กษิต ชูใช้ภาษาไทยแทนทับศัพท์ หนุนเอกชนเดินหน้าโลจิสติกส์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๐ · ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์อย่างองค์รวม โดยเสนอให้ใช้ศัพท์ภาษาไทยแทนคำทับศัพท์ และเน้นให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน พร้อมเรียกร้องให้เปิดพื้นที่รับฟังภาคเอกชน ส่งเสริมการลงทุนผ่านกลไกประชารัฐอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะการจัดตั้งคลังสินค้าและไซโลที่ควรให้ภาคเอกชนและสหกรณ์ดำเนินการเอง โดยรัฐสนับสนุนผ่านการลดต้นทุนการเงิน และวิพากษ์การอ้างความชอบธรรมโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งพร้อมเตือนไม่ให้ตัดสินนักการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลำดับ ๗ ก่อนอื่นท่านประธานผมก็ค่อนข้างจะผิดหวังกับราชบัณฑิตสภาที่แปลภาษาอังกฤษเป็น ภาษาไทยโลจิสติกส์ ที่จริงงานของราชบัณฑิตน่าจะนิยามศัพท์ขึ้นมาเป็นภาษาไทยแท้ ๆ จะเป็นศูนย์รวบรวมกระจายสินค้าก็ยังพอฟังแทนที่จะทับศัพท์ใช้โลจิสติกส์ผมคิดว่า ไม่ถูกต้องเราเป็นรัฐเอกราช ผมอยากจะฝากท่านประธานเพื่อบอกทางราชบัณฑิตไว้ด้วย แล้วก็หัวข้อนั้นน่าจะเปลี่ยนชื่อให้เป็นภาษาไทยให้ได้อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าผมค่อนข้างจะแปลกใจที่ทางกรรมาธิการได้กล่าวถึง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ๕ ปีให้เป็นแน่ชัดว่าในส่วนที่เกี่ยวกับการขนถ่ายกระจาย สินค้านั้นอยู่ในแผน ๕ ปีมากน้อยแค่ไหน บวกกับเมื่อกี้ที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้นิดหนึ่ง คือท่านนิกรเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ทั้งหมดต้องเอามาตั้งให้ดู เสียก่อนว่ามันขาดตกอย่างไร และที่อยากจะเพิ่มโดยการที่จะมีคณะกรรมการแล้วก็ มีสำนักงานแห่งชาตินี้ มันจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ประเด็นปัญหาผมอาจจะแยกเป็น ๒ ส่วน ด้วยกันคือส่วนของโครงสร้างพื้นฐานคือว่าด้วยการขนส่งทางน้ำ ทางอากาศ ทางบกก็มี รถไฟกับทางรถบรรทุกอาจจะมีระบบไอที (IT) เข้ามาเสริมด้วยให้มันทั่วถึง ส่วนที่ ๒ ก็คือ ตัวคลังสินค้ากับเรื่องของไซโล (Silo) ที่เก็บสินค้าจะเป็นเกษตรหรือเป็นผลิตภัณฑ์ทางด้าน อุตสาหกรรม ผมขอเน้นประเด็นแรกเสียก่อน ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะเป็นท่าเรือ ท่าเครื่องบิน ท่ารถ ท่ารถไฟ มันก็อยู่ในอาณัติของกระทรวงคมนาคมทั้งหมดและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมคนปัจจุบันก็เป็นอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์น่าจะม้วนทุกเรื่องให้มันอยู่กันได้ แล้วก็มีข้อเสนอข้อคิดเห็นมาหรือทางฝ่ายกรรมาธิการก็น่าจะไปฟังว่าทางกระทรวงคมนาคมว่า อย่างไรกับ ๔ เส้นทางการคมนาคมแล้วก็ที่ตั้ง คราวนี้ผมก็อยากจะโยงไปที่ต่างประเทศ สักนิดหนึ่งว่าด้วยการเชื่อมโยง คือถ้าเผื่อเราไปลงเครื่องบินที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ที่ประเทศเยอรมนีหรือที่ไหนก็ตามข้างใต้สนามบินก็จะมีรถไฟใต้ดิน แล้วก็มีรถไฟเชื่อม ระหว่างเมืองหรือว่าระหว่างประเทศได้ บนบกก็จะมีรถบัสไปทั่วยุโรปเลยครับ แล้วก็จะมี รถเมล์เข้าไปในเมือง นั่งรถไฟเล็กก็ได้ และที่ ณ สนามบินของแฟรงก์เฟิร์ตนอกจาก ฝ่ายของผู้โดยสารแล้วก็เป็นคลังสินค้าระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดแล้วก็สะดวกที่สุดอันหนึ่ง จะมีทั้งสินค้าเน่าเสีย สินค้าแห้งอะไรต่าง ๆ กระจายกันไป และจากสนามบินก็ไม่ใช่ทางบกอย่างเดียว มันก็มีระบบขนส่งไปลงที่แม่น้ำไรน์ แล้วก็ตามลำคลองที่ไปได้ทั่วยุโรป ทีนี้ประเด็นปัญหา ที่ประเทศไทยคืออะไรจะเป็นที่สนามบินดอนเมืองหรือว่าที่สุวรรณภูมิมันไม่มีการเชื่อมโยง อย่างที่อารยประเทศเขาทำ ถ้าเผื่อเราจะปฏิรูปกันจริง ๆ คือเราต้องพูดกันเรื่องของการเชื่อมโยงอันนี้ว่าทำไม สนามบินสุวรรณภูมิทางรถไฟถึงไปไม่ถึงแล้วก็กระจายไปทั่วประเทศ ทำไมไม่โยงกับสถานี รถไฟหัวลำโพงหรือที่บางซื่อ และทำไมรถบัสเข้าไปไม่ได้ไม่สะดวก แล้วก็ทางจะเป็นรถราง ภายในเมืองหรือจะรถใต้ดินทำไมมันไม่เชื่อมโยงนี่ก็เป็นปัญหา ที่สนามบินดอนเมือง ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมที่จะต้องให้มันเกิดการเชื่อมโยง ให้ได้ และรัฐบาลก็สนับสนุนไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไรสลับซับซ้อน แล้วก็ที่สนามบิน สุวรรณภูมิหรือที่สนามดอนเมืองก็ต้องมีคลังสินค้าก็ต้องให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ และ ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐร่วมทุนประชารัฐเพราะมันค่อนข้างจะเป็นสังคมนิยมเป็นโซเชียลลิสต์ (Socialist) นิด ๆ ต้องระมัดระวังนะครับ แล้วก็รัฐไม่ควรจะทำธุรกิจจะร่วมทุนกับเอกชน แล้วก็แข่งขันกับเอกชน การแข่งขันมันก็ไม่ยุติธรรมต้องระมัดระวังเรื่องนี้สักนิดหนึ่งนะครับ และคนที่จะมาร่วมทุนกับรัฐได้บางทีมันก็ไม่ใช่รายย่อยมันก็รายใหญ่ทั้งนั้น เดี๋ยวมันก็เป็น การกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจก็จะมีปัญหาเหมือนที่อเมริกาแล้วก็ที่ยุโรปก็มี เดี๋ยวประเทศไทยก็จะมีถ้าเผื่อเราเดินทางไปในทิศทางอันนี้ เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญ ที่คณะกรรมาธิการน่าจะศึกษาแล้วก็เสนอคือให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือบนแม่น้ำ หรือที่ทะเลกับทางรถไฟแล้วก็ถนนเพื่อให้รถบัสวิ่งได้สะดวก แล้วก็เชื่อมโยงกลับมาที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง หรือว่าที่อู่ตะเภาจะเป็นไปได้ไหมมันต้องคิดกันอย่างนี้ ผมคิดว่า มันจะทำให้การลดทุนแล้วก็ความเชื่อมโยงเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันก็จะสะดวก แล้วก็เมื่อ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศก็ยังมีเหตุอันสำคัญว่าที่สนามบินนั้น จะต้องเชื่อมโยงกับทางภาคพื้นดินแล้วก็ลำน้ำ แล้วก็ทะเลชายฝั่งได้อย่างสะดวก ไม่มี ความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมาตั้งคณะกรรมการใหม่ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องมาตั้ง สำนักงานขนถ่ายสินค้า กระทรวงคมนาคมร่วมกับสภาพัฒน์สามารถที่จะมีข้อเสนอเป็นชิ้น เป็นอันต่อรัฐบาลได้ งบประมาณก็หาได้ครับเพราะมีงบประมาณอยู่แล้ว ผมว่าให้คิด ในทำนองนี้จะได้หลีกเลี่ยงของการที่จะต้องไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีคณะกรรมการมีองค์การใหม่ แล้วก็การที่จะไปคิดว่ามีองค์กรใหม่ขึ้นมาแล้วไปดึงจากหน่วยงานนั้น ผมว่ามันก็ทะเลาะกัน ตายโหงเลยระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ใครเขาจะไปยอมและในเมื่อกระทรวงคมนาคม ต้องรับผิดชอบและให้เป็นแม่งาน และรัฐบาลก็มีคณะทำงานระดับรองนายกรัฐมนตรี ตั้ง ๖ คณะทำงานทำไมจะประสานงานกันไม่ได้แล้วก็ขับเคลื่อนนะครับเอาทิ้งไว้ตรงนี้

ส่วนอันที่ ๒ รัฐบาลก็พบกับภาคเอกชนในเครือข่ายของประชารัฐ ซึ่งผมก็ ไม่ค่อยจะเห็นด้วย แต่ว่ามันมีคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชน มีอะไรก็ประสานกันตรงนั้น และอะไรที่จะโอนไปให้เอกชนเขาทำได้ก็ต้องให้เขาทำ เขาจะมีท่าเรือเพิ่มขึ้นมาต่อจาก ท่าเรือแหลมฉบังของภาครัฐนอกเหนือจากให้เขาเช่าหรือมีสัมปทาน ก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไร รัฐก็มีหน้าที่อำนวยความสะดวกแล้วก็ให้เอกชนเป็นผู้นำ แต่ผมก็ยังไม่ได้เห็นในเอกสาร หรือสิ่งที่ได้ชี้แจงทางวาจาว่าบริษัทขนส่งขนถ่าย บริษัทฟอร์เวิร์ด (Forwanrd) ล่วงหน้า ทั้งหลายเหล่านี้ โดยองค์รวมกันแล้วเขามีข้อเสนออย่างไรในการที่จะปรับปรุงประเด็นปัญหาของ การเก็บสินค้าขนถ่าย แล้วก็การเชื่อมโยง อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญต้องฟังจากทางภาคเอกชน ก่อนครับ แต่ถ้าเผื่อข้อมูลมันไม่มีแล้วเรานั่งคิดกันเองมันก็ดูกระไรอยู่ เพราะว่าเศรษฐกิจ ของไทยนั้นเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มันเป็นของภาคเอกชนก็มีรัฐวิสาหกิจเข้ามานิดหน่อย เท่านั้นเองก็ต้องฟังเขาเป็นสำคัญน่าจะบอกว่าฝ่ายเอกชนเขาอยากจะให้รัฐทำอะไรมากกว่า ที่บอกว่ารัฐจะทำอย่างโน้นอย่างนี้นะครับ

ส่วนในประเด็นที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับคลังสินค้าแล้วก็ไซโล (Silo) ถ้าเผื่อสหกรณ์ ทำได้เป็นเรื่องของสหกรณ์ ถ้าเผื่อเอกชนทำได้เป็นเรื่องของเอกชน อย่าเอาประชารัฐเข้ามา ทำคลังสินค้าและไซโล (Silo) ครับ เดี๋ยวมันก็จะมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน มีเรื่องของ การเลือกที่รักมักที่ชัง รัฐมีหน้าที่สนับสนุน ถ้าเผื่อเขาจะทำไซโล (Silo) แล้วก็คลังสินค้า เพื่อจะลดต้นทุนต่าง ๆ เหล่านี้ ก็สามารถที่จะบอกธนาคารทั้งของรัฐและธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาคนละ ๕๐ ๕๐ ไหมครับ และแทนที่จะเก็บดอกเบี้ยอัตราทั่ว ๆ ไป ก็ลดมาสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็จะช่วยให้เอกชนเขาสามารถที่จะสร้างความพร้อมในเรื่องของ การเก็บแล้วก็กระจายสินค้าได้ ส่วนประเด็นสุดท้ายในฐานะนักการเมืองแล้วก็ยังเป็น นักการเมืองอยู่ อย่าห่วงเรื่องรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง เขาจะต้องสะดุ้งสะเทือนกับ ความต้องการของประชาชนและทางภาคเอกชน อย่าหาความชอบธรรมในการเป็น สปท. และบอกว่าต้องรีบทำ ทำ ทำ เพราะไม่คิดว่านักการเมืองเข้ามาแล้วในอนาคตจะโกงกิน หรือไม่ คงจะไม่ใช่เป็นแนวคิดที่พอสมควรนะครับ ผมคิดว่าน่าจะเลิกในการที่จะเปรียบเทียบ สภาพพิเศษ ณ วันนี้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วก็ความล้มเหลวกันทั้งหมดมันอาจจะมาจาก ทางฝ่ายการเมือง ผมคิดว่านักการเมืองทุกคนก็ตระหนักดี แล้วก็คงคิดว่าอยากจะรักชาติ แล้วก็อยากจะปรับปรุงด้วยนะครับ อันนี้ก็ต้องขอระมัดระวังนิดหนึ่งนะครับ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ