีความห่วงใย ขอบคุณครับท่านประธาน