รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๖๐/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุม จำนวน ๑๐๒ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ มีดังนี้
เรื่องแรก รับทราบแนวทางการอภิปราย ในคราวประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครั้งที่แล้ว มีการพูดพาดพิงถึงหลายฝ่ายซึ่งทุกคนก็พูดด้วยเจตนาดี แต่ในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไปถ้าเรื่องใดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมใคร่ขอความกรุณาโปรดได้ใช้ ความระมัดระวังไม่ให้กระทบจิตใจซึ่งกันและกันด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับ ศาสนาและชาติพันธุ์ ขอบคุณครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องการแถลงผลงานของ สปท. ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ขอเลื่อนจากวันพุธที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา เป็นวันพุธที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องที่รับทราบผลการประชุมของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย คณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา
ด้วยในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ครั้งที่ ๔๕ วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติให้นำสรุปผลการประชุมของ คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย จำนวน ๒ ครั้ง และคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย จำนวน ๒ ครั้ง และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาแจ้งให้สมาชิกทุกท่าน ได้รับทราบการดำเนินงานของคณะกรรมการและคณะกรรมาธิการดังกล่าว รายละเอียด ปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ
เรื่องที่ ๔ รับทราบการพ้นจากตำแหน่งของกรรมาธิการ
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีหนังสือถึงประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แจ้งว่าท่านชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ได้ขอลาออกจาก ตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เป็นต้นไป ดังนั้นท่านชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ จึงเป็นอันว่า พ้นจากตำแหน่งกรรมาธิการในคณะดังกล่าว ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ (๓) นะครับ ทั้งนี้ ในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ครั้งที่ ๔๕ วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมเห็นชอบตามที่ประธานกรรมาธิการวิสามัญด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าไม่ประสงค์จะขอตั้ง กรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างตามข้อบังคับ ข้อ ๙๒ นะครับ ขอให้ที่ประชุมรับทราบไว้ด้วย
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม พิจารณารับรองรายงานการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๓๗/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๓๘/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๓๙/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๔๐/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๔๑/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๙
ตามลำดับ ซึ่งได้จัดวางสำเนารายงานการประชุมทั้ง ๕ ครั้งดังกล่าวไว้ เพื่อท่านสมาชิกตรวจดูแล้วบริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภา สปท. รับรอง ดังนี้ ครั้งที่ ๓๗/๒๕๕๙ และครั้งที่ ๓๘/๒๕๕๙ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ และครั้งที่ ๓๙/๒๕๕๙ ครั้งที่ ๔๐/๒๕๕๙ ครั้งที่ ๔๑/๒๕๕๙ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ แล้วนะครับ
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๕ ครั้งดังกล่าวนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ....
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อออนไลน์เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแล้วตอบประเด็นข้อซักถามของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศซึ่งได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ๖ ท่านด้วยกันดังนี้ ได้แก่ พลตำรวจเอก สุรพล ธนโกเศศ อนุกรรมาธิการ อดีตผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พันตำรวจเอก ญาณพล ยั่งยืน อนุกรรมาธิการ อดีตรองอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่อมาคือท่านโกเมน พิบูลย์โรจน์ อนุกรรมาธิการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที-เน็ต จำกัด ท่านต่อมาคือท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์ เลขานุการและอนุกรรมาธิการ นักการข่าวเชี่ยวชาญ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ท่านต่อไปคือท่านณฉัตรกร เปาอินทร์ ผู้ช่วยเลขานุการและอนุกรรมาธิการ ท่านเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เออร์บัน กรุ๊ป จำกัด ท่านสุดท้ายคือพลตำรวจตรี เกษียร วรศิริ นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๖ สำหรับผู้ที่จะเสนอรายงานได้แก่ พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด อีกท่านหนึ่งคือพลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ที่ปรึกษา ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการ พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร
กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนแล้วก็ดูแลในเรื่องของ สารสนเทศด้วย ขอเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งรายงานนี้ที่ประชุมแห่งนี้ ได้มีมติเห็นชอบในกรอบแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘ โดยคณะกรรมาธิการของกระผม ได้แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือกลุ่มของสื่อออนไลน์ (Online) กลุ่มที่ ๒ คือสื่อวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม และสื่อสุดท้ายที่ ๓ คือสื่อสิ่งพิมพ์ ในลำดับต่อไป ผมขอกราบเรียนเชิญท่านประธานและท่านสมาชิกได้รับชมวิดีโอสัก ๓ นาที กระผมและ ท่านพิสิษฐ์จะได้นำเสนอในรายละเอียดต่อไป ขอเรียนเชิญครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
“............ : ประโยชน์ในการทำธุรกรรมหรือการติดต่อสื่อสารจึงก่อให้เกิด สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อภัยคุกคามและการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สามารถ ส่งผลกระทบในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น สร้างความเสียหายทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศนับเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ ระบบการให้บริการขนส่งสาธารณะทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ แฮกเกอร์ (Hacker) สามารถแทรกแซงระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจร มีการคมนาคมอื่น ๆ อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สถาบันการเงินการธนาคาร การที่แฮกเกอร์ (Hacker) ส่งคำสั่งเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูล ตัวเลขของตลาดหุ้น การซื้อขายล่วงหน้าหรือตัวเลขในสถาบันการเงินก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างร้ายแรงต่อภาคเศรษฐกิจ ระบบกิจการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ แฮกเกอร์ (Hacker) เข้ามาทำลายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การเจาะเข้าไปในเครือข่ายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และส่งคำสั่งเข้าไปในระบบการทำงานของมอเตอร์ควบคุมอุณหภูมิในโรงไฟฟ้าให้ทำงานมากขึ้น จนเสียหายและทำให้อุณหภูมิของน้ำที่ไหลเวียนในโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ นำไปสู่การระเบิดของโรงไฟฟ้า ด้านสาธารณสุข เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาล ซึ่งถูกจารกรรมข้อมูล โดยการปล่อยไวรัสแรนซอมแวร์ (Ransomware) ซึ่งเป็นไวรัส ในการเข้ารหัสข้อมูลทิ้งไว้และทำให้ข้อมูลที่เหลืออยู่ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขให้ แฮกเกอร์ (Hacker) สามารถเรียกร้องผลประโยชน์จากโรงพยาบาลได้ ด้านยุทโธปกรณ์ ทางทหาร เช่น การแฮก (Hack) เข้าไปในระบบควบคุมของโดรน (Drone) ซึ่งบรรจุขีปนาวุธ นำวิถีอยู่ภายในทำให้เกิดการโจมตีของโดรน (Drone) ผิดเป้าหมายหรือคลาดเคลื่อน ไปจากที่กำหนด ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนมีความเห็นสอดคล้องกันว่าจำเป็นต้องมี การกำหนดกรอบแนวความคิดขอบเขตการใช้อำนาจให้มีความชัดเจนครอบคลุมในทุกมิติ ผ่านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... เพื่อให้ประเทศไทย สามารถป้องกันหรือรับมือกับสถานการณ์ด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อความมั่นคงของชาติอันครอบคลุมถึงความมั่นคงทางการทหาร ความสงบเรียบร้อย ภายในประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
ในเรื่องของ การปฏิรูปสื่อออนไลน์ (Online) นี้เป็นเรื่องใหม่ ซึ่ง สปช. ไม่ได้ศึกษาไว้ และมีความจำเป็น เร่งด่วนที่จะต้องมีการปฏิรูป เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และ อินเทอร์เน็ต (Internet) ของประเทศอยู่ในภาวะอันตรายหรือมีความเสี่ยงสูงจากภัยคุกคาม จากการถูกโจมตี บุกรุก การจารกรรมข้อมูล และมีโอกาสไปถึงขั้นถูกทำลายให้เกิดความเสียหาย หรือไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และในปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลาง ที่จะทำหน้าที่ในการสั่งการหรือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการที่จะป้องกันแก้ไขหรือรับมือกับภัยต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ของประเทศ ซึ่งภัยดังกล่าวเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็วและสร้างความเสียหาย ด้านต่าง ๆ อย่างร้ายแรง จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการ กำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดมาตรการและแนวทางในการดำเนินการเพื่อที่จะป้องกัน ปกป้อง รับมือ แก้ไขสถานการณ์ภัยคุกคามที่อาจจะส่งผลกระทบต่อบริการด้านเครือข่าย ของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต (Internet) และโครงข่ายโทรคมนาคม การให้บริการ ดาวเทียม ระบบกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ระบบการบริการขนส่งทางอากาศ ทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งเป็นเครือข่ายในระดับประเทศทั้งนั้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อ ความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางด้านการทหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ คณะกรรมาธิการจึงมีข้อสังเกตว่าก่อนที่จะมีการตรา ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... ออกมาใช้บังคับจึงเห็นควรให้ นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินหรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... แต่งตั้งคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติเป็นการชั่วคราว ทำหน้าที่ไปพลางก่อน และเมื่อมีพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วก็จึงยกเลิกคณะกรรมการคณะนี้ และให้ คณะกรรมการตามพระราชบัญญัติรับกรอบแนวความคิด นโยบาย แผนยุทธศาสตร์ มาตรการ และแนวทางที่จะดำเนินการต่อไปเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ คณะกรรมาธิการ ด้านสื่อสารมวลชนได้ดำเนินการศึกษาร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้เสนอ ขณะนี้อยู่ในขั้นการพิจารณา ของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงและ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ทุกหน่วยมีความเห็นสอดคล้องกันว่าควรมีการแก้ไข หลักการของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว และกำหนดกรอบความคิดขอบเขตการใช้อำนาจให้มีความชัดเจน ครอบคลุมทั้งทางด้านความมั่นคง โดยควรที่จะเพิ่มมาตรการเชิงรุกตอบโต้ในกรณีที่เกิด การปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ทั้งจากระดับบุคคล องค์กร รัฐต่อรัฐ ภัยพิบัติ และภัยสาธารณะ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ เพื่อให้สามารถยุติสถานการณ์ ภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงทีและพิจารณาเรื่องการใช้และเผยแพร่เนื้อหาที่มีลักษณะ สร้างผลกระทบในด้านการบ่อนทำลายประเทศ รัฐบาล และสถาบันหลักของประเทศ โดยกำหนดให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุน การดำเนินการและมีหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นผู้สนับสนุนและให้คำปรึกษา และควรแก้ไข เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. นี้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการกรอบแนวความคิดและครอบคลุมทุก ๆ มิติ สำหรับรายละเอียดกระผมขออนุญาตท่านประธานมอบหมายให้ท่าน พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ท่านประธานอนุกรรมาธิการสื่อออนไลน์ได้เป็นผู้นำเสนอครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณ ขอเรียนเชิญ พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการและประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูป ด้านสื่อออนไลน์ ขอนำเสนอรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... เพื่อขออนุมัติกับสภาแห่งนี้ เพื่อส่งต่อไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา แผนการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งนี้ มี ๔ ด้าน ซึ่งปรากฏตามภาพนำเสนอ ร่าง พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... เป็นกฎหมายที่อยู่ในแนวทางการปฏิรูปด้านกฎหมายของคณะกรรมาธิการอยู่แล้ว เดิมเรามี แนวความคิดที่จะยกร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อใช้บังคับ แต่ปรากฏว่าระหว่างที่ทำการศึกษา มีร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... เสนอโดยกระทรวงไอซีที ในขณะนั้นไปยังคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เราจึงนำร่างกฎหมายที่ผ่านคณะรัฐมนตรีแล้ว มาศึกษาพบว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจากการที่ได้เชิญเจ้าของร่างมาให้ข้อมูล เราพบว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีความบกพร่องยังขาดความเติมเต็มอยู่หลายประการบวกกับเจ้าของร่าง คือสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ยอมรับครับว่าได้ร่าง กฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล ๑๐ ฉบับภายในระยะเวลา ๓ เดือน เพราะฉะนั้นกฎหมาย ๑๐ ฉบับ ๓ เดือน เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้จึงมีความบกพร่อง เราจึงทำการศึกษา อย่างจริงจังเราพบว่ารายงานผลการศึกษาและข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการจะเสนอ จะมีความเติมเต็มจุดที่บกพร่องของร่างดังกล่าวให้มีเนื้อหาที่ครอบคลุมในทุกมิติของความมั่นคง ในร่างกฎหมายเดิมถ้าอ่านดูดี ๆ ก็จะเน้นในเรื่องการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในร่างข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการได้เสนอก็จะเติมเต็มในเรื่องมิติแห่งความมั่นคงทางทหาร ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ ระบบสาธารณูปโภค ของประเทศ การเงิน การธนาคาร เป็นต้น คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตโดยสรุปเป็น หัวข้อใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ คือ
๑. เห็นควรกำหนดกรอบแนวความคิดในร่างพระราชบัญญัติให้มีความชัดเจน มีความสอดคล้องกับแนวทางและแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานความมั่นคงในทุกมิติ เช่น ความมั่นคงทางทหาร ระบบสาธารณูปโภค การขนส่งสาธารณะ ระบบการเงินการธนาคาร เป็นต้น โดยให้เห็นถึงมาตรการในการป้องกัน มาตรการการตอบโต้เชิงรุก มาตรการในการ พัฒนาขีดความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ
๒. ควรกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลการปฏิบัติการ และการควบคุมสถานการณ์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ ทั้งในสภาวะปกติและเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงอย่างยิ่ง
๓. ควรแก้ไขรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติในส่วนที่หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ รายละเอียดตามผนวก ค ในรายงาน
๔. ควรเพิ่มเติมหน่วยงานด้านความมั่นคงทางทหาร ตำรวจ รวมทั้ง หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ของประเทศทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติการ ทั้งนี้กรรมาธิการได้เสนอผลการศึกษา และข้อเสนอแนะในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในหมวดใหญ่ ๆ หลายด้าน ดังต่อไปนี้ คือ
๑. คำนิยาม กำหนดคำนิยามให้มีความหมายครอบคลุมในเรื่องการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้ครอบคลุมทุกมิติความมั่นคง และกำหนดคำนิยามของคำว่า ไซเบอร์ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น กรอบนโยบาย อย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้วว่ากรอบนโยบาย ของคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้มีความครอบคลุมทุก ๆ ด้านทุกมิติ เรื่องโครงสร้างของคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของชาติ และสำนักงาน คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ การสั่งการและการปฏิบัติการ บทกำหนดโทษ และบทเฉพาะกาล วิธีการและแนวทางการปฏิรูป คณะกรรมาธิการเห็นว่าเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีอยู่ทุกเวลาทุกวินาที ฉะนั้นเราจึงกำหนดระยะเวลาการปฏิรูปเร่งด่วน คือก่อนที่ร่างพระราชบัญญัตินี้จะมีผลบังคับใช้ เสนอแนะให้ท่านนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจ ทางการบริหารราชการแผ่นดินหรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติใช้อำนาจพิเศษ ตามมาตรา ๒๖๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งผ่านประชามติไปแล้ว จัดตั้งคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติทำหน้าที่ไปพลางก่อนนะครับ
๒. เสนอแนะรายงานผลการศึกษาและข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพื่อขอความเห็นชอบต่อสภาแห่งนี้ และเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อความเห็นชอบ และให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการรักษาความปลอดภัย ไซเบอร์แห่งชาติชั่วคราวเพื่อปฏิบัติหน้าที่โดยเร็ว
๓. ติดตามประเมินผลและประสานกับกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการดำเนินการให้มีแผนยุทธศาสตร์ของประเทศว่าด้วยการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ วิธีดำเนินการและการปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรมภายใน ระยะเวลาปฏิรูปที่กำหนดไว้ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
สำหรับรายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับข้อสังเกตในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... ผมขออนุญาตท่านประธานให้นายสมญา พัฒนวรพันธุ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์และเลขานุการได้เป็น ผู้นำเสนอต่อท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์
กราบเรียน ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สมญา พัฒนวรพันธุ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ จะขอรายงานเกี่ยวกับผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยจะเน้นในเฉพาะเรื่องมาตราต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งหมด ๔๓ มาตรานะครับ คณะกรรมาธิการได้ พิจารณาแล้วทั้งหมด ๓๓ มาตรา มีจำนวน ๒๐ มาตราเป็นการแก้ไข และตั้งข้อเสนอแนะไว้ และตั้งข้อสังเกตด้วยและอีก ๑๐ มาตราเป็นการตัดออกเพื่อให้สอดคล้องกับข้อสังเกตและ ข้อเสนอแนะครับ ในมาตรา ๓ ผมจะชี้แจงเป็นเรื่องของกลุ่มและหมวด เป็นทั้งหมด ๔ หมวดด้วยกัน กลุ่มที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำนิยามและกรอบแนวความคิด เริ่มตั้งแต่มาตรา ๓ และมาตรา ๕
มาตรา ๓ นั้นคณะกรรมาธิการขอแก้ไขคำนิยามคำว่าความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์นั้นให้ครอบคลุมถึงภัยทุกด้านที่จะส่งผลกระทบต่อไซเบอร์ของประเทศ ซึ่งในร่าง พระราชบัญญัตินั้น มีเฉพาะในภัยคุกคามที่มาจากทางไซเบอร์เท่านั้น และขอเพิ่มคำนิยามอีก ๒ คำคือคำว่าหน่วยงานเอกชน เนื่องจากว่าหน่วยงานส่วนใหญ่นั้นที่ดูแลระบบสื่อสารและ ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นภาคเอกชนครับ และเพิ่มคำว่า ไซเบอร์ ให้มีความชัดเจน มากขึ้นนะครับ
มาตรา ๕ เป็นเรื่องกรอบแนวความคิด ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินั้น ได้พูดถึงนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเห็นว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติได้จัดทำแผนแม่บทซึ่งบังคับใช้ในปี ๒๕๕๘-๒๕๖๔ ในสไลด์ (Slide) ผิดนะครับ เพราะฉะนั้นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ควรจะพิจารณาถึงกรอบ และแผนแม่บทของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ใช้ในปี ๒๕๕๘-๒๕๖๔ ด้วยนะครับ ซึ่งในแผนแม่บทนี้มีความแตกต่างจากพระราชบัญญัติก็คือได้มีการหยิบยกในเรื่องของ ภัยคุกคามที่มาจากโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้กล่าวถึงไว้ นอกจากนี้ในการพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติได้พิจารณาถึงการประสานงาน การบูรณาการในการปฏิบัติการเมื่อเกิดเหตุภัยคุกคามเกิดขึ้น ได้มีกำหนดหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลัก นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการพัฒนาศักยภาพในเรื่องของ การปกป้องไซเบอร์ครับ
ถัดมาเป็นหมวดขององค์กรที่จะต้องมีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ แบ่งเป็นคณะกรรมการว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ คณะกรรมการ หรืออนุกรรมการ คณะกรรมการว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และหมวดของพนักงานเจ้าหน้าที่ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วในเรื่องของโครงสร้าง ของคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ กปช. โดยพิจารณาเห็นว่า ตัวประธานของคณะกรรมการ กปช. ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ที่รับมอบหมาย ทั้งนี้เนื่องจากว่าหากเกิดเหตุภัยพิบัติ หากเหตุภัยร้ายแรง ผู้ที่มีอำนาจสั่งการ ควรจะสูงกว่ารัฐมนตรีดิจิทัลที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัตินะครับ
ถัดมาเป็นเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ จากเดิมในร่างพระราชบัญญัตินั้น มีทั้งหมด ๔ คนด้วยกันโดยตำแหน่งนะครับ คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรเพิ่มเป็น ๑๓ คน ในจำนวน ๑๓ คนนั้นประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงดิจิทัล ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงพลังงาน ผบ.ตร. เลขาธิการ สมช. ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการ กสทช. และให้เลขาธิการของสำนักงาน กปช. เป็นกรรมการและเลขานุการ นอกจากนี้ก็มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๗ ท่านซึ่งมาจาก ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มีประสบการณ์อันเป็นที่ประจักษ์ เช่น ด้านนิติศาสตร์ ด้านการปราบปรามคดีอาชญากรรมไซเบอร์ ด้านการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ เป็นต้น นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องอำนาจหน้าที่ และบทบาทของ กปช. ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นโดยกำหนดเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน
ส่วนที่ ๑ ในกรณีที่เกิดเหตุวิกฤติร้ายแรงที่กระทบต่อด้านการทหาร อันนี้จะให้ กปช. นั้นทำหน้าที่ในการเป็นหน่วยสนับสนุน ถ้าหากเกิดเหตุวิกฤติร้ายแรงที่กระทบด้านอื่น ที่ไม่ใช่ด้านการทหารก็ให้ กปช. นั้นดำเนินการให้หน่วยงานที่กำกับดูแลเป็นผู้ดำเนินการ ในภาวะปกติก็จะดำเนินการไปตามกรอบที่ กปช. กำหนด
สำหรับการดำรงตำแหน่งของ กปช. นั้นจาก ๓ ปีเป็น ๔ ปี ในสไลด์ (Slide) ผิด ขอประทานโทษครับ แล้วก็เรื่องการขาดคุณสมบัติใน พ.ร.บ. อ้างผิดควรจะเป็นมาตรา ๘
ถัดไปเป็นเรื่องของสำนักงาน กปช. ในร่างพระราชบัญญัตินั้นกำหนดให้เป็น นิติบุคคล ไม่เป็นส่วนราชการ แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่าเนื่องจากสำนักงาน กปช. นั้น จะต้องเป็นผู้ที่กำกับดูแลและใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงสมควรให้เป็นส่วนราชการ เพื่อที่จะดำเนินการสั่งการตามกรอบของกฎหมายได้ เมื่อสำนักงาน กปช. เป็นส่วนราชการ แล้วก็ไม่มีสิทธิพิเศษอื่นใด
ถัดมาสำนักงาน กปช. นั้น เดิมทีในร่างพระราชบัญญัตินั้นกำหนดให้มี คุณสมบัติต่าง ๆ แต่เมื่อคณะกรรมาธิการเห็นว่าสำนักงาน กปช. เป็นส่วนราชการแล้ว ตัวเลขาธิการก็จะต้องเป็นข้าราชการด้วยก็จะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและพนักงาน ลูกจ้างของสำนักงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
ในส่วนของพนักงาน สำนักงาน กปช. นั้น เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีความรู้ แตกต่างจากสาขาความรู้ทั่วไป จึงสมควรที่จะมีเงินเพิ่มพิเศษซึ่งจะเป็นไปตามระเบียบ ข้าราชการพลเรือน
สำหรับในเรื่องของการสั่งการต่าง ๆ คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรจะต้องเพิ่ม เรื่องของหน่วยงานเอกชนเข้าไปในทุกมาตราที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในเรื่องความชัดเจน เรื่องของประเภทกิจการและผลกระทบด้านความมั่นคง ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินั้น ระบุเฉพาะด้านการเงินและการพาณิชย์ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการได้เพิ่มประเภทกิจการ ที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น บริการด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต (Internet) โครงข่ายคมนาคม ระบบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบกิจการสาธารณะที่สำคัญ ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับประเทศและระบุผลกระทบด้านความมั่นคงให้ชัดเจน เช่น ความมั่นคง ทางทหาร ความเรียบร้อยภายในประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
สำหรับอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีความสำคัญและได้รับการวิจารณ์อย่างมาก ในทางสังคมก็คือเรื่องของอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ ในส่วนนี้ เราจะเห็นว่าในมาตรา ๓๕ นั้น มีทั้งหมด ๓ อนุมาตราด้วยกัน (๑) (๒) นั้นเราขอให้เพิ่ม เรื่องของหน่วยเอกชนเข้าไป และใน (๓) พูดถึงเรื่องการเข้าถึงสื่อต่าง ๆ นั้น เนื่องจาก เป็นการใช้อำนาจที่ค่อนข้างกว้างขวาง คณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สมควรให้มีอำนาจศาลเข้ามาถ่วงดุล ดังนั้นก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจในการ เข้าถึงหรือดำเนินการมาตรการใด ๆ จะต้องยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้อนุมัติเสียก่อนเว้นแต่ เป็นเรื่องเร่งด่วนหากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดความเสียหายอาจดำเนินการไปก่อนแล้วจึงค่อย รายงานให้ศาลทราบภายหลัง
ในเรื่องของบทลงโทษ กรรมาธิการเห็นว่าควรจะเพิ่มบทกำหนดโทษขึ้นมา เพิ่มขึ้นนะครับ โดยมีการกำหนดในเรื่องของโทษทางอาญาและทางวินัย ซึ่งจะเห็นว่า ในร่างพระราชบัญญัตินั้นพูดเฉพาะในเรื่องของโทษทางวินัยเท่านั้น ในหมวดนี้เป็นการบังคับใช้ กับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยเอกชนที่กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ซึ่งจะมีในมาตรา ๒๙ มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๕
บทสุดท้ายเป็นเรื่องของบทเฉพาะกาลครับ ก่อนที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ในช่วงที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลใช้บังคับแต่ว่ายังไม่มีการจัดตั้งองค์กร กปช. เสนอให้ กปช. ชั่วคราว ที่ตั้งก่อนหน้าที่จะมีการพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ทำหน้าที่ไปพลางก่อน โดยมีหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำหน้าที่เป็นสำนักงาน กปช. ชั่วคราวและรับมอบการดำเนินงานของ กปช. ชั่วคราวมาดำเนินการต่อจนกว่าจะมี การแต่งตั้งคณะกรรมการ กปช. ตามพระราชบัญญัตินี้ กระผมขอจบการรายงานเพียงเท่านี้ครับ
เชิญค่ะ ท่านเรียบร้อยแล้วนะคะ เห็นส่งรายชื่อผู้ชี้แจงมาประมาณ ๘ ท่าน พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เชิญค่ะ
ที่ท่านสมญาได้นำเสนอ ก็คือข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการเราได้ มีการเติมเต็มหรือให้ข้อสังเกตที่ไม่เห็นด้วยมีหลาย ๆ ประเด็นนะครับ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ มีทั้งหมด ๔๓ มาตรา เรามีข้อเสนอประมาณ ๓๓ มาตรา บางส่วน เนื่องจากเรากำหนดให้ สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นหน่วยราชการ ฉะนั้นบรรดา มาตราใดที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของการสรรหาเลขาธิการ เงินรายได้ของสำนักงานก็ดี ก็เป็นอันต้องยกเลิกไปนะครับ ผมมีข้อสังเกตในที่ประชุมเกี่ยวกับเงินรายได้ของในร่างเดิมนี่ ในร่างเดิมกำหนดว่ารายได้ของสำนักงาน กปช. ตามมาตรา ๑๘ มาตรา ๑๘ ในเรื่องทุนและ ทรัพย์สินนะครับ
(๑) รับโอนสำนักรักษาความปลอดภัยจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นสำนักงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
(๒) เงินอุดหนุนของรัฐบาล
(๓) เงินอุดหนุนของภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรระหว่าง ประเทศ หรือเงินที่มีผู้อุทิศ
(๔) ดอกผล หรือรายได้ของสำนักงาน
ตรงนี้เราเห็นเป็นจุดอ่อนของร่างกฎหมายฉบับนี้ กรณีที่มีเงินอุดหนุน จากส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรระหว่างประเทศ หรือเงินที่มี ผู้อุทิศให้ ตรงนี้มันจะเกิดทำให้ความไม่เป็นกลางของสำนักงาน กปช. ขึ้นมาได้เนื่องจากเป็น ผู้บังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานใดให้เงินอุดหนุน ฉะนั้นมาตรการในการดำเนินการก็จะไม่เป็นกลาง
อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของสำนักงานคณะกรรมการ กปช. ซึ่งเดิมกำหนดให้ ไม่เป็นส่วนราชการ ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ในร่างเดิมเขียนเหมือนลักษณะให้เป็นองค์กรมหาชน ซึ่งประเด็นนี้แม้กระทั่งตัวเจ้ากระทรวงก็คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็มีความกังวลว่าเมื่อเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายควรที่จะต้องเป็นหน่วยราชการ ฉะนั้น เมื่อเป็นส่วนราชการก็อาจจะมีท่านประธานหรือท่านสมาชิกหลายท่านว่ามันจะขัดกับ มติ ครม. ในเรื่องของการเพิ่มหน่วยงานหรือไม่ ขอเรียนว่าร่างกฎหมายเดิมก็กำหนดให้มี หน่วยสำนักงานคณะกรรมการ กปช. ซึ่งผ่านมติ ครม. นะครับ มติ ครม. เดิมกำหนดให้มี หน่วยเป็นการเพิ่มหน่วยใหม่ ฉะนั้นประเด็นตรงนี้ก็คงหมดไปว่ามันมีความจำเป็นจะต้อง มีการตั้ง ส่วนการดำเนินการโครงสร้างอะไรก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นว่า คณะกรรมการ กปช. จะไปกำหนดว่าจะออกขึ้นมาอย่างไร สำหรับบทเฉพาะกาลในเรื่อง ผมได้เรียนไว้แล้วว่าเนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศไทยเรามันมีเกิดขึ้นทุกเวลา และทุกวินาที สังเกตว่าเว็บไซต์ (Web Site) ต่าง ๆ แฮกเกอร์ (Hacker) เขาประกาศ ล่วงหน้าว่าเขาจะโจมตีเว็บไซต์ (Web Site) ส่วนราชการ เว็บไซต์ (Web Site) โน้นเว็บไซต์ (Web Site) นี้ บอกล่วงหน้าเป็นวัน แล้วเทคนิคในการโจมตีก็เทคนิคง่าย ๆ คือใช้เทคนิค เอฟไฟว์ (F5) เว็บไซต์ (Web Site) ล่มครับ ง่าย ๆ ก็ล่ม ฉะนั้นตรงนี้สำคัญเราต้องมีการจัดตั้ง คณะกรรมการ กปช. ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อวางกรอบมาตรการในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ คณะกรรมการ กปช. ที่ทำหน้าที่ชั่วคราวก็จะเป็นคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการ กปช. ตามพระราชบัญญัติ ก็จึงนำ ผลการศึกษาและข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินำเสนอท่านประธานและท่านสมาชิก เพื่อขอความเห็นชอบต่อสภาแห่งนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณากับร่างเดิม ที่คณะรัฐมนตรีได้ผ่านความเห็นชอบอยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกานะครับ เพื่อให้ ออกกฎหมายที่มีมิติในการดูแลความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศให้ครอบคลุมเพื่อประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชน ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ คณะกรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไปก็ขอเชิญ ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นท่านละ ๑๐ นาทีนะคะ ขณะนี้มีรายชื่ออยู่ ๒ ท่าน คือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ และท่านกษิต ภิรมย์ ขอเชิญท่านแรกนะคะ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่เคารพรักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ก่อนที่จะเข้าไป ในเนื้อหานี้ผมอยากจะให้ท่านชมเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ผมนำเสนอเสียก่อนนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพแรกครับ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ กลม ๆ คือโลก ที่วนไปวนมาคือวงจรของดาวเทียม ซึ่งบัดนี้มีเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ดวง ซึ่งไม่ชนกัน เพราะมันอยู่คนละระดับ ถามว่าโลกเราถ้าไม่มีดาวเทียมคำถามว่าท่านไม่ต้องมาพูดเรื่องนี้หรอก เพราะมันมีดาวเทียม และผมคิดว่าท่านผู้ฟัง ผู้ชม รวมทั้งพี่ ๆ บางท่านอาจจะไม่รู้ว่า ดาวเทียมดวงแรกของโลกชื่อสปุตนิก ๑ (Sputnik1) หรือสปุตนิก นัมเบอร์วัน (Sputnik Number one) เป็นดาวเทียมของรัสเซีย ส่งขึ้นไปวงโคจรเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๕๗ หรือเรียกว่า พ.ศ. ๒๕๐๐ ผมเกิดเพิ่ง ๑๐ ปีเองนะ สมัยนั้นประธานาธิบดีครุชเชฟเป็น ประธานาธิบดีของรัสเซีย เมื่อประธานาธิบดีรัสเซียไปประชุมยูเอ็น (UN) นะครับ แล้วก็ทาง อเมริกาก็มีประธานาธิบดีประชุมอยู่ด้วยเมื่อสมัยนั้น ประธานาธิบดีครุชเชฟ ถ้าผมจำไม่ผิด ผมไปอ่านประวัตินะครับ ใช้รองเท้าของตัวเองถอดขึ้นมาแล้วก็ตบไปบนพื้นอย่างนี้นะครับ และบอกไม่ต้องพูดอะไรมาก ดูความก้าวหน้าของรัสเซียสิ ท่านแหงนไปบนฟ้า ตกตะลึงกัน ไปทั้งโลกนะ ไม่ใช่ทั้งประเทศ อเมริกาแทบจะโอ้โฮ อื้อฮือ ไม่อยากบอกเลยนะครับ นี่ผมอ่านจากประวัติ จากนั้นอเมริกาก็ไม่น้อยหน้านะครับ รีบส่งดาวเทียมชื่อเอกซ์พลอเรอร์ ๑ (Explorer1) ขึ้นไปอยู่วงโคจรเป็นดวงที่ ๒ ของโลก เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๕๘ หรือ พ.ศ. ๒๕๐๑ หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน ก็คือมันแข่งกันมาตลอด แต่มันชิงไหวพริบว่าใคร ส่งขึ้นไปก่อนแล้วจากนั้นมันก็จะมีดาวเทียมเรื่อยมาจนถึงของประเทศไทยที่เราเรียกกันว่า ดาวเทียมไทยคมนะครับ และดาวเทียมของรัสเซีย สปุตนิก ๑ (Sputnik1) หมุนรอบโลก ๑ รอบใช้เวลา ๑ ชั่วโมงกว่า ๆ เอง คือ ๙๖.๒ นาที ท่านลองคิดดูสิกวาดความรู้ร้อยแปด จิปาถะรอบโลกใช้เวลา ๙๖.๒ นาทีนะครับ เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาครับ
ภาพที่ ๒ ครับ ผมจะให้ท่านเห็นดาวเทียมดวงหนึ่งก็แล้วกัน ไม่ต้องไปเอ่ยชื่อ ของประเทศอะไร เมื่อขึ้นไปแล้วเขาทำหน้าที่อะไร ปล่อยกระแสไฟฟ้าหรือเรียกว่าคลื่นครับ ร้อยแปดจิปาถะทำการสื่อสารเสียส่วนใหญ่ สำรวจโลกว่าที่ไหนมีทรัพยากรอะไรนะครับ ที่ท่านกำลังพูดเรื่องการสำรวจทรัพยากร ท่านคงไม่ใช่ เป็นเรื่องของไซเบอร์นะครับ รูปต่อไปครับ สมัยก่อนถ้าท่านจะทำสงครามกัน ท่านก็เอาเครื่องบินเล็กไปทิ้งระเบิด ปัจจุบันนี้เครื่องบินอันนี้สมัยก่อนเรียกเอแวกส์ (AWACS) หรือโดรน (Drone) ซึ่งต่อมาเรียกโดรน (Drone) ครับ มันบินโดยไม่ต้องมีคนขับ ไม่ต้องมีไพลอต (Pilot) บินลงไปทิ้งระเบิดได้ตามจุดต่าง ๆ ของโลกเลยนะ โดยเฉพาะ ตะวันออกกลางท่านไปดูได้เลยว่าเป็นเช่นนี้ไหม ถ้าไม่เป็นท่านก็คัดค้านได้ว่าที่ผมพูดนี่ไม่จริง เห็นภาพนี้เลยกำลังปล่อยจรวด ถูกไหมครับ ลงไปที่เป้าหมายโดยไม่ต้องมีคนขับ ต่อมา การพัฒนานั้นก็ค่อย ๆ เล็กลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น กล้องสูงขึ้น การส่งรังสีมาจากอินฟาเรด คลื่นสั้นคลื่นยาวร้ายแรงและรุนแรงขึ้น เล็ก ๆ ที่ประเทศไทยเราเรียกว่าโดรน (Drone) โดรน (Drone) เดี๋ยวนี้ในตะวันออกกลางก็ใช้เยอะมาก มองไม่เห็นมันบินสูงเป็นสิบกิโลเมตร สามารถทำลายล้างคู่ต่อสู้ได้อย่างมหันตภัยเลยนะครับ ต่อไปครับอันนี้คือโดรน (Drone) อีกประเภทหนึ่งเหมือนใยแมงมุม โดรน (Drone) มันใช้ได้ถ่ายภาพร้อยแปดจิปาถะ ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของสงครามหรือไซเบอร์วอร์ (Cyber War) ที่ท่านว่า มันก็สามารถสำรวจ ร้อยแปดจิปาถะ โดยเฉพาะป่าไม้ที่กำลังจับ ๆ กันอยู่ ทวงผืนป่าคืนสู่แผ่นดินก็ใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ในอดีตและมาวัดดูว่าปัจจุบันใครไปบุกรุก เป็นหลักฐานที่ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ต่อไปครับ อันนี้ก็เหมือนกันก็โดรน (Drone) อีกประเภทหนึ่ง จากตรงนั้นแล้วผมอยากกราบเรียนว่า นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเรื่องนี้มานานมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ภาพต่อไปครับ นี่ครับ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านก็ใช้เครื่องมือไฮเทค (High-tech) มานาน คอมพิวเตอร์ รวมทั้งสื่อสารต่าง ๆ จะเห็นได้จากภาพ ผมไม่ต้องอภิปรายนะครับ ต่อไปครับ สิ่งหนึ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าเทคโนโลยีนั้นโดยหลักการคือ การทำให้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดเป็นสิ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นเทคโนโลยีที่ดีสมบูรณ์จึงควรจะสร้าง สิ่งที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและมีความสูญเปล่าหรือความเสียหาย เน้น เสียหาย ที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด นี่เป็นความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เมื่อก่อนนี้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ๓ แห่งนี้ ถือเป็นสถาบันเดียวกันแล้วแยกมาทีหลัง ที่อาคารใหม่สวมอัมพรเมื่อไรครับ วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๒๒ นานไหมครับ ทันสมัยไหมครับ ท่านกล่าวเอาไว้ตั้งแต่สมัยโน้น แล้วก็พัฒนา กันเรื่อยมาการใช้โทรศัพท์ตั้งแต่อันใหญ่ ๆ จนถึงเดี๋ยวนี้พอยกมือถือขึ้นผมถ่ายรูปท่านประธานปั๊บ ส่งไปได้ทั่วโลกเลย ถ่ายปั๊บไปได้เลยทั่วโลก ผมไม่อยากบอกยี่ห้อขนาดนั้นเลย ท่านส่งไปกี่คน ก็ได้อีก มันทันสมัยขนาดนั้น แล้วผมอยากกราบเรียนว่ากระดุมที่ผมใช้อยู่หรือเข็มกลัด เนกไทนี่นะครับ ท่านประธานเขาเอากล้องถ่ายรูปใส่เข้าไว้ พอผมเข้าไปคุยกับท่านประธาน คุยเสร็จปุ๊บภาพท่านประธานออกไปเลยแต่ไม่เห็นภาพผมนะ และท่านประธานพูดอะไร แม้แต่คุยกับผมสองต่อสอง ๒ คนนี่นะครับ ขอประทานโทษนะครับ ปรึกษางานกัน มันออกไปเลยครับ ทั้งเสียงทั้งภาพ ทำได้หมดเลย หรือแม้แต่หมวกที่มีเครื่องหมายเขาก็ ติดซ่อนอะไรไว้ ร้อยแปดจิปาถะสามารถทำได้ เทคโนโลยีปัจจุบันนี้นะครับมันสูงส่งแบบชนิด ที่ว่าไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ภายใน ๓๐ ปีนี้ และไม่แน่ใจว่าอีก ๑๐ ปีอะไรจะเกิดขึ้น ในอนาคต ถามว่าอันนี้ประเทศเล็ก ๆ ประเทศอย่างเราภัยมาไหมครับ ภัยมาอยู่ใกล้กาย ท่านเลยนะครับ ใกล้กายอย่างยิ่งเลยครับ ผมจึงเห็นว่าการที่ท่านกรรมาธิการเสนอเรื่องนี้มาถูกเวลา ถูกสถานที่ สำหรับผมนะครับ เพื่อน พี่ ๆ สปท. ที่รักผมเห็นด้วยและจะต้องสนับสนุนอย่างยิ่ง ไม่ใช่เฉพาะสนับสนุน ณ ที่นี้ ไปวงไหนผมก็จะบอกว่าต้องรีบมี ต้องรีบมีนะครับ แต่อย่างไรก็ตามต้องรีบมีของผม ผมมีเงื่อนไขบางประการนะครับ
ภาพต่อไปครับ ผมอยากจะบอกว่าเทคโนโลยีมีคุณมหาศาลนะครับ หากใช้ ให้เกิดประโยชน์แต่ต้องพึงระลึกว่าสิ่งใดที่ให้ประโยชน์มากก็จะมีโทษมากเสมอในทุกเรื่อง ก็ฝากท่านไว้ ทีนี้ข้อเสนอเพื่อพิจารณาของผมนะครับ
ข้อที่ ๑ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าต้องให้ ความรู้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ท่านมีเจ้าหน้าที่สักกี่คนเก่งสุด ๆ ของโลกไม่ได้นะครับ ประชาชนทุกคนต้องรู้ทันรู้เท่าต้องให้ประชาชนรู้เรื่องว่าระบบไอที (IT) ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบต่าง ๆ มือถือร้อยแปดจิปาถะที่ท่านใช้มันมีทั้งคุณและโทษอยู่เสมอ ซึ่งขณะนี้จะเห็นว่า การโอนเงินเขาโกงไปนี่ที ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทก็ใช้มือถือทั้งนั้น ก็ต้องฝากไว้ว่า เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เฉพาะคอมพิวเตอร์นะระบบการสื่อสารทุกประเภท รวมทั้งภาพถ่ายที่ท่านถ่าย ถ่ายไปแล้วเก็บไว้ที่ไหนไปถ่ายสนามบิน ขอประทานโทษท่านประธานขออนุญาตอีกนิดเดียว ใกล้จบแล้วครับ
ข้อที่ ๒ ประเทศไทยต้องมีระบบป้องกันหรือเคาน์เตอร์ที่ท่านกำลังทำนะครับ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นอันตรายต่อประเทศ และต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจัง มิใช่ระบบไปเอาเขาลงโทษร้อยแปดจิปาถะต้องระบบเคาน์เตอร์ เคาน์เตอร์อย่างไรก็คือว่า เมื่อเวลาใครส่งคลื่นอะไรมาท่านต้องมีระบบเคาน์เตอร์ ไม่ใช่คลื่นเหล่านั้นมาถึงเป็นพิษ เป็นภัยต่อประชาชนนะครับ
ข้อที่ ๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบดังกล่าว นี่คือระบบไซเบอร์ ของท่านที่ท่านจะตั้งกรมนี่นะครับ หากกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้องมีโทษมากกว่าเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐและประชาชน ที่ท่านกำหนดโทษไว้ว่าให้จำคุก ๓ ปี ปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท ผมว่ามันจิ๊บจ๊อยมากนะ ทำความเสียหายมากมายเกี่ยวกับไซเบอร์ ท่านทำโทษจิ๊บจ๊อยมากเท่ากับลักทรัพย์ ผมว่าท่านลองนำกลับไปคิดให้ดีอีกทีว่ามันโทษอย่างไร ทำความผิดอย่างไร โทษจะเป็นอย่างไร แต่ผมว่าอย่างนี้ไม่หลาบจำหรอกและความเสียหาย ต่อชาติบ้านเมืองเป็นหมื่นล้านบาท แต่ว่าทำโทษนิดเดียว ๓ ปีก็ฝากท่านไปทบทวนอีกที
ข้อที่ ๔ ในกรรมการของท่านปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการและเป็นเลขานุการและให้ตั้งผู้ช่วยได้ ๒ คน ท่านไปดูสิครับ และให้ต้องตั้ง เจ้าหน้าที่ ๒ คนที่เป็นผู้ช่วยไม่เป็นกรรมการต้องตั้งในกระทรวงดิจิทัล ถามว่าเรื่องนี้มันเป็น เรื่องบูรณาการข้ามกระทรวงเยอะแยะมากเลย โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหม ถามว่าทำงาน ไม่ทันหรือครับ ผมอยากจะเสนอว่าให้ตั้งผู้ช่วยได้สัก ๔ คนได้ไหมครับถามว่าตั้งไปทำไม ไปช่วยงานท่านนะครับ และควรจะตั้งได้ทั้งคนในกระทรวงและนอกกระทรวง หมายถึงว่า ตั้งจากกระทรวงของท่านที่เรียกสั้น ๆ แล้วก็ตั้งจากกระทรวงมหาดไทยสักคน จากตำรวจ ก็ได้สักคนหนึ่ง หรือตั้งจากกระทรวงกลาโหมสักคน งานท่านก็จะทำงานได้ราบรื่นขึ้น
ข้อที่ ๕ ท่านกำลังเสนอตั้งกรมใหม่เอี่ยมเรี่ยมเร้ ผมก็ว่าจำเป็น จำเป็นแต่ว่า ผมอยากจะกราบเรียนว่าต้องได้คัดสรรคนที่มาทำงานเก่งจริง ๆ นอกจากเก่งแล้วต้องเป็นคนดี ซื่อสัตย์ต่อชาติบ้านเมืองต่อประชาชนให้เขาเข้ามาทำงาน อย่าไปลูบหน้าปะจมูก อันนี้ เป็นบุตรชาย นาย ก นาย ข นามสกุลดี ท่านต้องระมัดระวังมิฉะนั้นกรมใหม่ของท่าน แทนที่จะเป็นกรมเคาน์เตอร์จะเป็นกรมที่ตรงข้ามกันนะครับ แล้วก็ต้องมีอัตรากำลังไม่มาก เพราะมันใช้เครื่องมือไฮเทค (High-tech) และต้องใช้บูรณาการกับส่วนราชการอื่น ๆ แต่สามารถใช้เครื่องมือที่เป็นไฮเทค (High-tech) ได้ ก้าวล้ำนำยุค ไม่ใช่เรื่องนี้หนูยังไม่รู้เลย ท่านอธิบดีขา เรื่องนี้เดี๋ยวหนูจะไปหาค่ะ ไม่ได้ ต้องรอบรู้นะครับ และเมื่อให้ความรับผิดชอบสูง ท่านต้องให้เงินตอบแทนเขาสูง ผมอยากกราบเรียนว่างานท่านก็จะประสบความสำเร็จ ผมก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ผมเสนอท่าน ลองกลับไปพิจารณาทบทวนดู อะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองโดยรวมก็ขอให้ท่าน ได้พิจารณาครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณมากครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ก่อนอื่นผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการนะครับว่างานความมั่นคง แล้วก็ปลอดภัยไซเบอร์นั้นต้องเป็นงานของภาครัฐ ต้องเป็นของหน่วยราชการ จะให้เป็น องค์กรมหาชนมีรายได้ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้เพราะมันจะมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วก็การเข้ามาแทรกแซงของคนอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชนเข้ามาในกิจการที่เกี่ยวกับ ความมั่นคงของประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับระบบไซเบอร์หรือว่าการสื่อสารสมัยใหม่ คราวนี้ ในมุมมองของผม ผมอยากจะพิจารณาประเด็นนี้แยกออกมาเป็น ๒ ส่วน คือเรื่องนโยบาย แล้วก็มาตรการว่าด้วยการป้องกันการโจมตีด้วยระบบไซเบอร์กับอันที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของ เทคนิคแท้ ๆ เกี่ยวกับองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์การสื่อสาร สมัยใหม่ ในส่วนแรกที่เกี่ยวกับนโยบายนั้น ประเทศไทยโดยตลอดมาก็มีสภาความมั่นคง แล้วก็มีสำนักเลขาธิการสภาความมั่นคง แล้วก็สภาความมั่นคงก็มีนายกรัฐมนตรี แล้วก็ บรรดารัฐมนตรีแล้วก็ปลัดกระทรวงสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงเป็นกรรมการอยู่ แล้วถ้าเผื่อ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงที่ชายแดน ความมั่นคงที่เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงที่ ๓ จังหวัดภาคใต้แล้วก็ความมั่นคงภายในของประเทศโดยทั่ว ๆ ไป ก็จะมีการพิจารณา แล้วก็ตัดสินใจเป็นนโยบายที่สภาความมั่นคงเป็นหลัก ฉันใดฉันนั้นถ้าเผื่อเราจะพูดกันเรื่อง ความมั่นคงและปลอดภัยของระบบไซเบอร์ของประเทศไทยทำไมจะไม่ให้เรื่องนี้เข้าไปอยู่ใน กรอบของสภาความมั่นคง ส่วนจะตั้งมาเป็นคณะอนุกรรมการเฉพาะภายใต้กรอบนี้ก็ไม่น่าจะ เสียหายอะไร และมันก็จะทำให้การทำงานมันไม่กระจัดกระจาย แล้วก็ไม่ต้องตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาใหม่ เพราะตัวหัวก็คือนายกรัฐมนตรีอยู่นั่นเอง แล้วนี่มันเรื่องเกี่ยวกับ ความมั่นคงมันก็ควรจะโยงกับสภาความมั่นคง แล้วก็เกี่ยวกับสภาความมั่นคง หน่วยงานที่สำคัญ นอกจากสำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงนั้นก็คือสำนักงานสันติบาลหรือว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะฝ่ายสันติบาล แล้วก็หน่วยงานข่าวกรองทั้งหมดของ ๓ เหล่าทัพที่อยู่ภายใต้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นอกจากนั้นแล้วก็มีสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ถ้าเผื่อในส่วนนี้ แน่นอนกระทรวงที่จะต้องเข้ามาก็คือกระทรวงไอทีซี แล้วก็กระทรวงดิจิทัลที่จะตั้งขึ้นใหม่ ผมก็ยังไม่ค่อยจะเห็นด้วยว่าทำไมต้องแยก ๒ กระทรวง ไม่เป็นอะไรเอาตรงนั้นไว้ ผมคิดว่า ทั้งหมดก็มาอยู่ที่สภาความมั่นคงได้ตั้งเป็นอนุกรรมการทางด้านไซเบอร์เสีย แล้วมีประเด็น ปัญหาอะไรก็ว่ากันที่สภาความมั่นคง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ แล้วก็ตัวเนื้องาน มันก็ไม่ได้แยกแยะออกไปได้ เพราะว่าจะเป็นตรงชายแดนภายในประเทศภาคใต้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็จะพัวพันกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ก็ให้อยู่ที่นั่นเสียจุดเดียวความเป็นบูรณาการ ของการทำงานก็จะมีขึ้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ทางด้านเทคนิค จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการป้องกัน โพรเทกชัน (Protection) การวางระบบเครือข่ายในการที่จะป้องกันประเทศไม่ให้ถูกโจมตี จากภายนอกหรือว่าจากภายในเป็นเรื่องเทคนิคแท้ ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่เขาเรียกกันว่า ต่อต้านการก่อการร้ายหรือว่าการข่าวกรองที่เรียกว่าเคาน์เตอร์อินเทลลิเจนซ์ (Counter Intelligence) มันเป็นเรื่องของเทคนิคที่บุคลากรที่สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สันติบาล หน่วยงานข่าวของกองทัพ แล้วก็เจ้าหน้าที่ทางเทคนิคของกระทรวงไอทีซี (ITC) หรือ กระทรวงดิจิทัล ก็จะต้องทำงานกัน ณ จุดเดียวอย่างแข็งขันในการที่จะป้องกันความมั่นคงปลอดภัย ของประเทศไม่ให้ถูกโจมตีด้วยระบบไซเบอร์จะเป็นเรื่องของการก่อการร้าย การยึดเครื่องบิน เรื่องพลีชีพต่าง ๆ อีกมากมายมันเป็นเรื่องของข่าวกรองเป็นสำคัญที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีความสำคัญยิ่งก็จะต้องดูด้วยว่าทั้งหมดนี้เครื่องมือเครื่องใช้ต้องอยู่กับที่ฝ่ายเทคนิค อันนี้ จะเรียกอะไรก็แล้วแต่เพราะว่าต้องควบคุมทั้งดาวเทียม การส่งข่าวที่จะเข้าออกระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นเรื่องเทคนิคแท้ ๆ แล้วก็ฝ่ายเทคนิคซึ่งอาจจะหนักไปทางด้านฝ่าย เคาน์เตอร์อินเทลลิเจนซ์ (Counter Intelligence) ซึ่งเขาทำงานภายใต้คณะกรรมการหรือ อนุกรรมการในกรอบของสภาความมั่นคง เป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะเสนอไว้
อันที่ ๒ จะทำอะไรก็แล้วแต่ทางกรรมาธิการต้องให้ความมั่นใจว่าบุคลากร ของเราจะพร้อมและถ้าเผื่อเราจะเสนอไปจาก สปท. มันต้องมีข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนา บุคลากร จะใช้คำว่าฮิวแมน รีซอร์ซ ดีเวลอปเมนต์ (Human Resource Development) หรือว่าคาพาซิตีบิวดิง (Capacity Building) ก็แล้วแต่ต้องถาม ผมอยากจะขอคำตอบหรือว่า เราต้องหาให้ได้ว่าเรามีเจ้าหน้าที่ที่รู้เรื่องไซเบอร์ ณ วันนี้กี่ร้อยคนแล้วก็อยู่ที่ไหน มีส่งไปเรียน หนังสือที่ไหนในประเทศไทยไปต่างประเทศอย่างไร มีการฝึกอบรมเป็นระยะ ๆ เพราะว่า เทคโนโลยีเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์มันเปลี่ยนทุกวัน ถ้าเผื่อบุคลากร ไม่พร้อมมันก็จะมีแต่ผู้ที่รู้กฎหมาย อดีตข้าราชการ ปลัดกระทรวง ผมว่าไม่ใช่ครับ เราต้องการเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคที่จะมาทำในเรื่องของเคาน์เตอร์อินเทลลิเจนซ์ (Counter Intelligence) ต่อต้านการก่อการร้ายที่จะมาจากระบบไซเบอร์เป็นเรื่องสำคัญ
ส่วนอันที่ ๓ ก็คือว่าเครื่องมือเครื่องใช้ในการที่จะวางระบบเครือข่ายทั้งหมด จะไว้ที่สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ คงไม่ใช่ที่กระทรวงไอซีทีหรือว่าที่กระทรวงไซเบอร์ เพราะนั่นมันเป็นหน่วยข้าราชการพลเรือน ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องป้องกันประเทศในแง่นั้น จะวางเครือข่ายระบบอย่างไร และเครื่องมือเครื่องใช้ ณ วันนี้พร้อมหรือไม่ และมันอยู่ที่ไหนบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไร จะจัดซื้อจัดหาจากที่ไหน และจะมีบุคลากรทางด้านเทคนิคที่จะช่วย ฝ่ายนโยบายคือตัวนายกรัฐมนตรีในการที่จะคัดเลือกเครื่องมือเครื่องใช้และระบบที่ดีที่สุดนี้ ได้อย่างไร
ประเด็นที่ ๔ ก็คือว่าเราไม่ใช่เป็นเจ้าของระบบระหว่างประเทศ เราจะได้รับ ความร่วมมือจากบริษัทที่ผลิตเครื่องมือแล้วก็บริษัทที่ทำซอฟต์แวร์ (Software) จะเป็น แอปเปิล (Apple) อื่น ๆ นะครับ จะเป็นของคุณซักเกอร์เบิร์ก ของบิล เกตส์ ต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะมีความร่วมมือกับเขาอย่างไร และถ้าเผื่อเราทำ ๑ ต่อ ๑ ไม่ได้เพราะว่าพลังอำนาจ ของการต่อรองเราไม่พอ เราจะร่วมมือกับประเทศอาเซียนทั้งสิบได้ไหม ไหน ๆ จะเป็น ประชาคมอาเซียนแล้ว แต่ว่าที่สำคัญกว่านั้นคือเราต่างเป็นสมาชิกขององค์กรไอทีซี (ITC) ระหว่างประเทศที่นครเจนีวา ที่ผ่านมานี้เขาได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือคำแนะนำกับเราในการวางระบบของการป้องกัน การถูกโจมตีจากไซเบอร์มากน้อยแค่ไหน ในเอกสารไม่ได้กล่าว อันนี้ต้องพูดมาว่า ณ วันนี้ ในฐานะที่เราเป็นสมาชิกไอทีซี (ITC) เราได้รับความร่วมมืออย่างไร และเขาจะมามีส่วนร่วมกับเรา อย่างไรในการเจรจาต่อรองกับบริษัทที่ขายพวกฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือซัปพลายเออร์ (Supplier) กับอันที่ ๒ ในการเจรจาต่อรองกับบริษัทซอฟต์แวร์ (Software) ที่มีระบบข้อมูลต่าง ๆ แล้วก็วิวัฒนาการมันก็เปลี่ยนไปแล้ว เราพูดถึงเรื่องบล็อกเชน (Blockchain) ใช่ไหมว่าจะมา ทดแทนระบบการเคลื่อนไหวทางการเงินทั้งหมด และถ้าเผื่อพวกเรานั่งในนี้ ๒๐๐ ชีวิต ต่างมีบัญชีของบล็อกเชน (Blockchain) แล้วจะถูกโจมตีใครจะป้องกันเรา และเรามีองค์ความรู้ เกี่ยวกับบล็อกเชน (Blockchain) ณ วันนี้ของฝ่ายนโยบายมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อยู่ที่กระทรวงคมนาคมอยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีหรือไม่ อย่างไร ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องคิดให้มันครบเสียก่อน ไม่อย่างนั้น เราเริ่มต้นไม่ได้ครับ การออกพระราชบัญญัติมันง่าย การตั้งคณะกรรมการแห่งชาติมันก็ง่าย แต่ทั้งหมดนี่มันเป็นเรื่องของเทคนิค เป็นองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีแล้วก็วิทยาศาสตร์ และมันก็ต้องการความร่วมมือกับต่างประเทศเป็นอย่างมาก
อีกประเด็นหนึ่งก็คือข้อ ๕ เรื่องสิทธิเสรีภาพ ผมได้พูดหลายครั้งว่าจะทำ จะทำอะไรโดยภาครัฐ และภาครัฐจะช่วยประชาชนได้มันก็มี ๒-๓ เรื่องเท่านั้นเองที่ต้อง ระบุให้ชัดว่าอะไรที่จะกระทบกับความมั่นคง ความลับทางทหารแน่นอน เพราะว่าอาวุธทั้งหลาย มันจะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เขาเข้ามาแจม (Jam) เราก็ยิงจรวดไม่ได้ การสื่อสารภายใน กองทัพทั้งหมด จากส่วนกลางไปที่ต่างจังหวัดอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หรือเราจะมีกองกำลังสันติภาพ ของสหประชาชาติในแอฟริกาติดต่ออะไรกันก็ไม่ได้เพราะว่าถูกบล็อกหมด เราจะต้องคิด ให้มันครบ แล้วก็นอกจากความมั่นคงเราก็ต้องดูว่าที่จะละเมิดไม่ได้ก็คือบทบัญญัติ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องแจงออกมาว่ากี่ประเด็น กี่ข้อ กี่มาตราและที่สำคัญก็คือว่า จะต้องไม่ไปมอมเมาเยาวชนให้หลงผิดแล้วก็หลงทาง แล้วก็ไม่ต้องละเมิดศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคมไทย ต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องแจงหมดเพราะมันเกี่ยวกับ ความมั่นคงในภาพรวมต้องนิยามให้ชัดว่าอะไรที่จะกระทบต่อความมั่นคงจากการโจมตี ของระบบไซเบอร์ที่จะมาจากทั้งในแล้วก็นอกประเทศ และเมื่อนิยามแล้วและเมื่อมีประเด็นปัญหา เกิดขึ้นจะแค่หน่วยข้าราชการประจำไม่ได้ครับ เรามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นอกเหนือจากศาลยุติธรรม แต่นั่นมันเป็นป้อมปราการสุดท้าย จะทำไม่ทำอะไรโดยฝ่าย ข้าราชการหรือภาครัฐต้องให้เกียรติแล้วก็ต้องเคารพต่อสถานะแล้วก็การคงอยู่ของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย อันนี้ ต้องระมัดระวัง เพราะที่ผ่านมานั้นมันมีความเป็นอำนาจนิยมอย่างมากในสังคมไทยที่อะไร ๆ ก็รัฐ เหมือนกับควบคุมจำกัดจำเขี่ยสิทธิเสรีภาพของประชาชน อันนี้ต้องระมัดระวัง เป็นสำคัญนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าการจะทำอะไรนั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน เป็นสำคัญ จะต้องไม่คำนึงถึงอำนาจรัฐแล้วก็หน่วยราชการเป็นสำคัญ อันนี้ไม่ใช่ครับ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบริการความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตของมนุษย์ที่เป็นประชาชนพลเมืองไทย เป็นสำคัญ เราต้องตระหนักในเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะอ้างเรื่องความมั่นคงแล้วก็มี การควบคุมประชาชนแล้วก็ละเมิดสิทธิเขาโดยการออกพระราชบัญญัติ ผมคิดว่าต่าง ๆ เหล่านี้ จึงอยากจะขอให้คณะกรรมาธิการทบทวนใหม่หมดเลย คือมาเสนอแล้วก็มาแก้บางประการ บางประเด็นของร่างพระราชบัญญัติที่ผ่าน ครม. หรืออยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เป็นการเพียงพอ เพราะว่า ๕-๖ ประเด็นที่ผมเสนอมานั้นยังไม่ได้เห็นในสิ่งที่ได้ชี้แจง หรือว่าในเอกสาร ถ้าเผื่อจะทำกันจริง ๆ จัง ๆ แล้วเราต้องมีความพร้อมในเรื่องของนโยบาย นิยามเรื่องความมั่นคงมันอะไรบ้างที่จะละเมิด แต่ว่าที่สำคัญกว่านั้นก็คือความพร้อม ทางด้านเทคนิค วิชาการถ้าเผื่อ ณ วันนี้ผมไม่ทราบว่ามันมีเจ้าหน้าที่ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับไซเบอร์ และเทคนิคในการป้องกัน ๓๐ คนทั้งประเทศมันไปไม่ได้ครับ แล้วก็การเจรจาต่อรอง กับทั้งพวกซัปพลายเออร์ (Supplier) ทั้งฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) สถานะความร่วมมือในกรอบของอาเซียน (ASEAN) แล้วก็ร่วมกับองค์การไอทีซี (ITC) ที่นครเจนีวา ถ้าเผื่อมันไม่ชัดอย่างนี้เราก็เหมือนกับมองเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าเราไม่ได้มองในภาพใหญ่ แล้วก็เอาภาพใหญ่นั้นมาวางบนโต๊ะ แล้วก็มาช่วยกันคิดช่วยกันทำจะดีกว่าไม่อย่างนั้น มันก็จะรีบร้อนเกินไปทำแต่ในเรื่องเฉพาะเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นการเพียงพอเราจะไม่แก้ปัญหา การถูกโจมตีจากทั้งภายนอกและภายในได้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มอีก ๒ ท่าน คือ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน และท่านสมพงษ์ สระกวี เชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่จริงผมค่อนข้างเสียดายว่าเราน่าจะได้ อภิปรายในภาพรวมได้กว้างขวางกว่านี้ คือผมเห็นว่าในขณะนี้พวกเราทุกคนยืนอยู่บนจุดเปลี่ยน ของประเทศไทยที่สำคัญยิ่ง และการปฏิรูปที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งในยุคสมัยนี้ ก็คือการปฏิรูปดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้ทำการเผยแพร่ออกมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ช่วงปลายเป็นช่วงก่อนที่จะมีสภาปฏิรูปแห่งชาติเสียด้วยซ้ำ แล้วก็ได้เผยแพร่ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกมารวมทั้งสิ้น ๑๐ ฉบับ ฉบับนี้คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... เป็น ๑ ใน ๑๐ ฉบับนั้น ต่อมาก็ได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมค่อนข้างสูง โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมและจำกัดสิทธิ เสรีภาพมากเกินไปหรือไม่ในช่วงต้นปี ๒๕๕๘ และประกอบกับอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้ รายงานมาเองการจัดทำกฎหมายของรัฐบาลทั้ง ๑๐ ฉบับก็ค่อนข้างที่จะรวดเร็ว รวดเร็วจนบางทีก็สับสนกันอยู่เหมือนกัน ในที่สุดร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๑๐ ฉบับก็ได้ยุบรวม เหลือ ๘ ฉบับ แต่ว่าในการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติท่านไม่ได้เสนอ พร้อมกันทีเดียวทั้ง ๘ ฉบับ ซึ่งอันที่จริงแล้วการที่จะให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงประเทศ ลักษณะของกฎหมายชุดหรือกฎหมายพ่วงอย่างน้อยควรจะต้องเสนอมาพร้อม ๆ กัน ทีนี้เราก็เลยจะเห็นภาพที่แปลกก็คือกฎหมายที่ง่ายที่สุดก็คือร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ผ่านออกมาแล้ว ใช้บังคับแล้ว เรามีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แล้วแต่เราไม่มีรัฐมนตรีครับ ยังมีร่างกฎหมายอีก ๗ ฉบับที่อยู่ในการพิจารณาในชั้นของ สนช. ซึ่งผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งและผมก็ติดตามรับฟังอยู่เสมอมา ที่สำคัญที่สุดก็คือ ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. .... ซึ่งเกือบ ๆ จะผ่านแล้ว แต่ก็ได้มีการอภิปรายแล้วก็มีการทบทวนในมาตราสำคัญที่เกี่ยวกับว่าใครจะเข้ามาเป็น คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า ภาคเอกชนจะเข้ามาเป็น คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยตรงเลยจะดีหรือไม่ดีนะครับ ขณะนี้ก็ยังมีร่างพระราชบัญญัติอีกหลายฉบับ เฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการควบคุม ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการแก้ไข ปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนะครับ โดยสรุปในเบื้องต้นผมอยากจะให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของประเทศที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา เวลาเราพูดถึงคำว่าดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือเวลาเราพูดถึงคำว่าไซเบอร์ คนรุ่นเรามักจะรู้สึกว่ามันไกลตัว แต่ความจริงแล้วมันอยู่ในนี้ทั้งหมดครับ นี่คือดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งหมด นี่คือไซเบอร์ทั้งหมดที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติม นิยามคำว่า ไซเบอร์ ไป เดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นนะครับ หลาย ๆ ประเทศที่การพัฒนาทางด้านนี้ เขาไปไกลแล้วเขาไม่ใช้กระเป๋าสตางค์แล้วครับ มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) เครื่องเดียว เดินออกมาจากบ้าน เรียกแท็กซี่ จ่ายสตางค์ ซื้อของข้างทาง แม้กระทั่งการชอปปิง (Shopping) นั้นกระทำการผ่านสมาร์ตโฟน (Smartphone) ผ่านออนไลน์ (Online) หมด เราคงเคยได้ยินคำว่าฟินเทค (FinTech) เคยได้ยินคำว่า คราวด์ฟันดิง (Crowd Funding) ที่จะทำให้ธนาคารอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันแทบจะหมดความหมายไปนะครับ ท่านประธานครับ พูดได้อีกยาว แต่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่าจะมีสักวาระหนึ่งไหมครับที่เราสามารถ จะมีความเห็นโดยภาพรวมถึงการปฏิรูปดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่การอภิปราย เป็นส่วน ๆ อภิปรายเรื่องกฎหมาย กสทช. ทีหนึ่ง อภิปรายวันนี้กฎหมายไซเบอร์ทีหนึ่ง ในขณะนี่เป็นการปฏิรูปใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยจะเคยมีมาและมันจะเป็นการปฏิรูป ที่เข้ามาถึงห้องนอนเราครับ ท่านประธานครับ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติที่ทาง คณะกรรมาธิการเสนอมานี้ ผมคิดว่าผมไม่สามารถตอบได้ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ผมซักซ้อมความเข้าใจของกระผมนะครับว่าบางครั้งผมก็รู้สึกตกใจเหมือนกันครับว่า ถ้าเผื่อการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยจะเคยมีมา หรือในประวัติศาสตร์ ของมนุษยชาติ คือการปฏิรูปดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อเปลี่ยนไปแล้วทำให้ สิทธิเสรีภาพของเราลดน้อยลง ทำให้สิทธิเสรีภาพของเราถูกด้านควบคุม ด้านกำกับ ด้านความมั่นคงเข้ามาครอบงำจนทำให้บดบังความคิดสร้างสรรค์ที่ควรที่จะได้เจริญงอกงาม จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ การปฏิรูปที่ว่านี้มันดีหรือมันไม่ดีครับ กระผมเชื่อว่า สิทธิเสรีภาพนั้นไม่อาจที่จะมีได้โดยปราศจากขอบเขตที่จำกัด แต่มันต้องมีดุลยภาพ ที่เหมาะสมระหว่างด้านสิทธิเสรีภาพ กับด้านการกำกับควบคุม หากเทน้ำหนักไปที่ด้านสิทธิเสรีภาพ มันก็จะเกิดสภาพที่ไร้ทิศ ไร้ทาง ไร้การควบคุมและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ กระผมไม่ปฏิเสธ แต่ถ้าเผื่อเทน้ำหนักไปที่ด้านกำกับและควบคุมนะครับ ท่านจะสูญเสียความคิดสร้างสรรค์ ถ้าปราศจากเสียจากความคิดสร้างสรรค์ในหมู่ประชาชน แล้วเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นว่า จะถูกกำกับ ควบคุมจะถูกสอดส่องผมไม่แน่ใจว่าทิศทางการพัฒนาทางสติปัญญาของประเทศ จะเดินไปในทิศทางใด ท่านประธานครับ กระผมเห็นว่าข้อเสนอที่สำคัญที่สุดของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ถ้ากระผมจะไม่ลงไปที่เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติเลย ก็คือท่านกำลังเสนอให้หัวหน้าคณะ คสช. นั้นใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ ฉบับที่ผ่านประชามติซึ่งมาตรา ๒๖๕ กระผมไม่จำเป็นต้องอ่าน ทวนให้ฟังนะครับ แต่ว่าอำนาจหน้าที่ของ คสช. ยังคงอยู่ทั้งหมด รวมถึงมาตรา ๔๔ ไปจนกว่าจะส่งมอบอำนาจให้รัฐบาลใหม่ ท่านกำลังเสนอให้ทาง คสช. หรือทางนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็คือใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตามปกติ ซึ่งผมเข้าใจว่าในกรณีนี้ไม่น่าจะใช้ได้ ก็ต้องเป็นการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา ๒๖๕ ในช่วงบทเฉพาะกาล ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นมาตรา ๔๔ ให้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ กปช. ชั่วคราว แล้วก็ให้เอา แผนของ กปช. นี้ไปใส่ไว้ในคณะกรรมการถาวรตามร่างกฎหมายที่จะเกิดขึ้นภายหลัง กระผมว่าอันที่จริงข้อนี้คือหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะกระผมดูแล้วท่านเสนอความเห็นต่อ ร่างกฎหมายฉบับนี้เกือบจะเรียกได้ว่ายกร่างใหม่หมดทั้งฉบับนั่นแหละครับถ้าท่านดู ทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นแทบจะไม่ต้องเสนออันนั้นเลย ถ้าเสนอแต่เพียงให้รัฐบาลหรือให้ คสช. นั้นจัดตั้ง กปช. ชั่วคราวเพื่อทำการวางรูปแบบวางแนวทางของกฎหมายไซเบอร์ฉบับนี้ แล้วก็ให้กฎหมายไซเบอร์นั้นรับไปเป็นแนวทางนั้นกระผมว่าจะทุ่นเวลาและทุ่นการอภิปราย ไปได้เยอะทีเดียว อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑
กระผมยังมีความเห็นในประเด็นที่ ๒ สมมุติว่าผ่านข้อเสนอแรกก็คือ เรามีความเห็นพ้องต้องกันว่าความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์นั้นสำคัญอย่างยิ่ง จำเป็นที่จะต้องมี กปช. ชั่วคราวโดยอำนาจพิเศษ กระผมก็เห็นว่าอำนาจชั่วคราวของ กปช. ที่จะวางแนวนั้น ก็น่าจะพอเหมาะพอสม ร่างกฎหมายไซเบอร์ฉบับจริงและคณะกรรมการไซเบอร์ตัวจริงนั้น ท่านควรจะให้ผ่อนด้านสิทธิเสรีภาพเพิ่มขึ้นมาได้บ้างไหมครับ คือมันมี ๒ ขั้นตอนถ้าท่านวาง ขั้นตอนแรกไว้เข้มคือใช้อำนาจพิเศษจัดตั้ง กปช. ชั่วคราว ท่านควรจะไปผ่อนในเรื่อง ร่างกฎหมายไซเบอร์ ตัวจริงให้มีด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านสิทธิเสรีภาพ ด้านสร้างสรรค์อย่างน้อยขึ้นมาให้ได้ดุลกับด้านควบคุม ไม่ใช่เข้ม ๆ ทั้ง ๒ ทาง เพราะถ้าเข้ม ๆ ทั้ง ๒ ทางมันจะทำให้ผมจินตนาการไม่ออกครับผมไม่ค่อยฉลาดทางด้านนี้นัก แต่ไม่อยากให้ เทคโนโลยีใหม่นั้นมีแต่ตัวเทคโนโลยีแต่ว่าเวลาเราจะใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปเราต้อง ระมัดระวังอย่างสูง กระผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่ท่านเสนอแนะมาในความเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติไซเบอร์ตัวจริงเผื่อท่านสมาชิกจะได้ดูตามกันไปแล้วก็ช่วยกันให้ความเห็น ผมเอาในตารางทางขวางที่หน้า ๓ ก็แล้วกัน ท่านนิยามคำว่าหน่วยงานเอกชนเพิ่มเข้าไปใหม่ แล้วก็นิยามคำว่าไซเบอร์เพิ่มเข้าไปใหม่ ผมจะชี้ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเห็นว่า จากนิยามทั้ง ๒ คำนี้ มันเกี่ยวพันกับชีวิตของทุกท่านอย่างไรบ้าง นิยามคำว่าไซเบอร์ ไซเบอร์ หมายความว่า กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร ข้อมูลคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์ ครอบจักรวาลครับ ไลน์ (Line) เฟซบุ๊ก (Facebook) วอตส์แอป (WhatsApp) ทุกประการทั้งสิ้นทั้งปวง สื่อมวลชนยุคใหม่ทั้งที่ ประกอบวิชาชีพสื่อแล้วก็อยากจะสื่อกันเอง โดนหมดครับ เข้าข่ายนิยามคำว่าไซเบอร์หมด ทีนี้มาดูนิยามตัวที่ ๒ ก็คือนิยามคำว่าหน่วยงานเอกชน คือเวลากรรมาธิการชี้แจงก็ดีครับ หน่วยงานเอกชน หมายความว่า หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นจากการรวมตัวของบุคคล หรือคณะบุคคลเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานที่แสวงหากำไร หรือที่ไม่แสวงหากำไร โดยไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตาม โดนหมดครับไม่มีอะไรยกเว้นเลย นิยามไว้ทำไมครับ ร่างกฎหมายไซเบอร์ตัวจริงฉบับนี้ท่านเปลี่ยนจากเดิมที่จากเป็นองค์การมหาชน ให้เป็นส่วนราชการ ประเด็นนี้ผมไม่มีความเห็นครับ รับได้ ท่านเปลี่ยนโครงสร้าง องค์ประกอบจากรัฐมนตรีดีอี (DE) เป็นประธานให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ข้อนี้ผมก็มี ความเห็นตามสมควร แต่ว่าก็ยังไม่ถึงกับสำคัญที่สุดนะครับ แต่ว่าประเด็นสำคัญที่สุด ที่ผมอยากจะชวนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกคุยก็คือว่า ท่านกำลังจะเอาส่วนราชการ กปช. นี่ มากำกับทั้งหน่วยงานของรัฐแล้วก็หน่วยงานเอกชนในกิจกรรมที่เกี่ยวกับไซเบอร์ ท่านครับ ผมอ่านนิยามคำว่าไซเบอร์ไปแล้ว ผมอ่านคำนิยามคำว่าหน่วยงานเอกชนไปแล้ว นั่นก็คือหมายความว่าจากนี้ไป กปช. สามารถสั่งการกับเอกชนได้ ซึ่งก็อาจจะมีความจำเป็น แต่เมื่ออ่านดูตัวร่างกฎหมายในมาตราที่เกี่ยวข้องตั้งแต่มาตรา ๒๘ เป็นต้นไป ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด อ่านแล้วมันดูหวาดเสียวอย่างไรชอบกลครับ ผมขออนุญาตยกเป็นตัวอย่างเพียงมาตรา ๒๘ ก็ได้ครับ
มาตรา ๒๘ ของเดิมเขาเขียนว่า ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการภายใต้ กฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้นให้สอดคล้องกับแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ หรือโครงการตามมาตรา ๒๗ ท่านให้เติมคำว่าหน่วยงาน ภาคเอกชนเข้าไป ก็อ่านได้ความว่า ให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชนดำเนินการ ภายใต้กฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้นให้สอดคล้องกับแนวทาง มาตรการแผนปฏิบัติการหรือโครงการตามมาตรา ๒๗ ก็ควบคุมหมดทั้งประเทศ มันจำเป็นถึงขนาดนี้หรือไม่ นี่คือคำถาม ถ้าท่านยืนยันว่าจำเป็นก็จะได้อภิปรายกันต่อไป
มาตรา ๒๙ ข้อความเดิม ในกรณีที่เห็นสมควร กปช. อาจกำหนดให้ หน่วยงานของรัฐแจ้งรายชื่อผู้รับผิดชอบตามแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ หรือ โครงการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่อ กปช. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหา ภัยคุกคามทางไซเบอร์
ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องปฏิบัติงานโดยยึดถือแผนปฏิบัติการ มติ หรือการสั่งการของ กปช. หรือคำสั่งของประธานกรรมการ กปช. หรือผู้ซึ่งประธานกรรมการ โดยความเห็นชอบของ กปช. มอบหมายเป็นสำคัญ
การไม่ปฏิบัติตามวรรคสองถือเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
อันนี้อยู่ที่เอกสารทางขวางหน้า ๑๘ ท่านเสนอไว้ในข้อเสนอของท่านว่า เห็นควรเพิ่มคำว่า หน่วยงานเอกชนต่อท้ายคำว่า หน่วยงานของรัฐ ทีนี้ถ้าอ่านใหม่ตามที่ท่าน แก้ไขสมมุติแก้มาตามนี้ ผมเป็นประชาชนคนหนึ่งผมกลัวเลยครับ ไม่ทราบผมกลัวถูก หรือเปล่านะครับ มันจะอ่านว่าอย่างนี้ครับ ในกรณีที่เห็นสมควร กปช. อาจกำหนดให้ หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชนแจ้งรายชื่อผู้รับผิดชอบตามแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ หรือโครงการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือ ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่อ กปช. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานในการ ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์
ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องปฏิบัติงานโดยยึดถือแผนปฏิบัติการ มติ หรือการสั่งการของ กปช. หรือคำสั่งของประธานกรรมการ กปช. หรือผู้ซึ่งประธานกรรมการ โดยความเห็นชอบของ กปช. มอบหมายเป็นสำคัญ
การไม่ปฏิบัติตามวรรคสองถือเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
ก็แปลว่าถ้า กปช. เห็นสมควรที่จะกำหนดมาตรการใด หน่วยงานเอกชน ตามนิยามที่ผมได้กล่าวข้างต้นคือพวกเราทุกคนก็ถือว่ามี กปช. เป็นผู้บังคับบัญชา อันตรายทางไซเบอร์จำเป็นที่จะต้องให้ส่วนราชการเข้ามากำกับการดำเนินการของเอกชน ทุกขั้นทุกตอนมากถึงขนาดนี้หรือไม่ สมควรมีระยะเวลาหรือไม่ สมควรมีเงื่อนไขที่กำหนด บ้างหรือไม่ ผมคงจะไม่ต้องอภิปรายไปถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการ กปช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นรองประธาน แล้วก็มี หน่วยงานทางราชการเป็นหลัก และผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ คน ก็ไม่มีส่วนใดเลยที่จะมีส่วนที่มาจาก ภาคเอกชนหรือภาคประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับนี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างใหญ่หลวง ผมคงไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้ แต่อยากจะกราบเรียนว่าการปฏิวัติดิจิทัลในประเทศไทย ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นเราจะต้องสร้างดุลให้ดีระหว่างด้านที่เป็นสิทธิเสรีภาพกับด้านกำกับควบคุม โดยเฉพาะในด้านกำกับควบคุมนั้นมันก็มี ๒ มิติ การกำกับควบคุมโดยรัฐกับการกำกับควบคุม โดยกลุ่มทุนภาคเอกชน และที่สำคัญก็คือในสมการทั้งหมดนี้ประชาชนซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาล ถือว่าเป็นศูนย์กลางมีส่วนร่วมอยู่ตรงไหนบ้างในรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปที่เพิ่งผ่านประชามติไป แผนการปฏิรูปใด ๆ ก็ต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชนให้ประชาชนมีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกและคณะกรรมาธิการนั้นถือว่าสิ่งที่ผมอภิปรายมานี้เป็นข้อสังเกตเชิงบ่นสนทนา ปรับทุกข์กับท่าน เราหลีกหนีไม่ได้การปฏิวัติดิจิทัล แต่ผมไม่อยากให้รูปแบบหรือ กระบวนการปฏิวัติดิจิทัลที่เกิดขึ้นมาทำลายความคิดสร้างสรรค์ในหมู่ประชาชนลงไป ผมเป็นคนไทยผมเกรงใจที่ต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในเชิงตั้งข้อสังเกตหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราสูญเสีย กสทช. ที่เป็นอิสระไปแล้วไม่เป็นอะไรครับไม่ว่ากัน ต่อไป กสทช. ก็ต้องปฏิบัติ ตามนโยบายของคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน้าตาของ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น กลุ่มทุนภาคเอกชนจะเข้ามา โดยตรงแค่ไหน หรือไม่ ประการใด อยู่ที่กฎหมายที่จะคลอดออกมาจาก สนช. ในขณะนี้ แม้ว่าเราจะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่พิจารณาเรื่องกฎหมายความผิดไซเบอร์ ผมในฐานะประชาชน คนหนึ่ง ส่วนตัวไม่เดือดร้อนเพราะอายุค่อนข้างมากแล้ว กำกับนักก็ไม่ต้องสื่อสารมากนัก ก็ไม่เป็นอะไร แต่ต้องคิดถึงคนรุ่นหลังเราต้องคิดถึงคนไทยอีกรุ่นหนึ่งที่เขาเติบโตขึ้นมาจาก โลกไซเบอร์ และเขามีความคุ้นชินอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเขาเห็นรูปแบบของการปฏิรูปดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม รูปแบบของกฎหมายความผิดไซเบอร์ รูปแบบของกฎหมาย ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ที่ สนช. ออกมาแบบนี้ มันอาจจะเป็นการสื่อสาร ที่ผมอาจจะผิด อาจจะเป็นการสื่อสารที่แสดงให้เห็นว่าโลกยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้น ดุลมันจะเอียงไปทางด้านกำกับควบคุม มากกว่าด้านเสรีภาพ ประเด็นต่าง ๆ นี้ผมจะไม่พูดถึงตัวบทรัฐธรรมนูญเลยนะครับว่าจะขัด หรือไม่ขัดแค่ไหนประการใด แต่อยากจะพูดในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม กับท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกคนว่าเราต้องช่วยกันคิดให้เต็มที่ สิ่งใดที่ผมพูดผิดข้อเท็จจริงไป ก็กราบขอประทานอภัยและท่านได้โปรดชี้แจง คือผมอยากเห็นภาพรวมว่าโลกในยุคดิจิทัล โลกในยุคไซเบอร์ซึ่งเรากำลังก้าวเดินเข้าไปนั้นผมจะคงมีความคิดอิสระ จะคงมีความคิดสร้างสรรค์ ที่จะสื่อสารถึงเพื่อนประชาชนด้วยกันโดยที่ไม่ต้องกริ่งเกรงหรือไม่ต้องระมัดระวังว่า มันจะขัดกฎหมายไซเบอร์ มันจะขัดกฎหมายคอมพิวเตอร์แค่ไหน อย่างไร และอีกประการหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าโลกดิจิทัลและโลกไซเบอร์นั้นมันไม่มีพรมแดนครับ กฎหมายไทย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ของไทย พ.ร.บ. ไซเบอร์ของไทยก็คงกำกับได้แต่ในประเทศไทย สมมุติว่า เราเขียนให้เข้มไปขนาดนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่มาจากภายนอก ประเทศได้มากแค่ไหน ประการใดก็เป็นข้อสังเกตแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปนะคะ เชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อำนวยการ บริษัท สื่อปัญญาไทย จำกัด อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลาค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงผมก็เห็นใจ เพื่อนกรรมาธิการทางด้านการปฏิรูปด้านการสื่อสารที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างสำคัญเลย เพราะเนื่องจากว่าพอพูดถึงเรื่องไซเบอร์ พูดถึงเรื่องของโลกดิจิทัลยุคใหม่นั้น ความเข้าใจ ของสังคมโดยทั่วไปก็จะเข้าใจกันไปหลากหลาย ซับซ้อน ทั้งส่วนที่กระทบและไม่กระทบ แต่เมื่อผมได้พิจารณาเอกสารของกรรมาธิการจริง ๆ แล้วนี้ผมคิดว่าท่านมุ่งประสงค์อยู่ใน หัวใจเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยทางด้านไซเบอร์เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่าน ยกขึ้นมาเสนอต่อสภา สปท. เราในวันนี้ จึงรวมศูนย์อยู่ที่เรื่องของความมั่นคงปลอดภัย ทางด้านไซเบอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรแก่การพิจารณาและเป็นเรื่องซึ่งเป็นความมั่นคงแบบใหม่ ซึ่งจะปล่อยเลยไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าข้อเสนอของกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชน ที่จะปฏิรูปในเรื่องการป้องกันหรือในเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ ของประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญครับ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเรื่องนี้นั้นผมตอกย้ำ ตามเอกสารท่านก็แล้วกันนะครับ พร้อมจะตั้งคำถาม ท่านบอกว่าเนื่องจากว่าระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต (Internet) ของประเทศเราอยู่ในภาวะอันตรายจากภัยคุกคาม จากการถูกโจมตี จากการถูกบุกรุกจากการจารกรรมข้อมูลและท่านยังบอกว่ายังจะมีโอกาส ถึงขั้นจะถูกทำลายให้เสียหายหรือไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ยังไม่มีกลไกป้องกัน ท่านประธานครับ ถ้าพูดกันอย่างนี้ ถ้าอ้างเหตุผลกันอย่างนี้ผมก็ต้องตั้งคำถามนะครับว่า ท่านเอาเหตุผลนี้ที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ คืออะไร เป็นคำถามนะครับ ใครมาจารกรรม โจมตีบุกรุก อันเป็นภัยทางความมั่นคงทางไซเบอร์ที่ท่านกล่าวนี้ ตัวอย่างรูปธรรมนี้คืออะไร จึงจะต้อง ตื่นตระหนกหรือไม่ตื่นตระหนก แต่เป็นถึงกับจะต้องเตรียมการเพราะผมดูอาการในข้อเสนอ ของท่าน ขนาดท่านรอ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ทันครับ ท่านเห็นว่าไม่ทันแล้ว จะรอ พ.ร.บ. ความมั่นคงทางไซเบอร์นี่ก็ช้าไปแล้ว เนื่องจากภัยคุกคามนั้นมาเคาะประตู อยู่หน้าบ้านแล้ว และกำลังจะเข้าบ้านแล้ว และเข้าไปหลายรอบด้วยซ้ำไป แต่ยังไม่ได้ทำลาย อะไรมากมายถ้าฟังอย่างนี้ท่านเลยเสนอแนวการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนต่อสภาแห่งนี้ว่า ให้แต่งตั้งคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติชั่วคราว โดยใช้มาตรา ๔๔ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ กรรมาธิการ กำลังบอกกับสภาแห่งนี้ว่าความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศนั้นนี่เป็นอันตรายถูกคุกคาม ถูกโจมตี บุกรุกจนถึงจะทำลายให้เสียหายแล้ว คำโตนะครับ เรื่องใหญ่นะครับ ไม่ใช่เรื่องที่ สภาแห่งนี้จะไม่ยกมือให้ท่านนะครับ เพราะขนาดรอ พ.ร.บ. เขายังไม่รอเลยไม่ทันแล้ว ภัยคุกคามมันมาถึงแล้ว ท่านประธานครับจะประชุมลับก็ได้ ผมอยากถามว่าช่วยยกตัวอย่าง รูปธรรมให้ผมได้ฟังหน่อย ขออนุญาตประชุมลับก็ได้เพื่อท่านจะได้บอกว่าไม่ให้ใครรู้ เพราะเรื่องแบบนี้ที่จริงแล้วเขาไม่พูดกัน นานาประเทศต้องป้องกันและต้องใช้อำนาจอธิปไตย ในการป้องกันประเทศของเราเป็นสิทธิของเราที่จะปกป้องประเทศเราทั้งด้วยกฎหมาย และทั้งด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีที่ปกป้องการรุกราน การจารกรรม หรือการทำร้ายประเทศเรา ทางด้านไซเบอร์ แต่เอาเถอะของเรามันอะไรก็ต้องกฎหมาย ไม่มีกฎหมายแล้วทำไม่ได้อะไร ก็ต้องมีกรรมการถึงต้องรีบตั้งกรรมการความมั่นคงปลอดภัยให้นายกมาเป็นประธาน และอาจจะต้องถึงใช้มาตรา ๔๔ ถึงจะตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมาได้ทันทีเพราะภัยคุกคาม ท่านประธานครับ ผมจำได้ว่าเราคุยกันในสภาแห่งนี้ว่าปัญหารูปธรรมของการรุกราน โจมตี หรือข่มขู่ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เกิดขึ้นกับใครในสาเหตุอะไรก็เกิดขึ้นจากองค์กรเอกชน ต่างประเทศที่มีสัญลักษณ์หน้ากากขาวเรียกตัวเองว่านักรบไซเบอร์ ไร้สัญชาติ ไร้ดินแดน ตั้งชื่อกลุ่มตัวเองว่าอะนอนีมัส (Anonymous) แล้วก็เรียกร้องความร่วมมือจากนักไซเบอร์ ในประเทศร่วมมือกันถล่มไซเบอร์ของส่วนราชการให้แฮงก์ (Hang) บ้างให้พบเข้ากันไปเยอะ ๆ จนกระทั่งว่าเครื่องแฮงก์ (Hang) ทำงานไม่ได้นะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ได้เห็นและเราก็ทำอะไร เขาไม่ได้เพียงเพราะเราเห็นว่าเราเป็นสิทธิและอำนาจของประเทศเราที่เราจะควบคุมดูแล เราเลยออกเหมือนกับคล้าย ๆ พ.ร.บ. ที่รู้จักกันทางสังคมว่าซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) ซึ่งถ้าว่าไปแล้วเรื่องซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) นี้ ผู้ที่อยู่ทางฝ่ายความมั่นคงนี่เขารู้ นานาชาติเขาก็ทำกันทั้งนั้นแต่เขาไม่พูดเขาจับกันทั้งนั้นฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่มีเสรีภาพ ความมั่นคงทางไซเบอร์นี่เขาก็เหนือกว่าใคร อเมริกาไม่ต้องพูดถึงประเทศอื่น ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น แต่ของเราพอจะทำนี่ทั้ง ๆ ที่เป็นอำนาจภายในประเทศเรา เป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศเรา ที่จะปกป้องรักษาความมั่นคงของประเทศเราที่จะปกป้องกันลุกลามทางไซเบอร์จะมีดินแดน หรือไม่มีดินแดนจะจากใครก็เป็นสิทธิของประเทศเรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เราจะปกป้องประเทศเรา แต่ถามว่าทำไมซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) ถึงมีเรื่อง และทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีเรื่องต่อไปอีก ก็เพราะว่าเราทำเป็นไม่เข้าใจว่าโลกใบนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งไร้พรมแดนก็คือเรื่องการสื่อสาร ห้ามยากมาก เพราะโลกใบนี้การสื่อสาร มันไร้พรมแดนและสิ่งหนึ่ง ซึ่งมาพันกันเข้านั่นก็คือหลักเป็นหลักสากลที่เป็นที่ยอมรับ ของทั่วโลกและถูกบัญญัติไว้ในธรรมนูญของสหประชาชาติยูเอ็น (UN) ก็คือหลักว่าด้วย สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและสิทธิเสรีภาพทางความคิด ซึ่งเป็นหลักเสรีภาพสากล องค์การสหประชาชาติได้บรรจุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าเสรีภาพทางความคิด เป็นพื้นฐานแห่งเสรีภาพทั้งปวง คิดไปเถอะ คิดไป แต่อย่าคิดใช้ความรุนแรงฆ่าฟันคนก็แล้วกัน พอหลักสากลอันเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกว่าเสรีภาพส่วนบุคคลละเมิดไม่ได้ และเสรีภาพ ทางความคิดเป็นเสรีภาพของมนุษยชาติที่ละเมิดไม่ได้และเป็นอย่างไรครับ ในที่สุดเราอย่างดี ก็ได้ร้องขอท่านรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ก็ได้แค่ร้องขอเฟซบุ๊ก (Facebook) ว่าช่วยดูแลหน่อย อะไรที่มันผิดกฎหมายไทยดูแลหน่อย ขอร้องกูเกิล (Google) ขอร้องไลน์ (Line) ขอร้องอินสตาแกรม (Instagram) ขอร้องพวกไร้พรมแดน ทั้งหลายว่านี่ประเทศไทยถ้าผิดกฎหมายไทยดูแลกันหน่อย แต่ประชาชนทั่วไปเขาเสพ สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลไปแล้วและประชาชนชาวไทยก็ไม่ต่างกับนานาประเทศในโลกใบนี้ ได้คิดถึงเรื่องเสรีภาพที่ไร้พรมแดนคือเสรีภาพของการสื่อสารและเสรีภาพส่วนบุคคลว่า รัฐจะมาก้าวล้ำมิได้ ดังนั้นขณะที่เราไม่ได้คิดจะก้าวล้ำส่วนบุคคลใครเลยตามเนื้อแท้นะครับ ตามเนื้อผ้านะครับ แต่เรามุ่งหมายแต่เพียงว่าถ้าคุณใช้เสรีภาพส่วนบุคคลนั้นมาทำลาย ความมั่นคงของเรา หรือเสรีภาพส่วนบุคคลนั้นมาทำให้เกิดการบุกรุกโจมตีหรือเป็นภัยคุกคาม เป็นอันตรายต่อประเทศเราก็ย่อมเป็นสิทธิของเราเหมือนกันที่จะต้องจัดการ คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วจัดการได้หรือเปล่าครับ อายเขาไหมครับ ถ้าเราต้องเรียกกูเกิล (Google) มาแล้ว เขาออกไปปฏิเสธนอกห้อง รับปากว่าจะร่วมมือและปฏิเสธนอกห้อง เพราะกูเกิล (Google) เฟซบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) อินสตาแกรม (Instagram) เขาไม่ได้ทำอยู่แต่ในประเทศไทย เขามีสาขาอยู่ทั่วโลก ประชากรไม่รู้กี่พันล้านใช้กูเกิล (Google) และประเทศไทยไม่ถึงร้อยล้าน บอกว่าตรวจสอบให้เราด้วยนะ เขาก็ย่อมเสียหลักการความมีเสรีภาพของกูเกิล (Google) ของไลน์ (Line) ของเฟซบุ๊ก (Facebook) กับทั่วโลกเขาก็ไม่ทำให้เรา แล้วอย่างไรครับ อายเขาไหม ท่านประธานครับ แต่ถามว่าแล้วมีไหม ในประเทศที่เขาบอกว่าคุณไม่ทำไม่เป็น อะไรแต่เราจะทำ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเขาไม่ยอม หรือบางประเทศท่านผู้รู้ ทางด้านความมั่นคงบอกผม ประเทศที่เจริญทางยุโรปเขาก็ไม่ยอม แต่เขาไม่มาพูดกันแบบนี้ เขามีเครื่องมือ เขามีมาตรการให้จัดการก็แล้วกันกับทุกผู้ทุกนามไม่สามารถอ้างสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคลได้แต่เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐแห่งชาติแห่งมาตุภูมิของเขาแล้วเขาจัดการได้ก็แล้วกัน แต่ของเราจัดการไม่ได้ และถ้าเกิดออกกฎหมายที่ล้าหลังไปขัดสิทธิเสรีภาพแล้วนอกจาก จะจัดการปัญหานี้ไม่ได้แล้ว เขาก็บอกว่าไปตั้งสำนักงานอยู่สิงคโปร์ ในขณะที่ประเทศไทยประกาศจะเป็นประเทศ ๔.๐ จะพัฒนาประเทศทุกด้านด้วยดิจิทัล จะเป็นประเทศ ๔.๐ แต่ปรากฏว่าทั้งไลน์ (Line) ทั้งกูเกิล (Google) ทั้งเฟซบุ๊ก (Facebook) ทั้งอินสตาแกรม (Instagram) ทั้งใครต่อใครยกโขยงออกจากประเทศไทย เพราะกฎหมาย คอมพิวเตอร์ที่กำลังจะออกและกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ที่กำลังจะออกมา ผมถึงเห็นใจ กรรมาธิการอย่างไรครับว่าแท้ที่จริงแล้ววันนี้เรากำลังวิตกกังวลและกรรมาธิการก็ได้เสนอ ประเด็นซึ่งถ้าพูดไปแล้วนี่นะครับ ออกจะเป็นที่ควรจะได้รับการสนับสนุนจากสภาแห่งนี้ อย่างท่วมท้น นั่นก็คือเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของชาติ ของประเทศว่า จะเอากันอย่างไร จะยืนอยู่บนถนนแห่งเสรีภาพการสื่อสารไร้พรมแดนนี่แต่ชาติอยู่รอด ปลอดภัยด้วย ไม่ให้ใครมาวอแวตบหน้าเราอย่างที่อะนอนีมัส (Anonymous) มันเคยตบมา กี่ครั้งแล้วเราจะทำกันอย่างไร ประชุมลับก็ได้เสนอโดยตรงไปสู่นายกรัฐมนตรีก็ได้ ไม่ต้องทำกรอบ ตามหลักการอะไรมากมายว่าจะต้องทำเป็นเสนอต่อสภาอภิปรายกันไปกันมาไม่เข้าสู่ ประเด็นเรื่องการดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ อันหมายถึงความมั่นคง ปลอดภัยของชาติ ของมาตุภูมิเรา ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีอีกท่านหนึ่งนะคะ มีท่านดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและสมาชิก ทุกท่านครับ ผม นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล สมาชิก สปท. หมายเลข ๖๓ ขอร่วมอภิปราย ในประเด็นนี้ ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่นำประเด็นสำคัญขึ้นมานะครับ แล้วก็ ทำให้เราเกิดความตระหนัก กระผมเองคงจะไม่เสียเวลาพูดย้ำในสิ่งที่ผู้อภิปรายท่านอื่นพูดไปแล้ว ตัวอย่างเช่นขณะนี้เราก็ต้องถือว่าคนไทย ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในระบบไซเบอร์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะหลายคนใช้ชีวิตมากมายดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดูหน้าจอมือถือแล้วก็หลายคนก็ฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงินและซื้อสินค้าผ่านหน้าจอเหล่านี้ แต่ผมมีประเด็นที่อยากจะเรียนหารือ ในประเด็นนี้ประมาณ ๔ เรื่องนะครับ
เรื่องแรกก็คือเรื่องความเสี่ยง เรื่องที่ ๒ คือเรื่องอาชญากรรม เรื่องที่ ๓ เรื่อง การทำให้เสียชื่อเสียงหรือสร้างข่าวลือ และเรื่องที่ ๔ ก็คือการก่อสงครามนะครับ
ในประเด็นแรก ในเรื่องความเสี่ยงที่เราพูดว่าเราโดนตบหน้าไปหลายหน เว็บไซต์ (Web Site) ราชการล่มไปบ่อย ๆ นี่ ผมเองไม่ค่อยอยากโทษคนโจมตีมากนัก เพราะว่าได้เคยมีโอกาสเข้าไปวิเคราะห์ดูว่าราชการไทยสร้างเว็บไซต์ (Web Site) ขึ้นมานี่ อยู่บนรากฐานของความเข้มแข็งหรือเปล่าขอเรียนว่ารากฐานเราไม่ดีนะครับ ดังนั้นหากว่า จะแก้ไขเรื่องประเด็นแบบนี้กรุณาอย่าไปตบไม้ตบมือกับผู้ที่โจมตีเลยครับ กลับมาซ่อมบ้านเรา ให้ฐานรากแข็งแรงก่อนจะดีกว่ารวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้วย สำหรับภาคเอกชนก็โดนบ้าง เหมือนกันแต่เนื่องจากว่าเขามีส่วนได้เสียทางเศรษฐกิจเขาจะรีบป้องกันทันทีแล้วก็แก้ไข แล้วลดความเสี่ยง เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าปัญหาที่ ๑ นั้นเป็นปัญหาเรื่องหน่วยงานภาครัฐ ไม่เข้มแข็งเอง หน้าที่ที่จะช่วยกันแก้ไขก็คือหาทางทำให้เขามีความรู้ มีความเข้มแข็ง ซึ่งอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน หรือแม้กระทั่งการโยกย้ายความรับผิดชอบทางด้าน ไอที (IT) ไปรวมกลุ่มอยู่ในหน่วยงานเดียวกันเพื่อจะเซิร์ฟ (Serve) หรือบริการให้กับ หน่วยงานภาครัฐด้วยระบบที่เข้มแข็งกว่า
ประเด็นที่ ๒ เรื่องอาชญากรรมนะครับเราก็เห็นว่ามีผู้ร้ายที่ดำเนินการ อะไรต่าง ๆ มากมาย ใครเผลอวางเงินเอาไว้ก็จะถูกขโมยไปในไซเบอร์ก็เช่นเดียวกันนะครับ ใครไม่รู้จักระวังตัวประชาชนทั่วไปก็ควรจะได้รับความรู้ว่าจะระวังตัวกันอย่างไร เหตุการณ์นี้ ถ้าหากว่าจะแก้ไข
ประการแรกนี่คงจะต้องเสริมความเข้มแข็งให้ประชาชนรู้จักวิธีระวังตัวด้วย จะดีกว่าที่จะไปจัดการกับอาชญากรเพียงอย่างเดียวเพราะว่าอาชญากรเหล่านั้นจริง ๆ แล้ว หน่วยงานที่เป็นระบบกลางของภาครัฐสามารถป้องกันได้ถ้าหากว่ามีระบบตรวจตรานะครับ ไซเบอร์อินเทลลิเจนซ์ (Cyber Intelligence) ไม่ว่าจะมาจากในหรือนอกประเทศ ถ้าหากว่ามีการตรวจตราจราจรที่ผิดปกติ แล้วก็มีข้อมูล มีองค์กรที่เข้มแข็ง แล้วก็มีตำรวจที่คอยทำหน้าที่รวบคนที่ทำความผิดพวกนี้ด้วยความรวดเร็ว ระบบตรวจตราน่าที่จะเป็นสิ่งซึ่งมีพลังสูงสุดนะครับ
กลุ่มที่ ๓ ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอินฟอร์เมชันโอเปอเรชัน (Information Operation) หรือว่าการสร้างข่าวลือให้ประเทศปั่นป่วน หรือทำให้บุคคลเสียชื่อเสียง อันนี้ ต้องยอมรับว่าเกิดขึ้นมากจริง ๆ นะครับ และจำเป็นที่จะต้องมีกลไกที่จะมาสร้างการป้องกัน แต่อย่างไรก็ดีการที่มีไซเบอร์อินเทลลิเจนซ์ (Cyber Intelligence) หรือว่าการตรวจตราว่า ใครกำลังทำอะไรอยู่สามารถสังเกตได้ แล้วก็มีหน่วยงานที่จะจ้องมองดูสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ไม่แตกต่างไปจากการที่มีด่านชายแดนเพื่อที่จะตรวจตราคนเข้าออก หรือว่ามี ตม. อยู่ที่สนามบินเพื่อที่จะดูว่าใครผิดปกติที่เข้าออกมาบ้างนั้นก็คงจะต้องเป็นหน้าที่ ของหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด
ประเด็นที่ ๔ ในกรณีที่มีการก่อสงครามทางไซเบอร์ คำว่าก่อสงครามรุนแรง กว่าอาชญากรรมนะครับ ก็หมายความว่าผู้ที่ตั้งใจจะโจมตีมีทรัพยากรพร้อมพรั่ง บางครั้ง อาจจะได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลต่างประเทศด้วยนะครับ ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ผมเชื่อว่า ประเทศไทยนั้นอาจจะต้องเตรียมตัวเรื่องประเด็นนี้ให้เข้มแข็ง ซึ่งอาจจะต้องมีการรวมพลัง ของหน่วยงานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่นสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ แล้วก็หน่วยงานทางด้านองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แล้วก็ ผู้ที่มีความรู้ทางด้านแกะรหัสลับ ซึ่งบุคคลเหล่านี้เราจำเป็นจะต้องรวบรวมแล้วก็หาที่ทำงาน ให้เขาทำงานด้วยกันได้อย่างเข้มแข็ง กรณีเช่นนี้ผมเชื่อว่ายากเกินกว่าที่จะตั้งหน่วยงาน แค่หน่วยงานเดียวขึ้นมาทำงาน จำเป็นที่จะต้องใช้โครงของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่จะทำงานร่วมกับภาคีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะสร้างความพร้อมในระดับประเทศ จากทั้งหมดเหล่านี้ผมก็อยากจะขอเปรียบเทียบให้เห็นว่าประเทศสิงคโปร์เขาวิเคราะห์ ของเขาอย่างไร การวิจัยของหน่วยงานภาครัฐสิงคโปร์เขาบอกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ ของราชการของสิงคโปร์เกือบทุกเครื่องมีมัลแวร์ (Malware) คือซอฟต์แวร์ (Software) ชั่วร้ายฝังอยู่ โดยที่ผู้ใช้ไปกดแล้วมันไหลเข้ามาในเครื่องโดยที่ไม่รู้ตัว แค่มีลิงก์ (Link) ทางอีเมล์ (e-Mail) ที่ซ่อนเอาไว้นี่ไปกดไม่ดีเข้าก็มีมัลแวร์ (Malware) เข้ามาอยู่ใน เครื่องมัลแวร์ (Malware) เหล่านี้เป็นซอฟต์แวร์(Software) ซึ่งผู้ใช้จะไม่รู้สึกตอนที่ติดเชื้อ แล้วก็พบว่ามัลแวร์ (Malware) เหล่านี้นอนอยู่ในเครื่องโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ ๑๑ เดือน ก่อนที่จะถูกสั่งการให้แผลงฤทธิ์ทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ ออกมาจนกระทั่งเกิดความปั่นป่วน แต่ ณ วินาทีที่เกิดความปั่นป่วนไม่มีผู้ดูแลระบบคนใดที่จะจัดการกับตรงนั้นได้จนกระทั่ง เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้ว แต่สิงคโปร์ก็ไม่ได้ออกกฎหมายคล้ายของไทย ที่บอกว่าจะต้องไป ควบคุมนั่น ควบคุมนี่ แต่เขาสั่งการต่อจากที่เขารายงานอันนี้ให้กับคณะรัฐมนตรีประมาณ ๑๐ เดือนหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดจะต้องเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยกันและแยกออกจาก เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) อิสระ แล้วก็จะต้องผ่านเกตเวย์ (Gateway) ของภาครัฐ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งและเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการสร้างความเข้มแข็ง ของหน่วยงานภาครัฐ แล้วก็ลดปัญหาบริการของภาครัฐถูกโจมตีจากภายนอก ดังนั้น ก็จะเห็นได้ว่าการต่อสู้กับระบบมัลแวร์ (Malware) นั้นเป็นเรื่องจริงจังที่เราจะต้องทำ ไม่แตกต่างไปจากสิงคโปร์ ผมไม่ทราบว่าประเทศไทยมีการศึกษาหรือไม่ว่าคอมพิวเตอร์ ในภาครัฐมีมัลแวร์ (Malware) อยู่ในเครื่องเฉลี่ยแล้วเครื่องละกี่ตัว แล้วก็มันแผลงฤทธิ์ เดือนหนึ่งกี่ครั้งนะครับ แล้วก็ขณะนี้เราอยู่ในสภาวะแค่ไหน ซึ่งสิ่งนี้หากจะออกกฎกติกา อะไรขึ้นมาข้อมูลเหล่านี้ควรจะเป็นตัวชี้วัดที่บอกว่าเมื่อเราดำเนินการแล้วเหตุการณ์เหล่านี้ ลดลง ๆ ตามลำดับจนกระทั่งเกิดความเข้มแข็ง ดังนั้นจึงนำมาสู่ข้อเสนอที่ผมคิดว่าเราน่าจะ ดำเนินการนะครับ เนื่องจากว่าข้อเสนอในรายงานฉบับนี้เปรียบเสมือนการยกร่างกฎหมายนี้ ใหม่เกือบทั้งฉบับ ดังที่ท่าน สปท. คำนูณได้พูดขึ้นมาเมื่อสักครู่นั้น ผมเลยใคร่ขอว่าควรที่จะ แยกแยะมาตรการต่าง ๆ ที่ใช้ในการต่อสู้กับความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ หลายประเภทที่แตกต่างกัน อย่างเช่นระบบธุรกรรมของประเทศไทยและเว็บไซต์ (Web Site) ราชการไม่เข้มแข็งเราต้องแก้ที่ตัวเราเอง เราจะต้องดำเนินการให้เข้มแข็งแต่ต้องหาวิธีทำ ที่ชนิดไม่แพ้เกินไป เช่นรวมศูนย์ หรือว่าสร้างกองทัพที่มีความเข้มแข็งที่จะคอยดูแลให้ เว็บไซต์ (Web Site) เหล่านี้สุขภาพดีตลอดเวลา
กลุ่มที่ ๒ การพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้เรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) ให้พอเพียงกับความต้องการทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน อันนี้ต้องใช้เงิน แล้วก็ไม่มีใครปฏิเสธเพราะว่าเป็นการสร้างคนสร้างความเข้มแข็งก็จะต้องกำหนดหน่วยงาน ที่รับผิดชอบขึ้นมาทำ
อันที่ ๓ เมื่อมีอาชญากรทั้งเล็กและใหญ่มาก่อกวนให้กับประชาชนก็คง จะต้องมีวิธีการสืบความแล้วก็ดำเนินการที่น่าจะต้องทำด้วยความรวดเร็ว แต่มีความชัดเจน และอยู่ในความเป็นธรรม แต่พอถึงอันต่อมาก็คือเรื่องของอันที่ใหญ่ที่สุดก็คือไซเบอร์วอร์แฟร์ (Cyber Warfare) ก็คือว่ามีการโจมตีขนาดใหญ่ในระดับชาติขึ้นมา ผมยกตัวอย่างอันนี้บ่อย เพราะว่าในโลกนี้เคยเกิดเหตุการณ์ชนิดที่ว่าประเทศหนึ่งขอไม่เอ่ยชื่อ ไปโจมตีระบบทั้ง ระบบของอีกประเทศหนึ่งจนกระทั่งเสียหายใช้งานไม่ได้เลย การจัดการตรงนี้ก็ควรที่จะต้อง มีองค์กรที่เข้มแข็งและมีระบบที่ต้องมีความสมดุลระหว่างการล่วงล้ำไปในความเป็นส่วนตัว ของประชาชนแล้วก็ความเข้มแข็งของระบบ ทั้งนี้ก็คิดว่าคงจะต้องมีระบบยุติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) ที่ค่อนข้างรวดเร็ว หากไม่เป็นเช่นนั้น ประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศซึ่งอยากจะไปเร็ว แต่ว่าล้อเรามีเบรกมีอะไรติดพันกันไปหมด ดังเช่นที่ท่านคำนูณได้พูดถึงมาตรา ๒๙ ที่หากว่าครอบคลุมไปถึงประชาชนก็จะทำให้ ทุกคนทำงานด้วยความฝืด แต่ว่าเราก็จำเป็นที่จะต้องมีเบรกที่มีพลังสูงหากว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทั้งนี้คนที่เหยียบเบรกจะต้องมองเห็นสถานการณ์ชัดเจน ห้ามเหยียบเบรกโดยที่ตัวเอง มองไม่เห็นอะไรเพราะว่าจะเกิดความเสียหายกับประเทศ แล้วก็การเหยียบเบรกนั้นจะต้องเร็ว พอสมควรเพื่อไม่ให้เกิดความหายนะ ดังนั้นกระบวนการทั้งหมดผมจึงใคร่ขอเรียนเสนอว่า น่าที่จะต้องจัดให้เป็นระบบที่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แยกแยะระดับของปัญหาว่า วิธีแก้ปัญหาไม่จำเป็นที่จะต้องใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด เพราะปัญหาแบบหนึ่งก็ต้องใช้อีก หน่วยงานหนึ่งทำ ปัญหาอีกแบบหนึ่งก็ให้อีกหน่วยงานหนึ่งทำ และยิ่งกว่านั้นในการ เปรียบเทียบว่าควรจะมีหน่วยงานเดียวหรือว่าหลายหน่วยงานก็อยากจะฝากกลับไปพิจารณา เพราะว่าในการกำกับดูแลประเทศนั้นผมก็พบว่าหลายหน่วยงานที่เป็นกรมได้สร้างปัญหา ให้กับประเทศในระดับที่มีเรื่องไอยูยู (IUU) อยู่ เพราะตัวเองเป็นผู้กำกับดูแล แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ ของตัวเองให้ถูกต้อง แต่ในทางกลับกันมีหน่วยงานกำกับดูแลหลายหน่วยงานที่ไม่ใช่เป็นกรม แต่มีประวัติการทำงานที่ดีเยี่ยม ตัวอย่างเช่น ก.ล.ต. หรือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นต้น ทั้ง ๒ หน่วยงานไม่ได้เป็นกรม แต่กำลังทำหน้าที่ในระดับชาติที่ค่อนข้างจะสำคัญ จึงใคร่ขอเรียนฝาก ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ เพื่อจะนำประเด็นไปทบทวนและพิจารณาขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกจะอภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการตอบ เรียนเชิญท่าน พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขอบพระคุณท่านสมาชิกที่อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสังเกตและ ผลการศึกษา รายงานฉบับนี้ ก่อนอื่นที่ผมจะตอบผมขออนุญาตทำความเข้าใจกับ ท่านประธานเพื่อนสมาชิกว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งคุ้มครองต่อระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือไซเบอร์ของชาติ ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ระบบการติดต่อสื่อสารของชาติ ซึ่งจะแตกต่างกับร่างพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ซึ่งมุ่งคุ้มครองผู้ถูกกระทำ สิ่งที่เพื่อน สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องประเด็นต่าง ๆ ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นในเรื่องเนื้อหา ด้าน พ.ร.บ. ฉบับนี้มิได้เน้นในเรื่องเนื้อหาแต่เน้นในเรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศ ซึ่งขอเรียนท่านประธานว่าอย่างที่ท่านขออนุญาตเอ่ยนามท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ได้อภิปราย เว็บไซต์ (Web Site) ระบบคอมพิวเตอร์ของส่วนราชการก็ดี ภาคเอกชนก็ดีถูกโจมตีทุกวัน เพียงแต่ว่าความเสียหายปีหนึ่งหลายร้อยผมว่าเป็นพันล้านนะครับ แต่ที่ว่ามิได้ปรากฏเป็นข่าว สู่สาธารณะเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของหน่วยเอกชนต่าง ๆ เหล่านั้น ผมขออนุญาตนำเสนอถึงภัยคุกคามนะครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นการกำหนด มาตรการ ยุทธศาสตร์ วิธีการดำเนินการให้หน่วยราชการและหน่วยงานภาคเอกชนไปจัดทำ ระบบการรักษาความปลอดภัยมาตรฐานกลาง โดยคณะกรรมการ กปช. จะกำหนด มาตรฐานกลางที่หน่วยราชการหรือหน่วยงานภาคเอกชนต้องไปปฏิบัติเพื่อรักษาความปลอดภัย ระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ละหน่วย ถามว่ามาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดนั้นมีการสร้างมาตรการ เพิ่มเติมในความเสี่ยงของแต่ละด้าน เช่น ในเรื่องความมั่นคงทางทหารก็จะมีมาตรการเข้มข้น ในด้านความมั่นคงทางทหาร ทางด้านขนส่งสาธารณะหรือสาธารณูปโภค หรือการเงิน การธนาคารก็จะมีมาตรการที่เข้มข้นไปในทิศทางนั้น สำหรับประชาชนทั่วไปในรายงานหน้า ๗ เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ข้อ ๘ ส่งเสริมสนับสนุนให้เผยแพร่ความรู้ให้บริการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนฝึกอบรมยกทักษะเกี่ยวกับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย หรือกรณีอื่นใดเกี่ยวกับ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อันนี้อยู่ในผนวก ก นะครับร่างเดิมซึ่งเราไม่ได้แก้ไข ผมขออนุญาตตอบประเด็นที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายนะครับ
ในส่วนของท่านสุรินทร์ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ สิ่งที่ท่านสุรินทร์ ได้อภิปรายไว้ปลัดกระทรวงดีอี (DE) ขอให้ตั้งผู้ช่วยดำเนินการได้ ๔ ท่าน อันนี้เราก็จะรับไป พิจารณาว่าเนื่องจากปลัดกระทรวงดีอี (DE) จะเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ กปช. ชั่วคราว ส่วนในร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณานำเสนอก็คือให้เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นเลขาธิการ สามารถตั้งผู้ช่วยได้ ๒ ท่าน ตัวเลขอันนี้ก็จะนำไปพิจารณานะครับ การเสนอตั้งหน่วยงานใหม่จะต้องคัดสรร บุคลากร ต้องเก่งและดีและซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง เราคงต้องยอมรับนะครับว่าในประเทศไทย มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยในโครงข่ายคอมพิวเตอร์ ค่อนข้างน้อย ฉะนั้นเราคงนับตัวได้ ผมยกตัวอย่าง สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งอยู่ในกำกับของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่ ในการเฝ้าระวังการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศ ท่านทราบไหมครับมีเจ้าหน้าที่ รับผิดชอบกี่ท่าน มี ๗ ท่านครับ นี่คือปัญหาของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่จะตั้งขึ้นมานี่ก็จะตอบโจทย์ตรงนี้ในการบูรณาการดึงบุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถจากส่วนราชการต่าง ๆ มาใช้งาน ขอเรียนว่าสำนักงานคณะกรรมการ รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นหน่วยงานเชิงบูรณาการในการปฏิบัติโดยใช้ศักยภาพ ของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการที่จะนำเข้ามาสู่การบูรณาการในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับประเทศ ขออนุญาตตอบท่านกษิตนะครับ นโยบายมาตรการของ กปช. ในรายงานระบุไว้ว่าจะต้องอยู่ ภายใต้แผนรักษาความมั่นคงปลอดภัยของสภาความมั่นคงแห่งชาติปรากฏอยู่ในรายงาน เนื่องจากการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นเพียงสาขาหนึ่งในแผนการรักษา ความมั่นคงแห่งชาติเป็นเพียงสาขาหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้นในนี้ตัว กปช. จะต้องไปกำหนด แผนยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในร่มของแผนสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ประเด็นที่ ๒ บุคลากรมีความพร้อมหรือไม่ ผมขอเรียนว่าตรงนี้คือปัญหา ของประเทศ อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดสำนักงานคณะกรรมการ กปช. ซึ่งจะต้องเป็นสำนักงานซึ่งบูรณาการใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากหน่วยงาน ด้านต่าง ๆ โดยผ่านคณะกรรมการ กปช. ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานก็ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ ๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงนี้ก็จะเป็นตัวที่จะสามารถดึงเอาจุดเด่นของเจ้าหน้าที่ ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติงานสนับสนุนภารกิจของ กปช. ได้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ก็เช่นเดียวกันเราก็คงต้องใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ซึ่งอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ มาเพื่อสนับสนุนภารกิจของ กปช.
ประเด็นที่ ๔ ความร่วมมือจากเจ้าของเทคโนโลยี พ.ร.บ. ฉบับนี้มุ่งเน้น ในเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มุ่งพิทักษ์ปกป้องตัวเอง ฉะนั้นความร่วมมือจากเจ้าของเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่นที่ท่าน ได้ยกมา เช่นกูเกิล (Google) หรืออะไรพวกนี้ ผมได้เคยนำเรียนท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกในที่ประชุมแห่งนี้ว่าเราได้เสนอมาตรการต่าง ๆ ไปยังรัฐบาลในการที่จะขอ ความร่วมมือ เช่น ความร่วมมือเชิงธุรกิจ ความร่วมมือมาตรการเชิงบังคับ มาตรการทางภาษี ทั้งนี้ทั้งนั้นสิทธิเสรีภาพคณะกรรมาธิการเราเน้นในเรื่องกฎหมาย ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่วัตถุประสงค์ในการเชิงป้องกันตัวเอง ป้องกันระบบสารสนเทศ การสื่อสารของประเทศ ฉะนั้นการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลก็จะมีอยู่มาตราเดียว อำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ของ กปช. ก็ดี ของคณะกรรมการ กปช. ก็ดีเป็นเพียงกำหนด นโยบายแนวทางในการปฏิบัติให้หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน หรือประชาชน ไปกำหนดการปฏิบัติการตามมาตรการเพื่อพิทักษ์ปกป้องหน่วยงาน พิทักษ์ปกป้องตนเอง ให้พ้นจากภัยคุกคามทางเทคโนโลยีนะครับ มีเพียงมาตราเดียวคือมาตรา ๓๕ ในร่างเดิม ในร่างเดิมนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. โดยได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ กปช. สามารถเข้าถึงข้อมูล คือพูดง่าย ๆ เข้าไปดูข้อมูลละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ แต่กรรมาธิการเรา ตระหนักในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ความมั่นคงอย่างที่ท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ หรือท่านคำนูณได้อธิบายว่าทำอย่างไรให้มีความสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพและความมั่นคง ด้านต่าง ๆ มาตรา ๓๕ (๓) เราเสนอว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะกระทำการตามนั้นจะต้องมีคำสั่งศาลให้ปฏิบัติ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับได้เขียนไว้ว่าการกระทำใดที่จะละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคลของประชาชนจะกระทำได้ต้องออกกฎหมายบัญญัติ อย่างไรก็ตามเราคง ยึดหลักสากลว่าเสนอไปว่าให้เป็นคำสั่งศาลในการที่จะเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ยกเว้น ภัยคุกคามนั้นมีอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง หากไม่ดำเนินการแก้ไขโดยทันทีจะเกิดความเสียหาย ต่อระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้อง ประชาชนจำนวนมาก ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยความเห็นชอบ ของ กปช. กปช. ต้องประชุมมีมติพนักงานเจ้าหน้าที่จึงดำเนินการได้ แต่ดำเนินการแล้ว จะต้องรายงานให้ศาลทราบโดยทันที ก็หมายความว่าอย่างไรก็ตามถึงแม้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. นี้จะไปกระทำการเพื่อพิทักษ์ปกป้องความเสียหายที่จะเกิดขึ้นไปได้ก่อนโดยมี เงื่อนไขว่าต้องได้รับความเห็นชอบจาก กปช. และต้องรายงานศาล ผู้ที่ถูกกระทำจากการ ปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ อันนี้เราเปิดช่อง เพื่อเป็นการถ่วงดุลในการใช้อำนาจมิให้ใช้อำนาจไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะครับ การประสานงานของต่างประเทศผมเรียนอีกประเด็นหนึ่งนะครับ ปัจจุบันเรามีเครือข่าย ในการประสานงานในเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับต่าง ๆ หลายระดับ ผมยกตัวอย่างในเรื่องภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ เรามีหน่วยงานมีชื่อย่อว่าเซิร์ต (CERT) คอมพิวเตอร์ อีเมอร์เจนซี เรสปอนส์ ทีม (Computer Emergency Response Team) ของไทยเรียกไทยเซิร์ต (ThaiCERT) ของสิงคโปร์เรียกซิงเซิร์ต (SingCERT) ของญี่ปุ่นเรียก เจแปนเซิร์ต (JapanCERT) เซิร์ต (CERT) ต่าง ๆ เหล่านี้จะมีหน้าที่ในการระมัดระวังป้องกัน ภัยคุกคามที่โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศ จะมีการประสานงาน มีการแจ้งเตือนกัน ตลอดเวลา นี่คือปัจจุบันที่ทำงานอยู่ ในส่วนการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเรามี อินเตอร์โพล (INTERPOL) ซึ่งดูแลเครือข่ายทั่วโลก เรามีอาเซียนนาโพล (ASEANAPOL) ดูแลในภูมิภาคของอาเซียน (ASEAN) เป็นต้นนะครับ
ของท่านคำนูณก็ขอบคุณในข้อสังเกตของท่านคำนูณหลาย ๆ ประเด็น เพียงแต่ว่าเราก็ยังเห็นว่าสิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องเดินควบคู่กันไป ๒ ประการ คือกฎหมาย ฉบับนี้มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน คณะกรรมาธิการเราเห็นว่ามีความจำเป็น ขณะเดียวกันภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ ซึ่งปรากฏอยู่ทุกวันทุกวินาทีทุกเวลาก็ยังเกิด ฉะนั้น ปัจจุบันการปฏิบัติการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ว่าทั้งหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน หรือประชาชน เป็นลักษณะของต่างคนต่างทำตามความสามารถตามศักยภาพของแต่ละหน่วย ของแต่ละบุคคล ฉะนั้นเมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมามีคณะกรรมการ กปช. ไม่ว่าจะเป็น ชั่วคราวหรือถาวรในภายหลังก็จะตอบโจทย์ตรงนี้ จะมีการบูรณาการในการใช้สรรพกำลัง ในการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ ในการที่จะพิทักษ์ปกป้องภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขออนุญาตว่าสิ่งที่พูดปัจจุบันมี และสิ่งที่กรรมาธิการเราคำนึงในอนาคตซึ่งมันใกล้จะเกิด เราพยายามมองไปข้างหน้า เพราะลักษณะของการศึกษาในเรื่องเทคโนโลยีเราคงไม่ได้มอง ในปัจจุบันเพียงประการเดียว เราคงต้องมองข้างหน้าว่าแนวโน้มของภัยคุกคามจะเป็นไปทาง รูปแบบใด แล้วเราก็มีความเห็นตรงกันว่าภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์จะเป็นภัยคุกคาม อันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อทุกระบบของประเทศนะครับ
สำหรับความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานภาคเอกชนเข้ามา ลำพังการกำหนด มาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เฉพาะภาครัฐประการเดียวมันไม่บรรลุผล การดำเนินการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ก็คงจะต้องทำครบวงจร คือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ฉะนั้นเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นสามารถดำเนินการ ป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดคำนิยามของภาคเอกชนเข้ามา คณะกรรมการก็คงมิได้มีเจตนารมณ์ในการที่จะไปสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่เชิงบังคับ แต่จะเป็น มาตรฐานกลางที่แต่ละหน่วยแต่ละคนจะต้องไปกำหนดนะครับ
ข้อเสนอของท่านคำนูณอยากให้เห็นมีภาคประชาชนอยู่ในคณะกรรมการ กปช. อันนี้ผมในฐานะประธานอนุกรรมาธิการก็จะขอรับไปพิจารณาปรับในส่วนของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ ท่าน ให้มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้นะครับ
ของท่านสมพงษ์ก็ขอบพระคุณนะครับ แล้วก็สิ่งที่ท่านห่วงใยตรงนั้นก็ปรากฏ อยู่ในรายงานฉบับที่แล้วของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการ สื่อสารมวลชนเรื่องการประสานงานผู้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ ตรงนั้นก็จะสามารถ ตอบโจทย์ท่านได้นะครับ
ของท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ การให้ความรู้ความสามารถภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนมีอยู่ในภารกิจของสำนักงาน กปช. ที่จะต้องไปทำให้ประชาชนรู้จัก หน่วยงานของรัฐ มีมาตรฐานในการกำหนดมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้งประชาชนที่จะรู้เท่าทันภัยคุกคามและกำหนดมาตรฐานตัวเองที่จะป้องกันภัยคุกคาม ได้อย่างไร เช่นเดียวกันครับอาชญากรรมทางไซเบอร์ เรื่องสำคัญก็คือทำอย่างไรให้ภาคประชาชน ที่เป็นเหยื่อรู้จักป้องกันตัวเอง คงต้องใช้มาตรการการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมคือ ทำอย่างไรมิให้อาชญากรรมมันเกิด ดีกว่าเกิดแล้วไปบรรเทาซึ่งมันก็เกิดความเสียหายแล้ว สิ่งที่อาจารย์เป็นห่วงในเรื่องไซเบอร์วอร์ (Cyber War) ในร่างกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ ก็ค่อนข้างจะแปลก ๆ ถ้าดูแล้วคณะกรรมการ กปช. มีอำนาจหน้าที่ในการวางระบบ วางอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นเรื่องความมั่นคงทางทหารไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ แต่ข้อเสนอแนะของกรรมาธิการเราเสนอว่ามาตรการนี้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องนำไปปฏิบัติ แม้กระทั่งหน่วยงานทางทหาร ยกเว้นเมื่อมีภัยคุกคามทางด้านความมั่นคงทางทหาร ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องนั้น ผมยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีภัยคุกคามทางทหาร มีการประกาศกฎอัยการศึกหรือประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคงในพื้นที่ใด กปช. ก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายทหารดำเนินการตามมาตรการทั้งหลายทั้งปวง ที่ฝ่ายทหารร้องขอ ก็คือในร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาให้ดูแล ทางฝ่ายทหารด้วย ยกเว้นเมื่อมีภัยคุกคามทางด้านทหารและมีกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง ทางทหารว่าด้วยการนั้นก็ให้ กปช. เปลี่ยนสถานะเป็นผู้สนับสนุนก็อาจจะมีบางประเด็นที่ผม ยังไม่ได้ตอบนะครับ แต่คิดว่าตอบรวม ๆ ก็สามารถที่จะสื่อสารแล้วก็ทำความเข้าใจกับ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ให้เห็นถึงความจำเป็นและความเร่งด่วนของข้อสังเกต รายงานฉบับนี้ เพราะเนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งร่างเดิมหลาย ๆ ท่านก็ได้เห็นว่ามันมีข้อบกพร่องหลายอย่าง เราคณะกรรมาธิการต้องการ ให้รายงานฉบับนี้ไปสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อไปสู่คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อเป็นข้อมูลในการที่จะ ปรับปรุงร่างกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอเรียนเพิ่มเติมท่านประธานครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้จากการประสานจากกระทรวงดีอี (DE) เจ้าของร่าง มีความคิดเห็น เช่นเดียวกับกรรมาธิการว่าร่างกฎหมายที่เสนอไปยังรัฐบาลมีความบกพร่องอยู่หลายประเด็น อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขอร่างคืนจากรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เนื่องจากปัญหาอุปสรรค ก็คือทางกระทรวงดีอี (DE) ยังไม่มีรัฐมนตรี ความชัดเจนไม่มี เราก็เลยต้องเสนอรายงาน เพื่อดำเนินการไปที่คณะรัฐมนตรีก่อน ขณะเดียวกันก็ได้รับการประสานจากกระทรวงดีอี (DE) ในฐานะเจ้าของร่างว่ารายงานฉบับนี้ถ้าผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งนี้ก็ช่วยกรุณาส่งเป็น ข้อมูลไปยังกระทรวงเพื่อพิจารณาในการที่จะปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านประธานค่ะ
กราบขอบคุณ ท่านประธาน ที่คณะกรรมาธิการเราได้เสนองานชิ้นนี้เป็นงานชิ้นที่ ๗ ของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ซึ่งอยู่ในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย เรื่องนี้มิใช่เฉพาะในเมืองไทยหรอกครับ ไอทียู (ITU) คืออินเทอร์เนชันนัล เทเลคอมมูนิเคชัน ยูเนียน (International Telecommunication Union) ซึ่งอยู่ที่กรุงเจนีวา มีสมาชิกทั่วโลก ไอทียู (ITU) ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ไอทียู (ITU) ได้จ่ายสตางค์เสริมให้กับประเทศที่ให้ ความสำคัญ เมื่อต้นปี ๒๕๕๙ กระทรวงกลาโหม และ กสทช. และไอทียู (ITU) ได้ร่วมกันจัด อย่างที่ท่านดอกเตอร์ทวีศักดิ์ได้กล่าวครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้ สร้างอะแวร์เนส (Awareness) เราต้องระมัดระวังครับ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราปล่อยให้ เกิดมันจะเกิดความเสียหายและกระทบ ถ้าเป็นเอกชนในเชิงธุรกิจมันจะกระทบต่อ ความเชื่อมั่นในระบบการเงิน การธนาคาร อีกประมาณ ๖ สัปดาห์ คณะกรรมาธิการของ กระผมก็จะนำมาเสนออีก ๑ เรื่อง คือเรื่องของเนชันนัล คริทิคัล อินฟอร์เมชัน อินฟราสตรักเจอร์ โพรเทกชัน แพลน แอนด์ สทราทีจี (National Critical Information Infrastructure Protection Plan and Strategy) เอ็นซีไอไอพีพีเอส (NCIIPPS) ซึ่งได้กราบเรียน ณ ที่นี้แล้ว ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๘ เราได้ศึกษาครับ แล้วก็พบว่าการสร้างความตระหนักรู้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะให้ทุก ๆ คนมีความระมัดระวัง ไอทียู (ITU) ได้สนับสนุนเงิน เพราะเรา จ้างเองไม่ได้ สนับสนุนเงินถึง ๓๐,๐๐๐ ยูโร ในการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากอ๊อกซฟอร์ดยูนิเวอร์ซิตี ๔ คนมาที่เมืองไทยทำสัมมนาที่โรงแรมสุโกศล ๓ วัน วันที่ ๕ ๖ ๗ วันที่ ๘ ร่วมกับ คณะกรรมาธิการของกระผมที่โรงแรมแม่น้ำ สัปดาห์ที่แล้วประธาน กสทช. ได้เดินทางไป ประเทศญี่ปุ่น ได้ไปคุยกับผู้อำนวยการไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) เดือนหน้าครับท่าน เดือนธันวาคมจะจัดในเรื่องนี้ครับ ในการสร้างอะแวร์เนส (Awareness) เรารอผลจาก อ๊อกซฟอร์ดยูนิเวอร์ซิตีที่มาที่นี่ เมื่อ ๔ ๕ ๖ เราเชิญหมดเลย เราเชิญภาคเอกชน ผู้ประกอบการทั้งหมด เชิญภาคราชการ ตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย เชิญหมดครับ ๓ วันที่โรงแรมสุโกศล เชิญภาคราชการ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขามาทำ แอสเซสเมนต์ (Assessment) เขามาสร้างวิธีการที่จะตรวจสอบเป็นเช็กลิสต์ (Check List) ครับ ท่านไปดูอันนี้ ยกตัวอย่างเช่น ในการจ้างวิศวกรมาทำงานในบริษัทท่าน ท่านใช้วิศวกร ที่ท่านผลิตเองหรือเอามาจากต่างประเทศ อะไรพวกนี้มันเป็นเช็กลิสต์ (Check List) หมด ก็จะรู้เลยว่าขณะนี้ในแต่ละหน่วยมีไฟร์วอลล์ (Firewall) มีอะไรต่ออะไรมากน้อยขนาดไหน สัปดาห์ที่แล้วครับ ๑๔-๑๗ วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายกลุงตู่ได้เป็น ประธานในการกล่าวพิธีเปิด ซึ่งกราบทูลสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการประชุมไอทียูเวิล์ด (ITU World) ปีละ ๑ ครั้งครับ ที่อิมแพคเมืองทองธานี ปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดเสร็จไปแล้วครับ วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี เรื่องของไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber Security) ก็อยู่ในหลาย ๆ หัวข้อที่แบ่งห้องและมีการสัมมนากัน มีผู้แทน จากทุก ๆ ประเทศทั่วโลกมาประชุมกันที่เมืองไทย ตั้งแต่วันที่ ๑๔-๑๗ ผ่านไปเรียบร้อยนะครับ เดือนหน้าจะจัด เราเชิญประเทศญี่ปุ่นโดยเอ็มไอซี (MIC) มินิสทรี ออฟ อินเทอร์วิว แอนด์ คอมมิวนิเคชัน (Ministry of Interview and Communication) จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาจัดกับ กสทช. และไอทียู (ITU) ที่ศูนย์ราชการ คงจัดที่ใดที่หนึ่งในโรงแรมเราก็จะไปร่วมด้วย เพราะเราก็มีหัวข้อเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้กราบเรียนครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้ง ๕ ท่านที่ท่าน ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น สนับสนุน ท่านคิดเห็นต่างให้ข้อสังเกตเรารับหมดครับ เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผมกราบเรียนเลยนะครับมีการดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการเข้าไป ในระบบเพื่อจะตรวจสอบดูว่าระบบขององค์กรไหนแข็งแรงมากน้อยอย่างไร ขณะนี้ มีการดำเนินการกันอย่างลับ ๆ เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองมีไฟร์วอลล์ (Firewall) ดีมากน้อยแค่ไหน และต้องลงทุนอะไรมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) เป็นเรื่องสำคัญ ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นทั้งหมดครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ค่ะ
ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ น่าเสียดายท่านประธานครับที่ท่านประธานกรรมาธิการมากล่าวเมื่อกี้นี้ ตอนที่เราจะ ปิดการประชุมลงคะแนนแล้ว ถ้าเผื่อท่านได้กล่าวเสียตั้งแต่ต้นภาพรวมมันคงจะชัดกว่านี้ ผมขอเป็นอย่างนี้ได้ไหมครับว่าการสัมมนาทั้งหมดขอความกรุณาสรุปและมารายงานที่นี่ อีกครั้งหนึ่ง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าสโคป (Scope) ความกว้าง ขอบข่ายของงานมันใหญ่โต เกินกว่าที่จะมาแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ หรือที่เราจะมีอินพุต (Input) ข้อเสนอเข้าไปที่ ครม. แล้วก็ไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ สนช. เพราะมันมีประเด็นปัญหา ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเพื่อน ๆ สมาชิกท่านได้กล่าว แต่ภาพมันไม่ชัดว่าเราจะดำเนินการ อย่างไรอย่างเต็มที่ลึกซึ้ง เพื่อจะป้องกันการถูกโจมตีในระบบไซเบอร์ได้ พระราชบัญญัติ หรือว่าที่จะแก้ไขมานี้มันเป็นเรื่องค่อนข้างจะเล็กน้อยมาก ผมก็เลยไม่ค่อยสบายใจว่า เรากำลังแก้ทีละจุด แต่ว่าภาพรวมมันมีอยู่แล้วจากการร่วมสัมมนากับไอทียู (ITU) มีผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดหรือจะทำกับญี่ปุ่น ตรงนี้เป็นหัวใจของเรื่องไว้ และเราจะมาวางระบบ มีแผนยุทธศาสตร์อย่างไร ตอนนี้เรามาแก้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อจะเพิ่ม อำนาจไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี ใช้มาตรการพิเศษ ฟังแล้วมันน่ากลัว เพราะว่าผมคำนึง เรื่องสิทธิมนุษยชน แล้วก็ขีดความสามารถของเราในการที่จะมีความพร้อมของหน่วยราชการ มีความเข้มแข็งในการที่จะต่อต้านแล้วก็ลดช่องบกพร่องต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย เราอาจจะพูดกัน คนละแนวทางนะครับผมห่วงใยในเรื่องนี้ ขอขอบคุณมากครับ
ท่านประธานจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมคะ เชิญค่ะ
กราบขอบคุณ ท่านกษิตครับ ผลการมาแอสเซสเมนต์ (Assessment) ๓ วันที่โรงแรมสุโกศล และ ๑ วัน ที่โรงแรมแม่น้ำ ขณะนี้เรารอผลจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดร่วมกับไอทียู (ITU) ที่กรุงเจนีวาอยู่ ส่วนการสัมมนาในเดือนหน้ากับญี่ปุ่นและถ้ามีผลออกมาอะไร อย่างไรก็จะนำมา กราบเรียนท่านครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็จะได้นำเรียนคณะกรรมการ กปช. ที่จะไปเป็นผู้กำหนด ทิศทางต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานและมีองค์ประกอบจาก ทุก ๆ ส่วนราชการแล้วก็ภาคเอกชนครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่อง ผลการศึกษา และข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โดยโปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
สมาชิกทุกท่านใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่กรุณาแสดงผลด้วยค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๔ ท่านนะคะ
ครบองค์ประชุมค่ะ ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ พ.ศ. .... หรือไม่นะคะ
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมคะ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ ขอผลการลงคะแนนด้วยค่ะ ผลการลงคะแนนมีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อสังเกต ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกไปปรับปรุงก่อน จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ขอขอบพระคุณ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการและท่านผู้ชี้แจงทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง แผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้าง พื้นฐานและโลจิสติกส์
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วอนุญาต ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จำนวน ๔ ท่านคือ ๑. ท่านสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ อนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. ท่านประทวน สุทธิอำนวยเดช เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ ๓. ท่านปราโมทย์ พงษ์ทอง ที่ปรึกษาคณะ อนุกรรมาธิการ (ที่ปรึกษาด้าน Academic Initiatives บริษัท ไอบีเอ็มประเทศไทย จำกัด) ๔. ท่านธานินทร์ ศรีเบญจรัตน์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (คณะทำงานพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานและโลจิสติกส์) ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงนะคะ ต่อไปเป็นรายชื่อของ ผู้ที่จะชี้แจงรายงานฉบับนี้ ๑. ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ๒. ท่านมนู เลียวไพโรจน์ ที่ปรึกษากรรมาธิการและประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม และบริการ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๓. ท่านสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ๔. ท่านประทวน สุทธิอำนวยเดช ๕. ท่านปราโมทย์ พงษ์ทอง ๖. ท่านธานินทร์ ศรีเบญจรัตน์ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ขอนำเสนอรายงาน เรื่อง แผนการขับเคลื่อน การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ การปฏิรูปประเทศจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำไปสู่การพัฒนาประเทศ การพัฒนาประเทศที่สำคัญประการหนึ่งที่จะสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ส่วนสำคัญของการวัดความสามารถในการแข่งขัน ในระดับสากล ไม่ว่าโดยไอเอ็มดี (IMD) หรือโดยดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ก็ตามล้วนแล้วแต่ นำเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเป็นองค์ประกอบสำคัญในการวัดความสามารถ ในการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐานโดยรวมแล้วอาจจะแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ถนน ทางน้ำ ท่าเรือ สนามบิน ทางราง และโครงสร้าง พื้นฐานที่มิใช่กายภาพโดยตรง เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านสาธารณสุข ด้วยเหตุนี้เองการดำเนินงานในเชิงนโยบายของรัฐที่สำคัญประการหนึ่ง คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในสมัยที่ผมรับราชการเป็นปลัดกระทรวงการคลังตอนนั้น ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่านประธานที่นั่งเป็นประธานในที่ประชุมนี้เป็นผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณได้จัดทำงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางรถ ทางน้ำ ทางราง ท่าเรือ หรือสนามบิน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน ที่เกี่ยวกับการศึกษาและสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกายภาพนี้เองที่เป็น หลักการสำคัญของระบบโลจิสติกส์ โลจิสติกส์เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากการขนส่ง การขนส่ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ โลจิสติกส์ ในความหมายทั่ว ๆ ไปแล้วหมายถึงระบบการจัดเก็บ การเคลื่อนย้ายสินค้าทั้งที่เป็นวัตถุดิบ กึ่งวัตถุดิบและวัตถุสำเร็จรูป เพื่อนำจากจุดเริ่มต้นไปสิ้นสุดถึงผู้บริโภคทั้งเรื่องของการจัดเก็บ และเรื่องของการขนส่ง การจัดการเรื่องโลจิสติกส์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าจะเป็น ส่วนสำคัญที่ทำให้การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจพัฒนาได้มากขึ้น ในสมัยที่ผมเป็น ปลัดกระทรวงการคลังและท่านประธานเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณในขณะนั้น ค่าใช้จ่ายทางด้านโลจิสติกส์ อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๑๙ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ จากความพยายามในการพัฒนาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบโลจิสติกส์ ณ วันนี้ค่าใช้จ่ายของโลจิสติกส์เหลืออยู่ที่ประมาณร้อยละ ๑๔.๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ ซึ่งจะต้องลดค่าใช้จ่ายของโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศนี้ ลงไปอีก เพราะมิเช่นนั้นแล้วราคาสินค้าทั้งหลายทั้งที่อยู่ในประเทศและทั้งที่ส่งออกยังต้อง รวมค่าใช้จ่ายทางด้านโลจิสติกส์ที่สูงอยู่ เพราะโดยมาตรฐานทั่วไปของประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น ค่าใช้จ่ายทางโลจิสติกส์ควรจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ ในวันนี้ท่านมนู เลียวไพโรจน์ ซึ่งเป็นผู้นำที่สำคัญในการพัฒนาเรื่องนี้ เรื่อง แผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์จะได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อขอความเห็นชอบในการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ต่อไป ผมขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญท่านมนู เลียวไพโรจน์ นำเสนอต่อไป ขอบพระคุณครับ
เรียนเชิญท่านมนู เลียวไพโรจน์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๑๕ และในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ กระผมขออนุญาตนำเรียนต่อที่ประชุมเกี่ยวกับเรื่องของเนื้อหาของรายงาน ในเรื่อง แผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ทั้งนี้สืบเนื่องจาก ระบบโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศเป็นอันดับต้น ๆ แล้วก็มีผลเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ในด้านของความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติ ความมั่นคงในทุก ๆ ด้าน อาทิเช่น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม ความปลอดภัยทางการเมืองการปกครอง และในท้ายที่สุดก็เกี่ยวกับเรื่องของการทหารด้วย ท่านประธานครับในปัจจุบันนี้ระบบ โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ของประเทศนั้นประสบปัญหาในหลาย ๆ ด้านและปัญหา ต่าง ๆ นั้น ก็ได้มีการสะสมกันมาเป็นเวลาเนิ่นนานพอสมควรทีเดียว นั่นก็คือในเรื่องของ การขาดความเข้าใจที่ชัดเจนในเรื่องของความสัมพันธ์และความสำคัญที่แท้จริงระหว่าง โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ โดยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าโลจิสติกส์ บางท่านอาจจะนึกว่าเป็นเรื่องของการขนส่งธรรมดาเท่านั้นแต่แท้ที่จริงแล้วอย่างที่ท่าน ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ หมายรวมถึงทางด้านของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับทางซอฟต์แวร์ (Software) และ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และรวมทั้งระบบการจัดการทั้งระบบ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่อง ที่ค่อนข้างจะกว้างใหญ่ไพศาลพอสมควร และปัจจุบันนั้นในด้านของการขนส่งซึ่งเกี่ยวข้อง และมีผลกระทบ การขนส่งก็เป็นส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ยังไม่ชัดเจน ในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่จะต้องมาทำความเข้าใจกัน และในขณะนี้ผมเข้าใจว่าส่วนต่าง ๆ นั้น ได้มีความเข้าใจในเรื่องของโลจิสติกส์เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ แล้วก็ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศไทย ปรับอันดับที่ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ นอกจากนั้นแล้วทางด้านโลจิสติกส์ก็มีส่วนสำคัญ ที่จะเพิ่มมูลค่าของสินค้า แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดระบบให้ชัดเจนเพื่อลดต้นทุนในเรื่องโลจิสติกส์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเรื่องนี้ที่เห็นว่าเป็นเรื่องของความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคมเป็นเรื่องต่าง ๆ ที่ได้เรียนให้ทราบแล้วจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทาง ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ และจะต้องมีการวางแผนและกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ นโยบาย แผนงาน รวมถึงส่งเสริม ร่วมกับทางภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์นั้น ได้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพ ทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโลจิสติกส์ทั้งเรื่อง การวางแผนและในเรื่องของการปฏิบัติการเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจนนั้น และสามารถ แข่งขันกับนานาชาติได้อย่างเป็นระบบในท้ายที่สุด ท่านประธานครับในปัจจุบันนี้เราจะพบว่า ประการแรกประเทศไทยนั้นมีระบบโลจิสติกส์พอสมควร แต่ไม่มีหน่วยงานภาครัฐที่ชัดเจนที่สุด ที่มีอำนาจเต็มในการกำหนดยุทธศาสตร์และติดตามประเมินผล รวมทั้งปฏิบัติการให้เป็นไปตาม แผนที่กำหนดในเรื่องของโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ แต่อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ในการวางแผนโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวเห็นว่าสามารถดำเนินการได้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งเห็นว่าทางสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ดำเนินการไปนั้นอยู่ในระดับดี พอสมควรแต่ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมให้หน่วยงานที่วางแผนนั้น สามารถที่จะมีอำนาจในการที่จะดูแลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านปฏิบัติได้ปฏิบัติ ให้เป็นไปตามแผน ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานต่าง ๆ อาทิเช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และหลาย ๆ กระทรวง รวมทั้งกระทรวงกลาโหมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง ของโลจิสติกส์ทั้งสิ้น ถ้าหากว่ามีหน่วยงานที่ชัดเจนในเรื่องนี้ในการที่จะดำเนินการให้ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทางด้านโลจิสติกส์แล้ว ผมเชื่อมั่นว่า ระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยจะเป็นระบบโลจิสติกส์ที่ดีที่สุดในพื้นภูมิภาคนี้และของโลก ในที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหน่วยงาน ที่มีอำนาจเต็มทางด้านวางแผนอยู่แล้วชัดเจนและดีด้วยนะครับคือสภาพัฒน์ ต่อไปก็เป็น เรื่องของการที่จะต้องดูแลในเรื่องของหน่วยงานที่กำกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ การปฏิบัติ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะต้องบรรลุผลให้เกิดขึ้นนะครับ และจะพบว่าประการต่อมา ก็คือเรื่องของโลจิสติกส์ของประเทศไทยนั้นมีการพัฒนาค่อนข้างจะไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการวางแผนให้มีหน่วยงานดูแลเรื่องนี้ การดำเนินการในเรื่องนี้ กระผมคิดว่ามีรายละเอียดพอสมควรทีเดียว และเรื่องโลจิสติกส์นะครับท่านประธานที่เคารพ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ ๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาลก็ขอสไลด์พรีเซนเทชัน (Slide Presentation) นิดหนึ่งนะครับ ๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาลมีมาแล้วครับ ได้ดำเนินการแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้คำว่า โลจิสติกส์ยังไม่ได้ใช้คำเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่การปฏิบัติและได้ดำเนินการมาแล้ว ๓,๐๐๐ กว่าปี ๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาลด้วยซ้ำไป และเมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีก่อนคริสตศักราชท่านซุนวูได้ระบุไว้ อาร์ต ออฟ วอร์ (Art of War) ได้กล่าวอ้างถึงกิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์และความสัมพันธ์ ระหว่างโลจิสติกส์กับการวางแผนกลยุทธ์และยุทธวิธีในการรบ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านซุนวูนั้นเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการรบการสงครามอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ท่านใช้ระบบนี้ตั้งแต่สมัย ๔๐๐ ปีก่อนคริสตศักราชด้วยซ้ำไป จะเห็นได้ว่าในช่วงต่อมา ท่านอเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชอาณาจักรกรีกก็ได้นำแนวคิดเกี่ยวกับ เรื่องของระบบโลจิสติกส์ ในการสนับสนุนกำลังพลในการรบด้วยการสร้างสถานีการเก็บเสบียงอาหารและเสบียง อาหารของสัตว์ด้วย ในทุก ๆ ๓๐ กิโลเมตรตั้งแต่หัวเมืองจนถึงแนวชายแดน ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะให้ทหารของท่านไม่ต้องแบกสัมภาระกันมากมายจนเกินไปจนกระทั่งหมดพลัง ในการสู้รบ แล้วก็มีการป้องกันการขาดแคลนเสบียงอาหารระหว่างการเดินทางจากที่หนึ่ง ไปอีกที่หนึ่ง ในที่สุดแล้วท่านก็ประสบชัยชนะในการรบการยุทธ์ต่าง ๆ นี่เป็นเรื่องของ ทางด้านโลจิสติกส์โดยแท้ และในขณะเดียวกันท่านจักรพรรดินโปเลียนแห่งประเทศฝรั่งเศส ก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องโลจิสติกส์จะเห็นได้ว่ามีการเขียนว่าดิ อะเมเจอร์ ดิสคัส แทกติกซ์ เดอะ โพรเฟสชันนัล ดิสคัส โลจิสติกส์ (The amateurs discuss tactics, the professionals discuss logistics) นั่นก็หมายความว่านักบริหารมือธรรมดา ๆ นี่จะพูดถึง กลยุทธ์ แต่ในขณะเดียวกันนักบริหารมืออาชีพจะมุ่งเน้นทางด้านที่เกี่ยวข้องกับวิธียุทธและ ยุทธวิธีที่จะประสบความสำเร็จอย่างประหยัดและอย่างมีประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของโลจิสติกส์ครับ ท่านประธานที่เคารพเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติอย่างมาก แล้วก็มีเรื่องครอบคลุมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศ การเมืองของประเทศ การทหารของประเทศมากมายก่ายกองนะครับ แต่โลจิสติกส์นั้นท่านจะเห็นได้ว่ามี ความหมายค่อนข้างกว้าง ถ้าจะพูดสั้น ๆ ตามแนวของราชบัณฑิตยสถานก็ค่อนข้างจะเข้าใจ ได้ชัดเจนพอสมควร รวมทั้งที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ท่านสถิตย์ได้กรุณาเรียนไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ โลจิสติกส์นั้นหมายถึง กระบวนการในการวางแผนการดำเนินการและควบคุมประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ในการไหล การจัดเก็บวัตถุดิบ สินค้าคงคลังในกระบวนการสินค้าสำเร็จรูป และสารสนเทศ มีสารสนเทศด้วยนะครับ ที่เกี่ยวข้องจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดที่มีการใช้งาน โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคหรือของผู้ใช้งาน อันนี้ชัดเจนนะครับว่า โลจิสติกส์นั้นไม่เพียงแต่ครอบคลุมเฉพาะการขนส่ง แต่เป็นเรื่องของกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องจากการขนส่งมาจนกระทั่งในบั้นปลายสุดท้ายนั้นก็คือในเรื่องของ ความสำเร็จที่จะต้องดำเนินการให้ครบถ้วนกระบวนความนะครับ จากสภาพปัญหาที่ว่านี้ ผมขอเรียนว่าจึงได้มีการเสนอจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์แห่งชาติทั้งนี้เพื่อที่จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วในส่วนของ รายละเอียดนั้นและรวมทั้งวิธีการดำเนินการและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานดังกล่าวนั้น กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะมอบให้ท่านสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ เป็นอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ และในฐานะที่ท่านเป็นประธาน คณะทำงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์เป็นผู้ที่จะรายงานเพิ่มเติมต่อไปครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ก่อนจะเชิญท่านสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ดิฉันมีข้อสังเกตเล็กน้อยว่าท่านมี เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ถึงประมาณ ๙๐ กว่าหน้า ถ้าท่านไปในอัตราอย่างนี้สงสัย จะใช้เวลาในการนำเสนอมาก ขอเน้นช่วยกระชับหน่อยนะคะ เชิญท่านสายัณห์ค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ และกราบเรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ประธานคณะทำงานในคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ กรรมาธิการเศรษฐกิจนะครับ ต้องเรียน ท่านประธานว่าผมจะใช้เวลาอย่างรวบรัดครับในการสรุปประเด็นที่จะนำเสนอในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องเรียนก่อนนะครับว่าเรื่องที่ผมจะเรียนต่อไปนี้นั้นเป็นเรื่องที่
๑. ได้มีการขับเคลื่อนมาจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็คือ สปช. ผมนำสิ่งที่ได้เสนอไว้ใน สปช. มาขับเคลื่อนต่อ
๒. เรื่องหลายเรื่องในรายงานที่จะนำเสนอนี้นั้น ได้มีการปรึกษาหารือกับ สภาพัฒน์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ
๓. ต้องเรียนว่าเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้นั้น ไม่ได้หมายความว่าระบบโลจิสติกส์ ในประเทศไทยล้มเหลว แต่เป็นเพียงอยากจะนำเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่จะทำให้ระบบโลจิสติกส์ ของประเทศไทยดีขึ้น หน่วยงานต่าง ๆ ที่ดำเนินการด้านโลจิสติกส์ ในปัจจุบันนั้นรวมถึง อนาคตก็ได้มีการดำเนินการไปตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ได้มีการ กำหนดยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของประเทศไทยอยู่แล้ว วันนี้ทางคณะทำงานเพียงแต่ มานำเสนอว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะให้ระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยนั้นล่วงหน้า ก้าวหน้า ไปสู่ระดับสากล และทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ต่อจีดีพี (GDP) ลดต่ำลงนะครับ
ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติดูเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แผ่นต่อไป จะเห็นได้ว่าเมื่อกี้นี้ท่านอาจารย์มนูได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับความหมายของโลจิสติกส์นั้น ผมก็อยากจะขยายความต่อไปว่าคำว่าโลจิสติกส์นั้นไม่ได้หมายถึงการขนส่งแต่การขนส่ง เป็นส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ โลจิสติกส์นั้นครอบคลุมตั้งแต่เริ่มต้นจากแหล่งผลิตวัตถุดิบไป จนกระทั่งถึงการนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือแปรรูปไปจนกระทั่งถึงการจัดเก็บ การแพกเกจจิง (Packaging) การจัดเก็บในคลังสินค้ารวมไปถึงการขนส่งไปยังผู้บริโภค อันนี้เป็นกระบวนการซึ่งเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะการขนส่งแต่หมายถึง การจัดเก็บและหมายถึงการกระจายสินค้าไปยังจุดที่เป็นจุดของผู้รับบริโภค เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงโลจิสติกส์ แล้วก็ต้องควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานนั้นจะหมายถึง สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ถนน ระบบประปา ระบบน้ำทิ้ง ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสาร โดยในหลายครั้งนั้นโครงสร้างพื้นฐานถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้า และบริการ อันนี้ก็ต้องเรียนว่าอ้างอิงมาจากราชบัณฑิตสถานนะครับ ดังนั้นโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐานจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้าในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การค้า ชายแดน การขนส่ง ก็คือการขนส่งที่หมายถึง รถยนต์ ราง น้ำ อากาศ ท่อ การจัดเก็บ กระจายสินค้าบริการ การเกษตร อุตสาหกรรม การบริการ เทคโนโลยีสารสนเทศ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้นถ้าพูดถึงโลจิสติกส์ กับโครงสร้างพื้นฐานจึงสรุปได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ต่อความมั่นคง ของประเทศ ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและต่อคุณภาพชีวิต ของประชาชน ต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าปัจจุบันนี้นั้นประเทศไทยแม้จะมี ระบบโลจิสติกส์ที่ไปได้ดีในระดับหนึ่งแล้วแต่ก็ยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์อยู่ ๙ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนน เมื่อปี ๒๕๕๗ ประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนมากที่สุดเป็นอันดับ ๒ ของโลก ในปี ๒๕๕๗ นั้นมีผู้เสียชีวิต อุบัติเหตุบนท้องถนน ๖,๑๘๕ คน แล้วก็วันละ ๑๗ คน ตัวเลขที่น่าตกใจก็คือว่าในปี ๒๕๕๙ ระหว่าง ๑ มกราคม ถึง ๒๒ กรกฎาคม มีผู้เสียชีวิต ๕,๘๐๑ คน เฉลี่ยวันละ ๒๙ คน อันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบโลจิสติกส์
เรื่องต่อมาก็คือต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย สูงมาก ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมและคือจีดีพี (GDP) เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การค้า และ การส่งออก งานทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์กระจายไปใน ๑๖ หน่วยงานของรัฐ เป็นอย่างน้อย ไม่มีองค์กรหลักในการบริหารควบคุมประเมินระบบโครงสร้างพื้นฐานและ โลจิสติกส์จึงกลายเป็นว่าต่างคนต่างทำ
ถ้าเราดูสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปจะเห็นได้ว่านี่เฉพาะเท่าที่ตรวจสอบเจอ ๑๖ หน่วยงาน ความจริงน่าจะมีมากกว่านี้ แต่ละหน่วยงานก็กำหนดยุทธศาสตร์ของตัวเอง บังคับใช้กฎหมายตัวเอง สนับสนุน ตรวจสอบกันเอง แต่ทั้งหมดนั้นยังขาดการบูรณาการ ยังขาดการควบคุม กำหนด ประเมินที่จะเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้นะครับ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภาระและต้นทุนให้กับธุรกิจทั้งประเทศอย่างสูง
เรื่องต่อมาครับ ในโลกนี้เขาวัดความสามารถในเชิงการแข่งขันระหว่าง ประเทศด้วยเรื่องของโลจิสติกส์ ธนาคารโลกจึงได้กำหนดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยนะครับ ปรากฏว่าเมื่อปี ๒๕๕๗ อันดับความสามารถในการ แข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๓๕ พอในปีนี้เราตกไปเป็นอันดับที่ ๔๕ ตกไป ๑๐ อันดับ นอกจากนี้เกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ประเทศไทยเราเป็น ประเทศเกษตรมีการส่งออกสินค้าเกษตรแล้วก็เกษตรกรปลูกพืชเลี้ยงคนพลเมืองทั้งประเทศ แต่ปรากฏว่าไม่มีหน่วยงานโลจิสติกส์ที่ดูแลระบบโลจิสติกส์ของเกษตรกรเลยนะครับ ไม่มี ศูนย์จัดเก็บ กระจายสินค้าเกษตร ทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรสูง คนต่างชาติและบริษัท ขนาดใหญ่มีอิทธิพลและมีอำนาจเหนือตลาด เช่น การกำหนดราคารับซื้อและขนส่ง ผลผลิต การเกษตรและผลผลิตของเกษตรกรนั้นไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต้นทุน การขนส่งสูง ถ้าเราดูนะครับ ถ้าท่านผู้มีเกียรติไปที่ตลาดไทซึ่งเป็นแหล่งที่กระจายสินค้าเกษตร ถ้าเราโยนหินขึ้นไปบนอากาศหนึ่งก้อน ก้อนหินนั้นจะตกลงไปบนหัวคนต่างชาติ ซึ่งเป็นคนทำงาน ที่อยู่ในตลาดไทนะครับ รถขนส่งสินค้าจากตลาดไท หรือจากระยอง จากชลบุรี จากจันทบุรี ขนส่งผลไม้ไปยังชายแดนที่เชียงของและข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รถขนส่งเหล่านี้ เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยก็จริง แต่เป็นอิทธิพลของบริษัทต่างชาติที่มาทำการควบคุม การขนส่งระบบโลจิสติกส์จากประเทศไทยจนกระทั่งถึงประเทศเพื่อนบ้านมีอิทธิพล ต่อการขนส่ง ต่อการกำหนดราคาซื้อขายพืชผลทางการเกษตร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้จัดทำรายงานเรื่องหนึ่ง เรื่องการตั้งโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) ของผู้ประกอบการ ชาวต่างชาติในจังหวัดจันทบุรี มีข้อสรุปข้อหนึ่งในรายงานของ สนช. กล่าวว่า “หากไม่มี การดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาชีพการทำสวนผลไม้ของเกษตรกรของไทย อาจหมดไป ส่งผลให้ธุรกิจค้าผลไม้ของไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติด้านราคาและตลาดได้ และต่อไปประเทศไทยจะอยู่ในฐานะผู้รับจ้างปลูกต้นไม้ ซึ่งนับว่าเป็นความเสี่ยง ของประเทศ” ท่านผู้มีเกียรติครับ ขณะนี้ระบบการรับซื้อผลไม้ในไร่ของผู้ประกอบการหรือ เจ้าของสวนในชลบุรี ในระยองในจันทบุรีนั้นอยู่ในการควบคุมดูแลของล้งต่างชาติ ล้งต่างชาติคืออะไร ล้งก็คือบริษัทต่างชาติที่ตั้งในประเทศไทย จดทะเบียนเป็นบริษัทไทย แต่ผู้ดำเนินงานทุกอย่างเป็นคนต่างชาติ แล้วก็เข้าไปรับซื้อผลไม้กับเกษตรกร ควบคุม คัดเลือกดำเนินการทุกอย่าง แล้วก็ตั้งล้งรับซื้อ จากนั้นก็รับซื้อผลไม้เสร็จแล้วก็ไปบรรจุ ที่ตลาดไท จากบรรจุตลาดไทก็ใช้รถขนส่งของต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศไทย ขนส่งไปที่ชายแดนแล้วก็ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันก็ขนส่งสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยระบบแบบเดียวกันเป็นระบบแบ็กฮอล์โลจิสติกส์ (Backhaul Logistics) ก็คือเป็นระบบที่ เมื่อเอารถคันนี้ขนส่งสินค้าไปแล้ว ผลไม้ไปแล้วถึงประเทศต่างประเทศก็เอาใช้รถคันเดียวกันนั้น ขนส่งกลับขึ้นมา ทั้งหมดนี้เป็นระบบที่ควบคุมโดยบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บนเส้นทางอาร์ ๓ เอ (R3A) นั่นคือเส้นทางคุน-มั่น กงลู่ ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ ที่ประเทศต่างชาติกำหนดไว้สำหรับนำพืชผักผลไม้จากประเทศไทยไปต่างประเทศ และจากต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยนะครับ ความจริงอันนี้เป็นเรื่องละเอียดมากกว่านี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนสรุปเพียงแค่นี้นะครับ
เรื่องต่อมาครับ เรื่องของข้าวนะครับ เฉพาะข้าวเรื่องเดียว จากการศึกษา ตอนสมัยที่ สปช. พบว่าชาวนาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งข้าวจากลานปลูกไปยังโรงสีครับ ค่าใช้จ่ายปีหนึ่งอย่างน้อย ๘,๙๐๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายนี้เกิดจากอะไรครับ ค่าใช้จ่ายนี้ก็คือ เกิดจากการที่ต้องใช้รถขนส่งขนข้าวเปลือกจากลานปลูก จากบริเวณท้องนาที่ปลูกไปยังโรงสี แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าวให้เก็บไว้ในยุ้งฉาง ก็อยากจะเรียนว่า ชาวนาจำนวนหนึ่งและจำนวนมากไม่มียุ้งฉางที่จะเก็บครับ เพราะไม่มีศูนย์จัดเก็บกระจาย สินค้าเกษตรนะครับ คณะทำงานจึงได้เสนอว่าประเทศไทยควรจะต้องมีคนที่จะดูแล มีอาร์-โก้ โลจิสติกส์ (ARGO Logistics) คือมีระบบโลจิสติกส์ที่ใช้ในภาคเกษตรกรรมนะครับ
ปัญหาต่อมาครับ การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบในหลายจุดของประเทศ ทั้งถนน รถไฟ เรือ เครื่องบิน ท่อ ขาดความต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เน้นการขนส่งทางถนนมากถึง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ทำให้ต้นทุนสูง ท่านประธานครับ ต้นทุนที่สูงที่สุดในการขนส่งก็คือต้นทุน ที่เกิดจากการใช้รถบรรทุกครับ ต้นทุนที่ถูกที่สุดก็คือการขนส่งทางน้ำ และที่ถูกรองต่อมาคือ การขนส่งทางราง ปรากฏว่าการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบในประเทศไทยนั้นขาด ความต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จากถนน จากโรงงานก็ไปยังถนนก็ใช้ถนนทั้งหมด แต่ขาดการใช้ การขนส่งทางน้ำ เช่นท่าเรือชายฝั่ง ขาดการใช้ขนส่งทางราง นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้นทุน โลจิสติกส์ของประเทศไทยถึงได้เป็น ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นะครับ
ปัญหาต่อมาครับ ไม่มีระบบการติดตามยานพาหนะและสินค้าเข้าออก ณ ด่านชายแดน เรามีความตกลงเออีซี (AEC) เรามีการค้าเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศ หลาย ๆ ประเทศ รถเข้าออกที่ชายแดน ไม่มีหน่วยไปตรวจสอบนะครับว่ารถคันนี้มาจากไหน ขนสินค้าอะไรมา นอกจากเอกสารที่ผ่านพิธีการด่านศุลกากรเท่านั้น นอกจากนี้ไม่มีองค์กรหลัก ดูแลด้านความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์แห่งชาติ เช่น เคเบิล (Cable) ใต้น้ำ ไม่มีคนที่มีหน่วยงานโดยตรงดูแลนะครับ สิ่งเหล่านี้กระทบต่อความมั่นคง
ข้อต่อมาครับ ไม่มีระบบไอที (IT) ในการจัดเก็บ ติดตาม เชื่อมโยงข้อมูล ด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ข้อมูลเรื่องเดียวกันแต่ละกระทรวงมีข้อมูลไม่ตรงกัน ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่มีข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ท่าเรือ สนามบินหลายแห่งเสียงบประมาณในการก่อสร้างแต่ไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ท่าเรือนครสวรรค์ ณ วันนี้สร้างไปแล้วใช้งบประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อหลายปีก่อน เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว ณ วันนี้ไม่มีใครรู้จักว่าท่าเรือนครสวรรค์อยู่ที่ไหน ท่าเรือระนอง สร้างมาใช้งบประมาณก่อสร้างไปเยอะแยะเพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ แต่กลับกลายเป็นว่าท่าเรือระนองตัวนี้ให้บริการบริษัทขุดเจาะน้ำมัน สนามบินหลายแห่ง สร้างแล้วไม่ได้ใช้ เช่น สนามบินโคราช สิ่งเหล่านี้คือการกำหนดทางด้านยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ ในอดีตนะครับ แล้วก็แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำและไม่ได้บูรณาการเข้าหากัน จึงเป็นปัญหาที่คณะทำงานคิดว่าจะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วนโดยที่เสนอว่าให้จัดตั้งสำนักงาน โลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ หมายความว่าหน่วยงานที่เราจัดตั้ง ขึ้นมานั้นไม่ใช่เป็นหน่วยงานที่เข้าไปเอางานคนอื่นมาทำ แต่เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดนโยบาย เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการประเมิน ติดตาม การทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ว่าได้มีการปฏิบัติตามเคพีไอ (KPI) ที่วัดไว้หรือไม่นะครับ เหตุผลและความจำเป็นในการจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ แห่งชาตินั้นก็คือว่าในปี ๒๕๕๘ เมื่อปีที่แล้วประเทศไทยไม่ผ่านมาตรฐานไอเคโอ (ICAO) ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงเป้าหมายการขนส่งทางอากาศกับหลายประเทศนะครับ
ข้อต่อมาครับ เราถูกอียู (EU) บอกว่าเราทำผิดกฎหมายเรื่องเกี่ยวกับไอยูยู (IUU) ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถส่งอาหารทะเลไปสู่ตลาดยุโรปได้ อันนี้ก็เป็นปัญหานะครับ
ข้อต่อมาคืออย่างที่ได้เรียนไปแล้วนะครับ ประเทศไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บนท้องถนนอันดับ ๒ ของโลกนะครับ
แล้วข้อต่อมาก็คือว่าการกำหนดจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยนั้น ขาดการบูรณาการระบบรางและน้ำ มุ่งพัฒนาเพียงระบบถนนและขาดการเชื่อมโยงกับ ระบบขนส่งของประเทศ นอกจากนี้แอลพีไอ (LPI) แล้วก็ดัชนีชี้วัดด้านโลจิสติกส์ ของประเทศไทยตกหล่นจากอันดับที่ ๓๕ เป็นอันดับที่ ๔๕ และที่สำคัญท่านประธานครับ การรุกของระบบธุรกิจโลจิสติกส์ของต่างชาติในประเทศไทย และในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) รวมถึงการค้าในระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ซึ่งเริ่มมีมากขึ้นในประเทศไทย และในอาเซียน (ASEAN) และมีผลกระทบต่อระบบธุรกิจและโลจิสติกส์ รวมถึงผู้ใช้และ ผู้ให้บริการซึ่งกระทบต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ เราคงจะเห็นนะครับว่า ระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลกเข้ามาเทคโอเวอร์ (Take Over) บริษัท อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีบริษัทโลจิสติกส์ ขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาให้บริการแข่งกับบริษัทไปรษณีย์ไทยซึ่งในอนาคตก็เป็นห่วงว่า ระบบโลจิสติกส์ซึ่งเชื่อมโยง หรือสนับสนุนระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นั้นจะอยู่ ภายใต้การควบคุมดูแลของต่างชาตินะครับ ในขณะเดียวกันการขนส่งทางเรือ ประเทศไทย มีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ รายได้จากการส่งออกอันดับ ๑ แต่ปรากฏว่าประเทศไทย ไม่เคยมีกองเรือของประเทศไทย ทุกวันนี้การส่งออกทางเรือมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในความดูแลของบริษัทของต่างชาติ ทั้งบริษัทจากประเทศในเอเชีย และบริษัท จากประเทศในอเมริกา นอกจากนี้ครับ ประเทศไทยขณะนี้ประกาศนโยบายชัดเจนจะเป็น ไทยแลนด์ ๔.๐ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าประเทศไทยไม่มีทางเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ ได้เลย ถ้าระบบโลจิสติกส์ประเทศไทยไม่เป็นโลจิสติกส์ ๔.๐ นะครับ จากเหตุผลทั้งหมดขั้นต้นนั้น จึงทำให้ประเทศไทยนั้นสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไม่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ และส่งผลถึงความมั่นคงปลอดภัยของประเทศนะครับ
ที่มาของปัญหา
๑. ไม่มีหน่วยงานในภาครัฐที่มีอำนาจเต็มในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์และ ติดตามประเมินผลหน่วยงานต่าง ๆ ไม่สามารถให้คุณให้โทษได้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาด้านโลจิสติกส์อย่างที่ให้ท่านประธานสถิตย์และท่านประธานมนูได้เรียนไปแล้ว นะครับ แล้วก็ขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ นั้นมิได้ดำเนินงานแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกันระหว่างแผนยุทธศาสตร์กับการปฏิบัติงานจริง ถ้ามีท่าเรือระนอง ก็จะใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้ ท่าเรือนครสวรรค์จะได้ใช้มากกว่านี้ สนามบินต่าง ๆ ก็สามารถใช้การได้มากกว่านี้ นอกจากนี้ครับขาดการสนับสนุนการอำนวยความสะดวก และการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้าง พื้นฐานต่าง ๆ ไม่เชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์และการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ในหลายพื้นที่อย่างเช่นที่เชียงของ ซึ่งความจริงแล้วเชียงของน่าจะเป็น ตัวอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งสามารถทำการเชื่อมโยงในระบบมัลติโมดัลทรานสปอร์ต (Multimodal Transport) หรือการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบจากเชียงของมาที่พิษณุโลก จากนั้นแยกไปทางซ้ายไปที่แม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นเดียวกัน แยกไปทางขวา ไปมุกดาหารเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเหมือนกัน แล้วก็มาที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ๓ จังหวัด ซึ่งเพิ่งกำลังประกาศแต่งตั้งมาใหม่ ก็คือว่าชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จากนั้นเชื่อมต่อไป สระแก้ว ระบบพื้นที่เขตเศรษฐกิจทั้งหมดที่ผมกราบเรียนมานั้นยังไม่มีระบบการขนส่ง ต่อเนื่องหลายรูปแบบมาเชื่อมโยง นอกจากมีทางถนนเท่านั้น นี่คือเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้ ต้นทุนโลจิสติกส์ประเทศไทยสูงนะครับ นอกจากนี้ขาดผู้กำกับดูแลรับผิดชอบการพัฒนา ระบบสารสนเทศที่มีมาตรฐานสากลที่ให้การรับรอง ให้การรองรับ และสนับสนุน การปฏิบัติการโลจิสติกส์ทำให้ขาดการจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญและสมบูรณ์จากทุกภาคส่วน พูดง่าย ๆ คือ ณ วันนี้ตัวเลขเรื่องข้าวจากกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นตัวเลขคนละตัวทั้งที่เป็นตัวเลขจากแหล่งผลิตเดียวกันนะครับ ก็เพราะว่าไม่มี หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูล นอกจากนี้ผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจ ด้านกฎหมาย และอุตสาหกรรมด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ไม่มีอำนาจเต็ม หรือไม่มีโอกาสในการเข้าร่วมกำหนดเจรจา เสนอความคิดเห็นในกรอบ การเจรจาต่าง ๆ นะครับ ดังนั้นในการจัดตั้งสำนักงานแห่งนี้ขึ้นมา ความหมายก็คือว่าเป็น สำนักงานระดับชาติหน่วยเดียวที่มีอำนาจเต็มด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์ รายงานตรงต่อท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ
โครงสร้างของกรรมการประกอบด้วย ภาครัฐ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และภาคเอกชน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมต้องมีภาคเอกชนเข้าไปเกี่ยวข้องก็เพื่อที่ภาคเอกชนจะได้สะท้อนความ ต้องการและปัญหาต่าง ๆ ให้ภาครัฐได้รับทราบนะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดเป็นความร่วมมือ ระหว่างรัฐและเอกชนตามแนวนโยบายประชารัฐ วิธีการขับเคลื่อนมีอยู่ ๒ ระยะครับ
ระยะที่ ๑ คือระยะเร่งด่วน คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ขนส่งสินค้าและบริการของประเทศก็คือ กบส. ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับปัจจุบันนี้ประเทศไทย มีคณะกรรมการ กบส. ซึ่งปัจจุบันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการพัฒนา ระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศซึ่งเรียก กบส. นั้นเราเสนอว่าให้ทำ การแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อการขับเคลื่อนโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งดำเนินการได้ทันที ก็ กบส. แต่งตั้งได้นะครับ เมื่อ กบส. แต่งตั้งอนุกรรมการแล้วก็ ให้อนุกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่ในการเสนอรายละเอียด นโยบายและแผนขับเคลื่อนโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ให้เสนอขึ้นมาเลยนะครับ
ระยะที่ ๒ ให้จัดทำร่าง พ.ร.บ. สภาโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อให้ กบส. พิจารณาและผลักดันในระหว่างที่สำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ อยู่ระหว่างการจัดตั้ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ กบส. ตั้งอนุกรรมการ กรรมการก็เสนอทั้ง ๒ เรื่องนี้ให้กับ กบส. พิจารณา ถ้าดูแผนผังต่อไปจะเห็นได้ว่า กบส. คือ คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศนั้น ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาประกอบด้วยภาครัฐร้อยละ ๖๐ ภาคเอกชนร้อยละ ๔๐ และภายใน ๒ เดือนนับตั้งแต่ส่งเรื่องแล้วก็จากนั้นก็ให้อนุกรรมการนั้นจัดทำแผนขับเคลื่อนผลักดันให้มี การจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติและร่าง พ.ร.บ. สภาโลจิสติกส์แห่งชาติภายใน ๑๒ เดือน ส่งไปให้ กบส. เพื่อที่ กบส. จะได้นำเสนอไปสู่ คณะรัฐมนตรีแล้วก็นำไปสู่ สนช. เพราะว่ามีสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะครับ
แนวความคิดเรื่องเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้าง พื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาตินั้นสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เพราะว่าขณะนี้สภาพัฒน์มีสำนักงานโลจิสติกส์อยู่แล้ว ผังของสำนักงาน จะเป็นอย่างนี้ครับ จะเป็นสำนักงานที่ประกอบด้วยคณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติแล้วก็มี แบ่งเป็น ๔ กลุ่มงาน กลุ่มงานด้านบริหาร กลุ่มงานด้านนโยบายและแผน กลุ่มงานยุทธศาสตร์ และอำนวยการโลจิสติกส์และกลุ่มงานสารสนเทศ ซึ่งผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะรายละเอียดอยู่ในรายงาน ผมกราบเรียนนิดหนึ่งครับว่าในเอกสารที่ท่านได้รับอยู่ ตรงหน้านั้นก็จะมี ๒ ชุด ชุดแรกจะเป็นรายงาน ชุดที่ ๒ ก็จะเป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ผมกำลังนำเสนออยู่นะครับ
วิธีการขับเคลื่อน คณะอนุกรรมการเพื่อการขับเคลื่อนโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐานจะประกอบด้วย ๖๐ เปอร์เซ็นต์มาจากภาครัฐ ๔๐ เปอร์เซ็นต์มาจาก ภาคเอกชน ทางด้านเกี่ยวกับภาคเอกชนนั้นก็มาจากภาคของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ อาจจะมี ท่านผู้ที่เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับโลจิสติกส์แย้งว่าก็ในเมื่อ กบส. ซึ่งเป็นคณะกรรมการดูแลเรื่อง โลจิสติกส์ของประเทศแล้วก็มีภาคเอกชนอยู่ในนั้น ๔ หน่วยงานนี่ ก็ต้องกราบเรียนว่า ทั้ง ๔ หน่วยงานนั้นเป็นหน่วยงานที่ใช้บริการโลจิสติกส์แต่ยังไม่เคยมีหน่วยงานที่ให้บริการ โลจิสติกส์เข้าไปมีส่วนในการช่วยกำหนดนโยบายหรือให้แนวคิดด้านโลจิสติกส์ของประเทศเลย เพราะฉะนั้นที่เราเสนอว่าภาคเอกชน ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นก็อยากจะให้เป็นผู้ประกอบการ ของหรือผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ร้อยละ ๓๐ แล้วก็ผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการรวมกัน ร้อยละ ๓๐ อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมาจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐาน อันนี้ก็เป็นโครงสร้างของอนุกรรมการที่เราเสนอ
บทบาทหน้าที่ของอนุกรรมการเพื่อการขับเคลื่อนโลจิสติกส์และโครงสร้าง พื้นฐานด้านโลจิสติกส์นั้นก็จะมีหน้าที่ในการพัฒนาและผลักดันให้เกิดสำนักงานโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ภายในเวลาไม่เกิน ๑๒ เดือน นับจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศลงมติรับแผนการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เหตุผลที่ต้องกำหนดว่า ไม่เกิน ๑๒ เดือนก็เพราะว่าหลังจาก ๑๒ เดือนไปแล้วจะเป็นการเลือกตั้ง เราก็ไม่แน่ใจว่า รัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องโลจิสติกส์เหมือนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศหรือไม่ ถึงได้กำหนดไว้ว่าไม่เกิน ๑๒ เดือนนะครับ หน้าที่อนุกรรมการนั้นนอกจาก การขับเคลื่อนแล้วก็จะทำหน้าที่ในการทำงานต่อไปนี้ครับ
๑. กำหนดแผนยุทธศาสตร์และนโยบาย จะเห็นได้ว่าเราจะมีสำนักงานอยู่ ทางซ้ายมือ สำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์แห่งชาติ ซึ่งมีอัตราส่วน ๖๐ ๔๐ จากนั้นหน้าที่ข้อที่ ๑ ก็คือว่ากำหนดแผนยุทธศาสตร์และนโยบาย
๒. มีอำนาจประเมินผลการปฏิบัติงานของอนุกรรมการและคณะทำงาน
๓. กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยง
๔. กำหนดมาตรฐานและความต้องการการพัฒนาและติดตามสารสนเทศ
๕. ให้และจัดการข้อมูล
๖. วางแผนกำกับดูแลติดตามผลงานของหน่วยงานต่าง ๆ
๗. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพของบุคลากรและผู้ปฏิบัติงาน
๘. รับข้อร้องเรียน
๙. เสนอแนะแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานแห่งนี้จึงได้เป็นหน่วยงานที่กำหนดแผนยุทธศาสตร์ และนโยบายพัฒนาด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศ มีอำนาจ ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ แต่งตั้งคณะทำงาน แล้วก็ ประเมินผลหรือว่าดูแลให้แต่ละหน่วยงานปฏิบัติไปตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ กำหนดมาตรฐาน การปฏิบัติงานและมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ติดตามควบคุมกำกับดูแล ต้องเรียนว่าหน่วยงานแห่งนี้ ที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นี้เป็นหน่วยงานที่ไม่ใช่มีหน้าที่ไปก่อสร้างท่าเรือ ก่อสร้างสนามบิน หรือก่อสร้างถนน แต่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศแล้ว ไปควบคุมดูแลว่าแต่ละหน่วยงานนั้นได้มีการปฏิบัติงานตามเคพีไอ (KPI) ที่กำหนดไว้หรือไม่ ไม่ได้มีหน้าที่ลงไปควบคุมการก่อสร้างต่าง ๆ นะครับ นอกจากนี้ก็มีหน้าที่ในการที่จะกำหนด มาตรฐานความต้องการการพัฒนาและติดตามระบบสารสนเทศโลจิสติกส์และโครงสร้าง พื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการใช้เป็นมาตรฐาน เดียวกันเพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ของฐานข้อมูลและใช้ข้อมูลในทางวิจัยและพัฒนานะครับ เป็นผู้ให้และจัดการดูแลเปิดเผยข้อมูลกลาง ก็คือจะเป็นหน่วยงานที่ดูว่าหน่วยงานไหน ควรจะจัดระบบอย่างไรและควรจะเปิดเผยข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร วางแผนกำกับ ดูแลติดตามผลงานเรื่องเกี่ยวกับโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อเฝ้าระวังเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของประเทศทั้งทางน้ำ ทางถนน ทางราง ทางอากาศ ขนส่งทางท่อ กำหนดมาตรฐานวิชาชีพของบุคลากรและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับระบบ โลจิสติกส์ทั้งหมด รับข้อร้องเรียนต่าง ๆ รวมไปถึงเสนอแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการกำกับดูแลและการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์งานนะครับ คัดสรรคณะกรรมการโดยพิจารณาจากบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจากหน่วยงาน ในภาครัฐที่รับผิดชอบและหรือที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อเป็นกรรมการสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติในอัตรา ร้อยละ ๖๐ นี่คือหมายความว่าการคัดเลือกบุคลากรจากภาครัฐ ซึ่งคณะทำงานคิดว่า บุคลากรจากภาครัฐนั้นแต่ละหน่วยงานก็เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่า เราจึงคิดว่าเป็นเพียง ตัวอย่างนะครับว่าน่าจะต้องเป็นบุคลากรที่มาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักนโยบายและแผนขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ก็คือ สนข. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศ กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ ของประเทศหรือ กบส. จะเห็นชอบนะครับ
ในส่วนของภาคเอกชนนั้น คัดสรรคณะกรรมการเพื่อบริหารสำนักงานโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ โดยพิจารณาจากบุคลากร ภาคเอกชน ที่รับผิดชอบและหรือที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งกำหนดให้มีสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ ปัจจุบันนี้ต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าประเทศไทย มีผู้ที่มีอาชีพโลจิสติกส์เป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์หลายองค์กร แต่ประเทศชาติยังไม่เคยให้ความสำคัญกับผู้ที่มีอาชีพด้านนี้นะครับ เรามีสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย เรามีสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เรามีสมาคมธนาคารไทย เรามี สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ แต่เราไม่เคยมีสภาที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ คณะทำงานจึงเสนอว่า มันควรจะต้องมีสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อเป็นที่รวมอาชีพทางด้านโลจิสติกส์จะได้คัดเลือก ผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่เป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการของสำนักงานโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์นะครับ ทีนี้ในระหว่างการที่ยังไม่มีสภาโลจิสติกส์เพราะต้องมีการร่าง พ.ร.บ. ต้องมีการพิจารณาโดย สนช. เราก็เสนอว่าในระหว่างที่ไม่มีสภาโลจิสติกส์แห่งชาตินั้น ก็ให้คัดเลือกบุคลากรจากหน่วยงานภาคเอกชนทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโลจิสติกส์และนักวิชาการโลจิสติกส์ในอัตรา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เข้าไปเป็นคณะกรรมการในสำนักงานที่จะจัดตั้งใหม่นะครับ รัฐบาลสามารถจัดตั้ง สำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ โดยที่ต้องเรียนว่าไม่ใช่เป็น การตั้งสำนักงานใหม่ ไม่ใช่เป็นการใช้งบประมาณอะไร แต่เป็นเพียงแต่การโอนย้ายหน่วยงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ในแต่ละกระทรวงเข้าไปอยู่ภายใต้สำนักงานแห่งนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการจัดตั้งสำนักงานใหม่ แต่เป็นการบูรณาการเอางานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับโลจิสติกส์ในแต่ละกระทรวงและบุคลากรโอนย้ายเข้ามาอยู่ภายใต้สำนักงานแห่งนี้ และเมื่อทำได้ก็สามารถที่จะทำให้เรื่องงบประมาณต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงาน เช่น การก่อสร้างต่าง ๆ ก็ยังคงเป็นไปตามหลักปฏิบัติของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำอยู่ตามปกติ โดยใช้งบประมาณจากการที่ ครม. อนุมัติแล้ว อย่างเช่นยกตัวอย่าง กระทรวงคมนาคม อาจต้องมีโครงการสร้างสนามบิน ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมในการที่จะไป ควบคุมดูแลการสร้างสนามบิน แต่เป็นเพียงว่าต่อไปนี้การสร้างสนามบินนั้นจะต้องอยู่ภายใต้ การดูแลของสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ไม่ใช่ว่า กระทรวงนี้จะสร้างก็สร้างไป แต่มันต้องเข้ามาบูรณาการอยู่ภายใต้สำนักงานนี้ สำนักงานนี้ ก็เป็นเพียงแต่มีหน้าที่ไปดูว่ามีเคพีไอ (KPI) วัด ตกลงกระทรวงนี้ หน่วยงานนี้ ทำตามตัว เคพีไอ (KPI) ในการวัดหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้เพราะอะไรเราก็จะต้องพิจารณาต่อไปว่าแล้วทำไม หน่วยงานนี้ถึงได้ทำเรื่องโลจิสติกส์ไม่ประเมินผลเพราะอะไร เพราะปัจจุบันไม่มีหน่วยงาน ที่จะเข้ากำกับดูแลตรงนี้ หรือหน่วยงานไปประเมินตรงนี้ แต่ถ้ามีสำนักงานแห่งนี้ สำนักงานแห่งนี้ก็จะทำหน้าที่ในการดูแลประเมินผลงาน ทีนี้เมื่อมีสำนักงานโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติขึ้นมาก็จะมีตัวชี้วัดความสำเร็จในภาพรวม ของการขับเคลื่อนการปฏิรูปโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ตัวชี้วัดก็คือว่า
๑. รัฐบาลจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ภายใน พ.ศ. ๒๕๖๐ หรือภายใน ๑๒ เดือนนับจาก สปท. ลงมติรับแผนขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์
๒. มีสำนักงานที่กำกับและผลักดันให้แอลพีไอ (LPI) ก็คือดัชนีชี้วัด ด้านความสามารถในการแข่งขันโลจิสติกส์ของประเทศนั้น ปรับระดับจากลำดับ ๔๕ ในปี ๒๕๕๙ เป็นลำดับที่ ๓๐ ภายในปี ๒๕๖๔ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี (GDP) ให้เหลือ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ภายในเวลา ๓ ปี
๓. มีศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าเกษตร แล้วก็คืออะกริคัลเจอรัล ดิสทริบิวชัน เซ็นเตอร์ (Agricultural Distribution Center) หรือเอดีซี (ADC) พร้อมกับมี เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ทั้งในภาครัฐและเอกชนในระดับตำบล ๒๐ ศูนย์ในเวลา ๓ ปี ตรงนี้หมายความว่าปัจจุบันนี้นั้นมีสหกรณ์การเกษตรหลายพื้นที่ที่มีคุณภาพ ถ้าท่านดู ในรายงานฉบับที่เป็นรายละเอียดอยู่ในภาคผนวก เราก็เสนอว่าให้ใช้ตัวอย่างสหกรณ์การเกษตร ที่มีคุณภาพเอามาพัฒนา จากนั้นให้ขยายไปโดยใช้แผนตัวอย่างของสหกรณ์การเกษตร ที่มีชื่อเสียงที่มีความสามารถในการบริหารจัดการอยู่แล้วมาเป็นแม่แบบ ขณะเดียวกัน ลดสัดส่วนการขนส่งทางถนนให้น้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา ๑๐ ปี เพิ่มการขนส่ง ทางรางจาก ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา ๕ ปี เพิ่มการขนส่งทางน้ำ จาก ๑๗.๔ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ภายในเวลา ๕ ปี ถ้าเราทำได้ตามนี้คณะทำงาน เชื่อมั่นว่าต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี (GDP) นั้นจะไปถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ เราเชื่อมั่นตรงนั้น
ทีนี้แหล่งที่มาของงบประมาณ ก็จึงมีคำถามว่าและเอางบประมาณมาจากไหน อย่างไร ก็ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ โดยเหตุที่คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมานั้น เป็นคณะกรรมการที่กำหนดแผนยุทธศาสตร์ จึงเสนอให้โอนงบประมาณจากหน่วยงานเดิม ที่เกี่ยวข้องกับระบบโลจิสติกส์มาสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ งบประมาณต่าง ๆ ในการพัฒนาก่อสร้างและ หรือการลงทุนยังคงเป็นงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่ได้รับอนุมัติและบริหารดำเนินงาน ไปตามแผนยุทธศาสตร์ โครงการที่กำหนดโดยสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าต่อไปนี้การก่อสร้างต่าง ๆ ถ้ามีสำนักงานแล้ว การก่อสร้างโครงการต่าง ๆ นั้นจะต้องอยู่ภายใต้สำนักงานที่จะพิจารณาร่วมกันแล้วกำหนด เป็นยุทธศาสตร์ไว้ว่าถ้าจะสร้างสนามบินตรงนี้จะต้องเชื่อมโยงกับการขนส่งต่อเนื่องหลาย รูปแบบและเป็นประโยชน์กับเขตเศรษฐกิจ เป็นประโยชน์กับจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ เป็นประโยชน์กับเขตเศรษฐกิจที่เป็นพื้นที่เกษตรที่สำคัญ เราจะต้องกำหนดนโยบายกันแบบนี้ ในบางโครงการที่เหมาะสมนั้นอาจจะบอกว่าเราใช้งบประมาณเยอะนะ ก็ต้องเรียนว่า ในบางโครงการที่เหมาะสมนั้นเราสามารถใช้แนวทางประชารัฐโดยที่รัฐบาลสามารถที่จะ พิจารณาใช้การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปของพับบลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิป (Public Private Partnership) หรือพีพีพี (PPP) บุคลากรที่เป็นคณะกรรมการจากภาครัฐ ร้อยละ ๖๐ และจากภาคเอกชนร้อยละ ๔๐ นั้นก็เป็นเรื่องอย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่า เอกชนก็เลือกกันเองเข้ามา หรือว่าในช่วงแรกที่ยังไม่มีสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ ภาครัฐ ก็แต่งตั้งบุคลากรที่เหมาะสมเข้ามา ภาครัฐก็เลือกกันเองเข้ามา ๖๐ นะครับ เจ้าหน้าที่ ปฏิบัติงานนั้นให้หน่วยงานที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาธิการของสำนักงานใหม่ที่จะเสนอจัดตั้งนะครับ เช่น สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพราะสภาพัฒน์มีหน่วยงานระดับสำนัก มีหน่วยงานโลจิสติกส์ คือสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการอื่น ๆ ให้โอนย้ายจากหน่วยงานต้นสังกัดที่มีพันธกิจเกี่ยวข้องกับ โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์มาอยู่ที่สำนักงานแห่งนี้นะครับ
ท่านประธานครับ ท่านสมาชิก สปท. ที่ทรงเกียรติครับ ผมอยากจะเรียนว่า เหตุผลที่จำเป็นต้องเสนอเรื่องเกี่ยวกับสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาตินั้นก็เพราะว่าเป็นเรื่องที่มีการขับเคลื่อนมาตั้งแต่สมัย สปช. และเราก็เชื่อมั่นว่า สปท. นั้นจะเป็นองค์กรที่เห็นความสำคัญทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศ และถ้าไม่ทำตอนนี้จะไปทำตอนไหน ในเมื่อยังไม่ทราบว่ารัฐบาลชุดใหม่นั้นจะให้ความสำคัญ กับโลจิสติกส์มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากกราบเรียนว่าถึงเวลาแล้วที่ คณะทำงานเชื่อมั่นว่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และที่ผมต้องรีบเร่งพูดเพราะว่าท่านประธานได้บอกว่ามีเวลาขอให้กระชับ ผมจึงใช้เวลา ในการที่จะนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้นำเสนอรายงานที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ต่อไป ขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที และขอเชิญสมาชิกที่รับประทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้วช่วยกรุณาเข้ามา ในห้องประชุม ท่านแรกขอเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ แล้วก็กรรมาธิการครับ เกี่ยวกับเรื่องที่เสนอนี้เกี่ยวกับเรื่องโลจิสติกส์การปฏิรูป โดยภาพรวม ผมเห็นด้วยในหลักการเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องดำเนินการปฏิรูปด้านนี้อย่างเร่งด่วนมาก ไม่ทำเวลานี้จะไปทำเวลาไหนอันนี้ท่านกล่าวไว้ก่อนนะครับ เพราะถ้าหากสามารถดำเนินการได้ และทำให้ประเทศมีประสิทธิภาพมาก ทำให้เราสามารถแข่งขันสินค้าต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้มันใกล้เข้ามาทุกทีแล้วน่าเป็นห่วงมาก ประเด็นที่สำคัญในการจัดตั้งหน่วยงาน เพื่อกำกับดูแลก็ดูเหมือนว่าจะมีความจำเป็นอย่างมาก ทีนี้ผมเองซึ่งต้องขอท่านประธานด้วย ท่านประธานเองชำนาญเรื่องนี้มาก ผมเองในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอยู่ที่กระทรวงคมนาคม ๓ ปี บังเอิญว่าที่กระทรวงแห่งนั้นเขามอบหมายให้ผมไปประชุมระหว่างประเทศทั้ง ๓ ปี หมายความว่าจริง ๆ แล้วผมดูเรื่องทางบกแต่ไม่ว่าจะเป็นทางน้ำไปประชุมที่ควิเบก ประชุม แลนด์ล็อกคันทรี (Landlocked Country) ของยูเอ็น (UN) ที่คาซัคสถาน หรือประชุมเรื่องอากาศ ผมเป็นตัวแทนไปหมดในช่วง ๓ ปี ไปถึงเปรูนั่งเครื่องบินไป ๓๐ ชั่วโมงก็ไป ผมจึงคิดว่า ในความรู้ด้านนี้ก็พอมีอยู่ ทีนี้ถ้าหากว่าผมไม่มาอภิปรายเรื่องนี้ต้องขออนุญาตท่านประธาน ไม่ให้ความเห็นแล้วก็ให้ข้อสังเกตดูเหมือนผมไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็ต้องพูดกันในเรื่องนี้ แล้วก็อยากจะเรียนว่าในช่วงที่อยู่กระทรวงคมนาคม กฎหมายกระทรวงคมนาคม ผมเป็นประธานแก้กฎหมายอยู่ ๓ ปีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในพระราชบัญญัติขนส่งต่อเนื่อง หลายรูปแบบ ปี ๒๕๔๘ ผมเป็นคนทำเอง เข้าใจชัดเจนว่าตอนนั้นเราศึกษาเรื่องอีสต์ เวสต์ คอริดอร์ (East West Corridor) นอร์ท เซาท์ คอร์ริดอร์ (North South Corridor) แล้วก็ มีปัญหาเรื่องขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบก็เลยออกเป็นกฎหมายฉบับนั้น ทีนี้ประเด็นที่เรา นำเสนอผมเองก็เข้าใจคล้าย ๆ กับที่ท่านเสนอมาว่ามันก็คงเป็นการส่งจากเรือมาบก จากบกไปอากาศ ที่จริงแล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นสักเท่าไรเป็นส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ของโลจิสติกส์เพราะจริง ๆ พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นเพียงแต่ว่าถ้าใส่สินค้าไว้ในคอนเทนเนอร์ (Container) มาจากเรือพอขึ้นบกก็ไม่ต้องเปิดใช้ด็อกคิวเมนต์ (Document) มาตรวจสอบ แล้วก็รับรองกันมาหรือจะไปทางอากาศก็ไม่ต้องเปิดมันทำให้เร่งด่วนไม่ใช่ว่าออกมานับ ที่ท่าเรือทีหนึ่งแล้วมาใส่คอนเทนเนอร์ (Container) ในอินแลนด์คอนเทนเนอร์ (Inland Container) และขึ้นเครื่องบินไปอีกที จริง ๆ แล้วมันเป็นโพรเซส (Process) ทั้งหมด สำหรับเรื่องนี้นะครับ ก็คิดว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ทีนี้ต่อไปรายงานผมต้องกราบ ขออนุญาตท่านประธานกรรมาธิการเลยว่าผมคงต้องให้ลงความเห็นจากสายตาของการมอง ภาพรวมทางด้านคมนาคมในส่วนนี้ลงไปรายละเอียดบ้างว่าคงจะมีปัญหา ขอความชัดเจน เพราะอย่างที่เรียนแล้วว่าเราต้องการสิ่งที่สมบูรณ์ที่เสนอไป เพราะว่าเราไม่มีเวลา แล้วเราล้าหลังมาก เราตกลงไปตกไปเรื่อย ๆ เพราะว่าแค่เราอยู่กับที่คนอื่นไปข้างหน้า เราก็เสร็จแล้ว
ประเด็นที่อยากจะเสนอความเห็นก็คือว่าการเสนอปัญหาอยากให้มี ความชัดเจนเพิ่มขึ้น ท่านคงจำได้ว่าวันที่ ๑๑ นี้ ผมต้องไปนำเสนอต่อองค์การอนามัยโลก ต่อองค์ประชุมระดับโลก เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ซึ่งเราทำผ่านสภานี้ไปแล้ว เป็นปัญหาจริง ๆ แต่ที่ท่านยกเอาข้อนี้เป็นข้อแรกผมไม่เห็นด้วย เพราะปัญหาเรื่องโลจิสติกส์ มันจะสัมพันธ์กับค่าขนส่งสินค้าไม่ใช่อัตราการเสียชีวิตของบุคคล ผมกำลังจะไปเสนอ ดับบลิวเอชโอ (WHO) ว่าอัตราการเสียชีวิตในประเทศของไอ (I) ตายด้วยมอเตอร์ไซค์ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ขอหลักการในการแก้ปัญหานี้มา แต่ถ้าเป็นแบบนี้ก็คือคอนเทนเนอร์ (Container) ที่ออกแบบไปแล้วที่ตู้คอนเทนเนอร์ (Container) มันร่วงลงมาเพราะคุณไม่ล็อก เพราะว่าปัญหาทางโลจิสติกส์ก็คือว่าระบบการประกันมันประกันได้ตรงนั้นและไม่ล็อกและ ล้มทับรถเขาตรงนี้ ใช่ เป็นปัญหาโลจิสติกส์ แต่ทีนี้การที่ท่านยกเอาข้อนี้เป็นข้อ ๑ ข้อ ๒ และรายละเอียดจริง ๆ เราตายอยู่วันละ ๖๐ กว่าคน ไม่ใช่ ๒๐ กว่าคน ข้อเท็จจริง ๒๔.๖ คนต่อแสนประชากรปัจจุบันนี้เมื่อปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นตัวเลขตัวนั้นไม่ถูกต้อง แต่ประเด็นก็คือว่าถ้าเราลำดับปัญหาถ้าเอาอุบัติเหตุขึ้นเป็นข้อแรกไม่ใช่ปัญหาโลจิสติกส์ เป็นปัญหาสวัสดิการสังคมเกี่ยวกับเรื่องความไม่ปลอดภัยทางถนนมันเป็นอีกส่วน เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท่านยกข้อแรกของท่านเลยก็คือข้อที่ว่าอัตราของค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เป็นอันดับเท่าไร ๆ ตรงนั้นใช่แน่นอน และเป็นข้อแรกที่มีความสำคัญที่ต้องหักให้ลง เพราะถ้าไม่ลงโลจิสติกส์ของเราจะเฟล (Fail) ก็คิดว่าที่พูดถึงอยู่ได้เพราะว่าผมดูแลเรื่อง ความปลอดทางถนนอยู่ แต่อยากให้อยู่ข้างหลังอย่าเอาไว้เป็นข้อแรกเลยมันจะกลายเป็น สับสนว่าพอเราวางเรื่องนี้เป็นข้อแรกหรือไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ปัญหาหลักมันเป็นปัญหารอง รองไปมาก ๆ เลยสำหรับเรื่องนี้ แต่สำหรับเรื่องสวัสดิการประชาชนเป็นปัญหาหลักนะครับ
ประเด็นต่อมาก็คือว่านี่คือการนำปัญหามานำเสนอนะครับ ปัญหาที่อยากจะให้ มีการนำเสนอก็คือปัญหาเรื่องพื้นฐานสมาชิกเอง เรื่องโลจิสติกส์เป็นเรื่องใหม่ที่ท่านยกขึ้นมา อยากจะให้เสนอความชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วความรู้พื้นฐานของสมาชิกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลายว่าเกี่ยวกับอะไรหลายคนยังสับสนอยู่ว่าโลจิสติกส์มันอะไรกันแน่ ที่ท่านเสนอมา เป็นตามราชบัณฑิตแล้ว อะไรแล้วก็ชอบแล้ว แต่รายละเอียดว่าสภาพปัญหามันคืออะไร ผมอยากให้อธิบายตรงนี้เพิ่มอีกนิดหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ใหม่ที่ซ้อนอยู่นะครับ คนอาจจะเข้าใจ ที่จริงแล้วมันเป็นฮาร์ดแวร์ (Hardware) กับซอฟต์แวร์ (Software) นั่นแหละ ในส่วนปัญหานำมาเสนอ อยากจะให้เป็นปัญหาเฉพาะปัญหานะครับ เพื่อว่าเรื่องที่เรากำลัง คุยอยู่ผมยกตัวอย่างว่าที่ท่านยกตัวอย่างว่าน้ำถูกกว่า แต่ใช้ถนน ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใช่ แต่ปัญหาทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เราเพียงแต่เสนอว่าแทนที่เขาจะใช้ถนนก็ควรจะไปใช้ ทางน้ำหรือทางราง แต่ปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่ว่าตัวปัญหาเขาไม่ใช้อย่างนั้น ปัญหามันลึกไปกว่านั้น ก็คือทำไมเขาไม่ใช้ราง ทำไมเขาไม่ใช้ทางน้ำ เพราะระบบทางน้ำไม่พัฒนาหรือ หรือว่า การที่ว่าประเทศเราสั้นระบบรางเรายกคอนเทนเนอร์ (Container) ขึ้นรถไฟครั้งหนึ่ง แล้วก็ วิ่งไปแล้วไปยกลง ค่ายกโดยใช้เครนมันทำให้แพง เพราะฉะนั้นยกใส่รถสิบล้อเป็นหัวลาก แล้วไปลงก็จะดีกว่าจะถูกกว่าสำหรับประเทศเราหรือเปล่า หรือว่าอย่างในอเมริกาเอง มันอีสต์เวสต์ (East West) เขายกใส่รถไฟแล้ววิ่งกัน ค่าเฉลี่ยของระยะทาง ตัวนี้เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นปัญหาจะได้รู้ว่าลักษณะของเรา เบาน์ดารี (Boundary) ของประเทศเรา เราต้องเอาออก แล้วก็ยกจากหาดใหญ่ต่อไปถึงยูนนานเลย ทีนี้มันก็เลยจะไปมีปัญหาว่า ลักษณะเกรดของรางที่มันเป็น ๑.๔๐ เมตร มันจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ เราเลยยกกันอย่างไร หรือว่าจะต่อกันอย่างไร เพราะว่านี่คือเหตุที่ทำให้เขาไม่ใช้รถบรรทุก และระบบทางน้ำ กว่าจะไปลง ลักษณะของเรือที่ลำเลียงไปมันเป็นปัญหา คือปัญหาไม่ใช่การใช้รางน้อย หรือน้ำน้อย ปัญหาคือทำไม ถ้าชี้ปัญหาตรงนี้เราจะได้รู้ว่าควรจะแก้อย่างไร ไม่อย่างนั้นเราแก้ไม่ได้ ก็ยังใช้อยู่แบบนี้เหมือนเดิมไม่มีทางแก้ได้นะครับเป็นปัญหาที่นานแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหา อยากจะให้ท่านเสนอให้ชัดว่าโครงสร้างอื่น ๆ พื้นฐานขาดการรองรับอย่างไร ทำไมถึงใช้น้อย ทำไมถนนถึงใช้มากกว่า ปัญหาส่วนอื่น ๆ ที่ท่านเสนอแล้วก็คือว่าระบบศุลกากร ซิงเกิลวินโดว์ (Single Window) ที่ว่ามันมีปัญหาติดขัดเยอะแยะไปหมด ปัญหาตรงนี้ ใช่ ตรงนั้นคือปัญหา แต่ว่าลึกลงไปหรือละเอียดกว่านั้น ถ้าช่วยสรุปให้มากกว่านี้ซึ่งอาจจะแค่ขยายเท่านั้น มันจะช่วยได้เยอะจะได้แก้ถูกนะครับ
ปัญหาต่อมา คือการจัดตั้งสำนักงาน จริง ๆ แล้วผมเป็นคนอ่านละเอียดนิดหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะเข้าสำนักงานท่านก็ยกตัวอย่างปัญหา ๒ ข้อ และท่านเข้าเลย มันขาดไปข้อคือว่า เลยจำเป็นต้องตั้งสำนักงาน และต่อจากนั้นจะต้องบอกว่าสำนักงานมีหน้าที่อะไร ๆ ท่านไปดูว่า ขาดอยู่ มันมิส (Miss) ไปจุดหนึ่ง คือลำดับ ๑ ๒ แล้วข้อ ๓ พูดถึงว่าสำนักงานจะต้องมีแล้ว ข้อนี้ขาดจะไปเป็นข้อ ๔ ที่ว่าอำนาจหน้าที่คืออะไรท่านลองไปดูในรายงานเถอะครับ เรื่องหน้าที่ เรื่องหน่วยงาน การจัดตั้งสำนักงาน สิ่งที่จะต้องมีรายละเอียดมาก นี่ผมแค่ตั้งข้อสังเกต เพราะอยากจะให้มีไม่ได้ไปคิดอย่างอื่นเลยนะครับ เป็นหน่วยงานประเภทใด ท่านไม่ได้บอก ส่วนเป็นราชการเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นองค์การของรัฐประเภทอื่น เป็นหน่วยงานสังกัด กระทรวงใดสังกัดไหม หรือสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี อันนี้แค่รายงานกับนายกรัฐมนตรี แต่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้าสังกัดก็ชี้ให้ชัดว่าเป็นหน่วยงานชนิดไหนนะครับ การเสนอในการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาระยะแรก ที่เสนอภาพยังไม่ชัดเจนเพราะกลัวว่าเขาจะไปลงมติกันไม่ถูกเวลาเราเข้า ๓ ฝ่ายว่า เราต้องการอย่างไร เมื่อชัดเจนแล้วในการร่างกฎหมายซึ่งต่อจากนี้มันจะมีร่างกฎหมายด้วย มันจะได้รัน (Run) ต่อกันไปได้ชัดเจน ท่านประธานขอเวลาอีกเล็กน้อยนะครับ อำนาจหน้าที่ ของสภาโลจิสติกส์ ที่เสนอมาเพียงแต่บอกว่าเรามีภาครัฐ ๖๐ ภาคเอกชน ๔๐ แต่อำนาจ ของสภาตรงนี้ความชัดเจนในเรื่องอำนาจว่ามีขึ้นมาเพื่อตัดสินใจเรื่องใด อย่างไร ไม่ชัด เพียงแต่เราบอก ๖๐ ๔๐ เป็นการแชร์โดยใช้ภาคเอกชนเข้ามาที่เสนอ แต่อำนาจชัด ๆ ของสภาตัวนี้อาจจะต้องการความชัดเจนมากขึ้น การเสนอให้สภาโดยออกกฎหมายเป็นการเฉพาะ ท่านเสนอให้แยกจากการตั้งสำนักงานซึ่งสภามีอำนาจ ในการคัดเลือก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนกรรมาธิการ ตรงนี้อยากจะให้เขียนให้ชัดเจน ทีนี้มันมีประเด็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่สำคัญที่ท่านพูดแล้วเมื่อกี้ จริง ๆ แล้วหน่วยงานเรื่องนี้ไม่ใช่ไม่มี เรามีสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดูแลและเป็นคณะกรรมการอยู่ในนั้นแล้ว ประเด็นที่ต้องถามกันตอนนี้ก็คือว่าเวลาเสนอถ้าเขาจะตั้งให้ เขาจะต้องถามว่าในนั้น หรือที่ไหนก็ตาม หรือใน ครม. ก็ตามว่าแล้วชุดนั้นจะไปอยู่ที่ไหน และชุดนั้นจะสัมพันธ์ กับตรงนี้อย่างไร คือเรากำลังจะไปดูดมาจะมาเป็นของเราเลยไหมหรือจะอย่างไร เพราะชุดนี้ เรื่องการที่จะเอาออกไปยากมาก เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างชุดนี้ถ้าเป็นแบบนี้ ขณะนี้ สศช. มีแผนของปี ๒๕๕๖-๒๕๖๐ อยู่ ผมอ่านแผนแล้วว่าจะให้ทำอะไรเท่าไร น้ำเท่าไร บกเท่าไร มีความสัมพันธ์ เป็นแผนที่ละเอียด มีฟังก์ชัน (Function) มาก แผนตรงนี้ ในการนำเสนอมีการกำหนดว่าให้ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจทำอะไร ๆ ค่อนข้างละเอียด พอเราตั้งตรงนี้ขึ้นมาแล้วก็ สศช. เป็นผู้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ไว้แล้ว แผนมีอยู่แล้วขณะนี้ พอเราตั้งตรงนี้ขึ้นมาความเชื่อมโยงระหว่างที่มีอยู่เดิมเพราะยังไม่หมด กับสิ่งที่เราจะทำ มันจะมาต่อกันพอดีอันโน้นจะต้องอยู่ไหม ความสัมพันธ์เป็นอย่างไร ตรงนี้ผมมองว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันที่จะต้องเคลียร์ให้ชัดตรงนี้นะครับ
ประเด็นต่อมาเรื่องการตั้งเป้าหมาย เป้าหมายที่นำเสนอขึ้นมา เป้าหมายลด การต้นทุน ต้นทุนมาจาก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ที่ลดลงมา ในแผนยุทธศาสตร์ชอต (Shot) ๒ ที่ผม พูดแล้วเมื่อกี้จะกำหนดว่าให้ลดลงมาจากต้นทุนจากสินค้าเป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นี่คือปี ๒๕๖๐ ที่จะถึงโดย สศช. ทีนี้พอเรากำหนดแผนตรงนี้มันจะเชื่อมกัน คือเรายืดไปข้างหน้าแต่ว่าองค์ประกอบที่ทำให้แผนมันสมบูรณ์คือเป็นไปตามนั้นเป็นอย่างไร เกี่ยวกับเพิ่มการขนส่งทางราง ใน สศช. กำหนดว่าในแผน ๒ ที่ผมพูดเมื่อกี้ ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ จะเพิ่มจาก ๒.๒ เป็น ๕ แต่ทีนี้ของเราก็จะมีการเพิ่มขึ้นมาส่วนหนึ่ง ตรงนี้มีความเป็นไปได้ เพราะในแผนนี้มีโครงการรองรับอยู่แล้วคือรางคู่ ๘๗๓ กิโลเมตร เส้นทางบ้านไผ่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร นครพนม ทั้งหมดเป็นการเพิ่มขึ้นมา ดังนั้นแผนตรงนี้ มีความเป็นไปได้ ประเด็นของผมก็คือว่าแผนที่กำหนดในของ สศช. มีอยู่ พอเราไปวางตัวเลข ทับขึ้นมามันจะมีคำถามว่าตกลงจะยึดตามแผนไหน ของเราจะยืดไปเท่าไร มันทำให้เป็น ที่สงสัยเป็นคำถามอยู่ได้ทางน้ำในส่วนนั้นเรากำหนดให้เป็น ๑๗.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๕ ปี เมื่อพิจารณาแผนยุทธศาสตร์นี่ช่วงที่ท่านกำหนด ในแผนยุทธศาสตร์ ของคมนาคม ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ จะเพิ่มการขนส่งทางน้ำจาก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๙ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๙ คือปีนี้ ของเราไป ๕ ปีเพิ่มเป็น ๒๕ เรื่องนี้เป็นประเด็นมาก เพราะถ้าหากว่ามีการ
ท่านนิกรครับช่วยกรุณาสรุปใน ๑ นาทีนะครับ
ถ้าเราจะดำเนินการตรงนี้ก็ต้องชี้ให้ชัดว่าจะดำเนินการ ได้อย่างไร เพราะงบประมาณเหมือนจะตันอยู่มากเพราะเป็นงบที่ถูกกำหนดไว้ในแผนแล้ว สุดท้ายข้อเสนอแนะ สำหรับการนำเสนอการแก้ไขฮาร์ดแวร์ (Hardware) เรื่องโครงสร้าง อยากให้ความสำคัญเพราะถ้าไม่มีฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ที่เราจะวาง มันไปรัน (Run) ไม่ได้ ส่วนซอฟต์แวร์ (Software) มีรายละเอียดมากต้องให้หน่วยราชการ หรือส่วนที่เกี่ยวข้องมาดูกัน ผมฝากอีกนิดเดียวว่าที่ท่านเสนอก็ดีแล้วเรื่องข้าวเป็นปัญหาหนักมากเลยที่เราเสนอ เราเสนอแต่ปัญหาของข้าว ผมอยากจะเสนอว่าให้ทำโลจิสติกส์ของข้าวไว้สักชุดเถอะจะได้ แก้ปัญหาเรื่องข้าว เพราะว่ามีปัญหาเยอะแล้วรวมทั้งเรื่องยางที่เราผลิตในอีสาน ถ้าเราทะลุ ไปทางยูนนานเราจะได้ประโยชน์มาก ๒ อย่างนี้ที่เป็นสินค้าเกษตรที่เป็นจุดตายของเรา ก็อยากให้ท่านเสนอเป็นแผนที่ชัดขึ้นมาทั้ง ๒ อย่างก็จะช่วยประเทศได้ นำเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับท่านนิกร เผอิญทาง สปท. ก็ได้มอบหมายให้ทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้ไปพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องปัญหาข้าวที่ท่านนิกร ฝากไว้ก็ช่วยกรุณานำไปรวมอยู่ในแผนของการศึกษา การแก้ปัญหาข้าวทั้งระบบด้วยนะครับ โดยเฉพาะโลจิสติกส์ทางด้านข้าว เพราะว่าเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของเรา มีสมาชิก แสดงความจำนงทั้งสิ้น ๗ ท่านที่อยู่ในมือขณะนี้ แล้วก็ท่านนิกรอภิปรายไปแล้วผมจะแจ้ง ๓ รายชื่อถัดจากนี้เพื่อการเตรียมความพร้อม มีท่านกษิต ภิรมย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน และ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอเชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลำดับ ๗ ก่อนอื่นท่านประธานผมก็ค่อนข้างจะผิดหวังกับราชบัณฑิตสภาที่แปลภาษาอังกฤษเป็น ภาษาไทยโลจิสติกส์ ที่จริงงานของราชบัณฑิตน่าจะนิยามศัพท์ขึ้นมาเป็นภาษาไทยแท้ ๆ จะเป็นศูนย์รวบรวมกระจายสินค้าก็ยังพอฟังแทนที่จะทับศัพท์ใช้โลจิสติกส์ผมคิดว่า ไม่ถูกต้องเราเป็นรัฐเอกราช ผมอยากจะฝากท่านประธานเพื่อบอกทางราชบัณฑิตไว้ด้วย แล้วก็หัวข้อนั้นน่าจะเปลี่ยนชื่อให้เป็นภาษาไทยให้ได้อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าผมค่อนข้างจะแปลกใจที่ทางกรรมาธิการได้กล่าวถึง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ๕ ปีให้เป็นแน่ชัดว่าในส่วนที่เกี่ยวกับการขนถ่ายกระจาย สินค้านั้นอยู่ในแผน ๕ ปีมากน้อยแค่ไหน บวกกับเมื่อกี้ที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้นิดหนึ่ง คือท่านนิกรเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ทั้งหมดต้องเอามาตั้งให้ดู เสียก่อนว่ามันขาดตกอย่างไร และที่อยากจะเพิ่มโดยการที่จะมีคณะกรรมการแล้วก็ มีสำนักงานแห่งชาตินี้ มันจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ประเด็นปัญหาผมอาจจะแยกเป็น ๒ ส่วน ด้วยกันคือส่วนของโครงสร้างพื้นฐานคือว่าด้วยการขนส่งทางน้ำ ทางอากาศ ทางบกก็มี รถไฟกับทางรถบรรทุกอาจจะมีระบบไอที (IT) เข้ามาเสริมด้วยให้มันทั่วถึง ส่วนที่ ๒ ก็คือ ตัวคลังสินค้ากับเรื่องของไซโล (Silo) ที่เก็บสินค้าจะเป็นเกษตรหรือเป็นผลิตภัณฑ์ทางด้าน อุตสาหกรรม ผมขอเน้นประเด็นแรกเสียก่อน ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะเป็นท่าเรือ ท่าเครื่องบิน ท่ารถ ท่ารถไฟ มันก็อยู่ในอาณัติของกระทรวงคมนาคมทั้งหมดและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมคนปัจจุบันก็เป็นอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์น่าจะม้วนทุกเรื่องให้มันอยู่กันได้ แล้วก็มีข้อเสนอข้อคิดเห็นมาหรือทางฝ่ายกรรมาธิการก็น่าจะไปฟังว่าทางกระทรวงคมนาคมว่า อย่างไรกับ ๔ เส้นทางการคมนาคมแล้วก็ที่ตั้ง คราวนี้ผมก็อยากจะโยงไปที่ต่างประเทศ สักนิดหนึ่งว่าด้วยการเชื่อมโยง คือถ้าเผื่อเราไปลงเครื่องบินที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ที่ประเทศเยอรมนีหรือที่ไหนก็ตามข้างใต้สนามบินก็จะมีรถไฟใต้ดิน แล้วก็มีรถไฟเชื่อม ระหว่างเมืองหรือว่าระหว่างประเทศได้ บนบกก็จะมีรถบัสไปทั่วยุโรปเลยครับ แล้วก็จะมี รถเมล์เข้าไปในเมือง นั่งรถไฟเล็กก็ได้ และที่ ณ สนามบินของแฟรงก์เฟิร์ตนอกจาก ฝ่ายของผู้โดยสารแล้วก็เป็นคลังสินค้าระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดแล้วก็สะดวกที่สุดอันหนึ่ง จะมีทั้งสินค้าเน่าเสีย สินค้าแห้งอะไรต่าง ๆ กระจายกันไป และจากสนามบินก็ไม่ใช่ทางบกอย่างเดียว มันก็มีระบบขนส่งไปลงที่แม่น้ำไรน์ แล้วก็ตามลำคลองที่ไปได้ทั่วยุโรป ทีนี้ประเด็นปัญหา ที่ประเทศไทยคืออะไรจะเป็นที่สนามบินดอนเมืองหรือว่าที่สุวรรณภูมิมันไม่มีการเชื่อมโยง อย่างที่อารยประเทศเขาทำ ถ้าเผื่อเราจะปฏิรูปกันจริง ๆ คือเราต้องพูดกันเรื่องของการเชื่อมโยงอันนี้ว่าทำไม สนามบินสุวรรณภูมิทางรถไฟถึงไปไม่ถึงแล้วก็กระจายไปทั่วประเทศ ทำไมไม่โยงกับสถานี รถไฟหัวลำโพงหรือที่บางซื่อ และทำไมรถบัสเข้าไปไม่ได้ไม่สะดวก แล้วก็ทางจะเป็นรถราง ภายในเมืองหรือจะรถใต้ดินทำไมมันไม่เชื่อมโยงนี่ก็เป็นปัญหา ที่สนามบินดอนเมือง ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมที่จะต้องให้มันเกิดการเชื่อมโยง ให้ได้ และรัฐบาลก็สนับสนุนไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไรสลับซับซ้อน แล้วก็ที่สนามบิน สุวรรณภูมิหรือที่สนามดอนเมืองก็ต้องมีคลังสินค้าก็ต้องให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ และ ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐร่วมทุนประชารัฐเพราะมันค่อนข้างจะเป็นสังคมนิยมเป็นโซเชียลลิสต์ (Socialist) นิด ๆ ต้องระมัดระวังนะครับ แล้วก็รัฐไม่ควรจะทำธุรกิจจะร่วมทุนกับเอกชน แล้วก็แข่งขันกับเอกชน การแข่งขันมันก็ไม่ยุติธรรมต้องระมัดระวังเรื่องนี้สักนิดหนึ่งนะครับ และคนที่จะมาร่วมทุนกับรัฐได้บางทีมันก็ไม่ใช่รายย่อยมันก็รายใหญ่ทั้งนั้น เดี๋ยวมันก็เป็น การกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจก็จะมีปัญหาเหมือนที่อเมริกาแล้วก็ที่ยุโรปก็มี เดี๋ยวประเทศไทยก็จะมีถ้าเผื่อเราเดินทางไปในทิศทางอันนี้ เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญ ที่คณะกรรมาธิการน่าจะศึกษาแล้วก็เสนอคือให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือบนแม่น้ำ หรือที่ทะเลกับทางรถไฟแล้วก็ถนนเพื่อให้รถบัสวิ่งได้สะดวก แล้วก็เชื่อมโยงกลับมาที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง หรือว่าที่อู่ตะเภาจะเป็นไปได้ไหมมันต้องคิดกันอย่างนี้ ผมคิดว่า มันจะทำให้การลดทุนแล้วก็ความเชื่อมโยงเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันก็จะสะดวก แล้วก็เมื่อ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศก็ยังมีเหตุอันสำคัญว่าที่สนามบินนั้น จะต้องเชื่อมโยงกับทางภาคพื้นดินแล้วก็ลำน้ำ แล้วก็ทะเลชายฝั่งได้อย่างสะดวก ไม่มี ความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมาตั้งคณะกรรมการใหม่ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องมาตั้ง สำนักงานขนถ่ายสินค้า กระทรวงคมนาคมร่วมกับสภาพัฒน์สามารถที่จะมีข้อเสนอเป็นชิ้น เป็นอันต่อรัฐบาลได้ งบประมาณก็หาได้ครับเพราะมีงบประมาณอยู่แล้ว ผมว่าให้คิด ในทำนองนี้จะได้หลีกเลี่ยงของการที่จะต้องไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีคณะกรรมการมีองค์การใหม่ แล้วก็การที่จะไปคิดว่ามีองค์กรใหม่ขึ้นมาแล้วไปดึงจากหน่วยงานนั้น ผมว่ามันก็ทะเลาะกัน ตายโหงเลยระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ใครเขาจะไปยอมและในเมื่อกระทรวงคมนาคม ต้องรับผิดชอบและให้เป็นแม่งาน และรัฐบาลก็มีคณะทำงานระดับรองนายกรัฐมนตรี ตั้ง ๖ คณะทำงานทำไมจะประสานงานกันไม่ได้แล้วก็ขับเคลื่อนนะครับเอาทิ้งไว้ตรงนี้
ส่วนอันที่ ๒ รัฐบาลก็พบกับภาคเอกชนในเครือข่ายของประชารัฐ ซึ่งผมก็ ไม่ค่อยจะเห็นด้วย แต่ว่ามันมีคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชน มีอะไรก็ประสานกันตรงนั้น และอะไรที่จะโอนไปให้เอกชนเขาทำได้ก็ต้องให้เขาทำ เขาจะมีท่าเรือเพิ่มขึ้นมาต่อจาก ท่าเรือแหลมฉบังของภาครัฐนอกเหนือจากให้เขาเช่าหรือมีสัมปทาน ก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไร รัฐก็มีหน้าที่อำนวยความสะดวกแล้วก็ให้เอกชนเป็นผู้นำ แต่ผมก็ยังไม่ได้เห็นในเอกสาร หรือสิ่งที่ได้ชี้แจงทางวาจาว่าบริษัทขนส่งขนถ่าย บริษัทฟอร์เวิร์ด (Forwanrd) ล่วงหน้า ทั้งหลายเหล่านี้ โดยองค์รวมกันแล้วเขามีข้อเสนออย่างไรในการที่จะปรับปรุงประเด็นปัญหาของ การเก็บสินค้าขนถ่าย แล้วก็การเชื่อมโยง อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญต้องฟังจากทางภาคเอกชน ก่อนครับ แต่ถ้าเผื่อข้อมูลมันไม่มีแล้วเรานั่งคิดกันเองมันก็ดูกระไรอยู่ เพราะว่าเศรษฐกิจ ของไทยนั้นเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มันเป็นของภาคเอกชนก็มีรัฐวิสาหกิจเข้ามานิดหน่อย เท่านั้นเองก็ต้องฟังเขาเป็นสำคัญน่าจะบอกว่าฝ่ายเอกชนเขาอยากจะให้รัฐทำอะไรมากกว่า ที่บอกว่ารัฐจะทำอย่างโน้นอย่างนี้นะครับ
ส่วนในประเด็นที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับคลังสินค้าแล้วก็ไซโล (Silo) ถ้าเผื่อสหกรณ์ ทำได้เป็นเรื่องของสหกรณ์ ถ้าเผื่อเอกชนทำได้เป็นเรื่องของเอกชน อย่าเอาประชารัฐเข้ามา ทำคลังสินค้าและไซโล (Silo) ครับ เดี๋ยวมันก็จะมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน มีเรื่องของ การเลือกที่รักมักที่ชัง รัฐมีหน้าที่สนับสนุน ถ้าเผื่อเขาจะทำไซโล (Silo) แล้วก็คลังสินค้า เพื่อจะลดต้นทุนต่าง ๆ เหล่านี้ ก็สามารถที่จะบอกธนาคารทั้งของรัฐและธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาคนละ ๕๐ ๕๐ ไหมครับ และแทนที่จะเก็บดอกเบี้ยอัตราทั่ว ๆ ไป ก็ลดมาสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็จะช่วยให้เอกชนเขาสามารถที่จะสร้างความพร้อมในเรื่องของ การเก็บแล้วก็กระจายสินค้าได้ ส่วนประเด็นสุดท้ายในฐานะนักการเมืองแล้วก็ยังเป็น นักการเมืองอยู่ อย่าห่วงเรื่องรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง เขาจะต้องสะดุ้งสะเทือนกับ ความต้องการของประชาชนและทางภาคเอกชน อย่าหาความชอบธรรมในการเป็น สปท. และบอกว่าต้องรีบทำ ทำ ทำ เพราะไม่คิดว่านักการเมืองเข้ามาแล้วในอนาคตจะโกงกิน หรือไม่ คงจะไม่ใช่เป็นแนวคิดที่พอสมควรนะครับ ผมคิดว่าน่าจะเลิกในการที่จะเปรียบเทียบ สภาพพิเศษ ณ วันนี้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วก็ความล้มเหลวกันทั้งหมดมันอาจจะมาจาก ทางฝ่ายการเมือง ผมคิดว่านักการเมืองทุกคนก็ตระหนักดี แล้วก็คงคิดว่าอยากจะรักชาติ แล้วก็อยากจะปรับปรุงด้วยนะครับ อันนี้ก็ต้องขอระมัดระวังนิดหนึ่งนะครับ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับ เรียนท่านประธาน เรียนท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๔๓ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณในเรื่องของ สิ่งที่ท่านได้นำเสนอในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ จริง ๆ แล้วเราคุยกันในเรื่องนี้มานานในฐานะที่ผมทำงานในเรื่องของฮาลาล เราคุยกันเรื่อง ปัญหาของโลจิสติกส์มานานเป็นสิบปีในเรื่องนี้ ก็มีเรื่องที่อยากจะได้แชร์ประสบการณ์กับทาง ท่านกรรมาธิการอยู่ ๒-๓ เรื่อง คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์
เรื่องแรกก็เป็นเรื่องเมื่อประมาณ ๑๐ ปีมาแล้วนะครับ ผมมีโอกาสได้พบกับ ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งท่านเป็นซีอีโอ (CEO) ของบริษัทค้าปลีก พวกคอนวีเนียนสโตร์ (Convenience Store) ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ท่านก็ชวนไปรับประทานข้าว แล้วเราก็คุยกัน ตอนนั้นผมเป็นคณบดี คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประเด็นเรื่องของนิสิตนิดหน่อยครับว่าท่านให้ความสนใจท่านก็เลยเชิญไปรับประทานข้าว กับท่าน ท่านคุยเรื่องของบริษัทของท่านครับ ท่านถามผมว่ารู้ไหมว่าบริษัทของท่านนั้น มีคลังสินค้าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผมเองนี้นึกไม่ออกนะครับว่าคลังสินค้าของท่านอยู่ที่ไหน เวลาเราคุยกันเรื่องของโลจิสติกส์ มักจะคุยกันเรื่องของการขนส่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะคุยกันก็คือเรื่องของคลังสินค้า แล้วก็มักจะนิยม ทำคลังสินค้ากันอยู่นอกเมือง ใหญ่โตมโหฬารแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างรายจ่ายให้กับทางบริษัท การบริหารจัดการคลังสินค้าให้ดีนั้นจะช่วยทำให้บริษัทนั้นลดค่าใช้จ่ายลงได้มากนะครับ เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบโลจิสติกส์ที่เราเข้าใจกันนะครับ ท่านบอกว่า ท่านมีคลังสินค้าใหญ่มากนะครับ ผมก็ถามว่าอยู่ที่ไหนครับท่าน ท่านบอกว่าอยู่บนถนน ท่านก็ได้เล่าให้ฟังนะครับว่าอาจารย์สังเกตไหมเวลาเราเข้าไปที่ในร้านและทางร้านนี้ เขาก็จะใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode) ในการจำหน่ายสินค้านะครับ ท่านบอกว่าข้อมูลต่าง ๆ จากเครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode) นั้นจะตรงไปที่บริษัท หลังจากนั้นแล้วจะแจ้งไปยัง บริษัทผู้ผลิตสินค้าแทบทุกรายการของท่าน ทางบริษัทเหล่านั้นจะทราบทันทีนะครับว่า สินค้าที่ส่งไปขายในคอนวีเนียนสโตร์ (Convenience Store) ของท่านนั้น จำหน่ายไปเท่าไรแล้ว แล้วก็ในร้านไหน เพราะฉะนั้นในระบบการบริหารจัดการของท่านนะครับ ทางบริษัท ทางโรงงานก็สามารถ ที่จะผลิตสินค้าแล้วก็ส่งตรงไปยังร้านค้าต่าง ๆ เหล่านั้นได้นะครับ อันนี้เป็นเหตุผลที่ท่านบอกว่า คลังสินค้าของท่านนั้นอยู่บนถนน เพราะฉะนั้นตรงนี้เองท่านบอกว่าท่านลดค่าใช้จ่ายในเรื่อง ของการจัดการคลังสินค้าไปได้มหาศาล เรื่องของการที่ทางบริษัททางคอนวีเนียนสโตร์ (Convenience Store) แห่งนี้นั้นจะต้องมีสาขามากมายอยู่บนถนนเดียวกันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการบริหารจัดการคลังสินค้า ท่านบอกว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องของ การลดค่าใช้จ่ายทางด้านโลจิสติกส์ ท่านเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพราะท่านทราบว่าเราสนใจ ในประเด็นเรื่องของโลจิสติกส์ในระบบการขนส่งทางด้านฮาลาล ท่านก็เลยเล่าให้ฟังนะครับว่า เรื่องของการบริหารจัดการคลังสินค้านั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่วันนั้นทำให้เรา ๑๐ กว่าปี มาแล้วทำให้เราเห็นศักยภาพของสิ่งดีที่เรียกกันว่าอินฟอร์เมชันโลจิสติกส์ (Information Logistics) เวลาเราคุยกันเรื่องโลจิสติกส์นั้นมีอยู่ ๒ ส่วนนะครับ เรื่องของฟิสคอลโลจิสติกส์ (Fiscal Logistics) ก็คือส่วนที่เราเห็นเรื่องระบบการขนส่ง เรื่องของการกระจายสินค้า รวมไปจนกระทั่งถึงเรื่องระบบการผลิตต่าง ๆ เหล่านั้นตลอดซัปพลายเชน (Supply chain) เป็นเรื่องของโลจิสติกส์เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มาก แต่ว่าอันหนึ่งที่เรามักจะลืมก็คือเรื่องของ อินฟอร์เมชันโลจิสติกส์ (Information Logistics) ในเรื่องนี้มีหลายคนเคยนั่งคุยกันในเรื่อง ของอินฟอร์เมชันโลจิสติกส์ (Information Logistics) ว่าประเทศไทย นี่ส่วนหนึ่งที่เรามักจะ มองข้ามก็คือเรื่องอินฟอร์เมชันโลจิสติกส์ (Information Logistics) และเรามักจะมีปัญหา ตัวอย่างที่เห็นกันชัด ๆ แล้วก็เอามายกกันบ่อย ๆ ก็คือเรื่องของการตัดอ้อยส่งเข้าโรงหีบนั้น ได้มีการจัดการในเรื่องของข้อมูลข่าวสารทำให้ทางพวกเกษตรกรนั้นขนอ้อยไปรออยู่ที่ หน้าโรงงานเป็นระยะเวลาหลายวัน ทั้ง ๆ ที่ควรจะมีข้อมูลข่าวสารในการที่จะแจ้งด้วยว่า วันไหนควรจะเหมาะแก่การตัดอ้อยแล้วก็ควรจะส่งถึงโรงงานในวันไหน ต่าง ๆ เหล่านั้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในเรื่องของโลจิสติกส์ของประเทศไทยสูงขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่หลายคนเอามา เล่ากันให้ฟังวันนั้นท่านผู้ใหญ่ท่านนี้ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามนะครับ แต่ว่าพอพูดแล้วท่านก็คง จะนึกออกว่าน่าจะเป็นท่านไหน เรื่องนี้เป็นความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องของอินฟอร์เมชัน โลจิสติกส์ (Information Logistics) เป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากเรื่องนี้ไว้นะครับ ซึ่งท่าน ก็ได้ชี้แจงแล้วว่าส่วนหนึ่งเวลาเราคุยกันเรื่องของโลจิสติกส์นั้น ส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของ อินฟอร์เมชันโลจิสติกส์ (Information Logistics) เพราะฉะนั้นมันจะมีส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอินเทอร์เน็ต (Internet) เรื่องไอโอที (IoT) หรือเรื่องของการส่งข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของฟิสคอลโลจิสติกส์ (Fiscal Logistics) อันนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการช่วยกรุณาไปดูด้วยครับ เราไม่เคยมีข้อมูลว่า เวลาเราพูดถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ที่มันสูงมากในกรณีของประเทศไทยนั้นนี่นะครับ ในส่วนของอินฟอร์เมชันโลจิสติกส์ (Information Logistics) นั้นเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ที่เป็นปัญหานะครับ มีบางคนบอกว่าจีดีพี (GDP) ที่เกี่ยวข้อง กับโลจิสติกส์นั้น ประเทศไทยนั้นเกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ท่านจะทำให้เหลือ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ใน ๓ ปีนั้นก็ถือว่าเป็นส่วนที่น่าชื่นชมนะครับ แต่เราอยากจะเรียนถามนะครับว่า ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเราอาจจะทำให้ต่ำกว่านั้นได้หรือไม่นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะนำมาเล่าให้ฟังเป็นประสบการณ์เช่นเดียวกันนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านเราก็คือประเทศมาเลเซีย เป็นเรื่องของฮาลาลที่เราให้ ความสนใจอยู่นะครับ เรื่องนี้นั้นเกิดขึ้นเมื่อช็อกโกแลตดังของประเทศอังกฤษยี่ห้อหนึ่งส่งเข้า ประเทศมาเลเซีย และในที่สุดนั้นห้องปฏิบัติการทำการตรวจปรากฏว่าเจอดีเอ็นเอ (DNA) ของสุกรอยู่ในช็อกโกแลตนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในกรณีของดีเอ็นเอ (DNA) ของสุกร เพราะปรากฏว่ามันก็เลยทำให้เกิดความตื่นตระหนก ไม่ใช่เฉพาะที่ในประเทศมาเลเซีย แต่ปรากฏว่าการตื่นตระหนกนั้นมันแพร่กระจายไปในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมุสลิม ทางอังกฤษ ทางเนเธอร์แลนด์ที่เป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้ ก็ได้ออกมาแจ้งว่าไม่น่าจะมีการปนเปื้อน ทางประเทศมาเลเซียส่งตัวอย่างช็อกโกแลตนี้มาให้ เราตรวจที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอเราตรวจแล้วก็ไม่เจอ แต่ทางนั้นเขายืนยันว่า มีการปนเปื้อนจริง ในที่สุดแล้วทางมาเลเซียก็ได้แถลงข่าวว่าการปนเปื้อนนั้นเกิดขึ้นจริง แต่ว่าเกิดขึ้นในระดับโลจิสติกส์ในประเทศมาเลเซียเอง ประเทศมาเลเซียนั้นเขานำเข้า ผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตมาในลักษณะของคอนเทนเนอร์ (Container) แล้วก็มารีแพกเกจจิง (Repackaging) ใหม่ที่ในประเทศ ในระบบการทำงานของเขานั้นพวกเราก็คงจะรู้กันดี ในกลุ่มของโลจิสติกส์ก็เป็นระบบที่เราเรียกกันว่าแอลซีแอล (LCL) ทรานส์ชิปเมนต์ (Transshipment) เป็นการทำการรีแพกเกจจิง (Repackaging) ใหม่ กระบวนการปนเปื้อนนั้น เกิดขึ้นในขั้นตอนการทำรีแพกเกจจิง (Repackaging) ที่ในประเทศของมาเลเซียเอง ตรงนี้เอง ที่ทำให้มาเลเซียนั้นได้วางมาตรการ แล้วก็กำหนดระบบที่เป็นฮาลาลโลจิสติกส์ (Halal Logistics) ขึ้น มีข้อกำหนดต่าง ๆ แล้วก็ทางประเทศอินโดนีเซียซึ่งเราเพิ่งกลับมาจาก ประเทศอินโดนีเซียก็ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องของการทำเรื่องของฮาลาลโลจิสติกส์ (Halal Logistics) โดยการดูในระดับที่เป็นอินเทอร์นัลโลจิสติกส์ (Internal Logistics) โลจิสติกส์นั้น มันมีอยู่หลายระดับ การทำโลจิสติกส์นั้นหมายความว่าการขนย้ายสินค้าหรือสิ่งของหรือ อินฟอร์เมชัน (Information) จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในเรื่องของการวางกำหนด ในลักษณะ ขออนุญาตอีก ๑ นาทีครับ ในเรื่องนี้นั้นมีเรื่องของการปนเปื้อนในระดับการทำ โลจิสติกส์ในโรงงาน อย่างเช่นในกระบวนการทำแพกเกจจิง (Packaging) ในที่สุดแล้วนั้น เขาก็นำเอาเรื่องของฮาลาลโลจิสติกส์ (Halal Logistics) เขียนข้อกำหนดต่าง ๆ ลึกลงไป ในระดับการทำอินเทอร์นัลโลจิสติกส์ (Internal Logistics) ก็อยากจะฝากในเรื่องนี้ไว้ด้วย กรณีเรื่องของฮาลาลโลจิสติกส์ (Halal Logistics) นั้นมีความสำคัญเนื่องจากประเทศไทย เรามีรายได้จากเรื่องของฮาลาลเข้าไปที่ประเทศ ๕๗ ประเทศของสมาชิกโอไอซี (OIC) ๑๙๖,๐๐๐ ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ในจำนวนเงินเหล่านี้ ๔๔ เปอร์เซ็นต์เป็นของประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ของประเทศมาเลเซียนั้นเกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านแดน จากประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซียนั้นบางครั้งบางคราวทางคณะกรรมการกลาง อิสลามแห่งประเทศไทยแล้วก็คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ภาคใต้ฝากถามมาว่าทางโน้นเขาถามว่าเวลาเราขนส่งไปนั้นกรณีของผลิตภัณฑ์ฮาลาล มันผ่านฮาลาลโลจิสติกส์ (Halal Logistics) ด้วยหรือไม่ ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ก็อยากจะฝาก ท่านไป อันนี้เป็นนิชมาร์เกต (Niche Market) แต่ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีของ การค้าชายแดนที่ลงไปในพื้นที่ประเทศมาเลเซียแล้วก็ประเทศอินโดนีเซีย เพราะว่า ประเทศเรานั้นมีเรื่องของการสร้างเครือข่ายนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบิมสเทก (BIMSTEC) เรื่องของอาเซียน (ASEAN) เรื่องของจีเอ็มเอส (GMS) เกรตเตอร์ แม่โขง ซับรีเจียน (Greater Mekong Subregion) ใน ๓ กลุ่มนี้อย่างเดียวมีมุสลิมเกิน ๗๐๐ ล้านคน อันนั้น เป็นเรื่องของลูกค้าแล้วก็ในอนาคตนั้นเรื่องของโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับฮาลาลนั้น จะมีความสำคัญก็อยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการไว้ด้วยว่าเรื่องนี้อยากจะให้ฝากเข้าไป เป็นประเด็นที่ท่านจะนำไปพิจารณาในส่วนของรายละเอียดด้วย ขอขอบพระคุณครับ
ก่อนที่จะเชิญท่านคุรุจิตนะครับ ผมขอแจ้งรายชื่อผู้อภิปรายอีก ๓ ท่านนะครับ มีท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา และท่านวันชัย สอนศิริ ขอเชิญ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ สำหรับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง แผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ ผมก็อยากจะเริ่มโดยขออนุญาตฉายสไลด์ (Slide) ในมุมมองในเรื่องพลังงาน สักนิดหนึ่งว่าโลจิสติกส์ก็เกี่ยวกับพลังงาน พลังงานก็เกี่ยวกับโลจิสติกส์
ขอสไลด์ (Slide) แรกเลยนะครับ สไลด์ (Slide) นี้ก็เป็นสถิติที่ผมมีอยู่นะครับว่า การใช้พลังงานของภาคขนส่งในประเทศไทย ถ้าเราเปรียบเทียบเฉพาะโหมด (Mode) ที่เราคุ้นเคยก็คือรถบรรทุก รถไฟ แล้วก็เรือที่ล่องตามแม่น้ำที่อยู่ในบล็อกขวาบนนี้นะครับ ท่านก็จะเห็นว่าการขนส่งที่มีประสิทธิภาพมากในเรื่องของการประหยัดพลังงานก็คือการใช้เรือ ใช้เรือแล้วขนส่งสินค้าได้มาก ใช้น้ำมันนิดเดียวคือน้ำมัน ๑ ลิตร ขนสินค้าได้ ๒๑๗ ตันกิโลเมตร รถไฟ ๘๕.๕ ตันกิโลเมตร รถบรรทุก ๒๕ ตันกิโลเมตร สรุปก็คือการขนส่งทางเรือ ประหยัดพลังงาน ๘ เท่าของรถบรรทุก และรถไฟก็ประหยัด ๓ เท่าของรถบรรทุก โดยประมาณ ทีนี้สไลด์ (Slide) ข้างล่างก็ให้ดูว่าแต่การขนส่งในประเทศไทยเราก็ไม่น่าแปลกใจว่า ต้นทุนสินค้าเราถึงได้แพงเพราะเราขนส่งทางบกเสียเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และใน ๘๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ๗๙ เปอร์เซ็นต์เป็นการขนส่งโดยรถบรรทุก ๑ เปอร์เซ็นต์โดยรถไฟ และเรือ ๕ เปอร์เซ็นต์ไม่ถึงดีด้วยที่เหลือก็เป็นการขนส่งทางอากาศนะครับ
สไลด์ (Slide) ต่อไปก็อยากให้ดูเปรียบเทียบสถิตินี้อาจจะเก่าหน่อยแต่ผมคิดว่า ก็คงไม่แตกต่างจากปัจจุบันนักนะครับ สีแดงคือขนส่งโดยรถบรรทุก สีฟ้าคือขนส่งโดยเรือสีดำ คือรถไฟ แล้วก็สีเขียวคือเครื่องบิน ประเทศไทยเราขนส่งสินค้าและคนโดยรถ เรามักจะนิยม สร้างถนนและมักจะนิยมผลิตรถอีโคคาร์ (Eco car) รถใหม่ ๆ และเราก็ได้งบซ่อมถนน เราก็ได้ภาษีรถยนต์แต่มันไม่เป็นผลดีกับประเทศเลยในแง่ของต้นทุนการใช้พลังงาน แล้วก็ ต้นทุนสินค้าดูประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น อย่างสหรัฐอเมริกา หรืออียู (EU) สิครับ สัดส่วนการใช้รถนี่เขาลดน้อยลงแล้วเขาใช้รางมากขึ้น ซึ่งผมก็คิดว่าอันนี้ก็เป็นเป้าหมายของ กรรมาธิการเศรษฐกิจครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปก็เป็นการเปรียบเทียบในอาเซียน (ASEAN) ก็อีกเช่นกัน ขอย้อนกลับไปครับ อันนี้ในอาเซียน (ASEAN) หรือเปล่าครับ ขออีกสไลด์ (Slide) หนึ่งครับ มีไหมครับ มี ๓ ไม่เป็นไรครับ
สไลด์ (Slide) สุดท้ายอันนี้ก็มาจากแผนอนุรักษ์พลังงาน ๒๐ ปีที่อนุมัติ ในรัฐบาลนี้ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป้าหมายการอนุรักษ์พลังงานใน ๒๐ ปี ข้างหน้าถึงปี ๒๕๗๙ ตัวเล็ก ๆ อาจจะอ่านไม่ค่อยเห็นนะครับ แต่ว่าที่วงแดง ๆ ให้เห็นนี่ก็คือว่า การประหยัดพลังงานในภาคขนส่งคิดเป็น ๕๘ เปอร์เซ็นต์ของเป้าหมายการประหยัดพลังงาน ในอนาคต ถ้าเราคิดจะลดสัดส่วนการใช้พลังงานต่อจีดีพี (GDP) ได้นี่ภาคขนส่งจะต้องมี บทบาทสำคัญ แล้วก็มีโครงการต่าง ๆ ทั้งรถขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า ๑๐ สาย รถไฟรางคู่ ท่อส่งน้ำมัน แต่ปรับภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ที่กินน้ำมันแพงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างว่าอยากให้คณะกรรมาธิการได้ใส่ในรายงานว่าประโยชน์ของโลจิสติกส์นี้ มันคืออะไร บางทีเราก็นึกว่าโลจิสติกส์เป็นเรื่องของพ่อค้า เป็นเรื่องของคนรวย แต่จริง ๆ แล้ว โลจิสติกส์มันจะทำให้เกษตรกรขายพืชผลได้ในราคาที่ดีขึ้นเพราะค่าขนส่งมันถูกลง ขณะเดียวกันผู้ส่งออกก็จะส่งออก ผู้ผลิตอย่างนี้ก็ส่งออกสินค้าได้ถูกลงเพราะค่าขนส่งมันถูกลง แต่มันต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันอย่างเสมอภาคเพราะฉะนั้นรัฐก็ต้องมีหน้าที่กำกับ ตรงนี้ ผมคิดว่าที่ท่านไปอารัมภบทรายงานของท่านว่ามันเกี่ยวกับไอเคโอ (ICAO) แล้วก็ไอยูยู (IUU) อะไรนี่มันเหมือนเขียนสร้างภาพให้วัวกลัวจริง ๆ มันไม่เกี่ยว เมื่อไม่เกี่ยวก็ไม่ต้องเกี่ยวนะ ท่านทำเฉพาะเรื่องเป็นนิช (Niche) พอ อย่าไปเอาทุกเรื่องถ้าท่านเอาทุกเรื่องท่านก็ ไม่สำเร็จสักเรื่องหนึ่ง อยากจะฝากด้วยนะครับ
ทีนี้มาดูในรายงานของท่านผมก็อยากจะคอมเมนต์ (Comment) หน่อยว่า คือผมอย่างไรสนับสนุนเปเปอร์ (Paper) ของท่านอยู่แล้วล่ะ แต่อยากจะให้ทำให้ดีเพื่อจะได้ มีโอกาสสำเร็จนะครับ
ประการแรกเอาเรื่องเล็กน้อยก่อน ท่านมีภาคผนวกมา ๓ ภาค พอผมดูแล้ว ชื่อดีนะ เรื่องคลังเก็บสินค้าการเกษตร กระจายสินค้า เรื่องโมเดิร์นทรานสปอร์ต (Modern Transport) เรื่องสารสนเทศ แต่ในรายงานหลักหรือในพรีเซนเทชัน (Presentation) ของท่านไม่ได้กล่าวถึงภาคผนวกเลย ตกลงให้ทราบหรือให้เห็นชอบ หรือให้ทำอะไรครับ จริง ๆ ผมอยากจะให้ภาคผนวกของท่านแต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่กรรมาธิการเศรษฐกิจนำมาเสนอ หรือว่าจะทำโลจิสติกส์ เรื่องนี้อย่างไร จะดีกว่ามาตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้าง พื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาตินะครับ
สำหรับสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติของท่าน ท่านก็เสนอว่าอยากจะให้มีเพราะว่ามันสำคัญ สำคัญเราเห็นด้วยว่าสำคัญ และท่านก็เสนอ ฟังก์ชัน (Function) ว่าให้มีตั้ง ๑๐ ฟังก์ชัน (Function) ผมก็อยากจะคอมเมนต์ (Comment) ว่า บางฟังก์ชัน (Function) มันเป็นเรื่องของงานประจำของราชการ มันเป็นเรื่องของการเรกูเลต (Regulate) ทีนี้สำนักงานของท่านผมคิดว่ามันน่าจะมีบทบาทเป็นทิงก์แทงก์ (Think Tank) มากกว่านะครับ คอยช่วยสภาพัฒน์ในสิ่งที่เขาอาจจะไม่มีเวลาหรืออะไร เพราะท่านมีมุมมอง ของภาคเอกชนเข้าไป เพราะสำนักงานมันก็ต้องมีเลขานุการนะครับ ต้องมีผู้อำนวยการ ท่านจะเป็นสำนักงานแบบเวอร์ชวลเรียลลิตี (Virtual Reality) ตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ ไม่ได้หรอก ท่านต้องมีเจ้าหน้าที่เป็นเลขานุการ ต้องเป็นหน่วยราชการถึงมีอำนาจตามกฎหมาย และผมก็ยังมองไม่เห็นเลยว่าท่านเอาใครเป็นเลขานุการ และในที่สุดท่านก็หนีไม่พ้นสภาพัฒน์ ท่านก็ควรจะปรึกษาสภาพัฒน์เขาหน่อยว่าเอาอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นบางอำนาจหรือ บางฟังก์ชัน (Function) ที่ท่านเสนอใน ๑๐ อันนี้ผมคิดว่าอย่าเพิ่งมีดีกว่า เช่นท่านจะบอก ให้สำนักงานท่านไปเฝ้าระวังความปลอดภัยในระบบถนน น้ำ ราง ทางอากาศ ท่านจะเอาคน สักเท่าไรครับอันนี้ ท่านจะรับเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ท่านไม่ใช่ส่วนราชการ ท่านไปรับเรื่อง ร้องเรียนได้อย่างไร แล้วก็กำหนดมาตรฐาน ผมก็คิดว่าต้องให้ชัดว่าเรื่องมาตรฐานอะไร โลจิสติกส์มีร้อยแปดนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากให้ท่านปรับปรุงตรงนี้ อยากให้ท่านสำเร็จ แล้วก็ข้อเสนอของท่านตอนนี้ก็บอกว่าตอนนี้มีคำสั่ง คสช. ตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบ บริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ กบส. อยู่แล้ว เพื่อให้ไปได้เร็วก็ขอให้ กบส. ตั้งอนุกรรมการที่จะเป็นสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ มาทำก่อน มีราชการ ๖๐ คน มีเอกชน ๔๐ คน โดยเรโช (Ratio) อย่างนี้ แล้วก็ทำ ๓ เรื่อง เสนอนโยบายแผนขับเคลื่อนโลจิสติกส์ อันนี้ผมเห็นด้วย ผลักดันให้มีสำนักงานโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ อันนี้ผมก็ขอติงไว้ น่าจะเป็นทิงก์แทงก์ (Think Tank) มากกว่าจะเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ส่วนเรื่องจะตั้งสภาโลจิสติกส์ แห่งชาติ ผมว่าอยากจะให้รอดูผลงานของสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาติก่อนว่ามีผลงานหรือเปล่าถึงจะผลักดันไปถึงสภาโลจิสติกส์นะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปหน่อยนะครับ ทีนี้ก็อยากจะเรียนว่า จริง ๆ ภาคผนวกของท่านมีเรื่องที่ดีหลายเรื่องเลยผมก็เสียดายว่าท่านแนบมา คืออาจจะเป็น แบบเอกชนเขียน ถ้าเป็นราชการมันจะต้องยึดโยงให้เห็นเลยว่าท่านแนบภาคผนวกมา เพื่ออะไร ตกลงให้เพื่อทราบ หรือบอกว่านี่ท่านจะทำเรื่องนี้ หรือให้เห็นชอบแบบแอบ ๆ ยัดไส้มาไว้ให้เห็นชอบ มันไม่ได้นะครับ ก็ดีทั้ง ๓ เรื่อง แต่ว่าท่านไม่ได้พรีเซนต์ (Present) เลยว่าเรื่องนี้มันคืออะไร อยากจะให้ท่านเอาเรื่องนี้ไปทำและเสนอเป็นรายงานต่อไปกลับมา ก็จะเป็นประโยชน์กับเรื่องของโลจิสติกส์ของประเทศมากนะครับ
แล้วก็เรื่องอีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องการค้าชายแดน ผมก็เห็นด้วย อย่างยิ่งเลยนะครับ เพราะว่าปัจจุบันมันมีด่านอยู่ตั้ง ๗๐ กว่าด่านหรือว่า ๕๐ กว่าด่าน ผมก็จำไม่ได้แล้วนะครับ แล้วก็การจะมีอยู่ที่จุดไหนที่เป็นจุดยุทธศาสตร์มันต้องมีความเชื่อมโยง ผมไปสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อหลายปีก่อนแล้วก็ดีใจมีรถเรลลิงก์ (Rail Link) ด่วนมาจาก สุวรรณภูมิมาลงที่สถานีมักกะสัน ผมก็ลองมาทีหนึ่งครับ ปรากฏว่าผมนั่งมาถึงรถแท็กซี่ก็ขึ้น ไม่ได้ ฝนก็ตก ต้องยืนลากกระเป๋ากางร่มมาเพื่อหารถ ตั้งแต่นั้นผมก็ไม่ขึ้นอีกเลยเรลลิงก์ (Rail Link) นี่คือบทเรียนของโลจิสติกส์ของประเทศ มันไม่เชื่อมโยงกัน สำนักงานของท่าน น่าจะทำเรื่องนี้ ทำเป็นทิงก์แทงก์ (Think Tank) ดีกว่า อย่าไปทำเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) แล้วก็เรื่องการค้าชายแดนผมอยากให้ท่านกลับไปทำรายงานเพิ่มเรื่องนี้มาเลยนะครับว่าโลจิสติกส์ ท่านจะวางแผนอย่างไร ช่วยสภาพัฒน์เขา แต่ว่าก็ต้องเรียนสักนิดหนึ่งนะครับ การที่ท่านเสนอให้กรรมการของท่านหรือสำนักงานนี้มีภาครัฐ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เอกชน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านจะคัดกันมาอย่างไร และมันก็สุ่มเสี่ยงเหมือนกันว่าเอกชนก็อาจจะมี ผลประโยชน์แอบแฝงทำไมไม่ตั้งจังหวัดฉัน ไม่ตั้งใกล้ที่ดิน ที่ดินฉันอยู่ถนนนี้ทำไมต้องมาตั้ง ตรงนี้ศูนย์สินค้าของท่านนี่ เพราะบางทีท่านคิดอยากจะให้มันประหยัด ๆ แต่บางทีมุมมอง พอขึ้นเป็นระดับชาติมีมิติของการเมืองท่านก็จะถูกโจมตีเปล่า ๆ เพราะฉะนั้นการคัดเลือก กรรมการก็เป็นเรื่องสำคัญ บางเรื่องมันเป็นเรื่องของราชการ บางเรื่องเอกชนให้วิวพอยต์ (View Point) ได้แต่ต้องให้ราชการเขาทำครับ ผมก็มีคอมเมนต์ (Comment) เท่านี้นะครับ อย่างไรยกมือให้ท่านอยู่แล้วครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ ท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ สปท. หมายเลข ๑๗๕ หัวข้อการปฏิรูปเรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะเป็นเรื่องวาระปฏิรูปด้านการพัฒนาและด้วยความเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ แล้วก็ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี โดยเฉพาะในด้านการสร้างขีดความสามารถในการ แข่งขัน รวมถึงด้านความมั่นคงในด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคนเป็นอย่างน้อย ขอแสดงความยินดีด้วยกับทางคณะกรรมาธิการที่สามารถผลักดันเรื่องนี้เข้ามาสู่การหารือ ในห้องประชุมใหญ่ของ สปท. ในวันนี้ อย่างที่คงจะทราบกันดีว่าเรื่องนี้ความจริงแล้วน่าจะนำเสนอ มาก่อนหน้านี้ แต่อย่างว่าล่ะครับมาช้าก็ดีกว่าไม่มา กระผมในฐานะหนึ่งในคณะอนุกรรมาธิการ ก็ได้เฝ้าติดตามเรื่องนี้มาตลอด แล้วก็ทราบดีว่าคณะอนุกรรมาธิการและรวมทั้งคณะทีมงาน ได้มีการหารืออย่างใกล้ชิด ต้องขอขอบพระคุณทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม รวมถึงท่านเลขาธิการสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ได้มีการจัดไปพบปะหารือเพื่อที่จะเปรียบเทียบ แนวความคิดข้อเสนอเพื่อที่จะช่วยกันเติมเต็มในสิ่งที่ถึงแม้จะมีการดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งก็ปรากฏว่าสิ่งที่ในการพบปะนั้นก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ดังที่ออกมาเป็นข้อเสนอแนวทางอันนี้ สิ่งที่กระผมจะขอกล่าวถัดไปก็คือในเรื่องของคงจะมีการพูดกันเยอะเรื่องของโลจิสติกส์ คืออะไรนะครับ ความสำคัญเป็นอย่างไร ผมขอเอ่ยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากรายงานการศึกษา ที่พอจะค้นคว้าหามาได้ก็คือ
อันแรกก็คืองานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ คือมีการศึกษา เมื่อประมาณระหว่างช่วงปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๕๓ ก็ระบุนะครับว่าในอุตสาหกรรม ด้านโลจิสติกส์นั้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจถึงร้อยละ ๓ ของจีดีพี (GDP) หรือประมาณ ๑๐ พันล้านเหรียญสหรัฐ และรวมถึงการสร้างงานได้ถึง ๓.๕ ล้านคน ในด้านต่างประเทศนะครับ ผลงานวิจัยที่เมื่อกี้คงจะมีการพูดไปถึงบ้างแล้ว คือเรื่องของ โลจิสติกส์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ อินเดกซ์ (Logistics Performance Index) หรือแอลพีไอ (LPI) แน่นอนครับอย่างที่ทางกรรมาธิการเองหรือผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่านก่อนหน้านี้ก็บอกแล้วว่า ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาก็มีลำดับที่ลดลงจาก ๓๕ มาเป็น ๔๕ แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย ก็คือเราจะเป็นอันดับ ๓ อยู่ในอาเซียน (ASEAN) ตลอด ปัจจัยที่สำคัญที่เขาดูเรื่องแอลพีไอ (LPI) นั้นคืออะไรครับ เขาดูกันในเรื่องของคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ มาตรฐานการขนส่งทั้งระบบราง ระบบถนน ระบบขนส่งทางน้ำ ทั้งภายในและการเดินเรือสมุทร รวมทั้งระบบขนส่งทางอากาศ ตลอดจนถึงระบบไอซีที (ICT) ซึ่งวันนี้ก็เป็นที่น่ายินดีที่รัฐบาล ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้จึงได้มีการจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถัดไปเขาดูอะไรกันอีกครับในเรื่องแอลพีไอ (LPI) เขาดูในเรื่องของระบบศุลกากร ซึ่งอันนี้ ประเทศไทยเราก็ได้มีการจัดวางเนชันนัล ซิงเกิล วินโดว์ (National Single Window) ซึ่งอันนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การบริหารจัดการผ่านแดนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถัดไปสิ่งที่เขาดู ในเรื่องแอลพีไอ (LPI) ก็คือเรื่องของการกำหนดระยะเวลาของการขนถ่ายสินค้า มีความสะดวก ตรงต่อเวลา อันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านคงจะเห็นว่ามีบริษัทที่จะเป็นในการขนถ่ายสินค้า หลาย ๆ บริษัทต่างประเทศเขาสามารถมีธุรกิจที่ก้าวหน้าได้ก็ด้วยความตรงต่อเวลาและ ความง่ายสะดวก ตลอดไปจนถึงการดีแทรกต์ แอนด์ เทรด (Detract and Trade) ในการ ขนส่งสินค้าต่าง ๆ เหล่านั้น ที่สำคัญภายใต้ระบบนี้นะครับในเรื่องของโลจิสติกส์นั้น จำเป็นจะต้องเป็นระบบที่ไม่มีรอยต่อ ไม่มีรอยต่อในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน สิ่งเหล่านี้ล่ะครับคืออินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่เราได้ทำไปบ้างแล้ว และเราคงจะต้องเดินหน้ากันต่อไป คราวนี้มาลองดูนะครับความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าหลาย ๆ ส่วนหลายสิ่งที่ผ่านมานั้นหลายยุค หลายสมัยก็เป็นปัญหาสำคัญเชิงระบบในเรื่องของการกำกับดูแลที่ก่อให้เกิดต้นทุนซ้ำซ้อน หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์จากต้นทุนที่มีทั้งแผนและโครงการ เพราะมีบ่อยครั้งที่มีการปฏิบัติ ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ขาดการบูรณาการจากหน่วยราชการด้วยกันเอง และจาก ภาคเอกชนทั้งผู้ใช้บริการโลจิสติกส์และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ทำให้เกิดปัญหาที่พึงได้รับ การแก้ไขต่อไป ยกตัวอย่างอย่างเช่นกรณีของสินค้าเกษตรเน่าเสียง่ายไม่ว่าจะเป็นกรณี ของตลาดไทยหรือคลังจัดเก็บและบรรจุภัณฑ์สินค้าเกษตรเน่าเสียง่ายที่เชียงใหม่ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการตั้งใจที่จะให้มีทรักเทอร์มินัล (Truck Terminal) เพื่อจะรองรับสินค้า จากภูมิภาคต่าง ๆ ๓ ภูมิภาค โดยการถ่ายเทจากรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่วิ่งเข้ามาเป็น ราวด์ฮอลล์ (Round Hall) แล้วก็เชื่อมทรักเทอร์มินัล (Truck Terminal) กับส่วนกลาง และหลังจากนั้นก็จะกระจายไปสู่รถกระจายสินค้าเล็ก ๆ ต่อไป แต่ปรากฏว่าการใช้งาน ไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือตามแผนไว้อย่างเต็มที่ อีกตัวหนึ่งนะครับท่านประธาน เรื่องของเขตปลอดอากรอันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถที่จะพัฒนาได้แม้ว่าตั้งใจจะทำให้เป็น เรื่องของศูนย์ขนส่งผ่านคอนเนคติงเซ็นเตอร์ (Connecting Center) ศูนย์จัดเก็บ อันนี้ ก็ยังเป็นส่วนหนึ่ง แล้วก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าถึงแม้เราจะมีหน่วยงานที่ดูแล แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นในสังคมไทย ในระบบราชการไทยอยู่เสมอคือเรื่องของการบูรณาการ ด้วยเหตุผลนี้ละครับ จึงเห็นว่าข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในเรื่องของการที่จะให้มีสำนักงาน ทางด้านโลจิสติกส์นั้นมีความสำคัญลองวกมานิดหนึ่งผมมีรายงานอีกอันหนึ่งที่เป็นเรื่องของ ยูเอ็นเอสแคป (UNESCAP) ตรงนี้เอง เขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับหลาย ๆ ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย ปรากฏว่าหลาย ๆ ประเทศที่ประสบปัญหาจะมีทั้งในเรื่องของการมี หน่วยงานเดียวในการดูแล มีหน่วยงานด้านนโยบายเพียงอย่างเดียวแต่ว่าขาดการบูรณาการ ทำให้การศึกษาของยูเอ็นเอสแคป (UNESCAP) ให้คำแนะนำกับประเทศสมาชิกว่าการมี หน่วยงานที่บูรณาการในระดับเดียวกันจะเป็นประโยชน์และจะเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ ประเทศกำลังพัฒนาช่วยในการลดต้นทุนของการค้าแล้วก็นำพาประเทศไปสู่การเพิ่มพูน ขีดความสามารถ
ในส่วนของสำนักงานโลจิสติกส์ตามข้อเสนอของกรรมาธิการนั้นนะครับ ท่านประธาน ผมก็มีความเชื่อมั่นว่าจะมีประโยชน์ในการประสานรอยต่อของการดำเนินงาน ของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกันในการผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบโลจิสติกส์ ที่ตอบสนองต่อศักยภาพของการเป็นประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจอันดับ ๒ ของอาเซียน เป็นประเทศที่ภูมิยุทธศาสตร์เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำ โขง อนุภูมิภาคบิมสเทก (BIMSTEC) ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงระหว่างสมาชิก ประเทศอาเซียน (ASEAN) ทั้งภาคพื้นดินหรือที่เรียก อินแลนด์อาเซียน (Inland ASEAN) และอาเซียน (ASEAN) หมู่เกาะ ออฟชอร์อาเซียน (Offshore ASEAN) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญ ของการรวมตัว การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN) ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น กระผม จึงเชื่อมั่นว่าหากที่ประชุมให้ความเห็นชอบต่อข้อเสนอนี้ก็เชื่อมั่นว่าคงจะสามารถนำไปสู่ การดำเนินการ เพราะอย่างที่เรียนไว้แต่ต้นแล้วว่าในการดำเนินการของคณะทำงานนั้น ได้มีการหารือกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องแล้วก็จะเป็นการเสริมต่อว่าเป็นการเติมเต็มอย่างที่ ผมเรียนไว้แล้วแต่ต้นครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่าน พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพอากาศ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๐๑๕ ขออนุญาตร่วมอภิปราย ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจและคณะทำงาน เรื่อง แผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ขึ้น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในภาคราชการและเอกชน กระผมเห็นด้วยในการสนับสนุน รายงาน เรื่อง การจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ด้วยเหตุผลดังนี้
ประการแรก ปัจจุบันไม่มีหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและประเมิน ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของชาติ กิจกรรมโลจิสติกส์ได้กระจายไปอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ตามรายงานไม่น้อยกว่า ๑๖ หน่วยงาน จึงควรต้องมีหน่วยงานที่นอกจากกำหนดยุทธศาสตร์แล้ว ต้องมีการบูรณาการทุกกิจกรรมด้านโลจิสติกส์เข้าด้วยกันและมีการประเมินผลตามหลักของ เคพีไอ (KPI)
ประการที่ ๒ สำนักงานที่เสนอจัดตั้งขึ้นนั้นไม่ใช่สำนักงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ แต่เป็นการโอนหน่วยงานและบุคลากรด้านงานโลจิสติกส์ของแต่ละหน่วยงานมาไว้ใน ที่เดียวกันไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณ
ประการที่ ๓ หน่วยงานที่เป็นหน่วยงานในการรับผิดชอบการก่อสร้าง ด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ยังคงต้องทำหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแลการก่อสร้างต่อไป เช่น การสร้างท่าเรือ สร้างสนามบิน และสร้างถนน โดยใช้งบประมาณที่ได้รับอนุมัติจาก คณะรัฐมนตรี
ประการสุดท้าย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์นั้นมีหน่วยงานโลจิสติกส์ระดับสำนักซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นสำนักงาน โลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติได้
อันนี้ก็เป็นเหตุผล ๔ ประการที่ได้ฟังทางกรรมาธิการนำเสนอนั้นก็เป็นเหตุผล ที่สมควรอย่างยิ่งนะครับ กระผมขอจบการให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพียงเท่านี้ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ยังมีอีก ๒ ท่านที่แสดงความจำนงในการอภิปราย เผอิญขณะนี้ กำลังเดินทางมาจากห้องประชุมนะครับก็เลยถือโอกาสนี้ขอเชิญท่านวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็หัวหน้าสำนักงานทนายความ ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านกรรมาธิการได้เสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุม และต้องขออภัยสักนิดนะครับมาช้าติดประชุมคณะกรรมาธิการด้านการเมืองอยู่ ท่านประธานครับ ผมเองไม่ได้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโลจิสติกส์นัก แต่อ่านเรื่องนี้แล้วบอกได้ตรง ๆ เลยว่าอยากสนับสนุนเต็มที่เต็มกำลัง เรื่องบางเรื่องท่านประธาน บ้านเมืองเรามันไม่มีอะไรที่มันเป็นระบบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นชิ้นเป็นอัน ที่ควรจะเป็น ง่าย ๆ ครับ ท่านประธานบ้านผมอยู่จังหวัดชลบุรีเคยมีข่าวลงโซเชียล (Social) เยอะแยะมาก ถนนระหว่าง อบจ. กับเทศบาลทิ้งไว้แค่บางส่วนเท่านั้น ห่างกันไม่ถึง ๕๐๐ เมตร ชาวบ้าน วิ่งไปวิ่งมาดี พอมาถึงตรงนี้ติด วิ่งมาอีกด้านหนึ่งตรงนี้ติด บอกกันว่าอยู่คนละเขต คนละหน่วยงานของความรับผิดชอบจะเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ผมไม่รู้แหละ แต่ชี้ให้เห็นว่าการทำงานกันไปคนละทิศคนละทาง คนละงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่เรื่องเดียวกัน คือเรื่องถนน แต่ปรากฏว่าการบูรณาการในการประสานงานร่วมกันไม่มี ผลกระทบก็เกิดกับ ประชาชน บางเรื่องเราเห็นตำตาเลยท่านประธานครับ ที่เราเคยได้ยินว่าถนนเจ็ดชั่วโคตร มันโคตรใครนัก และมันทิ้งไว้ทำไมเจ็ดชั่วโคตร แล้วก็ไม่มีใครทำอะไร ลึก ๆ เราอาจจะทราบว่า มีปัญหาผิดสัญญา ทิ้งงานโน่นนี่นั่นกัน แต่ทั้งหมดนี้ผมว่าไม่มีการบริหารจัดการกัน อย่างเป็นระบบ หรือถนนบางถนนผมไม่เข้าใจว่าสร้างมาทำไม สร้างมาจนกระทั่งชาวบ้าน บอกว่าสร้างให้ควายเดิน ไม่ค่อยได้เป็นประโยชน์อะไรกับใครเลย เพียงแต่มีงบประมาณ เท่านั้นเองท่านประธาน แล้วก็มาโกงมากินมาทุจริตจากงบประมาณนั้น หลายอย่างครับ ในบ้านเรา แม้แต่ในกระบวนการยุติธรรมที่ท่านวิรัชเป็นประธานอยู่ รวมทั้งผมเองก็เคยอยู่ใน คณะกรรมาธิการชุดนี้ สปช. บางเรื่องเราก็เห็นว่าเป็นงานที่มันซ้ำซ้อนกัน แล้วก็ไม่มีใคร เอามาทำกันอย่างเป็นระบบ พูดกันมาโดยตลอดเรื่องระบบไกล่เกลี่ยมันดีเหลือเกิน มันดีเป็นประโยชน์กับชาวบ้าน แต่ทุกหน่วยทุกองค์กรมีหมด แล้วก็ทะเลาะกัน ไป ๆ มา ๆ ประชาชนก็ไม่ได้ประโยชน์กันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อเห็นท่านได้มีข้อเสนอต่อเรื่องนี้ ผมจึงชอบใจครับที่ท่านได้ตั้งคณะที่เขาเรียกกันว่าสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ นี่แหละครับเป็นสำนักงานระดับชาติหน่วยเดียวที่มีอำนาจเต็ม ด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ อ่านแค่นี้ให้เลยครับถือว่าเป็นแนวคิด ที่ถือว่าเป็นการปฏิรูปใหม่ ใหญ่ อย่างนี้เรียกว่าปฏิรูปครับ เพราะระบบของเราไม่ว่าเรื่องน้ำ บางทีเราก็ไปคนละทิศคนละทาง ระบบเรื่องอากาศบางทีเราก็ไปกันคนละทิศคนละทาง ระบบถนนเราก็ไปกันคนละทิศคนละทาง แล้วก็มีหลายหน่วยที่ไม่มีใครบูรณาการอย่างเป็นระบบ พอท่านมาตั้งเรื่องนี้มีแนวคิดอย่างนี้ผมเชื่อว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการขนส่งเรื่องสินค้าอะไร อย่างเดียว แต่จะเป็นระบบอื่น ๆ ทั้งหมดบางเรื่องทำไมน้ำท่วม บางจังหวัดสร้างถนนหนทาง สร้างเขื่อนสร้างอะไรต่อมิอะไรเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางที่เป็น ข่าวทั้งหมดต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด แต่ถ้าท่านทำอย่างนี้อย่างเป็นระบบอย่างน้อยที่สุด การขนส่งสินค้า การดำเนินการต่าง ๆ เรื่องการคมนาคม มันก็จะทำให้เห็นว่าเป็นระบบ เป็นภาพรวมกันทั้งประเทศ สร้างถนนตรงนี้น้ำท่วมตรงโน้น แต่ถ้ามีระบบแบบนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นการแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งระบบ และที่สำคัญเท่าที่ผมอ่านข้อมูล จากท่านแล้วไม่ได้เป็นการตั้งสำนักงานขึ้นมาใหม่ ไม่ได้เป็นการเอาบุคลากรตั้งขึ้นมาเป็น องค์กรเป็นหน่วยงานเป็นอาณาจักรขึ้นมาใหม่ เป็นเรื่องดีมากเลยครับท่านประธาน เป็นเพียงแต่ว่าบุคลากรต่าง ๆ ที่มีความรู้ความสามารถที่เขาทำเรื่องนี้อยู่แล้ว และกระจัดกระจาย กันไปคนละทิศคนละทาง มีการบังคับบัญชา มีหน่วยงานต่าง ๆ มีองค์ความรู้ต่าง ๆ อยู่กันคนละที่คนละแห่ง แต่พอท่านมาตั้งสำนักงานแบบนี้เท่ากับว่าเอาคนที่มีความรู้ มีความสามารถ มีความรับผิดชอบต่าง ๆ เหล่านี้มาอยู่ที่เดียวกันเสีย มีการกำกับดูแลกันภาพรวมกันทั้งประเทศเสีย และอย่างนี้สมาชิกไม่สนับสนุนจะไป สนับสนุนเรื่องอะไร และเรื่องอย่างนี้ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมด ท่านประธานครับ ผมอ่านแล้วปัญหาของประเทศมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ เพราะฉะนั้น ผมจะไม่ทวนไปว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นมันมีอะไรบ้าง แต่สิ่งที่มองไปในอนาคตครับ ท่านประธาน นี่เป็นการแก้ปัญหาในอนาคตอย่างเป็นระบบ และไม่กระทบทั้งงบประมาณ บุคลากร สำนักงานที่เรามักจะถูกตำหนิอยู่ตลอดเวลาครับท่านประธานและ สปท. เวลาคิดอะไร ขึ้นมาแล้วก็จะตั้งองค์กร ตั้งหน่วยงาน ตั้งงบประมาณขึ้นมาใหม่ และเราก็จะบอกว่าเรื่องอย่างนี้ ไม่ควรทำ แต่ผมไม่แน่ใจว่ากรรมาธิการเศรษฐกิจคิดเรื่องนี้ได้อย่างไร คิดแล้วไม่เปลือง งบประมาณ ไม่เปลืองบุคคล ไม่เปลืองบุคลากร แต่เขาเรียกว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน เขาเรียกว่าเชนจ์ (Change) เลยครับ เปลี่ยนแปลงเลยครับ อินโนเวชัน (Innovation) เลย ไอเดีย (Idea) หรือแนวคิดใหม่เลยครับ และสุดท้ายท่านประธาน นำมาซึ่งความสำเร็จคือ ฟรีดอม (Freedom) พอคนมันมีเสรีภาพก็คือหลุดพ้น ประเทศแก้ปัญหาได้อย่างดี ทั้งหมด ที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธานนี้ตรงกับผ้ายันต์ของท่านเจ้าคุณธงชัยที่ท่านให้แนวคิดว่า เวลาเราจะทำอะไรมันต้องเปลี่ยนแปลงเป็นนวัตกรรมใหม่ มีแนวคิดใหม่ และนำมาซึ่งความสำเร็จ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าได้ขอท่านประธานได้ไปกราบท่านเจ้าคุณธงชัยแล้ว ท่านก็มอบผ้ายันต์ชุดนี้ ยันต์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้มา ๒๐๐ ผืน เจอสมาชิกถามผมอยู่เรื่อย คุณวันชัยผ้ายันต์อยู่ที่ไหน ก็กราบเรียนเลยครับ ท่านประธานได้เก็บไว้แต่เพียงผู้เดียวแล้วก็ ไม่ยอมมอบให้แก่ใคร อันนี้ผมก็โยนไปที่ท่านประธานเลยครับ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิก ท่านใดอยากได้หรืออย่างไรก็ไปรับที่ท่านประธานก็แล้วกัน หรือว่าขออภัย จะอมหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ขออภัยนะครับ ถอนคำพูดครับ แต่สุดท้ายครับผมสนับสนุนต่อท่านประธานและ คณะกรรมาธิการชุดนี้โดยไม่ต้องอธิบายขยายความอื่นใด แล้วก็ท่านสมาชิกทั้งหลายครับ ท่านสบายใจได้เลย ผมลองอ่านดูแล้วว่าท่านทำมานี้เป็นระบบที่ผมถือว่าใหม่จริง ๆ แล้วก็ น่าสนับสนุนผมเชียร์เต็มที่ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ระหว่างที่รอผู้อภิปรายท่านต่อไปนะครับ คือท่านสมพงษ์ สระกวี ก็อยากจะเรียนว่าได้บารมีท่านวันชัย สอนศิริ ได้ไปพบท่านเจ้าคุณที่วัดแล้วก็ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หลักคิดของท่านสอดคล้องกับเรื่องการปฏิรูปประเทศอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดที่ท่านให้ไว้เรื่องเชนจ์ (Change) ก็คือการเปลี่ยนแปลง แต่ว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวไม่พอจะต้องมีเรื่องนวัตกรรมใหม่ด้วย และนวัตกรรมใหม่นั้น ก็ต้องเชื่อมโยงไปถึงเรื่องแนวคิดใหม่ ๆ ทั้งหมดก็คือการปลดปล่อยให้มีเสรีภาพนั่นเอง เหมือนกับเรื่องของเศรษฐกิจของเราหรือเศรษฐกิจของแต่ละคน ถ้าหากว่ายังไม่สามารถ ยืนบนขาตัวเองได้ก็ยังต้องพึ่งพาคนอื่น เพราะฉะนั้นความมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจก็ไม่เกิดขึ้น อันนี้ก็เลยเป็นที่มาแล้วก็สุดท้ายก็คือ การที่สมประโยชน์ทุกฝ่ายหรือว่าวินวิน (Win Win) ซิทูเอชัน (Situation) ดังนั้นก็ได้รับมอบมา แล้วก็ทำเรื่องขออนุญาตส่งให้กับทุกท่านในบ็อกซ์ (Box) ของแต่ละท่านที่อยู่ประจำรัฐสภา ก็เข้าใจว่าบ่ายนี้หรือพรุ่งนี้ก็คงจะถึงแล้วก็ต้องขอบคุณท่านวันชัย เผอิญท่านผู้อภิปราย ท่านต่อไปติดประชุมอยู่อีกอาคารหนึ่ง ผมขออนุญาตที่จะข้ามไปที่ท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ขอเชิญครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ อันที่จริงไม่ได้ตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาพูด แต่ว่าเห็นความตั้งใจ ของท่านกรรมาธิการโดยเฉพาะท่านอดีต สปช. สายัณห์ที่มีการติดตามเรื่องนี้และ ให้ความสำคัญสูงมากในครั้งที่เป็น สปช. และผมเป็นรองประธานกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญรับผิดชอบหมวดปฏิรูป และข้อเสนอเรื่องขอให้มีการปฏิรูประบบโลจิสติกส์ ทั้งระบบส่งเข้าไป ผมได้อ่านแล้วก็เริ่มมีความรู้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยครับ ก็เรียนรู้ขึ้นมาเรื่อย ๆ และพบว่าของเราต้นทุนสูงมาก ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ตัวเลขนี้ก็จำได้แม่น ในเอกสารนี้เขียน ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ประเด็นที่ผมจะมาอภิปรายสนับสนุน ผมคงไม่ลงรายละเอียด ขอพูดในเชิงประเด็นหลักการแท้ที่จริงแล้วผู้ใหญ่ในบ้านเมือง จำนวนไม่น้อยคิดมานานแล้วแต่ว่าไม่สามารถที่จะปฏิรูปได้ ผมยกตัวอย่างในวงการของผม เมื่อประมาณ ๕ ทศวรรษที่ผ่านมา มีท่านอาจารย์แพทย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งท่านเป็นคนสนใจ บ้านเมืองแล้วก็มีวิสัยทัศน์มาก ท่านบอกว่าประเทศไทยเราต้องใช้ขนส่งระบบราง ไม่ว่าขนคน หรือขนสินค้า และท่านแนะนำอย่างนี้ว่า ๒ ข้างทางให้ปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับ การขนส่งถ้าทำได้จริง ๆ ท่านก็บอกว่าจะสร้างอาชีพให้กับคนทั่วประเทศที่ทางรถไฟไปถึง และพลังงานนี้เราประหยัดมาก ไม่ว่าทั้งสินค้าหรือการขนคนแต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อกรรมาธิการได้นำเสนออย่างเป็นระบบเราก็เห็นอนาคต มันมีประเด็นที่ผมอาจจะตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมที่ประเด็นของท่านอดีตรัฐมนตรีนิกร รวมทั้ง อดีตท่านปลัดคุรุจิต ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจ และสไลด์ (Slide) ที่ท่านปลัดคุรุจิตนำเสนอ ผมขออนุญาตขอกลางสภาเลยนะครับ เพราะเจ้าหน้าที่บอกต้องขอก่อนถึงจะเอามาได้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วสไลด์ (Slide) ที่นำเสนอในสภาแห่งนี้ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น ผมต้องขอ ทีละครั้งท่านประธานเขาถึงจะให้ และที่จริงแล้วน่าจะส่งให้สมาชิกทุกท่านเลยเพราะว่า มีประโยชน์มาก ประเด็นที่ผมอยากจะพูดเพิ่มเติมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ประเทศเราเป็นประเทศกึ่งบกกึ่งทะเล กึ่งบกกึ่งน้ำ เรามีลุ่มน้ำ ๒๕ ถึง ๒๘ ลุ่มน้ำ ๒๕ ลุ่มน้ำใหญ่ มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลถึง ๒,๘๑๕ กิโลเมตร เราจะได้ยินเสมอประเทศที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล เขาจะหาทางออกทะเลอย่างยากลำบากเลย แต่ของเรานี่พื้นที่ติดทะเลถ้าเป็นสัดส่วนอาจจะเป็นสัดส่วนที่เป็นตัวเลขที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลกนะครับที่ประเทศร่ำรวยทะเลได้ขนาดนี้ คือ ๒๓ จังหวัดติดทะเล นั่นก็หมายความว่า ทุก ๔ จังหวัดในประเทศไทย ๑ จังหวัดติดชายทะเล หลายประเทศไม่มีพื้นที่ติดทะเล หาทางออกทะเลไม่ได้ ใน ๓๓ จังหวัดติดชายแดนนั่นก็หมายความว่า ๒ หรือ ๓ จังหวัด มี ๑ จังหวัดติดชายแดน ติดต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ในทางภูมิศาสตร์หรือภูมิยุทธศาสตร์ ว่าด้วยระบบโลจิสติกส์ผมคิดว่ามีความสำคัญสูงทั้งสิ้นที่จะต้องนำเรื่องนี้มาคิด ประเด็นที่เห็นด้วย กับท่านปลัดคุรุจิตก็คือประเด็นเรื่องท่านใช้ตัวเลขพลังงานน้ำมัน ๑ ลิตรกับการขนได้กี่ตัน ตัวเลขนี้ผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่ควรจะมาใส่ในเอกสารแล้วก็ขยายให้เห็นภาพชัดเลยว่าทำให้ สามารถเพิ่มการแข่งขันทางการค้าหรือทางเศรษฐกิจได้สูงมาก และสามารถที่จะประหยัด งบประมาณได้มาก แทนที่ตัวเลขของท่านชัดเจนนะครับ ๑ ลิตรถ้าขนทางน้ำได้สูงกว่าที่เรา ขนทางรถยนต์ตั้ง ๘ เท่านะครับถ้าผมจำไม่ผิด แล้วก็ทางรางก็ดีกว่าที่ขนอยู่ปัจจุบันถึง ๓ เท่า เพราะฉะนั้นที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเขาเคยชี้ทางมา การขนทางรางกับทางน้ำเป็นหัวใจ สำคัญได้สอดคล้องกับภูมิประเทศของประเทศ แทนการที่เราจะไปใช้สิบล้อขนกันโครม ๆ แล้วก็ประเด็นที่ท่านอดีตรัฐมนตรีนิกรได้พูดอันนั้นก็ถูกต้องครับ เรื่องของอุบัติเหตุคงไม่ใช่ เป็นประเด็นที่จะไปหยิบนำเสนอ เพราะว่าถ้าลองดูรายละเอียดลงไปส่วนใหญ่ตายไม่ใช่ รถบรรทุก หรือว่าในไฮเวย์ (Highway) แล้วนะครับตอนนี้ มันจะเสียชีวิตกับมอเตอร์ไซค์ อุบัติเหตุ และอยู่ในโลคอลโรด (Local Road) คือถนนสายรอง ไม่ใช่ไฮเวย์ (Highway) เพราะไฮเวย์ (Highway) ดูแลกันดี แต่ว่าปัญหาการขนส่งทางบกที่ใช้รถสิบล้อมันผิดหลักการ อย่างยิ่ง มันเพิ่มต้นทุน มันเพิ่มการทำลายถนนซึ่งท่านประธานทราบดี พอสร้างถนนสายใหม่ พออีกปีหนึ่งเขารู้แล้ว เขาต้องตั้งงบประมาณซ่อม เงินภาษีชาวบ้านทั้งนั้นล่ะครับ ซึ่งสูงมาก แล้ววันดีคืนดีถ้าเกิดเราต้องการทำตามระเบียบขึ้นมาสั่งห้ามบรรทุกเกิน พอสั่งห้ามบรรทุกเกินปั๊บ ก็กระทบกับราคาขนส่งสินค้า ราคาข้าวที่เป็นปัญหาอยู่ปัจจุบันทันทีเลย อันนี้เพราะว่า มันเป็นการแก้ปัญหาเรื่องที่เขาบอกว่าทางจะลดลงให้เหลือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ทางบก ผมคิดว่าอันนี้ต้องให้ลดลงมากกว่านี้ เพราะทางรางกับทางน้ำต้องมาขึ้นเป็นหลักเลย เพราะว่าตัวอย่างตัวเลขที่ผมบอกไปแล้วนะครับบ้านเราติดชายทะเล ลุ่มน้ำใหญ่ ๆ อันนี้หัวใจ แล้วก็การขนส่งทางรางเราน่าจะเป็นหัวใจหลักนะครับ เพราะฉะนั้น การเขียนตรงเรื่องอุบัติเหตุที่มีท่านนิกรท้วงติง ผมคิดว่าอันนั้นคงต้องไปปรับนะครับ โดยสรุปผมคงไม่ลงรายละเอียดอะไรมาก แล้วก็ต้องขอบคุณที่ได้นำเสนอเรื่องนี้อีกครั้ง แล้วก็ดำเนินการที่จะให้เกิดการปฏิรูปให้ได้นะครับ ขอย้ำอีกครั้งว่าประเทศไทยเราตั้งอยู่ บนทำเลทองนะครับ เราเชื่อมจีน เราเชื่อมอินเดียซึ่งเป็นมหาอำนาจ เป็นอารยธรรม ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก แล้วก็มีความสำคัญสูงที่สุดของโลก มีประชากรที่มากที่สุดในโลก อันดับ ๑ อันดับ ๒ และเราอยู่ตรงจุดกลางของอาเซียน (ASEAN) เพื่อนบ้านอีก ๑๐ ประเทศ เราเชื่อมจีน เชื่อมอาเซียน (ASEAN) แล้วก็เชื่อมอินเดีย ที่เรากำลังพูดเรื่องคอนเนกทิวิตี (Connectivity) ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเราปฏิรูประบบโลจิสติกส์แล้วทำให้ดี ประเทศเราน่าอยู่ที่สุด และประเทศเราจะเป็นภูมิยุทธศาสตร์ในทุกด้านเลย ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม หยิบมาโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ที่กำลังนำเสนอนี้ ผมหวังว่าการปฏิรูประบบโลจิสติกส์ จะประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ข้อเสนอแนะของคุณหมอนั้นก็เป็นประโยชน์มาก ก็จะนำเรียนท่านประธาน ในเรื่องของเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ท่านสมาชิกประสงค์จะให้สำเนา ส่วนของท่านคุรุจิต ที่ได้มีการนำเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ไป ผมจำไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ การนำเสนอรายงานแผนปฏิรูปด้านอนุรักษ์พลังงาน ก็สามารถไปค้นเอกสารที่สภาเคยแจก ไปแล้วได้ ท่านต่อไปขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา ขอเชิญครับ
ท่านประธานครับ เป็นอีกเรื่องหนึ่งของกรรมาธิการ เศรษฐกิจที่น่าชื่นชมที่จะมองเห็นถึงสภาพปัญหาที่เป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ก็คือ เรื่องปัญหาด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ท่านประธานครับเรื่องนี้แค่ข้อมูลที่ทางกรรมาธิการ บอกกับสภาก็เป็นเรื่องน่าตกใจอยู่แล้วว่าลำดับความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ ของประเทศลดลงไปตั้ง ๑๐ ลำดับ จากอันดับที่ ๓๕ เมื่อปี ๒๕๓๗ มาเป็นอันดับที่ ๔๕ คือปี ๒๕๕๙ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าด้วยจิตสำนึกของ สปท. เราทุกคนก็อดที่จะตั้งคำถามนี้ ไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร และทำไม และจะไปข้างหน้ากันอย่างไร เพราะฉะนั้น การศึกษาของกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจในเรื่องปัญหาด้านโลจิสติกส์ แล้วก็การเสนอจัดตั้ง สำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติจึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียกว่า สอดคล้องต้องการกับความจำเป็นของประเทศชาติ เราคงจะไม่พูดให้มันซ้ำซากว่าประเทศเรานั้น ถูกท้าทายด้วยศักยภาพการแข่งขันของประเทศในทุกด้าน และในด้านหนึ่งนั้นที่ตัวเลข ออกมาและน่าอับอายก็คืออันดับความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ที่ลดลงไป เป็นไปได้อย่างไร ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไปคนแล้วคนเล่าก็เหมือนกับบอกย้ำ บอกความจริงของประเทศว่าประเทศเราโดยสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทางบก ทางเรือ ทางอากาศว่าเป็นศูนย์กลางของประเทศแห่งภูมิภาคนี้ สิงคโปร์อิจฉาเรา ไม่ต้องบอกถึง ประเทศพี่น้องลาวว่าเขาอิจฉาเราขนาดไหนเขาไม่มีทางออกทะเล แต่เราไม่เคยที่จะอิจฉา ตัวเราเองหรือว่าไม่เคยคิดถึงตัวเองว่าทำไมประเทศของข้าพเจ้านั้นถึงนับวันจะถอยหลัง เกินไปได้ถึงขนาดนี้ ๒ ปีลดอันดับในเรื่องที่เราควรจะเป็นเลิศ ไม่ใช่ลดอันดับ มันต้อง เพิ่มอันดับ ศักยภาพการแข่งขันของประเทศทางด้านโลจิสติกส์มันต้องจากอันดับ ๓๕ ต้องไปเป็นอันดับ ๒๕ ไม่ใช่ถอยลงไป ๔๕ ในรอบ ๒ ปีมานี้ ท่านประธานครับและผมก็คงจะ ไม่อยากจะเสียเวลาสภาแห่งนี้ที่จะฉายหนังเก่าพูดซ้ำพูดซาก เราต้องพัฒนาระบบราง เราต้องพัฒนาระบบน้ำ แล้วอย่างไรครับ ใน ครม. ก็พูดกันอย่างนี้ ในวงเศรษฐกิจทั่วประเทศ ก็พูดกันอย่างนี้ แต่ถามว่าแล้วอย่างไร สภาพัฒนาเศรษฐกิจก็พูดอย่างนี้ แล้วอย่างไร มิฉะนั้น เดี๋ยวเราก็จะกลายเป็นเหมือนว่าจะมาดูเบาทางกรรมาธิการเศรษฐกิจเราว่าฉายหนังสือเก่า แต่ผมเห็นว่ากรรมาธิการเศรษฐกิจไม่ได้ฉายหนังเก่าแล้ว แต่ท่านกำลังนำไปสู่เรื่องเสนอ การตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ เรื่องเก่าแต่เอามา ตอบโจทย์ว่าเราจะเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศด้านโลจิสติกส์กันอย่างไร ซึ่งไม่สนับสนุนแล้วจะทำอย่างอื่นได้อย่างไร มันต้องสนับสนุนอยู่แล้วครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่กระนั้นก็ตามผมยังคิดว่าในขณะที่เราเห็นว่าเราจะต้องแก้ปัญหา ให้ตรงจุดในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจของประเทศเรื่องโลจิสติกส์ แล้วนะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีการเสนอของกรรมาธิการที่เริ่มลงสู่รายละเอียด คือผมอยากจะพูดว่า เรื่องหลัก ๆ พอแล้วเถอะรู้แล้วจะพัฒนาโลจิสติกส์ในฐานะที่เราเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ แห่งภูมิภาคหรืออย่าให้อันดับด้านการแข่งขันเศรษฐกิจเราถอยไปกว่านี้รู้แล้วแต่สำคัญว่า แล้วอย่างไรอย่างที่ผมได้กล่าวแล้วคำว่าแล้วอย่างไร และตรงจุดที่สุดที่ผมจะขอเพิ่มเติม เพิ่มด้วยนั่นก็คือตัวอย่างที่ทางกรรมาธิการได้ศึกษาไว้จะศึกษาลึกแค่ไหน แต่ก็ได้ยกมาให้เห็น นั่นก็คือการตื่นตัวในเรื่องของไอเคโอ (ICAO) เรื่องการบินกับเรื่องล้งต่างชาติ อันนี้ท่านประธาน ผมก็คาดหวังว่าถ้าสนับสนุนให้มีการปฏิรูปและมีการจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้าง พื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติแล้ว สำนักงานแห่งนี้ก็จะได้เริ่มเข้าสู่รายละเอียดของปัญหา ที่เป็นรูปธรรมลึกและจับต้องได้ ท่านประธานครับประเทศเราเป็นประเทศเกษตร ผลิตสินค้า เกษตรขึ้นมาและโชคดีเป็นบ้าเลย ต่างชาติเกิดต้องการขึ้นมาอีก สมัยหนึ่งผมจำได้ว่าประเทศไทย ผลิตดอกไม้ดอกกล้วยไม้ขายดิบขายดีทั่วโลก ผลิตดอกกล้วยไม้ที่ไทยแต่ไปเปิดตลาดอยู่ที่ อัมสเตอร์ดัม ผลิตกล้วยไม้ที่ไทย คนญี่ปุ่นใช้กล้วยไม้ไทยนิยมชมชอบกันทั่วโลก ปรากฏว่า มีปัญหาอะไรหรือครับ ไม่มีคาร์โก้ (Cargo) ขนส่ง การบินไทยก็บอกขนส่งกล้วยไม้ใช้พื้นที่เยอะ ไม่คิดหรอกครับ ปรากฏว่ากล้วยไม้ไทยตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่โตเลย เพราะไม่รู้จักที่จะ แก้ปัญหาโลจิสติกส์ ในขณะที่การบินพัฒนาไปถึงไหน ๆ คนอื่นเขาขยายเที่ยวบินไม่ขนคนจน ท่องเที่ยว เขาก็ขนสินค้า แต่การบินไทยเราล้าหลังไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่สินค้าคอยอยู่อย่างเช่น กล้วยไม้ไทย เช่นเดียวกันครับท่านประธานวันดีคืนดีขึ้นมาคนจีน คนญี่ปุ่น คนยุโรปชอบ ผลไม้ไทยที่ออกรสเปรี้ยวได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้คือมังคุด และเป็นอย่างไรครับ ท่านประธาน เกษตรกรไม่รู้ว่าจะส่งมังคุดจากสวนที่ชุมพรหรือจากจันทบุรีให้ไปถึงโอซาก้า ให้ไปถึงโตเกียว ให้ไปที่อัมสเตอร์ดัม ให้ไปถึงยุโรปภายใน ๑๒ ชั่วโมง ๑๔ ชั่วโมงทำอย่างไร สายการบินไหนจะมารองรับ การบินไทยก็ขาดทุนแล้วขาดทุนอีก แต่พอถึงหน้าทุเรียน ไม่ได้ขนทุเรียน หน้ามังคุดไม่ได้ขนมังคุด หน้ากล้วยไม้ไม่ได้ขนกล้วยไม้ ผักผลไม้มันเน่าง่าย ต้องอาศัยการขนส่งทางการบินทั้งนั้น พอพูดเรื่องโลจิสติกส์ก็จะไปพูดขนส่งทางน้ำเสียอีกแล้ว เอากันชัด ๆ ดีกว่าว่าจะขนมังคุดไปโอซาก้าในฤดูหน้านี้จะทำกันอย่างไร ทันทีที่ทุเรียน ประเทศจีนกินทุเรียนขึ้นมา ปรากฏว่าต้องให้ต่างชาติมาตั้งล้งรวบรวมทุเรียนแล้วส่งออก วิชาความรู้การร่วมมือของทุกฝักฝ่ายเพื่อจะทำโลจิสติกส์ของชาติขึ้นมานี้เพื่อจะช่วย เกษตรกรบ่ฮู้บ่หัน ตัวไทยตัวมันอย่างนี้ได้หรือครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดที่กรรมาธิการเศรษฐกิจได้เสนอเรื่องการตั้งสำนักงาน โลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ และในความเห็นของผมวันนี้ ไม่ใช่เวลาที่มาเถียงกันแล้วว่ารางดีดีแน่ ทางน้ำดีดีแน่ ทางบกดีก็ดีแน่ แต่ของที่ควรจะทำ เดี๋ยวนี้คือการขนส่งทางอากาศว่ามีสินค้าเกษตรพืชผักหรือแม้กระทั่งกุ้งมังกร อาหารทะเล สดที่ต้องส่ง แม้กระทั่งปลาเก๋าเป็น ๆ อัดออกซิเจนเพื่อจะส่งไปที่ไต้หวันที่เขาชอบกิน หรือตลาดจีนตลาดใหญ่เอาอย่างไรครับ รัฐบาลหรือหน่วยงานไหนไหมบอกว่าเรื่องตกปลาเก๋า พี่น้องริมทะเลทั้งหลายท่านจะส่งปลาเก๋าเป็น ๆ อัดออกซิเจนจะไปถึงโอซาก้าจะไปถึงไต้หวัน จะไปถึงตลาดใหญ่กันภายในกี่ชั่วโมง เรื่องโลจิสติกส์ประเทศไทยต้องไม่ด้อยกว่าใคร เราเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาคไม่ใช่ศูนย์กลาง เฉย ๆ และเมื่อเราเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แล้ว ประโยชน์ไม่ได้จากค่าขนส่งอย่างเดียว แต่มันได้กับเกษตรกรที่ปลูกมังคุด ได้กับเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไม้ ได้กับเกษตรกรที่ปลูกผัก ผลไม้ทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่ต้องอาศัยโลจิสติกส์ที่รวดเร็ว ปลอดภัย ราคาประหยัด ไม่ใช่ปลูกไม้ แล้วหาคาร์โก้ (Cargo) ไม่ได้ การบินไทยคิดไม่เป็น แล้วก็ต้องให้เครื่องบินเหมาลำ จากต่างประเทศมาขนกล้วยไม้ไทยไปได้ค่าโลจิสติกส์ เพราะฉะนั้นการคิดเรื่องชาติบ้านเมือง การคิดเรื่องสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศเป็นเรื่องที่คนไทยจะต้องคิด สปท. เราจะต้องคิดและรัฐบาลจะต้องคิดเพราะปัญหาเหล่านี้มันแบอยู่ตรงหน้า มังคุดจะออกมา ในฤดูหน้าจะว่ากันอย่างไร ทุกวันนี้จะส่งกล้วยหอมไปขายญี่ปุ่นราคากล้วยหอมหมดไปกับ โลจิสติกส์อยู่แล้ว แต่มันควรจะได้ไปโลจิสติกส์ไทย ทุกวันนี้อนาถใจที่สุดครับท่านประธาน ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว การโลจิสติกส์ก็คือการขนส่งผู้โดยสาร โน่นนะครับสายการบิน โลว์คอสต์ (Low Cost) ของบางชาติมามั่งคั่งร่ำรวยขยายเครื่องบินเป็นฝูงบิน ตบหน้าสาย การบินไทยซึ่งทำภารกิจเรื่องโลจิสติกส์ของชาติ ซึ่งมันแยกกันไม่ออกเลยระหว่างรัฐบาล ที่มุ่งมั่น ส่งเสริม สนับสนุนโลจิสติกส์ของชาติ ทำไมคำก็ชาติสองคำก็ชาติเพราะเรา จำเป็นต้องแข่งขันกับชาติอื่น ถ้าภาคส่วนอื่นไม่คิด ไม่สนับสนุน ไม่ออกความคิดเห็นหรือไม่ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ในที่สุดโลจิสติกส์เราก็ถดถอย ๒ ปีหายไป ๑๐ ที่นั่ง ๑๐ อันดับ อับอายไหมครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับก็ฝากแล้วก็ชื่นชมกรรมาธิการเศรษฐกิจ ที่ได้หยิบปัญหานี้ขึ้นมา แล้วก็หวังว่าไม่หยิบขึ้นมาเพียงเฉย ๆ ในวันนี้หวังว่าจะได้ติดตาม ความคืบหน้าให้สำนักงานโลจิสติกส์ได้เกิดขึ้นและให้สำนักงานโลจิสติกส์นี้เป็นตัวแทน ของคนไทยทั้งชาติในการที่จะสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศทางด้านโลจิสติกส์ ให้เราอยู่แถวหน้าในฐานะที่เราได้มีที่ตั้งของประเทศเป็นเลิศในภูมิภาคนี้ ต้องบอกกับตัวเอง บอกกับประเทศชาติว่าเราจะไม่ยอมน้อยหน้าใครในเรื่องโลจิสติกส์ เราจะต้องเป็นเลิศ ในภูมิภาคนี้และเราจะต้องเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคนี้ให้จงได้ และประเทศชาติ เราจะมั่งคั่งขึ้นมาด้วยโลจิสติกส์ตะโกนเจตจำนงนี้ให้ดัง ๆ และหวังว่าท่านไม่เพียงเสนอและ ผ่านไป ปีหน้า ปีโน้น ปีนี้ ก็จะได้เห็นช่วยกันติดตามด้วยเจตจำนงถึงแม้จะไม่ใช่โดยหน้าที่ แม้เราจะหมดหน้าที่จากที่นี่ไปก็หวังว่าประเทศเราจะได้สร้างศักยภาพการแข่งขันของชาติ ของประเทศด้วยโลจิสติกส์นี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเป็นเครื่องจักรสำคัญครับ ขอขอบพระคุณครับ
ต่อไปนะคะ เรียนเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันจะใช้เวลาไม่มากในการที่จะอภิปรายเพื่อที่จะขอบคุณ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะนี้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องที่ควรจะมีมานานแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ มาก ดิฉันคิดว่าเรื่อง แผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์นี้จะเป็น การขับเคลื่อนสังคมประเทศไทยให้ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต แล้วก็การที่ประเทศ จะเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไปนะคะ ดิฉันมีประเด็นเพียงเล็กน้อย ที่จะเพิ่มเติมจากสิ่งที่หลายท่านได้อภิปรายกันไปแล้ว
ประเด็นแรกก็คือความสำคัญมากของระบบโลจิสติกส์ ดิฉันอยากจะให้ ความสำคัญของโลจิสติกส์ที่ไปไกลกว่าเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความมั่นคง ทางด้านเงินหรือว่าด้านรายได้ที่จะเข้ามายังประเทศของเรา ดิฉันคิดว่าเรื่องของโลจิสติกส์ ไม่มีไม่ได้อย่างไรก็ต้องมี เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น ดิฉันมองเป็นเรื่องของการพัฒนาทางสังคม ความอยู่รอดของประชาชน ความเป็นความตาย ของคนก็ขึ้นอยู่กับโลจิสติกส์นี้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่จะมองเรื่องของการพัฒนา โลจิสติกส์ก็คงไม่ใช่มองแค่จะส่งของไปขายยังตลาดหรือว่าถึงมือผู้บริโภคหรอกนะคะ แต่ว่ามันรวมถึงการส่งยาไปยังคนด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกลหรือว่าส่งอวัยวะหรือว่าส่งผู้ป่วย อะไรอย่างนั้น ดิฉันก็คิดว่าตรงนั้นก็ต้องมีโลจิสติกส์อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการคิด โลจิสติกส์เพื่อที่จะเอากำไรเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ภาครัฐก็คงต้องลงทุนมากขึ้น เพื่อที่จะให้เกิดโลจิสติกส์ในอีกรูปแบบหนึ่งนะคะก็อาจจะเดินหน้าไปด้วยกัน แต่ว่าในเรื่อง บางเรื่องที่จะเอาโลจิสติกส์ระบบนี้มาใช้เพื่อที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมดิฉันคิดว่า มีความสำคัญอยู่นะคะ เพราะว่าประชาชนมีสุขภาพดีเป็นเรื่องของเศรษฐกิจของการพัฒนา เช่นเดียวกันไม่ใช่เพียงมีเงินในกระเป๋าแต่สุดท้ายสุขภาพไม่ดี เพราะท่านไปท่องเที่ยวอยู่ ที่ห่างไกลและสุดท้ายเกิดปัญหาขึ้นมาจะเอาอย่างไรถึงจะเอาตัวท่านมาส่งได้มันก็ต้องใช้ โลจิสติกส์อีกเหมือนกันนะคะ นอกจากนี้สิ่งที่ควรจะเป็นดิฉันอยากจะเสนอเพิ่มเติมเล็กน้อย ในรายงานฉบับนี้ก็คือเรื่องของภารกิจหรืออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ แล้วก็สำนักงาน ที่จะมีขึ้นตามข้อเสนอของท่านนะคะ คือเรื่องของมาตรฐานขั้นต่ำถึงแม้ว่าถ้ามีการออกแบบ มีฝ่ายที่จะดูแลเรื่องมาตรฐานแล้วก็ตาม แต่ว่ามาตรฐานขั้นต่ำและจรรยาบรรณของคนที่ ปฏิบัติหน้าที่โลจิสติกส์นี้มีความสำคัญมาก เพราะมิเช่นนั้นท่านจะออกแบบเรื่องนี้เป็นไป เพื่อประโยชน์เฉพาะพวก เฉพาะกลุ่ม แต่ว่าไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะก็เป็นไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้การเลือกหรือการแต่งตั้งคณะกรรมการและสัดส่วนโครงสร้างของ คณะกรรมการก็มีความสำคัญ ในที่นี้ท่านให้เป็นภาครัฐ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ภาคเอกชน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ดิฉันมองไม่เห็นภาคประชาชนแล้วก็ในส่วนของนักวิชาการ นอกจากนี้ เรื่องของโลจิสติกส์ไม่ได้มีแค่เรื่องของการส่งของ รับของหรือว่าเรื่องของการออกแบบ ในหลาย ๆ เรื่องที่ดิฉันพูดถึงนั้น พูดถึงเรื่องของอาร์แอนด์ดี (R&D) รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ (Research and Development) เรื่องของนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งตรงนี้เราต้องการคนที่มี ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี เราคงไม่ต้องการซื้อของมาตลอดเวลา เราคงไม่อยากที่จะเสียเงิน มากมายในการที่จะซื้อสิ่งต่าง ๆ มาเพื่อพัฒนาโลจิสติกส์ของเรา เราคงอยากจะพัฒนาได้ ด้วยตนเองด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องการพัฒนาเรื่องของการวิจัยก็มีความสำคัญ ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก็มีความสำคัญ ดิฉันอยากจะให้ความสำคัญกับตรงนั้นด้วย เพราะมิฉะนั้นเราก็จะเป็นประเทศที่ซื้อสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเพื่อพัฒนาโลจิสติกส์ของเรานะคะ เพราะฉะนั้นน่าจะมองไปทางนี้ด้วย มองคนให้มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ทางด้านวิศวกรรม นักวิชาการที่มีความรู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะน่าจะได้มีบทบาท เข้ามาในการเป็นคณะกรรมการด้วย และนอกจากนี้สิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของสิ่งแวดล้อม และทรัพยากร เพราะบางครั้งพัฒนาโลจิสติกส์เลยลืมสิ่งที่จะเกิดผลกระทบต่อสังคม ต่อทรัพยากร ต่อสิ่งแวดล้อม และการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็มีความสำคัญ ไม่ใช่แค่ ทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทางด้านสังคม แต่ว่าผลกระทบทางด้าน ความขัดแย้งก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาด้วยคอนฟลิกต์ อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Conflict Impact Assessment) ก็อาจจะต้องประเมินด้วยนะคะว่าถ้าทำแล้วมันจะดีขึ้นหรือไม่ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านสังคม ดิฉันคิดว่าก็น่าจะเชิญเขามาอยู่ในคณะกรรมการของท่านด้วย ด้วยเหตุนี้ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ช้าไม่ได้ อยากจะให้เดินหน้าโดยเร็วแล้วก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปนะคะ เชิญ พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ได้เสนอแผนการขับเคลื่อน การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ขึ้นมา เพราะตรงนี้เป็นหัวใจที่สำคัญในการพัฒนา เศรษฐกิจของชาติครับ ผมขอนำเสนอเพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงว่าทิศทางการแก้ไขปัญหาต้นทุน โลจิสติกส์สูงของประเทศไทยนั้น จุดอยู่ตรงไหนที่จะต้องแก้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผมจะนำเสนอ ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งการขนส่งทางน้ำ การขนส่งในระบบรางและการขนส่งในระบบถนน ตามที่ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านคุรุจิต นาครทรรพ ได้พูดไว้นะครับว่าการขนส่งทางน้ำนั้น ประหยัดที่สุด รองลงมาคือระบบรางและแพงขึ้นก็คือระบบถนนนะครับแต่ละจุดนั้น แต่ละอย่างนั้นมีอุปสรรคอย่างไรนะครับ การขนส่งทางน้ำเป็นการขนส่งที่ต้นทุนต่ำที่สุด ขนส่งได้ครั้งละมากที่สุดและมีความปลอดภัยสูงที่สุด และช่วยเหลือบรรเทาการคับคั่ง การจราจรบนถนนได้ดีที่สุดครับ แต่มีข้อจำกัดก็คือว่าในประเทศไทยนั้นมีท่าเรือในการขึ้น และลงสินค้าน้อยครับและมีขีดจำกัด นอกจากนี้แล้วก็ยังมีออกกฎหมาย ออกกฎระเบียบมาว่า ห้ามสร้างเพิ่ม การจะสร้างเพิ่มก็ต้องมีมาตรการต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ไม่สามารถสร้างได้ในจุดที่สำคัญ ๆ ที่มีน้ำลึกเพียงพอ ตรงนี้เป็นจุดที่เป็นอุปสรรคครับ และมีผู้ที่เป็นเจ้าของท่าอยู่ตามลำน้ำเจ้าพระยาหรือว่าลำน้ำที่สำคัญ ๆ นี่อยู่ไม่กี่แห่งครับ และเป็นธุรกิจที่ผูกขาด ค่าผ่านหน้าท่าแพงมากครับ ตันหนึ่ง ๒๐๐ ๓๐๐ ๔๐๐ ครับ ตรงนี้ ละครับเป็นต้นทุนที่อาจจะแพงมากกว่าค่าขนส่งระยะทาง ๒๐๐-๓๐๐ กิโลเมตรเสียอีก ทั้ง ๆ ที่แค่ผ่านหน้าท่าเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เป็นเจ้าของบริษัทท่าเรือต่าง ๆ เหล่านี้รวยทุกคน กำไรมากทุกคนครับขณะนี้ เพราะฉะนั้นท่านต้องแก้จุดนี้ด้วยครับ อันดับแรกนะครับ
ประการที่ ๒ การขนส่งทางเรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามลำน้ำนั้น ขณะนี้ลำน้ำ เจ้าพระยาหรือลำน้ำอื่น ๆ ที่ใช้ขนส่งทางเรือหรือท่าเรือชายฝั่งก็ตามน้ำตื้นเขินครับ น้ำตื้นเขิน ก็จะสามารถบรรทุกได้ลดลงทุกปี ๆ ท้ายสุดขนส่งเรือก็ทำไม่ได้ แล้วก็ไม่มีใครจะซ่อม ไม่มีใครที่จะไปขุดลอกครับ ตรงนี้คือปัญหาที่สำคัญเลยทำให้ค่าขนส่งทางน้ำถูกจริงครับ แต่ไม่มีใครใช้เพราะใช้ไม่ได้ใน ๒ เรื่องดังกล่าว ขอให้ท่านดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ด้วยครับ
มาดูเรื่องที่ ๒ ระบบการขนส่งในระบบราง เป็นการขนส่งได้ครั้งละมาก ๆ และไม่รบกวนการจราจรบนท้องถนน และไม่เกิดอันตรายกับประชาชนบนท้องถนน เพราะว่า รถบรรทุกหรือรถเทรลเลอร์ (Trailer) นั้นเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นก็มีผู้ที่บาดเจ็บ เป็นจำนวนมากหรือเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าวิ่งในระบบรางแล้วจะปลอดภัย เพราะระบบราง ไม่ได้ไปมีรถอื่นมายุ่งเกี่ยวด้วย แต่ระบบรางของประเทศไทยมีระบบรางอยู่ทั่วประเทศ แต่ใช้งาน วันละไม่กี่นาทีใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ลองไปนับได้เลยว่ามีรถวิ่งบนราง ณ จุด ๆ หนึ่ง ณ จุดที่เขาผ่านนี่ ไม่กี่นาทีตรงนี้แหละครับถือว่าเป็นการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างร้ายแรง และเป็นแอสเซส (Assess) ที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเป็นทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดมูลค่าไม่สมกับทุนที่ลงไปครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรก็ตามให้รางนั้นมีรถวิ่งบนรางให้มาก ๆ วันละจากหลายนาที เป็นหลายชั่วโมง หรือใช้ยิ่งมากยิ่งดีครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะต้องเกี่ยวข้องกับการรถไฟ ทำอย่างไรถึงจะทำให้การรถไฟนั้นตื่นในเรื่องนี้ แล้วก็ทำในเรื่องนี้ได้ แต่จากการคุยกับ การรถไฟก็น่าเห็นใจนะครับว่าการรถไฟบอกว่าอยากทำครับ แต่หัวรถจักรไม่มีครับ จะซื้อ ก็ต้องขออนุมัติทางรัฐบาลก็ติดขัด จะให้เอกชนซื้อก็ติด พ.ร.บ. ร่วมทุนหรือเปล่าไม่แน่ใจ พอบอกว่าจะขนสินค้าให้มาก ๆ เขาบอกว่าแคร่ไม่มีครับ แคร่หรือว่าสาแหรกที่ใช้ขนนั่นนะครับ นี่ก็ติดขัดอีกเหมือนกัน เอกชนจะซื้อให้ได้ไหมก็ติดขัดอีกเหมือนกันครับ นี่ติดขัดเรื่องระเบียบ เรื่องกฎนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกำลังนี่ผมว่าจะสามารถ เมื่อท่านเป็นสำนักงานหรือ เป็นศูนย์กลางในการแก้ไขเรื่องนี้ เป็นคณะกรรมการแก้ไขเรื่องนี้ผมคิดว่าเรื่องที่ผมพูดมา ทั้งหมดนี่จะแก้ไขได้ในคณะกรรมการที่ท่านตั้งมาก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ พอมาดูระบบรางอื่น ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าสถานีขนส่งขนถ่ายมีไม่เพียงพอครับ ตั้งแต่ภาคอีสานหรือภาคเหนือ ที่ไหนก็ตามที่อยู่ห่างไกลทะเลจะต้องขนส่งสินค้าลงมายังทะเล ซึ่งค่าขนส่งในการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่เป็นสินค้าของเกษตรกรนั้น คิดง่าย ๆ เลยครับว่าค่าขนส่งนั้น ๑ กิโลเมตรต่อตัน เพราะฉะนั้นระยะทาง ๗๐๐ กิโลเมตร หมายความว่าใน ๑ ตันของสินค้า ที่เกษตรกรผลิตได้จะต้องจ่ายค่าขนส่งประมาณ ๗๐๐-๑,๐๐๐ บาทต่อตัน และสินค้า คงไม่เหลือมูลค่าอะไรครับ เพราะหายไปกับค่าขนส่งหมด เพราะฉะนั้นต้องทำตรงนี้ให้ได้ต้องลดลงให้ได้ ทีนี้จะลดลงได้ทำอย่างไร บอกว่าจะขนส่ง ระบบรางปรากฏว่าสถานีขนส่งต้นทางไม่มี หรือมีแต่ว่าเป็นสถานีสำหรับคนไม่ใช่สถานี สำหรับขนถ่ายสินค้า หรือมีที่แต่ไม่มีอุปกรณ์ไม่มีเครื่องมือที่จะใช้โหลด (Load) และอันโหลด (Unload) ก็คือใช้บรรทุกสินค้าขึ้นรถไฟก็ยังขาดแคลนครับ และที่สำคัญคิดว่าหลายท่าน ในที่นี้ยังไม่ทราบว่าเรามีรถไฟ รถไฟวิ่งไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง แต่ท่านทราบไหมว่า สถานีปลายทางนั้นไม่ใช่ของรถไฟเป็นของการนิคม และตอนนี้ทราบว่ามีปัญหากันอยู่ว่า การนิคมจะให้ใช้หรือจะไม่ให้ใช้ ตรงนี้ก็คือเรียกว่ามีแต่ว่าไม่ครบ ทำอย่างไรถึงการรถไฟมี แล้วมีให้มันครบ และตรงนี้ถ้าครบมันก็จะบริหารจัดการได้ ทุกวันนี้บอกว่าใครจะขนสินค้า ทางโบกี้ (Bogie) รถไฟไปลงที่แหลมฉบังบอกว่าเอาไปลงได้แต่ขนลงจากรถอย่างไรยังไม่รู้ เพราะไม่มีเครื่องมือขน เพราะไม่มีสถานีปลายทางอันนั้นคือปัญหาที่เกิดขึ้น
ในเรื่องที่ ๓ การขนส่งทางถนน การขนส่งทางถนนยอมรับว่าต้นทุนสูง แต่จำเป็นต้องใช้ ณ วันนี้เพราะไม่มีทางเลือก แต่การขนส่งทางถนนก็มีปัญหาที่เกิดค่าใช้จ่ายสูง ดังนี้ครับ
ประการที่ ๑ การให้บริการจากภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นอุปสรรคครับ ตอนนี้ใครมีบริษัทขนส่งคงทราบว่าจะต่อทะเบียนรถขนส่งยากแค่ไหน ช้าแค่ไหน ต้องมี ค่าบริการพิเศษหรือเปล่า ลองไปถามผู้ประกอบการขนส่ง ดำเนินการออนไลน์ (Online) ได้ไหม ยกเว้นถ้าตรวจสภาพรถจะอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษไม่ได้ต้องมาตรวจจริงเพื่อให้ได้รถ สภาพแข็งแรงวิ่งบนท้องถนนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เบรกแตกแล้วก็ยังวิ่งบนท้องถนนเกิดอุบัติเหตุ อยู่ทุกวันนี้ สิ่งไหนควรบริการเป็นพิเศษที่อำนวยความสะดวกรวดเร็วก็ควรอำนวยความสะดวก รวดเร็วไม่ต้องว่าสิ่งไหนควรทำให้เร็วกลับทำให้มันช้า แต่สิ่งไหนควรที่จะพิถีพิถันกลับทำให้ มันเร็ว ตรงนี้เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบการขนส่งครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องของการขนส่งทางถนนก็คือว่าทุกวันนี้ถ้าใครไปคุยกับ ผู้ประกอบการขนส่งท่านจะทราบว่ามีการขาดแคลนบุคลากรในธุรกิจขนส่งสูงมาก เพราะฉะนั้นบอกว่าเราจะเป็นฮับ (Hub) ของโลจิสติกส์แห่งอาเซียน (ASEAN) จะมีต้นทุน โลจิสติกส์ถูกที่สุดเป็นไปไม่ได้ แค่คนขับรถบรรทุก ขับรถเทรลเลอร์ (Trailer) ตอนนี้ เงินเดือน ๓๕,๐๐๐ บาทยังไม่มีคนมาสมัครเลย ยังไม่พอเลย ในขณะที่เราดูว่า ส่วนราชการที่ไหนบ้างจะทำหน้าที่ผลิตคนว่างงานคนตกงานมาขับรถเทรลเลอร์ (Trailer) เงินเดือน ๓๕,๐๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ บาท ไม่มี มีแต่ก็ได้น้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้ง่าย ๆ เอง ผลิตบุคลากรทางด้านการขับรถ อันที่ ๒ บุคลากรทางด้านผู้ประกอบการขนส่งไม่มี ผู้เชี่ยวชาญหรือว่าเป็นวิชาชีพทางด้านโลจิสติกส์อย่างแท้จริง ขาดแคลนมาก เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นเรื่องของการเตรียมบุคลากรนะครับ
ประการที่ ๓ ในเรื่องขนส่งทางถนน การพัฒนาถนนและโครงข่ายถนนมี ๒ อย่าง ไม่อ้อมและไม่เป็นคอขวด ยกตัวอย่างง่าย ๆ ตอนนี้ถ้าท่านจะขนสินค้าจาก ภาคอีสาน เอาหนองคายจะลงที่ท่าเรือแหลมฉบังท่านไม่มีถนนไฮเวย์ (Highway) วิ่งถึงท่าเรือ ท่านต้องเข้าสู่ถนนทางเชื่อมระหว่างจังหวัด ๒ เลน ตรงแถว ๆ สระบุรีอ้อมมาทางนครนายก และถึงจะออกไปทางกบินทร์บุรีและถึงจะออกมาทาง ๓๓๑ อ้อมครับ เส้นเล็กถนน ๒ เลน เกิดอุบัติเหตุง่ายครับ ทำไมเราไม่มีถนนแบบไฮเวย์ (Highway) ลัดตรงเลย อันนี้คือพูดถึง โครงข่ายถนนยกตัวอย่างแค่อันเดียวนะครับจากภาคเหนือเหมือนกันจะออกไปทางภาค ตะวันออกท่าเรือน้ำลึก เพราะท่าเรือน้ำลึกอยู่ภาคตะวันออกทั้งหมด แต่เราก็ไม่มีโครงข่ายถนน แบบนี้ต้องมาถึงอ้อมน้อยต้องไปที่สายวงแหวนรอบนอกแล้วถึงออกไปมอเตอร์เวย์ (Motorway) รถก็มาติดกันบริเวณนี้เพราะวิ่งอ้อมไปอ้อมมาตรงนี้เป็นต้นทุนโลจิสติกส์ที่แพง และแฝงอยู่ เพราะฉะนั้นแค่ทำโครงข่ายถนนให้มันลัดก็จะดีขึ้นนะครับ อีกส่วนหนึ่งคอขวด ของถนน ถนนที่มาจากภาคอีสานก็จะมีคอขวดแถวสระบุรี เราต้องทำไม่ให้มันมีคอขวด คอขวดที่ผมพูดอย่างเมื่อกี้ที่ผมพูดนั้นตรงนครนายกก็ถือเป็นคอขวด เพราะว่าจาก ๘ เลน มาเหลือ ๒ เลน แน่นอนครับเป็นคอขวด เพราะฉะนั้นตรงนี้โครงข่ายถนนต้องช่วยด้วยนะครับ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งครับ ถนนของเรา สามารถรองรับน้ำหนักได้มากแต่เราไปสร้างสะพานที่รองรับน้ำหนักได้น้อย หมายความว่า เรามีถนนเป็นพันกิโลเมตรนี่นะครับ สะพานแค่ไม่กี่กิโลเมตรเป็นตัวบล็อกไม่สามารถให้ รถบรรทุกน้ำหนักมากวิ่งได้ เมื่อรถบรรทุกน้ำหนักมากไม่สามารถวิ่งได้ต้องบรรทุกทีละน้อย ๆ ต้นทุนต่อตันก็จะแพงในการขนส่งในขณะที่ถนนรองรับได้มาก แต่สะพานรองรับได้น้อย เพราะฉะนั้นต่อไปมันจะต้องออกแบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก็คือว่าสะพานกับถนน ต้องรองรับน้ำหนักได้เหมือนกันจะได้ไม่สูญเปล่าในการทำถนนครับ เพราะฉะนั้นแล้วก็ ควรทำถนนที่รับน้ำหนักได้เท่าสะพานจะได้ประหยัดงบประมาณด้วยครับ ในเรื่องของสถานี บริการขนถ่ายสินค้าต้นทางและปลายทางจะขนส่งทางรถเพื่อบริการประชาชน ต้นทางไม่มี สถานีขนถ่ายนะครับ ปลายทางก็ไม่มี กลางทางจุดแวะพักรถสำหรับรถบรรทุกก็ไม่มี ตรงนี้ เป็นจุดที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากก็เพราะว่าไม่มีที่พักคนขับรถบรรทุก ก็เลยทำให้เขานี่ลากยาว พอลากยาวเสร็จเขาก็หลับกลางทางก็เกิดอุบัติเหตุครับ และสถานีบริเวณขนส่งสินค้า ปลายทางที่บริเวณชายแดนอันนี้สำคัญนะครับ เป็นยุทธศาสตร์เราต้องรีบทำ ถ้าไม่รีบทำ คนอื่นเขาทำก่อนศูนย์กลางจะไปอยู่ที่เขาไม่ใช่อยู่ที่เราครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ทางด้านตะวันออกประเทศเพื่อนบ้านของเราก็คือตรงแถว ๆ จังหวัดตราดที่ติดกับกัมพูชา ตรงตะวันออกอีกที่หนึ่งก็คือตรงสระแก้วที่ติดกัมพูชาเช่นเดียวกัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ อุบลราชธานีตรงช่องเม็ก ตรงนครพนม ตรงมุกดาหาร ตรงหนองคาย ภาคเหนือก็มี ที่เชียงรายไม่ว่าจะที่เชียงแสนหรือเชียงของ แล้วก็จังหวัดตากที่แม่สอด ภาคตะวันตก ก็ที่กาญจนบุรี ภาคใต้ก็มีบริเวณภาคใต้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราต้องรีบทำเสียก่อน ขณะนี้เรามี ที่หลวงหรือที่ราชการเอามาทำเสียเลยครับ เป็นศูนย์กลางเสียเลย ขณะนี้ยังไม่มีรองรับนะครับ
และประการต่อไปท่าเรือบริเวณท่าเรือน้ำลึกครับ ขณะนี้ท่าเรือน้ำลึก ไม่เอื้ออำนวยต่อการขนถ่ายสินค้าทางการเกษตร ท่านทราบไหมครับว่าท่าเรือแหลมฉบัง หรือท่าเรือมาบตาพุดก็ตามเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ (Container) เป็นหลัก แต่ประเทศไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชน ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม แต่ไม่มีท่าเรือที่อำนวยความสะดวกแก่การขนถ่ายสินค้าการเกษตรอย่างเพียงพอ เน้นเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ถ้าจะขนเกษตรกรรมต้องไปท่าเอกชน และถ้าขนจาก ท่าเอกชนหรือขนท่าแหลมฉบังก็ตามมันแพงครับ และบอกว่าไม่ได้ทำระบบไว้เพื่อป้องกัน มลภาวะ ป้องกันการฟุ้งกระจายของสินค้าเกษตรก็เลยไม่แนะนำให้ไปใช้ขนส่งสินค้าประเภท บาวด์ (Bound) สินค้าเกษตรลงที่ท่าเรือแหลมฉบัง ต้องไปท่าเรือเอกชนบริเวณรอบท่าเรือ เอกชนก็แพงอีก ค่าผ่านท่าตันหนึ่ง ๓๐๐-๔๐๐ บาท นี่แหละครับ คือต้นทุนโลจิสติกส์ที่แฝงอยู่ คนที่เป็นเจ้าของท่าท่านเช็ก (Check) เลยครับ มีบริษัทใดบ้าง รวยทุกบริษัท กำไรมาก ทุกบริษัทและคืนทุนภายใน ๒-๓ ปี ในการสร้างท่าเรือน้ำลึกถึงมีคนอยากสร้างกันมาก และกฎหมายก็ออกมาอีกว่าสร้างใหม่ไม่ได้ คนเก่าก็เลยยิ่งรวยไปใหญ่เลยนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ฝากท่านแก้ไขด้วย ถ้าแก้ไขตรงนี้ผมมั่นใจว่าต้นทุนโลจิสติกส์ในประเทศไทย จะราคาถูกลงและจะแข่งขันได้ และประเทศไทยจะก้าวเข้าไปสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งอาเซียน (ASEAN) ได้ผมก็หวังว่าเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม และบริการจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ
กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านนะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ด้านเศรษฐกิจที่นำเรื่องนี้มาอภิปรายในวันนี้ เพราะว่าอันนี้เป็นสิ่งสำคัญของการทำให้ ประเทศเราเจริญและปัจจุบันโลกมันกว้างไกลครับ เพราะฉะนั้นภาพรวมตามที่หลายคนได้ ชี้แจงไปแล้ว คือผมก็เห็นว่าภาพรวมจริง ๆ เรามีความพร้อมทุกอย่าง แต่ว่าคนของราชการ ไม่มีความพร้อม คือคิดแต่ในกรอบของตัวเอง ไม่เชื่อมโยงซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ รถไฟ เรือหรือ ทางอากาศก็ตามมันต้องคิดร่วมกันมันถึงจะต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเรื่องเรือดีที่สุด ทางน้ำ ดีที่สุดถูกที่สุด แต่ว่าไปได้ไม่กี่เส้นทางที่สามารถดำเนินการได้นะครับ เพราะฉะนั้นมันต้อง มาเชื่อมด้วยรถไฟถือว่าถูกรองลงมา เชื่อมด้วยถนนก็จะเข้าถึงที่หมายต่าง ๆ ที่จะรับส่งสินค้า หรือกระจายสินค้าก็แล้วแต่ครับ พอดีผมอยากเรียนเสนอวิธีการที่ง่ายครับคือถ้าเรื่องรถไฟแล้ว พอดีผมเคยมีประสบการณ์เรื่องไปอยู่รถไฟแล้วก็ได้ศึกษาว่ารถไฟ รัชกาลที่ ๕ ท่านคิดมา ๑๐๐ กว่าปีนะครับปัจจุบันถ้าท่านกลับมาได้เห็น ท่านคงจำได้อยู่เรื่องเดียวคือรถไฟที่ท่าน ได้สร้างไว้คือไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ๑๐๐ กว่าปี ถ้าสมัยก่อนประเทศญี่ปุ่นเขามาดูงานเรา ที่ดูประวัติศาสตร์ ส่วนผมไปศึกษาที่รถไฟและเดี๋ยวนี้เขาไปถึงไหนก็ไม่รู้ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้น ผมอยากเรียนเสนอตรง ๆ ง่าย ๆ ที่เคยประสบมาทางรัฐต้องสร้างรางให้เยอะที่สุด และควรจะ เป็นรางคู่ และปัจจุบันรถไฟไทย คือทั้งโลกความกว้างราง ๑.๔๓๕ เมตร ของเรายัง ๑ เมตรอยู่ ผมเคยเสนอว่าจริง ๆ แล้วเราควรจะสร้างทั้ง ๒ อย่างนะครับ ทั้ง ๒ อย่างคือ ๓ ราง โดยไม่ต้องใช้พื้นที่เพิ่ม พื้นที่เพิ่มอีกนิดเดียวแต่ว่าเป็นทางคู่ทั่วประเทศและทุกจุดที่ไป คืออันนี้ไม่ใช่ว่าประเทศเวียดนามเขาก็เป็น ๑ เมตรเหมือนเรา ปัจจุบันนี้เขาเปลี่ยนเป็น ๓ รางคือวิ่งได้ทั้ง ๑ เมตรและ ๑.๔๓๕ เมตร แต่ประเทศเราปัจจุบันเห็นได้ทราบข่าวว่า เราจะสร้างรางคู่ทั้ง ๑ เมตรและ ๑.๔๓๕ เมตรมันก็สิ้นเปลืองพื้นที่ที่จะทำให้มีผลกำไร ในด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับรถไฟ เพราะว่าการทำรถไฟถ้าวิ่งอย่างเดียวและค่าโดยสาร ให้ประชาชนใช้ได้ไม่สามารถจะคืนทุนได้เป็น ๑๐๐ ปีนะครับเพราะว่าลงทุนสูงมาก แต่คนที่ เขาอยู่ได้เพราะเขาใช้ ๒ ข้างทางรถไฟทำธุรกิจอย่างอื่นเพื่อจะมาส่งเสริมในเรื่องรถไฟ รัชกาลที่ ๕ ท่านได้ทำไว้ทั้งหมดคือ ๘๐ เมตรความกว้างตลอดแนวเวนคืนที่ดินเราไม่ต้องไป ทำอะไรเพิ่มเติมเลยนะครับ แต่ว่าเราไปทำให้มันเสียพื้นที่ไปทั้งหมดแล้วจะสร้างธุรกิจอย่างอื่น ในเรื่องเป็นการบริการและให้เป็นรายได้เสริมเข้ามาไม่เหมาะไม่เพียงพอครับ เหลือพื้นที่ ไม่เพียงพอในการทำอย่างอื่น และผมอยากจะเรียนเสนอผมเคยเสนอรถไฟไปว่าจริง ๆ แล้ว สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยเรามีศักยภาพเยอะมาก คนที่จะไปบริหาร จัดการก็อยู่ในการควบคุมไม่กล้าจะดำเนินการอะไรต่าง ๆ เพราะเสียผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ต่าง ๆ ที่มีการเช่าตามเส้นทางต่าง ๆ เพราะว่าจริง ๆ แล้วรถไฟเป็นพื้นที่ที่ผ่าน จุดสังคมเมืองที่เจริญทั้งหมด แต่ว่ามันไม่ได้เข้าหลวงไปเข้ากลุ่มใครกลุ่มมันในส่วนนี้ จริง ๆ แล้วเราควรจะแบ่งเป็น ๔ ภาค เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เหมือนญี่ปุ่น เขาแบ่งเป็นสี ๆ เป็นไม่รู้กี่ ๕๐ สีแต่ว่าทั้งหมดนี่ก็เราสร้างรางอย่างเดียวให้ครอบคลุม ทั้งประเทศ และให้เอกชนมาวิ่งเราไม่ต้องไปทำ ไม่ต้องไปซื้อขบวนรถไฟเอง ให้เอกชน เขาไปดำเนินการ ใครวิ่งผ่านรางเรา เราเก็บเงินอย่างเดียว เหมือนการท่าอากาศยานที่เรา สร้างสนามบิน ใครลงมาเราเก็บเงินก็เห็นมีโบนัสกันแต่ก่อน ๑๒ เดือน รถไฟเกิดมายังไม่เคย ได้โบนัสเลยในส่วนนี้ เพราะว่ามันมีปัญหาเรื่องการดำเนินการสลับซับซ้อนมากนะครับ ผมเคยไปอยู่ถึงต้องลาออกเพราะว่ากลัวติดคุกโดยเปล่าประโยชน์ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ให้รถไฟเดินเพราะว่าถ้าจริง ๆ แล้วถ้าผมจำไม่ผิดตอนผมทำงานเด็ก ๆ ตอนเป็นพันตรี จะมีรถไฟที่เอกชนเขาดำเนินการจากสุรินทร์มากรุงเทพฯ ของเจ๊เกียว ของโคราช วิ่งมาเขากำไรดีเขาวิ่งอยู่ ๒ ขบวน มีอยู่ ๓ ตู้ เขายังกำไรเลยผมไม่ทราบว่ารถไฟเราทำเอง ไม่ได้กำไร ปัจจุบันผมก็ยังสงสัยว่าทำไมถึงไปซื้อขบวนรถมาใหม่เลยวิ่งโดยสารกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ผมว่าคิดเป็นหรือเปล่าไม่ทราบในส่วนนี้ เพราะว่า ค่ารถเที่ยวหนึ่ง ๑,๗๐๐ บาท ไปกลับ ๓,๔๐๐ บาท เครื่องบินเขาไปกลับ ๒,๐๐๐ บาท และบินชั่วโมงเดียวอันนี้นั่งกัน ๖-๗ ชั่วโมง คือในอนาคตผมว่าก็คงจะขาดทุนแล้วก็ขาดทุน เข้ารัฐอยู่เหมือนเดิม จริง ๆ อันนี้คิดไม่ได้ครับ รถไฟปัจจุบันคิดได้คือใช้ในการขนส่งสินค้าเท่านั้น เพราะมันถูกกว่ารถยนต์ประมาณเกือบ ๒ เท่าในส่วนนี้แล้วก็ปลอดภัย แต่ว่าขบวนรถ ขอให้เป็นเอกชนดำเนินการทั้งสิ้นรับรองคนทุกคนจะใช้รถยนต์ขนทั้งสิ้น จะไม่มีรถบรรทุก สิบล้อวิ่งระหว่างจังหวัดแน่นอน เพราะว่าถูกกว่าแล้วก็ขนส่งง่าย ถึงตรงเวลาในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ที่ผมพูดทุกประเทศเขาก็ทำไม่ใช่ว่าผมจะคิดใหม่อะไรทั้งสิ้น ถ้าส่วนราชการ มันติดต่อยาก กว่าจะขึ้นได้ ๒ วัน ๓ วันถึงที่หมายแล้วไม่ตรงเวลา ของเขาเสียบ้าง อะไรบ้าง ก็ใช้รถยนต์ขนถึงแม้จะยอมแพงทำให้สินค้ามาถึงเรา ผู้บริโภคก็แพงไปด้วยในส่วนนี้ อันนี้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งแบ่งให้เป็น ๓ สหภาพไปแข่งขันกันเอง พอสิ้นปีทางภาคเหนือได้ ๔ เดือน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ ๒ เดือนเดี๋ยวก็ทะเลาะกันเอง ต้องแบ่งแยกและปกครอง ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่าถ้าทำจริง ๆ ทำได้ แต่คนทำต้องมีความซื่อสัตย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จึงสามารถจะอยู่สหภาพและคุมสหภาพได้ แต่ผมมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่ง สำหรับเรื่องถนนประเทศเราถนนดีมาก ๔ เลนอย่างน้อยเกือบทุกจังหวัดในส่วนนี้ จริง ๆ แล้วมากกว่าเพื่อนบ้านหรือมากกว่ายุโรปเยอะแยะ ที่อื่นเขาก็ ๒ เลน ๓ เลน แค่นั้นเอง แต่ว่าเขามีระบบขนส่งทางรางมาเสริมก็ไม่ต้องไปใช้รถ แล้วก็ถ้ารางรายได้ดี รถยนต์ก็จะได้ใช้น้อย คือถนนที่มันต้องพังไปเพราะว่าส่วนใหญ่รถบรรทุกต้องบรรทุกเกิน เพราะถ้าบรรทุกน้อยมันก็ขาดทุน น้ำมันแพงบ้าง ค่าขนส่งเรื่องเบี้ยบ้ายรายทาง เจ้าหน้าที่ ที่เก็บส่วยบ้าง อะไรบ้าง มันเป็นปัญหาหมด ผมเคยเสนอว่าถ้าทำระบบรางดีทั้งคนโดยสาร ทั้งบรรทุก รถบรรทุกแทบจะไม่มีวิ่ง จะวิ่งกระจายสินค้าระหว่างจังหวัดเข้าสู่ในตัวเมือง เท่านั้นเอง ระหว่างจังหวัดก็จะได้ไม่ต้องวิ่ง เพราะฉะนั้นจะลดอุบัติเหตุใหญ่ ๆ ก็จะน้อยลง เพราะว่าไม่มีรถใหญ่ที่จะวิ่ง ลดการซ่อมถนน เพราะการซ่อมถนนผมประชุมแม่น้ำ ๓ สาย เพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งเราใช้ซ่อมถนนปีละประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็งงว่า ๕๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท เราทำไปได้หลาย ๑๐๐ กิโลเมตรเลย นี่ต้องมาซ่อมของเก่า เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาเรื่องนี้คือจริง ๆ แล้วมีถนนแล้ว รัฐบาลสร้างถนนให้เอกชนมาตั้งด่านเก็บสตางค์ ๑๐๐ กิโลเมตร ตั้งด่านทีจะ ๕ บาท ๑๐ บาท หรืออะไรก็คิดกันไปเองแล้วกัน มันจะแก้ปัญหา เรื่องรถบรรทุกน้ำหนักเกินได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่มีเอกชนบริษัทไหนที่ไปประมูล ในการตั้งด่านเก็บเงินแล้วยอมให้รถบรรทุกหนักวิ่งแล้วเขาต้องใช้เงินที่เขาเก็บค่าด่าน ไปซ่อมถนนในส่วนนี้ มันจะแก้ปัญหาเรื่องสติ๊กเกอร์ (Sticker) ได้หมดเลยในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเราทำโครงสร้างพื้นฐานให้เขาแต่เรื่องระบบคนที่วิ่งบนโครงสร้าง พื้นฐานที่เราทำ ไม่ว่าถนน รางหรือท่าเรืออะไรก็แล้วแต่รัฐบาลก็ทำท่าให้ แต่การบริหารจัดการ ทั้งเรือ ทั้งอะไรให้เอกชน ผมก็คิดว่ารัฐบาลนี้ส่วนหนึ่งที่มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพราะถ้าจีน เขามียุทธศาสตร์ ๓๐ ปีที่เขาจะเจริญมาเดี๋ยวนี้ ถ้าเราย้อนไปทีหลัง ถ้าเราเคยไปเด็ก ๆ ไม่มีอะไรเลยครับแต่งชุดขาวดำ เขาสร้างรถไฟเป็นหลักผมถามเขานี่เป็นหลัก เพราะว่าชุมชนหนึ่ง แต่ก่อนเขามีคนเยอะจริงแต่ว่าไม่สามารถจะขนวัสดุสินค้าออกมาได้ ชุมชนหนึ่งมี ๑๐,๐๐๐ คน ก็ทำมาหากินในแค่ ๑๐,๐๐๐ คน ก็จบ แต่พอรถไฟผ่านชุมชน ๑๐,๐๐๐ คน เขาสามารถ ทำมาหากินได้เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่งมารวดเร็วทันใจอะไรต่าง ๆ เขาทำต่อเนื่องทุกรัฐบาล ทุกรัฐบาลต้องทำตามนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องโลจิสติกส์ผมก็อาจจะย้อนมานิดหนึ่งที่ติดปัญหาที่ผมเคยเสนอเข้าวิสามัญ เรื่องคลองไทยครับ คืออันนี้ถ้าเราไม่คิดแต่เดี๋ยวนี้เราจะล้าหลังไปและคนอื่นเขาทำก่อน ภูมิศาสตร์เราอยู่ในเป็นจุดศูนย์กลางที่ดีที่สุดของโลกในส่วนนี้ แต่เรามัวแต่คิดแล้วผมก็ไม่นึกว่า ในส่วนที่คัดค้านอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปของเราเองบางท่าน ท่านเป็นคนคิดเรื่องนี้มา แต่พอผมเสนอเพื่อจะให้รัฐบาลได้ศึกษาว่าดีหรือไม่ดีไม่ใช่ขุดหรือไม่ขุดนะครับผมไม่ได้มี ผลประโยชน์ แต่ผมเห็นว่ารุ่นเราควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อลูกหลานในอนาคตว่า รุ่นเรานั่ง ๆ อยู่ในห้องนี้กว่าจะได้ประโยชน์กลับคืนมาสงสัยไม่ได้อยู่สักคนหนึ่งครับ แต่ว่า เราให้ลูกหลานเขานึกถึงปู่ย่าตายายได้คิดยุทธศาสตร์ให้เขามีรายได้ทุกวัน ถ้าขุดแล้วเราจะมี เงินมหาศาลความมั่นคง มีเงินและความมั่นคงเกิดขึ้นแน่นอน มันมองไม่เห็นอะไรครับ และคนในพื้นที่ที่ผมไปสัมผัสมาเขาแทบจะไม่มีใครค้านเลยในส่วนนี้ เราได้ทำความเข้าใจ และได้ไปพูดถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ อันนี้ผมยกตัวอย่างถ้าย้อนไปดู ๑๐๐ กว่าปีที่แล้ว ฝรั่งเศสมันอาจจะมีคนอยู่ ๒ กลุ่มคิดเอาเหล็กมาไม่รู้กี่หมื่นตันมาสร้างหอไอเฟลคงจะทะเลาะกัน เหมือนปัจจุบันเราแต่ปรากฏว่าเขาตกลงใจสร้างถูกปัจจุบันมาเป็นร้อยปีประชาชนเขามี ๖๐ ล้านคน นักท่องเที่ยวปีละ ๘๐ ล้านคนเขาขอบคุณบรรพบุรุษเขาตลอด แต่พวกเราไม่คิดกันว่า คิดอะไรที่แล้วแต่ที่ไม่ได้ผลประโยชน์ในสมัยตัวเองหรือตัวเองไม่คิดประเทศไทยเป็นอย่างนั้น มันถึงจะถอยหลังย้อนหลังไปเรื่อย ๆ ในส่วนนี้ผมก็เลยอยากจะเรียนเสนอว่าการดำเนินการ แก้ปัญหาทุกอย่างทางรัฐบาลอะไรที่เอกชนเขาทำได้เราอย่าไปทำ เราทำให้เขาง่ายในเรื่องระเบียบ วิธีการอะไรต่าง ๆ ไม่ต้องไปลงมือทำเอง ลงมือทำเองทั้งหมดขาดทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งสิ้น ในส่วนนี้ และผู้บริหารในส่วนนี้ต้องมีความซื่อตรง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะหลัก ๆ เพราะว่ารัฐบาลควรจะทำในสิ่งที่ใหญ่ ๆ ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งทำไม่ได้ในส่วนนี้ผมก็เคย เสนอหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องรถไฟเรื่องอะไรต่าง ๆ ต้องรีบทำ แต่ปัจจุบัน ก็เข้าใจผมอาจจะเกิดโคราชก็เข้าใจว่ามีทั้งมอเตอร์เวย์ (Motorway) มีรางคู่ มีรถไฟความเร็วสูง แต่ว่าความเร็วสูงถ้าวิ่งแค่กรุงเทพฯ โคราชอีก ๑๐๐ ปีก็ไม่ได้เงินคืน มันต้องทำให้ถึง หนองคายถ้าทำนะครับ ไหน ๆ จะเจ๊งแล้วเจ๊งให้ยาว แต่ว่ามันจะคืนทุนกลับมาได้เร็ว ถ้าทำ โคราชไม่ทันเพราะว่าถ้ามี ๓ อย่างแบบนี้ขาดทุนทั้งหมดทั้ง ๓ ระบบ เพราะว่ามันซับซ้อนกัน เยอะเพราะว่าโคราชปัจจุบันทางที่ไม่ต้องเสียเงินก็ ๘ เลน ๑๐ เลนแล้วในส่วนนี้ ถ้าทางด่วนอีก ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะได้เงินคืนเท่าไร มอเตอร์เวย์ (Motorway) ถ้ามีความเร็วสูงด้วยจะมีคนขึ้น หรือเปล่าไม่แน่ใจแต่ว่าต้องทำให้ยาวเพราะว่าเรารับส่งอย่างอื่นด้วย เอาคนต่างประเทศด้วย อย่าไปคิดแต่คนไทยอย่างเดียว ก็เรียนเสนอแนะในส่วนของเรื่องโลจิสติกส์แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านต่อไปเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตวุฒิสมาชิกค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณที่ท่านประธานให้โอกาสในการได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ในวาระปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเสนอแผนการขับเคลื่อน การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ผมก็คงเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่าน ร่วม ๑๐ ท่านที่ได้ให้ความเห็นมาแล้วถึงความสำคัญของเรื่องโลจิสติกส์และโครงสร้าง พื้นฐานต่อการก้าวเดินไปข้างหน้าของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง ผมก็คงจะไม่ถอยหลังไปพูดถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้พูดถึงแล้ว หรือที่คณะกรรมาธิการเองก็ได้นำเสนอแล้ว ก็ขอเรียนว่าสนับสนุนที่จะให้มีการยกเครื่องในเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมให้เกิดมรรคผลที่แท้จริง เพราะว่าปัญหาต่าง ๆ หรือลำดับต่าง ๆ ที่เราเห็นที่สู้เขาไม่ได้ในนานาอารยประเทศก็ถือ เป็นเรื่องที่จะต้องเร่งรีบในการแก้ไข มันก็จึงเป็นวาระปฏิรูปที่สำคัญเร่งด่วน ในข้อเสนอของ กรรมาธิการก็ได้มีการให้เร่งรัดการดำเนินการโดยให้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาปฏิรูป กรรมการเพื่อดำเนินการไปพลาง ๆ ก่อน และใช้เวลาประมาณ ๑ ปีในการที่จะจัดตั้ง สำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ การจัดตั้งสำนักงานนี้ ผมคิดว่าก็น่าจะทำให้เป็นการบูรณาการการดำเนินงานในเรื่องนี้แล้วก็การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนออำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ที่จะจัดตั้งขึ้นไว้ ๗-๘ ประการ ที่สำคัญก็คือการกำหนดแผนยุทธศาสตร์และนโยบาย การพัฒนาด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ตลอดจน ทำหน้าที่คล้ายเรกูเลเตอร์ (Regulator) เช่นการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพของบุคลากร การวางแผนกำกับดูแลติดตามผลงานต่าง ๆ ในสิ่งซึ่งผมพยายามอ่านก็คือในเรื่องของ องค์ประกอบและการจัดของสำนักงานนี้ ตลอดจนคณะกรรมการ ผมยังมีความเห็นว่า ในเอกสารวาระปฏิรูปยังมีความละเอียดหรือมีข้อมูลน้อยไปนิดหนึ่งในการนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี เพียงแต่บอกว่าให้ส่งไปที่ ครม. และให้ ครม. สั่งให้คณะกรรมการที่ทำหน้าที่ เรื่องนี้แต่งตั้งอนุกรรมการด้านนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจจะทำให้เรื่องเดินช้า ไปถึงตรงนั้นก็อาจจะคิดไปอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากกราบเรียนว่าถ้าเรามี ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม อำนาจหน้าที่ท่านมีอยู่แล้ว แต่รูปแบบของคณะกรรมการหรือ รูปแบบของการจัดท่านก็มีแผนการจัดมาให้พอสมควร ซึ่งก็ใช้ได้นะครับ แต่สิ่งที่ผมมองว่า ยังไม่ชัดเจนคือเรื่องของคณะกรรมการที่ท่านเสนอ ผมอ่านแล้วผมสับสนนิดหน่อย ในตอนแรก ๑๒ เดือนท่านให้ตั้งสำนักงานนี้ขึ้นมา สำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาติก็คงจะเป็นสำนักงานอาจจะมีเลขาธิการหรือผู้อำนวยการสำนักงาน เป็นหัวหน้าหน่วยงาน และท่านก็บอกให้มีคณะกรรมการ คณะกรรมการตัวนี้ท่านบอก ประกอบด้วยภาครัฐร้อยละ ๖๐ ประกอบด้วยภาคเอกชนร้อยละ ๔๐ และท่านก็แบ่งย่อยไปว่า ในร้อยละ ๔๐ นั้นเป็นนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญสักประมาณร้อยละ ๑๐ อีกร้อยละ ๓๐ ก็เป็นผู้ประกอบการ ผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ตรงนั้นก็เป็นประเด็นปัญหาที่ผมอยากจะหยิบยก เป็นข้อคิดเห็น ข้อสังเกตให้กับคณะกรรมการไปพิจารณา เราให้อำนาจสำนักงานนี้ ค่อนข้างมาก ให้อำนาจมากทั้งการจัดทำแผน การกำหนดมาตรฐานวิชาชีพต่าง ๆ ของ บุคลากรต่าง ๆ รับเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นโครงสร้างขององค์กรนี้ควรจะเป็น โครงสร้างขององค์กรที่มีกฎหมายรองรับ นั่นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมการควรจะประกอบด้วยผู้ที่มีอำนาจในการสั่งการ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตัวอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าจะหยิบมาพิจารณานะครับก็คือ ตัวอย่างของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือจะเรียกว่าบีโอไอ (BOI) ซึ่งมีคณะกรรมการ อยู่ประมาณ ๑๕ ท่าน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรี ๒ คน มีรัฐมนตรี ประมาณ ๔-๕ คนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการส่งเสริมการลงทุน ภาคเอกชน เขาก็มี พวกประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ประธานสภาหอการค้าต่าง ๆ แล้วก็มีพวกธนาคาร แห่งประเทศไทยต่าง ๆ มีปลัดกระทรวง ๔-๕ คน เสร็จแล้วเขาก็ตั้งที่ปรึกษาขึ้นมา ๕-๖ คน ที่ปรึกษาที่เขาเห็นว่าจะเชี่ยวชาญด้านการลงทุน และท่านเลขาธิการบีโอไอ (BOI) ก็มาเป็นเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้ ถ้าเรามี องค์ประกอบที่เป็นกรรมการแบบนี้ก็จะทำให้มีอำนาจในการตัดสินใจ ในการที่จะเสนอเรื่อง เข้าสู่ ครม. ทันทีและได้รับอนุมัติแน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องไหนที่เป็นเรื่องที่ต้องถึง กรรมการก็ส่งขึ้นมา เรื่องไหนที่สำนักงานสามารถบริหารจัดการได้โดยไม่ต้องถึงกรรมการ ก็ดำเนินการไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะมีความชัดเจนในการแบ่งมอบอำนาจหน้ำที่ ความรับผิดชอบของสำนักงาน การที่เรามีกรรมการแบบนี้ก็จะทำให้การดำเนินงานเรื่องของ โลจิสติกส์เรื่องโครงสร้างพื้นฐานมันเป็นรูปธรรม มีการจัดตั้งศูนย์ต่าง ๆ อย่างที่ท่านพยายาม เสนอศูนย์กระจายสินค้า ศูนย์ที่เกี่ยวกับด้านสารสนเทศต่าง ๆ และยิ่งผมมาอ่านในเรื่องที่ ท่านเสนออันหนึ่งท่านเขียนว่าเสนอร่างพระราชบัญญัติสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ ให้คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศที่ผมพูดถึง คือกรรมการซึ่งตั้งขึ้นโดย คสช. ชื่อย่อว่า กบส. พิจารณาและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอวาระต่อ สนช. เพื่อผลักดันให้เกิดสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ ท่านพูดเรื่องนี้ไว้แค่นี้เอง จึงทำให้ผมมองไม่ชัดเจนว่าท่านหมายถึงอะไรนะครับ เพื่อทำการคัดเลือกผู้แทนภาคเอกชน ที่จะเข้าร่วมเป็นกรรมการในการบริหารสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ที่จะจัดตั้งขึ้นในระยะที่ ๒ ถ้าอ่านตามที่ความเข้าใจของผมคือว่า ท่านให้ออก พ.ร.บ. ให้มีสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ แต่ตัวสภานี้กลับไม่ใช่คณะกรรมการที่มา บริหารสำนักงานนี้กับให้สภานี้ซึ่งจะเป็นใครก็ยังไม่รู้ ไม่มีโครงสร้าง เป็นคนไปคัดกรรมการ มาบริหารสำนักงาน เพราะฉะนั้นโครงสร้างอย่างนี้ผมก็เลยยังมีความสับสนนิดหน่อยว่า สภาโลจิสติกส์แห่งชาติ มันเป็นสภาแบบไหน เหมือนสภาวิศวกรแห่งชาติหรือเปล่า หรืออะไร ทำไมไม่เสนอเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานนี้เลยครับ พระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงาน มันก็จะมีคณะกรรมการที่เราจะเขียนลงไปได้อยู่แล้วให้เป็นคณะกรรมการระดับชาติ เพราะท่านพูดทุกอย่างเป็นระดับชาติหมดซึ่งผมก็เห็นด้วย อำนาจหน้าที่ที่เราเขียนไว้ก็เป็น อำนาจหน้าที่ที่ต้องอาศัยคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อจากกรรมการชุดนี้เหมือนบีโอไอ (BOI) นี้ เพราะฉะนั้นเราควรจะเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานเลยตามที่ได้เสนอเลย ให้เสนอยกร่าง พระราชบัญญัติสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ตรงนั้น ก็มีคณะกรรมการ ๑ ชุด ประกอบด้วยท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็ว่าไป เรื่องไม่สำคัญ รองนายกรัฐมนตรีก็มาประชุมแทนได้ แล้วก็มีการจัดตั้งสำนักงานขึ้นมาตามโครงสร้าง คล้าย ๆ กับที่ท่านเสนอไว้แล้วนะครับท่านอาจจะลงรายละเอียดตรงนั้นนิดหน่อย แล้วก็ หัวหน้าตรงนั้นจะเป็นเลขาธิการแบบบีโอไอ (BOI) ก็ได้ เขาก็บริหารงานของเขาและจะไป เอาคนจากหลาย ๆ กระทรวงมารวมกันก็เป็นการดำเนินการที่ดีเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่า จัดตั้งหน่วยงานใหม่ ถ้าดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ก็จะชัดเจนขึ้น สุดท้ายผมมองในข้อ ๒.๓.๓ ในหน้า ๖ ของท่านว่าเขียนแล้วหรือยัง อ่านแล้วยังไม่ชัดเจนในเรื่องของสภาโลจิสติกส์ว่า ท่านหมายถึงอะไร ในภาพรวมการดำเนินการเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนา ด้านเศรษฐกิจของประเทศเพราะว่าด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานนี้สำคัญมาก เมื่อ ๑๒ ปีก่อนผมเป็นประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วันนั้นเรามี การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอยู่ประมาณ ๓๕ นิคม ซึ่งนิคมก็เป็นส่วนสำคัญ ของด้านโลจิสติกส์เป็นที่รวมของโรงงาน ของศูนย์สินค้าต่าง ๆ วันนี้ ๑๒ ปีผ่านมามีนิคม ที่ขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเกือบ ๖๐ แห่งแล้วนะครับ และมีหลายนิคม ที่มีนิคมเฉพาะทาง เฉพาะอย่าง นิคมการพิมพ์ นิคมด้านดิจิทัล ด้านอะไรต่าง ๆ การมีนิคม ก็เป็นการทำให้การดำเนินการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมันง่ายขึ้น ไม่ใช่ทุกคน จะกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหงว่าเราจะเอาถนน เอาราง เอาแม่น้ำไปรองรับการขนส่งสินค้า การกระจายสินค้าอะไรต่าง ๆ นั้นได้อย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญยิ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนให้เกิดสำนักงานขึ้นเพื่อที่จะมองภาพรวม ในการที่จะพัฒนาเครือข่ายแล้วก็พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อให้เราสามารถแข่งขันในด้านเศรษฐกิจได้ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติค่ะ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. ผมขอสนับสนุนข้อเสนอในการ จัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่เสนอมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าประเทศไทย จะได้มีกลไกที่จะให้สำนักงานนี้ในการที่จะช่วยเหลือ ผมให้ความสนใจกับกลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ ที่จะไม่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องการตลาด การขนส่งที่กดดันเกษตรกรชาวไทย ทางด้านราคาต่าง ๆ ที่ทำให้รัฐบาลจะต้องมามีมาตรการเฉพาะหน้าในการช่วยเหลือแก้ปัญหา แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ทุก ๆ ปี อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปบ้างแล้วนะครับ ดังนั้น นอกเหนือจากการจัดตั้งสำนักงานดังกล่าวแล้ว ผมใคร่ขอเสนอให้มีตัวแทนของกลุ่มเกษตรกร เข้าไปอยู่ในส่วนกระบวนการ คงไม่ใช่เข้าไปเป็นกรรมการบริหาร แต่ให้เข้าไปอยู่ในส่วนของ กระบวนการที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ของสำนักงานในเรื่องการวางแผน หรือในเรื่องการแปลงแผน ไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนเรื่องของการติดตามประเมินผลต่าง ๆ เหตุที่ต้องเสนอประเด็นนี้ ก็คิดว่าจะเป็นโอกาสที่เกษตรกรต่าง ๆ มีปัญหาเรื่องโลจิสติกส์จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการ ดำเนินการต่าง ๆ และจะได้หลุดพ้นจากปัญหาความเสียเปรียบต่าง ๆ ที่เราทราบกันนะครับ ตลอดจนความกดดันจากความล้าหลังของการบริหารและการบริการทางด้านโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเสนอแนวทางการปฏิรูป โดยให้มีกลไกหรือตัวแทนของภาคีเกษตรกรทางด้านกลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ เข้าไปอยู่ใน กระบวนการต่าง ๆ ที่เขาจะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่าง ๆ ก็จะเป็นประโยชน์มาก ที่ทำให้แก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศชาติก็คือทางด้านการเกษตร ขอบพระคุณมากครับ
ต่อไปท่านสุดท้ายนะคะ ท่านธานินทร์ ผะเอม อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธาน และที่ประชุม ผมมีอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ โดยหลัก ๆ ผมก็คิดว่าความพยายามแล้วก็แนวคิด ของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจก็น่าชื่นชมนะครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ จะดูทั้งในแง่เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันก็ตาม เรื่องการกระจายความเจริญ ซึ่งเป็นเรื่องอินคลูซิฟเนส (Inclusiveness) หรือแม้กระทั่งเรื่องความยั่งยืน มันมีอยู่ ๓ ประเด็น ที่ผมคิดว่าควรจะมีการเสริมให้มันแน่นขึ้น
ประเด็นแรกในเรื่องสภาโลจิสติกส์ ผมเห็นด้วยกับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ คือ พลเอก เลิศรัตน์ ว่าสภาโลจิสติกส์ที่เสนอมานี่เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่มันลอย ตรงนี้ ถ้าจะมีเบนช์มาร์ก (Benchmark) อย่างกรณีสภาโลจิสติกส์ที่ฮ่องกงก็จะเป็นแนวคิด ที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่าข้อเสนอในเอกสารไม่ได้มีแบ็กอัป (Back up) หรือว่าการกล่าวถึง ที่มาที่ไปมากพอสมควร
ประเด็นที่ ๒ แหล่งที่มาของงบประมาณมีการเสนอให้เอางบประมาณมาอยู่ ในที่เดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องที่ดี จริง ๆ โปรแกรมบัดเจตติง (Program Budgeting) ซึ่งทางรัฐบาลกับทางสำนักงบประมาณพยายามดำเนินการอยู่ก็ดำเนินการตามนั้น แต่ท่านลองคิดดูเรื่องที่เราอภิปรายกันนี้มันเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานมาก อย่างกรณีของ กระทรวงคมนาคมงบเยอะ เพราะฉะนั้นการที่จะเอาขอบเขตของงบประมาณนี้มาผนึกกำลังกันภายใต้โจทย์เดียวกัน ทิศทางเดียวกัน กระบวนการทำงานที่สอดคล้องกันนี้ ตรงนี้การดีไฟน์ (Define) หรือว่า กำหนดขอบเขตของคำว่าโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานในที่นี้ต้องชัดเจนพอสมควร เพราะไม่อย่างนั้นแล้วผมก็เชื่อว่าจะเผชิญกับกระแสที่คัดค้านหรือว่าเกิดจากความไม่เข้าใจว่า ขอบเขตมันอยู่ตรงไหนแน่นะครับ อันนี้การให้คำนิยามของโลจิสติกส์ในขอบเขตนี้เพราะว่า สิ่งที่เราพูดกันในแง่วิชาการก็กว้างอยู่แล้ว แล้วก็เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ
ประการที่ ๓ ผมคิดว่าเราพูดถึงเรื่องไอที (IT) หรือดิจิทัล (Digital) ก็กำหนดไว้ว่า หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องนี้ก็มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่เรา ไม่ได้พูดถึงเนชันนัล ซิงเกิล วินโดว์ (National Single Window) ซึ่งมันมากกว่าเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) อันนี้เราจะเห็นว่าระบบการอนุมัติ อนุญาต ที่จะทำให้ตัวอินฟราตรักเจอร์ (Infrastructure) หรือฟาซิลิตี (Facility) ที่รัฐได้ลงทุนไว้นี้มันไม่ได้เป็นไปตามนั้น การลดคอสต์ (Cost) ของโลจิสติกส์ อันนี้เกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง เรื่องผังเมือง เรื่องการโซนนิง (Zoning) ผังเมืองนี้ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้ สปท. เขาทำไปแล้วก็ประสบความสำเร็จ ตอนนี้ สนช. ก็กำลังพิจารณา ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็สั่งให้แยกกรมนะครับ จะมีผังประเทศ ผังภาพซึ่งจะเป็น หมุดสำคัญในการที่จะกำหนดเรื่องระบบโลจิสติกส์ และกระทรวงดิจิทัลก็จะเอาส่วนที่ไหลลื่น ทำให้การหล่อลื่นของระบบข้อมูลข่าวสารซึ่งมากกว่าเรื่องของฮาร์ดแวร์ (Hardware) มันเดินแล้วตอบโจทย์ แต่ข้อสังเกตของผมคือไม่ปรากฏว่ามีกระทรวงการคลังซึ่งขณะนี้ เนชันนัล ซิงเกิล วินโดว์ (National Single Window) ซึ่งเรียนตรง ๆ ว่ามันก็ยังช้าไม่ใช่ว่า ไม่มีความก้าวหน้าแต่ผมคิดว่ามันช้ามีอยู่ ๓๖ กรม และโฟคอลพอยต์ (Focal Point) ก็คือ กรมศุลกากร ตรงนี้ผมเข้าใจว่าเอกสารแทบไม่ได้แตะไว้เลย ถามมันครอส (Cross) กันตรงไหน ก็ตรงนี้ล่ะครับจึงกลับไปประเด็นที่ว่าแล้วเราจะดีไฟน์ (Define) คำว่าโลจิสติกส์อย่างไร ถ้าเราปิดช่องว่างและสร้างความชัดเจนให้มากขึ้น กลไกองค์กรซึ่งผมเห็นด้วยว่าเราขาดกลไก องค์กรที่มีประสิทธิภาพ และถ้าเราใช้โปรแกรมบัดเจตติง (Program Budgeting) เป็นตัวยึดโยงได้ โดยบนพื้นฐานของการให้คำนิยามที่ชัดเจนว่าโลจิสติกส์มันคืออะไรแค่ไหน และเกี่ยวข้องกับใคร ตรงนี้เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปโอนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เขามีภารกิจที่เป็นฟังก์ชัน (Function) ของเขาอยู่แล้วแต่เราสามารถผนึกกำลังกันภายใต้โจทย์และทิศทางและ การออกแบบเป็นขั้นเป็นตอนภายใต้งบประมาณในแต่ละปี ตรงนี้เราก็จะปิดช่องว่างและ ทำให้เรื่องการยกระดับโลจิสติกส์ของประเทศดีขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็มีอยู่ ๓ ประเด็น ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบข้อซักถามของ สมาชิกค่ะ
ขออนุญาตให้ท่านประธาน อนุกรรมาธิการ ท่านมนู เลียวไพโรจน์ เป็นผู้ตอบครับ
เชิญท่านมนูค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นและส่วนที่เป็น ประโยชน์อย่างมาก ในการเสนอครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกท่านได้มีข้อเสนอที่สร้าง ประโยชน์ที่จะทำให้การดำเนินงานในเรื่องนี้เป็นไปด้วยดี ผมก็ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูง ทั้งหมด ๑๕ ท่าน มีประเด็นต่าง ๆ ที่ทางผมได้จดไว้แล้ว แล้วก็ทางทีมงานก็ได้จดกัน ชัดเจนแล้วว่าเป็นส่วนที่เราจะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ก็คงต้องเรียนว่าในส่วนที่ท่าน ได้เสนอแนะนั้นบางส่วนมีปรากฏอยู่ในเอกสารเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่บางส่วนที่ยังไม่มี หรือจะต้องเพิ่มเติมทางฝ่ายกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ รวมทั้งคณะทำงานก็จะได้ ดำเนินการตามแนวทางที่ท่านได้เสนอไว้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือในเรื่องของการดำเนินงานในเรื่องนี้ว่าจะประสบความสำเร็จ หรือไม่ อย่างไร แล้วก็มีหลายท่านด้วยกันได้พูดถึงเรื่องของปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ มากมายก่ายกอง และปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้แหละครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและคณะทำงานได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วเห็นว่าสิ่งที่จะทำให้ ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่ท่านได้พูดถึงตั้งแต่เช้ายันถึงบ่าย ๔ โมงนี่นะครับ ก็เป็นเรื่องที่ ทางเราตระหนักดี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดตั้งหน่วยงาน หน่วยงานนี้ก็เป็น หน่วยงานที่จะต้องดูแลทั้งในด้านของการวางแผน การปฏิบัติการ การควบคุมดูแลให้เกิด ประสิทธิภาพรวมทั้งประสิทธิผลที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้พูดถึงว่าในเรื่องของ การตั้งสำนักงานไม่อยากจะให้มีการตั้งใหม่ แล้วก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมขอกราบเรียนนะครับว่า สำนักงานนี้ไม่ใช่เป็นสำนักงานใหม่นะครับ แต่เป็นสำนักงานที่จริง ๆ แล้วหน่วยงาน ในกระทรวงต่าง ๆ มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ซึ่งเมื่อเช้านี้ผมก็ได้เรียนไปแล้วว่าเป็นส่วนที่มีส่วนสำคัญ แล้วก็ทำให้ การดำเนินการในเรื่องของโลจิสติกส์นั้นดีขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามจะมีหน่วยงาน เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหลาย ๆ กระทรวงด้วยกัน รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องโลจิสติกส์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่หน่วยงานต่าง ๆ มีอยู่แล้ว มีงบประมาณอยู่แล้ว แล้วก็มี บุคลากรบางส่วนแล้วก็สามารถที่จะจัดตั้ง หรือดำเนินการบูรณาการกันเพื่อให้เกิด การประสานงาน แล้วก็ช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ได้ดำเนินการแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านได้พูดถึงว่าสำนักงานใหม่ เป็นสำนักงานที่จะต้องใช้งบประมาณมากมายนั้น ผมขอกราบเรียนว่าไม่ได้ใช้งบประมาณ มากมายเลยนะครับ ยังคงใช้งบประมาณของเดิมจากหน่วยราชการ แต่ตั้งสำนักงานนี้ขึ้นมา เพื่อให้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างบูรณาการ แล้วก็ดำเนินการไปให้สัมฤทธิผล อันนั้นก็เป็นส่วนที่ผมอยากจะกราบเรียน แล้วก็ขอความอนุเคราะห์จากท่านสมาชิกทุกท่านว่า ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้เราจะดำเนินการต่อไปตามข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ แล้วก็มีปรากฏอยู่ใน ที่เราจดกันไว้แล้วนะครับ เราก็จะไปดำเนินการต่อไปนะครับ ส่วนที่มีอยู่แล้วเราก็จะปรับปรุง ให้ดีขึ้นตามแนวทางที่ท่านสมาชิกได้เสนอ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตจบเพียงเท่านี้นะครับ แล้วก็ขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง
ข้อเท็จจริงอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้เรียนก็คือว่าคณะกรรมาธิการที่นั่งกันอยู่ ในอนุกรรมาธิการทั้งหมด ๙ ชีวิต จริง ๆ ทีแรกมี ๑๐ ชีวิตนะครับ หายไป ๑ สงสัยจะเป็นลม อยู่ข้างล่างแล้ว เพราะเหตุว่าเราเริ่มมาตั้งแต่ ๑๑ โมงครึ่ง จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ทุกท่าน ยังไม่ได้รับประทานอาหารเที่ยงกันเลยนะครับ วันนี้ก็เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่บังเกิดขึ้น ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณาพวกเรา เราก็จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอบพระคุณมากท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง แผนการขับเคลื่อน การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ เดี๋ยวต้องรอสักครู่นะคะ มีสมาชิก ทยอยเข้ามา
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๙ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง แผนการขับเคลื่อน การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ครบถ้วนนะคะ ขอปิดการลงคะแนนค่ะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ จำนวนผู้เข้าร่วม ประชุม ๑๕๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะคะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง แผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ ท่านสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ขอขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการทุกท่านและผู้เข้าร่วมชี้แจง ทุกท่าน ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างการพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวทีตรงนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ นาฬิกา มีคนร้าย ๕ คน บุกปล้นชิงทรัพย์จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ในการนั้นมี สปท. ของเราท่านหนึ่งคือท่าน พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ได้ให้ความอนุเคราะห์ต่อพี่น้องตำรวจสุพรรณบุรีและ ชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ท่านได้ลงไปให้กำลังใจและร่วมในการสืบจับคนร้ายได้เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ได้เงินคืนมาทั้งหมด ผมขออนุญาตในนามของชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ขอกราบขอบพระคุณ ท่านเป็นอย่างสูง กราบขอบพระคุณครับ
ขอขอบพระคุณท่านสุวิระ ทรงเมตตา มากนะคะ ท่านชูชาติได้ขอบพระคุณ ในนามสมาชิกสภาทั้งหมด ขอบพระคุณที่ท่านอนุเคราะห์ชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกท่านอื่นจะหารือเรื่องอะไรอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าหมดวาระวันนี้ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุม และขอปิดประชุมค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ