ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดอัตราเงินเดือนข้าราชการ โดยกล่าวว่า การจัดอัตราเงินเดือนไม่เหมาะสม ทำให้ข้าราชการมีความกังวลเกี่ยวกับรายได้และความก้าวหน้าในอาชีพการงาน เขายังชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลควรส่งเสริมให้ข้าราชการได้รับการฝึกฝนและเรียนการสอนเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาประเทศและบ้านเมือง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างยิ่ง ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับ ว่าวันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สภาผู้แทนราษฎรได้ทําหน้าที่ในฐานะที่เรียกว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ผู้ที่ เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลด้วยว่า ผมเองนั้นต้องขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าแม้จะมี ความสําคัญอย่างใหญ่หลวงอย่างไรก็ตามแต่ แต่ว่าในลักษณะของการสร้างโครงสร้างของอัตราเงินเดือนข้าราชการนั้น ถือว่าเป็น หลักสําคัญอย่างหนึ่งในการบริหารกิจการบ้านเมืองหรือการบริหารรัฐของเรา หากโครงสร้าง อัตราเงินเดือนหรือรายได้ของข้าราชการไม่ดี ไม่เหมาะไม่สมแล้วไซร้ แน่นอนที่สุด ขวัญ และกําลังใจแล้วก็ประสิทธิภาพของการทํางานของข้าราชการนั้นต้องลดน้อยถอยลง และหย่อนสมรรถภาพลง ผมได้มีโอกาสได้รับฟังจากแนวคิดหรือจากผู้ที่ให้การพูดคุยด้วย ก็บอกว่าข้าราชการส่วนหนึ่งอาจจะเป็นหนี้สิน เพราะเหตุว่าข้าราชการใช้เงินฟุ่มเฟือย หรืออะไรก็ตามแต่ อาจจะมี แต่สิ่งหนึ่งต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกท่านแล้วก็ผู้ที่ให้ความสนใจด้วยว่า จริง ๆ แล้วข้าราชการเวลาเป็นข้าราชการ นั้น คงต้องบอกว่าในระยะเริ่มต้นของลูกหลานที่ไปเรียนหนังสือมาก็มีความรู้ในระดับหนึ่ง เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วไซร้ก็หวังความก้าวหน้าส่วนหนึ่งก็ไปเรียนหนังสือเพิ่ม แต่ในขณะเดียวกันบุคคลบางบุคคลพอทํางานแล้วความรู้กับสาระของเรื่องราวที่ทํางาน ในหน้าที่นั้นมันเกิดปัญหา ก็คือหมายความว่าประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการทํางาน หรือความเข้าใจในการทํางานอาจจะเรียกว่ายังไม่นิ่งพอหรือยังไม่ดีพอ ก็ต้องไปต่อยอดในการ ที่จะได้รับการฝึกฝนอบรมหรือการเรียนการสอนให้มากขึ้น ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อการพัฒนาบ้านเมือง แต่อย่างไรก็ตามแต่ รัฐบาลได้ละเลย ต้องบอกกับท่านประธานไปในที่นี้ว่ารัฐบาลได้ละเลยในการที่จะส่งเสริม ให้บุคลากรต่าง ๆ นั้นมีความรู้ความเข้าใจ หรือมีความรู้เพิ่มเติมยิ่งขึ้นหลังจากที่ได้ปฏิบัติ หน้าที่มาแล้ว ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปี ความรู้ที่ได้มาก็เป็นความรู้เดิมที่เคยเรียนมาเมื่อ ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปีก่อน ก็เป็นความรู้ เรียกว่าถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือว่าเป็นความรู้เดิมที่มีมา ไม่ได้ต่อยอด เพิ่มขึ้น ข้าราชการส่วนหนึ่งได้รักดีเพื่อประเทศชาติ เพื่อหน่วยงาน เพื่อความก้าวหน้าของ ตนเองและครอบครัว ก็หวังที่จะได้มีเงินเดือนเพิ่มขึ้นหรืออะไร หรือตําแหน่งหน้าที่การงาน เพิ่มขึ้นอะไรก็ตามแต่ ก็ไปเรียนหนังสือเพิ่ม การไปเรียนหนังสือเพิ่มก็ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สิน เพิ่มขึ้น เพราะว่าการไปเรียนมันมี ๒ อย่าง ที่เมื่อสักครู่ผมบอกแล้วว่ารัฐไม่ได้ให้การส่งเสริม เท่าที่ควร ก็คือไม่ให้เงินเขาไปเรียนหนังสือ ข้าราชการส่วนหนึ่งต้องไปด้วยเงินของตัวเอง แน่นอนที่สุดการไปด้วยเงินของตัวเองก็ต้องเป็นควักกระเป๋าออกไป ก็ต้องเป็นหนี้เป็นสิน นี่จึงเป็นที่มาของรายได้ที่ไม่เพียงพอ แล้วทําให้ข้าราชการเป็นหนี้เป็นสินส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันเงินเดือนที่ได้รับจากราชการนั้นก็ต้องบอกว่าไม่เพียงพอ ปริญญาตรีเท่าไร ครับ ปริญญาตรีในปัจจุบันนี้ ไปค้นคว้ามานะครับ ตัวเลขไม่ผิดแน่นอนเลย ๗,๙๔๐ บาท นี่คือปริญญาตรีนะครับ ปริญญาโท ๙,๗๐๐ บาท ปวส. หรือ ปกศ. ต้น ที่เป็นข้าราชการครู เขาเรียกว่า ปกศ. ต้น ส่วน ปวช. หรือ ม. ๓ ได้ ๕,๗๖๐ บาท ปวส. หรือ ปกศ. สูง ๗,๑๐๐ บาท อัตราความต่าง ความก้าวหน้าทางความต่างของบัญชีผิดพลาด ที่ผิดพลาด ผมบอกฟันธงว่า ผิดพลาดอย่างนี้ครับท่านประธาน ปวช. กับ ปวส. นั้น การเรียนต่างกัน ๒ ปี อัตราเงินเดือน เพิ่มนั้นได้รับเพิ่ม ๑,๓๔๐ บาทต่อเดือน ปกศ. สูง กับปริญญาตรีได้รับอัตราเพิ่ม ๘๔๐ บาท ส่วน ป. ตรี กับ ป. โท ได้รับเพิ่มอัตราเงินเดือน ๑,๗๖๐ บาท ท่านประธานจะเห็นไหมครับ ว่า ปวช. มา ปวส. ได้รับอัตราเพิ่ม ๑,๓๔๐ บาท ส่วน ปวส. กับปริญญาตรีนั้น คนที่ไปเรียน ปวส. แล้วมาปริญญาตรี เพิ่ม ๒ ปีเหมือนกันแต่ได้แค่ ๘๔๐ บาท ได้น้อยกว่าคนที่เรียน ปวช. มา ปวส. นะครับ ผมไม่ได้ว่าคน ปวส. ได้มาก แต่คนปริญญาตรีตรงนี้มันต้องได้มากขึ้น มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ในขณะเดียวกันครับ คนที่เรียนปริญญาโทนะครับท่านประธาน ขอเวลาด้วย คนที่เรียน ปริญญาตรีมาปริญญาโทรัฐให้เท่าไร ได้ให้เพิ่ม ๑,๗๖๐ บาท ท่านประธานครับ เราก็เอา ๑,๗๖๐ บาท มาคูณทั้งปี มาอะไรต่ออะไร มาเป็นรายได้อะไรต่ออะไรทั้งหมดเลย ปีหนึ่ง จะได้ ๑๙,๑๒๐ บาท ๑๐ ปี ได้ ๑๙๑,๒๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเด็กคนนั้น เป็นลูกหลานเรา หรือคนนั้นเป็นใครก็ตามแต่ รักความก้าวหน้า หวังดีต่อประเทศชาติ บ้านเมือง อยากเอาความรู้ไปใส่ให้ลูกหลาน ให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น ส่งหน่วยงานให้มีความแข็งแกร่ง เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ปรากฏว่าอย่างไรครับท่านประธาน ปรากฏว่าเขาต้องไปเรียนปริญญาโทนั้น ท่านประธานทราบไหมครับ โปรแกรม (Program) ที่เรียนปริญญาโท ๒ ปี ไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่าย ถึง ๒๕๐,๐๐๐ บาท โดยประมาณ ค่าใช้จ่ายยังต้องควักค่ารถ ค่ากระเป๋า ค่าเดินทาง ค่ากินค่าอะไรต่างหาก ส่วนตัว การจัดทําวิทยานิพนธ์ส่วนตัวอีกท่านประธาน นับเป็นแสน ๆ นี่คือเกิดความเป็น หนี้สิน และขณะเดียวกันนั้นได้รับเพิ่มนั้นไม่เหมาะสม ที่ผมบอกว่าไม่เหมาะสม ที่ฟันธง บอกไม่เหมาะสมเพราะว่า ๑๐ ปียังได้ไม่พอกับค่าเรียนเลย พอ ๑๐ ปีไม่พอค่าเรียน ปรากฏท่านประธานต้องไปเรียนใหม่นะครับ เรียนปริญญาโทเสร็จต้องไปเรียนปริญญาเอก ผมเชื่อว่าในอนาคตลูกหลานคนไทยเราต้องจบปริญญาโทให้มากขึ้นกว่านี้ ปริญญาเอก ให้มากขึ้นกว่านี้ เพื่อการพัฒนาบ้านเมือง โดยเฉพาะปริญญาตรีทุกคนต้องจบ นี่คือความ มุ่งหวัง เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ โดยสรุปก็คือว่า ผมเห็นว่า โครงสร้างอัตราเงินเดือนยังไม่มีความเหมาะสม โดยเฉพาะนะครับท่านประธาน ขออีก นิดเดียวครับ เพราะว่าอันนี้ต้องเป็นรายงานในการที่จะใช้ในกรรมาธิการ ก็คือในเรื่อง ของการเริ่มต้นของเงินเดือน ถ้าหากเกิดการผิดพลาดของการเริ่มต้นของเงินเดือน ข้าราชการเริ่มต้นของเงินเดือนที่ได้รับนี่น้อยเกินไป ที่ผมเห็นอย่าง ปวช. ๕,๗๖๐ บาท ปวส. ๗,๑๐๐ บาท หรือปริญญาตรี ๗,๙๔๐ บาท มันน้อยเกินไป ถามว่าน้อยไปอย่างไร พอน้อยแล้วไม่พอใช้เกิดอะไรครับท่านประธาน เกิดต้องไปยืมหนี้ยืมสิน คนที่ยืมหนี้ยืมสิน ก่อนอาจจะเรียกว่าตัวเอง แล้วยืมไม่ได้ก็ต้องพ่อแม่ ไปกู้ไปยืมมา แล้วท้ายที่สุดมันก็สะสม เป็นดอกเบี้ย เป็นเงินต้นที่เราไปกู้เขามา เป็นดอกเบี้ยที่ต้องไปใช้เขา เงินเดือนที่ได้รับเพิ่มขึ้น จากราชการโดยเฉพาะในปีหนึ่งที่อัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้น ๆ หรือปีหนึ่งบัญชีที่มาปรับให้ มันไม่เพียงพอ มันก็ก่อให้เกิดหนี้ พี่น้องข้าราชการก็ได้รับอัตราเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นแต่ละเดือน ก็เอาไปจ่ายเป็นดอกเบี้ยทั้งหมด ท้ายที่สุดอัตราเงินเดือนที่ได้รับเพิ่มก็ไม่ได้เอาไปใช้ เพื่อครอบครัว เอาไปจ่ายดอกเบี้ย สิ่งเหล่านี้ไม่มีความเหมาะสม เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับว่า ขอให้เกิดการเรียกร้อง คิดบัญชีใหม่ เริ่มต้นให้เหมาะสม เพียงพอ แล้วก็อัตราเพิ่มให้เป็นบรรทัดฐานให้เพียงพอกับความเป็นจริงในสังคม เพื่อการพัฒนาประเทศครับ ขอกราบขอบคุณครับท่านประธาน